[FIC INFINITE] Star Child : MyungYeol (End)

ตอนที่ 2 : (S)weet Smile

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 355
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    8 ต.ค. 60





[ Star Child ] : (S)weet Smile 

_______________________________

 



 

 

 

           

            ข้อตกลงระหว่างเจ้าของบ้านอย่างผมกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวเสร็จสิ้นผ่านไปเรียบร้อยด้วยดี  ผมยินยอมให้อีกฝ่ายมาพักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากบ้านของผมมีพื้นที่กว้างขวางแต่กลับมีเพียงแค่ผมกับบยอลเท่านั้น  ส่วนแม่บ้านก็เพียงแค่เข้ามาทำความสะอาดและซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารเข้ามาไว้ให้แค่อาทิตย์ละครั้ง 

 

 

            คิดซะว่าเลี้ยงลูกแมวตาโตเพิ่มมาอีกตัวก็แล้วกัน

 

 

            ที่นอนของอีกฝ่ายตามข้อตกลงของผมนั่นก็คือโซฟาเบดสีดำขนาดใหญ่มุมหนึ่งภายในห้องรับแขกซึ่งผมเคยสั่งทำมาเป็นพิเศษเพราะชอบที่จะมานอนเอกเขนกด้านล่างนี้มากกว่าบนห้องนอนของตัวเอง  แต่ตอนนี้คงต้องยกเจ้าโซฟาตัวโปรดนี้ให้มนุษย์ต่างดาวไปครอบครองเสียแล้ว  แต่ทว่าถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าให้สิ่งมีชีวิตแปลกหน้าเข้าไปยุ่มย่ามหรือนอนข้างกันทุกคืน  เผื่อวันดีคืนดีอีกฝ่ายลุกมาจับตัวผมขึ้นยานยักษ์ใหญ่นั่นไปดาวอื่นผมก็แย่น่ะสิ

 

           

ถึงจะน่ารักขนาดไหนแต่ถึงยังไงผมก็ยังแอบระแวงอยู่ดี

 

 

            ข้อตกลงที่สำคัญอีกข้อคือการห้ามไม่ให้อีกฝ่ายรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผม และไม่ให้สร้างความวุ่นวายหรือความเดือดร้อนมาให้ผมเป็นอันขาด ซึ่งไอ้แก้มป่องก็พยักหน้ารับข้อตกลงพวกนั้นอย่างแข็งขัน แถมยังบอกว่าทุกสิ้นเดือนจะจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินวอนมาให้อย่างเต็มที่  แม้ฐานะผมเรียกได้ว่ามีอันจะกินจนสุขสบายก็เถอะ แต่ผมก็ยินยอมตกลงรับไว้เพื่อความยุติธรรม  จะได้ไม่ต้องมีใครเสียเปรียบให้ใคร

 

 

            ว่าแต่มนุษย์ต่างดาวเค้าไปเอาเงินวอนมาจากไหนกัน??

 

            คำถามนั้นผมไม่ได้มีโอกาสถามออกไปเมื่อสายตาดันเหลือบไปเห็นตัวเลขหน้าปัดนาฬิกาบนผนังบ่งบอกว่ายามรุ่งอรุณได้ก้าวมาถึงแล้วในขณะนี้   มื้อเช้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดดังนั้นคนตรงต่อเวลาและรักการกินอย่างผมจึงไม่รอช้ารีบเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วตั้งท่าจะเดินเลี้ยวเข้าไปในห้องครัว  หากแต่เสียงใสๆจากสิ่งมีชีวิตที่ผมเพิ่งรับเข้ามาอยู่ในบ้านก็ดังขึ้น

           

            “อ๊ะ!  จะไปไหนน่ะแอล~

 

            เรียกอย่างเดียวก็พอ ไม่เห็นต้องทำท่าดุ๊กดิ๊กวิ่งเข้ามาหาเลย

 

          รู้มั้ยว่ามันน่ารักเกินไป!

 

 

            “ไปเตรียมอาหารเช้า”

            ผมตอบออกไปเสียงเรียบหลังจากที่พยายามทำทีเป็นไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่ายซึ่งกำลังยืนจ้องมาตาแป๋ว

           

            “หืมมม!  อาหารงั้นเหรอ!!” 

อีกฝ่ายร้องขึ้นมาพร้อมกับทำตาวาววับเหมือนเด็กเพิ่งเจอของเล่นที่ถูกใจ  ว่าแต่มนุษย์ต่างดาวเค้ากินอะไรยังไงกันผมยังไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยแฮะ

 

            “นายกินอาหารของมนุษย์ได้รึเปล่า” 

 ผมถามกลับไปด้วยความลังเล  ขนแขนลุกชันขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเผลอคิดฟุ้งซ่านขึ้นมาว่าอีกฝ่ายอาจจะกินอะไรแปลกๆอย่างเช่นเนื้อสดๆเป็นอาหาร

 

เวรแล้วไง!

 

 

            “อ๋อ! กินได้สิ  อาหารที่ดาวเราก็คล้ายๆกับของมนุษย์นี่แหละ  แต่หน้าตาและรสชาติอาจจะต่างกัน”

 

            ฟู้ววว…  โล่งอกไปที

 

            “เราอยากลองกินอาหารของมนุษย์มานานแล้วนะ  เคยเห็นแต่ในรูปอ่ะ!

            ไอ้แก้มป่องตรงหน้าผมพูดพลางทำหน้ามุ่ยดูน่าสงสาร  ดูท่าว่าอีกฝ่ายจะสนใจและศึกษาเรื่องของมนุษย์จากตำรามานาน 

 

            “งั้นอยู่ที่นี่คราวนี้นายคงได้ลองกินสมใจแล้วล่ะ”

           

            “เย้!  แอลใจดีที่สุดเลยยยย!!” 

เจ้าของเสียงหวานใสกู่ร้องขึ้นมาเสียลั่นห้องก่อนจะพุ่งเข้ามาเขย่าแขนซ้ายผมพลางยิ้มกว้างออกมาด้วยสีหน้าดีใจ ทำเอาคนมองอย่างผมแอบเคลิ้มกับฝ่ามือนุ่มๆและรอยยิ้มหวานๆนั่นไปชั่วขณะ  แต่สุดท้ายก็ต้องพยายามดึงสติให้หลุดออกมาจากวังวนบรรยากาศสีพาสเทลมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งยูนิคอร์นตรงหน้านี้ให้ได้ ก่อนที่ทั้งคนและมนุษย์ต่างดาวจะชวดมื้อเช้าไปกันหมด

 

            “เอ่อ.. ปล่อยก่อน  เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมอาหาร”

 

            “เราขอเข้าไปดูด้วยได้มั้ย”

            ฝ่ามือนุ่มปล่อยออกจากแขนผมก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยออกมาด้วยแววตาออดอ้อนทำเอาคนอย่างผมเกือบจะเผลอใจอ่อนขึ้นมา หากแต่ก็ยังไม่คิดอยากจะให้อีกฝ่ายเข้าไปวุ่นวายกับพื้นที่ในครัวอยู่ดี  แม้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ผมจะมองว่าคนตรงหน้านี้ไม่มีพิษภัย แต่อีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือผมก็ขอเผื่อใจไว้ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน  ค่อยๆดูกันไปก็ยังไม่สาย

 

            “เอาไว้วันหลังแล้วกัน ตอนนี้นายไปนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนเถอะ”

 

            “ง่ะเอางั้นก็ได้” 

            โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้ตื้ออะไรต่อ แต่เสียงอ่อยๆกับแววตาหม่นนิดๆที่ผมแอบสัมผัสได้มันช่างทำให้ผมรู้สึกทั้งสงสารและเอ็นดู 

 

 

            นี่ผมเลี้ยงมนุษย์ต่างดาวหรือเด็กน้อยกันแน่วะเนี่ย

 

 

 

           

 

            วัตถุดิบภายในครัวยังมีเหลือเฟือให้ใช้สอยได้ตามใจชอบ  แต่หลังจากนี้ผมคงต้องสั่งให้แม่บ้านซื้อของสดเข้ามาในปริมาณที่มากกว่าเดิมเพราะมีอีกสิ่งชีวิตเข้ามาอาศัยร่วมกันในบ้านหลังนี้  แถมดูจากแววตาวาววับเมื่อพูดถึงอาหารก็รู้แล้วว่าคงจะกินเก่งไม่เบา 

 

            ผมจัดการหุงข้าวในปริมาณที่มากขึ้น  แล้วผละออกมาเตรียมวัตถุดิบโน่นนี่นั่นอย่างคล่องแคล่ว   ปรุงอาหารอยู่ในครัวได้ราวๆเกือบชั่วโมงก็ถอดผ้ากันเปื้อนออก ล้างไม้ล้างมือจนเสร็จสรรพก็โผล่ออกไปหน้าประตูครัวเพื่อส่งเสียงเรียกใครบางคนที่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะหนีกลับดาวของตัวเองไปแล้วรึยัง

                       

 

            “ข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วนะยอลลี่”

            สิ้นเสียงเรียกของผมเสียงวิ่งทั่กๆจากคนที่อยู่ในห้องรับแขกก็พุ่งพรวดเข้ามาหาถึงประตูครัว ก่อนจะอุ้มเอาอะไรบางอย่างขึ้นมาอวดผมด้วยสีหน้าชื่นบานสุดๆ

 

            “ดูสิแอล!  เราจับบยอลได้แล้วล่ะ!!  เก่งป่ะๆ~

           

            นี่นายเป็นเด็กรึไงถึงต้องมาอวดขนาดนี้

 

            ผมแกล้งพยักหน้าเออออไปเพื่อไม่ให้เด็กประถมในร่างมนุษย์ต่างดาวตรงหน้าต้องใจแป้ว  แต่ก็อดที่จะสงสัยขึ้นมาไม่ได้เนื่องจากตอนนี้เจ้าบยอลของผมดูจะเชื่องกับอีกฝ่ายขึ้นมาทันตา ทั้งๆที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้มันเอาแต่วิ่งหนีไปทั่วห้อง

 

            “แล้วทำยังไงน่ะ  ก่อนหน้านี้มันยังเอาแต่วิ่งหนีนายอยู่เลยนี่”

 

            “อ๋อเราลองใช้ภาษาแมวกับบยอลดูน่ะ”

 

            “ว่าไงนะ!!!”   ด้วยอารามตกใจทำให้ผมถึงกับส่งเสียงดังขึ้นมาจนเจ้าบยอลในอ้อมกอดของอีกฝ่ายถึงกับสะดุ้ง 

 

            “ภาษาแมวมันมีด้วยเหรอ?

 

            “มีสิ!  ไม่งั้นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวเค้าจะสื่อสารกันได้ยังไงล่ะ โธ่”

            มนุษย์ต่างดาวตรงหน้าผมอธิบายพลางยกนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายดุ๊กดิ๊กประกอบคำพูด ดูแล้วเหมือนเด็กน้อยที่กำลังสอนให้ผู้ใหญ่หัดใส่ผ้าอ้อมยังไงอย่างงั้น

 

            “แล้วนายพูดภาษาแมวได้ด้วยเหรอไง”

            ถึงจะเริ่มเชื่อในเหตุผลของอีกฝ่ายก็เถอะ  แต่ผมก็ไม่เคยคิดฝันว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นให้เห็นกับตัวเลยสักนิด

 

            “ได้แค่ประโยคพื้นฐานไม่กี่อย่างเองเพราะเคยจำมาจากในตำรา  ก็เราไม่ได้คิดจะเรียนจริงจังเท่าภาษาเกาหลีนี่นา”

            เจ้าของเสียงหวานใสเอ่ยตอบกลับมาพลางทำหน้ามุ่ย  ดวงตากลมโตเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่เจ้าแมวน้อยในอ้อมกอดของเจ้าตัวก่อนที่ฝ่ามือขาวจะค่อยๆลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู

 

            “เอาเถอะ  วางบยอลลงแล้วไปล้างมือมากินข้าวซะ”

 

            “รับทราบครับ!

 

            ตุบ!!

 

            “เมี้ยวววว!

 

 

 

            ให้วางลงดีๆเฟ้ย!   ไม่ใช่ให้โยนลงพื้น

 

 

           

 

.          

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

            “อันนี้เค้าเรียกว่าอะไรเหรอ หน้าตาคุ้นๆแต่เราจำชื่อไม่ได้”

 

            เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นระหว่างมื้ออาหาร  และคนอย่างผมก็พอจะคาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเจ้ามนุษย์ต่างดาวขี้สงสัยนี่คงไม่คิดจะนั่งกินข้าวอยู่เงียบๆเป็นแน่แท้

 

            “ถ้วยนี้คือซุปสาหร่ายน่ะ”

 

            “ซู้ดดดด!

 

            “

 

“อร่อยกลมกล่อม!

 

          ซดแรงขนาดนี้ถ้าสำลักขึ้นมาจะหัวเราะให้ลั่นเลย!

 

 

            “แล้วอันนี้ล่ะ  เหมือนจะเป็นปลาอะไรสักอย่าง

            เจ้าของคำถามพูดพลางเอาตะเกียบชี้ไปที่สิ่งนั้นด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้  จมูกโด่งรั้นขยับส่งเสียงฟุดฟิดแล้วทำหน้าเคลิ้มออกมาจนผมได้แต่กลั้นขำอยู่ในใจ

 

            “จานนี้คือปลาซาบะย่างซีอิ๊ว”

            สิ้นเสียงเฉลยคำตอบจากผม  ตะเกียบในมืออีกฝ่ายก็คีบแงะเอาเนื้อปลาสีขาวๆขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆส่งมันเข้าปากของเจ้าตัว  พวงแก้มกลมๆยุ้ยๆทั้งสองข้างขยับขึ้นลงเล็กน้อยตามจังหวะการเคี้ยว 

 

            “ว้าววว! เนื้อนุ่มมากเลย”

 

          แต่ฉันว่าแก้มนายดูท่าทางจะนุ่มมากกว่านะ

          …อยากลองกัดกินชะมัด

 

 

            “แล้วอันนี้ล่ะ  ผัดแมวเหรอ”

 

            คำถามต่อมาทำให้ผมซึ่งหลุดเข้าไปในภวังค์อยู่ก่อนหน้าถึงกับตกใจจนแทบหัวทิ่มลงกลางถ้วยซุป   เหลือบมองไปยังคนตรงหน้านิ่งๆก็เห็นว่าอีกฝ่ายมัวแต่จดๆจ้องๆอยู่กับเมนูผัดแมวที่เจ้าตัวกำลังสงสัย

 

แต่เดี๋ยวนะ!  แมวที่ไหนเค้าเอามากินกันวะหรือว่ามนุษย์ต่างดาวเค้ากินเนื้อแมวกัน  เวรแล้วไง!  เจ้าบยอลของผมกำลังตกอยู่ในอันตราย!

 

“เนื้อแมวกินไม่ได้หรอกนะ  พวกนายเคยกินรึไง”

 

“ไม่เคยอ่ะ เราแค่สงสัยเฉยๆ”

            ไอ้ตาโตหันมาตอบผมด้วยสีหน้ามึนๆของมัน  ก่อนจะเหลือบสายตาไปยังเมนูเจ้าปัญหาดังกล่าวอีกครั้งด้วยสายตาที่พร้อมจะเขมือบลงท้องอย่างเต็มที่ 

 

            “เมนูนี้เรียกว่าหมูผัดเผ็ดน่ะ  ทานพร้อมกับข้าวสวย”

            และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมเห็นว่าพอได้เฉลยชื่อเมนูอาหารออกไป  เจ้าของมือขาวๆนั่นก็รีบใช้ตะเกียบพุ่งลงไปที่จานดังกล่าวโดยไม่รีรอ 

 

            “ง่ำๆๆ  นายทำอร่อยจังเลยแอล  เผ็ดๆหวานๆ”

           

            “หึนายรู้ได้ยังไงว่าฉันทำอร่อย ไหนบอกว่าไม่เคยกินของพวกนี้ไง”

            เป็นแค่มนุษย์ต่างดาว อย่ามาทำเป็นปากหวานใส่เลย  ผมไม่ใช่คนบ้ายอสักหน่อย

 

            “ก็ไม่เคยกินน่ะสิ” 

อีกฝ่ายพยายามตอบทั้งๆที่ยังเคี้ยวข้าวจนแก้มตุ่ย  และเมื่อเคี้ยวจนหมดปากดีแล้วก็หันมาจ้องหน้าผมแล้วตั้งหน้าตั้งตาอธิบายออกมาอีกรอบ

 

            “เราตัดสินจากความรู้สึกน่ะ  เพราะงั้นรสชาติที่แท้จริงของอาหารมนุษย์พวกนี้จะเป็นยังไงก็ช่าง  แต่เราว่าแอลทำอาหารอร่อยนะ”

 

 

            ทั้งๆที่ผมไม่ใช่คนบ้ายอแท้ๆ

          แต่ความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยขึ้นฟ้าแบบนี้มันคืออะไรกัน

 

 

            “ทำให้เรากินบ่อยๆเลยนะแอล”

 

            “

 

            “เราชอบ~

 

           

            อาาาา…  รอยยิ้มหวานๆของนายตอนนี้

 

          ฉันเองก็ชอบเหมือนกัน

 

           

 

            “อ๊ะ!  ไอ้นี้เราจำชื่อมันได้ด้วยล่ะแอลไม่ต้องบอกชื่อมันนะ  เรารู้ๆ”

            เสียงใสร้องขึ้นมาอีกครั้งจนผมหลุดออกจากภวังค์มาสู่โลกแห่งความจริงอีกรอบ  คนตรงหน้ากำลังคีบอะไรบางอย่างขึ้นมาพร้อมกับทำตาวาวด้วยความตื่นเต้น  ส่วนผมเองก็นั่งนิ่งรอฟังคำตอบจากปากของอีกฝ่าย

 

 

            “มันคือกิมจิ๊!!

 

 

            …..

 

 

            “กิมจิ”

            ผมเอ่ยชื่อที่ถูกต้องออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามอย่างยิ่งที่จะเกร็งสีหน้าไม่หลุดขำออกมา  ไม่รู้ว่าไอ้แก้มป่องนี่มันแกล้งเล่นมุกไปอย่างนั้นเองหรือออกเสียงผิดกันแน่  แต่ดูท่าว่าน่าจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า แถมยังตอบออกมาด้วยความมั่นใจอีกต่างหาก ไอ้มนุษย์ต่างดาวติงต๊องเอ๊ย

 

            “อ่า..นั่นแหละๆ  เราแค่ออกเสียงเพี้ยนนิดเดียวเอง  นี่! อย่าขำสิแอล!

            อีกฝ่ายบ่นออกมาเมื่อเห็นว่าผมเผลอหลุดเสียงหัวเราะในลำคอออกมาให้ได้ยิน  และผมก็ต้องรีบสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้กลับมาเป็นปกติเพื่อไม่ให้เจ้าของใบหน้ามุ่ยตรงหน้าต้องหมดอร่อยไปในมื้อนี้

 

            “โอเคๆ  ลองชิมดูสิ แต่นี่ฉันไม่ได้ทำเองหรอกนะ  ซื้อสำเร็จรูปมาน่ะ”

            ใครจะไปมีอารมณ์นั่งหมักกิมจิกินเองขนาดนั้น  แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้แยแสเท่าไหร่นักว่าจะเป็นกิมจิฝีมือใคร  เจ้าของมือขาวยื่นออกไปกลางโต๊ะเพื่อคีบผักดองประจำชาติเกาหลีขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยออกมา

 

            “รสชาติแปลกๆ”

 

            “ไม่อร่อยเหรอ”

            ผมลองถามออกไปเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกๆต่างจากการได้ลิ้มลองเมนูก่อนหน้าทั้งหลายที่ออกอาการฟินอย่างสุดฤทธิ์

 

            “ก็ไม่ถึงกับอร่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่อร่อยอ่ะ  แอลเข้าใจเราใช่มั้ย”

 

            เข้าใจก็บ้าแล้ว!!

 

          แต่สุดท้ายคนที่ชินกับรสชาติของกิมจิมาตั้งแต่เกิดอย่างผมก็พยักหน้าเออออไปกับคำพูดของอีกฝ่าย  ส่วนเจ้าหนูจำไมในร่างมนุษย์ต่างดาวยอลลี่ก็หันมาถามถึงผักข้างเคียงและเมนูจานอื่นบนโต๊ะต่อไปเรื่อยๆ

 

            สุดท้ายมื้อเช้าของผมกับมนุษย์ต่างดาวก็ผ่านไปได้ด้วยดีโดยที่ไม่มีใครสำลักหรือถูกจับไปกินแทนอาหาร  ผมจัดการล้างจานชามต่างๆด้วยตัวเองผ่านเครื่องล้างจานที่ใช้อยู่เป็นประจำ แต่เดี๋ยวสักวันเถอะ! ผมจะลองสอนให้มนุษย์ต่างดาวหัดล้างจานดูเสียบ้าง  เพราะไหนๆคิดจะมาอยู่ด้วยกันแล้วก็คงต้องช่วยงานกันหน่อย

 

 

 

            “แอล 

เสียงเรียกของมนุษย์ต่างดาวยอลลี่ดังขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ผมเดินออกมาจากห้องครัวมุ่งตรงมาสู่โซนห้องรับแขก   สีหน้าของคนเรียกดูท่าทางจะอึดอัดเล็กน้อย กลีบปากอิ่มเม้มเข้าหากันในขณะที่ดวงตากลมโตคู่สวยก็กำลังจ้องผมอย่างลังเล

 

“นายมีอะไรรึเปล่า?

 

            “คือว่าเรา

 

            “

 

            “เราอยากปลดปล่อย”

 

 

          …!!

            เจ้าของเสียงหวานใสตอบอย่างอายๆ  มือขาวค่อยๆชี้เลื่อนลงไปยังจุดที่เก็บซ่อนแกนกายของเจ้าตัว  ในขณะที่คนมองตามอย่างผมถึงกับลอบกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ก่อนจะเปล่งเสียงแหบพร่าของตัวเองออกมาอย่างคนไร้สติ

           

            “จ..จะให้ฉันช่วยตอนนี้เหรอ แบบนี้ก็ดีเลยสิ ฉันเองก็อยาก…!

 

            เวรแล้วไง!!

 

“เฮ้ยไม่ใช่!   ไม่ได้ๆๆ  ยังไงก็ไม่ได้!!

            ผมรีบสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง   ผมจะมีเซ็กส์กับมนุษย์ต่างดาวที่เพิ่งรู้จักกันยังไม่ถึงหนึ่งวันแบบนี้ไม่ได้  ถึงไอ้แก้มยุ้ยนี่จะน่ารักน่าฟัดขนาดไหนก็ไม่ได้!  เกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมาแล้วลูกออกมาเป็นเอเลี่ยนจะทำยังไง!

 

 

            “เอ๋มนุษย์กินเสร็จแล้วไม่ปลดปล่อยออกมาเหรอ  แปลกจัง”

 

 

            ….!!

 

 

            ประโยคที่มาพร้อมกับสีหน้างุนงงของคนพูดทำให้ผมถึงกับชะงัก   มนุษย์ต่างดาวตาโตที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมกำลังจ้องมองมาด้วยสายตาที่แสดงออกถึงคำถาม  ถ้อยคำก่อนหน้านี้บวกกับท่าทีที่ดูใสซื่อของอีกฝ่ายมันทำให้ผมเริ่มปะติดปะต่ออะไรบางอย่างขึ้นมาได้แล้วค่อยๆลองถามกลับไป

           

            “นาย หมายถึงอยากจะขับถ่ายใช่รึเปล่า”

           

            “โอ๊ะ!  ใช่เลย!  เรานึกคำนี้อยู่ตั้งนานแต่ก็นึกไม่ออกเลยลองใช้คำที่มีความหมายใกล้ๆกันแทน”

 

            ให้ตายเถอะ!

มันใช้แทนกันได้ซะที่ไหนล่ะเจ้าบ้าเอ๊ย!

 

           

“สรุปว่านายอยากเข้าห้องน้ำใช่มั้ย”    ผมถามย้ำออกมาเสียงเรียบในขณะที่พยายามกู้เศษหน้าของตัวเองซึ่งพังยับเยินโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว   

โอเค ผมผิดเองที่อาจจะคิดอะไรที่มันลามกไปหน่อย ทั้งๆที่ความจริงแล้วผมไม่ใช่พวกชอบหมกมุ่นกับเรื่องพรรค์นี้เลยสักนิด  แต่เพราะประโยคกำกวมกับท่าทางเย้ายวนแบบใสซื่อของอีกฝ่ายต่างหากล่ะที่ทำให้ผมคิดไปไกลได้ขนาดนี้

 

            “อืม น่าจะใช่นะ  ห้องที่มันมีโถฉี่กับอ่างอาบน้ำน่ะ”

           

            “เฮ้อโอเค  งั้นตามฉันมา”

            บอกเสร็จก็เดินนำอีกฝ่ายมายังห้องน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกับห้องรับแขก ผมกะจะให้อีกฝ่ายอาบน้ำที่ห้องนี้เพราะไม่ต้องการให้เข้าไปวุ่นวายห้องน้ำส่วนตัวที่อยู่ในห้องนอนของผม  แต่ว่า  ผมยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ค้างคาใจในตอนนี้

 

            “นาย..เอ่อใช้ห้องน้ำที่โลกนี้เป็นใช่มั้ย?

 

            หรือถ้าเย็นนี้จะให้ฉันช่วยอาบน้ำละก็

 

 

            “อ้อ!  เราใช้เป็นๆ!  ก่อนหน้านี้เราศึกษาจากตำราแล้วก็ในคลิปมาแล้วล่ะ”

 

 

            ว้า…  อดเลยแฮะ

 

          แต่เดี๋ยวนะ!!

          คิดบ้าลามกอะไรอยู่วะเนี่ย  ไอ้คิมมยองซู!

 

 

          “อ..อืมถ้าอย่างนั้นก็ดี  นายใช้ห้องน้ำข้างล่างได้ตามสบายเลยนะ”

 

 

            โอเค  ผมควรจะถอยห่างออกจากมนุษย์ต่างดาวที่แสนอันตรายตรงหน้านี้ก่อนที่ผมจะคิดอะไรฟุ้งซ่านขึ้นมาอีกรอบ   อันตรายจริงๆ  อันตรายมากๆ  มนุษย์ต่างดาวนี่อันตรายกับหัวใจของผมอย่างรุนแรง มันน่ากลัวยิ่งกว่าที่เคยดูในสารคดีตอนเด็กๆซะอีก

 

            ผมปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าไปจัดการทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำก่อนจะเดินแยกมาตรวจเช็คความเรียบร้อยในครัวอีกครั้ง จากนั้นจึงหยิบเอาถุงอาหารเม็ดจากตู้ที่อยู่ใกล้ๆครัวมาจัดการเทใส่ลงชามอาหารสีฟ้าซึ่งเป็นชามประจำตัวของเจ้าบยอล  และมันก็เหมือนจะรู้เวลาเป็นอย่างดีเหมือนเช่นทุกครั้ง เพราะทันทีที่เสียงเม็ดอาหารกระทบลงสู่ชามพลาสติก เจ้าสัตว์สี่ขาขนปุยก็รีบวิ่งแจ้นมายืนแกว่งหางอยู่หน้าชามข้าวของมัน  ดวงตาใสๆราวกับดวงดาวของมันดูแวววาวทอประกายเหมือนกับดวงตากลมโตของไอ้เจ้ามนุษย์ต่างดาวจอมน่ารักน่าฟัดนั่นไม่มีผิด

           

            “ทำอะไรอยู่เหรอแอล~

 

            แค่นึกถึงมนุษย์ต่างดาว… 

มนุษย์ต่างดาวตัวจริงก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าผมโดยไว 

 

 

            “ให้อาหารบยอลน่ะ”

            ผมตอบออกไปเสียงนิ่งๆ ก่อนจะจัดการรวบถุงอาหารเม็ดให้เรียบร้อยแล้วเก็บเข้าตู้ตามเดิม  โดยที่สิ่งมีชีวิตอีกสปีชีส์หนึ่งรูปร่างคล้ายมนุษย์ยังคงนั่งยองๆจดๆจ้องๆอาหารแมวยี่ห้อดังสลับกับเจ้าบยอลที่กำลังเคี้ยวอาหารเม็ดกร้วมๆไม่สนใจใคร

 

            “อาหารบยอลเป็นเม็ดๆแบบนี้เหรอ”   

นั่นไงนึกแล้วว่าต้องถามออกมาจนได้  ซึ่งคนอย่างผมก็ยินดีที่จะตอบ

 

            “เค้าเรียกว่าอาหารสำเร็จรูปน่ะ   แต่บางมื้อก็จะให้เป็นพวกข้าวคลุกเนื้อปลา”

 

            “ขอชิมบ้างได้มั้ยบยอล~” 

           

            “เฮ้ย! เดี๋ยว…!

            ยังไม่ทันที่ผมจะร้องห้ามออกมาได้ทัน เจ้าของมือขาวก็หยิบเอาอาหารแมวเม็ดหนึ่งโยนเข้าปากตัวเองแล้วเคี้ยวกร้วมๆอย่างหน้าตาเฉย

 

            “กรุ๊บบบๆๆ”

 

            …!!

 

            “อืมกรอบๆดีนะ   แต่ว่าไม่ชอบกลิ่นแบบนี้เลย”

            มนุษย์ต่างดาวที่อยากทดลองเป็นแมวเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ ทำเอาคนมองอย่างผมอดไม่ได้ที่จะถามประชดออกไป

 

            “แล้วเป็นไง  อร่อยมั้ยล่ะ”

คำถามกึ่งประชดของผมทำให้อีกฝ่ายส่ายหน้าไปมาสองสามครั้งแล้วตั้งหน้าตั้งตาตอบออกมาอย่างจริงจัง

 

            “ไม่อร่อยอ่ะ  รสชาติมันๆ แถมยังเค็มแบบปะแล่มๆ อาหารมนุษย์ที่แอลทำเมื่อกี๊นี้อร่อยกว่าอีก”

           

            ชมกันเข้าไป

          ตัวฉันจะลอยติดเพดานห้องอยู่แล้วเนี่ย!

 

            “แต่ทำไมบยอลกินแล้วดูเหมือนว่ามันกำลังอร่อยมากๆเลยอ่ะ”

            เจ้าหนูจำไมในร่างมนุษย์ต่างดาวหน้าหวานยังคงถามออกมาอีกครั้งด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังเจ้าแมวตัวน้อยด้วยความฉงนใจระคนเอ็นดู  ซึ่งมันทำให้ผมได้แต่นึกขำอยู่ในใจแต่ก็ยอมตอบคำถามอีกฝ่ายกลับไป

 

            “ก็อาจจะอร่อยสำหรับแมวนั่นแหละ  ว่าแต่ที่ที่นายอยู่ไม่มีแมวงั้นเหรอ”

 

            “ไม่มีเลยน่ะสิ”    

เจ้าของเสียงใสเอ่ยตอบพลางทำหน้ายู่ออกมาอย่างเซ็งๆ  แต่จู่ๆก็เด้งตัวลุกขึ้นมาพร้อมกับทำตาโตเหมือนกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

            “จริงสิ!  ต้องรีบส่งข้อความไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่ว่าตอนนี้เราปลอดภัยดี”

 

 

            ส่งข้อความงั้นเหรอ… 

คงใช้ไอ้เจ้าเครื่องสีเงินๆที่ดูเหมือนแม็คบุ๊คนั่นสินะ

 

            “แล้วจะใช้สัญญาณไวไฟที่บ้านฉันเหรอ งั้นเดี๋ยวฉันบอกรหัสให้นะ”

            ผมเอ่ยพลางเดินตามก้นอีกฝ่ายออกมาจนหยุดอยู่ที่โซฟาเบดสีดำที่อีกฝ่ายวางเจ้าอุปกรณ์สีเงินที่ว่านั่นเอาไว้  

 

            “อ้อ!  ไม่เป็นไรหรอกแอล  เราจะใช้สัญญาณของพวกเราเองน่ะ  พวกเราติดตั้งไว้อย่างลับๆทั่วโลกโดยที่มนุษย์มองไม่เห็น”

 

 

ว่าไงนะ!!!

          นี่มันเรื่องจริงเหรอวะเนี่ย! 

 

          คำตอบของมนุษย์ต่างดาวยอลลี่ทำให้ผมถึงกับพูดอะไรออกมาไม่ออก ได้แต่ยืนมองดูอีกฝ่ายเปิดหน้าจอบนอุปกรณ์สีเงินที่เจ้าตัวพกมาด้วย  มันหน้าตาคล้ายแม็คบุ๊คแต่ทว่าไม่มีรูปแอปเปิ้ลอยู่ตรงกลาง  ไม่มีแม้กระทั่งปุ่มคีย์บอร์ดแต่อีกฝ่ายก็ยังรัวนิ้วลงไปบนแป้นได้อย่างแม่นยำ 

            ไม่นานนักสิ่งที่ดูเหมือนโปรแกรมแชทก็ปรากฏขึ้นบนจอ แต่ภาษาที่ปรากฏกลับทำเอาผมมึนงงไปชั่วขณะ  ยอมรับว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นภาษาไหนในโลกที่ชวนให้รู้สึกมึนหัวได้ขนาดนี้มาก่อน  แต่ก็เอาเถอะ.. คงจะเป็นเหมือนๆกับการคุยแชททั่วๆไปนั่นแหละมั้ง

           

            “รู้มั้ยแอลท่านพ่อเราเคยไปสำรวจที่ญี่ปุ่นด้วยล่ะ  ส่วนท่านแม่เราก็เคยไปที่ประเทศไทย”

            ประโยคโอ้อวดของอีกฝ่ายที่กำลังรัวปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์โล่งๆอย่างเมามันทำให้ผมได้แต่นึกปลงอยู่ในใจ เมื่อคิดว่าบัดนี้และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเคยมีมนุษย์ต่างดาวแฝงเข้ามาปะปนอยู่กับมนุษย์เราได้อย่างแนบเนียนจนน่าใจหาย  และท้ายที่สุดผมก็ได้มาเจอเรื่องประหลาดๆพวกนี้เข้ากับตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว

           

            “นายอายุเท่าไหร่แล้ว”

            นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผมสงสัยมานานและได้โอกาสถามขึ้นมาเสียที  แต่ถ้าจะให้เดาแล้วละก็ ดูจากใบหน้าและบุคลิกนิสัย ยังไงอีกฝ่ายก็น่าจะเด็กกว่าผมนั่นแหละ

 

            “หืมอายุเหรอ?  ไม่รู้สิ”

 

            ว่าไงนะ!

 

            “ไม่รู้ได้ไง!

            ผมเผลอส่งเสียงดังออกไปอย่างลืมตัวจนอีกฝ่ายถึงกับชะงัก  แต่ใบหน้าหวานๆนั่นก็ยังคงเอาแต่ทำสีหน้างุนงงไม่ลดละก่อนจะพยายามตอบกลับมาให้ผมฟังอย่างละเอียด

 

            “ก็ไม่รู้จริงๆนี่นา  ที่ดาวเราน่ะไม่มีการนับอายุกันหรอก  รู้แค่เกิดขึ้นมาเป็นประชากรลำดับที่เท่าไหร่จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งมันก็คือหมายเลขทะเบียนที่เราเคยบอกไง”

 

            อ้อไอ้ที่เคยร่ายตัวเลขยาวๆมาตอนแนะนำตัวนั่นน่ะเหรอ!

 

 

            “แล้วแบบนี้จะแต่งงานกันหรือลำดับอาวุโสกันยังไงเนี่ย”

            ความสงสัยของผมยังคงไม่หายไปไหนแถมยังมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น และมากยิ่งขึ้นไปอีกจนมันตีกันอีรุงตุงนังไปหมด

 

            “ก็ดูจากหมายเลขทะเบียนประจำตัวไง  ถ้าลำดับใกล้เคียงกันก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน”

 

            “ถ้างั้นแล้ววันเกิดล่ะ?

 

            “ไม่มีหรอก  พวกเราไม่มีการนับวันอะไรอย่างมนุษย์หรอก”

            อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างฉะฉานราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ  แต่คนฟังอย่างผมกลับได้แต่เอามือนวดขมับไปมา  แทบอยากจะเดินไปหยิบยาพาราแก้ปวดมากินซะให้รู้แล้วรู้รอด

 

            “พวกเราน่ะสนใจแต่เรื่องความอุดมสมบูรณ์  ความสงบสุข  การศึกษา แล้วก็การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ  ดาวเคปเลอร์สี่ห้าสองบีของเรามีเทคโนโลยีทันสมัยกว่าที่โลกนี้หลายร้อยเท่าเลยนะ! ถึงจำนวนประชากรของพวกเราจะไม่เยอะเท่าโลกนี้ก็เถอะ”

 

            “ไอ้ยานใหญ่ๆที่พานายมาส่งนี่ก็ด้วยสินะ”

           

            รู้งี้ตอนนั้นน่าจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้สักหน่อย

 

            “ใช่แล้ว!  นั่นน่ะเป็นยานที่สุดยอดที่สุดของพวกเราเลยล่ะ!

            ไอ้เจ้ามนุษย์ต่างดาวขี้อวดเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ  ดวงตากลมโตคู่สวยเปล่งประกายราวกับดวงดาวบนผืนฟ้ายามราตรี  รวมทั้งริมฝีปากสีสดที่เจ้าตัวกำลังขยับเอ่ยออกมามุบมิบนั่นก็ตรึงสายตาของผมไม่แพ้กัน

 

ดาวของพวกเราคล้ายกับดาวโลกมากๆ  แต่ว่ามีแสงสว่างจากดวงดาวในตัวที่คล้ายกับแสงอาทิตย์ที่ส่องมาบนโลกนี้  ดาวของพวกเราเกิดก่อนดาวโลกอีกนะแล้วก็มีขนาดใหญ่กว่า แถมยังอยู่ไกลกันมากถึงหนึ่งพันสี่ร้อยปีแสง  ถ้าใช้ยานที่ชาวโลกผลิตอาจต้องใช้เวลาเดินทางตั้งยี่สิบห้าจุดแปดล้านปีแน่ะ”

 

ถ้าจะใช้เวลาเดินทางยาวนานขนาดนั้น

ชาตินี้ผมคงไม่ได้มีโอกาสไปเหยียบที่นั่นสินะ

 

“แต่เทคโนโลยีและเชื้อเพลิงบนดาวของพวกเราดีกว่าที่นี่มาก!  เพราะงั้นก็เลยทำให้พวกเรามียานที่ดีกว่า และยานที่นายเห็นตอนนั้นก็เป็นยานที่ดีที่สุด เพราะสามารถใช้เวลาเดินทางจากดาวของเรามาถึงดาวโลกเพียงแค่สามวันตามเวลาโลกมนุษย์  เจ๋งสุดๆไปเลยใช่มั้ยล่าาาา!

 

….

ได้แต่อึ้งแดก  เหมือนผมกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน 

 

“แล้วที่นายบอกจะจ่ายค่าตอบแทนให้ฉันล่ะ  จะไปเอาเงินมาจากไหน”

ผมที่กลายร่างเป็นเจ้าหนูจำไมแทนอีกฝ่ายได้แต่เอ่ยถามออกมาอย่างต่อเนื่อง นี่ถ้าผมเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักดาราศาสตร์ก็คงกู่ร้องออกมาลั่นประเทศเพราะความดีใจไปเรียบร้อยแล้ว

 

            “เราก็ไปแลกมายังไงล่ะ”  

ไอ้มนุษย์ต่างดาวหน้าตาน่ารักน่าฟัดก็ยังคงตอบคำถามผมอย่างไม่อิดออด แม้ว่าปลายนิ้วเรียวๆของเจ้าตัวจะยังคงรัวอยู่บนแป้นพิมพ์โปร่งแสงเป็นพักๆ

 

            “แลกเหรอแลกยังไงน่ะ?

 

            “คืองี้ที่ดาวของเราอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเพชรพลอยและทองคำชนิดที่ใช้ยังไงก็ไม่มีทางหมด  พวกเราเลยเอาของพวกนี้บางส่วนไปแลกกับมนุษย์เพราะดูท่าว่ามนุษย์จะเห็นว่ามันมีค่ามากมายมหาศาล  แปลกดีเนอะ  ทำไมมนุษย์ถึงได้ชอบของแข็งๆเหมือนหินพวกนี้  แถมยังกินไม่ได้อีกต่างหาก”

 

            พวกนายนั่นแหละที่แปลก…!

 

            “พวกเราบางส่วนทำอาชีพแลกของมีค่าพวกนี้เป็นสกุลเงินต่างๆมาให้น่ะ  อืมคงคล้ายๆธนาคารรับแลกเงินบนโลกของพวกนายแหละมั้ง”

 

            “

 

            “ท่านพ่อท่านแม่เราจะเอาไปให้กับพวกนั้นแล้วส่งเป็นสกุลเงินวอนมาให้เราทุกเดือนน่ะ  เมื่อกี๊ลองทักไปตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการพักอาศัยอยู่กับนายพอดี”

            แต่ถึงจะอธิบายมาละเอียดยิบขนาดนั้นก็เถอะ  ผมก็ยังคงสงสัยไม่เลิกอยู่ดี ถ้าเป็นภาพในการ์ตูนแล้วละก็ตอนนี้เครื่องหมายเควชชั่นมาร์กใหญ่ๆคงแปะหราอยู่กลางหน้าผากผมเรียบร้อยแล้ว

 

            “แล้วนายจะไปเอาเงินกับพ่อแม่ของนายยังไง  หรือว่ามีบัญชีธนาคารบนโลกมนุษย์”

 

            “อ๋อก็ส่งให้ทางเจ้านี่ยังไงล่ะ”

            มนุษย์ต่างดาวหน้าหวานหันมายิ้มกว้างให้ผมในขณะที่ชี้ไปยังหน้าจออุปกรณ์เครื่องสีเงินตรงหน้า  และนั่นมันก็ยิ่งทำให้ผมได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและสงสัยขึ้นมาขนาดหนัก สายตาก็จับจ้องมองไอ้วัตถุประหลาดดังกล่าวด้วยสีหน้าระแวงจัด

 

            “อ..ไอ้นี่เนี่ยนะ!

 

            “ใช่แล้ว!  มันคือสุดยอดนวัตกรรมอีกชิ้นที่พวกเราภูมิใจเลยล่ะ  มันก็คล้ายๆกับแม็คบุ๊คของพวกมนุษย์แหละ แต่ว่ามันทำอะไรได้มากกว่านั้น  โดยเฉพาะการรับส่งของ”

           

            “ยังไง

 

 

            ติ๊ด!

 

            สิ้นถ้อยคำสงสัยที่ออกจากปากผม  อีกฝ่ายก็จัดการกดปุ่มเล็กๆที่อยู่ข้างตัวเครื่องแล้วหันมายิ้มแฉ่งให้ผมก่อนจะอธิบายออกมา

 

            “พอกดปุ่มนี้ปุ๊บ  เราก็จะสามารถส่งของไปตามที่อยู่ที่ระบุไว้  หรือสามารถรับของก็ได้  คล้ายๆกับกล่องจดหมายหน้าบ้านของมนุษย์น่ะ”

 

            “ส..ส่งมาจากดาวของพวกนายเนี่ยนะ!

            ผมถามออกมาด้วยสีหน้าอ้ำอึ้ง มองดูอีกฝ่ายเอื้อมมือไปหยิบแท่งลูกกวาดลายกาแล็กซีสีพาสเทลออกมาจากจอภาพสีดำสนิท ก่อนจะฉีกแผ่นใสๆที่ห่อหุ้มมันออกแล้วยัดลงใส่กระเป๋าเสื้อของเจ้าตัวจากนั้นจึงโบกแท่งลูกกวาดสีสวยชูไปมาต่อหน้าต่อตาผมเป็นการโอ้อวดเหมือนกับเด็กๆ

 

            “ใช่แล้ว!  ส่งผ่านมาทางหลุมดำน่ะ  เราก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดนักหรอกเพราะพวกที่คิดค้นเค้าไม่ได้เปิดเผยขั้นตอนออกมามากนัก  แต่มันก็มีข้อจำกัดนะ เพราะว่ามันไม่สามารถส่งของที่เป็นพวกก๊าซ   ของเหลว  สิ่งมีชีวิต  หรือของที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจอภาพนี้ได้น่ะสิ”

 

            “ง..งั้นเหรอ

            ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในหนังเรื่องโลกแห่งอนาคตรึเปล่า…  ทำไมเรื่องมหัศจรรย์มันถึงได้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าขนาดนี้  ไม่ต้องเกิดใหม่อีกร้อยชาติก็ได้เห็นนวัตกรรมล้ำสมัยอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ละเนี่ย

 

 

          ว่าแต่…  จับเจ้านี่มาเรียกค่าไถ่ซะดีมั้ยนะ

 

 

          บ้าสิ!

 

          เกิดโดนมนุษย์ต่างดาวบุกมาแก้แค้นก็ซวยกันไปทั้งโลกพอดี  แค่นี้ผมก็ทำผิดจรรยาบรรณในอาชีพของตัวเองมามากแล้ว  มีอย่างที่ไหน  ให้มนุษย์ต่างดาวมาอาศัยอยู่บนโลกโดยไม่แจ้งความ

 

            มนุษย์ต่างดาวเจ้าปัญหาที่ว่านั่นเลิกสื่อสารกับผมไปหลังจากนั้นเพราะมัวแต่รัวนิ้วและหัวเราะคิกคักอยู่กับโปรแกรมสนทนาบนหน้าจอที่ถูกเปลี่ยนโหมดให้กลับมาใช้งานตามปกติดังเดิม  แถมยังแลบลิ้นเลียลูกกวาดสีสวยในมือตัวเองเป็นระยะๆ ดูมีความสุขจนคนมองอย่างผมถึงกับเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

 

            ผมปล่อยให้อีกฝ่ายเริงร่าอยู่กับอุปกรณ์ล้ำสมัยของเจ้าตัวบนโซฟาเบดสีดำตัวโปรด  จากนั้นจึงเดินแยกออกมายังห้องทำงานซึ่งอยู่ใกล้ๆกันเพื่อเช็คอีเมลและเอกสารของตัวเองไปพลางๆ

            และไม่นานนัก ความอ่อนเพลียอันเกิดจากการนอนพักผ่อนยามค่ำคืนไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง แถมยังลืมชงกาแฟดื่มเพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว ส่งผลให้ร่างกายของผมค่อยๆฟุบลงไปกับกองเอกสารบนโต๊ะทำงาน ก่อนที่ดวงตาจะค่อยๆปรือปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อน 

 

           

.

.

.

.

.

 

            “แอล~  มานี่สิ!

 

            เสียงเรียกหวานใสที่คุ้นหูทำให้ผมเงยหน้าหันไปมองอีกฝ่ายตามความเคยชิน  ก่อนจะต้องชะงักไปพร้อมกับร่างกายที่ชาวาบเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงเรียกนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่แปลกไป

 

            “มากับพวกเราซะดีๆ”

            น้ำเสียงนั้นแม้จะหวานใสดังเดิม หากแต่รูปร่างเจ้าตัวกลับผอมโกรกจนเกือบเห็นซี่โครง  เรือนร่างเปล่าเปลือยผิวหนังสีเทาดูมันวาว  ปลายนิ้วเรียวยาวกรีดกรายไปมาชวนขนลุก  ศีรษะกลมโต คางเรียวแหลมดูประหลาดตา  รูจมูกเล็กๆคล้ายงู  และดวงตาสีดำสนิทขนาดใหญ่ไร้นัยน์ตาทอประกายอย่างที่เคยมี

 

            “ป..ไปไหน…!  ไม่เอา! ฉันไม่ไปกับนาย!”

           

            “มาเป็นเหมือนกับพวกเรายังไงล่ะแอล”

            อีกฝ่ายไม่แยแสคำพูดและสีหน้าตื่นๆของผมแถมยังค่อยๆแสยะยิ้มออกมาชวนให้ขนลุก  สองขายาวๆและฝ่าเท้าขนาดใหญ่เดินก้าวเข้ามาตรงหน้าผมที่ขยับตัวลุกหนีออกจากโต๊ะทำงานไม่ได้ราวกับถูกสะกดจิต

           

 

            “อย่านะ!  ออกไปนะไอ้มนุษย์ต่างดาวเฮงซวย!!

 

            “มาเถอะแอล.. หึๆๆ”

 

 

“ออกไปนะ!  ช่วยด้วยยยยยย!!

 

 

 

 

 

 

            เฮือกกกก!!

 

            ร่างกายผมกระตุกวูบเด้งขึ้นมาจากโต๊ะทำงานด้วยอารามตกใจ  ก่อนจะพยายามตั้งสติแล้วกะพริบตาถี่ๆไปมาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่   ฟังเสียงหอบหายใจอันสั่นสะท้านของตัวเองและเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวอยู่ในอก  และเมื่อมองไปรอบๆตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองเพิ่งตื่นจากฝันร้ายมาหมาดๆ

 

            เป็นความฝันที่เหมือนจริงจนน่ากลัว

 

            ผมสะบัดหัวพลางลุกออกจากโต๊ะทำงานแล้วเดินมึนๆออกมาจากห้อง ตั้งใจจะไปหาเครื่องดื่มในครัวหรืออะไรที่ทำให้สดชื่นขึ้นมาบ้าง เนื่องจากภาพในความฝันบ้าๆเมื่อครู่ยังตามหลอกหลอนไม่ไปไหน

 

 

 

          “แอล~  มานี่สิ!

           

 

            เสียงเรียกที่คล้ายกับความฝันทำให้สองขาของผมที่กำลังจะเดินผ่านหน้าห้องรับแขกถึงกับชะงัก  เผลอกลืนน้ำลายขึ้นมาอึกใหญ่แถมยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกของความฝันอย่างแน่นอน  และเสียงใสๆที่กำลังเอ่ยเรียกผมอยู่นี้ก็เป็นของจริง

            ผมพยายามข่มความรู้สึกหวาดกลัวออกไปเพื่อให้ตัวเองตัดสินใจหันไปตามเสียงเรียก  และเมื่อหันไปพบกับเจ้าของเสียงที่ยืนอยู่กลางห้องรับแขก  สองขาของผมก็แทบจะทรุดลงด้วยความอ่อนแรงและหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ

 

 

            “มไม่จริง!!

 

 

          …มนุษย์ต่างดาวตัวเดียวกันกับในความฝันนั่น!

 

           

            อีกฝ่ายทำท่าเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเคลื่อนฝีเท้าเข้ามาใกล้ผมที่ไม่อาจขยับขาไปไหนได้เพราะความตกตะลึง   เสียงหัวใจเต้นรัวอยู่ในอกเพราะความหวาดกลัว  นึกเจ็บใจที่ตัวเองมักง่ายปล่อยให้มนุษย์ต่างดาวเข้ามาอยู่ในบ้านของตัวเองมาตั้งนาน  แถมตอนนี้มันยังทำท่าจะจับตัวผมไปทำอะไรไม่รู้อีกต่างหาก

 

            “ย...อย่าเข้ามานะ!  อย่าจับฉันไปเลยนะยอลลี่…!!

            ผมโวยวายออกมาลั่นบ้านจนเจ้าบยอลที่นอนสบายอยู่ใต้โซฟาใกล้ๆกันถึงกับสะดุ้งแล้วหันมาจ้องมองผมสลับกับมนุษย์ต่างดาวรูปร่างน่ากลัวนั่นด้วยสีหน้างุนงง

 

            “หืมมม?  พูดอะไรของนายน่ะแอล”

            อีกฝ่ายชะงักฝีเท้าก่อนจะหยุดยืนเพื่อจ้องมองผมด้วยดวงตาโตๆขนาดใหญ่สีดำสนิทที่ผมนึกกลัว    และเมื่อเห็นผมทำท่าอึกอักไม่ยอมพูดจาแถมยังจ้องกลับไปด้วยสายตาตื่นๆ  มนุษย์ต่างดาวที่เคยใช้รูปลักษณ์น่ารักๆลวงตาผมเสียนานก็ค่อยๆยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเอื้อมไปด้านหลังของเจ้าตัว  ก่อนจะ

 

 

            แควกกกก!!

 

 

            ให้ตายเถอะ!   มันจะกลายร่างอีกแล้วเหรอ!

 

           

            และในขณะที่สองขาของผมแทบจะพยุงตัวเองเอาไว้ไม่อยู่  มนุษย์ต่างดาวตรงหน้าผมก็รูดบางสิ่งออกจากด้านหลังของเจ้าตัว  ก่อนจะค่อยๆแหวกมันออกจากกันช้าๆจนในที่สุดเจ้าสิ่งอัปลักษณ์สีเทาๆดูมันวาวนั่นก็ค่อยๆร่วงลงมากองอยู่กับพื้น

 

 

            ….!!

 

 

            “ค..แค่ชุดงั้นเรอะ!

            ผมเปล่งเสียงถามกลับไปด้วยความโล่งอกและตกตะลึงไปตามๆกัน  มองดูเจ้าของใบหน้าน่ารักในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและสกินนี่สีดำตัวเดิมกำลังก้มลงเก็บชุดสีเทาๆเปื่อยๆนั่นขึ้นมาไว้ในมือแล้วหันมาส่งยิ้มหวานให้ผมด้วยดวงตาเป็นประกาย

 

            “อ้อนี่น่ะเหรอ  เราเพิ่งให้ที่ร้านส่งมาให้น่ะ  เจ๋งดีใช่มั้ยล่ะ  เนื้อผ้าดีมากเลยนะ ใส่สบายมาก แถมยังเป็นงานละเอียดแบบสุดๆ”

 

 

            ละเอียดมาก!  ละเอียดสุดๆ! 

          ละเอียดจนทำเอาหลอนไปหมดแล้วเนี่ย!

 

 

            “ชุดบ้าอะไรของนาย”

            ผมเอ่ยถามออกไปเสียงเครียด พยายามเก็บอาการไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าก่อนหน้านี้ผมหวาดกลัวจนฉี่แทบเล็ด  แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็ใสซื่อซะเหลือเกิน เพราะเจ้าตัวยังคงเอาแต่โบกชูไอ้ชุดมนุษย์ต่างดาวบ้าๆนั่นไปมาด้วยสีหน้าภูมิใจทั้งๆที่ผมแทบอยากจะคว้ามันเอาไปเผาซะให้รู้แล้วรู้รอด

 

            “นี่ไม่ใช่ชุดบ้านะแอล  มันคือชุดเลียนแบบชาวดาวอะไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้แล้ว  เราก็แค่อยากลองเอามาใส่ที่โลกนี้ เห็นว่าที่นี่มีแฟชั่นเสื้อผ้าสวยๆก็เลยไม่อยากยอมแพ้น่ะ”

 

 

โธ่เว้ย!  ไม่มีใครเค้าใส่ของพรรค์นี้มาแข่งกันหรอก!

 

 

“แต่ถ้าไม่ชอบแบบนี้  คราวหน้าเราก็จะไม่ใส่แล้ว”

 

 

 

“เพราะเราอยากตามใจแอลไง~” 

 

 

 

 

            โอเค  ยอมแล้วครับทูนหัว

อยากจะแต่งตัวอะไรยังไงก็เชิญเลย

 

 

 

ถ้าจะยิ้มหวานละลายใจมาให้กันซะขนาดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

_____TBC_____

 

 








 

Talk :
# ยิ้มหวานขนาดไหนกันนะขอดูบ้างดิ!   นี่ขนาดวันแรกพระเอกของเราก็หลุดฟอร์มมาเยอะซะขนาดนี้  ดูซิว่าจะเก๊กได้อีกนานแค่ไหน 55555555555
# เรื่องนี้จะออกแนวเป็นเรื่องสั้นทั้งหมด 9 ตอนค่ะ  ชื่อเรื่องแต่ละตอนก็จะเปลี่ยนไปตามตัวอักษร STAR CHILD นั่นเอง!
# ตอนนี้เป็นการเขียนฟิคมุ้งมิ้งเพื่อดับอารมณ์หม่นเศร้าของตัวเอง T^T  ใครส่องทวิตเราวันนี้คงรู้ๆกันดี

 

  




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

65 ความคิดเห็น

  1. #57 บบตพ ♡ (@twentynoey) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 14:02
    อ๊อยยยย น่ารักกก TwT
    #57
    0
  2. #9 theMiiny (@rabbiteiiz) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2560 / 23:36
    แหมมมมมมม ถ้าอยากตามใจแอลจริงๆ ไหนลองเรียกป๋าแอลสิจ๊ะ
    แอลเหมือนพวกหวาดระแวงไปแล้ว
    แต่ยอลน่ารักขนาดนี้ ถึงโดนหลอกก็ไม่เป็นไรหรอก 55555555
    #9
    0
  3. #8 p_yeol0309 (@p_yeol0309) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 19:04
    อนุญาตให้ไรท์แต่งยอลลี่วิงค์จนจบเพื่อเหยียวยาหัวใจ สู้ๆ นะคะ 

    #8
    0
  4. #7 민트아 (@Mint_Micky_sj) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 13:12
    เขิงงงงงงงงงงงง มาทีเดียวครบ 9 ตอนเลยได้มะพี่
    #7
    0