SF (Seventeen x you)

ตอนที่ 3 : Kim Mingyu

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 165
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

Kim Mingyu Seventeen 17 Image by Fe Barcellos;, ??’?

 

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนถูกสรรสร้างขึ้นอย่างอัศจรรย์ ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่า ใครคือผู้สร้าง…

สิ่งที่ล้วนถูกสร้างและถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติ ย่อมต้องมีผู้คอยปกป้อง รักษา 

...สิ่งมีชีวิตในผืนป่าแห่งนี้ ก็เช่นกัน

ชายหนุ่มร่างสูง นั่งมองฝูงสิงโตที่กำลังออกล่าเหยื่อ ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ดวงตาเด็ดเดี่ยวคล้ายเหยี่ยวจ้องมองความเป็นไปของสัตว์น้อยใหญ่ภายใต้การดูแลของเขา

คิม มินกยู เทพที่ได้รับสมญาว่าเป็นผู้ปกป้องสรรพสัตว์ 

เสื้อคลุมที่ถักทอด้วยขนสัตว์สีน้ำตาลเข้มฟูหนาพลิ้วไปตามลม พลันให้นึกถึงฤดูกาลสำคัญของเหล่าทวยเทพ ที่กำลังใกล้เข้ามา

นอกจากเขาแล้ว ยังมีเทพองค์อื่นมากมาย ที่ต้องคอยดูแลทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต เธอคนนี้ก็เช่นกัน...

 

นัม ชินซู เทพแห่งผืนป่า ถึงแม้นใครหลายคนจะมองว่า ผืนป่าแห่งนี้เป็นสิ่งไม่มีชีวิต แต่ผิดกับเทพองค์นี้ เธอเชื่อสุดหัวใจว่า ป่า คือจุดกำเนิดสรรพสิ่ง ใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาด ยามเวลาที่เธอจ้องมองพืชพรรณดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ดั่งได้เห็นชีวิตนับพันกำลังเจริญเติบโต ทันใดนั้นลมเอื่อยที่หอบเอาสาส์นจากประมุขแห่งเทพก็พัดให้ชายกระโปรงยาวลากพื้นของเธอไหวเล็กน้อย แต่สัญญาณนั้นก็ทำให้หญิงสาวเดินทางไปยังจุดศูนย์กลางชุมนุมของเหล่าทวยเทพ ที่บัดนี้ พวกเขาได้พร้อมหน้าพร้อมตายังลานประชุม…

 

 

“มาเถิด...ท่านเทพทั้งหลาย...” เสียงของเทพองค์หนึ่งดังก้องกลางลานประชุม ประกายแสงสีทองแผ่ออกจากตัวของเขา

“บัดนี้ก็ได้เวลาอันสมควรแล้ว...ทุกท่านคงทราบกันดี...” ชายผมสีดอกเลาคนเดิม เอื้อนเอ่ยอย่างช้าๆ

“ฤดูกาลฮันวอลมาถึงแล้ว”

เมื่อกล่าวถึง ‘ฮันวอล’ เหล่าเทพทั้งหลายล้วนทราบกันดี เพราะเป็นฤดูกาลที่เทพแต่ละองค์จะต้องร่วมมือกัน เพื่อปกป้อง ดูแล และปรับเปลี่ยน สิ่งที่ตนรับผิดชอบ

หากแต่การร่วมมือนี้ มิใช่การร่วมมือกันของเทพทั้งหมด แต่เป็นการร่วมมือกันของเทพเพียงสององค์เท่านั้น 

เทพที่แตกต่างหน้าที่ ซึ่งประมุขแห่งเทพจะเป็นผู้คัดเลือกคู่เทพในทุกๆ ปี เหล่าเทพทุกคน จะต้องถูกแยกออกมาเป็นคู่ เพื่อร่วมมือกันดูแลสิ่งที่ตนได้รับผิดชอบ เป็นเวลานาน 2 สัปดาห์

คิม มินกยู หวังภาวนาไว้ในใจ เพราะเขาไม่อยากร่วมมือกับ นัม ชินซู เทพแห่งผืนป่าเลยแม้แต่น้อย

เพียงเพราะในสายตาของเขา ชินซูก็เป็นเพียงเทพผู้อ่อนแอ รักษาเพียงผืนป่าที่ไร้ชีวิต วันๆ คงไม่มีสิ่งใดทำ นอกเสียจากการนั่งๆ นอนๆ หรือเดินชมธรรมชาติไปเพียงเท่านั้น

มิหนำซ้ำในทุกครั้งที่มินกยูย่างกรายเข้าไปในป่าผืนนั้น เขาจะได้รับคำเตือนจากเธอร่ำไป ว่าอย่าเหยียบนู่นบ้างล่ะ นี่บ้างล่ะ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ก่อความรำคาญให้แก่เทพสรรพสัตว์ที่มีความใจร้อนเป็นที่หนึ่งอย่างเขามากที่สุด

และเหมือนประมุขแห่งเทพจะไม่รับคำภาวนาในใจของเขา เพราะหวยมาออกที่...

“เทพแห่งสรรพสัตว์ และเทพแห่งผืนป่า ข้าขอให้พวกเจ้าทั้งสองจงทำตามหน้าที่ ร่วมกันปกป้อง ดูแล และปรับเปลี่ยนในส่วนของกันและกัน เพื่อความสมดุลของมิติโลกต่อไป” สิ้นเสียงประกาศิตของประมุข ก็ปรากฏเกลียวสีเขียวคล้ายเถาวัลย์ที่ข้อมือขวาของมินกยู ให้คล้องเข้ากับข้อมือซ้ายของชินซู เหมือนกับเทพคู่อื่นๆ

“จงจำไว้เหล่าทวยเทพ...เถาฮานานี้จะผูกพวกเจ้าไว้ด้วยกัน ในการทำงานร่วมกันนั้น จักต้องไม่มีเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ทำงานเพียงผู้เดียว หรือแม้แต่พวกเจ้าคิดจะห่างจากกัน เถาฮานาเส้นนั้นจะผูกพวกเจ้าแน่นขึ้น จนกว่าจะจบฤดูกาลฮันวอล เถานี้จึงจะสลายหายไปเอง”

มินกยูทำหน้าไม่พอใจเมื่อถูกจับคู่กับชินซู ผู้ที่เขาเรียกว่าเกลียดขี้หน้าเลยก็ว่าได้ หรือท่านประมุขเทพจะเล่นตลก?

“เอาล่ะ...ต่อไปก็ถึงเวลาที่ท่านทั้งหลายต้องร่วมมือกันสรรค์สร้างโลกใบนี้ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ไม่ว่าอย่างไร จงร่วมมือและเชื่อในคู่ของท่าน ขอให้เหล่าเทพจงโชคดี” พลันที่โบกมือลา ร่างสีทองเปล่งประกายนั้นก็หายลับไป ทิ้งไว้เพียงความขุ่นข้องหมองใจให้กับชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยผ้าทอขนสัตว์อย่างเหลือหลาย

มินกยูและชินซู เดินเข้าไปในป่าที่แสนจะคุ้นเคย เพราะเป็นพื้นที่ดูแลของทั้งเขาและเธอ

“เริ่มยังไงดีคะ” เทพนัมถามด้วยรอยยิ้มอย่างที่เคยทำกับเหล่าดอกไม้

“นึกไว้ไม่มีผิด...เทพอย่างเจ้าคงทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง” เขาพูดเหน็บแนม พลางเดินไปไหนมาไหนตามใจชอบ ทำให้เทพองค์น้อยต้องก้าวขาตามไปแทบไม่ทัน

“ข้าเพียงแค่ถามท่านเท่านั้น...”

“ก็หัดใช้สมองของเจ้าเสียบ้างสิ” มินกยูไม่แม้แต่เปรยตามอง กลับก้าวขาฉับๆ เข้าไปตามทาง

“ท่านมินกยู!! ระวังเท้าด้วยค่ะ ท่านกำลังเหยียบ...” 

“เงียบปากเสียที!!! ข้ารำคาญที่เจ้าพูดแต่สิ่งเดิม!” สิ้นเสียงประกาศิต ฝูงนกกาก็บินหนีออกจากต้นไม้ที่มินกยูยืนอยู่

 

“!!!!” ทันทีที่ชินซูจะเปิดปากพูด แต่เธอกลับไม่มีแม้แต่เสียงออกมา

“เหอะ...ล้อข้าเล่นหรือไง” แววตาแข็งกร้าวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาประกายเขียวที่กำลังเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

“...” ชินซูพยายามเปล่งเสียงในลำคอ แต่ก็ไม่เป็นผล นั่นกลับทำให้มินกยูหัวเสีย เพราะคิดว่าเธอกำลังล้อเขาเล่น

“เลิกล้อเล่นเสียที แล้วรีบทำงานนี้ให้จบๆไปซะ!!” ชายหนุ่มกระชากข้อมือที่มีเถาฮานาคล้องกันอยู่เข้ามาใกล้ จนเทพตัวเล็กเซถลาเสียหลัก

“...” จนแล้วจนรอด ชินซูก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ แต่เหมือนมินกยูจะพอใจ

“ก็ดี...แบบนี้สบายหู” เขายักไหล่พอใจ ก่อนจะลากเธอไปไหนมาไหนตามใจชอบ

 

เขาเริ่มทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยการสังเกตพฤติกรรมสัตว์อย่างที่เคยทำ โดยมีชินซูนั่งห้อยขาบนกิ่งไม้ข้างๆ เขา ทันใดนั้น มินกยูก็ลุกพรวดตามใจตนเอง จนข้อมือเล็กถูกกระชากด้วยแรงของเขา เธอเกือบเสียหลักหล่นลงไปกองที่พื้น ด้วยความเคยชิน ปากของเธอกำลังจะเปล่งเสียงออกมา แต่ไม่มีแม้แต่ลมพัดผ่าน ทำให้เทพแห่งสรรพสัตว์หลุดขำออกมาอย่างเสียมารยาท

จะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้ชินซูไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ แต่นั่นก็ทำให้มินกยูพอใจเป็นอย่างยิ่ง หากแต่การกระทำ และพฤติกรรมของเขาถูกจับจ้องจากประมุขเทพ ที่กำลังสังเกตเทพมินกยูในกระจกพฤติกรรม กำลังสร้างโทสะให้แก่เทพที่พบเห็น

“ทำให้เทพนัมไม่มีเสียงแบบนั้นจะดีแน่หรือท่าน” เทพองค์หนึ่งที่ยืนดูพฤติกรรมอยู่ข้างประมุขเทพถามขึ้น

“พวกท่านดูเอาเถิด...เดี๋ยวเทพมินกยูจะรู้สึก”

 

“ข้าทำส่วนของข้า ส่วนเจ้าก็ดูแลส่วนของเจ้าไป” มินกยูออกคำสั่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหากวางที่กำลังบาดเจ็บ ส่วนชินซูก็เดินไปอีกทางเพื่อหมายจะเก็บเอาสมุนไพรในการใช้รักษากวางตัวนั้น แต่ตามกฎของเถาฮานาแล้ว มันกลับรัดข้อมือทั้งสองแน่นขึ้น จนไม่สามารถแยกห่างกันได้ดั่งที่ใจต้องการ

“ทำไมเจ้าไม่ใช่สมองคิดเสียบ้างฮะ!!! ทำให้ต้องติดแน่นเข้าไปอีก!” ร่างสูงตวาดจนชินซูขวัญหนีดีฝ่อ เธอเพียงแค่หมายจะเอาสมุนไพรมารักษาเจ้ากว้างน้อยก็เท่านั้น

“อ้อ...ไม่ต้องคิดจะเอาสมุนไพรป่าของเจ้ามารักษากวางของข้าหรอกนะ...เพราะแผลแค่นี้พลังการรักษาของข้าก็เหลือเฟือ” คำพูดแต่ละคำของเทพมินกยูเสียดแทงคำว่าน้ำใจของชินซูเข้าอย่างจัง

แต่ไม่ทันจะได้ใช้พลังรักษา ก็มีเสียงดังก้องทั่วผืนป่า

“ประกาศถึงเทพทุกท่าน...ข้า...ประมุขแห่งเทพ...ไม่อนุญาตให้เทพทุกท่านใช้พลังในฤดูกาลฮันวอลนี้ พวกท่านทั้งสองต้องอาศัยสติปัญญาในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน ถึงจะพยายามใช้พลัง เถาฮานาก็ผนึกพลังพวกท่านเอาไว้ มิสามารถนำออกมาใช้ได้ในระยะ 2 สัปดาห์นี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี...” 

พลันสิ้นเสียงประกาศ มินกยูก็หัวเสียอีกครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงยอมให้ชินซูใช้สมุนไพรเพื่อรักษากวางตนนั้น

ตามกรรมวิธีของการกลั่นสมุนไพร ต้องอาศัยถ้วยบด แต่ในป่าแบบนี้ หามีแม้กระทั่งถ้วยไม่ ชินซูจึงเดินหาสิ่งของบางอย่างโดยมีมินกยูคอยบ่นด่าและโขกสับเธออยู่เนืองๆ

มือเล็กคว้าเข้าที่หินเล็กๆ สองก้อน เธอเป็นเทพที่ถนัดมือซ้าย ส่วนเขาถนัดมือขวา ดังนั้นการทำงานอะไรต่างๆ จึงยุ่งยากและวุ่นวายไปหมด

“ถ้ารักษากวางข้าไม่ได้ น่าดูแน่...” ชายหนุ่มร่างหนาขู่คนที่กำลังใช้มือซ้ายบดสมุนไพร ส่วนมือขวาของเขาก็ต้องคอยติดแหง็กอยู่อย่างนั้น เพราะหากความลำบากครั้งนี้ไม่ได้ผล มันคงเป็นการเสียเวลาเสียยิ่งกว่าอะไร

หญิงสาวไม่สนใจเสียงชายขี้บ่น ที่เอาแต่ว่ากล่าวเธอ เป็นใบ้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่อยากที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเทพงี่เง่าอย่างเขา...

พลันที่สมุนไพรถูกบดหยาบประมาณหนึ่ง ชินซูก็หยิบกากสมุนไพรนั้นประคบลงที่แผลกวางใหญ่ ต้นขาขวาด้านหน้าของมันยังคงมีเลือดไหลซิบ ชินซูมองมันอย่างเอ็นดูเหมือนที่เคยมองดอกไม้ ก่อนจะพึมพำบางอย่างในใจ

“อีกไม่นาน...แผลเจ้าก็หายแล้ว...ยังดีที่มีสมุนไพรแถวนี้...รอก่อนนะ” เธอสื่อสารกับกวางโดยใช้จิต ดูเหมือนมันก็เข้าใจ จึงก้มหน้าและหลับตาเป็นเชิงสัญลักษณ์ แล้วมือน้อยข้างที่ไม่ถนัดก็ลูบที่หัวเจ้ากวางเบาๆ ทำเอามินกยูรีบใช้มือซ้ายของเขาปัดมือเธอออก

“เจ้าจะทำอะไร!!” ความจงเกลียดจงชังที่ฝังลึกในใจ คิดเพียงแต่ว่า เธออาจคิดไม่หวังดีกับกวางตัวนี้ เขาจึงแสดงพฤติกรรมหยาบกระด้างใส่คนที่ตัวเล็กกว่า

“อย่าคิดว่าเจ้าพูดไม่ได้แล้วข้าจะปราณี!” ว่าแล้ว เขาก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน จนข้อมือเล็กถูกกระชากขึ้นมา จึงปรากฏรอยแดงบนผิวขาวนั้นอย่างชัดเจน ชินซูหน้านิ่วด้วยความเจ็บ แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกไปได้ ช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน

ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้น…

“ฉันยิงมันเข้าที่ขาหน้าเต็มๆ คงอยู่แถวนี้” ชายผู้หนึ่งที่ถือปืนลูกซองกระบอกยาวเอ่ยขึ้นเมื่อพูดถึงกวางที่เขากำลังล่า

“เอาให้มันแน่...ไม่ใช่ว่าแกตาฝาด” ชายอีกคนที่สวมหมวกสีเข้มพูดขึ้นอย่างหัวเสีย

“แน่ซะยิ่งกว่าแน่...นี่ไงรอยเลือด” ชายคนเดิมใช้ปากกระบอกปืนชี้ไปที่หยดเลือดตามทางเดิน

เมื่อมินกยูได้ยินดังนั้น เทพอย่างเขาฉุนกึกขึ้นมาทันที กำลังจะก้าวขาออกไปเพื่อสั่งสอนเจ้าพรานป่าใจโหดสองคน แต่ก็โดนชินซูคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน

“ปล่อยข้า!!” แม้เขาจะเปล่งเสียงดังแค่ไหน มนุษย์เหล่านั้นก็มิอาจได้ยิน หรือมองเห็นเทพรักษาอย่างพวกเขาได้ 

ไม่ว่าเปล่า มินกยูยังหุนหันทำท่าจะวิ่งออกไป แต่หญิงสาวข้างกายก็ลากเขาเข้าไปใกล้เจ้ากวางตัวเดิม

“ถ้ายังห้าม...กวางตัวนี้ต้องตายด้วยเงื้อมมือเจ้าพวกนั้นแน่!” แขนยาวพยายามสะบัดมือเล็กที่เกาะกุมเขาอยู่

ยิ่งสะบัดก็เหมือนเถาฮานาจะยิ่งรัดข้อมือของทั้งคู่แน่นขึ้น จนเขาต้องยอมอยู่นิ่งๆ และมองการกระทำของชินซู

เธอดึงใบของไม้พุ่มชนิดหนึ่งที่อยู่ใกล้กวางตัวนั้นให้มันปกปิดร่างของกวางใหญ่ ใบสีเขียวมันขลับกลับใหญ่พอที่จะบังสายตาของพรานสองคนนั้นได้เป็นอย่างดี 

“มีแต่พวกโง่เท่านั้นแหละที่จะเดินผ่านไม้พุ่มนี้ไป!” เขาตะคอกด้วยความคิดกะโหลกกะลาของเทพคู่หู แต่ก็ไม่อยากเชื่อสายตาว่าพรานพวกนั้นจะเดินผ่านพุ่มไม้นี้ไปจริงๆ

เพราะในโลกใบนี้ ไม่มีผู้ใดจะรู้จักพืชพรรณหลากชนิดในผืนป่าได้เท่า นัม ชินซูผู้นี้อีกแล้ว

ไม้พุ่มชนิดนี้ เป็นไม้พุ่มเพียงชนิดเดียวที่สามารถใช้พลางสายตาของมนุษย์ได้ และมีเพียงสายตาของเทพเท่านั้นที่จะแยกไม้พุ่มนี้ออก 

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว คิม มินกยู ก็ไม่พูดสิ่งใดอีก เพียงแต่เบือนหน้าหนีหญิงสาวที่มองหน้าเขานิ่ง คงอยากจะเยาะเย้ยเขาละสิท่า…

แต่ความนิ่งของชินซูก็ทำอะไรมินกยูได้ไม่นาน เพราะตอนนี้เขาได้เดินนำหน้าเธอไปตามใจชอบอีกแล้ว ส่งผลให้คนตัวเล็กต้องรีบสาวเท้าตามไปโดยไว

แต่แล้วคนตัวเล็กที่เดินตามเขาต้อยๆ ได้หยุดฝีเท้ากะทันหัน และแรงกระตุกจากข้อมือจึงทำให้เขาหยุดพร้อมกับเซตามแรงของหญิงสาว

“เป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย??” คิ้วหนากดต่ำลงด้วยความหงุดหงิดกับการกระทำของอีกฝ่าย

สายตาหวานคู่เดิมกำลังจดจ้องไปที่พุ่มไม้ข้างทางเดิน ใบสีเขียวอ่อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง คล้ายกับเปลวไฟ…

ชินซูเงยหน้าขึ้น และกวาดมองรอบตัว เพราะสัญญาณของไฟป่าก้าวเข้ามาในผืนป่าแห่งนี้เสียแล้ว ไวยิ่งกว่าเสียงของเทพอีกคน ควันสีดำก็พวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศ ทำให้หญิงสาวรีบวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุโดยไม่บอกกล่าวคู่ของตน

“เจ้าจะไปไหน!!” เมื่อก่อนเขาเป็นฝ่ายนำ แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายที่ต้องตามบ้าง

สองขาเล็กก้าวไขว้กันไปมาด้วยความเร็วเหนือปกติ จนมินกยูสังเกตได้ และสายตาคมของเขาก็มองเห็นเพลิงสีแดงอยู่ด้านหน้า

“ไฟป่างั้นเหรอ...” เขาพึมพำ พร้อมกับมองแผ่นหลังบางที่กำลังวิ่งอยู่ด้านหน้า หากตอนนี้พวกเขายังใช้พลังได้ ก็คงไปถึงจุดหมายปลายทางได้ไม่ยาก

ไม่นานนัก มินกยูก็สัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากข้อมือซ้ายของชินซูที่แนบกันกับข้อมือขวาของเขา โดยที่เขาก็ไม่อาจทราบได้ว่า ความร้อนที่ค่อยๆ แผ่ออกมาทีละนิดนั้นเกิดจากสาเหตุใด แต่เรื่องนี้คงไม่ใหญ่เท่ากับเพลิงที่กำลังเผาไหม้ป่าผืนนี้

ริมฝีปากเล็กของชินซูกระแอมออกมาแบบที่ไม่มีเสียง พร้อมกันนั้นก็มีเขม่าควันสีเทาลอยออกมาจากปากด้วย หลายต่อหลายครั้งจนอีกคนผิดสังเกต ไม่เพียงแต่ควันนั้นจะออกมาทางปาก ทั้งจมูก และหูก็ปรากฏไอควันสีเข้มออกมาเช่นกัน ใบหน้าของเธอเริ่มแดง น้ำตาเอ่อเต็มดวงตา

“เจ้าเป็นอะไร?” ความผิดปกติที่มินกยูสังเกตได้ ทำให้เขาเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ

แต่หามีเสียงตอบกลับมาไม่ เธอยังคงมุ่งหน้าไปยังปลายทางที่ไม่ไกลนัก ยิ่งไฟโหมขึ้นสูงสู่ชั้นบรรยากาศ หญิงสาวข้างกายก็ยิ่งทำท่าเหมือนสำลักควันเพิ่มขึ้น ขาทั้งสองข้างของเธอก็แสดงทีท่าว่าจะหมดแรง

“ไหวรึเปล่า?” น้ำเสียงที่เจือด้วยความเป็นห่วง ถามขึ้นเป็นระยะ แต่เธอยังคงวิ่งต่อไป ด้วยความเร็วที่ช้าลง

“ชินซู!! เจ้าไหวรึเปล่า!!” มินกยูกระชากข้อมือเล็กเข้าหาตนเอง ก่อนจะมองใบหน้าที่แดงก่ำของเธอได้ชัดเต็มสองตา 

 

“บ้าเอ้ย!!” เทพหัวร้อนสบถเสียงดัง ก่อนจะใช้แขนซ้ายโอบเอวบางแล้วยกพาดขึ้นบ่าซ้าย เพื่อให้มือขวาเขาอยู่ในท่าที่ถนัดที่สุด เขาเร่งฝีเท้าเต็มความเร็วเพื่อไปยังจุดเพลิงไหม้ มือเล็กข้างซ้ายที่ผูกติดกับเขากระตุกเบาๆ เหมือนบอกให้เขาหยุด

“อะไร!!” แขนแกร่งวางเธอลงตรงหน้า แต่ยังต้องประคองร่างที่กำลังอ่อนปวกเปียกไว้ด้วย 

ชินซูเพยิดหน้าให้เขามองตาม ก็ปรากฏให้เห็นเถาวัลย์ระโยงระยางรอบตัว 

“เข้าใจแล้ว!!” พอพูดเสร็จก็จัดการอุ้มเธอขึ้นพาดบ่า พร้อมกับตรงดิ่งเข้าไปดึงเถาวัลย์เหล่านั้นและลากพวกมันไปด้วย 

ไม่นาน เทพทั้งสองก็เข้ามาถึงไฟป่า ที่บัดนี้กำลังลุกโชดช่วงลามไปทั่ว อย่างไม่มีจุดหมาย 

มินกยูใช้มีดพกตัดเถาวัลย์เหล่านั้น ก่อนจะปรากฏเป็นน้ำไหลออกมา มืออันอุ่นร้อนของชินซูลากมือของเขาไปอีกที่หนึ่ง แต่คนตัวใหญ่ก็ไม่เข้าใจในการกระทำนั้น

“จะทำอะไร...ข้ากำลังจะดับไฟนะ!!” ริมฝีปากเล็กพยายามพูดบางคำออกมา แต่เขาก็ไม่อาจได้ยิน

“อะไรนะ!!” มินกยูจ้องหน้าเธอ และพยายามอ่านคำพูดจากปากนั้น

“ต้นเพลิง” เหมือนสวรรค์โปรด เขาอ่านปากของชินซูออก จากนั้นมินกยูรีบลากเถาวัลย์ไปยังที่ที่คิดว่าน่าจะเป็นต้นเพลิงและหยาดน้ำจากเถาวัลย์ก็ราดลงไปยังที่ที่นั้น

ชั่วพริบตา ไฟที่เคยลามไปทั่วป่าก็ดับลงอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมกับร่างที่โรยแรงของชินซู เพียงแค่ดับไฟที่ต้นตอ ปลายทางที่ไฟกำลังลามก็ดับลงทันที

เห็นดังนั้น มินกยูรีบคว้าร่างเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมกอด บัดนี้ ร่างที่เคยเปลั่งปลั่งกลับหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมที่เคยนุ่มสลวยก็แห้งกรอบพร้อมจะเป็นผุยผงได้ทุกเมื่อ ตามตัวของชินซูเต็มไปด้วยรอยแดง ร่างบางยังคงร้อนเหมือนไฟ

“ชินซู...นี่เจ้าเป็นอะไร??” เขาถามด้วยความกังวล พลางเขย่าตัวของหญิงสาวให้เธอลืมตา

“...” เธอยังคงเงียบ ไม่แม้แต่จะขยับปากพูด เปลือกตานั้นลืมขึ้นอย่างยากลำบาก

“พูดอะไรสักอย่างสิวะ!!!” มินกยูตะคอกเหมือนรำคาญ แต่ลึกๆ แล้ว ความห่วงใยนั้นมีมากกว่า

สิ้นเสียงตะโกนจากเขา ชินซูก็ขยับปากช้าๆ จนมินกยูพอจะมองออก

“ฮยอกซังเหรอ?”

ฮยอกซังคือชื่อเรียกต้นน้ำในป่าผืนนี้ ก่อนที่ต้นน้ำนี้จะไหลออกไปเป็นแม่น้ำสายต่างๆ

เขาอุ้มชินซูไว้ในอ้อมกอดอย่างทะนุถนอม และปลายทางในครั้งนี้คือ ‘ฮยอกซัง’ 

ใช้เวลาไม่นาน ก็มาถึง… บ่อน้ำขนาดใหญ่ที่กำลังแข่งกันกระทบกับแสงแดด ผืนน้ำสีเทอควอยซ์ที่ดูคุ้นตา ครั้งเมื่อเคยเดินผ่าน ยามเข้ามาดูแลฝูงสัตว์น้อยใหญ่

“จะให้ทำอะไร?”

“ลงน้ำ” 

พลันรับรู้สาส์นจากปากของเธอ มินกยูก็ก้าวลงไปในบ่อน้ำแห่งนี้ โดยที่ยังอุ้มชินซูไว้ในอ้อมกอด

ดั่งกับเวทย์มนต์ ทันทีที่ร่างกายแห้งและร้อนกระทบกับสายน้ำ เส้นผมที่แห้งกลับนุ่มสลวยดังเดิม ผิวสีแดงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นสีขาวเปล่งประกาย ริมฝีปากคล้ำกลับสีชมพูธรรมชาติอีกครั้ง และเขาก็สัมผัสได้ว่าไอความร้อนจากร่างกายเธอนั้นค่อยๆจางลง จนกลายเป็นอุณหภูมิปกติ

ฮยอกซังแห่งนี้ เขารู้จักเพียงในนามต้นน้ำแห่งสรรพสิ่ง แต่ไม่คิดว่าจะมีพลังถึงขนาดนี้…

จากที่เคยคิดว่า นัม ชินซูเป็นเทพผู้อ่อนแอและโง่เขลา คิม มินกยูก็ได้ล้างความคิดนั้นออกไปเสียหมด ในสายตาเขาตอนนี้ เธอเป็นเทพที่รอบรู้ไปเสียทุกอย่างในป่าผืนนี้ รู้มากกว่าเขาซะด้วยซ้ำ ทั้งยังปราณีต และละเอียดต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในอาณาเขตของตน 

อ้อมแขนแกร่งค่อยๆ คลายกอดออกให้คนตัวเล็กได้เป็นอิสระ แต่ด้วยความลึกของบ่อน้ำนี้ทำให้เทพที่สูงเพียงอกของมินกยูไม่สามารถยืนในก้นสระอย่างเขาได้ แขนขวาที่ไม่ได้ถูกพันธนาการเลยถือวิสาสะวางพาดไว้บนไหล่กว้างอย่างลืมตัว ก่อให้เกิดความเงียบ มีเพียงดวงตาของทั้งคู่ที่สอดประสานกัน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหมายมากมายที่ต้องการจะสื่อ…

ทั้งคู่ขึ้นมาจากฮยอกซัง จากนั้น เนื้อตัวที่เคยเปียกปอนก็แห้งทันทีที่พ้นน้ำ

“เมื่อกี้...เจ้ารู้ได้ยังไงว่ากำลังเกิดไฟป่า?”

“...” ลืมไปหรือเปล่าล่ะ ว่าเธอไม่มีเสียงเพราะคำแช่งของตน

“-*-” เขาโมโหนิดๆ ที่เหมือนว่าตนกำลังคุยกับตอไม้ยังไงยังงั้น

“นี่เจ้าแกล้งข้ารึเปล่าเนี่ยฮะ!!”

“...” ชินซูยังคงเงียบ เพราะไม่อยากจะพูดคุยกับเขา ถึงอย่างไรการเงียบไว้ก่อนแบบนี้ คงจะดีที่สุด

“...เจ้า...อาการดีขึ้นหรือยัง?” เมื่อเห็นคนข้างๆ เอาแต่เงียบ เขาเลยเอ่ยถามขึ้นอีก

หญิงสาวพยักหน้าแทนการตอบ และเอ่ยคำบางอย่างออกมา แต่ไม่ทันที่เขาจะได้สังเกต จึงถามขึ้นเพื่อให้ได้ความ

“พูดว่าอะไรนะ?” มินกยูหันหน้ามามองชินซูอย่างตั้งใจ

“ขอบคุณนะ” 

เพียงภาษาปากจากเธอ ก็ทำให้เทพอีกคนเผลอหลุดยิ้มออกมา แต่พยายามซ่อนรอยยิ้มนั้นเอาไว้ 

“คราวนี้...เจ้านำทางสิ” เขาพูดเบาๆ พร้อมกับยักไหล่เชิญชวน และนั่นก็ทำให้เธอชั่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินนำเขาไปอย่างว่าง่าย

ทั้งสองคนเดินมายังจุดที่เป็นเหตุของเพลิงไหม้อีกครั้ง พื้นหญ้าสูงต่ำแถบนั้นกลายเป็นเถ้าไปจนเกือบหมด ใบไม้ของไม้ยืนต้นต่างๆก็เหี่ยวลีบจากพิษของไฟ ถ้าหากยังสามารถใช้พลังของเทพได้ เถ้าถ่านพวกนี้ก็สามารถกลับมาเขียวขจีได้เท่าใจนึก

“เจ้าจะทำยังไงต่อ?” เขาถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้คำตอบ เห็นเพียงชินซูส่ายหน้าไปมาเบาๆ แล้วเธอก็เดินต่อ มินกยูเลยรั้งข้อมือนั้นไว้อีกครั้ง

“จะไม่ทำอะไรเลยหรือไง?”

“...” เธอก้มหน้ามองผงเถ้าพวกนั้น ก่อนจะส่ายหน้า แล้วทำท่าจะเดินต่อ 

“แล้วนี่จะไปไหน?”

“...” มีเพียงการสั่นศีรษะไปมาที่เป็นคำตอบ เขาเลยเริ่มที่จะหงุดหงิดอีกครั้ง

“ตอบมาสิ!!! เอาแต่ส่ายหน้าแบบนี้ นี่เจ้าเป็นเทพรึเปล่าเนี่ยฮะ!!” ความโมโหไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะมินกยู เข้าแล้วไม่เคยออก…

“...”

“ข้าบอกให้ตอบไงเล่า!!” ข้อมือแกร่งกระชากเธอให้หันหน้ามาประจันกัน 

“พูดไปท่านก็ไม่ได้ยินอยู่ดีนี่!” สิ้นเสียงที่หายไปนาน ทำให้เจ้าตัวเบิกตาโตอย่างประหลาดใจ

“...เจ้า...” มินกยูก็ตกใจไม่ต่างกัน

“...ข้า...พูดได้แล้ว...” ชินซูยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ การกระทำนั้นได้สร้างรอยยิ้มให้ชายร่างใหญ่โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

“แล้ว...แล้วทำไมเจ้าจะเดินหนีไปง่ายๆ แบบนี้ล่ะ...แล้วตรงนี้จะทำยังไง”

“ตอนนี้...ข้าไม่มีพลังที่จะฟื้นฟูสภาพ เลยคิดว่า...”

“...”

“หลังจากสิ้นฤดูฮันวอลเมื่อไหร่...ข้าถึงจะกลับมาฟื้นฟูที่แห่งนี้”

“แล้ว...ที่แห่งนี้จะไม่เป็นไรแน่หรือ...มันจะมีผลกระทบ...กับเจ้ารึเปล่า?” คนตัวสูงถามด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความเป็นห่วง

“มีผลกระทบ...คล้ายกับที่ท่านเห็นเมื่อครู่...เพียงแต่ไม่รุนแรงแบบนั้น”

“จะยังไงก็ต้องฟื้นฟูตอนนี้!” เมื่อเขาเห็นสภาพที่แสนจะย่ำแย่ของคู่หูเมื่อกี้แล้ว ก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีก

“แต่งานของท่านก็จะมีผลกระทบ...”

“ช่างข้าสิ!...ทำภารกิจตรงนี้ให้เสร็จเถอะ...ต้องใช้พลังเท่านั้นเหรอถึงจะฟื้นฟูได้ มีทางอื่นอีกไหม...” มินกยูพล่ามยาวเหยียด

“ก็มีค่ะ...แต่ใช้เวลา 2 วัน 2 คืนในการคืนสภาพ”

“แค่ 2 วัน...ไม่ว่ายังไงก็ต้องฟื้นสภาพป่าแห่งนี้ก่อน”

“แต่...”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นแหละ...เราต้องร่วมมือกันอยู่แล้ว...เจ้าลืมแล้วหรือไง?” ทั้งๆที่ไม่อยากจะได้เธอมาเป็นคู่ แต่ความรู้สึกตอนนี้มันกลับแตกต่างออกไป

“...”

“ว่ายังไง?”

“...2 วัน 2 คืนเลยนะคะ” เธอถามเพื่อความแน่ใจ

“จะกี่วันกี่คืนข้าก็จะอยู่ช่วยเจ้า” เขายืนยันเสียงหนักแน่น จนคนตัวเล็กเริ่มมั่นใจ และรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด

เธอจัดแจงว่ากล่าวการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ล้วนหาได้ในป่า เสมอเหมือนการใช้พืชพรรณจากธรรมชาติให้คล้ายกับการใช้เวทย์มนต์ 

สมุนไพรที่ได้มา บางชนิดต้องฝน บางชนิดต้องสกัด กลั่น และกรอง จึงต้องอาศัยการดัดแปลงของที่หามาได้ทำเป็นอุปกรณ์ในการกลั่น และกรอง พืชบางชนิดติดไฟง่ายก็ต้องระวังเป็นพิเศษ บางชนิดต้องรอเก็บเป็นเวลา ด้วยความยุ่งยากซับซ้อน จึงต้องใช้ความละเอียดในแต่ละกระบวนการเป็นอย่างมาก จนบางครั้งเทพแห่งสรรพสัตว์ขี้ใจร้อนอย่างเขาก็หงุดหงิดจนอยากจะล้มเลิกขึ้นมากลางคัน แต่พอเห็นแววตามุ่งมั่นของชินซูแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะทิ้งภารกิจนี้

“ท่านมินกยูพักก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวทางนี้ข้าจัดการเอง” เธอกล่าวโดยไม่มองคู่สนทนา เพราะกำลังใช้สมาธิกับกองใบไม้ใบหญ้าด้านหน้า

“ข้าพักไม่ได้หรอก มือติดกันอยู่แบบนี้ จะยิ่งเสียงานเปล่าๆ” เขาพูดอิงหลักการ แต่ในใจก็แอบอยากอู้อยู่เหมือนกัน

“ขอบคุณมากนะคะ ที่อุตส่าห์เสียเวลา...”

“เลิกพูดขอบคุณสักทีเถอะน่า...ลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่” คนตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยออกมาอย่างยิ้มๆ ช่างไม่เหมือนคิมมินกยูที่เธอเคยรู้จัก

เวลาในวันแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกองสมุนไพรที่ค่อยๆ ถูกสกัดออกมาจนเกือบได้สัดส่วน การร่วมมือกันทำงานหนึ่งวันหนึ่งคืนเช่นนี้ ทำให้เขาเข้าใจการเป็นผู้พิทักษ์ผืนป่ามากยิ่งขึ้น ชินซูคนนี้ช่างแตกต่างจากคนที่เขาคิดในมโนภาพ

ความรู้สึกภายในกำลังบอกว่าเขาหลงใหลในความใส่ใจรายละเอียดของหญิงสาวโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว

“เหนื่อยรึเปล่า?” หลังจากบดสมุนไพรในมือเสร็จ มินกยูก็เงยหน้าขึ้นมาถามคนที่กำลังง่วนอยู่กับการผสมสมุนไพรต่างๆ เข้าด้วยกัน

“คะ?...ก็...ไม่เหนื่อยมากเท่าไหร่” แต่เหงื่อที่กำลังซึมออกมาตามไรผมที่เปียกชุ่มมันกำลังฟ้องว่าเทพอย่างเธอกำลังโกหก

“หน้าอาบเหงื่อแบบนี้เนี่ยนะไม่เรียกว่าเหนื่อย” เขาขำกับคำตอบของคู่หู ก่อนจะทำเรื่องที่เขาเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน

“คงเป็นเพราะ...ไอน้ำจากการกลั่น...สมุนไพร...มากกว่า...นะ...คะ...” นิ้วเรียวของชายหนุ่มเกลี่ยเม็ดเหงื่อที่กำลังไหลออกอย่างช้าๆ ทำให้ชินซูที่กำลังอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียกว่าหน้าอาบเหงื่อของเธอขาดห้วง กว่าจะทันรู้ตัว มือหนาก็ชักกลับแทบไม่ทัน

“ข้าก็แค่...กลัวเหงื่อเจ้าจะหล่นลงไปในสมุนไพร...” เขาแก้ตัวข้างๆ คูๆ แบบที่เรียกว่าทำตัวไม่ถูก

“...ขอบคุณค่ะ” ว่าแล้วก็ก้มหน้าทำส่วนผสมต่อไป

“เอ่อ...ท่านมินกยูคะ”

“วะ...ว่าไง...” นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าใจเต้นแรง 

“เหลือส่วนผสมอีกสองอย่างน่ะค่ะ…”

“...มันคืออะไร?”

“...น้ำตากวางกับผงปีกผีเสื้อค่ะ”

ไม่รู้ว่าของสองอย่างนี้จะหายากมากน้อยแค่ไหน เพราะเธอก็ยังไม่เคยได้ใช้วัตถุดิบที่ต้องหาเองทำเองแบบนี้

“ของพวกนี้หายากไหมคะ?” เธอเก็บสมุนไพรที่กลั่นรวมกันไว้ในภาชนะที่ทำจากใบไม้

“ไม่ยากหรอก เพียงแต่น้ำตากวาง ต้องแลกด้วยเสียงดนตรี”

“ดนตรี??”

“กวางจะร้องไห้เมื่อได้ฟังเพลงที่บรรเลงจากขลุ่ย...แต้ข้าไม่ได้เอามาด้วยนี่สิ” เขาเอ่ยอย่างเสียดาย

“ถ้าเป็นเสียงขลุ่ย...ข้ามีค่ะ” เธอยืนขึ้นก่อนจะเดินไปที่ไหนสักที่ แต่นั่นก็ทำให้เขาต้องรีบลุกและเดินตาม เพราะมีเถาฮานาเป็นเครื่องพันธนาการ

มือเล็กเอื้อมไปเด็ดใบไม้ยาวเรียวที่อยู่บนต้นออกมา พร้อมกับยื่นมันให้เขา

“ใบนี้มีเสียงคล้ายขลุ่ยค่ะ...แทนกันได้ไหมคะ?” มินกยูรับมันมาจากมือเล็กก่อนจะจรดริมฝีปากไปที่ใบไม้สีเขียวอ่อน

เสียงขลุ่ยค่อยๆ ดังขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับใบไม้ ‘ช่างน่าอัศจรรย์เสียจริง...ทั้งชินซู และใบไม้นี่’ เทพหนุ่มคิดในใจ

“ส่วนดอกไม้นี่ก็ล่อผีเสื้อได้ แต่ข้าไม่รู้วิธีขอผงจากปีกนาง” คำพูดของเธอช่างน่าเอ็นดู ทำให้มินกยูขำขึ้นมาเบาๆ

“ผงจากปีกผีเสื้อไม่ต้องขอหรอก แค่เจ้าใช้นิ้วสัมผัสมันเบาๆ ผงนั่นก็หลุดออกมาแล้ว” เขาเอ่ยไปด้วยยิ้มไปด้วย และดันแสดงท่าทางจับผีเสื้อโดยการถือวิสาสะบีบที่ปลายนิ้วมือของชินซูเบาๆ แทน 

“งะ...งั้น...ข้าจะเรียกกวาง ส่วนเจ้าก็ล่อผีเสื้อ...ว่าแต่...เจ้าใช้น้ำตากวางกี่หยด?” เมื่อทำอะไรที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาจึงเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

“แค่หยดเดียวค่ะ”

ไม่นานผีเสื้อก็มาดมเกสรดอกไม้ และชินซูก็ได้มาซึ่งผงปีกผีเสื้อ พร้อมๆ กันนั้น กวางที่มินกยูเรียกมา มันก็เข้ามานั่งต่อหน้าผู้ดูแล

เสียงขลุ่ยจากใบไม้เริ่มถูกบรรเลงขึ้นช้าๆ เสียงเพลงแบบนี้ ชินซูไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน ช่างไพเราะเสียเหลือเกิน

ไม่นานเกินรอ กวางตัวนั้นก็ให้น้ำตาหนึ่งหยดแก่เธอ คนตัวเล็กใช้กรวยใบไม้ที่ผสมสมุนไพรก่อนหน้านี้มารองเอาน้ำตากวาง ท้ายที่สุด ส่วนผสมทุกอย่างก็ครบดังใจหวัง

“ครบแล้ว...ต้องทำยังไงต่อ?”

“รอแสงจันทร์ในคืนนี้ค่ะ...แต่ต้องเข้าใกล้ดวงจันทร์กว่านี้หน่อย”

“ยังไง...ที่ว่าเข้าใกล้...” มินกยูนิ่วหน้าสงสัย 

“ต้องขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงที่สุดในป่านี้...เราต้องเดินทางต่ออีกหน่อย”

สิ้นคำอธิบายเทพนัมชินซูก็เดินนำมินกยูไปเรื่อยๆ จนตะวันใกล้ลับขอบฟ้า จึงมาถึงที่หมาย ต้นไม้ใหญ่กลางป่าไหวตามแรงลม พลบค่ำทีไรลมหนาวในฤดูฮันวอลก็หวนมาทุกที

แม้นจะใช้พลังไม่ได้ แต่เทพทั้งสองก็พอมีทักษะการปีนต้นไม้อยู่บ้าง จึงไม่ยากนักที่จะขึ้นมาบนที่ที่สูงที่สุดได้อย่างง่ายดาย มินกยูและชินซูนั่งเคียงกันบนกิ่งต้นไม้ใหญ่ แสงอาทิตย์อัสดงค่อยๆ ลับหายไป ปรากฏท้องฟ้าสีเข้มเข้ามาแทนที่ เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ล้วนกลับที่พักรังนอน เสียงอื้ออึงของสัตว์ป่าพลันเงียบหายไปในทันที เหลือเพียงจิ้งหรีดเรไรที่แข่งกันร้องระงมไปทั่ว

“จิ้งหรีดพวกนี้...ท่านต้องดูแลด้วยไหมคะ” เทพขี้สงสัยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ 

“ดูแลสิ ไม่ว่าสัตว์น้อยใหญ่แค่ไหน ...ข้าก็ต้องดูแล” สิ้นคำตอบ สายตาเหยี่ยวก็หันมาสบเข้ากับดวงตาคู่หวาน

“...เหนื่อยมั้ยคะ” คำถามที่เขาเคยถามเธอ บัดนี้ได้ย้อนกลับมาในสถานะที่เขาต้องเป็นฝ่ายตอบบ้าง

“ก็มีเหนื่อยบ้าง...แต่เวลาที่ข้าเห็นสัตว์เหล่านั้นค่อยๆ เติบโตขึ้น ข้าก็หายเหนื่อย” เขายังคงจดจ้องที่ดวงตาคู่เดิม ...โดนสะกดเข้าให้แล้ว

“...เหมือนกันเลยค่ะ...ตอนนี้ข้าเหนื่อยและอยากนอนมาก...” ชินซูบ่น แต่นั่นยิ่งทำให้มินกยูเอ็นดูคนตัวเล็กข้างกาย

“ถ้าผ่านคืนนี้ เจ้าก็ได้พักแล้ว...” ตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่เขาใจเย็นลงมากขนาดนี้ ความใจร้อน ขี้หงุดหงิดที่เคยมี แทบไม่เข้ามากล้ำกราย

ไม่นานนัก ดวงจันทร์ก็ส่องแสง ชินซูเอียงส่วนผสมในภาชนะใบไม้ให้ได้มุมกับแสงจันทร์ เธอหลับตาลงช้าๆ พร้อมกับภาวนาในใจ แสงจันทร์ที่ส่องกระทบน้ำสีเขียวใสในภาชนะที่ทำขึ้นค่อยๆ กระจายตัวออกไปยังบริเวณที่เคยเป็นจุดเพลิงไหม้ ทันใดนั้น ใบหญ้า ดอกไม้ ต้นไม้ รวมทั้งพืชพรรณต่างๆ ที่เคยมอดไหม้ก็กลับมามีชีวิตชีวาเช่นเดิม แม้นจะอยู่ไกลจากจุดที่เธออยู่ แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงการฟื้นสภาพของเหล่าพืชพรรณ ชั่วอึดใจ น้ำใสในภาชนะก็เหือดแห้งไปจนหมดพร้อมกับเรี่ยวแรงที่เทพแห่งผืนป่าองค์นี้มี ชินซูเกือบหงายตกลงไปบนพื้นดิน หากไม่มีมินกยูที่คว้าคนตัวบางไว้ คงได้หล่นลงไปจริงๆ

“หมดแรงซะแล้วเหรอฮึ” คนตัวใหญ่อมยิ้มบางๆ ให้กับคนในอ้อมกอด เขาค่อยๆ จัดให้เธอนอนลงให้ศีรษะหนุนบนตักของเขาอย่างสบายๆ มือซ้ายของเธอดึงมือข้างขวาของเขามาแนบแก้มไว้เหมือนกับเด็กที่โหยหาความอบอุ่น มินกยูดึงชายเสื้อที่ทำจากขนสัตว์แบ่งปันไออุ่นให้ร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ข้างๆ 

“เก่งจังเลยนะ...เจ้าตัวเล็ก” มือหนาลูบศีรษะมนไปมาอย่างถนอม เพียงอยากให้ความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาของเธออันตรธานหายไป

“ชู่ว...อย่ากวนเธอล่ะ” เทพหนุ่มหันไปบอกนกฮูกที่เพิ่งบินมาเกาะกับกิ่งไม้ใกล้ๆ เพราะอยากให้หญิงสาวได้หลับสบายโดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน

 

แสงแดดยามเช้าโผล่พ้นกลุ่มเมฆ พร้อมกระทบเข้ากับใบหน้าของมินกยู จนเขารู้สึกตัว แต่คนข้างกายยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น คงจะเหนื่อยมากจริงๆ

“นี่ชินซู...เช้าแล้ว” เขาก้มลงไปกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

“อืออ” คนที่ถูกปลุกขยับใบหน้าเล็กน้อย จนจมูกของทั้งสองเฉียดกันเบาๆ ใกล้ขนาดที่มินกยูต้องดีดตัวออกห่างจากใบหน้านั้น

“...เออ...ขอโทษค่ะ” ทันทีที่สติเต็มตื่น เธอก็ขอโทษขอโพยที่นอนหนุนตักเขาเสียนาน

“...นอนหลับสบายมั้ย?” มินกยูถามแบบเขินๆ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“..ค่ะ..ท่านมินกยู..คงเมื่อยน่าดูเลย...ข้าขอโทษด้วยนะคะ”

“มามัวขอโทษทำไมละ...รีบไปทำงานกันได้แล้ว”

 

 

 

ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาไม่กี่วัน ทั้งมินกยูและชินซูสนิทกันมากขึ้น ไม่เหมือนในวันแรกที่รู้จักกัน เพราะเขาเอาแต่ปฏิเสธเธออย่างเดียว

“ตรงนี้ก็ที่สุดท้ายแล้วค่ะ” มือซ้ายกับขวาที่ติดกันอยู่แทบจะไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานของทั้งคู่ จะว่าไปมันอาจจะเป็นผลดีก็ได้ที่มีเถาวัลย์นี่คอยพันธนาการเทพทั้งสองไว้

“หลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ” คิมมินกยูพูดขึ้น เมื่อภารกิจสุดท้ายเสร็จสิ้นลง พวกเขากำลังเดินย้อนกลับไปทางเดิม เพื่อออกจากป่าไปยังลานประชุม

“เรื่องอะไรเหรอคะ”

“ก็เรื่อง...เจ้านั่นแหละ”

“ข้าก็...คงกลับไปทำงานที่มีอยู่นั่นแหละค่ะ ทั้งดูแลป่า พืชพรรณ ต้นน้ำ ลำธารต่างๆ” ชินซูสบตากับมินกยูที่มองอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็เป็นฝ่ายเทพหนุ่มเองที่เบือนหน้าหนี

“ข้าหมายถึง...เจ้ากับข้าจะได้เจอกันอีกรึเปล่า...”

“...เรื่องนั้น...ก็ต้องเจอตามสถานการณ์อยู่แล้วนี่คะ...เมื่อก่อนท่านก็พาลูกสิงโตมาอาบน้ำออกบ่อย” เธอพูดถึงเรื่องเมื่อก่อนจนเผลอยิ้มออกมา เมื่อเห็นมุมอ่อนโยนของเทพมินกยูตอนอยู่กับเหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่

“ถ้าไม่ใช่เรื่องแบบนั้น ก็คงไม่มีโอกาสเจอกันงั้นสิ?” เขาหันกลับมาสบตากับเธออย่างจริงจัง

“แล้ว...ทำไมถึงอยากเจอนักละคะ...”

“เจ้าไม่อยากให้ข้าพบปะเพื่อนร่วมโลกเลยหรือไง”

“อ่า...ข้าเปล่าหมายถึงแบบนั้น...แค่สงสัยค่ะ ._.”

“ไม่มีอะไรหรอก...ก็แค่อยากเจอเจ้าบ่อยๆ” มินกยูกึ่งพูดกึ่งกระแอม

“หาตัวข้าไม่ยากหรอกค่ะ...อย่างมากก็อยู่แถวฮยอกซัง”

“...แล้วปกติอยู่ที่ไหนบ่อยๆ ละ” เขาถามต่ออย่างอยากรู้อยากเห็น

“อืม...คงเป็นป่าทางเหนือค่ะ ที่นั่นไฟป่าเกิดบ่อย เลยต้องระวังเป็นพิเศษ”

“ถ้าไฟป่าเกิด เจ้าจะเป็นแบบนั้นอีกรึเปล่า?” เขาถามด้วยความเป็นห่วง

“ถ้าไม่ไกลกันมาก ก็ไม่เป็นอะไรมากค่ะ ถ้าดับไฟทัน”

“ถ้าต้องเสี่ยงขนาดนี้ ให้ข้าช่วยระวังไฟป่าด้วยอีกแรงเป็นไง?” มินกยูอาสาอย่างกระตือรือร้น

“ข้าไม่อาจรบกวนเวลาของท่านหรอกค่ะ ท่านก็มีสิ่งที่ต้องดูแล”

“แต่ถ้าไม่มีอะไรดูแลแล้ว ข้าไปเจอเจ้าได้ใช่มั้ย?” น้ำเสียงเข้มๆ ของเขาช่างขัดกับการแสดงออกอย่างชัดเจน

“ได้อยู่แล้วค่ะ ^^” รอยยิ้มสดใสมอบไปให้เทพตัวใหญ่ที่เดินอยู่ข้างๆ

“...ถ้าเทพผืนป่าอย่างเจ้าทำงานด้วยกันกับเทพสรรพสัตว์อย่างข้า...มันจะพอเป็นไปได้รึเปล่า?”

“คะ?”

“เพราะเวลาอยากเจอเมื่อไหร่ก็จะได้เจอเลยไง...ไม่ต้องเที่ยวตามหากันให้วุ่น” 

“ที่อยากเจอเพราะจะมาแกล้งอะไรข้ารึเปล่าคะเนี่ย”

“...เปล่า ก็แค่คิดเสียดายเวลาที่ทำภารกิจด้วยกันน่ะ”

“...”

“เจ้าทำให้ข้าได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัว ไม่ใช่มองแค่ตัวเอง”

“...”

“เจ้าทำให้ข้ามองโลกนี้เปลี่ยนไปอีกมุม แถมยัง...รู้สึกอบอุ่นเวลาที่อยู่ใกล้...” ทุกคำพูดในประโยคล้วนเป็นสิ่งที่มินกยูต้องการจะสื่อออกมาทั้งหมดที่มี

“...”

“เพราะงั้นเลยอยากเจอเจ้าบ่อยๆ อยากทำความรู้จักให้มากกว่านี้...”

“...”

“พอจบภารกิจนี้แล้วคิดว่าจะไม่ได้เจอเจ้าอีก ใจมันก็หวิวขึ้นมาเสียดื้อๆ” เขาพูดออกมาจากใจจริง แต่เล่นเอาเทพที่ฟังอยู่ใจเต้นแปลกๆ

“...”

“ฟังที่ข้าพูดอยู่รึเปล่าเนี่ย?” เมื่อเห็นว่าคู่สนทนาเงียบหายไป เลยถามขึ้น

“ฟะ...ฟังอยู่ค่ะ...ข้าแค่...รู้สึกแปลกๆ”

“แปลกอะไร”

“ก็ท่านมินกยูพูดจาแปลกๆ ชวนขนลุก” เมื่อเขาเห็นเธอทำหน้าตาขนลุก ก็อดยิ้มตามไม่ได้

“ก็อยากรู้จักจริงๆ นี่นา”

“ตอนนี้ก็รู้จักแล้วนี่คะ”

“มันยังไม่พอน่ะสิ...ข้าไม่ได้อยากรู้จักแค่ชื่อหรือหน้าที่การงานเจ้าอย่างเดียว” เทพตัวโตพูดต่อ

“...”

“อยากรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร...”

“...”

“งั้นหลังจากนี้เราคงได้มีโอกาสเจอกันบ่อยขึ้นนะ” ทันทีที่มาถึงลานประชุม มินกยูก็ลากชินซูให้เข้าฟังบทสรุปภารกิจใหญ่ครั้งนี้ พบว่าเทพทุกคนทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ทุกที่ทุกจุด 

ไม่นานหัวหน้าเทพก็ปล่อยให้เหล่าเทพทั้งหายได้พักหายใจหายคอ ก่อนจะกลับมาทำงานต่อ และเถาฮานาก็ถูกปลดออกทันทีที่ท่านเทพประกาศยุติ

“เย็นนี้ว่างมั้ยชินซู” มินกยูเอ่ยถามทันทีที่ถูกปลดพันธนาการ

“...ก็...ว่างค่ะ”

“ไปฉลองกันไหม?” เขาเอ่ยชวน พลางมอบรอยยิ้มจริงใจมาให้

“อ่า...ได้ค่ะ” ชินซูเออออห่อหมกไปกับเทพตัวโย่ง

“เผื่อข้าจะได้รู้จักเจ้ามากขึ้น ^^”

 

 

 

 

เอาละคะ ให้ท่านทั้งสองไปทำความรู้จักกันตามสบาย รีดเดอร์ทั้งหลายรีบสลายตัวไปนอนฝันหวานกันได้ล้าวววน้า~ ชุ้บๆ

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น