มาเฟียร้ายพ่ายแผนรัก (อีบุ๊ค)

ตอนที่ 19 : บทที่ 10 แบบนี้ก็มีด้วย (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 513
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    27 เม.ย. 63

จบตอนค่า... ไรท์จะลงให้อ่านถึงบทที่ 12 นะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และคอมเมนต์กับกำลังใจที่มอบให้กัน ฝากอุดหนุนด้วยนะคะ  


           “หยุดรถ” เสียงห้วนสั่งลูกน้องคนสนิทที่ทำหน้าที่สารถี เขากำลังสับสนกับความต้องการของตัวเอง ว่าจะเอาแบบไหนกันแน่ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับหล่อนอีกต่อไป หรือทำทุกทางเพื่อที่จะได้มาครอบครอง

            “ให้ตายสิ!” อลันสบถออกมาอย่างหัวเสีย แม่มด ขวัญข้าวคือ แม่มดชัดๆ หล่อนทำให้เขาเป็นบ้า เอาแต่นั่งนึกถึงหน้าหญิงสาวทุกวินาที วันนี้ทั้งวันเขาทำงานไม่รู้เรื่อง กลิ่นหอมๆ ของหล่อนมันติดจมูกเขาอยู่ตลอดเวลา มองไปทางไหนก็เห็นแต่ขวัญข้าว เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อวาน เขายังทำเรื่องบ้าบอคอแตกอีก เขาพาแม่อุ้มบุญของพี่ชายไปเดินเล่น ราวกับคู่รัก แต่เรื่องบ้าบอคอแตกกลับทำให้เขามีความสุข ตอนแรกเขาคิดว่าไม่ชอบผู้หญิงเห็นแก่เงิน แต่ดูเหมือนตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้น แล้ว จากที่ได้พูดคุยกับหล่อน ทัศนคติด้านลบของเขาก็ค่อยๆ หายไป และตอนนี้เขาคงจะต้องทำอะไรสักอย่าง ในเมื่อคำพูดของพี่ชายดังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา พี่ใหญ่ต้องการให้ขวัญข้าวเป็นแม่อุ้มบุญต่อไป เขาก็เลยไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีก แต่ตอนนี้เขาคงจะทำแบบนั้นไม่ได้

            “ไปท่าเรือ...บอกพี่ใหญ่ว่าจะไปทานข้าวด้วย” เสียงห้าวสั่งลูกน้อง เมื่อสงบสติอารมณ์ฟุ้งซ่านได้

            “ได้ครับ” ลูกน้องคนสนิทรีบส่งข้อความหาพี่ชาย แจ้งความประสงค์ของนายน้อย เพื่อที่จะได้แจ้งให้นายใหญ่ทราบอีกต่อหนึ่ง

            “ฉันต้องไปถึงท่าเรือภายในสิบนาที” ผู้เป็นนายสั่ง ได้ยินแบบนั้น ลูกน้องคนสนิทก็รีบพาเซนโวเอสทีวัน[1]  สีขาวทะยานสู่ท้องถนน อีกครั้งเพื่อให้ทันตามเวลาที่นายน้อยกำหนด เป้าหมายคือท่าเรือ ถึงแม้จะเป็นห่วงและอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านายกันแน่ แต่พอได้เห็นอารมณ์แล้ว จึงได้แต่เงียบ ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

            “ฝีมือยังไม่ตกนะ” อลันตบบ่าลูกน้องเมื่อก้าวลงจากรถ

            “ผมกลัวตกงานมากกว่าครับ” ชัชแมนเอ่ย เขาไม่เคยต้อง ขับรถเร็วขนาดนี้ ระยะเวลาจากทางแยกมาที่นี่อย่างน้อยก็ยี่สิบนาที แต่นายน้อยเล่นย่นเวลาเหลือแค่สิบนาที เขาก็จึงต้องเหยียบให้มิด เพื่อที่จะได้พาเจ้านายมาถึงตามต้องการ

            “ฉันไม่กล้าไล่นายออกหรอก” อลันยิ้มเล็กน้อย อารมณ์เริ่มกลับมาดีอีกครั้ง

            “ผมทราบครับ แต่วันหลังอย่าสั่งแบบนี้อีกนะครับ มันอันตราย” ชัชแมนเอ่ยเตือน ถึงเขาจะมีความสามารถในการขับรถเพียงใด แต่ด้วยความเร็วขนาดนี้ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้

            “อย่าบ่นเป็นคนแก่ไปหน่อยเลยน่า เดี๋ยวก็ลดเวลาลงอีกหรอก” อลันพูดขึ้นอย่างไว้ใจลูกน้องว่าอีกฝ่ายจะปกป้องเขาด้วยชีวิต

            “ผมต้องโดนริคแกนด่าแน่เลย” ชัชแมนทำเสียงโอดครวญ

            “ก็บอกว่าเป็นคำสั่งของฉันสิ” ผู้เป็นนายส่ายหัวเล็กน้อย เขาเข้าใจว่าลูกน้องคนสนิทของพี่ชายเข้มงวดแค่ไหน ลูกน้องของเขาจะโดนบ่นเป็นประจำที่ไม่ค่อยห้ามหรือเตือนเขาเวลาที่ทำอะไรเสี่ยงๆ

            “นายน้อยก็รู้ว่าริคแกนเป็นคนแบบไหน” ชัชแมนอดนึกถึงหน้าพี่ชายไม่ได้ โดนบ่นจนหูชาแน่งานนี้

            “นั่นสินะ...ฉันว่าหมอนั่นยังไม่แก่เลย ทำไมถึงได้ชอบบ่นจัง”

            “หมอนั่นมันได้แม่มาครับ” ชัชแมนกระซิบกระซาบบอก แต่ก็ไม่อาจจะรอดพ้นคนหูดีไปได้

            “งั้นแกก็จะบอกว่าแกได้พ่อมาอย่างนั้นเหรอ ชัช” 

            คนที่ถูกนินทาร้องถามน้องชายทันที

            “ตายยากว่ะ นินทาปุ๊บก็มาปั๊บ” ผู้เป็นน้องหันไปเอ่ยแซวพี่ชาย

            “นายมีความผิดนะ ชัช” ริคแกนส่งสายดุให้น้องชาย เขาต้องคอยเตือนอีกฝ่ายตลอดเวลาว่าทำอะไรต้องนึกถึงความปลอดภัยของนายน้อยเป็นอันดับแรก

            “อย่าไปโทษชัชเลย ฉันผิดเอง” อลันแก้ตัวให้ลูกน้องของตัวเอง

            “วันหลังนายน้อยอย่าทำแบบนี้อีกนะครับมันอันตราย”

            ริคแกนเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วง

            “น้องนายมีความสามารถมากเลยนะ ฉันเชื่อว่าชัชจะปกป้องชีวิตฉันได้” 

            “ครับ” ริคแกนขานรับ ทำไมเขาจะไม่รู้ถึงความสามารถของน้องตัวเอง ถึงจะมีนิสัยบุ่มบ่ามไปหน่อย แต่เรื่องทักษะความสามารถพิเศษก็ไม่เป็นสองรองใคร

            “เอาละ...พี่ใหญ่อยู่ไหน ฉันหิวแล้ว” อลันรีบตัดบทเรื่องที่พูดกันอยู่

            “อยู่ที่ห้องทำงานครับ ผมกำลังจะไปตาม เชิญนายน้อยที่ห้องอาหารก่อนได้เลย” ริคแกนแจ้งให้ทราบ เขาได้รับข้อความจากน้องชาย จึงรีบไปแจ้งให้นายใหญ่ทราบ พอนายใหญ่รู้ก็สั่งให้เขาไปบอกให้คุณหมอ ไปหาที่ห้องทำงาน ปล่อยให้คุณขวัญข้าวทำอาหารอยู่ในห้องครัวต่อ แล้วก็ให้เขาเรียนนายน้อยว่าคุณขวัญข้าวอยู่ที่ห้องครัว นายใหญ่จะทำให้วุ่นวาย ทำไมก็ไม่รู้ หรือว่าคิดที่จะทำอะไรอีก

            “ฉันจะไปหาพี่ชายก่อน” อลันบอกเมื่อนึกได้ว่าเป้าหมายของตนคงจะอยู่กับพี่ชาย

            “ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมตามไปนะครับ ไปบอกคุณขวัญข้าวที่ห้องครัวก่อน” ริคแกนยิ้มเล็กน้อย เหมือนที่นายใหญ่บอกไม่มีผิด

            “ฉันว่าแล้วมันต้องมา แต่ไม่ได้มากินข้าวกับฉันหรอกนะ”

            “มาหาคุณขวัญเหรอครับ”

            “นายก็เห็นเหมือนกับที่ฉันเห็นไม่ใช่หรือไง”

            “นายว่าขวัญข้าวอยู่ห้องครัวเหรอ” อลันเอ่ยถามรัวเร็ว ถ้าเป็นแบบนั้น เขายังไม่รู้จะเผชิญหน้ากับผู้เป็นพี่ได้อย่างไร ในเมื่อตัวเอง ยืนยันเสียงหนักว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับขวัญข้าวอีกต่อไป และอีกอย่างคือ ถ้าได้เห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันอย่างสนิทสนม เขาจะทนมองภาพนั้น โดยไม่รู้สึกอะไรได้ไหม

            “ครับ คุณขวัญทำอาหารอยู่ในห้องครัว”

            อลันบิดเนื้อบิดตัวไปมาเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาที่จ้องจับผิดของลูกน้องคนสนิทพี่ชาย

            “ฉันขี้เกียจเดิน ไปรอที่ห้องอาหารก็แล้วกัน” พอเอ่ยจบก็รีบสาวเท้าก้าวฉับๆ เข้าไปข้างใน

            ชัชแมนมองตามหลังเจ้านายของตนไปด้วยความงุนงง แตกต่างจากพี่ชายที่ยืนยิ้มอย่างกับคนบ้า

            “สงสัยจะหิว” ชัชแมนลงความเห็นท่าทางของเจ้านาย พลางหันไปพูดกับพี่ชาย “พี่รีบไปตามนายใหญ่ ก่อนที่นายน้อยจะอารมณ์เสียอีกครั้งเถอะ”

            “นายน้อยเนี่ยนะ! อารมณ์เสีย”

            ริคแกนร้องเสียงหลง เป็นไปได้อย่างไรกัน คนที่อารมณ์สุนทรีย์ แบบนายน้อยจะอารมณ์เสีย ถ้านายใหญ่ก็ว่าไปอย่าง มันเกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นอีกแล้วใช่ไหม เขาคงต้องรีบไปรายงานนายใหญ่เสียแล้ว

            “ตั้งแต่บ่ายแล้ว ไม่มีใครสู้หน้าได้สักคน” ชัชแมนห่อปากอย่าง เสียวไส้ไม่หาย ยิ่งกว่ามีผู้ร้ายเอาปืนมาจ่อที่หน้าผากเสียอีกกับอารมณ์ของนายน้อย

            “งั้นพี่ไปตามนายใหญ่ก่อนละกัน” ผู้เป็นพี่รับรู้ถึงความรู้สึกของน้องชายได้เป็นอย่างดี ว่าไม่ควรไปเติมเชื้อเพลิงในกองไฟให้ลุกโชติช่วงขึ้นมาอีก

            ลันเปิดประตูห้องครัวออกอย่างเบามือ พลางจรดฝีเท้าก้าว เดินเข้าไปอย่างแผ่วเบา ยกนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของตนเป็นสัญญาณเตือนสาวใช้ให้เงียบ สาวใช้รู้งานเป็นอย่างดี จึงหลีกทางให้กับนายน้อย ถอยออกไปยืนรับคำสั่งอยู่ไม่ห่าง ขวัญข้าวกำลังวุ่นอยู่หน้าเตา มือบางกำลังสาละวนกับการทำอาหาร ไม่ได้สนใจอะไรเลย

            “ขอน้ำปลาด้วยจ้ะ” หญิงสาวยื่นมือไปรับโดยไม่ได้หันกลับไปมอง อลันส่งสายตาให้ผู้ช่วยหยิบน้ำปลาส่งให้เขาเพื่อที่จะได้ส่งให้กับหญิงสาวอีกทอด

            “ขอบคุณค่ะ” ขวัญข้าวกล่าวขอบคุณ จัดการเติมน้ำปลาลงไป ในผัดผัก คนคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นหญิงสาวก็ปิดเตาแก๊สเป็นอันสิ้นสุด

            “ช่วยชิมหน่อยสิ อุ๊ย...คุณอลัน” ขวัญข้าวอุทานด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยืนซ้อนหลังเธออยู่ มือเล็กสั่นเทาจนเกือบจะทำช้อนหลุดมือ เธอไม่คิดว่าจะเจอชายหนุ่มที่นี่ หลังจากวันนั้นเธอก็พยายามหลบหน้าเขามาตลอด จะให้เธอไปสู้หน้าชายหนุ่มได้อย่างไร ในเมื่อใจเธอคิดไม่ซื่อกับเขา

            “ส่งมันมาสิ เดี๋ยวก็หกหรอก” อลันเอ่ยเตือนให้หญิงสาวรู้ตัว

            “คุณอลัน” เสียงแผ่วเบาเอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่ม

            “ขวัญข้าว จะให้ชิมไหม”

            “เอ่อ...ค่ะ” ขวัญข้าวยื่นช้อนส่งให้ แต่ชายหนุ่มไม่สนใจรับ กลับอ้าปากเพื่อให้หญิงสาวป้อนแทน

            “อร่อย” ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงไปใกล้ชิดใบหน้าสวยหวาน ที่บัดนี้แดงระเรื่ออย่างเขินอาย มือหนาสอดเข้าไปกอดรอบเอวบางเอาไว้

            “คุณอลัน!” หญิ งสาวร้องเสียงหลง ช้อนที่ถืออยู่ตกลงไปกับพื้น “ปล่อยก่อนค่ะ” ร่างบางขืนตัวออกจากวงแขนของเขาแต่ทว่าชายหนุ่มกับรัดแน่นขึ้นไปอย่างไม่ยอมปล่อย

            “ลูฟ...เรียกฉันว่าลูฟ” เสียงทุ้มพูดชิดริมฝีปากบาง

            “คุณลูฟออกไปรอที่โต๊ะอาหารก่อนนะคะ” ขวัญข้าวยอมทำตามอย่างว่าง่าย ถึงแม้จะนึกแปลกใจว่าทำไมเขาถึงยอมให้เธอเรียกชื่อเล่นของเขาก็ตาม หญิงสาวเผลอตัวนึกว่าตัวเองกับเขาเหมือนคู่แต่งงานกันเลย ก่อนจะก่นด่าตัวเองในใจที่นึกอะไรเกินจริง ผู้ชายคนนี้อยู่สูงเกินกว่าเธอจะเอื้อมถึง

            “เสร็จแล้วไม่ใช่หรือไง ออกไปกันเถอะ ปล่อยให้คนใช้จัดการต่อ”

            พูดจบก็ปล่อยเอวบางออก ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนให้เสร็จสรรพ จากนั้นก็ฉวยโอกาสจูงมือเล็กเดินออกไปจากห้องครัว

            “จะทำให้เหนื่อยทำไมก็ไม่รู้” เสียงเข้มบ่นอย่างไม่จริงจัง เมื่อพาหญิงสาวมานั่งในห้องรับรองสุดหรู ทั้งที่ใจจริงอยากจะพาหล่อนไปห้องพักส่วนตัว แต่กลัวพี่ชายจะสงสัยจึงพามาที่นี่แทน

            “คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ” ขวัญข้าวทำเป็นใจกล้า ยกฝ่ามือของตัวเองแนบหน้าผากของชายหนุ่มอย่างลืมตัว

            “ฉันสบายดี” อลันส่ายหัวปฏิเสธ งุนงงกับคำถามของหญิงสาวอยู่ไม่น้อย

            “เอ่อ...คุณไม่ชอบฉันไม่ใช่เหรอคะ” ขวัญข้าวพูดโพล่งออกมาเธอไม่น่าถามอะไรที่มันทำร้ายจิตใจของตัวเองขนาดนี้เลย ถ้าคำตอบของ ชายหนุ่มบอกว่าใช่ ใจเธอคงจะสลายน่าดู หญิงสาวคิดในใจอย่างหดหู่

            “เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ชอบเธอ”

            นัยน์ตาสีอำพันจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาโตดำขลับ เพื่อสื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความต้องการของตัวเอง

            “เอ่อ...” ขวัญข้าวอ้ำอึ้ง รีบก้มหน้าหลบสายตาสีอำพันที่มองมา เธอรู้แต่มันพูดไม่ออก เพราะกลัวว่าจะพูดไม่ถูกหูชายหนุ่มเข้า ถ้าเขาโกรธ ไม่มองหน้าไม่คุยด้วย แล้วจะทำอย่างไร เธอเพิ่งรู้ว่าตอนที่หลบหน้าเขามันเป็นช่วงเวลาที่ทรมานเป็นอย่างมาก

            “เธอจะรู้ดีกว่าใจฉันได้ยังไง”

            มือใหญ่เชยคางขึ้นมา ก่อนจะถือโอกาสแนบริมฝีปากร้อนลงบนริมฝีบาง ค่อยๆ สอดแทรกลิ้นร้อนควานหาความหวานอย่างดูดดื่ม จุมพิตที่แสนอ่อนหวานและนุ่มนวลจนหญิงสาวแทบละลาย นานกว่านาที ที่ชายหนุ่มบรรจงจูบอย่างละเมียดละไม เมื่อพอใจแล้วจึงถอนริมฝีปากออก

            “นี่คือคำตอบของฉัน” คำพูดปริศนาของชายหนุ่ม ทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะจ้องมองใบหน้าคม คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย ‘สรุปแล้วชอบหรือไม่ชอบกันแน่’

            ลัน แพรไหม และขวัญข้าว มองโถแก้วที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะรับแขกสุดหรูด้วยความรู้สึกสงสัย แต่กลับไม่มีใครเอ่ยถามออกมาว่ามันคืออะไร หลังจากทานข้าวเสร็จ เดนิสก็พาทุกคนเข้ามาในห้องรับรองสุดหรู

            “ไม่มีใครคิดที่จะถามเลยหรือว่ามันคืออะไร” เดนิสถามขึ้น เริ่มไม่พอใจที่เห็นทุกคนเอาแต่จ้องมอง ไม่สนใจถามออกมาสักที

            “มันคืออะไรเหรอคะ” ขวัญข้าวเอ่ยถามอย่างพาซื่อ

            “เธอไม่เคยเห็นโถแก้วหรือไง” อลันเอ็ด ส่งสายตาดุให้ ‘ยายบ้า กำลังจะตกหลุมพรางพี่ชายยังไม่รู้ตัวอีก’

            เขาต้องเป็นบ้าแน่ๆ ถ้าขวัญข้าวตกลงไปในหลุมนั้น

            “เคยเห็นค่ะ แต่ไม่เคยเห็นโถแก้วที่มีกระดาษเล็กๆ ม้วนอยู่ข้างใน” ขวัญข้าวมองค้อนคนถาม

            “ให้มันได้อย่างนี้สิ” เดนิสสบถเสียงดัง เขาทำผิดพลาดตรงไหน ทำไมทุกคนถึงไม่สนใจ ที่จะอยากรู้ว่าเขาเอามันมาทำไม อลันกับขวัญข้าว ก็เถียงกัน เขาคิดว่าน้องชายกำลังถ่วงเวลามากกว่าใจจริงมันก็คงอยากรู้ ส่วนเป้าหมายนั้นทำให้เขาอารมณ์เสียสุดๆ แพรไหมเอาแต่นั่งนิ่ง ถูมือ ไปมาไม่สนใจรอบข้าง มีเพียงหน้าตาเท่านั้นที่เป็นกังวล

            “แพรไหม เธอไม่อยากรู้หรือไง” เดนิสหันไปถามเสียงห้วน

            “ไม่...ฉันอยากรู้เรื่องพรของฉันมากกว่า”

            แพรไหมส่ายหัวปฏิเสธ หลังจากไปปรึกษากับขวัญข้าวมา เธอก็ได้พรที่จะขอจากชายหนุ่มแล้ว ตอนนี้เธอก็ควรจะสนใจพรที่จะขอจากชายหนุ่มมากกว่าโถแก้วใบนั้น

            “หึ! เธอพลาดแล้วละ แพรไหม” เดนิสบอกเสียงเย็น

            “หมายความว่ายังไง...เดี๋ยวก่อนสิ คุณเดนิส” แพรไหมร้องถามเสียงรัวเร็ว พลางฉุดแขนแกร่งเอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินหนี ทำไมมาเฟียวายร้ายถึงพูดแปลกๆ มันเกี่ยวอะไรกับโถแก้วใบนี้อย่างนั้นหรือ ดวงตากลมโตสุกสกาวมองโถแก้วอีกครั้งว่าเธอทำอะไรพลาดตรงไหน

            “ไม่อยากรู้กันไม่ใช่หรือไง”

            “อยากสิ บอกหน่อยน่า อยากรู้ใจจะขาดแล้ว” แพรไหมเอ่ยขอร้อง พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนอย่างที่สุด พลาดตรงที่มันไม่ใช่โถแก้ธรรมดาแต่ดันมีกระดาษเล็กๆ ม้วนอยู่ข้างในด้วย กระดาษนั้นต้องมี ข้อความอะไรสักอย่างแน่เลย

            “ในโถแก้วนั้นมีพรสำหรับเธออยู่ไง แพรไหม” เดนิสยอมบอกด้วยร้อยยิ้มกรุ้มกริ่ม

            “คุณบอกว่าพรที่จะให้ฉันอยู่ในโถแก้วใบนั้นเหรอ”

            แพรไหมถามขึ้นด้วยความงุนงง มองหน้าชายหนุ่มกับโถแก้วสลับกันไปมาอย่างสับสน

            “ใช่...จับสิ อยากได้พรกี่ข้อก็จับเอา” ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบ ให้คุณหมอคนสวยเดินไปจับฉลากในโถแก้วที่วางอยู่

            “คุณจะให้พรฉัน มันต้องเป็นความประสงค์ของฉันถึงจะถูก” แพรไหมแย้ง แบบนี้มันจะเรียกว่าพรได้อย่างไร มัดมือชกต่างหาก

            “แบบไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ หรือว่าเธอไม่กล้า” เดนิสบอกอย่างท้าทาย

            “ถ้ายังงั้นคุณก็บอกมาเลยดีกว่าว่าจะเอายังไง อย่ามาเล่นเกมแบบนี้เลย” ใบหน้านวลสวยบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ นึกแล้วก็เจ็บใจ เธอไว้ใจคนแบบนี้ได้อย่างไรกัน

            “ถ้าบอกไปมันก็ไม่สนุกน่ะสิ” มาเฟียวายร้ายยิ้มมุมปาก

            “อยากสนุกก็ไปสวนสนุกโน่น” แพรไหมเอ่ยประชด จ้องมองโถแก้วอย่างใช้ความคิด กระดาษเล็กๆ ข้างในเขียนอะไรไว้บ้างนะ เธอจะจับดีไหม หน้าตาเจ้าเล่ห์ของเขาจะไว้ใจได้หรือเปล่า บทเรียนก็มีให้เห็นแล้วว่าอย่าไว้ใจคนอื่นง่ายๆ

            “ว่าไง อยากจะได้ไหม ชีวิตลูกชายสุดที่รักของเธอน่ะ”

            เดนิสบอกอย่างก่อกวนให้หญิงสาวได้คิด เมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่เงียบ

            “ไม่ต้องมาขู่ฉันเลย” แพรไหมบอกเสียงแข็งอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันหน้าไปมองขวัญข้าวเพื่อขอความเห็นว่าจะเอาอย่างไร

            “ตามใจคุณแพรเถอะค่ะ” ขวัญข้าวส่งยิ้มให้กำลังใจ เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงจะต้องเดินตามเกมของนายจ้าง ถึงแม้ในใจจะปวดร้าวเพียงใดก็ตาม สายตาหวานแอบมองชายหนุ่มอีกคนที่กอดอกยืนอยู่ข้างๆ

            “ผมว่าเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว มันอาจจะเป็นชะตาฟ้าลิขิตก็ได้ ที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น” อลันพยายามโน้มน้าวใจพี่ชาย

            “ไร้สาระน่าแค่อุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ” พี่ชายส่งสายตาดุให้ผู้เป็นน้อง

            “ผมว่าวิธีนี้ไม่สนุกหรอก สู้วิธีธรรมชาติก็ไม่ได้” คนเป็นน้องไม่ละความพยายาม

            “นั่นสินะ” เดนิสพึมพำ แอบขำกับความพยายามของน้องชาย

            “คุณหมอไงครับ เหมาะสมกันสุดๆ” อลันดันพี่ชายให้แนบชิดแพรไหม

            “จะบ้าเหรอ...อย่ามาเอาตัวรอดคนเดียวสิ” แพรไหมหันไปดุเจ้าของความคิด เบี่ยงตัวออกจากมาเฟียวายร้าย ใบหน้านวลสวยเห่อแดง ขึ้นมาด้วยความเคอะเขิน

            “คนเดียวที่ไหน สองต่างหาก” อลันยักไหล่อย่างไม่รู้ไม่ชี้

            “แต่ฉันอยากได้ขวัญข้าว” ‘เป็นน้องสะใภ้’ เดนิสพูดต่อในใจ

            “งั้นฉันขอจับก็แล้วกัน” แพรไหมพูดขึ้น คำพูดของชายหนุ่ม ส่งผลกระทบต่อหัวใจดวงน้อยอย่างจัง ร่างเล็กรู้สึกเจ็บเข้าไปในหัวใจ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือสั่นเทาหยิบฉลากขึ้นมาส่งให้มาเฟียวายร้าย ก่อนจะส่งสายตาตัดพ้อให้เขาโดยไม่รู้ตัว

            “ข้อเดียวเหรอ แพรไหม” เดนิสตั้งสติได้ก็ถามออกมา ทั้งที่อยากจะรวบร่างบอบบางเข้ามากอด เมื่อเห็นสายตาตัดพ้อของคนตัวเล็ก ใจแข็งเข้าไว้ งานใหญ่กำลังรออยู่

            “ข้อเดียวก็ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญญาทำได้หรือเปล่า”

            “ไม่ต้องใช้ปัญญาหรอกแพรไหม” รอยยิ้มกรุ้มกริ่มผุดขึ้นบนริมฝีปากหยัก ใช้แค่ร่างนวลสวยก็เพียงพอแล้ว

            “ว่าไง พรของฉันคืออะไรล่ะ” แพรไหมเร่งรัดเอาคำตอบ กำมือแน่น ลุ้นจนตัวเกร็ง

            “ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้” เดนิสแกล้งถ่วงเวลาเมื่อสังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังใจจดใจจ่อรอฟังอยู่ โดยเฉพาะน้องชายของเขาที่ยืนกระสับกระส่ายด้วยความกังวลใจ

            “พี่ใหญ่รีบบอกมาเถอะ ผมง่วงแล้ว”

            อลันเร่ง มือหนาเอื้อมมือไปจับมือบางของขวัญข้าวที่กำเอาไว้แน่น หญิงสาวยอมคลายมือให้อีกฝ่ายจับด้วยความเต็มใจ กิริยาของน้องชายไม่อาจรอดพ้นสายตาคมเข้มของพี่ชายไปได้

            “อยากได้อะไรก็มาเอาเอง” เดนิสคลี่กระดาษอ่านให้ทุกคนฟัง กวาดสายตามองทุกคนอย่างสำรวจ ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของแพรไหม

            “หมายความว่ายังไง” อลันถามขึ้นทันที

            “ก็อยากได้อะไรก็มาเอาเองไง” เดนิสตอบหน้าตาย

            “แล้วใครต้องมาเอาล่ะครับ” อลันถามด้วยความหงุดหงิด รู้สึกโล่งใจ เมื่อเห็นพี่ชายชี้ไปที่คุณหมอ เรื่องอื่นค่อยหาทางแก้กันทีหลัง บางทีพี่ชายอาจจะกำลังแกล้งเขาอยู่ก็ได้

            “ทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะ” แพรไหมส่ายหัว ด้วยความไม่เข้าใจ

            “เพราะว่าเธอเป็นหมอ และโทษฐานที่ไม่ดูแลของสำคัญให้ดี เพราะฉะนั้นเธอต้องเป็นคนมาเอาเอง”

            “จะบ้าเหรอ! ฉันจะไปทำแบบนั้นได้ยังไง” แพรไหมตวาดแว้ด มาเฟียวายร้ายจะให้เธอทำมันเอง เธอจะไปทำแบบนั้นได้อย่างไร

            “ของอะไรที่มันได้มาง่ายๆ เธอไม่ยอมรักษาให้ดี ลองอะไรที่ ได้มายากๆ หน่อยสิ เผื่อบางทีเธอจะรู้จักเห็นคุณค่าของมันบ้าง”

            “โรคจิต ของตัวเองแท้ๆ จะให้ฉันไปเอามาจากตัวคุณยังไง” แพรไหมบอกอย่างหงุดหงิด ให้เธอเอากระปุกไปรองรับมันเนี่ยนะ แล้วเธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าชายหนุ่มจะปล่อยมันออกมาตอนไหน

            “ถ้าเธอไม่มาเอาเอง เธอก็...อดได้” เดนิสเน้นเสียงบอก

            “ฉันจะรู้ได้ไงว่าคุณจะปล่อยมันออกมาตอนไหน ให้ฉันไปนอน เฝ้าคุณทั้งวันทั้งคืนเลยหรือไง” คุณหมอประชดประชัน

            “ได้อย่างนั้นก็ดี” เดนิสยักคิ้ว กลั้นขำเกือบจะไม่อยู่

            “ได้โปรดเอามันมาให้ฉันเถอะนะ” แพรไหมบอกอย่างวิงวอน พร้อมกับทำตาปริบๆ ส่งให้ชายหนุ่ม 

            “ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เราไปนอนกันเถอะ” อลันเอ่ยขึ้น เมื่อผู้เป็นพี่ไม่พูดอะไรต่อ

            “ผมว่าคุณแพรก็ไปพักผ่อนคิดหาทางดีกว่านะครับ บางครั้ง อาจจะไม่ยากอย่างที่คิดก็ได้” อลันหันพูดกับคุณหมอ เมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ เขาไม่ปล่อยให้พี่ชายเล่นคนเดียวหรอก ยิ้มมุมปากกับความคิดของตัวเอง มือหนาจูงมือบางของขวัญข้าวเตรียมเดินออกจากห้อง

            “อย่ามาเนียน คุณลูฟ ปล่อยมือน้องขวัญแล้วก็จะไปไหนก็ไปเลย” แพรไหมเอ็ดไล่คนฉวยโอกาส

            “งั้นเราไปพักผ่อนกันเถอะครับ พี่ใหญ่” อลันยอมปล่อยมือขวัญข้าวก่อนจะหันไปโอบบ่าพี่ชายแทน

            “ฉันยังคุยกับพี่ชายคุณไม่เสร็จนะ” แพรไหมท้วงเสียงฉุน

            “ฝันดีนะทุกคน” อลันไม่สนใจเสียงท้วงของคุณหมอ โอบบ่าพี่ชายพาเดินออกจากห้อง ซึ่งผู้เป็นพี่ก็ยอมอย่างง่ายดาย

            แพรไหมกับขวัญข้าวจำใจต้องเดินตามชายหนุ่มทั้งสองออกไป ถึงแม้จะยังคุยกันไม่เสร็จ แต่เธอก็เชื่อว่ามันเป็นความต้องการของมาเฟียวายร้ายอย่างแน่นอน เธอจะทำอย่างไรต่อไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่เธอจะมีความกล้าไปปลดกางเกงชายหนุ่ม แล้วสั่งให้อีกฝ่ายปล่อยมันออกมา ทำไมจะต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยนะ แค่นี้ก็ปวดหัว คิดอะไรไม่ออกอยู่แล้ว



[1] รถสปอร์ตสุดหรูจากประเทศเดนมาร์ก ราคาโดยประมาณ 56 ล้านบาท สามารถเร่งความเร็ว 0-100 ก.ม./ช.ม. ได้ภายในเวลา 2.วินาที

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น