มาเฟียร้ายพ่ายแผนรัก (อีบุ๊ค)

ตอนที่ 7 : บทที่ 3 ยั่วยวน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,788
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    5 มี.ค. 62

ต่อค่า... ไรท์ลงขายที่เมพแล้วนะคะ ตอนนี้จัดโปรโมชั่นอยู่ ฝากอุดหนุนด้วยค่าขอบคุณล่วงหน้าจ้า



บทที่ 3 ยั่วยวน (1000%)

                เช้าวันใหม่ที่แสนสดใสมาพร้อมแสงแดดแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิ สาดส่องมากระทบใบหน้านวลสวยของคนที่ กำลังยืนยืดเส้นยืดสาย อยู่ตรงระเบียงห้องนอน ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อถูกแสงแดดอ่อนๆ ผ่าน เข้าตา ร่างบางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เพื่อเก็บตุนบรรยากาศดีๆ ก่อนจะเริ่มภารกิจของวัน หลังจากไปสืบเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของนายจ้างมาจากพ่อบ้าน ว่าวันหนึ่งชายหนุ่มทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง ถึงแม้จะไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก แต่เธอก็รับรู้เรื่องเวลาที่เขาอยู่บ้าน ตื่นนอนหกโมง เช้ารับประทานอาหารเจ็ดโมงครึ่ง หลังจากนั้นก็เดินทางไปทำงาน กลับมาถึงบ้านหกโมงเย็น รับประทานอาหารค่ำหนึ่งทุ่มตรง เธออดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเวลาของนายจ้างจะเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า พ่อบ้านก็บอกกับเธอว่ามาเฟียวายร้ายเป็นคนที่ตรงต่อเวลาเสมอ ถ้าไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เขาจะปฏิบัติตามกฎนี้อย่างเคร่งครัด ไม่น่าเชื่อว่าจะเจ้าระเบียบได้ถึงขนาดนี้

                “ได้เวลาแล้ว” คุณหมอคนสวยพึมพำ ก่อนจะหันหลังเดินออก จากห้องไปยังห้องนอนของขวัญข้าว เคาะประตู เรียกอยู่สักพักเจ้าของห้อง ก็เดินสะลึมสะลือออกมาเปิดประตูให้

                “คุณแพรทำไมตื่นเช้าจัง” หลังจากเปิดประตูให้คุณหมอเข้ามาในห้องแล้ว เจ้าของห้องก็เอ่ยถามเสียงงัวเงีย

                “รีบไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วค่ะ” แพรไหมบอกพร้อมดันหลังขวัญข้าวไปที่ห้องน้ำ ไม่ลืมที่จะหยิบผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่ตรงบานประตูตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ส่งให้ด้วย

                “เพิ่งจะหกโมงเช้าเองนะคะ” ขวัญข้าวท้วงเสียงงัวเงียพร้อมกับขยี้ตาไปด้วย เธอเพิ่งจะนอนได้ไม่กี่ชั่วโมงเอง เพราะมัวแต่คิดถึงคำพูดเพียงสั้นๆ “ผมไม่อยากรู้จักหรอก” ของใครบางคน ที่ รบกวนการพักผ่อน ได้มากถึงเพียงนี้ เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องเก็บมานึกถึงคนแบบนั้นด้วย

                “เราต้องเริ่มแผนกันแล้ว พี่ไปสืบมา เรามีเวลาแค่ช่วงเช้ากับช่วงเย็นเท่านั้น”

                ขวัญข้าวเปิดประตูห้องน้ำ แต่ยังไม่ก้าวเข้าไปข้างใน

                “เริ่มวันนี้เลยเหรอคะ” เสียงที่ตอบกลับมาทำเอาคนงัวเงีย ถึงกับตาสว่าง

                “ใช่ค่ะ รีบไปอาบน้ำได้แล้ว พี่จะเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้”

                แพรไหมดันคนขี้เซาให้เข้าไปข้างใน พลางหมุนกายเดินไปเลือกเสื้อผ้าของขวัญข้าวที่แขวนอยู่ในตู้รอ ส่วนเจ้าของห้องก็เดินเข้าไปอาบน้ำตามที่คุณหมอบอกอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ใช้เวลาไม่นานขวัญข้าว ก็ทำธุระส่วนตัวเสร็จ

                “น้องขวัญมีแต่ชุดแบบนี้เหรอคะ” แพรไหมถามขึ้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องน้ำ ไม่นึกเลยว่าขวัญข้าวจะแต่งตัวเป็นสาวห้าว มีแต่กางเกงทั้งนั้น ส่วนเสื้อก็พอได้อยู่

                “ใช่ค่ะ...มันสะดวกดีนะคะ” ขวัญข้าวบอกอย่างยิ้มๆ เธอชอบสวมกางเกงเพราะมันสะดวกสบายเวลาเคลื่อนตัว

                “งั้นรอพี่แป๊บหนึ่ง พี่จะไปหาเสื้อผ้าของพี่มาให้”

                แพรไหมพูดเองเออเอง ก่อนก้าวดุ่มๆ เดินออกจากห้องนอนขวัญข้าวไปยังห้องนอนของตน เพื่อจะได้หาเสื้อผ้าของตัวเองมาให้อีกฝ่ายใส่ ขนาดรูปร่างที่ใกล้เคียงกัน จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับแม่อุ้มบุญหน้าหวาน

                ใช้เวลาไม่นานคุณหมอคนสวยก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับเสื้อสายเดี่ยวประดับลูกปัดสีน้ำตาลกับกางเกงขาสั้นสีดำ

                “คุณแพรจะให้ขวัญใส่ชุดนี้จริงๆ หรือคะ” ขวัญข้าวถามอย่างตกใจ เมื่อได้เห็นชุดที่คุณหมอแสนสวยยื่นส่งให้

                “จ้ะ...ชุดนี้โอเคที่สุดแล้ว” แพรไหมตอบ เธอลืมนึกไปว่าตัวเองมีแต่กางเกงขาสั้นเป็นส่วนใหญ่ ใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ ก็เลยไม่ได้เอาชุดเดรสแบบผู้หญิงติดมาด้วย เสื้อผ้าที่เธอนำมามีแต่เสื้อยืดกับกางเกงเท่านั้น

                “กางเกงขายาวไม่ได้เหรอคะ” ขวัญข้าวต่อรอง จ้องมองชุดในมืออย่างคิดหนัก เสื้อน่ะไม่มีปัญหาสำหรับเธอหรอก ปกติเธอก็ใส่ แบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว แต่กางเกงขาสั้นเนี่ยสิ ทำให้เธอคิดหนัก

                “แค่ช่วงเช้าเองค่ะ ตอนสายๆ พี่จะพาออกไปซื้อชุดใหม่”

                แพรไหมพูดขึ้น เธอคงต้องพาขวัญข้าวออกไปซื้อชุดใหม่ ให้ใส่แบบนี้คงไม่ไหว เดี๋ยวทุกคนจะรู้แผนการของพวกเธอกันหมดเสียก่อน

                “ก็ได้ค่ะ”

                ขวัญข้าวจำต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หญิงสาวเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องแต่งตัว พอเสร็จแล้วก็เดินออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ รู้สึกไม่มั่นใจกับการแต่งตัวที่ไม่ใช่สไตล์ของตัวเอง

                “เยี่ยมค่ะ”

                แพรไหมยกนิ้วอย่างถูกใจทันทีที่เห็นขวัญข้าวเดินออกมาจากห้องแต่งตัว ต่อไปก็ต้องเป็นผมสินะ ชุดนี้ไม่เข้ากับผมยาวสลวย ถ้าจะให้ดูเซ็กซี่ต้องดัดเป็นลอน

                “ไม่ดูน่าเกลียดใช่ไหมคะ” ขวัญข้าวถามอย่างไม่มั่นใจ พลิกไป พลิกมาอยู่หน้ากระจกอย่างสำรวจ เธอรู้สึกว่ามันโป๊เกินไป หน้าอกที่ใหญ่เกินขนาดของตัวเองมันทะลักเสื้อออกมาเลยก็ว่าได้

                “ไม่หรอกค่ะ มานั่งเลย พี่จะทำผมกับแต่งหน้าให้”

                แพรไหมยืนยันให้อีกฝ่ายมั่นใจ พร้อมกับฉุดแขนเรียวให้นั่งลงหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง อุปกรณ์สำหรับม้วนผมที่ได้เตรียมไว้ใช้กับตัวเอง ถูกนำมาม้วนให้กับขวัญข้าว ใช้เวลาไม่นานแม่อุ้มบุญแสนหวาน ก็กลายร่างเป็นนางแมวยั่วสวาทภายในพริบตา ขนาดเจ้าตัวเองก็เกือบจะจำไม่ได้

                “ถ้าไม่เป็นหมอ ขวัญว่าคุณแพรไปเป็นช่างเสริมสวยได้เลยนะคะ” ขวัญข้าวเอ่ยชมขึ้น รู้สึกทึ่งกับความสามารถที่หลากหลายของคุณหมอคนสวย

                “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ พี่แค่เสียดายเงิน ก็เลยหัดทำให้เป็น” แพรไหมยิ้มเพียงเล็กน้อย มันเป็นสิ่งที่เธอทำเป็นประจำ ก็เลยทำได้ เธอไม่ชอบปล่อยผมยาวสลวยของตัวเอง ถ้าวันไหนที่จะปล่อยผม ก็เลือกดัดเป็นลอนมากกว่าจะปล่อยให้ผมตรง

                “ขวัญไม่เห็นคุณแพรปล่อยผมเลย” ขวัญข้าวถามขึ้นอย่างสงสัย ทั้งที่อีกฝ่ายมีผมดำเงางาม ยาวสลวยมีน้ำหนักเสียขนาดนี้ ถ้าปล่อยคงจะน่ามองเป็นอย่างมาก

                “พี่โรคจิตนะ ไม่ชอบผมตรงยาว อยากได้ผมเป็นลอน แต่ก็ไม่กล้าที่จะไปดัดและทำสี กลัวว่าผมจะเสีย” แพรไหมอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง เธอชอบผมหยิกมากกว่าผมตรง แต่พอจะไปดัดก็ไม่เป็นธรรมชาติ แล้วอีกอย่าง ผมดัดเหมาะที่จะทำสีผมด้วย

                “ขวัญนึกว่าเสียดายเงินเสียอีก” ขวัญข้าวถามพลางยิ้มอย่างล้อเลียน

                “แหม น้องขวัญรู้ใจพี่ดีจริงๆ เลยนะคะ” แพรไหมไม่ปฏิเสธ ล้วงมือหยิบอุปกรณ์แต่งหน้าออกมาจากกระเป๋าเครื่องสำอางของตัวเอง ปกติเธอจะไม่ค่อยแต่งหน้าเท่าไร ยกเว้นแต่ออกงานเท่านั้น แต่เธอก็เลือก ซื้อของพวกนี้ไว้อยู่บ้าง

                “แต่งหน้านิดหนึ่ง รับรองใครที่ได้เห็นจะมองไม่ละสายตาเลยละค่ะ”

                แพรไหมพูดขึ้น ขวัญข้าวมีรูปหน้าที่สวย แต่พอดัดผมก็เปลี่ยน หญิงสาวให้กลายเป็นคนเซ็กซี่ แต่งหน้าทาปากอีกนิดหน่อยก็เพอร์เฟ็กต์แล้ว ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องตกตะลึงไปตามๆ กันอย่างแน่นอน

                “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ”

                แม่อุ้มบุญยิ้มอายๆ รู้สึกเขินเหมือนกันที่ได้ยินคำชมซึ่งๆ หน้าแบบนี้ ปกติเธอไม่ค่อยจะได้แต่งหน้า ทาเพียงแป้งฝุ่นกับลิปสติกเท่านั้น เธอสังเกตคุณหมอก็เหมือนกัน ไม่กรีดอายไลเนอร์ ไม่ทาบลัชออนที่แก้ม สีแดงที่เห็นเป็นของจริงสำหรับคนที่ดูมีสุขภาพดีเท่านั้น เวลาโดน แดดร้อนๆ แก้มเนี่ยสีแดงเป็นลูกตำลึงสุกเลยก็ว่าได้

                “เริดค่ะ”

                แพรไหมยิ้มอย่างถูกใจ หลังจากที่แต่งหน้าให้อีกฝ่ายเสร็จ เสื้อผ้าหน้าผมเริด เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจในครั้งนี้ ถ้ามันไม่สำเร็จ ก็น่าจะเป็นที่มาเฟียวายร้ายแล้วละ ว่าชอบผู้หญิงหรือเปล่า ตอนแรกเธอก็สงสัยเขาเหมือนกัน แต่พอได้เห็นหน้าตาของชายหนุ่มแล้ว เธอก็ลงความเห็นว่าคงจะไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากจะแต่งงานกับผู้ชายที่หน้าตาไม่บ่งบอกความรู้สึก ถึงแม้หน้าตาจะหล่อเหลาอย่างกับเทพบุตร ร่ำรวยขนาดไหนก็เถอะ แต่ความคิดของคุณหมอคงจะตรงข้ามกับผู้หญิงทั่วไป ที่อยากจะจับพ่อเทพบุตรในคราบวายร้ายมาเป็นสามี ถ้าผู้หญิงพวกนั้น รู้ว่าชายหนุ่มต้องการทายาทคงจะแห่ขบวนมารวมตัวกันหน้าคฤหาสน์ อิซนอฟอย่างแน่นอน

                “คุณแพรแต่งหน้าได้สวยมากเลยค่ะ” ขวัญข้าวชมจากใจจริง มองตัวเองในกระจกด้วยความแปลกใจ ไม่นึกว่าตัวเองจะดูดีขนาดนี้ นี่มันตรงกับสำนวนสุภาษิตไทยเลยก็ว่าได้ ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะ แต่ง’

                “หน้าคุณน้องเป๊ะด้วยละค่ะ” แพรไหมบอกอย่างยิ้มๆ ขวัญข้าวมีใบหน้าเป็นที่น่าอิจฉาสำหรับผู้หญิงทุกคน แค่เติมนิดหน่อยก็เริดได้แล้ว

                “ทุกอย่างพร้อม ไหนลองทำกิริยาแบบเซ็กซี่ให้พี่ดูหน่อยสิคะ” แพรไหมสั่ง ถึงเสื้อผ้าหน้าผมจะเป๊ะขนาดไหน ถ้ากิริยาไม่ชวน ลุ่มหลงก็ไม่ผ่าน

                “นั่นแหละค่ะ เผยอริมฝีปากออกจากกันนิดหนึ่ง จิกตานิดๆ แอ่นอกเล็กน้อย ส่ายสะโพกหน่อยๆ เป๊ะเว่อร์ค่ะ” ไม่ผิดหวังจริงๆ กับฉายานางงามพันเวทีของขวัญข้าวที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน

                “หวังว่าขวัญคงจะไม่สะดุดบันไดหรอกนะคะ” ขวัญข้าวพูดขึ้น ด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริง เธอเห็นพวกนางเอกที่แปลงโฉมตัวเอง เพื่อที่จะให้พระเอกได้เห็น ทุกอย่างสวยเริด แต่ดันมาตายตอนจบเพราะสะดุดบันได

                “อย่าพูดแบบนั้นสิคะ จริงๆ แล้วนางเอกพวกนั้นไม่ได้สะดุดหรอก แต่หล่อนแกล้งสะดุดมากกว่า” แพรไหมเอ่ยบอก กลวิธีอีกแบบ เพื่อที่จะได้เช็กเรตติ้งว่าตัวเองทำให้พระเอกตกตะลึงได้ถึงขั้นไหน

                “งั้นขวัญลองทำแบบนั้นบ้างนะคะ” ขวัญข้าวบอกอย่างล้อเล่น แต่คนได้ฟังไม่เห็นเป็นเรื่องล้อเล่น

                “นั่นคือสิ่งที่หนูจะต้องทำนะจ๊ะ” แพรไหมทำหน้าจริงจัง นี่เป็น จุดสำคัญที่จะได้รู้ว่าชายหนุ่มให้ความสนใจในระดับไหน และสามารถ รู้ได้ว่าเหยื่อกินเบ็ดแล้วหรือยัง

                “หา! ทำจริงเหรอคะ”

                ขวัญข้าวอุทานด้วยความตกใจ ถ้าเกิดว่าพลาดล้มไปจริงๆ เธอจะทำอย่างไร จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จากที่จะดูดีในสายตาของชายหนุ่ม เธอว่าคงจะดูเป็นยายเฉิ่มไปเลยมากกว่า นี่มันในชีวิตจริงนะคุณหมอ ไม่มีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาอุ้มเธอแบบในละครหรอก

                “จริงค่ะ เดี๋ยวพี่จะสอนว่าจะต้องทำยังไง” พูดจบนักแสดงสาวเจ้าบทบาทสมัยเรียนมัธยมก็สาธิตวิธีการ ล้มเพื่อเป็นที่ตรึงใจให้แม่อุ้มบุญทันที

                เมื่อเห็นว่าได้เวลาอาหารเช้าแล้ว ทั้งสองสาวก็ลงมาเตรียมตัว เพื่อจะปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้อย่างมั่นใจว่าจะต้องสำเร็จ เมื่อมีผลทำนายจากไพ่ยิปซีการันตีเป็นใบเบิกทาง

                ายตานับสิบของลูกน้องและแม่บ้านจ้องมองไปยังแม่อุ้มบุญหน้าหวานเป็นตาเดียว บางคนถึงกับมองแล้วก็หันไปกระซิบกระซาบ

                ขวัญข้าวชะงักค้างอยู่กับที่สายตานับสิบและเสียงกระซิบกระซาบ มันแค่ทำให้เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่พอได้ผสานกับนัยน์ตาสีอำพันที่จ้องมองเหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อคู่นั้น ทำให้เธออยากจะมุดดินหนีหายจากตรงนี้โดยด่วน

                อลันจ้องมองแม่อุ้มบุญที่แต่งตัวอย่างกับจะไปเป็นนางยั่ว ด้วยความรู้สึกไม่พอใจ ถึงแม้หล่อนจะแต่งตัวได้เซ็กซี่แบบที่เขาโปรดปราน แต่ทำไม เขากลับไม่ชอบให้ผู้หญิงคนนี้แต่งตัวเปิดเผยเนื้อตัวแบบนี้เลย

                “อะแฮ่ม!” แพรไหมกระแอมเบาๆ เพื่อปลุกน้องชายของมาเฟียวายร้ายที่จ้องมองขวัญข้าวอย่างไม่ละสายตาผิดกับเป้าหมายที่มองเพียงผ่านๆ เท่านั้น หลังจากนั้นชายหนุ่มก็หันไปสนใจเจ้าไต้ฝุ่นที่นั่งอยู่บนตัก เล่นหยอกล้ออย่างกับสนิทสนมกันมานานแสนนาน

                “รีบมาทานข้าวกันได้แล้ว” เดนิสเงยหน้าสั่งให้ทั้งสองคนนั่งประจำตำแหน่ง เขาชะงักค้างไปนิด พลางยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อได้เห็น สายตาที่เชิญชวนของแม่อุ้มบุญ ไล่สายตาสำรวจการแต่งกายของอีกฝ่าย จึงได้รู้อะไรมากขึ้น นี่คือแผนของแม่นางฟ้าแสนสวยใช่ไหม รุกเร็วจนเขาตั้งตัวเกือบไม่ทัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อยู่แล้ว แค่เด็กอนุบาล แพรไหม คงจะต้องกลับไปสั่งสอนลูกศิษย์มาใหม่ แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อลงทุนกันถึงขนาดนี้ จะลองเล่นไปตามน้ำละกัน

                “แต่งตัวแบบนั้นไม่หนาวหรือไงขวัญข้าว” เดนิสแสร้งถามไป ด้วยสีหน้าสงสัย

                “ไม่ค่ะ” ขวัญข้าวตอบเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมกับส่งสายตายั่วยวนตามที่ได้รับการสอนจากคุณหมอ แต่เจ้าพ่อหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบตามองคนเจ้าแผนการที่ยืนทำหน้านิ่ง แต่ดวงตากลมโตนั้นเป็นประกายอย่างพึงพอใจ ทำให้คนที่แกล้งไหลไปตามน้ำนึกสนุก อยากแกล้งคนงามมากแผนการขึ้นมา โดยการหันไปเล่นกับเจ้าสี่ขาที่อยู่บนตัก นัยน์ตาคมลอบมองใบหน้างาม ที่งอเล็กน้อยอย่างพึงพอใจที่ได้เห็นปฏิกิริยาตอบโต้จากคนเจ้าแผนการ

                “มาหาแม่ดีกว่านะ ไต้ฝุ่น”

                แพรไหมเดินเข้าไปอุ้มลูกชายสุดที่ได้รัก เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มมัวแต่ สนใจน้องหมา ‘อีตาบ้า ของสวยงามอยู่ตรงหน้าแท้ๆ สนใจแต่เจ้าสี่ขาอยู่ได้ นี่ถ้ารู้ว่าเจ้าไต้ฝุ่นกินของสำัญของตัวเองจะยังชอบมันอยู่อีกหรือเปล่านะ’

            “ไปนั่งทานข้าวเลย ไม่ต้องมายุ่ง” เดนิสสั่งพร้อมกับกอดเจ้าสี่ขาเอาไว้แน่น

            “นั่นมันสุนัขของฉันนะ” แพรไหมเอ่ยบอกอย่างไม่พอใจ ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าคมคายอย่างสำรวจ

‘รวยไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงไม่ไปซื้อมาเลี้ยงเองล่ะ’

                “แต่นี่มันบ้านฉัน” เดนิสยอกย้อนด้วยท่าทียียวนกวนโทสะ

                “แล้วยังไง...ไม่ใช่บ้านฉันเสียหน่อย” แพรไหมยอกย้อนกลับด้วยน้ำเสียงกระด้าง พร้อมกับเดินเข้าไปแย่งน้องหมาด้วยความรวดเร็ว แต่เพราะเร่งรีบเกินไป ทำให้ร่างบางสะดุดเท้าของตัวเอง จนเซถลาล้มซุกอกแกร่งอย่างพอดิบพอดี แทนที่เจ้าไต้ฝุ่นที่วิ่งหนีออกมาจากอ้อมกอดของชายหนุ่มโดยสัญชาตญาณของตัวมันเอง ใบหน้านวลสวยแดงระเรื่อ เขินอายกับความซุ่มซ่ามของตัวเอง

                “จะลุกออกจากอกฉันได้หรือยัง” เดนิสถามเสียงดังกลบเกลื่อน ความต้องการที่พุ่งขึ้นมาอย่างง่ายดายเพียงแค่สัมผัสแนบชิดกับร่างบาง เขาไม่อยากจะปล่อยเลย แต่พอเห็นสายตาที่ล้อเลียนของน้องชายกับลูกน้องคนสนิทก็เลยต้องรักษาหน้าของตัวเองนิดหนึ่ง

                “ก็ปล่อยสิ” แพรไหมเอ็ดชายหนุ่มเบาๆ ‘บอกให้ลุก แต่ไม่ยอมปล่อย แล้วจะลุกได้ยังไงกัน’

                “ฉันกลัวเธอจะตกลงไปก็เท่านั้น” เดนิสพึมพำ ‘มันน่าจับจูบเสียให้เข็ด เจ้ากลีบกุหลาบสีแดงสดนี่’ มาเฟียวายร้ายเข่นเขี้ยว

                “ถ้าคุณส่งมันให้ฉันตั้งแต่แรกก็ไม่เกิดเรื่องแบบนี้หรอก” ลุกขึ้นยืนได้หญิงสาวก็หน้าตึงเสียงแข็งใส่ทันที

                “ถ้าเกิดเธอเชื่อฟังคำสั่งฉัน...ตัวเองก็คงจะไม่หน้าแตกแบบนี้เหมือนกัน” ชายหนุ่มยอกย้อนกลับไปอย่างไม่ลดละ

                “ชอบสั่ง” แพรไหมเบ้ปากอย่างไม่ชอบใจ ‘เถียงเก่งไม่มีใครเกิน ปากคอเราะรายยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก’

                “หึๆ...” เดนิสหัวเราะหึๆ ในลำคอ พอเถียงไม่ได้ก็ทำทีเป็นไม่สนใจ

                คุณหมอคนสวยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบในใจ จนกระทั่ งเริ่มรู้สึกว่าใจสงบลงบ้าง หญิงสาวจึงเดินไปจับแขนขวัญข้าวให้นั่งลงใกล้กับเป้าหมาย เริ่มเข้าแผนการของตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะล่มเพราะอารมณ์โมโหของตน

                “ทำไม...ถึงไม่มานั่งที่เดิม” เดนิสถามขึ้นเสียงห้วนทันทีที่เห็นทั้งสองสลับที่กัน

                “ฉันไม่อยากหายใจใกล้ๆ กับคุณ” แพรไหมย่นจมูก ทำหน้ายักษ์ใส่

                “แต่ไม่เหมือนฉันนะ...อยากหายใจร่วมกับเธอยังไงก็ไม่รู้” เดนิสหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ นัยน์ตาคมลอบมองหน้าตายู่ยี่ของคุณหมอ น่ารักชะมัด ‘ยั่วกันเข้าไป วันไหนถึงทีของฉันอย่ามาโวยก็แล้วกัน เมื่อวันนั้นมาถึง ฉันไม่มีทางปล่อยให้กระดิกตัวไปไหนได้แน่’

                “บ้า!” แพรไหมค้อนส่งให้ ก่อนหันไปส่งสัญญาณให้ขวัญข้าวได้บริหารเสน่ห์ต่อ

                “ตักข้าวได้แล้ว” นายใหญ่สั่งลูกน้อง เมื่อเห็นว่าแม่นักวางแผน กำลังจะเริ่มเดินแผนอีกครั้ง

                เดนิสมองขวัญข้าวอย่างไม่รู้สึกอะไร ถึงแม้อีกฝ่ายจะพยายามแค่ไหนก็ตาม แตกต่างจากหญิงสาวอีกคนที่นั่งทานข้าวเงียบๆ แค่ได้มอง ริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคี้ยว ก็ทำให้เขาเกิดปฏิกิริยาได้อย่างง่ายดาย

                “จะกินข้าวหรือจะลากพี่ชายฉันไปกินต่อที่ห้องก็เลือกเอาสักที แม่ดาวยั่ว ฉันรำคาญ” อลันพูดขึ้นอย่างทนไม่ได้ นัยน์ตาสีอำพันจ้องมอง คนที่กินข้าวคำหนึ่งส่งสายตาให้พี่ชายเขาทีหนึ่งด้วยความรู้สึกหงุดหงิดในหัวใจ

                ‘นี่ไง จุดประสงค์ที่แท้จริงของหล่อน คิดจะจับพี่ชายฉันจริงๆ ด้วย คิดหรือว่าพี่ชายฉันโง่ยอมปล่อยให้เธอจับได้ง่ายๆ ยังงั้นเหรอ แต่ถึงยังไงก็ไม่ควรจะประมาท มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่พี่ชายเลือกหล่อน เห็นหน้าหวานๆ ท่าทางเรียบร้อย ไม่คิดเลยว่าจะเจ้ามารยาได้ถึงขนาดนี้’

                “เอ่อ...” ขวัญข้าววางช้อนลง มือไม้สั่น รีบก้มหน้าด้วยความอาย กับคำพูดของคนที่นั่งตรงข้ามกับตน ‘ที่ฉันทำมันน่าเกลียดขนาดนั้นเลยหรือนี่ โอ๊ย...ตายแล้ว จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนดีนะ’

                “คุณลูฟ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ” แพรไหมพูดขึ้น รู้สึกสงสารขวัญข้าว ที่โดนชายหนุ่มว่าได้อย่างเจ็บแสบขนาดนี้ ไม่นึกเลยว่าคนที่มองขวัญข้าวอย่างตกตะลึ งเมื่อสักครู่จะพูดออกมาแบบนี้ เธอว่าขวัญข้าวแสดง ได้เนียนแล้วนะ แสดงว่าทุกคนก็ดูออกน่ะสิ ว่าทำไปเพราะต้องการยั่ว

                “ผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำไม่สามารถกระแทกใจพี่ใหญ่ จนอยากจะลากหล่อนขึ้นเตียงได้หรอกนะครับ” อลันเอ่ยเสียงแข็ง ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือแผนการของผู้หญิงทั้งสองคน เขาก็รู้สึกไม่พอใจทั้งหมดนั่นละ “แต่แบบคุณหมอก็ไม่แน่ อาจกระแทกใจจนอยากลากขึ้นเตียง ก็เป็นไปได้”

                “ฉันไม่ได้ยั่วพี่ชายคุณนะ...แล้วน้องขวัญก็ไม่ได้ยั่วพี่ชายคุณเหมือนกัน” แพรไหมรีบปฏิเสธทันควัน แก้ความเข้าใจของอีกฝ่ายเสียใหม่

                “งั้นเหรอครับ...พวกผมไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ ถึงจะดูไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังยั่วพี่ใหญ่อยู่ ทำท่าเหมือนว่าอยากจะลากขึ้นเตียงเสียด้วยซ้ำ” อลันแสยะยิ้ม รู้ทันความคิดของหญิงสาวทั้งสองคน

                “พูดเรื่องอะไรกัน”

                แพรไหมทำหน้าตกใจ หมดกัน แผนการที่วางไว้ถูกน้องชายของมาเฟียวายร้ายแฉจนหมดเปลือก แล้วนี่จะทำอย่างไรดี เป้าหมายของ เธออาจจะระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม แค่นี้เขาก็ไม่สนใจอยู่แล้ว

                “จริงหรือแพรไหม” เดนิสเงยหน้าแสร้งถาม นัยน์ตาคมมองหน้าคนตกใจอย่างขบขัน ‘อยากลากฉันขึ้นเตียงเหรอ แม่นางฟ้าตัวแสบ เดี๋ยวเทวดา สุดหล่อจัดให้’

                “บ้า!...ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นเสียหน่อย” แพรไหมรีบปฏิเสธพัลวัน แต่กิริยาท่าทางนั้นคนละแบบกับที่บอก แน่นอนว่าคนที่คิดอะไร แสดงออกทางสีหน้าอย่างคุณหมอก็ได้เผยไต๋ไปเรียบร้อย

                “แน่ใจนะ...บางทีฉันอาจจะใจดียอมให้เธอลากขึ้นเตียงก็ได้”

                เดนิสถามลองใจ แค่นี้ก็ยืนยันได้เต็มร้อย ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับของสำคัญอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นเธอคงจะไม่อยากลากเขาขึ้นเตียงแบบนี้หรอก

                “แน่ใจสิ...ฉันคงไม่หน้ามืดตามัวขนาดนั้นหรอก” แพรไหมย่นจมูกใส่เพื่อกลบเกลื่อนอาการ

            ‘ถึงอยากจะลากเขาขึ้นเตียงขนาดไหน ก็คงไม่กล้าล่วงเกินเขาหรอก แค่ขอสิ่งสำคัญเพียงเท่านั้น แต่มันก็ไม่แตกต่างจากล่วงเกินเลยนะ กับการที่จะได้สิ่งสำคัญเนี่ย’ หญิงสาวนึกในใจอย่างอดสูยิ่งนัก

            “เหรอ...แต่ว่าหน้าตาเธอไม่ใช่แบบนั้นนะ” เดนิสยิ้มยั่วเย้า

            “พันเปอร์เซ็นต์” แพรไหมยืนยันอย่างมั่นใจ เธอไม่หลงกลเขาหรอก ไม่มีทางที่เธอจะพลาดเป็นครั้งที่สอง “ฉันจะไปอยากลากคุณขึ้นเตียงทำไม น้องขวัญยิ่งแล้วใหญ่ จะทำแบบนั้นเพื่ออะไรกัน”

            มาเฟียหนุ่มกระตุกยิ้ม ปฏิเสธได้ ปฏิเสธไป เดี๋ยวความจริงก็ปรากฏเอง “ฉันให้โอกาสแล้วนะแพรไหม ถ้าลูกน้องฉันสืบได้ความจริงขึ้นมา เธอไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัวอะไรทั้งนั้น”

                “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วทำไมถึงจะต้องแก้ตัวด้วย” ใบหน้านวลสวยเชิดขึ้น ถึงแม้จะกังวลใจขนาดไหน แต่ในเมื่อ เธอเลือกที่จะทำแบบนี้ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็พร้อมที่จะยอมรับมัน

                “แล้วสิ่งที่เธอทำอยู่ตอนนี้ มันเพื่ออะไรกัน” เดนิสมองหญิงสาวอย่างรอคำตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

                “ก็อย่างที่ฉันบอกคุณตั้งแต่ตอนแรกนั่นแหละ ว่าเด็กที่เกิดมาจากความรักของพ่อกับแม่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด” แพรไหมตั้งสติ ยืนยันเจตนาเดิม ที่ตั้งใจไว้แต่แรก นี่เป็นสิ่งที่เธอพยายามจะสร้างมันขึ้นมา เธอเติบโตมากับแม่ไม่รู้ว่าพ่อหน้าตาเป็นแบบไหน ไม่ว่าสังคมจะก้าวหน้าไปมากขนาดไหน แต่เด็กก็ต้องการความรักจากพ่อกับแม่อยู่ดี

                “เธอไม่ต้องห่วงหรอกว่าฉันจะไม่ใส่ใจดูแลลูกตัวเอง ฉันอยากมีเขา ฉันก็พร้อมที่จะให้ความรักกับเขาเพื่อทดแทนความรักที่ขาดหายจากแม่” เดนิสบอกเสียงจริงจัง ถึงเขาอยากจะได้ลูกไว้สืบสกุลของตัวเองขนาดไหน แต่เขาก็จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูก รวมทั้งความรักของเขาด้วย

                “เด็กทุกคนก็ต้องมีสังคม ถึงแม้ทุกวันนี้มันจะก้าวหน้าไปมากขนาดไหน แต่บางครั้งวัฒนธรรมเก่าๆ มันอาจจะยังอยู่ก็ได้”

                คนที่โดนล้อตั้งแต่เด็กๆ ว่าเกิดจากกระบอกไม้ไผ่บอกออกมา คนที่เกิดมามีครบทั้งพ่อกับแม่คงจะไม่รู้ว่าเวลาโดนล้อเป็นลูกไม่มี พ่อมันรู้สึกอย่างไร ถึงแม้เธอจะได้รับความรักจากแม่มาทดแทนความรักของ พ่อ แต่เวลาอยู่กับสังคม เธอก็ไม่อาจจะทำใจยอมรับมันได้

                “เขาเป็นลูกมาเฟีย ไม่ว่าจะโหดร้ายแค่ไหน ก็ต้องรับมันให้ได้” เดนิสพูดขึ้น เส้นทางที่เขาเดินอยู่มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มาเฟียขึ้นชื่อเรื่ องศัตรูเยอะอยู่แล้ว ธุรกิจที่เขาทำอยู่ถึงมันจะถูกกฎหมาย แต่ความขัดแย้งกับคนร่วมอาชีพเดียวกันมันก็มีอยู่บ้าง

                “รู้แบบนี้แล้วคุณก็ยังจะให้เขาเกิดมาเพื่อเผชิญโลกอันแสนโหดร้ายอีกเหรอ” แพรไหมสบตาคมเข้มด้วยความผิดหวัง

                “เธอมีหน้าที่ทำให้ลูกฉันเกิดมาเพอร์เฟ็กต์ที่สุด ก็ทำหน้าที่ของเธอให้ดี ไม่ต้องมาสั่งสอนฉันหรอก ฉันรู้ดีว่าทำไปเพื่ออะไร”

                เดนิสสั่งเสียงตึง เบือนหน้าหลบดวงตากลมโตที่ฉายแววความผิดหวังอย่างชัดเจน ราวกับดวงตาคู่นั้นกำลังทำให้เขารู้สึกสับสนกับความต้องการของตัวเอง

                “ฉันรู้หน้าที่ของตัวเองดี ขอโทษด้วยแล้วกันที่ ไปสั่งสอนคนที่มีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน” ท้ายประโยคอดไม่ได้ที่จะประชดประชัน ถ้าเกิดลูกถามหนูเกิดมาจากไหน ดูสิจะตอบว่ายังไง คนบ้าเธอแค่ต้องการ ให้เขารู้ว่าเด็กที่เกิดจากความรักของพ่อกับแม่เป็นของขวัญแห่งความรักที่แสนวิเศษเพียงใด อีกอย่างการมีพ่อแม่ลูกจะนำมาซึ่งความอบอุ่นในครอบครัว ครอบครัวที่อบอุ่นคือพื้นฐานของสังคมที่เข้มแข็ง

                “ไม่ต้องมาประชดฉันเลย” เดนิสถอนหายใจ เขายอมรับว่าคำพูดของหญิงสาว ส่งผลต่อความรู้สึกของเขาอยู่ไม่น้อย คำว่าครอบครัว พ่อแม่ลูก มันแวบเข้ามาในสมองเป็นระยะ ดูเหมือนว่าทุกอย่างที่รวมเป็นแพรไหม กำลังทำปฏิกิริยากับตัวเขาอย่างจัง หล่อนกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนหัวใจที่แสนด้านชาของเขาให้มันมีสีสันขึ้น

                “ฉันไม่ได้ประชด แต่...ฉันบอกคุณในฐานะที่เป็นนักวางแผนครอบครัวก็แค่นั้น” แพรไหมตอบกลับ ไม่ว่าชายหนุ่มจะคิดอย่างไร เธอก็จะทำตามแผนการของตัวเองที่วางเอาไว้ ในอนาคตข้างหน้าเขาอาจจะ ต้องขอบคุณเธอด้วยซ้ำที่ ได้มอบคำว่าครอบครัวที่อบอุ่นให้ ขวัญข้าวเป็น ผู้หญิงที่เหมาะจะเป็นแม่และภรรยามาก

                เดนิสถอนหายใจก่อนจะตัดบทแล้วเปลี่ยนเรื่อง

                “ถ้าอิ่มแล้วก็พากันขึ้นไปแต่งตัวให้เรียบร้อย ฉันจะพาพวกเธอ สองคนไปข้างนอก”

                “ไปไหน” แพรไหมร้องถาม

                “ไม่ต้องถามมาก ทำตามที่สั่งก็พอ”

                แพรไหมลุกขึ้นเดินหนีออกจากห้องด้วยความรวดเร็ว ไม่สนใจ เรื่องมารยาทอีกต่อไป เห็นอย่างนั้น ขวัญข้าวก็รีบลุกขึ้น โค้งตัวขอโทษ ขอโพยแทนคุณหมอ ก่อนจะวิ่งตามแพรไหมออกไป

                “ฉันให้เวลาสิบห้านาที” เดนิสตะโกนตามหลังพร้อมกับเขวี้ยงผ้าเช็ดปากทิ้งอย่างหมดอารมณ์ที่จะทานข้าวต่อ

                “ถ้างั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” อลันทำท่าจะขยับตัวลุก แต่ติดเสียงทุ้มขอพี่ชายดังขึ้นซะก่อน

                “ไม่มีงานด่วนอะไรไม่ใช่เหรอ ไปธุระเป็นเพื่อนพี่หน่อย”

                “ธุระอะไรเหรอครับ”

                “พี่อยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง”

                เดนิสลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากห้องอาหาร เห็นแบบนั้นคน เป็นน้องจึงลุกขึ้น เดินตามพี่ชายออกไปด้วยความฉงนโดยที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้


เจอกันวันศุกร์จ้า เกณิกา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #8 Funnut (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 19:05

    จะรอน่ะค่ะ????????????????????

    #8
    0
  2. #2 dokao (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 15:38
    ลุ้นคร้าาาา
    #2
    0