[FIC INFINITE] Star Child : MyungYeol (End)

ตอนที่ 4 : (A)ttack

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 พ.ย. 60



[ Star Child ] : (A)ttack

_______________________________

 

 

 

 


            ผมใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ต่างดาวมาได้หนึ่งอาทิตย์ และมันก็ค่อนข้างโอเคไม่สิ เรียกว่าดีมากเลยต่างหาก เพราะบ้านหลังใหญ่ที่เคยมีเพียงแค่ผมกับเจ้าบยอลผู้เงียบสงบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสดใสจากเสียงเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะจากมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องผู้เปล่งประกายราวกับดวงดาวบนผืนฟ้า

 

            เจ้ามนุษย์ต่างดาวยอลลี่ปรับตัวกับการใช้ชีวิตที่นี่ได้รวดเร็วจนน่าทึ่ง แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดจะปล่อยให้หมอนั่นออกไปไหนมาคนเดียวอีกเด็ดขาด  ผมสอนให้ไอ้แก้มป่องนั่นรู้จักทำอาหารกินเองแบบง่ายๆ อย่างต้มรามยอนสำเร็จรูปใส่ไข่  ทำบิบิมบับ  แล้วก็ยังสอนวิธีการให้อาหารเจ้าบยอล หรืองานบ้านอย่างง่ายอย่างการตากผ้า พับผ้า การใช้เครื่องซักผ้า และเครื่องล้างจาน  หมอนั่นเรียนรู้ได้ไวถึงแม้ว่าจะชอบถามนู่นถามนี่ด้วยคำถามประหลาดๆ แต่เอาเป็นว่าผมสามารถปล่อยให้เขาอยู่ที่บ้านกับเจ้าบยอลได้อย่างสบายใจในวันที่ผมต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้ายันเย็น 

 

            คงอยากจะเห็นกันสินะว่าเวลามนุษย์ต่างดาวทำกับข้าวหรือทำงานบ้านอย่างที่ผมพูดมานั้นเป็นยังไง แต่ผมไม่เล่าหรอกครับ บางอย่างมันก็ควรจะเก็บเป็นเรื่องส่วนตัวของผมกับเจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องนี่บ้าง  เอาไว้ถ้ามีโอกาส พวกคุณคงจะได้เห็นมันเอง

 

            แต่ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกปวดตาขึ้นมานิดหน่อย คงเพราะนั่งทำงานอยู่กับกองเอกสารและหน้าจอแม็คบุ๊คมาตั้งแต่เช้าจนตอนนี้ก็เกือบบ่ายสองเข้าไปแล้ว  เมื่อเช้านี้มีคุณป้าแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดและจัดเตรียมทั้งมื้อเช้าและมื้อเที่ยงเอาไว้ให้พวกผมก่อนจะกลับออกไป  เธอแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่ามีสมาชิกใหม่อยู่ภายในบ้านนอกจากผมและเจ้าบยอล ซึ่งผมก็เพียงแค่บอกเธอไปว่าหมอนั่นเป็นเพื่อนของผมและจะเข้ามาพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่นี่ ก่อนจะกำชับให้เจ้ามนุษย์ต่างดาวห้ามไปซุกซนกับคุณป้าแม่บ้านในขณะที่เธอกำลังทำความสะอาด

 

            ผมละสายตาจากงาน  ตัดสินใจลุกออกจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่แล้วเดินออกจากห้องนอนโดยมีจุดประสงค์เพื่อลงมาสูดอากาศที่สวนดอกไม้ภายในบ้าน  ในขณะที่เดินลงมาถึงห้องรับแขกก็เห็นเจ้าบยอลนอนหลับอุตุอยู่บนโซฟาตัวโปรดของมัน  นึกแปลกใจที่อีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตไม่ได้อยู่ด้วยกันที่นี่อย่างที่คิดไว้

 

            ไปเล่นซนอยู่ที่ไหนอีกล่ะ?

 

 

 

            ก้าวขามาถึงสวนดอกไม้เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์และรับแสงแดดอันเจิดจ้าได้ไม่นาน  เสียงตะโกนกู่ร้องของสิ่งมีชีวิตแก้มป่องที่ผมคิดจะเดินตามหาในตอนแรกก็ดังขึ้น

 

 

            “อ๊ากกกกกก!!!

 

           

            เกิดอะไรขึ้น..!

 

            “ช่วยด้วยยย!

            เจ้าของเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือจากผมกำลังวิ่งพรวดออกมาจากแปลงดอกไม้ที่อยู่ภายในสวน  สีหน้าตื่นๆและแววตาหวาดหวั่นของอีกฝ่ายทำให้ผมถึงกับใจหายวาบจนต้องรีบวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ

 

            “ยอลลี่!!

 

            “แอลช่วยเราด้วยยย”

 

            “เกิดอะไรขึ้น!

            ผมถามออกไปในขณะที่ไล่สายตาสำรวจสิ่งผิดปกติแล้วไม่พบว่าอีกฝ่ายมีบาดแผลใดๆ  รอบๆตัวก็ไม่ได้มีผู้บุกรุกคนไหนบุกเข้ามาทำร้ายอีกฝ่ายอย่างที่นึกหวั่นในตอนแรก  มีเพียงแค่มนุษย์ต่างดาวตากลมที่ยังเอาแต่ตะโกนร้องไม่หยุดแถมยังเอาแต่วิ่งวนไปมาอยู่รอบตัวผม จนผมได้แต่หันซ้ายหันขวามองตามแทบตาลาย

 

            “ช..ช่วยเราด้วย! เจ้านั่นมันไล่ตามเรามา  ฮืออออ”

            คำพูดดังกล่าวทำให้ผมเริ่มสังเกตรายละเอียดรอบตัวของอีกฝ่ายมากขึ้น ก่อนจะเห็นว่าในมือข้างหนึ่งของไอ้แก้มป่องกำลังถือโดนัทกาแล็กซี่ของร้าน Delight&Co จากพี่ที่ทำงานผมที่เพิ่งซื้อมาฝากกล่องนึงหลังกลับมาจากแทกู 

 

            แต่ผมว่าสาเหตุที่ทำให้เจ้าหมอนี่เอาแต่ร้องโวยวายไม่หยุด  น่าจะเป็นเพราะผึ้งตัวเล็กๆตัวนึงที่กำลังบินตามขนมโดนัทอยู่ไม่ห่างนั่นแหละ!

 

 

            เป็นถึงมนุษย์ต่างดาว 

แต่กลับกลัวสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆอย่างผึ้งเนี่ยนะ?

 

           

“ก็แค่ผึ้งเท่านั้นแหละน่า นายอยู่เฉยๆเดี๋ยวมันก็บินหนีไปเอง”

            ผมพูดออกมาเนิบๆหลังจากลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายร้ายแรงอะไร

 

            แต่ดูเหมือนว่าเจ้ามนุษย์ต่างดาวนี่คงจะไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับผม

 

 

            “ถ..ถ้าอยู่เฉยๆมันก็บินมาจิ้มๆแล้วเอาพิษใส่เราสิ!  เรารู้นะ เราศึกษามา!

 

 

            เค้าเรียกว่าต่อยแล้วฝังเหล็กในต่างหาก  =___=

 

          ศึกษามายังไงแค่พูดออกมายังมั่วเลย

 

 

            “ฮึ่ย! ออกไปนะเจ้าแมลงตูดลายคิดจะจู่โจมเราเหรออ๊ากก! กลัวแล้ววว”

            ไอ้แก้มป่องพยายามต่อสู้กับผึ้งน้อยผ่านทางวาจา แต่สุดท้ายกลับแพ้ราบคาบเมื่อเจ้าแมลงตัวเล็กกระจิดทำท่าจะบินโฉบพุ่งเข้าใส่เจ้าตัวด้วยความว่องไว 

 

            ผมที่ยืนมองเหตุการณ์ดังกล่าวนิ่งๆก็เห็นสายตาตัดพ้อของอีกฝ่ายที่ส่งมาให้  หมอนี่กำลังมองมาราวกับว่าผมเป็นมนุษย์ผู้ใจจืดใจดำเอาแต่นิ่งดูดายไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จะให้ผมใช้พลังเลเซอร์พุ่งใส่เจ้าผึ้งน้อยนั่นรึไงกันผมเป็นแค่คนธรรมดานะ ทำแบบนั้นได้ที่ไหน

 

            “วิ่งมาหาฉันนี่มา”

            สุดท้ายผมจึงตัดสินใจใช้วิธีที่น่าจะได้ผลมากที่สุดทำหรับมนุษย์โลกแสนธรรมดา และสัตว์จำพวกแมลงอย่างผึ้ง

            ทันทีที่อีกฝ่ายได้ยินคำแนะนำจากผม ร่างสูงโปร่งของมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องที่เอาแต่วิ่งวนไปมารอบตัวผมอยู่ในคราแรกก็เบนเส้นทางมาหาผม ก่อนจะ

           

            “อั่กกก!” 

พุ่งเข้ามาในอ้อมกอดของผมซะเต็มแรง จนผมต้องเผลอร้องออกมาเพราะความจุก

 

            เจ้าของผิวกายนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆที่ซุกอยู่ในอ้อมกอดผมขยับตัวไปมาราวกับกำลังวิตกว่าเจ้าผึ้งน้อยนั่นจะทำอันตรายตน  ผมจึงต้องพยายามปลอบด้วยการลูบแผ่นหลังบางอยู่สองสามทีแล้วกระซิบข้างหูอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจังเล็กน้อย

 

            “อยู่นิ่งๆ” 

 

            ไอ้แก้มป่องยอมทำตามอย่างว่าง่าย  และด้วยความใกล้ชิดแนบสนิทกันเป็นครั้งแรกนี้เองที่ทำให้ผมสามารถสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจของคนตรงหน้าซึ่งกำลังเต้นตึกตักอยู่ใกล้ๆกับแผ่นอกของผมที่จู่ๆเจ้าหัวใจที่อยู่ในอกซ้ายก็ถึงกับเต้นแรงขึ้นมาไม่แพ้กัน

 

 

            ผมไม่ได้กลัวผึ้งเหมือนไอ้แก้มป่องนี่สักหน่อย

          แต่สาเหตุที่หัวใจผมเต้นรัวหลังจากที่ได้แนบชิดกับอีกฝ่าย

มันหมายความว่ายังไงกัน

 

 

นิ่งค้างอยู่ในท่าดังกล่าวเพียงชั่วครู่เจ้าของร่างกายนุ่มนิ่มในอ้อมกอดผมก็ค่อยๆขยับตัวแล้วผินดวงหน้าหวานมาเหลือบมองผึ้งตัวน้อยที่กำลังบินเข้ามาดอมดมโดนัทกาแล็กซี่ในมือซ้ายของอีกฝ่าย  พอมันรู้ว่าความหวานของโดนัทสีสวยนั้นไม่ได้มาจากเกสรดอกไม้อย่างที่มันถูกใจ  มันก็บินจากไปอย่างไม่ไยดี

 

 

            “ม..มันหนีไปไหนแล้วอ่ะ”

            เสียงตะกุกตะกักจากเจ้าของใบหน้าหวานที่กำลังแสดงแววตาอึ้งๆปนสงสัยนั้นดังขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้าผึ้งน้อยบินออกไปจนพ้นระยะสายตา  เรือนกายที่ดูสูงโปร่งกว่าผมเล็กน้อยค่อยๆขยับตัวออกจากอ้อมกอดของผมที่ยอมคลายออกให้แม้จะแอบนึกเสียดายอยู่ในใจ

 

            ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสลัดความคิดและอารมณ์ฟุ้งซ่านของตัวเองให้หลุดไป ก่อนจะหันมายืนกอดอกมองคนตรงหน้าซึ่งพอเห็นว่าตัวเองปลอดภัยแล้วก็หันมางับกินโดนัทในมือของตัวเองต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน  แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอทำตัวมีสาระเพื่อให้ความรู้กับเจ้ามนุษย์ต่างดาวนี่ซักหน่อยเถอะ

 

            “มันไม่ทำร้ายเราหรอกถ้าไม่ไปทำร้ายมันก่อน  แล้วที่มันบินตามก็คงเป็นเพราะได้กลิ่นหวานๆจากโดนัทในมือนายไง”

            ประโยคดังกล่าวของผมทำให้เจ้ามนุษย์ต่างดาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ารีบยัดโดนัทเข้าปากอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ากลัวเจ้าผึ้งน้อยนั่นจะบินกลับมาแย่งขนมอีกฝ่ายไปอีกอย่างนั้นแหละ 

แก้มกลมๆยุ้ยๆที่พองออกสองข้างเพราะภายในถูกอัดแน่นไปด้วยโดนัทนั้นทำให้อีกฝ่ายดูน่ารักน่าฟัดจนผมมือไม้สั่น อยากจะยื่นมือไปบีบไอ้แก้มพองๆฟูๆนั่นให้หายหมั่นเขี้ยว  เจ้าของดวงตากลมโตแป๋วแหววรีบเคี้ยวโดนัทในปากตัวเองไวๆแล้วพยายามพูดออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึง

 

            “งั้นทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ นายเลี้ยงไว้เหรอแอล!

 

 

            มโนไปไกลอีกแล้วนะไอ้นี่!

 

 

            “ฉันไม่ได้เลี้ยงหรอกน่า  ผึ้งมันก็บินไปทั่วนั่นแหละ”

 

            “

 

“สงสัยแปลงดอกไม้บ้านฉันคงมีน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่ถูกใจมันมั้ง ก็เลยแวะมา”

           

            “ถ้างั้นเอาคุณดอกไม้ในแปลงพวกนั้นออกไปทิ้งให้หมดเลยดีมั้ย เรากลัวผึ้งอ้ะ!

มนุษย์ต่างดาวผู้กลัวผึ้งพูดออกมาด้วยสีหน้าบูดบึ้งเหมือนเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ  แล้วอะไรคือการเรียกดอกไม้ซะมุ้งมิ้งเชียว  แต่เอาวะ!  คุณดอกไม้ก็คุณดอกไม้!

 

            “แล้วนายไม่สงสารคุณดอกไม้รึไง” 

            ผมถามกลับในขณะที่ตีหน้าขรึม ส่วนอีกฝ่ายก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปทำตาละห้อยใส่แปลงดอกไม้ที่อยู่ใกล้ๆแล้วจึงหันมาตอบอุบอิบกับผม

 

            “ก..ก็สงสาร  คุณดอกไม้ที่นี่สวยมากเลย ไม่เคยเห็นที่ดาวของเราด้วย”

           

            “

 

            “แต่เราก็สงสารตัวเอง  เพราะเรากลัวเจ้าผึ้งนั่น”

            เสียงอ่อยๆของไอ้แก้มป่องที่กำลังทำสีหน้าสับสนลังเลกับความคิดของเจ้าตัวทำให้ผมได้แต่ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

 

          ความจริงแล้วคนที่น่าสงสารที่สุดน่ะคือฉันต่างหาก

 

            “เอาล่ะ  เข้ามาในบ้านได้แล้วนายน่ะ  ตอนนี้แดดเริ่มแรงแล้ว”

            ผมเป็นฝ่ายเอ่ยตัดบทเมื่อรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิรอบตัวเริ่มสูงขึ้นแถมแสงแดดในช่วงบ่ายแบบนี้อาจทำให้ผิวขาวๆของเจ้ามนุษย์ต่างดาวคล้ำเสียได้  ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับคำสั่งนั้นอย่างว่าง่ายจนผมยิ้มบางๆออกมาด้วยความพอใจ ก่อนจะหันหลังเดินนำกลับเข้าไปในตัวบ้าน

           

 

แต่ถึงอย่างนั้น

เสียงเจื้อยแจ้วที่มาพร้อมคำถามของมนุษย์ต่างดาวขี้สงสัยก็ยังคงดังตามมาไม่เลิก

 

 

            “สรุปว่าแอลจะเอาคุณดอกไม้ไปทิ้งมั้ย~

 

 

            “ไม่ทิ้งเฟ้ย!

 

           

.

.

.

.

.

.

.

.

.          

……
……………

 

            พอกลับเข้ามาในห้องรับแขกไม่ทันไร เจ้ามนุษย์ต่างดาวแสนซนก็เดินดุ่มๆไปกวนเจ้าบยอลที่ดูเหมือนมันกำลังทำสีหน้ารำคาญเพราะอยากนอนเต็มทน  ผมได้แต่ยิ้มขำๆกับภาพที่เห็นก่อนจะต้องชะงักเพราะแรงสั่นเตือนจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง

 

            ผมเดินแยกออกมาจากโซนห้องรับแขกเล็กน้อยเพื่อรับสายจากร้อยตำรวจเอกอีโฮวอนซึ่งโทรมาประสานงานเรื่องความคืบหน้าของคดีที่พวกเรากำลังหัวหมุนกันอยู่   พวกเราเราคุยกันเรื่องหลักฐานต่างๆ รวมไปถึงผลชันสูตรที่ส่งมาจากคุณหมอคิมซองกยู แพทย์ฝ่ายนิติเวชฝีมือดีที่ทางเราทำงานร่วมกันมานาน

 

คุยกับปลายสายจบก็รู้สึกได้ว่าอารมณ์เคร่งเครียดของตัวเองเริ่มกลับมาเหมือนทุกครั้งที่ทำงาน ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะเดินไปคุยเล่นกับเจ้ามนุษย์ต่างดาวผู้แสนเปล่งประกายนั่นสักหน่อยให้สดชื่นขึ้น   ซึ่งพอเดินกลับมาที่ห้องรับแขกผมก็เจออีกฝ่ายกำลังยืนสำรวจรูบิกสองลูกที่ผมเพิ่งเอามาวางตกแต่งไว้บนตู้กระจกใสในโซนห้องรับแขก

 

            “สนใจรึไง”

            ผมถามขึ้นนิ่งๆ แล้วยืนกอดอกมองดูคนตรงหน้ากำลังใช้ดวงตากลมโตใสแจ๋วเป็นประกายของเจ้าตัวเพ่งมองวัตถุทรงลูกบาศก์สี่เหลี่ยมทั้งหกสีหกด้าน  เสียงเจื้อยแจ้วรัวคำถามใส่ผมโดยที่ไม่คิดจะละสายตาจากสิ่งนั้นมามองหน้าผมสักนิด

 

            “มันคืออะไรเหรอแอล มีหลายสีเลย เราขอลองจับได้มั้ย? แล้วมันจะกัดเรามั้ยอ่ะ?

 

            “มันเรียกว่ารูบิกน่ะ  มันไม่กัดนายหรอกเพราะมันเป็นของเล่นสำหรับ

 

            “ของเล่นเหรอ!!!

 

            เสียงตะโกนตื่นเต้นดีใจของไอ้แก้มป่องทำให้เจ้าบยอลที่นอนอยู่บนโซฟาใกล้ๆกันถึงกับสะดุ้ง  ส่วนผมที่ก่อนหน้านี้ยังอธิบายไม่ทันจบประโยคดีก็โดนขัดขึ้นมาจึงเริ่มอธิบายต่ออีกครั้งตามประสานักกฎหมายที่ชอบพูดอะไรให้อีกฝ่ายเข้าใจอย่างชัดแจ้ง

 

            “ใช่  มันเป็นของเล่นที่ต้องใช้สมาธิแล้วก็สมองน่ะ”

 

            “เราอยากเล่น!  เราขอเล่นเจ้ารูบิ๊กนะแอล~

 

 

            ดูท่าทางก็รู้ว่าคงจะต้องขอเล่นแหงๆ

 

แต่อย่างน้อยก่อนจะเล่นก็ช่วยออกเสียงให้มันถูกต้องก่อนเถอะ

 

 

            “รูบิก  ไม่ใช่รูบิ๊ก”

 

            “นั่นแหละๆ  เราอยากเล่นอ่ะ ดูสิ มีแต่สีสดๆ ซ้วยสวยยย”

            ผมยืนมองมนุษย์ต่างดาวที่กำลังกระโดดโหยงๆทำตาเป็นประกายใส่รูบิกที่ว่า แถมยังส่งเสียงเจื้อยแจ้วเพื่อออดอ้อนผมอีกต่างหาก   ผมเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร  แค่ของเล่นทำไมจะแบ่งให้เล่นไม่ได้  แต่ผมมีข้อสงสัยบางอย่าง นั่นก็คือ

 

            “นายเล่นเป็นรึไง?

 

            และผมก็ได้รับคำตอบเป็นอวัจนภาษาด้วยการที่อีกฝ่ายส่ายหัวไปมาสามสี่ครั้งจนผมเส้นเล็กๆนั้นเด้งไปมาแทบไม่เป็นทรง แก้มฟูๆทั้งสองข้างสั่นน้อยๆเพราะแรงขยับ  น่าบีบขย้ำเหลือเกิน แต่ต้องอดทนไว้แล้วพยายามเก๊กสีหน้าขรึมดังเดิม

 

            ผมเดินไปหยิบเจ้ารูบิกสองลูกที่ว่านั่นลงมาจากตู้กระจกใส  ความจริงผมเองก็เคยเล่นมานานแล้วล่ะ  แต่อันเก่ามันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ สงสัยเก็บไว้ในลังที่ไหนสักแห่งในบ้านนี้แหละ สุดท้ายเลยต้องซื้อเข้ามาใหม่เพื่อเอาไว้ตกแต่งบ้าน

 

            รูบิกในมือลูกหนึ่งถูกผมยื่นส่งไปให้อีกฝ่ายซึ่งรับไปถือไว้ในมือด้วยสีหน้าปลาบปลื้มและมองมันตาเป็นประกายราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าซึ่งท่าทีดังกล่าวมันทำให้ผมแอบรู้สึกขำเล็กน้อย  สุดท้ายก็ได้แต่พยายามตั้งสติก่อนจะหันกลับมายังรูบิกอีกลูกที่อยู่ในมือแล้วเริ่มต้นอธิบายวิธีเล่นอย่างคร่าวๆให้อีกฝ่ายเข้าใจ

 

            “วิธีเล่นก็คือ

ในขณะที่ผมเริ่มต้นพูด ไอ้แก้มป่องก็ค่อยๆขยับชะโงกหน้าเข้ามาใกล้  ดวงตากลมโตจ้องมองดูผมใช้มือหมุนๆบิดๆสลับสีของมันมั่วๆเพื่อให้เจ้ารูบิกอยู่ในสภาพแบบสุ่ม

 

            “ก็แค่ทำให้มันกลับมาเป็นสีเดียวกันแบบเดิมให้ครบทุกด้าน  แค่นั้นแหละ”

 

            มนุษย์ต่างดาวผู้ไม่เคยพบเห็นรูบิกมาก่อนในชีวิต หลังจากที่ได้ฟังวิธีการเล่นของมันก็ถึงกับตาโตขึ้นมา ก่อนที่จู่ๆจะขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วถามข้อสงสัยออกมาตามนิสัยของเจ้าตัว

           

            “แล้วถ้าทำกลับเหมือนเดิมไม่ได้ล่ะ?

 

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ไง  หมายความว่านายก็แก้ปัญหาของมันไม่สำเร็จ”

            เคยได้ยินเด็กบางคนคุยกันว่าทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่สำเร็จ สุดท้ายก็ได้แต่ทิ้งเอาไว้แบบนั้นด้วยสภาพสลับสีมั่วๆอย่างนั้นนั่นแหละ

 

            “แล้วแอลเคยทำได้มั้ย?

 

            “ทำได้สิ”

            ผมตอบออกไปด้วยสีหน้าภูมิใจ ส่วนคนฟังก็ถึงกับยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี แล้วแสดงสีหน้ามั่นอกมั่นใจออกมาพร้อมคำพูดที่ทำเอาผมถึงกับชะงัก

           

            “งั้นถ้าคนอย่างแอลทำได้เราก็ต้องทำได้”

 

 

            หมายความว่าไง!   คนอย่างฉันนี่มันทำไมห๊ะ!!

 

 

            “ครับๆ คนเก่ง  เก่งที่สุดในจักรวาล”

 

เก่งที่ป่วนฉันได้ตลอดเหลือเกิน  ไอ้ตัวยุ่งเอ๊ย!

 

 

 

            “มีสองอันพอดีเลย งั้นมาแข่งกันเถอะแอล!

           

            นี่ผมกำลังโดนมนุษย์ต่างดาวท้าแข่งรูบิกอยู่ใช่มั้ย  แล้วไอ้สีหน้ามั่นอกมั่นใจนี่มันอะไรกัน  ยิ่งพอเห็นว่าผมเอาแต่เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าคล้ายกับกำลังสงสัย อีกฝ่ายก็ใจดียอมเฉลยออกมาด้วยเสียงเจื้อยแจ้วดังเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือรอยยิ้มหวานที่ส่งมาออดอ้อนจนหัวใจของคนถูกอ้อนเต้นแรงชนิดที่แทบจะทะลุออกมานอกอก

 

            “ใครทำเสร็จก่อน คนนั้นชนะไง!

 

            “ทำไมฉันต้องมานั่งแข่งอะไรแบบนี้กับนายด้วยเนี่ย”

            ขอเล่นตัวสักหน่อย  ตีสีหน้าขรึมๆเข้าไว้  ดูซิว่าไอ้แก้มป่องนี่มันจะสรรหาวิธีมาอ้อนกันยังไงอีก

 

            “นะๆๆๆ แอล~

 

           

 

            “คนแพ้ต้องโดนลงโทษยังไงล่ะ”

 

            และแล้วข้อเสนอดังกล่าวที่มาพร้อมกับรอยยิ้มหวานของอีกฝ่ายก็ทำให้ผมถึงกับชะงัก  ข้อเสนอที่ฟังดูเข้าท่าและน่าสนใจแบบนี้ ใครจะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆล่ะ

 

            “เอางั้นเหรอ?

            ผมหรี่ตาถามออกไปนิ่งๆให้แน่ใจ และมนุษย์ต่างดาวตรงหน้าผมก็รีบพยักหน้ารัวๆกลับมาให้เป็นการยืนยันคำตอบ

           

            “อื้อ!

 

            “โอเค  งั้นก็ตามนั้น”

 

 

 

            การแข่งรูบิกระหว่างมนุษย์ธรรมดาๆ กับมนุษย์ต่างดาวแก้มป่อง

         

คิดว่าใครกันล่ะที่จะชนะ

 

 

 

 

 

            โซฟาตัวยาวสีเข้มภายในห้องรับแขกถูกจับจองโดยผมและมนุษย์ต่างดาวแก้มยุ้ย  ส่วนเจ้าบยอลผู้น่าสงสารถูกเนรเทศออกไปนอนหมอบอยู่กับพื้นพรมนิ่มๆหน้าทีวีแทน 

 

            พวกเราสลับรูบิกกันเพื่อนำมาหมุนเรียงสีมั่วๆจนพอใจแล้วจึงยื่นมันคืนให้อีกฝ่าย  ดวงหน้าหวานฉายแววมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังจนผมแอบนึกขำในใจ  และไม่นานนักไอ้แก้มป่องก็เป็นฝ่ายส่งเสียงเพื่อให้สัญญาณ

 

           

            “โอเค  เริ่ม!

 

 

            แครกแครกกแครกกก

 

 

            “เอเริ่มจากด้านไหนก่อนดีน้า  งั้นเอาคุณสีเหลืองก่อนแล้วกันเนาะ”

            เสียงหวานใสที่ดังขึ้นระหว่างการแข่งทำให้ผมที่กำลังตั้งใจบิดๆหมุนๆอย่างใจเย็นอยู่ด้านข้างอีกฝ่ายแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่   นั่งฟังเสียงงุ้งงิ้งสลับกับเสียงครืดคราดจากการบิดรูบิกของเราทั้งคู่ได้ไม่นาน น้ำเสียงงุ้งงิ้งที่เคยมีก็กลับกลายเป็นน้ำเสียงที่เริ่มฉุนเฉียวแทน

 

 

            “ย๊า! ทำไมมันยากแบบนี้ล่ะ เคลื่อนไปหมดเลย!...

 

 

 

          กึก!

 

 

          “เสร็จแล้ว”

 

 

            “ห๊ะ!!

            คนข้างๆผมร้องออกมาเสียงหลง  ดวงตากลมโตเบิกกว้างและแทบจะอ้าปากค้างเมื่อเจ้าตัวเห็นว่าผมวางรูบิกที่แก้เสร็จเรียบร้อยแล้วลงกับโต๊ะกระจกใสตรงหน้า แถมยังยักคิ้วส่งไปให้อย่างสะใจ

 

            “ท..ทำไมเสร็จไวล่ะ  โกงกันใช่มั้ยแอล”

            คนแพ้ที่ยังหมุนรูบิกในมือของตัวเองไม่ครบสักหน้าเริ่มพาลขึ้นมาด้วยสีหน้ามุ่ยๆ  ผมมองคนตรงหน้าอย่างอ่อนใจแล้วก็ได้แต่พูดความจริงออกไปด้วยสีหน้านิ่งๆ

 

            “โกงที่ไหน  ฉันก็นั่งเล่นอยู่กับนายไม่ใช่เหรอ”

           

            “ไม่จริง!  เราไม่ยอม!  ต้องแข่งใหม่!

            อีกฝ่ายยังคงหน้ามุ่ยแล้วเถียงหลับมาอย่างดื้อดึงราวกับไม่ยอมรับความสามารถของผม  ทำไมกัน การที่คนอย่างผมจะบิดรูบิกชนะหมอนี่แล้วมันแปลกตรงไหนเหรอ  อย่าลืมสิว่าผมเคยเล่นมันมาก่อนอีกนะ

 

            “โอเคๆ ตามใจ จะแข่งอีกรอบก็แล้วแต่”

            สุดท้ายผมก็ต้องยอมแพ้ต่อสายตาดื้อดึงของไอ้แก้มป่องนี่จนได้ มันน่าจับมาตีก้นซะให้เข็ด มีอย่างที่ไหนพอแพ้แล้วก็ไม่รู้จักยอมรับความจริง  สงสัยหลังจากนี้คงต้องลงโทษกันสักหน่อยแล้วล่ะ

 

            “เอามานี่เลยแอล  เราจะบิดมั่วๆให้เอง”

มือบางคว้ารูบิกที่ผมแก้เสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะตรงหน้ามาถือไว้อย่างขัดใจ  ดวงตากลมโตจ้องมองผมอย่างไม่ไว้ใจก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาบิดสุ่มสลับสีมั่วๆแล้วจึงส่งคืนมาให้  มองดูแล้วมันแทบจะไม่มีสีไหนอยู่ใกล้ชิดติดกันเลย เรียกได้ว่าสลับจนเละตุ้มเป๊ะไปหมด  แต่พอผมยื่นมือจะไปเอาของอีกฝ่ายมาบิดสลับให้บ้างเจ้าตัวก็ไม่ยอม แถมยังส่งสายตาดุๆเหมือนลูกแมวกำลังขู่มาให้อีกต่างหาก

 

ใครกันแน่วะเนี่ยที่ขี้โกง…!

 

 

            “เอาใหม่นะ  เริ่ม!

            สิ้นเสียงกล่าวส่งสัญญาณจากคนด้านข้าง ผมก็ค่อยๆหมุนรูบิกของตัวเองอย่างใจเย็นเช่นเคย

 

            “ย๊า!  ทำไมมันยากแบบนี้ล่ะ!

            ผิดกับอีกฝ่ายที่ส่งเสียงโวยวายขึ้นมาเหมือนเด็กๆจนเจ้าบยอลที่นอนอยู่หน้าทีวีถึงกับลุกขึ้นเดินหนีไปนอนที่อื่นไกลๆเพื่อตัดรำคาญ

 

เดี๋ยวปั๊ดแกะออกทีละชิ้นแล้วประกอบเรียงสีใหม่ซะดีมั้ย!

           

 

           

            กึก!

 

            “เสร็จแล้ว”

 

           

            แน่นอนว่าผู้ชนะย่อมเป็นคิมมยองซูคนนี้อยู่วันยันค่ำ ต่อให้แข่งอีกสักร้อยรอบผมก็มั่นใจว่าตัวเองต้องชนะอยู่ดี

 

 

            เพราะผมแก้รูบิกตามสูตรนี่นา 

 

ไม่เหมือนไอ้แก้มป่องนี่ที่เอาแต่หมุนไปๆมาๆแบบไร้ทิศทาง

 

 

            สูตรแก้รูบิกที่แชร์กันว่อนเน็ตน่ะผมจำได้อยู่แล้ว  ขนาดกฎหมายเล่มหนาๆผมยังท่องได้เลย นับประสาอะไรกับอีแค่สูตรหมุนรูบิกนิดๆหน่อย บวกกับความว่องไวอีกสักนิด แถมมนุษย์ต่างดาวที่นั่งแข่งอยู่ด้วยกันนี่ดูท่าก็คงจะไม่ได้หมุนมันตามสูตรอยู่แล้ว

 

  เห็นมั้ยว่างานนี้ผมชนะใสๆ

 

 

            “ท..ทำไมนายทำได้อ่ะ  แถมยังไวด้วย  นายต้องไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่ๆ”

 

 

            นายนั่นแหละที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา =_=

 

 

            “ยอมรับได้รึยังว่าแพ้น่ะ”

            ผมนั่งกอดอกไขว่ห้างเต๊ะท่าถามเจ้ามนุษย์ต่างดาวที่เอาแต่ทำตาโตพลางหันมาจ้องมองผมด้วยสีหน้าหวาดระแวง   ซึ่งทันทีที่ผมเอ่ยออกไปเช่นนั้น คนที่เพิ่งยอมรับกับความพ่ายแพ้อย่างอนาถของตัวเองก็ทำหน้ามุ่ยใส่ผม  แก้มยุ้ยๆฟูๆนั่นพองออกเล็กน้อยดูน่าหมั่นเขี้ยว กลีบปากอิ่มสีสวยก็บ่นอุบอิบออกมาอย่างขัดใจ

 

            “ยอมก็ได้แต่ว่า

 

            “

 

            “เราจะไปฝึกหมุนเจ้ารูบิกนี่จนเก่งกว่าให้ได้เลย แล้วเราจะมาแข่งกับแอลใหม่!

 

 

            อืมขอให้นายเจอสูตรแก้รูบิกให้ได้ก่อนแล้วกันนะ

 

 

            “..คราวนี้แหละ แค่แอลกระพริบตาครั้งเดียวเราต้องทำเสร็จแน่ๆ”

 

 

            ครับๆ  แมงโม้บินเต็มห้องแล้วคร้าบ

 

 

            “งั้นตอนนี้แอลจะลงโทษเรายังไงก็ว่ามาเลย เราน่ะรักษาสัญญาอยู่แล้ว”

            นี่แหละครับโอกาสที่ผมรอคอย!  วันนี้ทำกับผมไว้ป่วนมาก จะเอาคืนให้สาสมเลยคอยดู

 

            “ยอมแน่นะ”

            ผมหรี่ตาถามอีกฝ่ายให้แน่ใจอีกครั้ง ซึ่งไอ้แก้มป่องก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่นสมกับเป็นผู้รักษาสัญญาอย่างที่เจ้าตัวว่าไว้ แต่ถึงอย่างนั้นภายในดวงตากลมโตคู่สวยก็ยังคงฉายแววลังเลใจให้เห็นอยู่บ้างในขณะที่ตอบออกมา

 

            “ถ้าเราทำได้เราก็จะทำ”

 

            “นายทำได้แน่ยอลลี่”

 

            “

 

            “ก็แค่นอนอยู่เฉยๆ”

 

            ดูเหมือนคำตอบของผมจะสร้างความประหลาดใจให้อีกฝ่ายเป็นอย่างมาก เพราะเจ้าตัวถึงกับหันขวับมามองผมด้วยสีหน้าอึ้งๆก่อนจะถามย้ำกลับมา

 

            “แค่นั้นเองเหรอ  แบบนั้นก็ดีเลย เราทำได้อยู่แล้ว!

            พูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาตัวยาวอีกตัวใกล้ๆกัน แถมยังยิ้มแป้นสบายใจที่ตัวเองไม่ต้องทำอะไรยุ่งยากอย่างที่คิด

 

            เห็นแบบนั้นผมก็ถึงกับยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง  ลุกขึ้นจากโซฟาตัวเดิมแล้วค่อยๆสาวเท้าไปยืนจ้องมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องที่กำลังนอนราบอยู่บนโซฟาพลางหลับตาพริ้มอย่างสบายใจ   โน้มตัวลงใช้มือยันกับพนักโซฟาคร่อมร่างของอีกฝ่ายเอาไว้  กดใบหน้าลงชิดใบหูขาวแล้วกระซิบเสียงทุ้ม

 

            “นอนเฉยๆซะ”

           

            “

 

            “นอนเฉยๆให้ฉันโจมตีนายได้ถนัดไงล่ะ”

 

            “เอ๊ะ!?

            ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นมาทันทีที่ผมเอ่ยจบ  ผมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายใช้แววตาตื่นๆของเจ้าตัวจ้องมองกันได้นานนัก เพราะหลังจากนี้ผมต้องรีบลงโทษมนุษย์ต่างดาวแสนซนซะให้เข็ด!

 

 

            ฟอดดด!

 

            “อ..แอล!  ทำอะไรกับแก้มเราน่ะ!!

            เสียงใสถามออกมาดังลั่นในขณะที่ยกมือขึ้นมากุมแก้มซ้ายของตัวเองเอาไว้อย่างตื่นตระหนก  ผมจัดการรวบข้อมือบางทั้งสองข้างตรงหน้าเอาไว้แน่น สองขาก้าวขึ้นมาบนโซฟาตัวยาวเพื่อพันธนาการอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้ขยับดิ้นหนีไปไหน แล้วเริ่มสานต่อบทลงโทษอีกครั้ง

 

 

            ฟอดดด!

           

            หอมแก้มอีกข้างแรงๆให้เท่าเทียมกัน

 

 

            “ย..อย่าทำแรงซี่  เดี๋ยวแก้มเราย้วยนะแอล  อื้อออ”

 

 

            จ๊วบบบ!

 

            ดูดแก้มยุ้ยแรงๆให้หายหมั่นเขี้ยว

 

 

            ฟอดดด!

 

 

            แล้วก็

 

 

          ฟอดดดดดดด!!!

 

 

 

          ขอฟัดแบบจัดเต็มสักทีเถอะ

 

          หมั่นเขี้ยวมานานแล้ว ไอ้แก้มฟูๆหอมๆนุ่มนิ่มเนี่ย!!

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

            หลังจากที่ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการฟัดแก้มมนุษย์ต่างดาวจนพอใจแล้ว เจ้าของแก้มนุ่มที่ผมเพิ่งลวนลามไปหยกๆก็ทำหน้ายู่ใส่ผมอย่างงอนๆ  สองมือกุมแก้มที่แดงขึ้นมาเพราะโดนปลายจมูกและริมฝีปากของผมสัมผัสมานาน  จากนั้นก็สะบัดหน้าเดินหนีไปนั่งที่โซฟาอีกฝั่งแล้วเปิดเจ้าอุปกรณ์สีเงินแสนไฮเทคของเจ้าตัวขึ้นมาคุยแช็ตกับคนในครอบครัวอย่างที่เจ้าตัวมักจะทำเวลาว่าง

ส่วนผมเองก็หันมาเปิดดูรายการทีวีตามปกติ  รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายอย่างที่สุด ความเครียดจากงานได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง  ตั้งแต่ที่ไอ้แก้มป่องนั่นมาอาศัยอยู่ด้วยกันดูเหมือนผมจะยิ้มบ่อยและอารมณ์ดีมากขึ้น

 

 

            ถ้าได้อยู่ด้วยกันตลอดไปแบบนี้คงจะดีไม่น้อย

 

 

           

            รายการทีวีจบไปสองรายการ ผมจึงเลื่อนสายตาไปยังหน้าปัดนาฬิกาบนผนังแล้วจึงพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็น  ไหนๆวันนี้ก็ได้หยุดพักผ่อนแล้ว ถ้าอย่างนั้นขอพักการทำอาหารอีกมื้อจะเป็นไรไป

 

 

            “วันนี้ฉันขี้เกียจทำอาหารเย็น  ออกไปหาอะไรกินข้างนอกแล้วกัน”

            ผมพูดขึ้นนิ่งๆหลังจากกดรีโมทในมือเพื่อปิดทีวี และนั่นทำให้เจ้ามนุษย์ต่างดาวที่กำลังนั่งดูสินค้าออนไลน์จำพวกรองเท้าแฟชั่นอยู่ก่อนหน้าถึงกับหันขวับมาหาผมในทันใด  ดวงตากลมโตเปล่งประกายแวววาวพลางส่งยิ้มหวานละไมมาให้ซะจนใจสั่น  สงสัยคงจะลืมไปหมดแล้วสินะว่าก่อนหน้านี้กำลังงอนเรื่องที่โดนฟัดแก้ม

 

            “แอลจะพาเราออกไปข้างนอกเหรอ!

 

            “ใช่  นายไปแต่งตัว

           

            “เราอยากให้แอลใส่เสื้อตัวนี้~

            เสียงเจื้อยแจ้วแทรกขึ้นมาทันทีโดยที่ผมยังเอ่ยปากสั่งไม่ทันจบประโยคดี  มือบางคว้าเอาเสื้อฮู้ดสีดำที่วางกองอยู่ข้างเจ้าตัวยื่นมันมาให้ผมรับไปถือไว้แบบงงๆ  ดูจากขนาดไซซ์และสีของมันแล้วน่าจะเป็นของผมโดยเฉพาะ

 

            “นี่นายซื้อมาให้ฉันเหรอ”

           

            “ใช่แล้ววว  เราซื้อมาสองตัวเลย ตัวสีดำเราให้แอล ส่วนเราจะใส่สีแดง~

            อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงเริงร่าพลางชูเสื้อฮู้ดแบบเดียวกันกับผมเป๊ะเพียงแต่คนละสีและคนละไซซ์ขึ้นมาอวด  ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องนี่มีรสนิยมในการเลือกที่ดีพอสมควร ทั้งเนื้อผ้า และรูปลักษณ์ของมันล้วนทำให้ผมพึงพอใจจนต้องเผยยิ้มบางๆออกมาก่อนจะเอ่ยถามอย่างหยอกเย้า

 

            “อยากใส่เสื้อคู่กับฉันรึไง  คิดอะไรกับฉันรึเปล่าเนี่ย”

 

            “คิดสิ”

 

            “หือ!?

 

 

            อย่าบอกนะว่าหมอนี่แอบรู้สึกกับผมแบบ

 

 

            “คิดว่าแอลท่าทางจะชอบสีดำไง  เราเลยซื้อให้”

 

 

            ฟี้ววววว

 

            ความรู้สึกเหมือนลูกโป่งอัดแก๊สฮีเลียมที่เคยลอยอยู่บนฟ้า ถูกเจาะลมจนรั่วแล้วค่อยๆร่วงหล่นลงมายังพื้นดินอย่างโรยแรง  ก่อนที่ไม่นานนักมันจะโดนกระทืบซ้ำอีกครั้งจนจมดิน

 

            “เพราะในเว็บบอกว่าถ้าซื้อสองตัวจะได้ราคาถูกกว่า  เมื่อกี๊เราเลยซื้อของตัวเองตัวนึงกับของแอลด้วยไง ซื้อปุ๊บก็ให้เอามาส่งปั๊บเลย”

 

           

 

            “คุ้มใช่มั้ยล่ะแม่เราชอบสอนให้เราใช้จ่ายด้วยวิธีนี้บ่อยๆแหละ”

 

 

            ให้ตายเถอะ

แม้แต่มนุษย์ต่างดาวรวยๆก็เห็นแก่ของถูกงั้นเรอะ

 

 

            “แค่นั้นเองน่ะเหรอ”

            ผมลองถามออกไปอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคนตรงหน้าไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดกับผมซุกซ่อนอยู่  ซึ่งสีหน้าจริงจังที่มาพร้อมดวงตากลมโตแป๋วแหววดูใสซื่อก็ทำให้ผมรับรู้แล้วว่าอีกฝ่ายบริสุทธิ์ใจกับผม  จนผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

 

            “อื้ม!  ทำไมอ่ะ  มันต้องมีอะไรอีกงั้นเหรอ?

 

           

            ก็แค่นึกว่านายชอบฉันแล้วอยากใส่เสื้อคู่เหมือนคู่รักคนอื่นๆไงล่ะ

          แต่เอาเถอะ นายเองก็เป็นแค่มนุษย์ต่างดาวนี่นา...

          จะไปรู้เรื่องแบบนี้ของมนุษย์โลกได้ยังไงกัน

 

 

            “เปล่าหรอก  ช่างเถอะ โอเค ใส่ก็ใส่”

 

            “เย้!!  แอลใจดีที่สุดเลย!~

 

            แต่แบบนี้ก็ดี  คนอื่นๆเห็นจะได้เข้าใจผิดคิดว่าผมกับหมอนี่เป็นคู่รัก  จะได้เลิกทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าหาเจ้ามนุษย์ต่างดาวนี่สักที! เพราะมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องอย่างหมอนี่น่ะ

 

 

ให้ผมเลี้ยงดูคนเดียวก็พอแล้ว

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

…..
…….…..

                       

            เจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องนี่เป็นพวกกินง่ายอยู่ง่ายครับ  เรียกได้ว่าเลี้ยงง่ายซะยิ่งกว่าลูกเล็กเด็กแดงซะอีก  ผมพาหมอนี่มาที่เมียงดงซึ่งวันนี้ผู้คนยังคงหนาแน่นตามปกติของช่วงค่ำคืนในวันหยุด

 

            หลังจากที่จัดการเรื่องมื้อค่ำจนอิ่มท้อง ผมก็พาอีกฝ่ายมาเดินเล่นตาม Street Food เพื่อเป็นการย่อยอาหารในท้องไม่ให้อิ่มจนจุกเกินไป

 

แต่ไอ้แก้มป่องในชุดฮู้ดแดงที่เดินอยู่ข้างผมเหมือนจะไม่ยอมให้กระเพาะตัวเองย่อยง่ายๆ

 

 

          “แอลอ่าเราอยากกินบิงซูวววว”

 

            เสียงอ้อนที่ผมคุ้นเคยดังมาจากปากอิ่มสีสวยซึ่งบัดนี้เลอะไปด้วยคราบครีมสีขาวและเศษขนมปังเล็กๆน้อยๆที่มุมปาก  ผมเอื้อมมือไปปาดคราบพวกนั้นออกให้แล้วเช็ดมือกับผ้าเช็ดหน้าซึ่งพกติดตัวมาในกระเป๋าเสื้อฮู้ดสีดำที่อีกฝ่ายคะยั้นคะยอให้ใส่มาด้วยกัน

 

            “แค่ในมือนี่ยังไม่พออีกรึไง” 

            ผมถามกลับเมื่อเห็นว่าในมือขาวของไอ้แก้มป่องยังมีขนมชูโรสอยู่แท่งหนึ่งที่เพิ่งทอดมาอุ่นๆเพราะเจ้าตัวเพิ่งอ้อนให้ผมซื้อมาหมาดๆ  แถมเพิ่งจะกัดกินเข้าไปไม่ถึงสามคำซะด้วยซ้ำ แล้วตอนนี้ยังจะมาอ้อนกินบิงซูอีกงั้นเรอะ

 

            “ก็มันไม่เหมือนกันนี่  ไอ้แท่งๆนี่กินแป๊บเดียวก็หมดแล้วอ่า”

 

            “หมดก็พอสิ จะกินอะไรเยอะแยะ”

 

            “เราอยากกินบิงซูถ้วยใหญ่ๆนี่”

            ยังอีก  ยังจะมางอแงแถมทำหน้ามุ่ยใส่อีก  เดี๋ยวปั๊ดจับฟัดแก้มกลางเมียงดงซะหรอก

 

            “อย่าเอาแต่ใจน่า”

 

            “นะแอลนะ  นะๆๆ น้าาาา~

 

            “ไม่”

            ต้องอดทนไว้  อย่าใจอ่อน  ไม่งั้นไอ้มนุษย์ต่างดาวขี้อ้อนนี่ต้องถูกตามใจจนเสียนิสัยแน่ๆ

 

            “นะๆๆ เราอยากกินมาตั้งนานแล้วนะ บิงซูหวานๆเย็นๆ”

 

            “ม..ไม่”

            ให้ตายเถอะรอยยิ้มหวานๆ กับดวงตาเป็นประกายระยิบระยับนั่น

 

 

            “อย่าใจร้ายกับเราสิแอล พาไปหน่อยนะ นะๆๆ”

 

            “

            ไหนจะเสียงหวานใสที่มาพร้อมกับกลีบปากอิ่มสีสด

น่ากัด และน่าฟัดให้จมเขี้ยว

 

 

           

            “พายอลลี่ไปกินบิงซูวหน่อยน้าา  แอลจ๋าาา~

 

 

 

            วิ้งค์!~

 

 

 

 

            …!!

 

 

 

 

 

            “ง..งั้นก็ตามมาสิ”

 

 

           

            ยิ้มหวานแถมขยิบตาส่งวิ้งค์มาให้กันแบบนี้… 

คนอย่างผมที่โดนวิ้งค์พิฆาต  Attack ใส่เต็มๆก็ถึงกับแพ้ราบคาบ

 

 

 

            ผมว่าพลังของเจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องนี่ไม่ใช่พลังเลเซอร์หรืออะไรที่น่ากลัวอย่างในหนังหรอก แต่น่าจะเป็นไอ้สายตาที่ส่งวิ้งค์สวยๆแสนสดใสกระแทกใจนั่นต่างหาก

 

 

 

            โจมตีใส่กันชนิดที่ทำเอายอมศิโรราบให้ทุกอย่าง

 

 

 

 

 

           

Kim Myungsoo  Knock Out!

 

 

And The Winner is Yeollie~!!

 

 

 

 

 

 

 

 

_____TBC_____

 



 

 

 





 

Talk:
# สุดท้ายก็แพ้ยอลลี่เหรอมยองซู โธ่! อุตส่าห์ทำเท่มาซะนานตั้งแต่ตอนแข่งรูบิก 5555555555

# มนุษย์ต่างดาวอะไรทำไมน่ารัก  คำตอบก็คือมนุษย์ต่างดาวยอลลี่ไง~  ส่งวิ้งค์ได้ด้วยน้าาา  

# ในเรื่องพูดถึงแก้มป่องของพี่ยอลแล้วก็หดหู่ใจ =_= ช่วงนี้เมนเราแก้มไม่ค่อยฟูแล้ว ไม่รู้แมวดำตัวไหนแอบไปสูบแก้มบ่อยๆรึเปล่า  มันน่าตีนัก!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

65 ความคิดเห็น

  1. #59 บบตพ ♡ (@twentynoey) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 23:38
    อยากจะถามว่าทนฟัดแค่แก้มไปได้ยังไง!!!!!!!! กรี้ด ;_;
    #59
    0
  2. #18 theMiiny (@rabbiteiiz) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 00:31
    หึ ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะ
    วันนี้แค่หอม แต่ต่อไปไม่จบที่หอมแน่นอนนนนนนน
    #18
    0
  3. #17 nut_starlight (@ttt02122002) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 / 20:28
    อ่าาาาาาาาา เขินนนนนนนนน
    #17
    0
  4. #16 190642 (@190642) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 23:17
    มยองอดทนได้ไง ฟัดแค่แก้มหรอมยองไม่ฟัดปากด้วยหรอ
    มนุษย์ต่างดาวแบบยอลลี่นี่หาได้ที่ไหนอยากเอากับมาเลี้ยงบ้าน
    #16
    0
  5. #15 민트아 (@Mint_Micky_sj) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 11:33
    อยากกินบิงซูหรอ มาเค้าเลี้ยงเอง มาอยู่กับเค้ามายอลลี่ ฮื่ออออออออออออออออ
    #15
    0
  6. #14 jakwy (@jakwy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 21:23
    เราเขิน เราอยากได้มนุษย์ต่างดาวววววววว

    อะไรจะน่าฟัดขนาดนั้น ฮื่อออ อยากจะร้อง อิจฉามยองซูววววว
    #14
    0