[FIC INFINITE] Star Child : MyungYeol (End)

ตอนที่ 7 : (H)eart to heart

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    5 ก.พ. 61



[ Star Child ] : (H)eart to heart

_______________________________

 

 

 

 

            แดดอ่อนๆสาดแสงเข้ามาผ่านประตูกระจกใสภายในห้องรับแขก  สภาพอากาศวันนี้กำลังดีเพราะหิมะไม่ลงจัด  เป็นอีกหนึ่งวันที่จะสามารถพักผ่อนได้สบายๆหลังจากที่เมื่อวานเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานจนหัวหมุนไปหมด ด้วยอาชีพการงานของผมแล้วจะผิดพลาดหรือประมาทไม่ได้เป็นอันขาด สมัยนี้มนุษย์เราฉลาดแกมโกงกันเยอะ ขืนตามเล่ห์เหลี่ยมพวกนั้นไม่ทันละก็เสร็จแน่

            แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีแค่มนุษย์เราหรอกครับที่แสนเจ้าเล่ห์เพทุบาย  เพราะยังมีอีกหนึ่งสปีชีส์ที่ผมเองยังตามเกมอีกฝ่ายไม่ทันอยู่หลายต่อหลายครั้ง

 

          เรียกได้ว่าพลาดตั้งแต่โดนบุกมาขออาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านนั่นแหละ!

 

            และไม่ว่าคุณจะฉลาดกล้าแกร่งมากแค่ไหน  ลองมาเจอเล่ห์เหลี่ยมที่มาพร้อมกับความน่ารักไม่บันยะบันยังแบบนั้นเข้าให้…. ร้อยทั้งร้อยก็แพ้ให้หมอนั่นราบคาบ

 

 

 

            เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นจากมนุษย์ต่างดาวหน้าหวาน เรียกให้หัวคิ้วของผมกระตุกเข้าหากันแทบทั้งวัน  วันหยุดทั้งทีอุตส่าห์ได้อยู่ด้วยกันแท้ๆแต่ไอ้แก้มป่องมันแทบจะไม่สนใจผมเลย

 

            “คุยอะไรกับใครนักหนา  ดูอารมณ์ดีจังเลยนะ”

            ผมถามขึ้นหลังจากเดินลากฝีเท้าไปหยุดอยู่ด้านหลังโซฟาห้องรับแขก พยายามชะโงกมองว่าเจ้าของร่างสูงโปร่งที่กำลังนอนเหยียดยาวอยู่นั้นกำลังแช็ตอยู่กับใครนักหนา ใครกันที่ทำให้มนุษย์ต่างดาวของผมยิ้มร่าหัวเราะคิกคักได้เกือบทั้งวี่ทั้งวัน!

 

 

          “ฮงบินกับกงชานน่ะ”

 

 

            ผู้ชายซะด้วย! 

 

แถมยังมาเป็นแพ็กคู่!!

 

 

            “แล้วไปรู้จักกันได้ยังไง นายแอบออกไปข้างนอกมางั้นเหรอ ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่นายจะ

 

            Stop!!

            เสียงใสดังลั่นขึ้นมาจนเจ้าบยอลถึงกับผงกหัวขึ้นมามองพวกเราอย่างเซ็งๆ  ส่วนผมเองก็ชะงักไปชั่วครู่แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรออกไปอีกฝ่ายก็หันมาจ้องผมด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ ก่อนจะพูดขึ้น

 

            “มยองซูลืมไปแล้วเหรอว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตน่ะ”

 

            เออนั่นสินะ

 

            อาจเป็นเพราะมัวหัวร้อนอยู่เพราะคิดว่าไอ้แก้มป่องมันขัดคำสั่งแล้วแอบออกไปข้างนอก  แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ผมเองก็ลืมไปสนิทว่าอีกฝ่ายโคตรจะช่ำชองเรื่องเทคโนโลยีซะยิ่งกว่าผมซะอีก  ให้ตายเถอะถึงจะฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ผมก็ไม่อยากให้มนุษย์ต่างดาวของผมไปคุยเล่นอะไรกับใครที่ไหน

 

            ยอมรับก็ได้ว่าหวงน่ะ!

 

            “ฉันก็นึกว่านายจะคุยเล่นแต่กับไอ้พวกสามหน่อนั่น”

            ผมตอบกลับไปอย่างเซ็งๆ ในขณะที่ตาก็จ้องมองอีกฝ่ายซึ่งหันไปจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือดังเดิมแต่ปากก็ยังจะอุตส่าห์ขยับเพื่อตอบผม  ให้มันได้อย่างนี้สิ!! 

 

            “สามคนนั้นก็คุยแหละ  แต่ฮงบินกับกงชาน เราสนิทกันตอนเล่นเกมน่ะ”

 

           

 

            “สองคนนั้นเล่นเก่งมาก! แถมยังแคสเกมได้เจ๋งสุดๆ  นี่ถ้าได้เจอตัวจริงละก็เราคงจะมีเรื่องคุย..

 

            “ฝันไปเถอะ”

            เสียงเข้มของผมขัดขึ้น และนั่นทำให้ไอ้แก้มป่องถึงกับเด้งตัวขึ้นมานั่งขัดสมาธิแล้วจ้องมองผมอย่างขุ่นเคือง

 

            “มยองซูหมายความว่าไงอ่ะ!

 

            “ก็หมายความว่านายยังออกไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้ไง”

 

            “แต่นี่มันก็นานมากแล้วนะที่เรามาอยู่โลกมนุษย์  เราดูแลตัวเองได้นะมยองซู!

 

            “คราวก่อนนั้นยังเคยจะตามก้นใครไปก็ไม่รู้”

            ผมไม่ลืมหรอกนะ เรื่องที่อีกฝ่ายเคยโดนไอ้พวกเด็กวัยรุ่นหลอกล่อด้วยขนมน่ะ แถมหมอนี่ก็ยังคิดจะตามก้นเค้าไปอีก  ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ  ถ้าวันนั้นไม่บังเอิญไปเห็นเข้าละก็ ผมคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่

 

            “ก็ตอนนั้นตื่นเต้นนี่นา เพิ่งเคยมาโลกมนุษย์ครั้งแรกเลยนะ  แต่ว่าตอนนี้เรารู้ทันอะไรหลายๆอย่างแล้วล่ะ เราเรียนรู้ตั้งเยอะ”

 

            “ไม่ได้ก็คือไม่ได้  ที่ฉันห้ามก็เพราะเป็นห่วงนายรู้มั้ย”

 

            “มยองซูใจร้าย!

           

            พอเสียงใสติดจะห้วนจัดเอ่ยจบ เจ้าตัวก็รีบลุกพรวดแล้ววิ่งตึงตังขึ้นไปยังชั้นสอง  เดาว่าคงจะไปหมกตัวอยู่ในห้องนอนนั่นแหละ 

 

ว่าแต่สีหน้าและสายตาตัดพ้อเมื่อกี๊มันหมายความว่ายังไง ผมไม่ได้คิดจะห้ามหมอนั่นไปไหนมาไหนตลอดชีวิตซะหน่อย เพียงแต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาก็เท่านั้น แม้ไม่รู้ว่าไอ้แก้มป่องจะมีพลังอันตรายอะไรซุกซ่อนอยู่ในตัวบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี

 

ห่วงใยและหวงแหนอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครอื่น

 

 

            ยังไม่ทันจะตามมนุษย์ต่างดาวขี้งอนขึ้นไปบนชั้นสอง แรงสั่นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็เรียกให้ผมต้องละความสนใจไปจดจ่ออยู่กับมัน ก่อนจะตัดสินใจรับสายจากเพื่อนร่วมงานที่น่าจะโทรมาคุยเรื่องคดีที่ยังสะสางไม่เสร็จสิ้น

           

 

            กระทั่งวางสายเสร็จก็พบว่าไอ้แก้มป่องตาหวานยังคงไม่ลงมาให้ง้อสักที สุดท้ายจึงต้องเป็นฝ่ายตามขึ้นไปบนห้อง  เคาะประตูสองสามครั้งแล้วลองแตะลูกบิดก็พบว่ามันไม่ได้ถูกล็อกไว้  ผมจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไปด้านในแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่เอ่ยปากอนุญาต แต่อย่างน้อยที่นี่มันก็เป็นบ้านของผมนี่นา

 

            เดินสาวเท้าเข้ามาด้านในก็เห็นเจ้าของห้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ดวงตากลมโตคู่สวยจับจ้องไปยังหน้าจออุปกรณ์ไฮเทคของตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  ดูเผินๆเหมือนนักธุรกิจที่กำลังบ้างาน แต่ถ้าแอบไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังแล้วส่องดูหน้าจอนั่นละก็

 

 

            “ระวังหลังให้เราด้วย  เดี๋ยวเราบุกเอง!

 

            ไอ้แก้มป่องพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ดูท่าแล้วคงจะกำลังพูดคุยกับคนที่อยู่ทีมเดียวกันในเกม หัวกลมๆทุยๆถูกครอบด้วยหูฟังสีชมพูพาสเทลดูมุ้งมิ้งขัดกับแนวเกมโหดๆที่เจ้าตัวกำลังเล่นอยู่

           

            “นั่นแหละๆ บวกเข้าไปเลย! ตัวบอสนี่หน้าตาอย่างกับตีนตุ๊กแกแถมยังกากอีก”

 

            “ยอลลี่”

            ผมลองเรียกไอ้แก้มป่องด้วยน้ำเสียงโมโนโทน  ตาก็จ้องมองดูคนตรงหน้าซึ่งดูท่าว่าจะไม่รู้ตัวสักทีว่าผมมายืนอยู่ด้านหลังได้สักพักแล้ว

 

            “อ๊ากกกก!! เกือบตายแล้วอ่ะ ขอบใจมากกงชาน มาให้เราจุ๊บเหม่งทีนึง~

           

            ว่าไงนะ!!

 

            ยอลลี่”  ลองเรียกชื่อดูอีกที แต่ค่อยๆเพิ่มเลเวลความแข็งตึงลงไปในน้ำเสียง

 

            “สุดยอดอ่ะ!  จู๊คเก่งระดับเทพ”

 

            “ซองยอลลี่”

 

            “โหยยยย ฮงบินล้อเลียนเราเหรอ เดี๋ยวโป้งเลย~

 

 

            ทนไม่ไหวแล้วเฟ้ยยยย!!!

 

            ความอดทนของผมสิ้นสุดลงเมื่อเห็นว่าไอ้แก้มป่องมัวแต่ให้ความสนใจอยู่แต่กับไอ้คนในเกม  ไหล่บางตรงหน้าถูกฝ่ามือข้างหนึ่งของผมวางลงด้วยน้ำหนักไม่มากนัก แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวแล้วหันมามองผมด้วยสีหน้ามึนๆ ก่อนจะส่งเสียงพูดกับคนในเกมอีกครั้ง

           

            “แป๊บนึงนะทุกคน  พ่อเราเรียกอ่ะ”

 

 

            พ่องั้นเรอะ!!!

 

 

            “มีอะไรเหรอ เรากำลังเล่นเกมอยู่นะ”

            กล่าวหาว่าผมเป็นพ่อไม่พอ ยังมีการหันมาถามผมด้วยสีหน้ามุ่ยๆดูน่าฟัดอีก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังแอบเห็นนัยน์ตาคู่สวยทอประกายฉายชัดว่ากำลังน้อยใจอย่างสุดฤทธิ์

 

            คงเป็นเพราะเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้สินะ

 

            ถ้าอย่างนั้นลองง้อด้วยการตามใจดูหน่อยก็แล้วกัน

 

 

            “ออกไปเที่ยวข้างนอกกันเถอะ เดี๋ยวฉันพาไป”

 

            สิ้นประโยคชักชวนของผม มนุษย์ต่างดาวที่กำลังจะหันไปจดจ่ออยู่กับเกมตรงหน้าก็ถึงกับชะงัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างพลางจ้องมองผมราวกับเห็นเป็นตัวประหลาด ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตกตะลึง

 

            “หืม!  มยองซูอ่ะนะชวนเราออกไปเที่ยว”

 

            “ใช่” 

 

            “ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะชวนเราออกไปไหนนี่นาถ้าเราไม่อ้อน”

            เสียงใสบ่นอุบอิบแต่ก็ดังพอที่ผมจะได้ยินมันทั้งหมด  ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าถ้อยคำค่อนแขวะพวกนั้นมันเป็นความจริง บอกแล้วไงว่าผมแพ้ลูกอ้อนของหมอนี่ซะราบคาบ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าผมกำลังจะเป็นฝ่ายอ้อนไอ้แก้มป่องนี่แทนซะงั้น

 

            “เถอะน่า นี่มันก็จะบ่ายโมงละ นายรีบไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว”

 

            “เราบอกตอนไหนว่าจะไป”

            ประโยคของอีกฝ่ายที่ตอบกลับมานิ่งๆแถมยังหันไปจดจ่ออยู่กับเกมตรงหน้า มันทำให้ผมถึงกับอึ้งจนแทบหงายหลัง 

 

            นี่เมินกันถึงขั้นปฏิเสธคำชวนเลยงั้นเหรอ

 

            “ทำไม

 

            “ก็เราไม่อยากไปอ่ะ  เราจะเล่มเกม ถ้ามยองซูอยากไปก็ไปเถอะไม่ต้องห่วงนะ”

            ดวงหน้าหวานยังคงให้ความสนใจอยู่กับเกมตรงหน้า ปากก็ขยับตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ  แต่คนที่กำลังจะเป็นจะตายกลับเป็นคนฟังอย่างผมซึ่งได้แต่เปล่งเสียงอ่อยๆออกมาเหมือนคนหมดแรง

 

            รู้สึกเสียศูนย์ชะมัด

 

            “ไม่ไปจริงเหรอ” 

 

            “อื้ม”

 

            “ไปด้วยกันเถอะน่า”

 

           

 

            นานๆทีฉันจะมีเวลาว่างแบบนี้นะ”

 

           

 

            “คราวนี้ฉันเลี้ยงเองทั้งทริป

 

            “โอเค!  งั้นเรารีบไปเปลี่ยนชุดก่อนน้าาา~

 

          เสียงหวานใสร้องขึ้นมาดังลั่นจนผมแทบสะดุ้ง  เจ้าตัวรัวพิมพ์อะไรต่อมิอะไรไม่รู้ลงบนแป้นคีย์บอร์ดแล้วงับหน้าจอลงอย่างรวดเร็ว  จากนั้นก็หันมายิ้มหวานส่งสายตาวิ้งค์ๆเป็นประกายมาให้ผมก่อนจะวิ่งดุ๊กดิ๊กหายเข้าไปยังโซนตู้เสื้อผ้าด้านใน

 

 

           

 

            สรุปคือผมโดนไอ้มนุษย์ต่างดาวเจ้าเล่ห์นั่นปั่นหัวสินะ

 

 

          คราวนี้ผมจะหมดตัวมั้ยเนี่ย?

 

          แต่เอาเถอะยอมให้ก็ได้

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

            ผมขับรถพาไอ้แก้มป่องมาที่ย่านฮงแดตามคำเรียกร้องของอีกฝ่าย วันเสาร์แบบนี้แน่นอนว่าคนย่อมเยอะและดูคึกคักเป็นพิเศษ  เดินขนาบข้างกันเข้ามาในนี้ได้ไม่นาน ไอ้เจ้ามนุษย์ต่างดาวที่บัดนี้กำลังทำตัวกลมกลืนกับมนุษย์โลกก็เอ่ยขึ้น

 

            “ไปร้านผสมน้ำหอมกันมั้ยมยองซู เราเห็นคนเค้าไปทำกันมาเป็นคู่ๆเลย  น่ารักดี”

            น้ำเสียงเริงร่าที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอ้อนๆก็ชวนให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยดีอยู่หรอก แต่จะให้ไปนั่งผสมน้ำหอมอยู่ในร้านน่ะเหรอ ไม่เอาด้วยหรอก  มีร้านแบบนั้นอยู่ตรงไหนบ้างก็ไม่รู้ แถมไม่ต้องเดาก็รู้ว่าไอ้ตาโตนี่มันจะต้องผสมอะไรแปลกๆออกมาแน่  เพราะงั้นขอไม่เสี่ยงจะดีกว่า

 

            “ไม่เอาหรอก  ฉันใช้กลิ่นประจำก็ดีอยู่แล้ว”

และอีกอย่าง ผมเองก็ชอบกลิ่นหอมอ่อนๆเฉพาะตัวของไอ้แก้มป่องมากกว่าน้ำหอมพวกนั้นซะอีก

 

            “ถ้างั้นไปทำแหวนคู่กันเถอะ”

 

            “ฉันใส่อะไรแบบนั้นไม่ค่อยได้หรอกนะ  มันไม่เหมาะนักเวลาต้องออกไปทำงาน”

 

            “ถ้างั้น

           

            ยังไม่ทันที่ไอ้แก้มป่องจะเสนอแนะอะไรขึ้นมาอีก ผมก็รีบคว้าหมับเอามือนุ่มๆข้างหนึ่งของอีกฝ่ายมาสอดประสานปลายนิ้วด้วยกันจนแน่น ถ่ายทอดความอบอุ่นออกมาท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นรอบกาย  ก่อนจะหันไปเอ่ยกับเจ้าของดวงตาคู่สวยที่กำลังเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจกับการกระทำของผม

 

            “สำหรับพวกเราแค่ทำแบบนี้ก็ดีกว่าไอ้ของพวกนั้นเป็นไหนๆ”

 

            รอยยิ้มที่ดูหวานซะยิ่งกว่าขนมเค้กค่อยๆฉายชัดบนดวงหน้าน่ารักที่ผมหลงใหล ริ้วสีแดงระเรื่อปรากฏบนพวงแก้มฟูๆทั้งสองข้างจนอยากจะพุ่งไปฟัดมันให้รู้แล้วรู้รอด อีกฝ่ายสบสายตาผมพร้อมกับพยักหน้ารับสองสามทีก่อนจะเบือนหน้าไปมองร้านค้าต่างๆข้างทาง

 

            เราทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออีกฝ่ายนั้นมันค่อยๆเปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหน ความรู้สึกและการกระทำของผมกับไอ้แก้มป่องชัดเจนขึ้นทุกวัน  แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่กระจ่างชัดในความสัมพันธ์ เพราะเราทั้งคู่ยังไม่มีใครเป็นฝ่ายพูดมันออกมาตรงๆเสียที

 

 

          และผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

 

 

 

 

            สองมือของผมและไอ้แก้มป่องเต็มไปด้วยข้าวของพะรุงพะรังซะยิ่งกว่าสาวๆที่มาเดินช้อปปิ้งกันเป็นกลุ่ม  หมอนี่เห็นอะไรถูกใจก็พุ่งไปซื้อโดยไม่ปรึกษาคลังเงินของผมสักคำ 

ไม่ว่าจะเป็นแก้วฟรุ้งฟริ้งคอลเล็กชั่นวาเลนไทน์ของสตาร์บัค ที่มีน้องแมวตัวสีขาวๆนั่งอยู่ในโดมฝาแก้ว แถมหลอดยังเป็นรูปทรงหัวใจสีชมพูหวานแหววอีกต่างหาก

            อีกถุงในมือผมนี่ก็เป็นซัมยังรามยอนไก่เผ็ดรสคาโบนาร่าซองสีชมพู ที่อีกฝ่ายหยิบมาแพ็กใหญ่เพียงเพราะเห็นสีหวานๆบนซองของมัน  ส่วนถุงใหญ่ๆในมือที่ไอ้แก้มป่องมันกำลังหอบหิ้วอยู่ก็คือแว่น VR ที่ซื้อมาเล่นกับเกมใน PS4 Pro เพื่อความสมจริงราวกับเป็นหนึ่งในตัวละคร   

ไหนจะยังมีพวกเสื้อผ้า เคสโทรศัพท์ สารพัดของกุ๊กกิ๊กมากมาย รวมไปถึงซองใส่พาสปอร์ตสีชมพูพาสเทลที่ดูท่าแล้วไม่ว่ายังไงเจ้าตัวก็คงจะไม่มีวันได้หยิบออกมาใช้แหงๆ  ซึ่งพอผมบ่นขึ้นทีนึง ไอ้แก้มป่องมันก็มักจะตอบกลับมาว่า

 

 

            “ของมันต้องมีนะมยองซู~

 

            “ของมันต้องมี แต่ถ้ามีแล้วนายไม่ใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีหรอก”

 

            “แต่เราน่ารักนะ~  เพราะงั้นของน่ารักๆทุกอย่างต้องเป็นของเรา”

 

 

            ตรรกะไหนของหมอนี่กันแน่?…

 

          แต่ก็คงไม่เถียงเรื่องที่ว่าไอ้มนุษย์ต่างดาวแก้มป่องนี่มันน่ารักหรอกนะ

 

          เพราะหมอนี่คงจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุดในจักรวาลนี้แล้วล่ะ

 

           

.

.

.

.

.

.

.

           

            พอถลุงทรัพย์ผมเสร็จจนพอใจ ก็พากันขนของมาขึ้นรถแล้วออกจากย่านฮงแดก่อนที่ผู้คนที่นี่จะหนาแน่นมากกว่าเดิม  พวกผมตัดสินใจว่าจะไปหาอะไรกินเป็นการปิดท้ายที่ย่านอิแทวอน  โดยให้มนุษย์ต่างดาวผู้ตื่นเต้นกับอาหารการกินของชาวโลกเป็นฝ่ายเลือกร้าน

           

            สุดท้ายร้านพิซซ่าเจ้าดังชั้นใต้ดินประจำย่านดังกล่าวก็เป็นสถานที่ที่ไอ้แก้มป่องเลือกที่จะฝากท้อง โดยหมอนี่สั่งเมนูเด็ดอย่างพิซซ่าหน้าเฟรนช์ฟรายส์โปะชีส ซึ่งผมก็ยอมให้สั่งมาตั้งสามถาด แลกกับการไม่ให้อีกฝ่ายคิดจะสั่งเบียร์มาแตะในเวลานี้  

            จะให้ไอ้แก้มป่องของผมมาเมาแอ๋อยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาดอยู่นานเกินไปก็ไม่ได้ด้วย  ทั้งหมดนี้ก็เพราะไอ้พวกพนักงานหนุ่มๆพวกนั้นมันกำลังจ้องหมอนี่ตาเป็นมันอยู่นี่ไง!

            ตั้งแต่พาออกจากบ้านมาก็ปล่อยฟีโรโมนเรี่ยราด  ผมเองก็ได้แต่เกร็งสายตาข่มขู่ไอ้พวกนั้นไปนักต่อนักจนเส้นเลือดฝอยแทบจะปูดออกมาจากลูกตา

 

            มันน่าจับขังให้อยู่แต่ในบ้านจริงๆ!

 

 

กระทั่งอิ่มท้องจากร้านพิซซ่า ผมก็พาอีกฝ่ายเดินต้วมเตี้ยมๆเพื่อย่อยอาหารและกินลมชมวิวอยู่ในย่านนี้สักพัก  ก่อนที่จู่ๆมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องจะยิ้มหวานส่งสายตาวิ้งค์ๆเป็นประกายมาให้ผมได้ใจเต้นโครมครามเล่นๆ แล้วก็กลับกลายเป็นแตกโพละ เมื่อมือบางยื่นจอไอโฟนที่กำลังแสดงพิกัดของร้านอะไรบางอย่างมาให้ดู

 

 

 

ไอ้หมอนี่มันยังคิดจะกินอีกรึไง

 

มีหลุมดำอวกาศซ่อนอยู่ในท้องนิ่มๆนั่นใช่มั้ย ตอบมาซะดีๆ!!

 

 

            แต่จนแล้วจนรอดผมก็พาอีกฝ่ายมาที่ร้านจนได้ และตอนนี้มนุษย์ต่างดาวตรงหน้าผมก็กำลังเพลิดเพลินอยู่กับบิงซูที่เป็นเส้นๆอันเป็นเมนูแปลกใหม่ยอดฮิตของคนเกาหลีและนักท่องเที่ยว มือบางบรรจงหั่นเส้นบิงซูสีขาวรสนมตรงหน้าเข้าปากเจ้าตัว  ก่อนจะตักไอศกรีมรสชาเขียวที่อยู่ด้านข้างตามไปติดๆ 

            พวงแก้มสีขาวอมชมพูระเรื่อค่อยๆพองออกดูน่ารักน่าฟัด ยามเจ้าของมันขยับปากเคี้ยวตุ้ยๆด้วยสีหน้ามีความสุขจนผมเผลอยิ้มตามออกมากับภาพที่เห็น   ดวงตากลมโตเหลือบขึ้นมาสบสายตากับผมก่อนที่เจ้าของมันจะรีบหันกลับไปหั่นเส้นบิงซูอย่างพอดีคำมาจ่อที่ริมฝีปากผม

 

            รออะไรล่ะครับ

 

            มีมนุษย์ต่างดาวน่ารักๆมาป้อนให้ถึงปากขนาดนี้ ถ้าไม่กินก็เสียดายแย่

 

           

            เส้นบิงซูนุ่มๆหอมหวานละลายในปาก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคิดว่าไอ้แก้มป่องที่อยู่ตรงหน้านี้ช่างหอมหวานมากกว่าเป็นไหนๆ

 

           

เป็นความหอมหวานที่ผมหวงแหน

 

และอยากครอบครองเป็นเจ้าของตลอดไป

 

 

           

 

            กินของหวานกันเสร็จจนแทบเลี่ยน เราทั้งคู่ก็พากันเดินออกจากร้านในเวลาเกือบทุ่มกว่าๆ กำลังจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่จอดรถก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงใครบางคนร้องทักผมขึ้นมาจากเบื้องหน้า

 

            “อ้าว  คุณมยองซู”

 

            “สวัสดีครับคุณเยจิน”

            ผมเอ่ยทักทนายสาวที่เคยร่วมงานด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะเดินสวนผ่านพวกเราไปแต่กลับเห็นผมเข้าซะก่อน แถมยังปรายตามองไอ้แก้มป่องที่ยืนอยู่ข้างผมแค่แว้บเดียวแล้วทำเป็นไม่สนใจ  ซึ่งมันก็ดีตรงที่ว่าผมจะได้ไม่ต้องมาตอบคำถามอีกฝ่ายให้มากความ เพราะจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้ว เธอคนนี้มีสัยจุกจิกและน่ารำคาญไม่น้อย

 

            “สวัสดีค่ะ  ไม่คิดเลยนะคะว่าจะเจอคุณที่นี่ ได้ข่าวว่าวันหยุดทีไรก็เอาแต่ตัวติดบ้านนี่นา”

           

            ผมเพียงแค่ยิ้มบางๆตามมารยาทให้กับประโยคดังกล่าว แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ หญิงสาวตรงหน้าก็ดึงผมเข้าสู่บทสนทนาที่เกี่ยวกับเรื่องงานรวมไปถึงเรื่องสมัยเรียน  เนื่องจากทั้งผมและอีกฝ่ายจบมาจากสถาบันเดียวกัน แต่เธอเป็นรุ่นพี่ผมหนึ่งปี

           

 

 

 

ทว่า ยืนคุยกันได้สักพัก ผมกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมา

 

 

 

 

 

            ไอ้แก้มป่องมันหายไปไหน!!!

 

           

 

            “เป็นอะไรไปเหรอคะ”  หญิงสาวตรงหน้าถามขึ้นเมื่อเห็นว่าผมแสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างปิดไม่มิด 

 

            “ขอโทษนะครับ ผมคงต้องขอตัวก่อน พอดีคนที่มากับผมเค้าหายไป

 

            “อ๋อ ก็คงจะแวะไปเดินเล่นเองแล้วมั้งคะ”

 

           

 

“หน้าตายังดูเด็กๆอยู่เลย สงสัยคงอยากจะไปเดินเที่ยวเองมากกว่าจะมากับผู้ใหญ่อย่างเราๆ ฉันว่าไหนๆแล้วพวกเราไปต่อกันที่ร้าน

 

“เกรงว่าผมคงจะไปด้วยไม่ได้หรอกครับ ผมต้องรีบไปตามหาเค้า”

 

“เอ๋ ทำไมละคะ ปล่อยๆไปเถอะน่า ไม่เห็นจะต้องไปสนใจอะไรขนาดนั้น

 

“เพราะเค้าสำคัญกับผมที่สุดยังไงล่ะ”

ผมเอ่ยเสียงเข้มเป็นการปิดท้าย ก่อนจะเสียมารยาทรีบเดินแยกออกมาจากหญิงสาวตรงหน้า

 

 

หัวใจของผมร้อนรนไปหมดเสมือนถูกไฟแผดเผา  กังวลเหลือเกินว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับอีกฝ่าย  เสียใจที่ละเลยทั้งๆที่ผมเป็นฝ่ายชวนออกมาเที่ยวด้วยกันแท้ๆ

 

            ผมลองโทรหาอีกฝ่ายอยู่นานสักพักเสียงสัญญาณรอสายทำให้รู้ว่าเจ้าของมันไม่ได้ปิดเครื่อง เพียงแต่ไม่คิดจะรับสายผมเลยสักนิด  ทั้งลองส่งข้อความหรือทักแช็ตไปก็ไม่มีทีท่าว่าจะอ่านหรือตอบกลับมา

 

 

            หายไปอยู่ที่ไหนกันแน่…!

 

ผมพยายามวิ่งตามหาอีกฝ่ายไปทุกซอกซอยในย่านแห่งนี้จนเหงื่อไหลแทบเป็นสายน้ำ สุดท้ายก็กลับมายังที่จอดรถของตัวเองด้วยหัวใจที่อ่อนล้า  แม้จะโกรธที่อีกฝ่ายหายไปดื้อๆ แต่ความรู้สึกผิดและกังวลกลับมีมากกว่าจนแทบกระอักล้นออกมาในใจ 

เมื่อตัดสินใจตั้งสติและใช้ความคิดอย่างจริงจังดูอีกครั้ง ผมจึงลองทักข้อความไปให้พวกพี่ดงอูช่วยหลอกถามข้อมูลมาจากไอ้แก้มป่อง  ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะโกรธผมมากจนไม่คิดจะตอบอะไรกลับมาแน่ๆ  และมันก็ได้ผลเพราะเพียงไม่ถึงห้านาทีพี่ดงอูก็ให้คำตอบกลับมาว่าหมอนั่นอยู่ที่บ้านของผมเองนั่นแหละ

 

 

ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้นายยังปลอดภัย

 

...ยอลลี่ของฉัน

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

 

เพียงไม่นานนักผมก็กลับมาถึงบ้าน หลังจากที่เร่งอัตราความเร็วของรถหรูชนิดที่ไม่เคยคาดคิดว่าในชีวิตนี้จะต้องมาขับรถด้วยความเร็วเสี่ยงตายเช่นนี้  แต่ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพียงเพราะความร้อนใจของผมที่อยากจะขอโทษและปรับความเข้าใจกับมนุษย์ต่างดาวผู้ทำให้ผมสูญเสียความเป็นตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

 

พอก้าวเข้ามาภายในห้องรับแขกก็สัมผัสได้ถึงความเงียบสนิทจนน่าใจหาย  ไม่มีใบหน้าหวานๆกับดวงตาสวยๆทอประกายพร้อมเสียงเจื้อยแจ้วที่คุ้นหู  มีเพียงเจ้าบยอลที่กำลังนั่งฝนเล็บของมันอยู่ที่เดิม มันหันมามองผมแว้บเดียวเท่านั้นก็รีบหันหน้าหนีไปสาละวนอยู่กับแท่นฝนเล็บต่อ และถ้าไม่ได้คิดไปเองผมรู้สึกว่าเจ้าแมวน้อยมันกำลังสะบัดหน้างอนๆใส่ผมอยู่

 

ขี้งอน ขี้น้อยใจเหมือนใครบางคนเลยจริงๆ

 

 

ผมรีบสาวเท้าขึ้นไปยังชั้นสอง ตรงดิ่งไปที่ประตูห้องนอนของอีกฝ่ายก่อนจะพบว่ามันไม่ได้ถูกล็อกเอาไว้ และนั่นทำให้ผมรีบเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็ว

 

กระทั่งภาพของไอ้แก้มป่องที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ผมแทบสติหลุด เมื่อเห็นว่าเจ้าของร่างสูงโปร่งกำลังก้มลงจัดเสื้อผ้าทั้งหลายใส่กระเป๋าใบโต 

 

“ทำอะไรน่ะ!  นั่นนายคิดจะไปไหนห๊ะ”

คำถามของผมไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายหันมาสนใจ  ดวงตากลมโตไม่แม้แต่จะหันมาสบสายตากับผมเสียด้วยซ้ำ  มือบางยังคงขยับเขยื้อนจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าพร้อมกับเอ่ยออกมานิ่งๆ

 

 

“กลับดาวของเรายังไงล่ะ”

           

 

            ….!!!

 

 

 

          ..ว่าไงนะ!!!

 

 

            ร่างกายของผมชาวาบราวกับถูกบางสิ่งซัดสาดเข้าให้อย่างจัง  หัวใจแทบหยุดเต้นก่อนจะค่อยๆสัมผัสได้ถึงความปวดร้าว  รู้ตัวอีกที ผมก็รีบเข้าไปขัดขวางการกระทำของคนตรงหน้าพร้อมกับเอ่ยขึ้นเสียงแข็ง

           

            “ฉันไม่ให้นายไป”

 

            “มยองซูไม่มีสิทธิ์มาห้ามเรากลับบ้านนะ”

            เจ้าของใบหน้าหวานโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ดวงตากลมโตจ้องเขม็งมาที่ผมอย่างเอาเรื่อง ต่อให้ตอนนี้อีกฝ่ายจะสาดซัดพลังร้ายแรงอะไรใส่กันผมก็ยอม

 

            ขอเพียงแค่อีกฝ่ายหายโกรธ

 

          ขอเพียงแค่อีกฝ่ายยังอยู่กับผม

 

 

            “นายโกรธที่ฉันเอาแต่ยืนคุยกับคนอื่นโดยไม่สนใจนายใช่มั้ย

 

           

 

            “ฉันขอโทษ”

 

            “เรามีสิทธิ์โกรธมยองซูเรื่องนี้ด้วยเหรอ”

            เสียงใสตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเศร้า  ดวงตาคู่สวยฉายชัดถึงความหม่นหมองจนหัวใจผมปวดร้าวกับภาพที่เห็น

 

          ความหม่นเศร้าเหล่านี้ไม่เหมาะกับอีกฝ่ายเลยสักนิด

 

          เพราะเจ้าของดวงหน้าหวานตรงหน้าผมคือความสดใสที่เปล่งประกายงดงาม

 

 

            “เราก็เป็นแค่มนุษย์ต่างดาวที่มาขออาศัยอยู่กับมยองซูไปวันๆ เพราะงั้นเราไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอกนะ”

           

            “สำคัญสิ”

            ผมรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  พยายามถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลออกมาผ่านแววตาเพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อใจผม เชื่อในสิ่งที่ผมกำลังจะเปิดใจเอ่ยออกมาให้คนตรงหน้าได้รับรู้

 

            “สำคัญเพราะฉันรักนายไง”

 

            …!!

 

            “เพราะรักก็เลยหวง”

 

           

 

            “เพราะรักก็เลยอยากให้นายอยู่ด้วยกันที่นี่”

 

           

 

            “อย่าไปจากฉันเลยนะ”

 

           

 

 

            “รอให้พูดประโยคพวกนี้ออกมาตั้งนานแน่ะ  คุณอัยการขี้เก๊ก”

             

 

            …!!

           

 

            เสียงใสๆมาพร้อมรอยยิ้มหวานที่ผมสุดแสนจะคิดถึง  ดวงตาที่เคยหม่นเศร้าเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นทอประกายระยิบระยับดุจดวงดาวบนผืนฟ้า 

            สีหน้าท่าทางเหล่านั้นทำเอาผมมึนงงไปชั่วขณะ  ก่อนจะเริ่มจับใจความในประโยคดังกล่าวแล้วเรียบเรียงเรื่องราวในหัวจนทุกอย่างค่อยๆกระจ่างชัดออกมา

 

 

 

          นี่ผมโดนหลอกให้เป็นฝ่ายพูดความรู้สึกออกมาก่อนงั้นสินะ

         

แถมยังพูดออกมาแบบหมดเปลือกเลยด้วย 

         

 

หมดท่าและหมดฟอร์มกันเลยทีเดียว

 

 

            “นาย

 

            “อ๊ะ! แต่เรื่องที่มยองซูไม่สนใจเราเพราะเอาแต่คุยกับสาวอกอึ๋มคนนั้นน่ะ เราโกรธจริงๆนะ”

            ไอ้แก้มป่องรีบขัดขึ้นในจังหวะที่ผมยังไม่ทันจะเอ่ยถามอะไรออกไป  อีกฝ่ายทำหน้ามุ่ยพลางเชิดหน้าใส่ผมอย่างเอาเรื่อง ดูแล้วน่ามันเขี้ยวจนอยากจะพุ่งไปหยิกแก้มแรงๆให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถือว่าเป็นเรื่องดีที่หมอนี่เปิดใจพูดออกมาตรงๆว่าไม่ชอบใจกับการกระทำของผมในเรื่องนี้

 

            “ฉันรู้ตัวน่าว่าทำผิด คราวหลังนายก็ท้วงขึ้นมาได้เลย  ฉันให้สิทธิ์กับนายเต็มที่”

 

           

 

“แต่คงไม่จำเป็นหรอกมั้ง เพราะฉันมั่นใจว่ามันจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก”

 

            “ถ้าเป็นแบบนั้นอีกเราจะทำให้มยองซูกับผู้หญิงพวกนั้นกลายเป็นก้อนอุกกาบาตไปเลย”

            เสียงใสๆเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหมายมั่น  ทว่านัยน์ตาสวยกลับฉายแววขี้แกล้งออกมาให้เห็น ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำได้จริงอย่างที่ขู่รึเปล่า  วันใดวันหนึ่งผมอาจจะกลายเป็นก้อนอุกกาบาต  ขยะอวกาศ  ดาวหาง  หรือแม้กระทั่งน้ำลายเอเลี่ยน  แต่ผมก็ไม่คิดจะสนใจแล้วล่ะ

 

ในเมื่อคิดจะครองรักกับมนุษย์ต่างดาวยอลลี่

 

          ผมก็ต้องกล้าเสี่ยง

 

           

            ซึ่งตอนนี้ผมก็กำลังจะเสี่ยงถามบางอย่างกับอีกฝ่ายออกไป และถ้าคำตอบของหัวใจเราตรงกัน ผมคงจะกลายเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่สิเรียกได้ว่าสุขที่สุดในจักรวาลเลยล่ะ

 

            “นายหลอกให้ฉันพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาแล้ว

           

           

 

            “นายล่ะไอ้แก้มป่อง  รู้สึกยังไงกับฉัน”

            สิ้นประโยคคำถามจริงจังจากผม มนุษย์ต่างดาวหน้าหวานก็ถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ท่าทีนิ่งไปดังกล่าวทำเอาผมถึงกับประหม่าและแอบเหงื่อตกไปตามๆกัน  แม้เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์จะมั่นอกมั่นใจว่าความรู้สึกของเราตรงกัน  แต่ผมก็ยังอยากจะได้ยินชัดๆจากปากของไอ้แก้มป่องนี่อยู่ดี

 

 

            “เรา รู้สึกว่ามยองซูขี้เก๊ก”

 

 

            ว่าไงนะ..!!

 

 

            “จู้จี้”

 

            …!!

 

            “หื่นกาม”

 

            ….!!!

 

            “แล้วหัวใจเราก็เต้นแรงแถมยังรู้สึกดุ๋งๆด้วยล่ะ~

            อีกฝ่ายพูดออกมาพลางเอามือวางทาบลงบนตำแหน่งดวงใจของเจ้าตัว  รอยยิ้มหวานสดใสฉายออกมาให้ผมรู้สึกชื่นใจ  แม้จะไม่รู้ว่าไอ้ความรู้สึกดุ๋งๆนั้นมันหมายถึงอะไรก็เถอะ

 

            “แต่เรามั่นใจนะ ว่าทั้งหมดนี้มันจะต้องเป็นความรู้สึกที่มนุษย์โลกเรียกกันว่ารัก”

 

            ให้ตายเถอะ 

วิญญาณผมเหมือนกำลังจะหลุดลอยออกจากร่างเพราะความฟิน

 

 

            “รักมยองซูน้าาา คุณอัยการขี้เก๊กของยอลลี่~

           

 

            โอเควิญญาณของผมหลุดออกออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว

 

          ลอยขึ้นสู่อวกาศอันไกลโพ้นที่เต็มไปด้วยสีชมพูพาสเทลมุ้งมิ้งยูนิคอร์น

 

            รอยยิ้มหวานๆของคนที่เพิ่งส่งวิ้งค์มาให้ผมอย่างจัง  ประโยคบอกรักที่กระแทกหัวใจ ทำเอาผมใจเต้นรัวแรงซะยิ่งกว่ากลองชุด  มันเหมือนมีคนมาจุดพลุสายรุ้งอยู่รอบกาย  ตามด้วยม้าโพนี่ที่กำลังบินวนเวียนไปมาท่ามกลางสายรุ้ง

 

            สรุปก็คือตอนนี้ผมยิ้มออกมาจนหน้ายับแล้วมั้ง

 

 

            “รู้มั้ยว่านายเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ทำให้ฉันใจเต้นแรงขนาดนี้”

            ผมเป็นฝ่ายเริ่มเอ่ยขึ้นหลังจากที่เพิ่งตั้งสติและหาเสียงของตัวเองจนพบ หลังจากที่เตลิดไปไกลเพราะความสุขและฟินจัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต 

 

            ไอ้แก้มป่องที่ไม่รู้ว่ามายืนประจันหน้าชัดๆกับผมตอนไหน บัดนี้กำลังส่งยิ้มละลายใจมาให้ด้วยแววตาเป็นประกาย  ผมค่อยๆใช้มือเชยดวงหน้าหวานขึ้นมาเพื่อให้สามารถประสานแววตาเข้าด้วยกันอย่างชัดเจน ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกมาอีกครั้ง

 

            “เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ฉันมองว่าน่ารักที่สุดในจักรวาล”

 

           

 

            “และเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ทำให้ฉัน หลงรัก จนถอนตัวไม่ขึ้น”

 

 

 

            “มยองซูเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ทำให้เราหลงรักเหมือนกัน~

           

 

 

            ตอบกลับมาด้วยสีหน้าออดอ้อนกันแบบนี้

 

 

          ต้องพุ่งเข้าฟัดซะให้เข็ด!

 

 

 

            ฟอดดดด!!

 

            “อ๊ะ! มยองซู..ใจเย็นๆก่อนอื้อออ”

            เสียงมนุษย์ต่างดาวตรงหน้าร้องขึ้นอย่างติดขัด เมื่อจู่ๆก็โดนผมรวบตัวเข้ามากอดรัดแทบจมอก ตัวนุ่มนิ่ม หอมๆ  ยิ่งแก้มยุ้ยๆขาวๆเจือสีระเรื่อนี่ก็ยิ่งหอม!  ยิ่งฟัดเท่าไหร่ก็ยิ่งเสพติด  ยิ่งลิ้มลองก็ยิ่งหวงแหน

 

            เพราะทั้งหมดทั้งมวลของอีกฝ่าย

 

ล้วนเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว

           

 

            “อ..อื้มมมม

            ริมฝีปากสีสวยถูกปิดและบดเบียดอย่างร้อนแรง รุกเร้าเข้าไปกวาดชิมความหวานจากภายใน ปลายลิ้นซุกซนของผมพยายามหยอกล้อเกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นนุ่มๆของอีกฝ่าย จนเสียงครางอื้ออึงและเสียงลมหายใจผะแผ่วดังขึ้นภายในห้องนอนฟังดูวาบหวาม

 

            “ด..เดี๋ยวก่อนมยองซู..เราอ๊า!..

            ไอ้แก้มป่องแทบพ่นภาษาออกมาไม่เป็นประโยค ในขณะที่ผมมัวเมาอยู่กับผิวกายนุ่มๆหอมกรุ่นกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ประจำกายของอีกฝ่าย 

 

            ไล้ริมฝีปากมาเรื่อยๆตามซอกคอขาวผ่อง  หัวไหล่มน  ลามมาถึงเนินอกขาวที่เย้ายวนใจให้เร่งกดกลีบปากลงไปสัมผัสและดูดดึงจนเกิดรอยสีช้ำ  แสดงความเป็นเจ้าของเรือนกายนี้  ตีตราจองไอ้แก้มป่องของผมเอาไว้ด้วยรสสัมผัสที่ผมมอบให้

 

            “อ๊ะ!....มยอง....ซูอึก!

           

            ยิ่งได้ฟังเสียงหวานใสเปล่งออกมา  ผมเองก็ยิ่งย่ามใจ  ฝ่ามือของผมเลื่อนจากเอวบางและค่อยๆขยับสอดเข้าไปในชายเสื้อสีขาวของอีกฝ่าย  ปากก็ทำหน้าที่ตีตราจองอยู่บนเนินอกสวยได้รูป  ผิวกายนุ่มละเอียดลื่นมือที่อยู่ในร่มผ้าของไอ้แก้มป่องชวนให้อารมณ์ของผมยิ่งโหมกระพือ

 

            ปลายนิ้วยาวๆลูบสัมผัสไปตามหน้าท้องนิ่มที่กำลังหดตัวเกร็งเพราะความสยิวของเจ้าตัว  ลากฝ่ามือไล้มาตามชายโครง ก่อนจะค่อยๆเลื่อนไปหมายจะหยอกเย้ากับยอดอกของอีกฝ่าย

 

 

            พลั่กกกก!!

 

 

            “อั่กกก!

 

            “เคยบอกแล้วไงว่ามยองซูไม่ได้แอ้มเวอร์จิ้นเราง่ายๆหรอก!  แบร่!!

 

            ไอ้แก้มป่องที่เคยเคลิบเคลิ้มอยู่กับสัมผัสของผมเมื่อครู่ตะโกนออกมาลั่น ก่อนจะแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ผมด้วยสีหน้ายิ้มๆแล้วรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กเปิดประตูออกจากห้องไป

            ทิ้งให้ผมนั่งทรุดตัวกองอยู่กับพื้นห้องอย่างหมดสภาพ หลังจากเจอฝ่ามือมนุษย์ต่างดาวออกแรงผลักจนล้มก้นจ้ำเบ้า  ผมส่ายหัวนิดๆให้กับสภาพของตัวเองรวมไปถึงอาการหวงตัวของอีกฝ่ายที่ดูยังไงก็ยังคงเป็นมนุษย์ต่างดาวขี้ยั่วอยู่ดี

 

 

           

 

            วันนี้จะปล่อยให้ไอ้มนุษย์ต่างดาวน่าฟัดนั่นมันได้ใจไปก่อน

 

 

แต่ขอสัญญาด้วยเกียรติของคิมมยองซูเลยว่า

 

 

 

            คราวหน้าไอ้แก้มป่องมันไม่รอดแน่!!

 

.

.

.

.

.

.

.

.

 

_____TBC_____

 







Talk:
# มาสัญญงสัญญาอะไรแบบนี้ไม่เอาน่ามยองซู  สงสารยอลลี่หน่อยเถอะ  นี่ฟิคใสๆนะ จะมาทำตัวหื่นแบบนี้ได้ยังไงฮึ! ถึงจะใจตรงกันแล้วก็เถอะ จะมาแอ้มกันง่ายๆแบบนี้ได้ยังงายยยย~
# อีก 3 ตอน ก็จะจบลงแล้วสำหรับฟิคเรื่องนี้  มาลุ้นกันว่ามนุษย์ต่างดาวหน้าหวานจะรอดปากเหยี่ยวปากกาและปากคุณอัยการไปจนจบเรื่องรึเปล่า 55555555555555555

 

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

65 ความคิดเห็น

  1. #62 บบตพ ♡ (@twentynoey) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 00:13
    ร้ายนะเราอ่ะ 55555555555555
    #62
    0
  2. #38 민트아 (@Mint_Micky_sj) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:25
    วรั้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แม่จะตีหนูน้องยอล ผลักมยองทำไม 555555555
    #38
    0
  3. #37 MyungYeol Love Love (@pla-benchawan13) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:47
    อ้าาาาาา
    คลาวหน้ายอลลี่ไม่รอดเเล้วนะ !!
    #37
    0
  4. #36 justlikeyeol (@justlikeyeol) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:02
    ยัยมานุดต่างดาวขี้ยั่ววววว
    มาให้ตีก้นเดี๋ยวนี้เลยยย
    #36
    0
  5. #35 RabbitJJong (@kukeng0126) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:33
    คิดว่าไม่น่ารอดอะ ถ้าดื้อขนาดนี้5555
    #35
    0
  6. #34 190642 (@190642) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:27
    หวาาาานึกว่าจะมีncซะและ ตอนนี้น่ารักจัง
    รอตอนต่อๆไปนะค่ะไรท์สู้ๆ
    #34
    0