มาเฟียร้ายพ่ายแผนรัก (อีบุ๊ค)

ตอนที่ 15 : บทที่ 8 ความลับที่ถูกเปิดเผย (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 448
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    10 เม.ย. 63

ต่อค่ะ... ไรท์จะพยายามมาอัปให้อ่านทุกอาทิตย์นะคะ ฝากอุดหนุนด้วยจ้า


 

            เดนิสโยนปากกาทิ้งแล้วก็เอามือลูบหน้าพลางถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ชายหนุ่มเอนหัวพิงพนักเก้าอี้ทำงานพร้อมกับหลับตาลงช้าๆ อย่างใช้ความคิด ใบหน้ารูปไข่นวลสวยทำให้เขาเป็นบ้า เขาไม่สามารถทำงานได้ เมื่อหน้าตาของหญิงสาวมันลอยไปมาเต็มหน้ากระดาษเอกสารสัญญาการร่วมลงทุนตัวใหม่ที่จะต้องเซ็น ก่อนสะบัดหัวไปมาเพื่อขับไล่ใบหน้าของแพรไหมที่มารบกวนสมาธิการทำงานของตัวเอง

            ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...

            เสียงเคาะประตู ปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ความคิดของตัวเอง

            “เข้ามา” เสียงทุ้มเอ่ยอนุญาต ทำให้คนด้านนอกเปิดประตูเข้ามา 

            ริคแกนเดินเข้าไปหานายใหญ่ที่ตีสีหน้าตาเคร่งขรึม ทำให้ลูกน้องต้องเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่สบายหรือเปล่าครับ”

            “เปล่า...” ผู้เป็นนายปฏิเสธพร้อมกับขยับนั่งตัวตรงก้มหน้าเซ็นเอกสารส่งให้ลูกน้อง

            “มีปัญหาอะไรเหรอครับ” ลูกน้องคนสนิทเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาเอาเอกสารมาให้นายใหญ่เซ็นเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ปกตินายใหญ่จะใช้เวลาในการอ่านทบทวนไม่กี่นาทีเท่านั้น เพราะสัญญาทุกฉบับ จะผ่านทนายความมาเป็นที่เรียบร้อย อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ใช้เวลานานขนาดนี้ ลูกน้องครุ่นคิดในใจ

            “ไม่มีอะไรหรอก” เดนิสบอกปัด เอกสารมันไม่ได้มีปัญหา แต่ตัวเขาต่างหากที่มีปัญหา ขนาดคุยอยู่กับลูกน้องหัวสมองก็ยังคิดถึงแต่ใบหน้าของแพรไหม

            “แน่ใจนะครับว่าไม่เป็นอะไร” ริคแกนถามย้ำ เมื่อสังเกตเห็น ถ้วยกาแฟที่ยังอยู่เหมือนเดิม

            “อืม...” ผู้เป็นนายพยักหน้ายืนยัน “ว่าแต่นายมี อะไรหรือเปล่า”

            “ผมเอาผลการสืบที่เมืองไทยมาให้ครับ” ริคแกนส่งเอกสารให้เจ้านาย เขาได้อ่านแล้วก็อยากจะหัวเราะให้โลกแตก ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ เขาไม่เข้าใจว่าคุณหมอจะกลัวอะไรกับเรื่องแค่นี้ นายใหญ่มีกิจกรรมแบบนี้แทบจะทุกวันอยู่แล้ว ของแค่นิดหน่อยจะไปยากอะไร สำหรับคนที่ต้องการทายาท

            “แน่ใจเหรอว่าเป็นเรื่องจริง” เสียงทุ้มถามขึ้นทันทีที่อ่านจบ

            “ครับ มีภาพจากกล้องวงจรปิดมายืนยันด้วยครับ” ริคแกนส่งแผ่นซีดีให้ผู้เป็นนาย

            เดนิสนำแผ่นที่ได้จากลูกน้องใส่ในโน้ตบุ๊ก ภาพบรรยากาศภายในห้องทำงานของคุณหมอคนสวยก็ปรากฏขึ้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้มาเฟียวายร้ายสนใจเท่ากับภาพของคุณหมอคนสวยที่เดินเข้ามาในห้องกับผู้ชายคนหนึ่ง ด้วยท่าทางสนิทสนม หลังจากนั่งคุยกันได้ สักพักผู้ชายคนนั้น ก็เดินเข้ามากอดหญิงสาว ทำให้คนที่ได้เห็นเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาจนต้องเอ่ยปากถามลูกน้อง

            “ไอ้บ้านั่นมันเป็นใคร”

            “เจ้าของโรงพยาบาลครับ” ริคแกนบอกตามรายงานที่ได้รับมาจากพี่ชายบุญธรรมของเจ้านาย ที่ตอนนี้ประจำสาขาอยู่ที่เมืองไทย

            “มันเป็นอะไรกับแพรไหม” เสียงห้วนจัดถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ ตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกไม่พอใจกับท่าทางสนิทสนมของทั้งสองคน สิ่งที่เขาควรจะสนใจตอนนี้คือความผิดพลาดของแพรไหมมากกว่า ที่ไม่ยอมดูแลของสำคัญให้ดี ปล่อยให้เจ้าสี่ขากลืนกินมันลงไปได้อย่างไรกัน

            “เพื่อนสนิทครับ” ริคแกนลอบยิ้มกับการกระทำของผู้เป็นนาย ‘นายใหญ่จะรู้ตัวหรือเปล่านะ ว่าอาการที่แสดงออกมาน่ะ มันเรียกว่าหึง’ 

            “ช่างเถอะ...ยายบ้านั่นต้องรับโทษ ที่ไม่ดูแลของสำคัญให้ดี” เดนิสบอกปัด ไม่ลืมที่จะกล่าวโทษคุณหมอคนสวยเพื่อไม่ให้ ลูกน้องสงสัยในพฤติกรรมของตัวเอง เมื่อนึกได้ว่าตัวเองกำลังแสดงออกว่าแคร์หญิงสาว 

            “จะให้ผมจัดการเลยไหมครับ” ริคแกนเอ่ยถามอย่างลองเชิง 

            “จะบ้าเหรอ...ฉันจะกล้าทำร้ายหัวใจตัวเองได้ยังไง”

            เสียงเข้มตวาดลูกน้อง ใบหน้าหล่อเหลาเห่อร้อนขึ้นมาอย่างกระดากอายกับประโยคที่หลุดออกจากปากของตน มันไม่จริงใช่ไหมที่เขาพูดออกไป เขาจะตกหลุมรักแพรไหมได้อย่างไรกัน ไอ้ที่นั่งนึกถึงหน้าของหญิงสาวทุกวินาทีจนไม่มีสมาธิในการทำงานมันจะเรียกว่ารักได้เหรอ จูบแสนหวานนั่นก็ไม่มีผลกับเขาสักนิด ความต้องการที่มากมายนั้นอีก

            “อะแฮ่ม...” เดนิสกระแอมเพื่อเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา “ฉันจะจัดการเอง”

            มันก็แค่จิตได้สำนึกเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจของเขาเลยสักนิด แค่แพรไหมมีเรื่องปิดบัง ทำให้เขาสนใจอยากรู้จนต้องเก็บมานึกถึงเท่านั้นเอง

            “ผมไม่อยากให้เจ้านายลำบาก ขอจัดการเองดีกว่าครับ” 

            “แกฟังคำสั่งฉันไม่รู้เรื่องหรือไงหา! บอกว่าจะจัดการเอง” 

            เสียงเข้มตวาดลูกน้องอย่างหัวเสีย ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะลงโทษแพรไหมได้ทั้งนั้น นอกจากเขาคนเดียว

            “รู้เรื่องครับ...แต่มันคือหน้าที่ของผมนะครับ” ลูกน้องผู้หวังดี อ้างหน้าที่เพื่อให้เจ้านายรู้ถึงความรู้สึกในใจที่มีต่อคุณหมอ

            ‘ออกตัวแรงขนาดนี้แล้วยังจะไม่ยอมรับอีก’

            “ผู้หญิงคนนี้เป็นของฉัน...แกไม่มีสิทธิ์คิดอะไรกับหล่อนทั้งสิ้น” เดนิสประกาศกร้าว มองหน้าลูกน้องคนสนิทอย่างเอาเรื่อง

            “ผมไม่ได้คิดอะไรกับคุณหมอนะครับ แค่อยากให้นายใหญ่รู้ใจตัวเองเท่านั้น” ริคแกนปฏิเสธรัวเร็วพร้อมกับอธิบายเหตุผลให้เจ้านายฟัง เขาแค่อยากให้เจ้านายรู้ใจตัวเอง

            “รู้ใจอะไร...อย่ามามั่ว” เดนิสถลึงตาใส่ลูกน้อง

            “นายใหญ่ไม่รู้ตัวเลยหรือครับ ว่าตัวเองเปลี่ยนไปขนาดไหน” 

            คนที่ได้ฟังเริ่มคิดตามคำพูดของลูกน้อง แต่กลับไม่ยอมรับ 

            “เปลี่ยนยังไง ฉันก็ปกติดี” เดนิสยักไหล่นิดๆ 

            “นายใหญ่กำลังตกหลุมรักคุณหมอ” ริคแกนลอบสังเกตอาการของเจ้านาย 

            “ฉันเนี่ยนะ ไม่มีทาง เวลาแค่ไม่กี่วัน อีกอย่างนายก็รู้ว่าสเปค ฉันเป็นแบบไหน” เดนิสหัวเราะด้วยความขบขันกับคำพูดของลูกน้อง

            “เรื่องเวลามันไม่สำคัญหรอกครับ มันอยู่ที่ตรงนี้ต่างหาก” ริคแกนบอกพลางชี้ที่หน้าอกข้างซ้ายให้เจ้านายดู 

            “แล้วยังไง” เดนิสเลิกคิ้วพลางทำหน้าตาย

            “นายใหญ่เคยหัวใจเต้นแรงเวลาที่ได้เห็นหน้าคุณหมอไหมครับ”

            “แค่นี้ไม่สามารถยืนยันได้หรอกมั้ง” เสียงทุ้มเอ่ยถามเหมือนไม่ค่อยจะแน่ใจ เป็นไปไม่ได้ เขาเนี่ยนะจะตกหลุมรักแพรไหม เป็นไปได้อย่างไรกัน หล่อนไม่ใช้สเปคเขาเสียหน่อย 

            “นายใหญ่เคยคิดถึงหน้าของคุณหมอ อยากกอด อยากจูบ บ้างไหมครับ” 

            เดนิสเงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบว่า “บางที อาจเป็นเพราะฉันยังไม่ได้กินแพรไหมก็ได้นะ” 

            “เรื่องนั้นผมไม่รู้หรอกครับ” ลูกน้องคนสนิทถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับผู้เป็นนายที่ไม่ยอมรู้ใจตัวเอง “ผมรู้แต่ว่านายใหญ่เปลี่ยนไป และก็กำลังตกหลุมรักคุณหมออยู่”

            “แต่จะว่าไปก็เป็นเหมือนกันนะ” ผู้เป็นนายอ้อมแอ้มตอบ

            “คิดถึง อยากกอด อยากจูบ เป็นห่วง หวง” สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างยอมแพ้ 

            “นั่นแหละครับ ตกหลุมรัก” ริคแกนเกาหัวแกรกๆ ด้วยความ ไม่เข้าใจผู้เป็นนาย

            “ฉันรักแพรไหมอย่างนั้นเหรอ...แต่ว่าแพรไหมไม่ใช่สเปคฉันนะ” คนไม่อยากยอมรับความจริงยังถามออกมาด้วยความสงสัย

            “แต่ละคนที่เข้าสเปคเคยจริงจังบ้างไหมครับ”

            ริคแกนตั้งข้อสังเกตให้เจ้านายพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

            “ให้ตายเถอะ...นี่ฉันรักแพรไหมหรือเนี่ย” เดนิสอุทานแผ่วเบา

            “ครับ...รู้แล้วใช่ไหม” ริคแกนยิ้มกับท่าทางของนายใหญ่

            “ฉันรักแพรไหม ถ้างั้นฉันก็จะมีลูกเป็นเจ้าไต้ฝุ่นน่ะสิ” เสียงทุ้มพึมพำเบาๆ 

            “นายใหญ่ครับ” ริคแกนเอ่ยเรียกเจ้านายเสียงหลง

            “ไม่ได้การแล้ว...ต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นคุณชายน้อยของนายคงจะเป็นเจ้าสี่ขาอย่างแน่นอน” เดนิสเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี

            “ไม่เป็นไรแน่นะครับ”

            “แล้วเห็นฉันเป็นอะไรไหมล่ะ” เดนิสยิ้มมุมปากนิดๆ

            “ครับ” ริคแกนตอบเบาๆ

            ‘ไม่น่าถามเลยเรา หน้าตาเจ้าเล่ห์อย่างนี้ คิดอะไรอยู่ละสิ ชักจะสงสารคุณหมอขึ้นมาเสียแล้ว’ 

            “ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะมีหัวใจรักใครได้” เดนิสบ่นพึมพำ 

            “นั่นสิครับ” ริคแกนยิ้มเล็กน้อย เขานึกว่าจะไม่มีนายหญิงของตระกูลอิซนอฟเสียแล้ว ผ่านผู้หญิงมาก็เยอะ แต่เจ้านายไม่เคยจริงจังกับผู้หญิงคนไหนเลย ยกเว้นไว้คนหนึ่ง แต่นั่นมันก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว เขาเชื่อว่ามันไม่ใช่ความรักหรอกกับหล่อนคนนั้น แต่กับคุณหมอแพรไหม เขาเชื่อเกินร้อยว่าเกิดขึ้นเพราะความรัก ก็เจ้านายเขายืนยันเองขนาดนี้ ทีนี้คฤหาสน์ที่เงียบสงบก็จะตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักสินะ 

            “นายคงต้องรับมือหนักหน่อย แพรไหมไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่น” เดนิสบอก ถึงแม้จะรู้สึกหนักใจเพียงใด แต่เขาก็เชื่อในความสามารถของตัวเองว่าจะรุกฆาตแพรไหมได้อย่างแน่นอน อยากจะรู้จริงๆ ว่าแม่นักวางแผนครอบครัวจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แล้วในใจของหล่อนจะมีเขาอยู่ในนั้นเหมือนกันหรือเปล่านะ ใจเล็กๆ แค่ดวงเดียวมันคงจะไม่ยากเกินความสามารถหรอก...มั้ง 

            “พร้อมเสมอครับ” ริคแกนขานรับ “ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” 

            พูดจบก็หันหลังเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ผู้เป็นนายนั่งคิด แผนการกระชับพื้นที่หัวใจตามลำพัง เรียบร้อยไปคู่หนึ่งละ ทีนี้ก็เหลือแต่นายน้อยเท่านั้น จากที่สังเกตดูไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ก็นายน้อยน่ะ ปากหนักจะตาย ไม่ยอมรับ ความจริงอะไรง่ายๆ คงจะต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อที่นายน้อยจะได้รู้ใจของตัวเองสักที

            สียงจามของแพรไหมที่ดังติดต่อกันหลายครั้ง ทำให้ขวัญข้าว หันไปมองคุณหมออย่างเป็นห่วง หลังจากเกิดเรื่องหนีเที่ยวเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้พวกเธอก็ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เรียกว่าแทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าถึงไม่จับตามอง พวกเธอก็ไม่กล้าออกไปไหนอีกแล้ว เพราะเหตุการณ์แสนวาบหวิวที่เกิดขึ้นทำให้พวกเธอทั้งสอง ไม่กล้าสู้หน้าพี่น้องตระกูลอิซนอฟอีกเลย

            “ฮัดชิ้ว!” 

            “ไม่สบายหรือเปล่าคะ” ขวัญข้าวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อได้ยินเสียงจามของคุณหมออีกครั้ง

            “ไม่รู้สิคะ...ฮัดชิ้ว!” แพรไหมบอกก่อนจะจามออกมาอีกเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ มือบางยกมือขึ้นถูจมูก 

            “เป็นหวัดหรือเปล่าคะ”

            “นั่นสิ...แต่ไม่เห็นจะคัดจมูกเลยค่ะ” แพรไหมบอกก่อนจะทำจมูกฟุดฟิดคล้ายกับพิสูจน์ 

            “เขาว่ากันว่าจามหนึ่งครั้งมีคนคิดถึง จามสองครั้งมีคนบ่นถึง จามสามครั้งมีคนกำลังด่า จามสี่ครั้งกำลังเริ่มเป็นหวัด” ขวัญข้าวพูดขึ้น

            “ไม่รู้ว่ากี่ครั้ ง...พี่ว่าทั้งคิดถึง บ่นถึงและก็ด่าแน่เลย” แพรไหมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

            “แสดงว่าเราสำคัญ” แม่อุ้มบุญยิ้มตาหยี

            “หรือไม่ก็ไม่สำคัญ” แพรไหมโต้กลับพร้อมกับเดินไปนั่งที่โต๊ะรับแขก มือบางหยิบไอแพดมาจิ้มเล่นอย่างสบายอารมณ์

            “เราจะเอายังไงต่อไปดีคะ” ขวัญข้าวถามขึ้นด้วยความอยากรู้ ว่าแผนการต่อๆ ไปของคุณหมอคืออะไร

            “ไม่รู้สิคะ”

            แพรไหมเงยหน้าส่ายหัวไปมา หลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญ ของตัวเองกับขวัญข้าว ก็ทำให้เธอมึนตึ้บ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป แผนการที่คิดเอาไว้ก็ไม่กล้าทำ คงได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามคำบัญชาของมาเฟียวายร้าย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

            “ขวัญอยากให้มันจบเร็วๆ” ขวัญข้าวถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอไม่แน่ใจว่าจะฝืนมันได้อีกแค่ไหน เพราะตอนนี้เหมือนเธอกำลังจะกลืนน้ำลายของตัวเอง หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา เธอก็ไม่กล้าสู้หน้าน้องชายนายจ้างเท่าไร ด้วยกลัวความผิดที่ไปหลอกเขาและหัวใจของตัวเองที่มันกำลังคิดไม่ซื่อกับชายหนุ่ม

            “พี่ก็เหมือนกันค่ะ...แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะคะ พี่สัญญาว่าจะพาน้องขวัญกลับไปลั้นลาที่เมืองไทยอย่างแน่นอน” แพรไหมยิ้มนุ่มนวล ไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดมาก

            “คงรออีกปีหนึ่งใช่ไหมคะ” ขวัญข้าวยิ้มฝืดๆ เธอเซ็นสัญญาว่าจ้างอุ้มบุญเป็นระยะเวลาหนึ่งปีกับอีกสามเดือน

            “น้องขวัญไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ พี่จะโทร.มาหาน้องทุกวันเลย” แพรไหมรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไร

            “ขวัญฝากดูแลพ่อด้วยนะคะ” เธอเป็นห่วงบิดามาก อีกไม่นาน ท่านก็จะกลับมาเดินได้ตามปกติ

            “ได้ค่ะ...พี่จะดูแลท่านให้เป็นอย่างดี” แพรไหมรับคำ เธอก็อยากจะมีพ่อเหมือนกัน เธอไม่รู้ว่าพ่อหน้าตาเป็นแบบไหน รู้แต่ว่าท่าน ทิ้งแม่ไปตั้งแต่เธออยู่ในครรภ์ เกิดมาก็มีแต่แม่ที่ดูแลเธอ ส่งเสียให้เธอ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย หลังจากที่เธอทำงานได้ไม่ถึงปี ท่านก็เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ หลังจากนั้นมาเธอก็ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง

            “ไม่รู้ว่าขวัญจะได้กลับไปหาท่านเมื่อไร” ขวัญข้าวเอ่ยเสียงเศร้า เธอมีกันแค่สองคนพ่อลูก เธอไม่ได้บอกว่ามารับจ้างแบบนี้ บอกแค่ว่าได้ งานทำที่ต่างประเทศ ท่านก็เข้าใจและดีใจที่ลูกสาวไม่ต้องทำอาชีพหมอดู ที่ท่านไม่ค่อยชอบ ท่านบอกว่ามันมอมเมาประชาชน แต่เธอกลับคิดว่าของแบบนี้ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ควรจะลบหลู่

            “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ก่อนที่พี่จะกลับ พี่จะทำทุกอย่างให้มันถูกต้องที่สุด” แพรไหมพูดขึ้น เธอต้องทำให้มาเฟียวายร้ายตกหลุมรักแม่อุ้มบุญของตัวเองให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวขวัญข้าวและเด็กที่จะเกิดมาด้วยความรักของพ่อกับแม่ สิ่งที่เธอเพียรพยายามที่จะสร้างขึ้น เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่ ความหวังดีที่จะมอบให้แก่ผู้หญิงอีกคนและโลกใบนี้ จนไม่ได้ นึกถึงจิตใจของตัวเองว่าตอนนี้มันกำลังแปรเปลี่ยน

            “ยังไงคะ” ขวัญข้าวอดที่จะถามออกมาไม่ได้ คุณหมอยังคิดที่จะจับคู่เธอกับนายจ้างอยู่อีกหรือมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้หรอก ก็ในเมื่อสายตาของนายจ้างมีแต่คุณหมอคนสวย แต่ดูเหมือนคุณหมอจะไม่รู้ตัว

            “เชื่อใจพี่เถอะค่ะ” คุณหมอคนสวยแย้มยิ้มเต็มหน้า เธอจะทำให้ขวัญข้าวมีความสุขที่สุด 

            ขวัญข้าวส่งยิ้มให้คุณหมอ เธอเชื่อว่าคุณหมอจะมอบสิ่งดีๆ ให้แก่เธอ แต่ก็อดเป็นห่วงความรู้สึกของอีกฝ่ายไม่ได้

            “คุณแพรกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ” ขวัญข้าวถามขึ้นเมื่อเห็น คุณหมอคนสวยกำลังจดอะไรบางอย่างลงในกระดาษโน้ต 

            “พี่กำลังหาข้อมูลสวนสาธารณะอยู่น่ะค่ะ พอดีจะพาเจ้าไต้ฝุ่นไปเดินเล่น” แพรไหมเงยหน้าบอก

            “จะออกไปข้างนอกอีกแล้วเหรอคะ” ขวัญข้าวทำหน้าตกใจ ‘นี่คุณหมอยังไม่เข็ดอีกเหรอ’ 

            “พี่ขออนุญาตแล้วค่ะ” เสียงใสอ้อมแอ้มตอบพลางก้มหน้าหลบตากลัวถูกจับได้ว่ายังไม่ได้ขออนุญาต 

            “ค่อยยังชั่ว” คนที่ได้ฟังเป่าปากออกมาอย่างโล่งอก

            “เจ้าไต้ฝุ่นนี่โชคดีมากนะคะ ที่ได้มาอยู่กับคุณแพร”

            “พี่ต่างหากที่โชคดีได้อยู่กับเจ้าไต้ฝุ่น ถึงแม้มันจะสร้างปัญหาใหญ่ให้ก็ตาม” แพรไหมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ความรักและความผูกพันทำให้ เธอไม่สามารถที่ทอดทิ้งเจ้าสี่ขาได้ ถึงแม้จะได้มันมาแค่ปีกว่าๆ ก็ตาม บางทีมันอาจจะเป็นชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้เธอได้มาพบเจอเรื่องแบบนี้

            “น่าอิจฉาเจ้าไต้ฝุ่นจัง” ขวัญข้าวพึมพำ เธอก็อยากได้ความรัก และการปกป้องจากใครสักคนหนึ่งเหมือนกัน แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเธอเลือกที่จะทำแบบนี้ 

            “พี่เชื่อว่าสักวันหนึ่งน้องขวัญก็จะได้เจอคนคนนั้น”

            “เฮ้อ...” ขวัญข้าวถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง “ไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นหรือเปล่า” 

            “อย่ามองโลกในแง่ร้ายสิคะ พี่เชื่อว่าทุกคนเกิดมามีคู่กันหมดนั่นแหละ แต่อยู่ที่ว่ามันจะมาช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง” แพรไหมเอ่ยบอก ถึงเธอจะปลงเรื่องชีวิตคู่ แต่เธอก็ยังมีความหวังอยู่ว่าสักวันหนึ่ง อาจจะมีวันนั้นก็เป็นไปได้

            “คุณแพรมองโลกในแง่ดีจังเลย”

            “พี่ว่าเราไปพักผ่อนกันเถอะค่ะ ตอนเย็นจะได้ออกไปเดินเล่น บางทีอาจจะคิดอะไรออกได้บ้าง” แพรไหมเลือกที่จะเอ่ยตัดบทแทน

            “คุณแพรคิดแผนออกแล้วเหรอคะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองอย่างรอคำตอบ

            “ตอนนี้ยังคิดไม่ออกค่ะ แต่ถ้าได้ไปเดินเล่นรับลมเย็นๆ อาจจะคิดออกก็ได้ ไปพักผ่อนกัน” พูดจบก็ฉุดแขนขวัญข้าวให้ลุกขึ้นพากันเดินออกจากห้องรับแขกสุดหรูขึ้นไปยังห้องนอน

            ลันแอบมองหญิงสาวที่นั่งพิงเก้าอี้มองคุณหมอวิ่งเล่นกับเจ้าสี่ขาด้วยความรู้สึกสับสนในหัวใจ เขากำลังจะเป็นบ้าเพราะตกลงไปในหลุมที่พี่ชายขุดขึ้น เห็นทีเขาคงจะต้องคุยกับพี่ชายให้รู้เรื่องเสียแล้ว ว่าอย่าได้ดึงเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก เขาไม่เข้าใจหัวใจตัวเองเอาเสียเลย จริงๆ แล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ ร่างบางที่ยิ้มเต็มใบหน้าทำให้ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่นั่งอยู่อย่างไม่รู้ตัว

            “คุณอลัน!” ขวัญข้าวอุทานขึ้นอย่างตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เห็น ชายหนุ่มในที่แบบนี้ แถมเจ้าตัวกำลังยืนมองเธออยู่ด้วย หัวใจเต้นแรง แทบไม่เป็นจังหวะเพียงแค่ได้สบตาสีอำพัน ก่อนจะรีบก้มหน้าหลบสายตาคมอย่างเขินอาย

            “ทำไมต้องตกใจด้วย” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

            “เปล่าค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงแผ่วเบาจนเธอคิดว่าชายหนุ่ม อาจจะไม่ได้ยินด้วยซ้ำ 

            “กลัวหรือไง” ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

            ขวัญข้าวส่ายปฏิเสธพลางขยับไปนั่งชิดเก้าอี้อีกฝั่ง แต่เขาก็ยัง ขยับตามมานั่งแนบชิด แถมยังยกแขนขึ้นพาดกับพนักเก้าอี้อย่างสบาย

            “ทำไมเธอถึงทำให้ฉันเป็นแบบนี้ได้นะ” เสียงเข้มบ่นพึมพำ

             ขวัญข้าวหันมองเสี้ยวหน้าชายหนุ่มด้วยความสงสัยกับคำพูดของเขา เธอก็อยู่ของเธอดีๆ ยังไม่ได้ทำอะไรให้เสียหน่อย ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็พยายามหลบหน้าเขา เพราะเริ่มที่จะเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา

            “ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย” ขวัญข้าวปฏิเสธเสียงเรียบ ก่อนจะก้มหน้าแอบน้ำตาคลอ พร้อมกับกำมือไว้บนตักของตัวเองแน่น

            “ขวัญข้าว” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกเสียงแหบพร่า ชายหนุ่มยกร่างบางขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนจะพลิกตัวหญิงสาวให้หันหน้าเข้าหาตัวเอง

            “ว้าย! คุณอลัน ปล่อยฉันนะ” ขวัญข้าวร้องเสียงหลง 

            “เงียบน่า” เสียงเข้มดุ เขากำลังฟังเสียงหัวใจของตัวเองอยู่ ไม่นึกว่ามันจะเต้นแรงขนาดนี้ ให้ตายสิ ทำไมความต้องการของเขา มันถึงมากมายขนาดนี้ ขวัญข้าวเป็นแม่มดชัดๆ หล่อนทำให้เขาคลุ้มคลั่ง เพียงแค่สัมผัสเบาๆ

            “ยายแม่มด...เธอร่ายมนตร์อะไรใส่ฉัน” ชายหนุ่มพูดชิดกับริมฝีปากนุ่ม ก่อนจะกดน้ำหนักลงไป มือใหญ่ตรึงท้ายทอยไม่ให้หันหนี ปลายลิ้นร้อนสอดแทรกควานหาความหวานอย่างหิวกระหาย รุกไล่ตาม เกี่ยวติดตวัดลิ้นเล็ก เสียงหวานครางประท้วงในลำคอ เมื่อถูกบดจูบแบบ ไม่เว้นช่องว่างให้ได้หายใจหายคอ

            “หวานจัง” ชายหนุ่มพึมพำชิดริมฝีปากนุ่มนิ่มที่เขาเพิ่งผละออกมา

            พรไหมยืนอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า หญิงสาวทำท่าจะเดินเข้าไปหาแต่ก็โดนมือหนาของใครบางคนปิดปาก พร้อมกับลากแขนเธอออกมาจากตรงนั้นเสียก่อน

            “คุณเดนิส...ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย ตกใจหมดเลย” แพรไหมร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ

            “เห็นหน้าหล่อๆ ของฉันถึงกับตกใจเลยเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี 

            “หึ...” แพรไหมทำเสียงขึ้นจมูก “ฉันจะตกใจตายเพราะได้เห็นหน้าหล่อๆ แบบนี้แหละ”

            “ฉันไม่ยอมให้เธอตายง่ายๆ หรอก มีความผิดตั้งหลายกระทง”

            “ความผิดอะไร ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” เธอหลบตา ไม่กล้าประสานสายตาด้วย

            “ออกมาเนี่ย ขออนุญาตแล้วหรือยัง”

            “เรื่องนี้มันไม่น่าสนใจหรอกนะ” แพรไหมเฉไฉไปเรื่องอื่น

            “ตอนที่คุณลากฉันออกมาคุณเห็นอะไรหรือเปล่า”

            หญิงสาวทำตาปริบๆ บ้องแบ๊ว

            “ฉันเห็นหมดนั่นแหละ แพรไหม” 

            “คุณเห็น!” แพรไหมแสร้งตกใจ “คุณก็ผ่านผู้หญิงมาตั้งเยอะ คงจะไม่ถือสาเรื่องแบบนี้หรอก”

            เดนิสส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับคนแกล้งทำ...เนียนไม่มีใคร เกินจริงๆ

            “นี่เธอ...ยังไม่เลิกจับคู่ฉันกับขวัญข้าวอีกเหรอ”

            “จับคู่อะไร บ้าเปล่า ฉันไม่ใช่คิวปิดเสียหน่อย” แพรไหมปฏิเสธเสียงสูง แล้วก็รีบเดินหนี

            “น่าเชื่อตายละ” เดนิสพ่นลมออกจากจมูก ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวยาวๆ ไปให้ทันร่างอรชร 

            “รู้ไหมว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดี ”ชายหนุ่มพูดขึ้นลอยๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินเลยหญิงสาวไป

            แพรไหมชะงักเท้าอยู่กับที่ ใจหล่นวูบ มองตามหลังเขาไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล 

            ‘ขอโทษนะคะ ที่ฉันโกหกคุณกับทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา’ 

            ได้ฟังคำพูดของเขาก็ยิ่งรู้สึกละอายแก่ใจเหลือเกิน ตอนนี้ไม่รู้ เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป การพักผ่อนสมองในครั้งนี้มันไม่ได้ช่วย อะไรเลย ซ้ำเหมือนงานจะเข้าอีกด้วย ฉากเด็ดที่เห็นเรียกว่าไปต่อไม่เป็นกันเลย ได้แต่หวังว่ามาเฟียวายร้ายเห็นแล้วจะคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น