[FIC INFINITE] Star Child : MyungYeol (End)

ตอนที่ 3 : (T)ake care

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 287
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    22 ต.ค. 60



[ Star Child ] : (T)ake care

_______________________________

 

 

 

 


 

            ตะวันคล้อยลอยลับขอบฟ้าบ่งบอกถึงเวลาเข้าสู่ยามราตรี  อุณหภูมิหนาวเหน็บขึ้นมาเพราะไร้ซึ่งความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมายกับสิ่งมีชีวิตอีกสามสปีชีส์ที่กำลังอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองหลวง  ผม  เจ้าบยอล  และมนุษย์ต่างดาวคนเดิม เพิ่มเติมคือมีห้องนอนใหม่!

 

            ถามว่าทำไมจู่ๆไอ้แก้มป่องนี่มันถึงได้มีห้องนอนน่ะเหรอ?

 

            ก็หลังจากที่เจ้าหมอนั่นจัดการถอดชุดเอเลี่ยนชวนผวาออกจากตัวท่ามกลางความตื่นตระหนกของผม แถมยังมีหน้ามาส่งยิ้มหวานให้อย่างอ้อนๆจนหัวใจผมเต้นผิดจังหวะไปหลายยก ผมก็ถือโอกาสเดินหนีแยกออกมาจากห้องรับแขกเพื่อตั้งสติ

 

             แต่จังหวะที่เดินขึ้นมายังห้องนอนนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นห้องเก็บของซึ่งอยู่ริมสุดของชั้นสองแถมมันยังห่างจากห้องนอนผมไม่มากเท่าไหร่ และนั่นก็ทำให้ผมจุดประกายความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

            ห้องเก็บของที่ว่านั้นมีขนาดเล็กกว่าห้องนอนของผมอยู่เล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ให้แม่บ้านคอยเข้าไปทำความสะอาดให้อยู่เสมอเพื่อไม่ให้ฝุ่นจับ  ภายในห้องดังกล่าวมีหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายของผมอยู่อีกสี่ห้าตั้ง  แถมยังมีตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้งที่เคยเป็นของแม่ผมอีกด้วยเนื่องจากทั้งพ่อและผมต่างก็ไม่ได้นำมันไปทิ้งที่ไหน

 

            ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจให้มนุษย์ต่างดาวจอมซนพักอาศัยอยู่ในห้องดังกล่าวนั้นแทน  เพราะไหนๆอีกฝ่ายก็ต้องจ่ายเงินให้ผมรายเดือนตั้งมากมายอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่อยากจะเอาเปรียบหรอกนะ ถึงหมอนั่นจะเป็นมนุษย์ต่างดาวก็เถอะ  จะให้นอนที่ห้องรับแขกอย่างทีแรกมันก็คงอาจไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แต่จะให้ย้ายมานอนห้องเดียวกันกับผมมันก็คงจะไม่โอเค เพราะงั้นเอาแบบนี้แหละดีที่สุด!

 

            สุดท้ายผมก็อธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจและช่วยกันยกโซฟาเบดสีดำตัวโปรดของผมออกจากห้องรับแขกขึ้นไปไว้ที่ห้องดังกล่าวเนื่องจากห้องนั้นยังไม่มีเตียงนอน  เอาไว้ได้เตียงมาใหม่เมื่อไหร่ค่อยเปลี่ยนออกไปก็แล้วกัน  แต่ตอนยกโซฟานั่นขึ้นมาบนห้องนี่ลำบากชะมัด  ด้วยขนาดของมันที่ใหญ่เป็นพิเศษทำให้ทั้งผมและมนุษย์ต่างดาวพากันหอบหายใจแฮ่กๆหลังจากยกมันขึ้นมาบนห้องได้สำเร็จ 

            มนุษย์ต่างดาวอย่างเจ้าหมอนี่ไม่มีพลังเคลื่อนย้ายสิ่งของแบบในหนังรึไง จะได้ไม่ต้องออกแรงแบกอะไรให้มันหนักมากมายแบบนี้   เฮ้อ!

           

            ผู้ที่ออกอาการลิงโลดเพราะได้ห้องนอนส่วนตัวมาหมาดๆก็ยิ้มกว้างกระโดดด๊องแด๊งไปรอบห้อง   หลังจากนั้นไม่นานผมก็เห็นว่าเจ้าตัวหันไปเปิดไอ้เจ้าเครื่องคล้ายๆแม็คบุ๊คสีเงินนั่นออกมาแล้วรัวพิมพ์ลงไปอย่างบ้าคลั่ง  กระทั่งเมื่อผมลองถามออกไป คำตอบที่ได้รับกลับมามันก็ทำเอาผมแทบอยากจะเอามือตบหน้าผากตัวเองแก้กลุ้ม

 

 

            “อ๋อเราจะสั่งของไงแอล~

 

           

 

“มีตู้เสื้อผ้าใหญ่ๆทั้งทีก็ต้องสั่งเสื้อผ้าเยอะๆสิ!  ไหนจะข้าวของเครื่องใช้จุกจิกอีก  แล้วก็พวกครีมบำรุง

 

 

 

            เอาเถอะ

 

          เอาที่สบายใจเลยนะ  คุณมนุษย์ต่างดาว

 

 

           

            ผมยืนดูมนุษย์ต่างดาวเห่อห้องใหม่อยู่สักพักก็ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองว่าจะต้องไม่ลืมแนะนำเรื่องเสื้อผ้าใช้แล้วซึ่งจะต้องซัก ผมพอจะมีตะกร้าเหลืออีกสองใบเพียงพอให้หมอนั่นเอาไว้ใส่เสื้อผ้าที่ใช้แล้วเพื่อนำไปให้แม่บ้านซักรีด  และบางทีอาจจะต้องหาโอกาสสอนให้อีกฝ่ายลองใช้เครื่องซักผ้าด้วย เผื่อฉุกเฉินขึ้นมาจะได้ไม่เดือดร้อน

            คิดอยู่กับตัวเองได้สักพักก็เดินเลี่ยงออกมาที่ห้องครัวเพื่อเตรียมมื้อเย็นหลังจากที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าจวนจะถึงเวลารับประทานอาหารค่ำเสียที  เรื่องปากท้องนี่สำคัญมากครับเพราะคนที่รับประทานอาหารตรงเวลาอย่างผมน่ะติดเป็นนิสัยเสียแล้ว  และผมเองก็จะต้องฝึกให้มนุษย์ต่างดาวแก้มป่องอย่างเจ้านั่นหัดกินข้าวให้ตรงเวลาด้วยเหมือนกัน  มันจะไปยากอะไร ขนาดฝึกเจ้าบยอลก็ยังทำได้ง่ายๆเลยนี่นะ

 

 

            มื้อค่ำของผมกับมนุษย์ต่างดาวผ่านไปอย่างราบรื่นแต่ก็ไม่วายที่จะโดนบุคคลผู้เพิ่งเคยลิ้มลองรสชาติข้าวผัดกิมจิโปะไข่ดาวเป็นครั้งแรกถามโน่นนี่นั่นเหมือนเดิม 

 

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกังวลเท่ากับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะทำในลำดับถัดไป

           

           

 

 

            “นายอาบได้แน่นะ”

 

          ผมเอาแต่ถามย้ำอยู่แบบนี้หลายต่อหลายครั้ง สายตาก็จ้องมองคนที่เพิ่งสั่งพวกชุดนอนและบรรดาอุปกรณ์ครีมอาบน้ำทั้งหลายแหล่ให้ส่งตรงพุ่งออกมาจากหน้าจออุปกรณ์สุดไฮเทคของเจ้าตัวทีละชิ้น

 

          เออ.. ดีเนอะ  ไม่ต้องออกไปซื้อเอง แถมยังส่งตรงไวยิ่งกว่าจรวด

 

 

            “อาบได้สิ  แอลไม่ต้องห่วงหรอกนะ”

            เจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องที่ยังคงสาละวนอยู่กับการตระเตรียมอุปกรณ์ในการอาบน้ำของตัวเองหันมาตอบผมด้วยสีหน้ามั่นใจ

  

             ผมอนุญาตให้อีกฝ่ายลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำด้านล่างเนื่องจากห้องนอนดังกล่าวซึ่งอดีตเคยเป็นห้องเก็บของในบ้านผมนั้นไม่ได้มีห้องน้ำอยู่ในตัว  และแม้ว่าผู้อาศัยรายใหม่ของผมจะต้องระเห็จลงไปใช้ห้องน้ำด้านล่าง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ปริปากบ่นออกมาเลยสักนิดแถมยังพยักหน้าหงึกหงักกลับมาให้ด้วยรอยยิ้มกว้างอีกต่างหาก

 

            ว่าแต่

          อยากเห็นมนุษย์ต่างดาวอาบน้ำเหมือนกันแฮะ

           

 

            “แล้วนายน่ะ อาบน้ำได้เหมือนมนุษย์ใช่มั้ย”

            คำถามของผมทำเอามนุษย์ต่างดาวที่เพิ่งปิดหน้าจออุปกรณ์ไฮเทคของตัวเองถึงกับหันมาจ้องด้วยสีหน้างุนงงสุดฤทธิ์  แววตากลมแป๋วดูใสซื่อทำให้ตัวผมที่เพิ่งเผลอจินตนาการถึงเรือนร่างของอีกฝ่ายด้วยจิตอกุศลไปหมาดๆถึงกับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกตาแก่หื่นกามยังไงชอบกล

 

“คือฉันหมายถึงไม่ได้อาบแบบแปลกๆใช่มั้ย  อย่าทำอะไรพิเรนทร์ๆในห้องน้ำฉันล่ะ”

            และนี่ก็คือคำแก้ตัวของผมชนิดที่แถจนถลอกแบบสุดๆ  แต่ก็นั่นแหละ ไอ้แก้มป่องนี่มันก็แลดูจะใสซื่อแถมยังไม่เอะใจอะไรเลยสักนิด

 

            “อ๋อ  ก็อาบเหมือนๆกันนั่นแหละ ถึงแม้ว่าห้องน้ำที่ดาวของเราจะหรูกว่านี้ แล้วก็มีอุปกรณ์ไฮเทคมากกว่านี้ก็เถอะ”

 

 

            ขอโทษแล้วกันที่ห้องน้ำบ้านฉันมันไม่ไฮเทคน่ะ

 

 

            แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ค่อยต่างกันมากหรอก  เพราะร่างกายพวกเราน่ะเหมือนมนุษย์ทุกอย่างเลย”

 

           

 

            “ถ้าไม่เชื่อจะลองตรวจดูก็ได้นะ”

 

            “ก็เอาสิ เฮ้ยไม่ใช่!!  อย่านะ!  จะบ้ารึไง”

            ผมร้องห้ามออกมาเสียงหลงเมื่อตัวเองเกือบจะเผลอคล้อยตามไปกับคำพูดเชิญชวนของอีกฝ่าย  เจ้ามนุษย์ต่างดาวนั่นน่ะคงไม่ได้คิดอะไรลามกอยู่ในหัวเหมือนผมหรอก ดูจากสายตางุนงงบนใบหน้าหวานที่กำลังเอียงคอจ้องกลับมาด้วยความสงสัยนี่สิ 

 

            “ทำไมล่ะ  ตรงนั้นของเราก็เหมือนกับของแอลเปี๊ยบเลย เพราะเป็นตัวผู้เหมือนกันไง”

           

            ตัวผู้งั้นเรอะ อย่าใช้คำศัพท์ซี้ซั้วที่เอาไว้ใช้กับสัตว์สิวะ!

 

            แล้วถึงจะเหมือนแต่รับรองว่าขนาดของฉันน่ะใหญ่กว่าแน่นอน!

 

 

            “เออๆ  รู้แล้วว่าเหมือน  แต่ไม่ต้องเปิดให้ฉันดูหรอก”

 

            ถึงใจจริงจะอยากดูโคตรๆก็เถอะ

 

 

            “ไปอาบน้ำได้แล้วไป จะได้รีบเข้านอน”

            ผมเอ่ยออกมาหลังจากที่พยายามเรียกสติของตัวเองที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมาตีหน้าเก๊กขรึมอีกครั้ง  ซึ่งอีกฝ่ายก็หันมายิ้มแป้นให้พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะเลียนแบบทหารที่ไม่รู้ว่าไปจำเอามาจากไหน

 

            “รับทราบครับผ๊ม!

 

 

 

            ถึงจะเป็นผู้ชายเหมือนกันก็เถอะแต่ถ้าเห็นหมอนั่นเปลือยอยู่ต่อหน้า

           

 

รับรองว่าผมคงได้พุ่งเข้าไปผสมพันธุ์กับมนุษย์ต่างดาวแหงๆ

 

 

.

.

.

.

.

 

 

            ผมแยกตัวออกมาจากห้องนอนของเจ้ามนุษย์ต่างดาวหน้าใส   เดินลงไปเช็คความเรียบร้อยภายในบ้านและเล่นกับเจ้าบยอลสักพักแล้วจึงขึ้นมาเคลียร์เอกสารการพิจารณาคดีที่จะต้องนำไปคุยงานพรุ่งนี้เช้า  ไม่รู้ว่าช่วงที่ผมออกไปทำงานแล้วเจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องนั่นจะเป็นยังไงบ้าง  จะดูแลตัวเองได้มั้ย  อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา

 

            แต่เอ๊ะ!…

            นี่ผมเป็นห่วงคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียวได้ขนาดนี้เชียวหรือ?

 

 

            และด้วยความเป็นห่วงและกังวลใจนี้เอง  ทำให้ตกดึกหลังจากที่เคลียร์เอกสารและอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว ผมจึงย่องไม่สิผมจะย่องทำไม นี่มันบ้านผมนะ เพราะงั้นผมจะทำอะไรก็ได้!

 

            เอาเป็นว่าตอนนี้ฝีเท้าของผมมาหยุดอยู่ภายในห้องของอีกฝ่ายในเวลาห้าทุ่มตรง  ผมสามารถเข้ามาข้างในโดยง่ายเนื่องจากตัวล็อกประตูห้องมันเสียมาตั้งหลายปีและผมก็ไม่คิดจะให้ช่างมาซ่อมเพราะไหนๆก็เป็นแค่ห้องเก็บของธรรมดาๆ 

แต่ใครจะรู้ว่าบัดนี้มันจะกลายมาเป็นห้องพักอาศัยของมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องในชุดนอนลายน่ารักๆซึ่งกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาเบดอย่างสบายอุรา 

           

 

ผ้าม่านผืนบางบนหน้าต่างกระจกใสถูกรวบเปิดไว้  แสงจันทร์สีนวลสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างและตกกระทบลงบนดวงหน้าหวานสะท้อนกลับมาให้เห็นผิวพรรณเปล่งปลั่งเป็นประกายชวนหลงใหล

            อุณหภูมิเย็นฉ่ำภายในห้องอันเกิดจากเครื่องปรับอากาศยี่ห้อดีที่กำลังทำงานอยู่นั้นส่งผลให้เจ้าของเรือนกายสูงโปร่งได้แต่เอามือกอดตัวเองเอาไว้เพื่อคลายหนาว  ผมขมวดคิ้วพลางส่ายหัวไปมาเล็กน้อยเมื่อเลื่อนสายตาไปเห็นว่าผ้าห่มผืนหนาที่ผมอุตส่าห์ขนมาให้เมื่อช่วงหัวค่ำ บัดนี้มันได้กองลงไปตกอยู่ที่พื้นเรียบร้อยแล้ว  ดูท่าว่าเจ้าหมอนี่คงจะนอนดิ้นไม่เบาแถมยังเป็นพวกขี้หนาวอีกต่างหาก

 

            แล้วแบบนี้จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง

 

            ผมเดินเข้าไปหยิบผ้าห่มผืนดังกล่าวขึ้นมาคลุมตัวให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ  มองดูเจ้าของเรือนกายสูงโปร่งที่กำลังนอนหลับพริ้มอยู่ค่อยๆขยับตัวซุกเข้าหาไออุ่นจากผ้าห่มพร้อมกับระบายยิ้มออกมาน้อยๆคล้ายกับกำลังฝันดี  พวงแก้มขาวผ่องตัดกับสีดำของโซฟาเบดทำให้ผมไม่อาจละสายตาไปจากมันได้  

 

รู้ตัวอีกที.. ผมก็เผลอขยับเข้าไปพินิจมองมันในระยะประชิดเข้าเสียแล้ว  นึกอยากพิสูจน์ความนุ่มละมุนและความหอมหวานของมันดูสักครั้ง  แต่เมื่อสติสัมปชัญญะสามารถยับยั้งความต้องการของตัวเองเอาไว้ได้ทัน

 

สุดท้าย

จึงทำได้แค่เพียงกระซิบบอกเจ้ามนุษย์ต่างดาวแสนน่ารักที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงหน้า

 

 

 

            “ฝันดีนะ  ยอลลี่”

 

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

……
……………

           

            เจ็ดโมงเช้าเป็นเวลาที่ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและเดินลงมาชงกาแฟพร้อมทั้งทำเบรคฟาสต์อย่างง่ายด้วยไข่ตุ๋นจากไม่โคเวฟและแซนด์วิชแฮมชีส โดยไม่ลืมทำเผื่อเจ้ามนุษย์ต่างดาวที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนห้องในขณะนี้

 

            หลังจากรับประทานมื้อเช้าจนเสร็จสรรพก็ถึงเวลาที่ต้องหันไปเทอาหารให้เจ้าบยอลซึ่งกำลังเดินเข้ามาประจำหน้าชามข้าวของตัวเองเหมือนรู้เวลา   ผมล้างไม้ล้างมือแล้วแยกออกมาเช็คความเรียบร้อยภายในห้องรับแขกอีกครั้ง  แต่ทว่าจังหวะที่คว้าเอากระเป๋าเอกสารและกุญแจรถขึ้นมา  เสียงฝีเท้าจากใครบางคนที่ดังมาจากทางบันไดก็ทำให้ผมต้องหันกลับไปมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ

 

 

            “อ้าวตื่นแล้วเหรอ”

            ผมหันไปถามเจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องที่กำลังเดินงัวเงียหอบของใช้ส่วนตัวมายังบริเวณห้องน้ำภายในโซนห้องรับแขก  ดวงตากลมปรือปรอยโดยที่เจ้าตัวค่อยๆเหลือบมาจ้องหน้าผมนิ่งๆ

 

            “อ่ายังหรอกแอล  เรากำลังละเมออยู่น่ะ”

 

 

            มนุษย์ต่างดาวก็กวนตีนเป็นสินะ

 

 

            “ตื่นแล้วก็อาบน้ำให้เรียบร้อย  ข้าวเช้าอยู่บนโต๊ะอาหาร กินเสร็จก็เอาวางไว้นั่นแหละถ้ายังใช้เครื่องล้างจานไม่เป็น”

 

            “งื้มๆ”

            กลัวกลมๆทุยๆเด้งดึ๋งไปมายามเจ้าตัวพยักหน้ารับคำสั่งจากผมด้วยแววตาปรือๆดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่หยอก  แต่ถ้าขืนผมยังยืนจ้องอีกฝ่ายนานไปมากกว่านี้แล้วละก็มีหวังคงไม่ได้ทำงานทำการเป็นแน่

 

            “ฉันจะออกไปทำงานแล้วนะ  นายอยู่ที่นี่ห้ามทำตัวซุกซนล่ะ เข้าใจมั้ย”

            ผมสั่งย้ำอีกครั้งก่อนจะคว้าเอาเสื้อคลุมสีเข้มมาไว้ในมือตั้งท่าจะเดินออกไปยังลานจอดรถ แต่เสียงใสๆของคนที่ดูเหมือนจะเพิ่งตื่นเต็มตาก็รั้งเอาไว้เสียก่อน

 

            “ทำงานเหรอ!” 

ไอ้ตาโตขยับฝีเท้าเร็วๆเข้ามาหาผมที่ยืนงงอยู่ ก่อนมันจะเริ่มกระทำการอุกอาจบางอย่างโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

 

 

 

            “จุ๊บ!”  

 

ริมฝีปากนุ่มๆเหมือนเยลลี่สีพีชแตะลงมาที่แก้มซ้ายของผม

 

 

 

            “จุ๊บบ!” 

 

และแก้มขวาเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน

 

 

 

            “ตั้งใจทำงานนะแอล~

 

            เสียงใสๆที่มาพร้อมกับรอยยิ้มหวานราวกับลูกกวาดสีสวยทำให้ผมถึงกับตะลึงค้างอยู่กับที่  ความนุ่มละมุนจากสัมผัสของอีกฝ่ายยังคงติดตรึงอยู่ที่แก้มทั้งสองข้างและมันทำให้รู้สึกดีเกินบรรยาย  ราวกับตัวเองกำลังลอยฟุ้งอยู่ท่ามกลางอวกาศที่เต็มไปด้วยสีชมพูฟรุ้งฟริ้งยังไงอย่างงั้น

 

            “น..นาย ทำอะไรของนายน่ะ”

            ผมถามออกไปอย่างตะกุกตะกักเพราะความอึ้งจัด พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ยกมือขึ้นมากุมแก้มตัวเองเอาไว้เหมือนสาวน้อยอินโนเซ้นท์  ดังนั้นจึงได้แต่เก๊กหน้าขรึมนิ่งๆเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังสอบปากคำเด็กตัวน้อยๆ

 

            “ก็เราเคยเห็นจากในคลิปของมนุษย์เวลาที่มีคนจะออกไปทำงานนอกบ้านตอนเช้า คนในบ้านเค้าก็จะทำแบบนี้นี่นา”

            เจ้ามนุษย์ต่างดาวผู้หวังดีเอ่ยตอบกลับมาอย่างใสซื่อตามสิ่งที่เจ้าตัวเคยศึกษามา  ใจจริงนึกอยากจะเขกมะเหงกกลับไปให้สักเปรี้ยงแต่ก็ทำไม่ลงเพราะใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูของอีกฝ่าย  สุดท้ายก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วอธิบายให้คนตรงหน้าได้เข้าใจ

 

            “การกระทำแบบนั้นน่ะมันเหมาะสำหรับให้ภรรยาทำกับสามีต่างหาก”

 

           

 

            “นายเป็นภรรยาฉันรึไงถึงได้ทำแบบนี้”

 

            “แล้วเป็นได้รึเปล่าล่ะ?

            คำถามซื่อๆที่มาพร้อมกับแววตาเป็นประกายของอีกฝ่ายทำให้ผมถึงกับชะงัก  ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่มันแค่ถามเล่นๆไปอย่างนั้นหรือคิดจริงจังกันแน่   แต่ไม่ว่าจะยังไงคำตอบของผมก็คงมีเพียงแค่หนึ่งเดียว

 

            “นายเป็นมนุษย์ต่างดาวแถมยังเป็นผู้ชาย  เพราะงั้นเป็นภรรยาฉันไม่ได้หรอกนะ”

 

            “โอเค  ถ้างั้นเราไม่อยากเป็นแล้วก็ได้”

 

 

          อ้าวไอ้นี่เปลี่ยนใจง่ายชะมัด

 

 

            ใบหน้าหวานพยักหน้ารับอย่างเข้าใจพลางส่งยิ้มแป้นมาให้ผมได้ใจสั่นเล่นๆ  แต่ไม่นานนักเจ้าตัวก็เหมือนจะชะงักไปเล็กน้อยราวกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

            “แล้วถ้าอย่างงั้น

 

            “

 

            “เราเป็นอะไรสำหรับแอลงั้นเหรอ”

 

 

            ….!!!

 

 

            ไอ้หมอนี่มันถามเล่นๆหรือถามเอาดราม่าวะเนี่ย!?

 

 

          อีกฝ่ายยืนนิ่งจ้องกลับมาลุ้นๆราวกับกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอยคำตอบจากผม  ส่วนผมเองพอยิ่งเห็นแววตากลมโตฉายประกายแห่งความหวังออกมาก็ได้แต่อึกอักไปกับคำถามที่พุ่งตรงมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว   มนุษย์ต่างดาวที่ผมเพิ่งพบเจอได้เพียงแค่วันเดียวจะไปมีสถานะสำคัญอะไรมากมายได้  นอกเสียจาก

 

 

            “สำหรับนายก็คงเป็น

 

            “

 

 

            “เป็นสิ่งที่ฉันมองว่าน่ารักที่สุดในจักรวาลไง”

 

            พูดจบผมก็เร่งฝีเท้าออกจากห้องรับแขก ทิ้งให้สิ่งที่น่ารักที่สุดในจักวาลได้แต่ยืนทำตาแป๋วมองตามหลังมาด้วยสีหน้างุนงง 

 

 

            แต่ก็นั่นแหละ

            ขนาดเจ้าหมอนั่นทำหน้างงๆ เอ๋อๆ  ผมยังมองว่าน่ารักโคตรๆเลย  แล้วแบบนี้จะไม่ให้ตอบออกไปแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะ

           

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

            ทั้งวันผมมัวแต่ยุ่งอยู่กับคดีจนหัวปั่นขับรถไปโน่นนี่ทั้งที่ศาลและสถานีตำรวจ  และพอมีโอกาสได้นั่งพักนานๆก็เลยเผลอคิดไปถึงใครอีกคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ด้วยกัน  ผมลองโทรเข้าไปยังโทรศัพท์บ้านแต่ก็ต้องร้อนใจขึ้นมาเมื่อปลายสายถูกปล่อยทิ้งไว้จนสัญญาณถูกตัดไปเสียทุกครั้ง  

ไม่รู้ว่าเจ้ามนุษย์ต่างดาวนั่นกำลังทำอะไรอยู่   ถ้าหิวขึ้นมาจะทำยังไง  กำลังนอนกลางวันอยู่รึเปล่า  จะเอาแต่คุยแช็ตกับครอบครัวทั้งวันมั้ย

 

 

            หรืออาจจะพาพวกมาถล่มบ้านผมจนราบเป็นหน้ากลอง

 

 

สะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองออกไปก่อนจะตัดสินใจได้ว่าหลังจากนี้คงจะต้องให้อีกฝ่ายพกโทรศัพท์มือถือเอาไว้กับตัวและสอนวิธีใช้เพื่อให้สะดวกสำหรับการติดต่อ  อาชีพของผมต้องออกมาทำงานแต่เช้าเกือบทุกวันจันทร์ถึงศุกร์  แบบนี้สิ่งมีชีวิตที่น่าห่วงเสียยิ่งกว่าเจ้าบยอลจะเป็นอยู่อย่างไร   นี่ชีวิตจริงไม่ใช่ในนิยายที่พระเอกจะสามารถกระเตงเอาใครติดตัวมาทำงานด้วยทุกที่ทุกเวลา

 

 

            ไม่ว่ามนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ไหนก็ย่อมมีภาระหน้าที่ของตัวเองทั้งสิ้น

 

 

 

 

            ผมแวะมาทำธุระที่มหาวิทยาลัยฮงอิกเป็นที่สุดท้ายก่อนจะขับรถออกมาจากมหาวิทยาลัยในเวลาเกือบห้าโมงเย็น  จากนั้นจึงเลี้ยวหาที่จอดรถแถวๆฮงแดเพราะตั้งใจจะไปหาซื้อโทรศัพท์มือถือและของกินติดไม้ติดมือไปฝากเจ้ามนุษย์ต่างดาวที่ผมเลี้ยงไว้ในบ้าน

 

            เวลานี้ย่านฮงแดไม่ได้คึกคักเท่ากับวันเสาร์อาทิตย์ แต่ก็ยังพอจะมีนักศึกษาและวัยรุ่นมาเดินให้เห็นอยู่ไม่ให้ดูเงียบเหงา  ผมแวะซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่รุ่นเดียวกันกับผมแต่ตัวเครื่องเป็นสีขาวและเปิดซิมใหม่ด้วยจนเสร็จสรรพ หลังจากนั้นจึงเดินแยกออกมาเพื่อมุ่งตรงไปยังซอยที่มีร้านขนมหวานชื่อดัง  แต่ทว่าสายตาคมๆของผมดันเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของใครบางคนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาดีสามสี่คนในซอยเล็กๆที่ผมกำลังจะเดินผ่าน

           

ทั้งทรงผม  ทั้งรูปร่างสูงโปร่งดูคุ้นตาแม้จะอยู่ในชุดเสื้อโค้ทสีดำตัวยาวที่มีขนฟูๆดูมุ้งมิ้งตรงฮู้ด   ไหนจะน้ำเสียงและการใช้คำพูดที่ฟังยังไงก็โคตรจะคุ้นหูนั่นอีก

 

 

“จะพาเราไปกินขนมเหรอ~

 

 

เจ้านั่นคือมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องที่ผมเลี้ยงไว้ไม่ผิดแน่!

 

 

“ใช่  มาด้วยกันเถอะ น่ารักแก้มยุ้ยซะขนาดนี้เดี๋ยวพวกเราเลี้ยงเอง”

 

“จริงเหรอ!  งั้นไปๆๆ”

 

            ผมแทบเอามือตบหน้าผากตัวเองหลังจากได้ยินคำตอบของมนุษย์ต่างดาวใจง่ายที่พอได้ยินเรื่องของกินเข้าหน่อยก็ทำตาวาวเป็นประกายจนไอ้พวกวัยรุ่นที่มองอยู่ถึงกับทำหน้าเคลิ้มไปตามๆกัน  แต่นั่นก็ทำให้ผมได้จังหวะรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปคว้าตัวไอ้แก้มป่องออกมาจากวงล้อมแล้วกระชับฝ่ามือที่กำลังกำรอบข้อมือบางเอาไว้แน่นก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเรียบ

 

“ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะ  แต่นายคงไปกับคนพวกนี้ไม่ได้หรอกนะ”

 

มนุษย์ต่างดาวในความดูแลของผมหันมามองหน้าผมด้วยสีหน้างุนงงปนอึ้งจัด  แต่เรื่องนี้เอาไว้เคลียร์กันทีหลัง  เพราะตอนนี้ผมคงต้องจัดการไอ้พวกกลุ่มวัยรุ่นที่จ้องจะแอ้มคนข้างๆผมซะก่อน แถมไอ้พวกนี้ยังกล้าขมวดคิ้วจ้องมองผมอย่างประเมินแล้วถามกลับมาเสียงห้วนอีกต่างหาก

 

“คุณเป็นอะไรกับเค้าล่ะ!  แล้วมายุ่งอะไรด้วยเนี่ย”

 

 

“เป็นสามี”

 

 

            …!!!

 

“ทีนี้เข้าใจรึยังว่าทำไมฉันถึงต้องเข้ามายุ่ง”

 

น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าสายตากลับดุดันของผมทำให้ไอ้พวกกลุ่มวัยรุ่นที่เบิกตากว้างอ้าปากค้างอย่างอึ้งๆได้แต่พยักหน้ารัวๆ แล้วพากันเร่งฝีเท้าเดินแยกออกไปอีกทางโดยไม่เหลียวกลับมามองอีก

 

 

เหอะ!   กระจอกชะมัด

 

 

“ไหนแอลบอกว่าพวกเราเป็นสามีภรรยากันไม่ได้ไง”

เสียงถามจากคนข้างตัวดังขึ้นมาเรียกความสนใจจากผมให้หันกลับมามองใบหน้าหวานซึ่งบัดนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง   ดวงตากลมโตใสแจ๋วที่จ้องมองมาทำให้ผมเกือบจะเผลอใจอ่อนยอมตอบคำถามที่ว่านั่น

 

“ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะน่า  ฉันต้องถามนายมากกว่าว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!

ผมเผลอใช้น้ำเสียงห้วนเพราะความหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อคิดไปว่าหากผมไม่ทันเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น!  ไม่ได้กลัวเจ้ามนุษย์ต่างดาวนี่จับวัยรุ่นพวกนั้นไปเขมือบกินหรอกนะ  แต่กลัวว่าเจ้าตัวจะโดนเขมือบเองซะมากกว่า!

แล้วออกมาที่นี่นานรึยังก็ไม่รู้  ท่าทางซื่อๆแถมยังไม่รู้ประสีประสาอะไรกับโลกมนุษย์แบบนี้จะให้ออกไปไหนมาไหนแบบลำพังได้ยังไงกัน 

 

“เรามารถไฟใต้ดินน่ะ   อ๊ะ!  ไม่ต้องห่วงนะ  เราปิดน้ำปิดไฟแล้วก็ล็อกบ้านให้แอลเป็นอย่างดีเลย นี่ไงกุญแจบ้าน”

อีกฝ่ายตอบกลับมาพลางยิ้มแป้นโชว์ทั้งฟันขาวเรียงซี่สวยและกุญแจสำรองของบ้านผมขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ทำเอาผมถึงกับต้องปล่อยมือออกจากข้อมือนุ่มของอีกฝ่ายแล้วหันมากอดอกตีสีหน้าขรึมใส่คนตรงหน้าแทน

 

“ฉันไม่ได้ห่วงบ้าน แต่ห่วงนายนั่นแหละ!  ออกมาแบบนี้ตัวคนเดียวได้ยังไง  แถมยังคิดจะไปไหนต่อไหนกับคนแปลกหน้าอีก”

 

“ไม่ต้องห่วงน่า เราศึกษาเส้นทางในโซลมาเป็นอย่างดี ที่ดาวเรามีหนังสือรีวิวการเที่ยวฮงแดด้วย! เห็นมั้ยว่าเราซื้อของมาได้เยอะแยะเลย”

มนุษย์ต่างดาวแก้มป่องยังคงไม่สำนึก  ดวงหน้าหวานยิ้มร่าพลางโชว์ถุงข้าวของต่างๆในมือของเจ้าตัวขึ้นมาอวดซึ่งผมมองเห็นแว้บๆว่ามีถุงจากร้านเครื่องเขียนชื่อดังอย่าง ART BOX มากกว่าถุงอื่นๆซะอีก 

 

การ์ดพวกนี้เราเลือกอยู่ตั้งนานแน่ะ มันน่ารักมากๆเลยนะ เราเลยซื้อมาตั้งหลายอัน ว่าจะลองส่งไปให้ที่บ้านแหละ”

อีกฝ่ายยังคงเอ่ยปากพูดเจื้อยแจ้วจนริมฝีปากสวยขยับมุบมิบไปมาดูน่าจับมาบีบแรงๆให้หายหมั่นเขี้ยว

แล้วการ์ดที่ว่าก็คงคิดจะส่งผ่านไอ้เครื่องไฮเทคสารพัดประโยชน์นั่นสินะ   พอมีเงินรวยเข้าหน่อยทำมาเป็นช้อปแหลก  แถมวันนี้ยังแต่งตัวมาใหม่เอี่ยมอ่องทั้งชุด  ป่านนี้ไม่ใช่ว่าตู้เสื้อผ้าบนห้องจะแน่นเอี๊ยดไปหมดแล้วเหรอ  มนุษย์ต่างดาวอะไรฟุ่มเฟือยชะมัด แบบนี้ต้องหาโอกาสสั่งสอนให้ประหยัดเงินซะบ้าง

 

“แล้วหนังสือรีวิวของพวกนายไม่ได้เขียนบอกไว้รึไงว่าห้ามตามคนแปลกหน้าไปซี้ซั้วน่ะ”

ได้ทีผมก็ขอแขวะกลับไปซักหน่อยก็แล้วกัน   แต่ดูท่ามันคงจะไม่ได้ผลเพราะคนตรงหน้าเอาแต่ทำหน้ามึนๆใส่ก่อนจะขมวดคิ้วนิดๆแล้วถามกลับมาด้วยแววตาสับสน

 

“ทำไมล่ะ  ทีเรายังมาอาศัยอยู่กับแอลได้เลย ทั้งๆที่แอลก็เป็นคนแปลกหน้าเหมือนกัน”

 

 

อ้อ!  ฉันเองก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับนายงั้นสิ!?

 

 

“ช่างเถอะ!  ทีหลังจะไปไหนก็บอกแล้วกันฉันจะพาไปเอง”

            เผลอใส่อารมณ์กลับไปเพราะความรู้สึกหงุดหงิดที่พุ่งขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ โอเคยอมรับก็ได้ว่ารู้สึกเคืองกับประโยคของอีกฝ่ายที่บอกว่าผมเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเจ้าตัว  ทั้งๆที่คิดเอาไว้ว่าตัวเองมีความสำคัญมากกว่านั้นแล้วแท้ๆ 

 

 

“เย้! แอลใจดีที่สุดเลย~ เอาไว้วันหลังพาเราไปผับด้วยนะ! มันต้องสนุกมากแน่ๆ”

 

 

ว่าไงนะ…!

ผับงั้นเรอะ  ฝันไปเถอะ!!

 

 

ฝ่ายที่ไม่ได้รับรู้ถึงรังสีแห่งความน้อยใจและหงุดหงิดใจของผมถึงกับพุ่งเข้ามากอดแขนพลางเอาหัวกลมๆถูไถต้นแขนของผมไปมาอย่างออดอ้อนเสียยิ่งกว่าเจ้าบยอลหรือแมวตัวไหนๆ  ดวงตากลมโตสดใสทอประกายวับวาวราวกับดวงดาวสุกสกาวบนผืนฟ้ายามราตรี 

 

 

เพียงเท่านี้  ความน้อยใจและความขุ่นเคืองที่เคยมี

 

ก็พลันสลายหายไปหมดสิ้น

 

 

จะมองว่าผมใจอ่อนง่ายๆก็ช่างเถอะ  แต่หากใครได้มาเห็นคนตรงหน้าผมตอนนี้แล้วละก็ผมกล้าพนันด้วยตำแหน่งอาชีพอัยการของผมเลยว่าร้อยทั้งร้อยก็คงต้องยอมใจอ่อนเหมือนผมนั่นแหละ

 

ผมลอบยิ้มบางๆออกมาในขณะมองดูมนุษย์ต่างดาวยิ้มหวานส่งมาให้อยู่อย่างนั้น  ก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้ว่าไหนๆอีกฝ่ายก็มาอยู่ที่นี่ด้วยกันแล้ว  เพราะงั้นผมก็น่าจะพาไปทานมื้อเย็นและตบท้ายด้วยของหวานซะทีเดียวที่ย่านนี้เลยจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา

 

            “ซื้อของเสร็จแล้วใช่มั้ย  ถ้างั้นเดี๋ยวฉันพาไปหาอะไรกินมื้อเย็นแล้วค่อยไปกินเค้กด้วย”

            สิ้นประโยคของผม คนที่กอดแขนผมอยู่ก่อนหน้าก็ถึงกับตาโตขึ้นมา  ไอ้แก้มป่องก้มลงมองถุงข้าวของในมือของตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมด้วยรอยยิ้มกว้างแล้วเอ่ยออกมา

 

            “ความจริงก็ยังเดินดูไม่หมดทุกร้านหรอก  แต่เอาไว้วันหลังก็ได้”

           

            “

 

“เพราะตอนนี้เราอยากไปกินเค้กกับแอลมากกว่า~

 

 

            เห็นมั้ยน่ารักขนาดนี้ จะปล่อยให้ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ยังไง

 

          ไม่ได้หวงนะ

 

 

          ก็แค่อยากให้ทำตัวน่ารักกับผมคนเดียวเท่านั้น

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

 

            บรรยากาศภายในร้านคาเฟ่เค้กชื่อดังย่านฮงแดแห่งนี้ยังคงคึกคักเหมือนทุกครั้งที่ผมเคยเห็นผ่านตา  ผมพาเจ้ามนุษย์ต่างดาวแก้มป่องมาที่นี่หลังจากก่อนหน้านี้ได้พาไปกินมื้อค่ำมาจนอิ่มท้อง แต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้านี้คงจะยังมีกระเพาะว่างสำหรับยัดใส่ของหวานอย่างเต็มที่  ไอ้หมอนี่มันกินจุยิ่งกว่าผมซะอีก สงสัยคงจะเผาผลาญพลังงานผ่านรอยยิ้มแหงๆ  ยิ้มเริงร่าอยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน

 

            ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆตัวร้านซึ่งตกแต่งด้วยโทนสีขาวสบายตา  โดยเฉพาะรูปดอกโบตั๋นสีชมพูที่ประดับอยู่ภายในร้านซึ่งดึงดูดความสนใจของไอ้แก้มป่องได้เป็นพิเศษ  ส่วนผมเองก็ได้แต่ขัดเขินกับสภาพแวดล้อมเล็กน้อยเพราะภายในร้านส่วนใหญ่มีแต่หญิงสาวผู้ชื่นชอบของหวาน  คนอย่างผมที่ใบหน้าไม่ให้กับการกินของหวานแถมยังใส่ชุดสูทเป็นทางการแต่ดันมานั่งอยู่ในร้านมุ้งมิ้งแบบนี้มันโคตรจะไม่เข้ากันเลยสักนิด

 

            แต่ไม่เป็นไรเพราะคนตรงหน้าผมน่ะดูน่ารักกลมกลืนไปกับบรรยากาศของร้านอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชายเหมือนกันก็เถอะแต่บรรยากาศของเราช่างแตกต่างกันซะเหลือเกิน

 

            อะไรๆที่เป็นไอ้แก้มป่องนี่มันก็ดูจะหวานแหววมุ้งมิ้งไปหมดนั่นแหละ

 

 

 

 

            “ว้าว!!  เค้ก!!

           

            “ก็เค้กน่ะสิ”

            ผมเปรยขึ้นมาเสียงเรียบหลังจากที่เห็นคนตรงหน้าตาโตร้องว้าวออกมาอย่างกับโจรสลัดที่เพิ่งค้นพบขุมทรัพย์   ผมสั่ง Strawberry Short Cake มาให้อีกฝ่ายซึ่งเจ้าเค้กที่ว่านี่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน   เค้กโฮมเมดที่ใช้ครีมสดร้อยเปอร์เซ็นต์บวกกับสตรอว์เบอร์รีลูกโตๆสีแดงฉ่ำนั้นเองทำให้ใครต่อใครหลายคนต่างต้องยกนิ้วให้

 

            ยกเว้นผมคนนึงนี่แหละ

 

 

            “แล้วแอลไม่กินเหรอ ทำไมไม่สั่งของตัวเองล่ะ”

 

            “ไม่ล่ะ  ฉันไม่ชอบขนมหวานเท่าไหร่  สั่งแค่เครื่องดื่มก็พอ”

            ผมตอบกลับไปนิ่งๆแล้วยกแก้วกาแฟขึ้นดูดไปพลางๆ  ฝ่ายที่ได้ฟังคำตอบจากปากผมก็ถึงกับทำหน้ามุ่ยแล้วบ่นอุบอิบออกมา

 

            “แต่เราอยากให้แอลลองกินด้วยนี่นา”

 

            “ฉันเคยชิมแล้วไงถึงได้รู้ว่าไม่ค่อยชอบอะไรพวกนี้”

 

            แม้ว่าจะอธิบายเหตุผลออกไปแล้วก็ตาม แต่มนุษย์ต่างดาวนิสัยเด็กก็ยังคงทำหน้ายู่ใส่กันอยู่อย่างนั้น  แต่ไม่นานนักก็เลิกสนใจผมแล้วหันไปตั้งหน้าตั้งตาตักเค้กเข้าปาก

 

 

            “อร่อยยยยย!!” 

 

เสียงใสที่ร้องออกมาดังลั่นทำให้ผมถึงกับชะงักและรีบหันไปมองรอบตัวด้วยท่าทีเลิ่กลั่กเพราะความเกรงใจ  แต่ทว่าคนในร้านและพนักงานกลับเพียงแค่หันมามองยิ้มๆซึ่งนั่นทำให้ผมได้แต่เผลอถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก   ถ้าไม่ติดว่าไอ้หมอนี่มันน่ารักน่าเอ็นดูแล้วละก็ มีหวังคงได้โดนคนในร้านด่าทางสายตากลับมาแล้วแหงๆ 

 

            “นายไม่ต้องเสียงดังขนาดนั้นก็ได้นะ”

 

            “ก็มันอร่อยนี่”

 

            “ครับๆ  อร่อยก็อร่อยครับ” 

ผมเป็นฝ่ายยอมแพ้เจ้าของใบหน้าหวานที่ยังคงตักเค้กเข้าปากแล้วละเลียดมันด้วยใบหน้าพริ้มราวกับกำลังมีความสุขซะเต็มประดา 

 

“ครีมนุ่มละมุนลิ้นมากเลย  เนื้อเค้กก็เนียนมากไม่ฝืดคอ  สตรอว์เบอร์รีหวานๆอมเปรี้ยว กินแล้วอยากกินอีกจนหยุดไม่ได้

            เสียงเจื้อยแจ้วที่เอ่ยออกมาอย่างเพ้อๆนั้นไม่ได้ทำให้ผมใส่ใจอยู่กับเนื้อหาสาระของมันมากนัก  แต่ตอนนี้ผมกับลังเพ้อและเคลิ้มไปกับท่าทางของอีกฝ่ายต่างหาก 

ฉับพลันนั้นเองที่ความคิดบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในหัว   รู้ตัวอีกทีผมก็เผลอขยับปากเอ่ยความต้องการของตัวเองออกไปซะแล้ว

 

 

            “นายลองเรียกฉันว่ามยองซูหน่อยซิ”

            เมื่อได้ยินดังนั้น  คนตรงหน้าก็ถึงกับชะงักมือที่กำลังจะส่งเค้กเข้าปากก่อนจะเหลือบสายตามาจ้องมองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจ

 

            “เอ๋... นั่นมันชื่อจริงของนายนี่นา  ไหนบอกว่าถ้าไม่สนิทกันห้ามเรียกไง”

           

            “บอกให้ลองเรียกก็ทำเถอะน่า”

            ผมเร่งเมื่อเห็นว่าอีกคนทำท่าอิดออด  และเมื่อเจ้าตัวเห็นสีหน้าจริงจังของผม สุดท้ายเสียงใสรื่นหูก็ค่อยๆเปล่งออกมาให้ได้ยิน

 

 

            “มยองซู”

 

 

          อา โทนเสียงหวานๆที่ไม่ต่างไปจากใบหน้าเลยสักนิด

 

 

            “อีกทีซิ”

 

 

            “มยองซู”

 

 

            อากลีบปากเย้ายวนสีสวยที่ห่อเข้าหากันราวกับเชิญชวน

 

 

            “อีกครั้ง”

 

 

            “มยองซูวววว~

 

 

 

            โอเค

 

          คิมมยองซูคนนี้โดนแอทแทคตายไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

            มนุษย์ต่างดาวหน้าหวานหันไปสนใจเค้กตรงหน้าอีกครั้ง  มือบางตักเค้กเข้าปากตัวเองก่อนจะเคี้ยวตุ้ยๆทำหน้าฟินจนแก้มที่ฟูอยู่แล้วยิ่งพองออกมาดูน่าหมั่นเขี้ยว  ในจังหวะนั้นเองที่ผมค่อยๆเลื่อนปลายนิ้วไปปาดเช็ดคราบครีมที่ติดอยู่มุมปากของอีกฝ่ายก่อนจะส่งเข้าปากตัวเองเพื่อทำความสะอาดปลายนิ้วแทนการใช้ทิชชู่

 

            “ไหนบอกว่าไม่ชอบกินของหวานไงแอล”

            คนที่กำลังมีความสุขอยู่กับการกินเค้กหันมาจ้องหน้าถามผมพลางหัวเราะคิกคักออกมา เมื่อเห็นว่าผมจัดการกับคราบครีมหวานๆที่ติดอยู่ปลายนิ้วตัวเองด้วยวิธีใด

 

 

 

            เพิ่งรู้ว่ามนุษย์ต่างดาวรสชาติหวานละมุนขนาดนี้

         

แต่ก็เป็นความหวานที่ผมชื่นชอบเหลือเกิน

 

.

.

.

.

.

.

           

            การจราจรบนท้องถนนในเวลาสามทุ่มยังไม่ถือว่าโล่งมากนัก  แต่ก็สามารถทำให้รถของผมแล่นไปได้เรื่อยๆไม่ติดขัดสักเท่าไหร่  เส้นทางที่กำลังจะมุ่งตรงไปยังบ้านของผมนั้นอยู่อีกไม่ไกลเกินเอื้อม  ส่วนคนที่ก่อนหน้านี้เอาแต่เอ่ยปากถามโน่นนี่นั่นไม่หยุดหลังจากก้าวขึ้นมาบนรถด้วยกัน บัดนี้กำลังหลับสบายอยู่ข้างตัวผม

 

            พอถึงแยกไฟแดงสุดท้าย ผมก็ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์  ดวงตาของผมจับจ้องไปยังเจ้ามนุษย์ต่างดาวหน้าหวานซึ่งกำลังหลับสนิทโดยไม่แคร์สายตาผมเลยสักนิด  ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผมได้แต่ยิ้มบางๆออกมาพลางเลื่อนมือไปปรับเอนเบาะให้อีกฝ่ายได้นอนสบายๆยิ่งขึ้น และไม่ลืมที่จะปรับแอร์ในรถเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรู้สึกหนาวจนเกินไป   

 

            ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายก็มีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกันกับผม  แถมยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ผู้พบเห็นต่างนึกเอ็นดูได้ไม่ยาก   แพขนตายาวราวกับตุ๊กตาตัวน้อยๆ  ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีสวย  และสิ่งที่ดึงดูดให้ผมรู้สึกอยากสัมผัสมันสักครั้งตั้งแต่แรกเจอนั่นก็คือพวงแก้มขาวๆฟูๆทั้งสองข้าง

 

 

 

 

            ฟอดดด!!

 

 

 

            วันนี้ขอเก็บค่าดูแลสักหน่อย  จะได้ยุติธรรมกันทั้งสองฝ่าย

 

 

.

.

.

.

.

.

 

 

_____TBC_____




 






Talk:
# มันยุติธรรมกันดีอยู่หรือ~   ได้โปรดอย่าดึงให้พระเอกเราหื่นกามเลยค่ะ  ฟิคเรื่องนี้ควรจะมาทางสายน่ารักใสๆนะเออ
# เนื้อเรื่องมันก็จะเนิบๆเรื่อยๆแบบนี้แหละค่ะไม่ได้หวือหวาหรือขยี้ปมอะไรมากมาย เพราะมันเป็นฟิคที่เราเขียนเพื่อคลายเครียดนี่นา 555555555555555  แต่ตอนนี้เริ่มเครียดแล้วเพราะอยากได้มนุษย์ต่างดาวยอลลี่มาเลี้ยงเองบ้าง  ฮรึกกกก  อิจฉามยองซู!

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

65 ความคิดเห็น

  1. #58 บบตพ ♡ (@twentynoey) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 14:13
    อยากได้น้องมาเลี้ยงบ้าง แง

    (แต่พระเอกนี่ก็คือหื่นเก่งงงงง คิดอะไรไม่ดีกับเขาตล๊อดดด แหม)
    #58
    0
  2. #19 yeolstorycb (@jahcbjahcb) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 03:18
    อยากมีมนุษย์ต่างดาวแก้มป่องเป็นของตัวเอง
    #19
    0
  3. #13 สีน้ำ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 15:51
    ยังมีอีกมั้ยแบบซองยอลเนี่ยอยากได้มาเลี้ยงที่บ้านบ้าง รู้สึกอิจคุณอัยการเบาๆ
    #13
    0
  4. #12 jakwy (@jakwy) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 12:45
    ทำยังไงถึงจะได้ยอลลี่มาอยู่บ้าน ฮื่ออออ เขาอยากได้อ่ะ มนุษย์ต่างดาวอะไรจะน่ารักน่าฟัด เอ้ย!! น่าหยิกขนาดนี้
    คุณอัยการค่ะ อย่าลวนลามยอลลี่สิค่ะ เขาอิจฉา เข้าใจไหม!!!!! ^^
    #12
    0
  5. #11 theMiiny (@rabbiteiiz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 16:28
    โอ้ยยยยยยย ซองยอล เกือบไปแล้วไม๊ล่ะ ดีนะมยองมาเห็นเข้าซะก่อน
    น่ารักขนาดนี้ต้องระวังผู้ชายให้มากๆนะ มยองเจอเค้าวันเดียวก็หึงละนะ ทำมาเปงงงงงงงง
    เรื่องหื่นนี่ห้ามยากจัง ไม่รู้ว่าหน้ามยองหื่นหรือคนอ่านที่หื่นกว่า 5555555555
    #11
    0
  6. #10 민트아 (@Mint_Micky_sj) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2560 / 23:33
    เจาซองยอล เจา เจา เจา ฮื่ออออออออออออออออ

    อิจฉา อิจฉามาก อิจฉาโคตร
    #10
    0