SF (Seventeen x you)

ตอนที่ 9 : Choi Hansol Vernon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    29 ส.ค. 63

 

(เปิดเพลงคลอไปด้วยได้นะฮับบบ)

 

SEVENTEEN's Vernon To Take Break From Activities Due To Health Concerns |  Soompi

 

“คุณเวอร์นอนเหรอคะ?” เสียงหวานที่ผมคุ้นเคยดังขึ้น พลางปรากฏร่างของคนตัวเล็ก เธอเดินออกมาจากห้องพักโดยใช้หลังมือสัมผัสผนังมาเรื่อยๆ

“กะแล้วว่าต้องทำงานอยู่ที่นี่ ^^” ผมส่งยิ้มไปให้ ทั้งที่รู้ว่าเธอมองไม่เห็นมัน

ใช่แล้วครับ ผู้หญิงคนนี้เธอเป็นผู้พิการทางตา และผมก็มักจะแวะเวียนมาหาเธออยู่บ่อยๆ เหมือนไม่ห่วงกิจการที่ทำอยู่สักเท่าไหร่

ผมเจอเธอครั้งแรกที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะทางโรงแรมจัดงานการกุศล เธอเป็นผู้หญิงที่เรียกว่ามหัศจรรย์อะไรทำนองนั้นเลยล่ะ ทั้งๆที่ดวงตามองไม่เห็น แต่เธอเป็นครูสอนเปียโนให้กับเด็กที่นี่...

จะว่าผมอวยก็ไม่เชิงครับ แต่เพราะผมทึ่งกับความสามารถของเธอ และที่แวะเวียนมาหาบ่อยๆ เนี่ย ก็คงเพราะความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่เขาเรียกว่าความคิดถึง

“ยังไม่ออกไปหาพวกเด็กๆ เหรอครับ?” ผมทั้งถามทั้งเดินตามเธอที่กำลังหยิบสัมภาระนั่นนู่นนี่อย่างที่เธอทำประจำ

“ใช่ค่ะ คุณเวอร์นอนมาพอดี ไปด้วยกันมั้ยคะ ^^” เธอส่งยิ้มมาให้ พร้อมกับเดินไปเปิดประตู แหม...ชวนแบบนี้ไม่ไปก็บ้าแล้วเนอะ

 

 

 

“คุณยุนครับ” ขณะที่เธอกำลังควานมือเก็บของหลังจากเล่นเปียโนให้เด็กๆ ฟัง ผมก็เอ่ยขึ้นเพื่อจะบอกธุระที่ติดมาด้วยในวันนี้ 

“คะ?” 

“เย็นวันอาทิตย์นี้ว่างมั้ยครับ”

“กี่โมงเหรอคะ”

“ประมาณทุ่มกว่าๆน่ะ” ผมเก็บของไปคุยไป

“ถ้าตอนนั้นก็ว่างค่ะ” เราเก็บของเสร็จ ผมก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางให้เธอ โดยให้เธอจับแขนแล้วเดินนำเธอออกไปตรงสวนด้านนอกสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

“มีอะไรรึเปล่าคะ”

“ก็...พอดีมีงานเลี้ยงที่โรงแรมน่ะครับ...ผมเลยอยากให้คุณยุนไปเล่นเปียโนให้สักสองสามเพลง ^^;” 

“ฉันเนี่ยนะคะ?” เธอหยุดเดิน พร้อมกับทำหน้าเลิ่กลั่ก

“ใช่ครับ ก็คุณเป็นตั้งครูสอนเปียโน แถมเวลาที่คุณเล่นแต่ละที ก็มีเสน่ห์ออกแบบนั้น ผมไม่รู้จะหานักดนตรีแบบนี้จากที่ไหนนอกจากคุณ” เวอร์นอนสาธยายสรรพคุณยุนซูยองจนเธอยิ้มขำ

“ก็เป็นได้แค่ครูสอนเด็กกำพร้าค่ะ ถ้าให้ไปงานใหญ่โตแบบนั้น เห็นทีจะ...” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ชายหนุ่มก็โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจ

“คุณไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราก็ไม่เป็นไร แต่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเถอะนะครับ” 

“อ่า...ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ฉันแค่กลัวว่าจะทำงานของคุณล่มต่างหาก” เขาทำท่าจะเดินต่อ แต่คนตัวเล็กก็ยื้อแขนไว้

“ถ้าล่มผมรับผิดชอบเอง แต่ถ้าคุณไม่ไปมันก็คงล่มอยู่ดี” เวอร์นอนพยายามใช้วาจาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เธอไปเป็นนักแสดงในงานให้ได้

“งะ...งั้นฉันไปให้ก็ได้ค่ะ” เหมือนเขาจะเริ่มงอนจริงจังเพราะเธอรับรู้จากน้ำเสียงตัดพ้อของเขา เลยบีบแขนเวอร์นอนเบาๆ เป็นเชิงขอโทษ พร้อมกับตอบตกลงแบบตะกุกตะกัก

“...” เขาแอบเงียบเพราะอยากแกล้งซูยอง

“อย่าเงียบแบบนี้สิคะ...ฉันไปเล่นเปียโนให้ได้ค่ะ จะพยายามให้เต็มที่เลย เพราะงั้นหายโกรธฉันนะ” เธอเขย่าแขนเขาเบาๆ เหมือนเชิงอ้อน ทำเอาหนุ่มหน้าคมใจกระตุกวูบ

“ผม...ไม่ได้โกรธคุณซักหน่อย -///-” ทั้งที่อีกคนมองไม่เห็น แต่น้ำเสียงที่อ่อนลงของเขากลับทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความเขินของชายหนุ่ม...บางทีมุมแบบนี้ของเขาก็น่ารัก ทำเอาซูยองอมยิ้มแก้มปริ

“แน่นะคะ?” ซูยองทำท่าเอียงคอถาม ท่าทางน่ารักๆ ของครูสอนเปียโนคนนี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเอียงคอมองตาม

“แน่ครับ แต่ก่อนวันอาทิตย์...คุณต้องไปธุระกับผมก่อนนะ”

“หืม? ธุระอะไรคะ?” เมื่อเขาเอ่ยถึงธุระอื่นนอกเหนือจากงานเลี้ยงโรงแรมวันอาทิตย์ก็ทำเอาต่อมขี้สงสัยของเธอผุดขึ้นมา

“วันเสาร์บ่ายโมง คุณยุนได้รู้แน่ครับ ^^” 

 

 

 

Sat, 01.00 P.M. 

“ตะ ต้องซื้อชุดใหม่เลยเหรอคะ?” ทันทีที่เวอร์นอนนำทางเธอเข้ามาในร้านชุดราตรีหรู พร้อมกับบอกจุดประสงค์ของธุระในวันนี้ สาวเจ้าถึงกับร้องเสียงหลง

“ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วครับ ^^” เขายิ้มเป็นเชิงตอบรับ แล้วจัดการบอกรายละเอียดชุดที่ต้องการให้กับทางร้าน แต่เนื่องจากร้านที่พวกเขาเข้ามานี้ เป็นร้านเจ้าประจำอยู่แล้ว ราคาจึงถูกลงมาอีกโดยที่ไม่ต้องเรียกร้องอะไรเลย

“คุณผู้หญิงเชิญทางนี้เลยค่ะ ^^” พนักงานสาวในร้านผายมือไปยังห้องลองชุด และเป็นหน้าที่ของเวอร์นอนอีกทีที่เดินนำเธอไป ก่อนจะปล่อยให้พนักงานหญิงเป็นคนดำเนินการต่อ

ไม่นานซูยองก็เดินออกมาพร้อมกับชุดเกาะอกสีขาวมุกลายลูกไม้ ชายกระโปรงยาวระพื้นเล็กน้อยในลักษณะที่เดินได้สะดวก ถึงจะเป็นชุดราบเรียบธรรมดา แต่เมื่อมันอยู่บนตัวของหญิงสาวที่ชื่อยุนซูยองแล้ว ก็ทำให้ชเวเวอร์นอนมองตาค้าง จนอยากจะหมุนตัวเธอให้ครบ 360 องศา ผิวขาวที่รับกับชุดลายลูกไม้นี้ช่างเตะตาสิ้นดี

“ปะ...เป็นยังไงบ้างคะ...” มือเล็กยกขึ้นมาลูบข้างแก้มเพราะความเขิน เนื่องจากไม่เคยใส่ชุดแบบนี้มาก่อน เธอยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่

“สวย...สวยมากเลยครับ...” หนุ่มน้อยพูดออกไปโต้งๆ แบบไม่มีกั๊ก ทำเอาคนที่รอฟังคำตอบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินขึ้นไปอีก

“ถ้างั้นรับเป็นชุดนี้ พร้อมบริการแต่งหน้าทำผมด้วยเลยนะคะคุณเวอร์นอน ^^” พนักงานสาวเอ่ยยิ้มๆ

“ครับ...เดี๋ยววันอาทิตย์ประมาณหกโมงเย็น ผมจะเข้ามาอีกนะ” อยากจะถ่ายรูปเธอเก็บไว้ดูคนเดียว แต่ไม่ว่ายังไงวันอาทิตย์ ทุกคนในงานก็ต้องจับจ้องเธอเป็นตาเดียวอยู่แล้ว

 

 

 

Sun, 6.00 P.M.

ผมพาคุณยุนมาที่ร้านเดิมตามนัด ก่อนจะให้พนักงานในร้านจัดแจงดูแลเธอ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมจนครบเซ็ท ไม่นานหญิงสาวที่สวยปานนางฟ้าก็เดินออกมาจากห้องลองชุด 

คราวนี้ทั้งใบหน้าที่ผมชอบมอง และกลุ่มผมที่ถูกเกล้าขึ้นกลางศีรษะพร้อมดอกไม้สีชมพูแซมม่วงที่ตกแต่งรอบๆกลุ่มผมนั้น ทำเอาใจผมเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ... ไม่แน่ว่าอาจจะยืนหัวใจวายตายตรงนี้ไปเลยก็ได้

เราใช้เวลาที่ร้านนานเป็นชั่วโมงกว่าๆ ก่อนจะเดินออกมาที่รถที่จอดรอไว้แล้ว ผมและคุณยุนนั่งในห้องรับรองผู้โดยสารของตัวรถ แล้วคนขับรถประจำตัวผมก็ขับไปยังโรงแรมที่ผมบริหารจัดการอยู่

พวกเราเดินเข้ามาบริเวณที่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล มือคุณยุนชื้นขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเดินเข้ามาภายในตัวโรงแรม อาจเพราะเธอกำลังตื่นเต้น และบรรยากาศรอบตัวที่ค่อนข้างเย็น ทำให้เธอขยับตัวเข้ามาใกล้ ผมเลยหยุดและหยิบเสื้อสูทตัวนอกที่ถือไว้คลุมไหล่คนตัวบางข้างกายอย่างทะนุถนอม 

“คลุมไว้ก่อนครับ ในนี้อากาศค่อนข้างเย็น” เพราะกลัวเธอจะไม่สบายไปก่อนนะสิ

“ขอบคุณค่ะ” มือเล็กกระชับเสื้อสูทให้ชิดตัวมากขึ้น แล้ววางมือที่ต้นแขนของผมเช่นเดิม

เดินมาตามทางก็ถึงห้องรับรองแขก ผมจัดแจงที่ทางให้คุณยุนนั่งรอในห้องไปก่อน พลางเดินออกไปรับแขกเหรื่อที่ทยอยกันเข้างานมาเรื่อยๆ 

งานนี้เป็นงานเฉลิมฉลองของทางโรงแรมเนื่องในวันครบรอบวันก่อตั้ง แขกส่วนมากก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ถือหุ้นร่วมกัน และมีแขกคนสำคัญส่วนตัวของผมอีกตั้ง 3 คน

“สวัสดีครับฮยอง ^^” ผมโค้งหัวเล็กน้อยให้กับบุคคลทั้งสาม แล้วก็ยังมีหญิงสาวแสนสวยมาด้วยอีกสองคน ซึงชอลฮยองกับฮันอึนจอง หญิงสาวที่ตอนแรกจะดูไม่ลงรอยกับฮยองมากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ทั้งสองคนหมั้นและรอเข้าพิธีแต่งงานอยู่ครับ

จุนฮยองกับควอนยูริ คู่นี้เขาหวานกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ คบกันมาก็นาน แต่งงานอยู่กินกันแล้วด้วย เหลือก็แต่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีหลานให้ผมอุ้มเนี่ยสิ

ส่วนคนสุดท้ายก็ซอกมินฮยอง คนนี้ยังโสดครับ

“งานใหญ่โตโอ่อ่าสมเป็นนายดีนะ ไหนละแฟนที่นายว่า...” ซอกมินฮยองชะเง้อมองซ้ายทีขวาทีเหมือนกำลังหาผู้หญิงที่เขาหมายถึง

“แฟนเฟินที่ไหนกันฮยอง เธอชื่อยุนซูยองครับ...เดี๋ยวก็ได้เจอแล้ว” 

เพราะอีกไม่กี่อึดใจ การแสดงของซูยองก็กำลังจะเริ่มขึ้น

 

 

 

 นิ้วเรียวไล่บรรเลงเพลงบนแป้นเปียโนช้าๆ ภาพที่เธอกำลังบรรเลงเพลงอยู่บนเวที แสดงความตื่นตาตื่นใจให้กับแขกที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก ท่าทางที่ดูงดงามเมื่อซูยองกำลังฟังเสียงเปียโนที่ตนบรรเลงแล่นเข้าสู่ลานสายตาของชายหนุ่ม เขามองหญิงสาวตาไม่กะพริบ ทำให้ฮยองที่ยืนอยู่สะกิดกันไปมาเพื่อสังเกตท่าทีของน้องชายที่ปากบอกว่าเธอไม่ใช่แฟน

แขกที่เพลินเพลินกับบทบรรเลงต่างก็ลุกขึ้นปรบมือกันเกรียวกราวเมื่อซูยองโค้งตัวให้กับผู้ชม ตามมาด้วยเวอร์นอนที่คอยเป็นคนนำทางให้เธออยู่ตลอดทั้งงาน หลังเพลงบรรเลงเปียโนของเธอสิ้นสุดลง ก็เปลี่ยนเป็นเพลงที่เปิดคลอไปตามงาน ชายหนุ่มเดินนำซูยองมายังกลุ่มฮยองที่ยืนรอเขาอยู่

“คุณซูยองครับ...ตรงนี้มีซึงชอลฮยอง คุณอึนจอง จุนฮยอง คุณยูริ แล้วก็ซอกมินฮยองนะครับ” เวอร์นอนแนะนำคนสนิทให้เธอได้รู้จัก

ทุกคนต่างก็รู้ว่าซูยองเป็นผู้พิการทางตา และต่างก็ทึ่งในความสามารถของเธอด้วยเช่นกัน

“คุณยุนรอตรงนี้ก่อนนะครับ...ได้มั้ย?” เวอร์นอนบอกหญิงสาวข้างกายที่กำลังเกาะต้นแขนตนอยู่

“ดะ ได้ค่ะ” เธอพยักหน้าให้น้อยๆ

“ฝากคุณยุนด้วยนะครับ” เขาเดินหายลับไปในงาน ทุกสายตาเลยมองตรงมาที่ซูยอง

“คุณซูยองรู้จักกับเวอร์นอนมานานรึยังครับ” ซอกมินเอ่ยถามขึ้นมา ทำให้เธอต้องค่อยๆ หันหน้าไปตามเสียงคู่สนทนา

“ก็ประมาณนึงค่ะ น่าจะเกือบ 6 เดือนได้แล้ว ^^” เธอตอบอย่างเป็นมิตรพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ด้วย

“น้องชายเราพอไหวมั้ยครับ” เขาถามต่อเพื่อดูปฏิกิริยาของหญิงสาวที่น้องชายชอบพูดถึงบ่อยจนออกนอกหน้านอกตา

“คะ?”

“ผมหมายถึง หมอนั่นน่ะทำตัวดีมั้ย หรือว่าทำอะไรที่ไม่ดีบ้างรึเปล่า...” 

“อ๋อ...คุณเวอร์นอนดีกับฉันมากเลยค่ะ...เขาดูเป็นผู้ใหญ่ แต่บางทีก็ชอบทำตัวเหมือนเด็ก...” ซูยองเอ่ยไปด้วยและคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาโดยมีเวอร์นอนเข้ามาในเรื่องราวเหล่านั้น

“เจ้านั่นไม่ได้บังคับให้พูดใช่มั้ยครับเนี่ย ฮ่าๆๆ” ซอกมินระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ทำเอาหญิงสาวอมยิ้มขำๆ ว่าแล้วคนที่ถูกนินทาก็เดินเข้ามาพร้อมกับจานอาหารและเครื่องดื่มในมือ

“สนุกอะไรกันอยู่เหรอครับ?” เวอร์นอนโผล่หน้าเข้ามาทักทาย

“ก็กำลังนินทานายอยู่นั่นแหละ” ซอกมินเจ้าเก่าตอบกลับพลางกระดกเครื่องดื่มเข้าปาก

“นี่เดินไปแค่แป้บเดียว ฮยองนินทาผมถึงไหนละเนี่ย??” เด็กน้อยของฮยองโอดโอย แต่ก็หันกลับมาสนใจหญิงสาวที่เขาไปหอบอาหารเครื่องดื่มมาให้

“ทานนี่ก่อนครับคุณยุน” เขาเลิกสนใจคนตัวโย่งข้างๆ แล้วยื่นจานอาหารให้

“ขอบคุณนะคะ ^^”

 

 

 

 

9.20 P.M.

 ห้องโถงของโรงแรมถูกเปลี่ยนเป็นฟลอเต้นรำ ชายหญิงหลายคู่ออกมาโยกย้ายตามจังหวะเพลงบรรเลงที่คลอเคล้าเบาๆ

“เต้นรำกับผมนะ” เวอร์นอนก้มลงกระซิบเบาๆ ถึงเพลงจะไม่ดังมากนัก แต่เสียงบทสนทนาเซ็งแซ่อื้ออึงเต็มไปหมด ถ้าจะให้ตะโกนจนคอแตกคงไม่ใช่เรื่อง

ซูยองวางมือลงที่แขนของเขาเช่นเคย เหมือนเป็นเชิงตอบรับ ชายหนุ่มยิ้มดีใจ ก่อนจะนำเธอไปในวงเต้นรำ

มือใหญ่โอบรอบเอวบางให้ขยับเข้าใกล้ตัว ส่วนมืออีกข้างก็จับมือเล็กยกค้างไว้ โดยมีมือซูยองวางแตะบนไหล่อีกข้างเบาๆ

“ถ้าฉันเหยียบเท้าคุณ ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นแผ่วเบา โดยลืมไปว่าระดับเสียงแค่นี้ เวอร์นอนคงไม่ได้ยิน เพราะเสียงเพลงในงานบวกกับเสียงของผู้คนที่จอแจเสียเหลือเกิน จนเขาก้มลงมาใกล้ๆ 

“อะไรนะครับ?” มีเพียงแค่เขาที่รับรู้ถึงระยะห่างระหว่างใบหน้าของคนตัวเล็ก ลมหายใจที่รดลงข้างแก้มเท่านั้นที่เป็นสัมผัสให้เธอได้รับรู้ระยะห่างระหว่างเขา จนใจหญิงสาวเต้นไม่เป็นส่ำ

“ฉันบอกว่าฉันอาจเหยียบเท้าคุณได้น่ะค่ะ เพราะงั้นต้องขอโทษคุณไว้ก่อน ^^;” ซูยองก้มต่ำลง ด้วยสายตาที่มองไม่เห็นทำให้เธอกะระยะพลาดไป จมูกเล็กเลยไปเฉี่ยวเข้าที่ข้างแก้มเวอร์นอน 

“ฮ่ะๆ ก้าวไปตามจังหวะช้าๆ ก็ได้ครับ” แต่เหมือนคนตัวสูงจะไม่ได้ติดใจอะไร มิหนำซ้ำยังชอบมากกว่าอีก เขาเอ่ยขำๆ พร้อมกับก้าวตามจังหวะเพลง สายตาคมจับจ้องที่ใบหน้าสวยได้รูปตลอดเวลา ครั้งนี้ระยะห่างของคนทั้งสองใกล้กว่าครั้งไหน ใจที่กำลังเต้นรัวอยู่ในอกไม่อาจปิดกั้นด้วยเสียงภายนอกได้เลย เหมือนกับเวลานี้มีเขาและเธออยู่บนโลกแค่สองคน

“วันนี้...คุณยุนสวยมากเลยนะครับ” เวอร์นอนก้มลงกระซิบข้างหูของหญิงสาวแบบไม่อ้อมค้อม แก้มชมพูระเรื่อที่กำลังเปลี่ยนเฉดสีเป็นสีแดง บ่งบอกว่าเธอกำลังเขินจากคำพูดชมของเขา แถมด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเส้นผมของชายตัวสูง ทำให้ประสาทการรับรู้ของเธอทำงานอย่างหนัก

“ขะ ขอบคุณค่ะ .///.” 

“ยิ่งตอนที่เล่นเปียโน...เชื่อมั้ยครับว่าทุกคนเอาแต่จ้องคุณกันหมด...” เขายิ้มแต่ยังไม่ยอมหยุดเยินยอคุณยุนของเขาจนเธอเขินหนักกว่าเดิม ตอนนี้ก็ได้แต่ก้มหน้าขยับเท้าตามเขาไปช้าๆ

“งั้นฉันก็เสียเปรียบสิคะ...มองไม่เห็นว่าใครมองฉันยังไง” อยู่ๆ ก็นึกน้อยใจที่ตัวเองสูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุเมื่อ 3 ปีก่อน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอยอมแพ้กับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาง่ายๆ

“เพราะแบบนี้...ผมเลยอยากอยู่ข้างๆคุณยุน...”

“...”

“ผมอยากทำให้คุณรู้ว่าคุณไม่ได้อยู่บนโลกนี้คนเดียว...”

“...”

“ด้วยการบอกเล่าความรู้สึก เล่าเรื่องราวต่างๆ รอบตัวคุณ...” 

“ขอบคุณนะคะ...” ซูยองเอ่ยด้วยเสียงหวาน แล้วคลี่ยิ้มออกมา เธอรู้สึกอบอุ่นและรับรู้ได้ถึงความจริงใจจากเขา

“ผมสิครับที่ต้องพูดคำนั้น”

“หืม...”

“ก็คุณทำให้ผมมีความสุข แล้วก็ทำให้ผมอยากเล่าเรื่องราวรอบๆตัวให้คุณฟัง...”

“ฉันก็เหมือนกันค่ะ...”

“...” หลังจากที่ซูยองเอ่ยประโยคนั้นออกมา ก็ทำให้เวอร์นอนเงียบ เพราะอยากฟังสิ่งที่เธอจะพูดว่ามันหมายความว่ายังไงกันแน่

“ฉันอยากเห็นหน้าคุณเวอร์นอน อยากเห็นสีหน้าของคุณเวลาพูดถึงสิ่งรอบๆ...อย่างเวลาที่พูดยอฉัน...” คนตัวเล็กในอ้อมแขนเขายิ้มขำ พยายามนึกสีหน้าของเขาในหัวทั้งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เขาหยุดเดินตามจังหวะเพลง ก่อนจะเลื่อนมือของเธอมาแนบที่ข้างแก้ม

“ลองดูสิครับ...นี่แก้มผม...” เขายิ้มอบอุ่นพร้อมกับขยับให้ใกล้เธออีกนิด เพราะคนตรงหน้าจะได้สัมผัสใบหน้าเขาได้แบบเต็มๆ มือหนาปล่อยให้มือของซูยองเป็นอิสระ 

“...”

เธอค่อยๆ ไล้นิ้วเรียวไปตามรูปหน้าของเวอร์นอนอย่างแผ่วเบา พยายามเก็บรายละเอียดสัดส่วนต่างๆ บนใบหน้าของเขาให้ได้มากที่สุด แล้วจินตนาการเพื่อให้ได้โครงหน้าของเขา

“จมูกคุณเวอร์นอนโด่งจังเลยค่ะ...”

“...” เป็นเขาเสียเองที่กำลังเขินเพราะคำอธิบายจากเธอ

“คิ้วก็หนา...” ซูยองพูดยิ้มๆ พลางไล้มือไปเรื่อยๆ ทำเอาเจ้าของใบหน้าที่เธอกำลังสัมผัสอยู่หายใจติดขัด

“ปาก...ได้รูปดีจัง...” ทันทีที่เผลอชมส่วนที่เป็นริมฝีปาก หูของเขาก็แดงแปร๊ด ส่วนคนที่ชมเองก็รีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว

“เออ...คุณยุนอยากทานอะไรเพิ่มมั้ยครับ...เดี๋ยวผมไปเอามาให้” เวอร์นอนเลิ่กลั่กด้วยความเขิน

“มะไม่เป็นไรค่ะ ฉันอิ่มแล้ว...” ซูยองเลื่อนมือที่วางบนไหล่เขาลงมาที่ปลายแขนแทน

“งั้น...อยากกลับมั้ยครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”

“แล้วคุณเวอร์นอนไม่ต้องรอแขกกลับก่อนเหรอคะ?”

“อ่า...ใช่ครับ...แต่ผมไปส่งคุณก่อนก็ได้นะ คงเหนื่อยแล้ว” เขาเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอให้งานเลิกแล้วค่อยกลับก็ได้...ดึกมั้ยคะ บางทีฉันอาจจะกลับเอง เดี๋ยวจะรบกวนคุณเปล่าๆ” ต่างฝ่ายต่างเกรงใจกันไปกันมา

“งั้นคุณยุนรอจนกว่างานจะเลิกดีกว่าครับ กลับเองมันอันตราย นี่ก็เริ่มดึกแล้วด้วย” เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือก็พบว่ามันสี่ทุ่มกว่าแล้ว เวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปเร็วซะจริง

“งั้นฉันไปหาที่นั่งรอนะคะ” เธอทำท่าจะเดินไป แต่ก็หยุดชะงักเพราะตัวเองคลำทางไปก็คงไม่ถูก แถมจะไปชนเข้ากับอะไรก็ไม่รู้อีก

“อีกหน่อยงานก็คงเลิกแล้วครับ อยู่กับผมที่นี่แหละ ผมไม่อยากให้คุณนั่งรออยู่คนเดียว” ด้วยความเป็นห่วงคุณยุน เวอร์นอนเลยดึงเธอเข้ามาใกล้ไม่ให้เดินไปไหนจนไกลจากตัวเขา เพราะมีชายหนุ่มในงานไม่น้อยเลยทีเดียวที่มองซูยองด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เพราะงั้นการที่เธออยู่ใกล้เขาไว้น่ะดีที่สุดแล้ว

“ก็ได้ค่ะ” 

 

 

 

11.40 P.M.

กว่าแขกจะกลับกันหมด ก็ทำเอาซูยองจะหลับอยู่รอมร่อ แถมตอนนี้แอร์เย็นบนรถก็ปะทะเข้าที่ข้างแก้มจนเธอต้องกระชับเสื้อสูทของเวอร์นอนที่คลุมไว้ให้แน่นเข้าไปอีก ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นเลยปรับแอร์ลง

“แวะดื่มอะไรอุ่นๆ กันก่อนมั้ยครับ” ไม่รอให้คนข้างๆ ได้ให้คำตอบ เขาก็แวะจอดข้างสวนสาธารณะ ก่อนจะนำทางเธอให้ไปนั่งที่ม้านั่ง ใกล้ๆ กันก็มีตู้กดเครื่องดื่ม 

เขายื่นแก้วโกโก้ร้อนที่เพิ่งกดมาให้คนที่นั่งรอ ซูยองรับมาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับเป่าลดความร้อนของเครื่องดื่ม คนตัวสูงนั่งลงข้างๆ กัน 

“งานวันนี้เป็นไงบ้างครับ”

“สนุกดีค่ะ นานๆทีฉันจะออกมาเจอผู้คนเยอะๆ แบบนี้ แถมเพื่อนคุณเวอร์นอนก็น่ารัก ยิ่งคุณซอกมินก็ตลกดีค่ะ ^^” เธอยิ้มเมื่อพูดถึงอีซอกมิน คนที่คอยทำท่าทีตลกๆ ทุกครั้งที่คุยกับเธอ แต่การที่เธอแสดงท่าทีว่าชอบซอกมินเป็นพิเศษ ถึงแม้จะเป็นฮยองที่เขาเคารพ แต่มันก็อดที่จะฉุนไม่ได้

“แล้วผมละครับ?” เขาถามกลับแบบงอนๆ พร้อมกับจ้องคู่สนทนา เพราะกำลังรอคำตอบจากเธออย่างใจจดใจจ่อ

“คุณเวอร์นอนเหรอคะ...” ซูยองลากเสียงยานๆ จู่ๆ เธอก็อยากแกล้งเขาคนนี้ขึ้นมา เพราะบ่อยครั้งชายหนุ่มมักทำเสียงงอนใส่เธอประจำ

“ยะ...ยังไงครับ..” เขานั่งตัวติดเก้าอี้แทบไม่ได้ เอาแต่รอคำตอบที่ชักจะทะแม่งๆ 

“ฮะๆ...คุณเวอร์นอนก็ยังเป็นคุณเวอร์นอนนั่นแหละค่ะ...”

“...”

“ยังใจดี ยังอบอุ่น แล้วก็คอยห่วงฉันตลอดเวลา...”

“...” เวอร์นอนยิ้มแก้มปริ หลังจากได้ยินคำตอบที่รอฟังจนใจจะขาด

“ขอบคุณมากนะคะที่คอยห่วงกัน...ฉันไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงดี” เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่าเขาช่วยเหลือเธอไว้หลายอย่างจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว เยอะจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงหมด

“ผมเต็มใจครับ ไม่จำเป็นต้องตอบแทนอะไรหรอก...แล้วเรื่องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาเป็นยังไงบ้างครับ”

“อาทิตย์หน้านัดติดตามครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ”

“ให้ผมไปด้วยนะ” 

เพราะทุกครั้งที่แพทย์นัด follow up ก็มีเขาที่คอยไปเป็นเพื่อนเธอทุกที ซึ่งผลการติดตามของแพทย์ก็ออกมาดีทุกครั้ง เพราะเปอร์เซ็นต์การผ่าตัดค่อนข้างดี มีแนวโน้มว่าจะผ่าตัดได้สำเร็จ และเธอสามารถที่กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

และการนัด follow up ครั้งสุดท้ายก็มาถึง ครั้งนี้ก็เช่นกันที่แพทย์บอกว่าการผ่าตัดมีแนวโน้มที่ดี และเธอได้นัดทำการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา เธอตื่นเต้นที่จะได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง แถมยังจะได้เห็นหน้าคนที่เธออยากมองเห็นมานาน

 

 

 

หลังจากพักฟื้นไม่นาน ดวงตาที่มืดสนิทมาหลายปีของฉันก็ได้สัมผัสกับแสงสว่างที่ค่อนข้างจ้า จนเรียกได้ว่ามันไม่ชินเอาซะเลย กว่าจะปรับลานสายตาได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นานอยู่เหมือนกัน

ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ในห้องตรวจของแพทย์ ผลผ่าตัดออกมาค่อนข้างดี มีเพียงการนัดติดตามอาการเป็นระยะ ตอนนี้สิ่งที่ตื่นเต้นมากกว่าการมองเห็นของฉัน ก็คือคนที่ฉันอยากเจอหน้าทุกครั้งที่ได้คุยกัน

ใจที่เต้นรัวเป็นกลอง และมือที่สั่นเทาไปหมดกำลังเลื่อนเปิดประตูห้องตรวจออกไปอย่างช้าๆ มันคงดีถ้าหากหน้าห้องตรวจมีคนคนเดียวนั่งรออยู่ แต่นี่มีคนไข้นั่งรอเป็นสิบ จนฉันไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่าใครกันแน่คือคุณเวอร์นอน ได้แค่มองไปรอบๆ เผื่อจะมีใครสบตากับฉันบ้าง แต่ก็ปรากฏว่าทุกคนต่างก็สบตากับฉันซะทุกคน...พระเจ้า!!

ผมอมยิ้มกับท่าทีของยุนซูยองที่เดินออกมาจากห้องตรวจ เธอคงมองหาผมอยู่แน่ๆ แต่ก็นะ ยังไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน จะให้วิ่งเข้ามาหาผมก็อาจจะเก่งเกินไปหน่อย ผมเลยต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเธอเอง พอเห็นแล้วก็อยากแกล้งแฮะ แอบแกล้งๆทำเป็นถามดีกว่าว่าเธอมองหาใครอยู่

“คุณ...กำลังมองหาใครอยู่เหรอครับ?” ผมพูดเบาๆ ขึ้นจากทางด้านหลังของเธอ ทำให้คนตัวเล็กหันกลับมาเบิกตาโพลง

“คะ...คุณเวอร์นอน??” เธอทำหน้าตาดีใจจนเกือบจะเรียกว่ากอดผมเข้าไปแล้ว แต่ว่าจะมั่นใจเกินไปรึเปล่าว่านี่คือผมน่ะ...

“คุณ...รู้ได้ไงว่าเป็นผม?”

“ก็ฉันจำเสียงคุณได้นี่คะ แถมยังกลิ่นเหมือนเด็กนี่อีก...เสียงแล้วก็กลิ่นคือสิ่งที่ฉันอยู่กับมันมานานนะคะ ^^” แต่จริงๆ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องบอกผมขนาดนี้ก็ได้ครับ...คือ...มันเขินยังไงบอกไม่ถูก

“อ่า...กะจะแกล้งคุณซะหน่อย ^^;”

“จะแกล้งฉันคงยากหน่อยนะ J”

 

 

 

หลายเดือนหลังจากที่ซูยองเปลี่ยนกระจกตาและกลับมามองเห็นได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เวอร์นอนก็ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลได้อย่างดี ไม่ว่าเธอจะย่างก้าวไปไหนก็เหมือนมีพรมแดงปูรองทางไว้ทุกที่

“จำที่นี่ได้มั้ยครับ” เขาพูดเมื่อพาเธอมายังสถานที่ที่คุ้นเคย นั่นก็คือโรงแรมที่ซูยองเคยมาเล่นเปียโน

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่กลิ่นที่นี่เหมือนที่ที่ฉันมาเล่นเปียโนให้คุณ...” โป๊ะเชะอีกรอบ เมื่อหญิงสาวทายถูกทุกครั้งที่เวอร์นอนพาไปไม่ว่าจะที่ไหนเธอก็สามารถจดจำได้จากกลิ่น

“จำได้หมดเลยสินะครับ ที่ที่เราไปด้วยกัน เปียโนที่คุณเล่นวันนั้นก็ยังอยู่ที่เดิมนะ” เขาเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะดึงมือเล็กให้ตามไปยังโถงใหญ่กลางโรงแรม

“แล้วนึกยังไงคะที่พาฉันกลับมาที่นี่” คนตัวเล็กกว่าถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ก็...อยากให้คุณมาเห็นที่ที่เราเคยไปด้วยกัน อยากให้จำเรื่องราวพวกนั้นได้ทั้งหมดน่ะครับ” เขาก็ยังคงเป็นเขาที่พูดตรงไปตรงมา ไม่ออมค้อมแม้แต่น้อย

“ถึงจะไม่พาฉันไป ฉันก็จำได้ทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”

“...”

“อย่าลืมสิคะ ตอนนั้นประสาทสัมผัสฉันไวจะตาย” 

“ตอนนั้นผมทึ่งกับความสามารถของคุณจริงๆนะ ฮะๆ” เขาพูดปนเสียงหัวเราะ ทำเอาอีกคนยิ้มตาม

เวอร์นอนพาซูยองไปหลายต่อหลายที่ที่เคยไป และทุกที่เธอก็จำได้หมด จำได้แม้กระทั่งว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ณ ที่ตรงนี้ ทุกการกระทำและคำพูดของเขาเธอก็ยังจำได้ดี

ขณะที่กำลังเดินเพลินๆในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มหน้าลูกครึ่งก็หยิบสิ่งของบางอย่างออกมา

“คุณซูยองครับ” เสียงเขาสั่นเหมือนตื่นเต้น

“คะ?” ซูยองหันมาตามเสียงเรียก 

เวอร์นอนดึงสร้อยคอสีเงินที่มีจี้รูปดอกไม้เล็กๆสีชมพูใสออกมา นั่นทำให้อีกคนฉงนกับสิ่งที่เขาถืออยู่

“อะ..อะไรเหรอคะ” 

“ของขวัญน่ะครับ...สำหรับคนพิเศษ” กว่าจะพูดคำสุดหวานนี่ออกมาได้ ก็ทำเอาเขาพูดแทบไม่เป็นประโยค

“...” หญิงสาวเปลี่ยนมามองตาเขาแล้วแก้มก็ขึ้นสีแดงขึ้นมา พูดแบบนี้เขาจะสื่อถึงอะไรกันแน่

“เรา...รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว...”

“...”

“แต่ผมยังไม่มีของขวัญอะไรมอบให้คุณเลยน่ะ...” เขาพูดออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ

“มะ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ จริงๆ คุณเวอร์นอนไม่ต้องลำบากก็ได้นะ”

“ไม่ลำบากเลยครับ ผมตั้งใจจะให้คุณอยู่แล้ว” เขาพูดไปยิ้มไป

“...”

“คุณคงไม่ว่าอะไรนะครับถ้าจะรับของชิ้นนี้ไว้”

“จะว่าอะไรได้ละคะ ก็คุณตั้งใจจะให้ขนาดนี้” ซูยองยิ้มพร้อมกับกุมมือหลวมๆไว้เพราะเขินเหมือนโดนขอเป็นแฟน

เวอร์นอนจึงเดินอ้อมมาด้านหลังแล้วบรรจงสวมสร้อยคอจี้ดอกไม้สีชมพูน่ารักให้หญิงสาว กลิ่นหอมอ่อนๆจากเส้นผมของเธอ ทำให้เขาหลงใหลได้ทุกทีสิน่า

“ชอบมั้ยครับ” เขาเดินอ้อมมาด้านหน้าเหมือนเดิม ก่อนจะถามขึ้นอีก

“ชอบสิคะ ...น่ารักจัง” คำพูดสุดท้ายทำให้เขาแอบอมยิ้มตามและอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

“อะไรน่ารักครับ...ของขวัญหรือว่าผม ” เวอร์นอนยกยิ้มมุมปากเหมือนคนเจ้าเล่ห์

“กะ...ก็...คงจะทั้งสองนั่นแหละค่ะ” เขาทำให้คนตัวเล็กเสียอาการเล็กน้อย แต่ก็ไม่คิดว่าคำตอบของเธอก็ทำให้เขาเสียอาการได้เหมือนกัน

“อ่า...ไปต่อไม่เป็นเลยแฮะ”

“ก็จริงนี่คะ...ฉันไม่ได้โกหกซะหน่อย” เธอพูดจริงจังก่อนจะลูบจี้ดอกไม้เบาๆ ทำเอาใจเขาพองโตขึ้นมาเสียดื้อๆ

“ดีใจที่ชอบนะครับ...แล้ว...”

“...คะ”

“ชอบของขวัญผมขนาดนี้...คุณซูยอง...” เขาอึกอักกับประโยคที่กำลังจะพูดออกมา

“...” เธอรอฟังอย่างใจจดจ่อ

“แล้วคุณ...ชอบคนให้ด้วยมั้ย?” เขากลั้นใจพูดมันออกมาจนได้ 

“อะไร...อะไรนะคะ” ซูยองแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ก็...ชอบผม..เอ่อ...ช่างมันเถอะครับ” เขาเลือกเก็บคำถามเอาไว้ เพราะกลัวคำตอบที่จะได้รับ 

อยู่ๆ บรรยากาศก็ตึงๆขึ้นมา มีเพียงเสียงลมพัดยอดใบหญ้าเท่านั้น เขาจึงเลือกที่จะเดินออกไปอีกทาง แต่มือเล็กก็คว้ามือหนาของเวอร์นอนได้ทัน

“...ชอบสิคะ...ชอบทั้งของขวัญแล้วก็ชอบคนให้ด้วย .///.” 

“ครับ?”

“หมายถึง...ชอบน่ะค่ะ ทั้งสองอย่างเลย”

“ครับ??” ยิ่งเธอตอบตรงเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งไม่เชื่อหูตัวเอง

“หมายถึง ชอบคุณเวอร์นอนน่ะค่ะ...” เห็นทีคนที่พูดตรงกว่าเขาก็คือผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี่แหละ

“เอ่อ...”

“...แล้ว...คุณเวอร์นอนชอบ...”

“ชอบครับ!” ยังไม่ทันที่อีกคนจะถามจบ เขาก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน

“...”

“ผมชอบคุณซูยองมา...ตั้งนานแล้ว”

“...”

“ชอบมอง ชอบได้ยินเสียง ชอบเวลาอยู่ใกล้ ชอบที่จะได้ไปไหนกับคุณ...” เขาสาธยายจนยาวเหยียด

“ระ...รู้แล้วค่ะ...”

“ชอบจริงๆนะครับ...อยากมีคุณอยู่แบบนี้ตลอดไปเลย” เขายิ้มออกมาอย่างที่ชอบทำ เพราะได้อธิบายความในใจไปหมดแล้ว

“...”

“แล้วคุณซูยองอยากมีผมแบบนี้ไปตลอดไหม”

“...”

“ว่าไงครับ” เมื่อเห็นเธอเงียบไป เขาก็เริ่มก้มหน้าลงเหมือนน้อยใจ

“...” มีเพียงความเงียบเข้าครอบงำ ไม่นานมือเล็กสองข้างก็เลื่อนเข้ามาประคองใบหน้าของคนตัวสูง

“...มองตาฉันสิคะ” เขาช้อนตาขึ้นมามองซูยอง ก่อนจะพบกับรอยยิ้มหวาน

“...”

“ได้คำตอบรึยัง?”

“ผม...ไม่รู้สิครับ...ไม่กล้าทึกทักเอาเอง”

“...”

“เกิดมันไม่เป็นอย่างที่ผมคิด ผมก็หน้าแตกแย่...”

“คุณคิดว่ายังไงเหรอคะ”

“ก็...”

“...”

“ก็...คงจะ...เอ่อ...ให้ซูยองพูดดีกว่าครับ..ผมไม่อยากเข้าข้างตัวเอง” เวอร์นอนพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ

“งั้นคุณก็เข้าข้างตัวเองถูกแล้วล่ะค่ะ ^^”

 “อะไรนะครับ??”

“อยากมีเวอร์นอนอยู่ด้วยแบบนี้ ทุกๆวัน ทุกๆที่ ทุกเวลาเลยไง” 

ไม่รอให้เธอได้พูดต่อ เขาก็สวมกอดซูยองอย่างโหยหา

“งั้น...ตั้งแต่วันนี้ เราก็คบกันแล้วนะครับ เรา...” เขาพูดเหมือนจะร้องไห้จนซูยองต้องโอบแผ่นหลังนั้นแล้วลูบไปมาเบาๆ

“ค่ะ...เราคบกันแล้วนะ ไม่ต้องกลัวแล้วว่าจะไม่ได้เจอ...”

“ครับ...ไม่กลัวแล้วครับ...ผม...ขอกอดซูยองนานๆกว่านี้ได้มั้ย”

“...ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ ^^”

“กอดจนกว่าผมจะหลับไปเลยได้ไหม...”

“ฮ่าๆ เวอร์ไปแล้วค่ะ”

“อยากกอดแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

“โอ๋ๆ ก็กอดแล้วนี่คะ หื้ม”

“เหมือน mission complete เลยแฮะวันนี้”

“...”

“ขอบคุณนะครับที่ทำให้ผมมีความสุขมากขนาดนี้”

“...”

“สัญญากันแล้วนะว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด”

“...”

“รักนะครับ...จะรักแบบนี้ตลอดไปด้วยนะ”

“...รักเหมือนกันค่ะ...”

“ผมจะดูแลซูยองให้ดีกว่านี้นะครับ”

“แค่นี้ก็ดีมากแล้วค่ะ ดีจนฉันเกรงใจจะแย่”

“ฮะๆ ต่อไปไม่ต้องเกรงใจแล้วนะ”

“อื้ม ^^”

คนทั้งสองพูดความในใจกันจนหมดแต่ยังไม่คลายกอดออกจากกัน ขอให้ความรักครั้งนี้อยู่ยาวนานเหมือนเส้นขอบฟ้าที่ไม่มีฉากกั้น...

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 23:04
    คิดถึงไรท์นะคะ
    #5
    0