๛ ไฟรัก ไฟชีวิต ๛ [จบ]

ตอนที่ 7 : สังหรณ์ของภรรยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    28 เม.ย. 62





วันต่อมา มื้อเช้าของคฤหาสน์ตระกูลเศวตพิทักษ์ บรรยากาศแสนอึมครึม...

คุณนายสร้อยระย้า นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ ป้าแมวยืนอยู่ข้างหลัง โต๊ะอาหารแบบกลม รายล้อมด้วยสมาชิกครอบครัวใหญ่ กอปรด้วย คุณชายใหญ่ ภูผา คุณนายใหญ่ ว่านน้ำทอง คุณนายเล็ก ทอรุ้ง คุณชายรอง ภูธร คุณนายรอง พลับพลึงธาร คุณชายสาม ภูไท คู่หมั้นสาว เก็จแก้ว และคุณชายสี่ ภูมี

แม้ทอรุ้งมาทีหลัง แต่เป็นอนุภรรยาคุณชายใหญ่ จึงได้นั่งขนาบข้างภูผา หล่อนนั่งซ้าย คุณนายใหญ่นั่งขวา ทุกเช้า ทุกคนจะร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน วันนี้ เป็นครั้งแรกที่มีสมาชิกใหม่ร่วมโต๊ะ ส่วนเก็จแก้วนั้น ถึงยังไม่ได้แต่งงานกับภูไท หล่อนก็มาค้างที่บ้านว่าที่สามีบ่อยๆ ได้ เพราะว่าหมั้นกันแล้ว

อาหารชั้นดีรสเลิศถูกวางเต็มโต๊ะ บทสนทนากลับแห้งแล้งเจือจาง คุณชายใหญ่ไม่ช่างพูดอยู่แล้ว ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว คุณชายรองก็มึนซึมจากเรื่องเมื่อคืน จึงพูดน้อยกว่าปกติ คนที่ร่าเริงคงมีแค่ภูไท ที่นิสัยขี้เล่น กับทอรุ้งที่หน้าชื่นตาบาน

"ทานสิคะ ผักอร่อยน๊า..." หล่อนงีบผักคะน้าใส่จานข้าวสามี เอาอกเอาใจออกนอกหน้า ว่านน้ำทองทำหน้ายังกะกินยาขม พลับพลึงธารสังเกตการณ์เงียบๆ ส่วนเก็จแก้วมองทอรุ้งอย่างรังเกียจสุดๆ

"โห น้องทอรุ้งนี่ ตักแต่ละอย่าง ของโปรดพี่ใหญ่ทั้งนั้นเลย มิน่าล่ะ พี่ใหญ่ถึงรักถึงหล..ง. โอ๊ย!"

คำสุดท้าย ภูไทร้องออกมา เพราะคู่หมั้นแอบหยิกเข้าที่ขา ครางอู้หันมา เก็จแก้วทำตาดุใส่

"คิก... เรื่องอาหารการกินของคุณภูผาน่ะ ไว้ใจน้องได้ค่ะ น้องรู้ดีว่าเขาชอบอะไร" 

ทอรุ้งปรับตัวเก่งจนพลับพลึงธารยังทึ่ง มาอยู่แค่วันเดียว แทนตัวเองว่า "น้อง" กับคุณชายสาม ความสามารถในการเสแสร้งว่าเก่งแล้ว การผูกมิตรสร้างไมตรีกับคนที่ดีใส่ ยังเข้าขั้นเยี่ยมทีเดียว  

"อ๋อ จริงสิ เรื่องนี้เธอต้องรู้ดี เพราะปกติ บริการเรื่อง "ปาก ท้อง" เป็นนิสัยอยู่แล้วนี่" 

เก็จแก้วกระทบให้ตามประสาคนปากไว ปากจัด ทอรุ้งชะงัก แต่ยิ้มหวานตอบ คนฉลาดอย่างหล่อน รู้จักโต้ตอบเป็นเวลา ไม่กัดพร่ำเพรื่อเหมือนเก็จแก้ว เก็จแก้วหน้าเก้อไปเลย เพราะคุณชายใหญ่มองมาด้วยสายตาดุ นายหญิง กับคุณนายรอง ก็มองหล่อนปรามๆ

"ว่านไปช่วยแป้งหวานแต่งตัวนะคะ" ว่านน้ำทองวางช้อน บอกกับนายแม่ แล้วลุกจากโต๊ะ

"อ้าว พี่ใหญ่ ยังไม่ดื่มน้ำเลย กินข้าวเสร็จไม่ดื่มน้ำ เดี๋ยวอาหารไม่ย่อยนะคะ" ทอรุ้งทักเสียงหวาน ว่านน้ำทองสะกดกลั้นใจไม่หันหลังกลับ เดินเชิดหน้าขึ้นบันไดไป ทอรุ้งแสร้งทำหน้าเจื่อนๆ

"แม่ ผมไปทำงานก่อน" ภูผาอิ่มเร็ว ลุกขึ้นยืน ทอรุ้งลุกด้วย "รุ้งไปส่งที่รถนะ" ภูผาไม่ว่าอะไร เดินออกไปก่อน ทอรุ้งรีบเดินตาม สะโพกอวบอัดยามเดินช่างน่ามอง สะกดสายตาเจ้าชู้ของภูไทอยู่หมัด!  

"ธรณ์คะ เย็นนี้ อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม ฉันจะเข้าครัวทำให้ทาน" พลับพลึงธารหันมาถามสามีเสียงหวาน ภูธรหายจากเหม่อลอย "ไม่ล่ะ เย็นนี้ ผมนัดทานข้าวกับลูกค้า คงจะกลับค่ำหน่อย ขอตัวนะครับ แม่" ลุกไปจากโต๊ะอีกคน พลับพลึงธารหน้าตาผิดหวัง อาหารมื้อนั้น ช่างฝืดคอจริงๆ



พลับพลึงธารเดินเหงาๆ มาตามระเบียงห้อง สามีไปทำงานแล้วพร้อมกับคุณชายใหญ่ เก็จแก้วกับคุณชายสามออกไปเที่ยว คุณชายสี่ก็ไปเรียนมหาลัย นายหญิงก็ไปธุระข้างนอก คฤหาสน์หลังใหญ่ เหลือหล่อนอยู่กับว่านน้ำทอง ส่วนทอรุ้งอยู่บ้านเรือนไทย

ทรุดนั่งบนเตียงในห้องนอน ยกมือลูบท้องเบาๆ คิดถึงแป้งหวาน ที่กำลังเจริญเติบโตอย่างน่ารักสดใส มองตัวเองแล้วเกิดความน้อยใจ เมื่อไหร่...จะมีโอกาส ได้ชื่นชมลูกแท้ๆ ของตัวเองบ้าง

การไม่ตั้งครรภ์ 1 ปี เข้าข่ายมีบุตรยาก แต่ไปตรวจแล้ว ทั้งเขาและหล่อนก็ปกติดี หญิงสาวอายุยังไม่มาก แก่กว่าสามีแค่สามปี ไม่น่าที่จะพบปัญหาแบบนี้ พลับพลึงธารไม่เคยคิดหาสาเหตุจริงจัง แต่หลังจากเมื่อคืน หล่อนก็เริ่มรู้สึกได้ ...สามีหล่อน มีบางอย่างเปลี่ยนไป!

แน่นอนว่าเมื่อไม่มีลูก สาเหตุอันดับหนึ่ง คือ สุขภาพ อันดับสอง คือ เรื่องบนเตียง... พลับพลึงธารไม่เคยสะกิดใจกับเรื่องนี้ เขากับหล่อนนอนเตียงเดียวกันทุกคืน ตลอดสามปี ความถี่ในการมีสัมพันธ์แบบผัวเมียไม่ถือว่าเยอะ ภูธรไม่ใช่ผู้ชายเซ็กจัด ไม่สิ! คิดๆ ดูแล้ว มันน้อยกว่าปกติด้วยซ้ำ แต่เพราะหล่อนเองก็ไม่จัดจ้าน เลยไม่รู้สึกว่าผิดปกติ

จู่ๆ พลับพลึงธาร ก็หวนคิดอย่างจริงจัง เขามีอะไรกับหล่อนลดลงตั้งแต่เมื่อไหร่นะ น่าจะ...เกือบ 1 ปีได้แล้วมั้ง จริงสิ ไม่เพียงจำนวนครั้งที่ลดลง แม้แต่อารมณ์รักใคร่ก็เหมือนจะจืดจางไปด้วย ภูธรยังปฏิบัติตัวดีกับหล่อนก็จริง แต่จิตใจที่ละเอียดอ่อนของผู้หญิงสัมผัสได้ ...เขาดูห่างเหินออกไป

อย่างเช่นเมื่อคืนนี้ หล่อนอยากมีความสุขกับเขาตามประสาคนรัก เขากลับบ่ายเบี่ยง บอกปัดเฉียบขาด ด้วยน้ำเสียงเหมือนจะโมโห นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่เขาใช้น้ำเสียงเย็นชาที่สุด พลับพลึงธารยอมรับว่าหล่อนตกตะลึง และเป็นที่มาของความทุกข์ใจตอนนี้

พลับพลึงธารขนลุก เมื่อนึกถึงเรื่องไม่ดี คุณชายใหญ่มีเมียน้อย แล้วถ้าคุณชายรอง ก็มีเมียน้อยล่ะ!!

...เป็นไปไม่ได้ ภูธรไม่ใช่คนเจ้าชู้ ไม่สิ ผู้ชายถึงจะเจ้าชู้ แต่บางคนก็ยับยั้งใจได้ คุณภูผาเบื่อภรรยา เธอบกพร่อง เขาถึงหนีไปมีใหม่ แต่ว่าฉัน...ฉันไม่ผิดอะไร ฉันปรนนิบัติเขาดี ฉันเป็นแม่ศรีเรือน ฉันดูแลเขา ดูแลบ้าน ทำให้เขาสบายใจทุกอย่าง ไม่เคยตะคอกด่าว่า ไม่เคยขัดใจ ปัญหาอย่างเดียวแค่ไม่มีลูก ภูธรคงไม่ทำร้ายฉันแบบนี้ และเขาก็ไม่เหมือนภูผา ใช่แล้ว ไม่มีหรอก ต้องไม่มี เราคิดมากไป...

แต่แล้ว พลับพลึงธารก็ไม่หลอกตัวเอง หล่อนไม่เหมือนว่านน้ำทอง ที่จิตใจอ่อนแอ ไม่กล้ายอมรับความจริง สามีผิดปกติจริงๆ เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ จึงตัดสินใจสืบค้น... ทุกตารางนิ้วภายในห้องนอน เผื่อจะเจอเบาะแส หาอยู่พักใหญ่ หล่อนก็พบ... กระเป๋าดำใบใหญ่ ซ่อนไว้ในลิ้นชัก หล่อนเคยเห็นเขาซ่อนกุญแจ เมื่อเปิดออก พบว่าเป็น "หนังสือนวนิยายรัก 10 เล่ม"

"คุณนายรอง อยู่ที่นี่เอง ทำอะไรอยู่คะ" ครู่ใหญ่ สาวใช้อารีย์ก็เดินเข้ามาในห้อง คุณนายรองนั่งอยู่ที่ขอบเตียง มีกองหนังสือวางเต็มตัก 

"หนังสือของคุณภูธร... เธอรู้ไหม ช่วงนี้ เขาอ่านนิยายพวกนี้" คุณนายหยิบเล่มนึงให้หล่อนดู

"เอ๊ะ คุณชายรองชอบอ่านนิยายลูกกวาดด้วยเหรอคะ แปลกจัง" อารีย์พลิกดูหน้าหลังอย่างขำๆ

"ใช่ แปลกมาก เธอรู้ไหม หนังสือสิบเล่มนี้ เป็นของนักเขียนคนเดียวกันทั้งหมด ชื่อว่า พิมพ์รัก" คุณนายรองเอ่ยเสียงเย็นเยือก ดวงตาทอแสงแวววาว

"คุณชายรอง คงจะชอบสำนวนการเขียนของเขามั้งคะ"

"แค่ชอบอ่านปกติ คงไม่แอบอ่านลับหลังฉัน โดยไม่ให้ฉันเห็น แถมเก็บหนังสือทั้งหมด ไว้ในกระเป๋าลับ ล็อกอย่างดี ถ้าเป็นแค่หนังสือธรรมดา ทำไมเขาต้องทำลับๆ ล่อๆ ด้วย" น้ำเสียงเข้มขึ้น

"อุ๊ย มีลายเซ็นด้วยค่ะ คุณนายรอง" อารีย์เผลอพลิกหน้าสุดท้าย เจอลายเซ็นที่เขียนด้วยดินสอ

"ว่าไงนะ!" พลึบพลึงธารรีบดึงมาดู ลายเซ็นหวัดอ่านยาก หล่อนแกะได้คำเดียว ว่า พิมพ์... 

"ดูเหมือน... คุณชายรอง จะเคยพบกับนักเขียนคนนี้แล้วนะคะ และดูเหมือนว่า นักเขียนคนนี้ จะเป็นผู้หญิงซะด้วย"

"อารีย์ เธอช่วยฉัน สืบประวัติของนักเขียนคนนี้ ให้หน่อย"

"จะรีบจัดการเดี๋ยวนี้ค่ะ" สาวใช้ผู้ฉลาด ฉีกกระดาษโน๊ตบนโต๊ะออกมาใบหนึ่ง หยิบปากกาจดชื่อนิยาย "นามปากกา" ชื่อสำนักพิมพ์ และเบอร์โทรทั้งหมดเอาไว้ พลับพลึงธารเก็บทุกอย่างเข้าที่เดิม

...พิมพ์รัก...พิมพ์รัก... เธอเป็นใครกันแน่...

      

"อู๊ย คุณ "พิมพ์รัก" อ่า... เจ็บนะ" มัดหมี่กำลังเคลิ้มกับบทพรอดรักของพระนาง ต้องหดคอ ครางอู้ เพราะไม้ขนไก่ที่เคาะมาบนหัว

"พอได้แล้ว มัวแต่อ่านนิยายนั่นแหละ ลูกค้าเข้าร้าน สนใจไถ่ถามบ้าง" พิมพ์นารา เจ้าของนามปากกา "พิมพ์รัก" ว่าให้อย่างหมั่นไส้ จะหยิบหนังสือไป สาวใช้กอดไว้แน่นคาอก ยื่นปากเถียงเหมือนเด็ก 

"ก็คุณหนูแต่งนิยายสนุกเป็นเลิศนี่นา อ่านแล้วติดงอมแงมเลย โทษใครไม่ได้ ต้องโทษคุณหนู"

"เดี๋ยวเถอะ ถ้ายังไม่รู้จักเวล่ำเวลาแบบนี้ ต่อไปจะไม่ให้อ่านแล้วนะ"

"เป็นไปไม่ได้ค่ะ เพราะนิยายชิ้นโบว์แดง สิบเล่มของคุณหนู มัดหมี่อ่านจบจนครบแล้ว แหะ แหะ"

พิมพ์นาราถอนใจระอา ทั้งหมั่นไส้ทั้งเอ็นดูแม่สาวใช้จอมแก่นคนนี้ แต่มัดหมี่ก็ยอมลุกไปดูแลลูกค้าโดยดี แถมโปรโมทนิยายของหล่อนกับลูกค้า ผู้มาเช่าหนังสือ เสียเลย หญิงสาวอดยิ้มขำมิได้

...กรุ๊งกริ๊ง... "เชิญค่ะ วันนี้ มีนิยายมาใหม่หลายเรื่องเลย..." พิมพ์นาราละสายตาจากจอคอม หันมาต้อนรับ ลูกค้ายามเที่ยงของวันนี้ กลับเป็น...

"อุ๊ย คุณภูธร" มัดหมี่ยิ้มแป้น รีบมาต้อนรับ "มาตอนเที่ยงเป๊ะเลย มาเช่าหนังสือ หรือว่า มาหาคุณ..."

"มัดหมี่ เมื่อกี้ เธอบอกว่าหิวข้าวใช่ไหม ฉันจะไปสั่งข้าวผัดกระเพราให้ ฝากร้านด้วยนะ" 

พิมพ์นาราพูดเสียงเย็น ใบหน้าเฉยเมย ลุกจากโต๊ะ หยิบกระเป๋าถือ เดินผ่านตัวเขา ออกจากร้านไปเลย ภูธรไม่รอช้า หันหลังกลับ ตามหญิงสาวออกไปทันที ทิ้งให้สาวใช้จอมแก่นยืนงงเป็นไก่ตาแตก

 


"ทำไมถึงปิดมือถือ? ทำไมไม่รับโทรศัพท์ผม?"

ภูธรก้าวยาวๆ ตามหลังมา น้ำเสียงตัดพ้อ หญิงสาวไม่ตอบ เดินเร็วๆ ไปบนฟุตบาท

"ระวัง!" ผ่านปากซอยหนึ่ง หล่อนรีบเกินไม่ทันดู มอเตอร์ไซค์ขับมาเกือบจะชน เขาใช้แขนเดียวรั้งเอวหล่อนเข้ามาชิดกาย

"ปล่อยนะ" หายตกใจรถ มาตกใจเขาแทน  

"พิมพ์นารา... เราคุยกันหน่อยได้ไหม" 

หล่อนยังเดินฉับๆ เขาเลยตัดสินใจขวางหน้า

"ฉันไม่มีเวลา ต้องไปซื้อข้าว" 

น้ำเสียงห่างเหิน เมินหน้าหนี

"เรื่องเมื่อคืนผมอธิบายได้..."

"ไม่มีเรื่องเมื่อคืน!" หล่อนสวนควับ แววตาคมวาวขึ้นมาทันที 

"ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น... ฉันลืมไปหมดแล้ว" หล่อนเสียงแข็งจนเขาตกใจ เผลอปล่อยหล่อนเดินห่าง

...พิมพ์นารา ใจแข็งกับเขาขนาดนี้เชียวหรือ...

เจ้ากรรม ร้านข้าวแกงดันมาปิด หญิงสาวยืนอึ้งอยู่หน้าร้าน หันหลังกลับมาเจอเขาอีก

"คุณโกรธผมจริงๆ เหรอ จะไม่ยอมฟัง...ผมอธิบายสักคำเดียวเหรอ เมื่อคืน ผมไม่ได้ตั้งใจนะ"

"..." หล่อนเมินหน้าหนี แต่พอเขาพูดประโยคสุดท้าย หันกลับมาจ้องหน้า ...ไม่ได้ตั้งใจ... พิมพ์นาราบอกไม่ถูก ว่ารู้สึกอย่างไรกับคำพูดประโยคนั้น หล่อนควรจะดีใจไหม ที่เขากอดหล่อนโดยไม่ตั้งใจ

แววตาคู่สวยเหมือนจะโกรธ ชายหนุ่มใจแป้ว ก้มหน้าอย่างสำนึกผิด 

"ผมเมา เอ่อ... ผมเพิ่งกลับจากงานเลี้ยง ก็เลยเมานิดหน่อย ผมแค่อยากจัดงานวันเกิดให้คุณ แล้วก็... คือ เรื่องทั้งหมด... ผมขอโทษ"

คำสุดท้าย หลุดมาพร้อมถอนหายใจ ที่จริง เขาไม่อยากพูดอย่างนี้ แต่...เขาไม่มีสิทธิ์พูดสิ่งที่อยากพูด เพราะเขาเสียสิทธินั้นไปแล้ว

สิทธิ์ ที่จะพูด คำว่า... รัก

"..." พิมพ์นาราหันหน้าไปทางอื่น เจ็บปวดนิดๆ ในที่สุด คำแก้ตัวของเขา ก็ไม่พ้นเรื่องเมา และลงท้ายว่า ขอโทษ ...มันเป็นสูตรสำเร็จของผู้ชายมือไวใจเร็วรึเปล่านะ... จัดฉากทุกอย่างขึ้นมา สร้างบรรยากาศเพื่อล่วงเกินหล่อน พอหลุดมือ ก็มาตีหน้าเศร้า ขอโอกาสแก้ตัวใหม่ เขาเป็นผู้ชายประเภทไหนกันแน่

"พิม... คุณจะไม่ยกโทษให้ผมเชียวหรือ"

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าหล่อนเข้าใจผิดไปไกล เริ่มใจไม่ดีที่หล่อนเงียบ

"...ฉันยกโทษให้ แต่มีข้อแม้" 

"ว่ามาเลย ได้ทุกเรื่อง ผมยินดีชดใช้ให้คุณทุกอย่าง"

"เรา..." หล่อนประสานสายตากับเขา ตัดใจพูด "อย่าพบกันอีก!"

พิมพ์นาราเดินย้อนกลับ ส่วนภูธร ตะลึงงัน



เกือบบ่ายโมง พิมพ์นารา กับ มัดหมี่ ทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว

...กรุ๊งกร๊ง... ลูกค้าเข้าร้าน ขณะหล่อนนั่งอ่านนิยายต่างประเทศ "เชิญค่ะ"

"อ้าว คุณภูธรมาอีกแล้ว" 

มัดหมี่กำลังนั่งเย็บปกหนังสือ เอ่ยทัก หญิงสาวช้อนตามองอึ้งๆ ไม่คิดว่าเขาจะกลับมา

"วันนี้ โรงงานปิดเหรอคะ" สาวใช้ชวนคุย ยิ้มแย้ม

"เอ้อ..." ภูธรตั้งใจมาง้อ จึงมามาดใหม่ ทำหน้าตาสดใส ระรื่น พูดลอยๆ เสียงดังๆ ว่า

"เมื่อตะกี้ เจ้าของร้านบอกว่า มีนิยายเรื่องใหม่มา มีอะไรบ้างน๊า"

"...?" มัดหมี่มองหน้าคุณหนู แต่คุณหนูกลับนั่งอ่านหนังสือไม่สนใจ จึงหันกลับไปมองคุณชายรอง

"มัดหมี่ ขายของ" พิมพ์นาราสั่งเสียงเรียบ ไม่เงยหน้าขึ้น

สาวใช้ลุกขึ้น เดินมา มองหนุ่มหล่อสาวสวยสลับกันอย่างงงๆ

คุณชายรองซ่อนยิ้ม ยื่นหน้ามาบอก 

"มัดหมี่ เธอชอบกินโรตีใช่ไหม เมื่อกี้ ฉันเห็น รถอาบังวิ่งผ่านหน้าร้านไปแน่ะ"

ขยิบตาเป็นสัญญาณ มัดหมี่กะพริบตาถี่ๆ เกาหัวแกรกๆ แล้วคิดออก

"อ๋อ กินค่ะ กิน ต้องรีบตาม งั้นเดี๋ยวหนูมานะคะ" 

สาวใช้วิ่งออกจากร้าน พิมพ์นาราตกใจ เรียก "มัดหมี่ มัดหมี่..."

สุดท้าย เหลือเพียงสองคนในร้านเท่านั้น ภูธรหัวเราะน้อยๆ สืบเท้าเข้ามา วางสองแขนค้ำโต๊ะ โน้มตัวมา สบตาหล่อนแวววาว

"ว่าไงครับ คุณเจ้าของร้าน จะแนะนำสินค้าให้ผมได้รึยัง"

"คุณเลือกดูเอาเอง มาใหม่อยู่แถวบนทั้งหมด" จำใจพาเขาไปที่ชั้นอย่างเสียมิได้ บอกห่างเหิน แล้วหมุนตัวกลับ

"พิม..." เขายึดมือหล่อนไว้ หล่อนหันขวับมาจ้องหน้า

"..." แววตาคู่นั้น เขาไม่กล้าหักโหม ต้องปล่อยมือ

"เอ่อ ผม...นั่งอ่านในร้านคุณได้ไหม"

"ถ้าคุณว่างนักก็เชิญ ฉันเก็บค่านั่งอ่านเป็นชั่วโมงอยู่แล้ว"

หล่อนจะเดินกลับอีก เขารีบพูด 

"งั้นผมขอเช่าไปอ่านที่บ้านดีกว่า"

ผ่านไปสักพัก พิมพ์นาราเงยหน้าจากหนังสือ เมื่อภูธรวาง 4 เล่ม ลงบนโต๊ะ ยกรวบมา เพื่อจะทำรายการ ต้องอึ้ง เพราะมันเป็นนวนิยายของหล่อนทั้งหมด แต่นานหลายปีแล้ว บางเล่มเกือบสิบปี!

"..." เงยหน้าสบตาเขา แววตาที่มองมา ซึ้ง เศร้า อย่างประหลาด

"นานมากแล้ว แต่ไม่เคยเลือนหายไปจากใจผม"

ประโยคนั้นประโยคเดียว ละลายน้ำแข็งในใจหล่อนทั้งหมด หญิงสาวใจสั่นไหววูบ ปวดหน่วงที่หัวใจ สับสนอ่อนไหวเหลือคณา



"คุณหนู โกรธคุณภูธรเรื่องอะไรคะ"

ชายหนุ่มกลับไปแล้ว มัดหมี่สังเกตเห็นคุณหนูนั่งซึม จึงถามอย่างเป็นห่วง

พิมพ์นารา ตกอยู่ในภวังค์ยาว หลับตา ถอนหายใจ

"ต่อไปนี้ ถ้าเขามาที่ร้าน เธออย่าแกล้งออกไป หรือเปิดโอกาสให้เขาอยู่กับฉัน" สั่งซึมๆ

มัดหมี่ขมวดคิ้ว เกาหัวไม่เข้าใจ แต่เพราะอ่านนิยายมาก บวกกับดูละคร ทำให้คิดออก

"หรือว่า... คุณภูธร จีบคุณหนู!" โพล่งเสียงดัง

"มัดหมี่ ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันโกรธ ห้ามพูดแบบนี้อีก" เจ้านายเสียงเข้ม แถมตาดุเอาเรื่อง มัดหมี่รีบยกมือปิดปาก

"ฉันต้องอยู่ห่างๆ เขาเอาไว้ เธอเข้าใจใช่ไหม ว่าเพราะอะไร" 

พิมพ์นาราพูดไปแล้ว ยังสะท้านใจเอง หล่อนกำลังสู้กับเขา หรือว่า...สู้กับหัวใจตัวเองกันแน่!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

475 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น