SF (Seventeen x you)

ตอนที่ 1 : Choi Seung Cheol

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    23 ส.ค. 63

Related image
Image result for s.coups black

ชเว ซึงชอล ชายหนุ่มนิสัยเงียบขรึม แต่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าเรียบร้อย ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องของตัวเอง เขาค่อยๆ ติดกระดุมเสื้อจนเม็ดสุดท้าย จากนั้นปกเสื้อเชิ้ตสีดำก็ถูกมือหนาพับเก็บลงจนเรียบร้อย ดวงตาดุมองเงาสะท้อนอีกฟากเหมือนมีอะไรในใจ ก่อนจะหมุนตัวหยิบแจ็คเก็ตสีเข้มขึ้นพาดบ่า แล้วเดินออกไป

เวลาเช้าๆ แบบนี้ เป็นเวลาที่ดีที่ร่างกายและสมองพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ แต่ช่างต่างจากซึงชอล พักหลังมานี้ เขามักหงุดหงิดทุกเช้า เพราะแม่บ้านส่วนตัวคนใหม่ ที่พ่อจัดแจงมาให้ระหว่างที่ท่านไม่อยู่ มันใช่เรื่องมั้ยละเนี่ย ที่จะต้องมีคนตัวติดกันตลอดเวลาแบบนี้ โดยเฉพาะยัยนี่ยิ่งแล้วใหญ่

“คุณซึงชอล!! ทานข้าวเช้าก่อนสิคะ!!” ว่าแล้ว เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขาก็ดังขึ้น น่ารำคาญเป็นบ้า…

“รอฉันก่อนค่ะ!! คุณท่านให้ฉันคอยดูแลคุณนะคะ!!” คนร่างหนาไม่รอฟังจนจบประโยค เขาเดินตัวปลิวออกไปด้านนอก พร้อมกลับขึ้นไปนั่งบนมอเตอร์ไซค์คันบึ้มสุดโฉบเฉี่ยวคู่ใจคันสวยที่จอดอยู่ในโรงรถ

นี่ก็วันที่สามแล้ว ที่คุณแม่บ้านฝึกหัดเข้ามาทำงานที่นี่ จนวันนี้เธอก็ยังไม่สามารถตามดูแลเขาภายนอกบ้านได้เสียที ถึงแม้จะกลับมา หน้าเธอ ซึงชอลก็แทบไม่อยากมอง แถมยังไม่แม้แต่จะสนทนาด้วยสักนิด แล้วแบบนี้...เงินค่าจ้างยังสมควรจะได้รับอยู่ไหมเนี่ย?

หญิงสาวครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ว่าจะตามเขาออกไปได้อย่างไร ถ้าเธอจะเรียกแท็กซี่ตอนนี้คงไม่ทัน เพราะ พ่อหนุ่มเลือดร้อนคงขับรถไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

“ชวดแน่เรา...เงินสักวอนเดียวคงจะไม่ได้” คนตัวเล็กบ่นอุบ แต่ก็ต้องจำใจเดินกลับเข้าไปในบ้าน พร้อมกับคิดหาแผนที่จะรับมือกับคนแบบ ชเว ซึงชอล ให้ได้

นอกจากเธอกับซึงชอลแล้ว ก็ไม่มีใครอยู่ที่บ้านหลังนี้เลย นอกเสียจาก คุณพ่อบ้านโด ที่ต้องติดตามไปกับพ่อของซึงชอลอีกที เป็นการดูแลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง 

แต่สำหรับ คนที่กำลังมองหางานทำอยู่ละก็ …มาลองดูที่นี่ก็ไม่เสียหาย เพราะได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างมาก โดยประวัติแล้ว...ไม่มีแม่บ้านคนไหน อยู่ต่อกรกับเขาได้เกิน 3 สัปดาห์

เธอจะเป็นคนแรกที่ทุบสถิติ เวิล์ด เรคคอร์ด นี้ได้ไหมนะ เพื่อค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อ มีเหตุอะไรที่จะต้องออกจากงานกลางคันกันล่ะ!!!!

 

“ซึงชอลฮยอง!!!...มาซักที” รุ่นน้องที่สูงไล่เลี่ยกันเอ่ยทักเสียงดัง เมื่อซึงชอลเดินเข้ามาภายในห้องสีทึบ ที่ไม่มีแม้แต่กระจก

“มีอะไร” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้า 

“ก็มีงานใหม่เข้ามาอีกแล้วสิครับ” เมื่อเอ่ยถึงงานใหม่ ก็เล่นทำเอาเด็กตัวสูงคนนั้นหัวเสีย 

บางคนอาจคิดว่าชายหนุ่มอย่าง ชเว ซึงชอล อาจเป็นเด็กเกเร ไม่มีงานทำ วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ มีแต่จะนอนงอมืองอเท้า ถ้าคุณคิดแบบนั้น...ผิดถนัด เพราะงานที่เขากำลังทำ เรียกได้ว่าเป็นงานอันตรายอันดับต้นๆ จากบรรดาอาชีพอื่น เพราะพวกเขาต้องแฝงตัวเข้าไปในสถานที่ต่างๆ ที่บางครั้งก็ยังเดาไม่ถูกว่าคือที่ไหน แต่ต้องทำงานตามภารกิจให้สำเร็จ 

ไม่นาน ก็มีชายอีกคนเดินเข้ามา ทีมของซึงชอลมีแค่สามคน คือ เขา อี ซอกมิน และ มุน จุนฮวี

“คราวนี้ที่ไหน?” คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่เอ่ยถามขึ้นทันควัน เหมือนรู้ล่วงหน้าว่ามีงานงอก เนื่องจากซอกมินทำหน้าเหยเกซะจนรู้สึกได้

“...โรงแรมแถวกังนัม” ซอกมินพูดเสียงแผ่ว แต่ก็ไม่ทำให้คนที่ฟังรู้สึกถึงความยากอะไร

“แล้วนายจะทำหน้าแหยแบบนั้นทำไม...ก็แค่โรงแรม” จุนพูดอย่างไม่เข้าใจเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ตอนนี้แทบจะเอาหน้าทุบขอบโต๊ะ

“ก็โรงแรมไง...คนไม่พลุกพล่าน...เป็นส่วนตัว...ที่แบบนั้นทำงานยากจะตาย” ชายตัวสูงเดินวนไปมาอยู่ในห้อง ในลักษณะที่นั่งไม่ติด

“ก็จริงแบบที่ซอกมินว่า...แล้วเป้าหมายรอบนี้ล่ะ” พี่ใหญ่อย่างซึงชอลพูดเสียงเรียบเช่นเคย และแฝงไปด้วยแววตาจริงจังอยู่เสมอ

“ไม่พูดพร่ำทำเพลงละกัน”

คนที่โอดครวญเมื่อครู่ ลากบอร์ดใสขนาดใหญ่ออกมา พร้อมกับเอกสารต่างๆ ที่แปะติดเต็มไปหมด เขาใช้เมจิกสีแดงขีดเขียนเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวที่ได้รับผ่านหัวหน้าให้กับสมาชิกอีกสองคนฟัง

งานครั้งนี้ก็คล้ายกับงานก่อนๆ ที่ต้องคอยจับตาเป้าหมายที่สงสัยเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องที่ลักลอบผิดกฎหมายของคนในองค์กรนั้น

ไม่นาน เรื่องราวทั้งหมดก็ไหลเข้าสู่เซลล์เก็บความจำของสมาชิกสองคนที่เหลือ ทุกคนเข้าใจการทำภารกิจร่วมกัน ต่อไปคือการวางแผน 

“แล้วหมอนั่นจะพักโรงแรมนานรึเปล่า เห็นว่าเป็นชาวต่างชาติด้วยนี่” จุน หนุ่มจีนถามซอกมินอีกรอบ

“เห็นว่าต้องหมุนเวียนสถานที่ในเกาหลีไปเรื่อยๆ นะ...ไม่แน่ใจว่าที่กังนัมกี่วัน”

“ถ้าจะเอาให้ชัวร์ เราก็คงต้องพักด้วย” หัวหน้าใหญ่พูดขึ้น แต่นั่นยิ่งทำให้ลูกทีมกุมขมับหนักไปอีก เพราะเดิมทีการทำงานนี้ไม่ได้ทำให้องค์กรการกุศลอะไรทั้งนั้น ดังนั้นเงินทุกบาททุกสตางค์ต้องควักเอง

“แต่ว่าฮยอง...เรื่องที่พัก...”

“เวอร์นอน” เมื่อคนที่เหลือได้ฟังชื่อของบุคคลที่สาม คลื่นสมองก็ทำงานอย่างเป็นอัตโนมัติ

เพราะเวอร์นอนเป็นรุ่นน้องที่รู้จักกันมานาน แถมเขากำลังบริหารโรงแรมนี้ในกังนัมอีกด้วย ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องทุกเรื่องต่างถูกร้อยเรียงไว้ด้วยกันอย่างพอดี

จากนั้น แผนการต่างๆ ก็ถูกวาดขึ้นในอากาศอย่างค่อยเป็นค่อยไป และภารกิจทั้งหมดก็จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้

 

รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมจอดนิ่งภายในโรงรถ ซึงชอลพยายามเดินเข้าบ้านให้เงียบที่สุดเพื่อเลี่ยงไม่ให้เจอยัยแม่บ้านจอมจุ้น แต่มีหรือที่เสียงรถของเขาจะไม่ทำให้เธอได้ยิน

“กลับมาแล้วเหรอคะ คุณซึงชอล” หญิงสาวคนเดิมยืนยิ้มแป้นอยู่ในครัว เธอถือแก้วน้ำมายื่นให้เขา

“ดื่มน้ำก่อนค่ะ”

“...” ไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับจากเขา คนตัวสูงกว่าเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างเมินเฉย ทำเอาคนที่ยืนจับแก้วน้ำเก้ออยู่ชั้นล่าง จริงๆ ไม่ใช่แค่วันนี้หรอกที่เธอได้รับปฏิกิริยาแบบนี้จากเขา

แต่อย่าหวังเลย...ว่าพรุ่งนี้คุณจะได้ออกไปข้างนอกคนเดียว

 

ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่เปิดไว้เพียงโคมไฟหัวเตียง ชายหนุ่มกำลังเคร่งเครียดกับการเตรียมของในการปฏิบัติภารกิจ โดยไม่สนใจว่าแม่บ้านส่วนตัวของเขากำลังคิดจะทำอะไร เพียงแค่โฟกัสกับงานของตัวเองแค่นั้นก็พอแล้วสำหรับชีวิตนี้

 

เพื่อการปฏิบัติภารกิจที่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึงชอลจึงต้องออกจากบ้านแต่เช้ากว่าเดิม โดยไม่ล่วงรู้เลยว่า คุณแม่บ้านตัวดีจะแอบตามออกมาด้วย เธอเรียกให้รถมาดักรอตั้งแต่เช้า ทำทีเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ก็แอบออกมาจากบ้านหลังจากเขาขับรถออกไปได้ไม่ไกลนัก จากนั้นหญิงสาวก็สะกดรอยตามเขาออกไป แม้แต่คนที่ทำงานประหนึ่งสายลับก็ไม่รู้การกระทำของเธอ เพราะไม่ได้สนใจตั้งแต่แรก

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าในแต่ละวันเจ้านายของเธอออกมาทำอะไรบ้าง จึงเป็นที่มาของการสะกดรอยตามในครั้งนี้ เธอรู้เพียงแต่ว่าเขากำลังมุ่งหน้าไปที่กังนัม ไปทำอะไรกันนะ? แต่ก็คงไม่แปลกหรอกมั้ง ที่วัยรุ่นเขาจะชอบไปเที่ยวกันที่กังนัม ยิ่งเป็นวัยรุ่นที่ค่อนข้างจะไฮโซ ดูสนใจในเรื่องของปากท้องหรือเศรษฐกิจอย่าง ชเว ซึงชอล คนนี้แล้ว ยิ่งไม่ต้องสงสัย...

เมื่อมาถึงจุดหมายก็ทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เขาจะออกมาทำอะไรที่นี่ 

โรงแรมหรูในย่านกังนัมที่สูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มเดินเลียบไปด้านข้างของโรงแรม แม่บ้านสาวจึงเดินตามไปเงียบๆ เพื่อไม่ให้เขารู้ตัว

หมับ!!

“อี๊ด!!!!!” ด้วยความไม่ระวังตัว และความอยากรู้อยากเห็นมาเป็นอันดับหนึ่ง ชายหนุ่มที่สังเกตพฤติกรรมของเธออยู่ด้านหลังก็เข้ามาประชิดตัวด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับใช้มือปิดปากเธอไว้ไม่ให้ส่งเสียง ทำให้ลูกหนูตัวนี้ดิ้นขลุกขลักชนิดที่ไม่สามารถมุดหนีไปไหนได้

“ฮยองรู้จักผู้หญิงคนนี้รึเปล่า?” ชายด้านหลังพูดขึ้นเบาๆ ทำให้ซึงชอลขมวดคิ้ว เพราะไม่นึกว่าคนที่สะกดรอยตามตนเองจะเป็นคนในบ้านเดียวกัน ที่เขาไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อ

“ไม่รู้จัก” นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงเจ้านายของตนเอง แต่คำตอบของเขามันทำให้เธอแอบน้อยใจอยู่เล็กๆ บอกไม่รู้จักได้ไง อยู่ด้วยกันมาตั้ง 4 วัน ถึงแม้จะไม่คุยกันเลยก็ตาม...

  “แต่ยัยนี่...” ยังไม่ทันที่ซอกมินจะได้พูดต่อ ซึงชอลก็การ์ดแขนขึ้นบังทั้งสองคนไว้ให้ชิดกำแพง

“เบาๆ หน่อย” สายตาดุกวาดมองไปรอบๆ เพราะงานนี้ต้องทำงานให้เงียบที่สุด แต่ดันมีตัวแถมเข้ามา ซึ่งอาจทำให้งานของเขาพังได้

“แค่ไล่ให้กลับ...ก็คงไม่มีอะไรหรอก” เขาพูดเสียงราบเรียบแบบเดิมที่เคยทำ พร้อมกับปรายตามาทางหญิงสาวที่ยังคงถูกปิดปากเอาไว้อยู่

“ไหนบอกไม่รู้จักกัน?”

“ไม่รู้จัก” เขายืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันมาประจันหน้ากับคนตัวเล็กกว่าอย่างถือโทษ

“กลับบ้านไปซะ” ชายหนุ่มตัวสูงใช้สายตาดุแทนคำพูดที่มากกว่าคำว่า ‘กลับบ้านไปซะ’ ส่งผลให้ ซอกมินคลายมือออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยแดงบนใบหน้าเล็กนั้นอย่างชัดเจน บวกกับอากาศที่ค่อนข้างเย็น ผิวขาวเลยเป็นรอยง่ายขนาดนี้

“ไม่กลับค่ะ” หญิงสาวพูดเสียงแข็งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน สถานการณ์ตรงหน้ายิ่งทำให้ซอกมินงงหนักกว่าเดิม ทั้งฮยองของเขาบอกว่าไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ แต่บอกให้กลับบ้าน แล้วเธอก็ทำเหมือนอาศัยบ้านร่วมชายคาเดียวกันกับซึงชอลอีก

“นี่เป็นคำสั่ง...ใครให้ลูกน้องขัดเจ้านาย?” เขาเริ่มเกร็งเสียงเพื่อขู่ให้ลูกน้องที่เขาพูดถึงเกิดกลัวขึ้นมาบ้าง

“ก็คุณท่านให้ฉันมาดูแลคุณนี่คะ...จะให้กลับไปง่ายๆได้ไง” เธอพูดเสียงอ่อนลง เพราะเกิดกลัวสายตากับน้ำเสียงนั่นขึ้นมาจริงๆ 

“ไม่ต้องยุ่ง” ซึงชอลสูดหายใจเข้าลึก พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างรำคาญ เมื่อเธอเริ่มต่อปากต่อคำเกินเจ้านายลูกน้อง

“ไม่ได้ค่ะ” ร่างบางยังยืนยันเสียงแข็ง ไม่ยอมแม้แต่จะขยับตัวไปไหน บทจะไม่ได้คุยกันก็เหมือนละครใบ้ บทจะเถียงกันก็เหมือนไฟจะลุก

“เธอ!” เขาทนไม่ได้ที่คนตัวเล็กยืนกรานจะตามติดเขาไปให้ได้เสียทุกที่ จนเผลอขึ้นเสียง โดยลืมไปว่าตนเองกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่

“ชู่ว! เบาดิฮยอง เดี๋ยวพวกนั้นก็ได้ยินหรอก...แล้วนี่จะเอายังไง อยู่ๆ ก็มีใครไม่รู้เพิ่มเข้ามา” ซอกมินที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ใกล้ๆ ก็กังวลขึ้นมา พร้อมกับมองรุ่นพี่สลับกับผู้หญิงตัวปัญหา

“ยังไงเธอก็ต้องกลับ”

“ไม่ค่ะ” ยังคงยืนยันที่จะอยู่ต่อจนถึงวินาทีสุดท้าย แม้ว่าเจ้านายเธอจะสั่งเสียงแข็ง นั่นยิ่งทำให้เขาเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทั้งที่ทำได้ทุกครั้ง

“เชิญทางนี้เลยครับ” เสียงบทสนทนาภาษาอังกฤษดังขึ้นใกล้ๆ ทำให้สติที่เกือบหลุดของชายหนุ่มกลับเข้าร่างได้ทัน เขาเลยผลักคู่กรณีชิดกำแพง ทำเอาคนที่ยืนอยู่ตกใจกับการกระทำของเขา

“คุณจะทำอะ!”มือหนาไวกว่าความคิด ซึงชอลเลื่อนมือตนเองขึ้นมาปิดปากของคุณแม่บ้านที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเอาไว้เกือบไม่ทัน

“เงียบ” สิ้นคำสั่ง หญิงสาวก็เงียบเสียงลงอัตโนมัติคล้ายกับจะหยุดหายใจ

เมื่อเสียงสนทนาของกลุ่มคนเมื่อกี้หายไป สถานการณ์ต่างๆ ก็ตึงเครียดขึ้นมาอีกรอบ

“เอายังไงดีครับ...ถ้าเราไม่เข้าไปคงจะเลท” คนตัวปัญหาฟังบทสนทนาชวนเครียดอย่างไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“...” รุ่นพี่ใหญ่ครุ่นคิดจนคิ้วทั้งสองชนกัน

“จุนก็คงอยู่ข้างในแล้วด้วย” ซอกมินพูดต่อ พร้อมกับชะเง้อคอมองไปทางด้านหน้าของโรงแรม

“ยังไงยัยนี่ก็ต้องกลับ”

“แต่ว่า...คงไม่ยอมกลับง่ายๆ หรอกครับ” เสียงสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจคนที่กำลังถูกปิดปากอยู่เลย

กว่าจะได้บทสรุป ก็เล่นทำเอาเธอเกือบขาดอากาศหายใจเข้าจริงๆ

“ไม่มีทางเลือกก็คงต้องให้เข้าไปด้วยครับ”

“อืม” ถึงแม้จะเป็นความเห็นที่ขัดใจเขา แต่ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อเจ้าตัวก็ยังคงยืนยันที่จะตามเข้าไป

“ห้ามทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง” ซึงชอลสบตาคู่นั้นนิ่ง ทั้งๆที่มือยังไม่เอาออกจากปากเธอ

คนตัวเล็กทำได้แค่กะพริบตาพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจและรับข้อตกลง

“งั้นก็เดินตามเข้ามาเงียบๆ ห้ามปริปาก” เขาค่อยๆ คลายมือออก ก่อนจะเลื่อนลงมาจับข้อมือของเธออย่างถือวิสาสะ แล้วกึ่งลากกึ่งจูงเธอเข้าไปในโรงแรม ตามติดๆ มาด้วย อี ซอกมิน ที่ตอนนี้ยังคงงงกับความสัมพันธ์ของรุ่นพี่และหญิงสาวคนนั้นอยู่

เมื่อเดินเข้ามาข้างใน ชายชาวต่างชาติคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

“ทางนี้ครับฮยอง” เขาพูดเกาหลีคล่อง ก่อนจะเดินนำไปที่ลิฟต์ของโรงแรม

“ไม่ยักกะรู้ ว่าฮยองจะพาสาวมาด้วย” ชายคนเดิมพูดติดขำ แต่กลับขำไม่ออกเมื่อเห็นสายตาพิฆาตจากรุ่นพี่

“ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าเธอเป็นใคร” ซอกมินเอนตัวไปกระซิบกระซาบกับเวอร์นอน บุคคลที่กำลังบริหารโรงแรมนี้อยู่อย่างคันปาก อารมณ์ประหนึ่งอยากเม้าท์

“ยังไงเนี่ยฮยอง” เวอร์นอนทำตาโต พูดสวนขึ้นมากลางลิฟต์ เพราะอยากรู้เรื่องของผู้ชายหน้านิ่งตาดุที่กำลังจับข้อมือหญิงสาวอยู่ไม่ยอมปล่อย ไม่ใช่ห่วงแต่กลัวจะทำเรื่องที่ไม่เข้าท่า จนงานเขาต้องพัง

“แม่บ้านคนใหม่ที่พ่อจ้างมา” สิ้นคำตอบ ก็ทำเอาอีกสองคนร้องอ๋อขึ้นมาทันที

“นี่คุณชเวยังไม่เลิกห่วงฮยองอีกเหรอ?” รุ่นน้องร่วมทีมพูดกลับ เหมือนประโยคคำถาม แต่ไม่ใช่

“อืม...มีแต่จะยุ่งซะเปล่า” ซึงชอลพูดอย่างเอือมๆ แทบจะนึกภาพไม่ออก ถ้างานครั้งนี้ล่มขึ้นมา คงเสียชื่อทีมหมด

“แค่ทำตามที่คุณซึงชอลบอกก็ไม่ยุ่งแล้วนี่คะ” คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดันลืมไปว่า เขาไม่ให้ปริปาก เธอจึงใช้มืออีกข้างตะครุบปากตัวเองไว้อย่างรวดเร็ว ทำเอาคนในลิฟต์หลุดขำ แต่ไม่ใช่ซึงชอลหรอกนะ

“ฮ่าๆ คุยกันมาตั้งนาน คุณชื่ออะไรเหรอครับ?” เวอร์นอน ผู้มั่งคั่งถามขึ้น ทำให้หญิงสาวหันไปหาเขา และกระซิบเบาๆ

“ฮัน อึนจองค่ะ” การกระทำของเธอเรียกร้อยยิ้มที่เหมือนนางฟ้าจากชายหนุ่มหน้าต่างชาติขึ้นมาทันที 

“ผมเวอร์นอนนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก J” เวอร์นอนยื่นมือไปเพื่อเป็นการทักทาย มือเล็กของอึนจองกำลังยื่นจะจับมือของเขาแต่ก็โดนแรงกระชากจากซึงชอลทำให้เธอเซกลับไปชิดกับเขาเหมือนเดิม

“อยู่นิ่งๆ” ยังไม่ทันที่เธอจะได้อ้าปากสวนกลับ ก็ต้องก้มหน้างุดลงเหมือนเดิม

สงครามยังไม่ทันจะเริ่ม อย่าเพิ่งนับศพทหาร ที่คือคำกล่าวที่เกิดขึ้นภายในลิฟต์ตัวนี้

ไม่กี่อึดใจ ลิฟต์กว้างก็เปิดออก พวกเขาทั้ง 4 คน เคลื่อนตัวตามโถงทางเดินขนาดใหญ่พอที่จะเดินเรียงกันหน้ากระดานได้ แต่อึนจองก็ยังต้องตัวติดกับซึงชอลเหมือนปาท่องโก๋อย่างช่วยไม่ได้ แค่คิดว่าคงได้ดูแลเขาแบบธรรมดาไม่น่าจะต้องตัวติดกันขนาดนี้

“ห้องนี้แหละครับ...จุนฮยองอยู่ข้างในแล้ว ไม่รู้จะทำหน้ายังไงถ้าเจอคุณอึนจอง” เวอร์นอนพูดยิ้มๆ ก่อนจะใช้คีย์การ์ดเปิดเข้าไป 

“มากันสักที...” ไม่ทันที่ประตูจะเปิดเต็มบาน จุนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นซึงชอลลากอึนจองเข้ามาด้วย

“ใคร?” 

 

 

“ทำไมฮยองถึงทำแบบนี้วะ ไม่รู้หรือไงว่างานนี้มันคอขาดบาดตาย?” จุนลากซอกมินไปอีกห้อง เขาถามขึ้นเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของอึนจองจากเวอร์นอน

“มันสุดวิสัยน่ะ...ไม่รู้จะอธิบายให้นายเข้าใจยังไง” เพราะเขาก็จนปัญญาที่จะอธิบายแล้วเหมือนกัน เพราะคุณแม่บ้านอึนจองตัวดีดื้อที่จะตามมาให้ได้

“ไม่รู้ล่ะ...ถ้าเรื่องนี้พัง...ฉันไม่อยู่เฉยแน่” จุนพูดอย่างอารมณ์เสีย เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้น

“ใจเย็นน่า...ฮยองเขาไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่...นายก็รู้” เพื่อนรุ่นเดียวกันพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้จุนใจเย็นลง เพราะอารมณ์ก็ส่งผลต่อการทำงานของพวกเขาเช่นกัน

พักสงครามประสาท พวกเขาก็หันกลับไปทำงานกันต่ออย่างแข็งขัน โดยมีเวอร์นอนที่อยู่เป็นเพื่อนคุยกับอึนจอง โดยที่หญิงสาวก็ยังไม่รู้ว่างานที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร หนุ่มน้อยต่างชาติเลยต้องพยายามพูดเบี่ยงประเด็นไม่ให้อึนจองรู้เรื่องการทำงานของสามสายลับ

“เป็นไงบ้างครับ?”

“คะ?” คำถามเปิดประเด็นของเวอร์นอนทำให้อึนจองงงนิดๆ

“หมายถึงโรงแรมนี่น่ะครับ” เขาเอ่ยอย่างสุภาพเพราะรู้ว่าเธออายุมากกว่า

“อ๋อ...ก็ดูดีนะคะ ดูหรูหรา สะอาด” เธอพูดพลางมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่รู้จะสาธยายอย่างไรให้ผู้บริหารที่นี่ฟัง

“แค่นั้น?” ดูเหมือนเขาจะน้อยใจ เหมือนทำงานออกมาไม่ตรงใจลูกค้า

“เอ่อ...ฉันไม่ค่อยได้เจออะไรที่หรูแบบนี้หรอกค่ะ...ไม่รู้จะบอกคุณยังไง...แต่ที่นี่ดูดีมากเลยนะคะ” อึนจองพยายามพูดเอาใจเขา เพราะกลัวชายรูปงามคนนี้จะงอนจนไม่อยู่คุยเป็นเพื่อนเธอ

“ฮ่าๆ...ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก...แค่อยากถามคุณน่ะ” เขาฉีกยิ้มจนเห็นฟันเกือบครบทุกซี่

“ว่าแต่พวกคุณซึงชอลมาทำงานที่นี่ทุกวันเลยเหรอคะ?” นั่นไง...ว่าแล้วว่าเธอต้องวกกลับมาที่งานของพวกฮยองจนได้ 

“ก็...ไม่ทุกวันหรอกครับ...ถ้าวันไหนมีงานที่นี่...พวกฮยองถึงจะเข้ามา” เขาพยายามพูดไปตามน้ำ แต่ยังไม่คิดถึงประเด็นที่จะเลี่ยงออกมาได้เลยนี่สิ

“คุณเวอร์นอนคะ...แล้วงานของคุณซึงชอลเป็น...”

“อยากรู้ไปทำไม” เสียงเย็นดังขึ้นด้านหลังอึนจอง จนทำให้เธอรีบหันขวับไป และได้รับรังสีอำมหิตเข้าเต็มๆ 

“แค่...อยากรู้น่ะค่ะ ._.” คนที่เพิ่งโดนดุทำหน้าจ๋อย เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเขา ก่อนที่จะโดนด่าไปมากกว่านี้ ก็ดันเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นเสียก่อน

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องเงียบลงทันที เวอร์นอนลุกขึ้นยืนด้วยความสงสัย

“มีใครอยู่ข้างในรึเปล่า?” เสียงของคนข้างนอกเอ่ยขึ้น ทำให้อึนจองที่นั่งอยู่ค่อยๆ ลุกขึ้น มีด้วยเหรอที่แขกคนอื่นมาเคาะห้องในโรงแรมแบบนี้

“ผมได้ยินเสียงคนในนี้ แต่ชั้นนี้ห้ามมีคนพัก...ถ้าพวกคุณไม่ออกมา...ผมจะแจ้งทางโรงแรมให้เอาคีย์การ์ดมาเปิด” ชายปริศนาพูดเสียงเข้มอย่างยาวเหยียด จนทำให้เวอร์นอนยอมเดินออกไป แต่ถูกรั้งไว้ด้วยซึงชอล เขาพยักหน้าให้กันเหมือนเป็นการให้กำลังใจ ส่วนคนที่เหลือก็มองหน้ากันเล็กน้อย พร้อมกับพเยิดหน้าไปซ้ายทีขวาที เป็นสัญญาณอะไรอึนจองก็ไม่สามารถเข้าใจได้ จนซึงชอลลากเธอให้ไปอยู่มุมห้องที่เป็นมุมอับสายตา และมีตู้ไม้ตัวใหญ่ตั้งขวางอยู่

“อย่าพูดอะไร” เขาเอ็ดเสียงเบา ก่อนจะดันตัวเธอให้ชิดผนังโดยมีตัวของเขาบังไว้

หญิงสาวเงียบปากสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาที่ตอนนี้กำลังรดลงบนผมของเธอ อึนจองสัมผัสได้ถึงความกังวลของคนตัวโตที่ยืนค้ำหัวตน มุมนี้ที่เธอไม่เคยเห็น และอีกหลายๆ มุม ที่ผู้ชายคนนี้กำลังจะแสดงมันออกมา

“ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ” เธอพูดเบาๆ เรียกได้ว่าเบากว่าเสียงกระซิบ เธอไม่กลัวว่าเขาจะด่าว่าอะไรเธอ กลัวแต่เพียงความกังวลที่มันแสดงออกมาชัดเจนจนเธออดกังวลไปด้วยไม่ได้

เขาไม่พูดอะไร หากแต่ใช้สายตาดุคู่เดิมมองเธอเหมือนต้องการจะสื่อว่า ‘เมื่อไหร่จะเลิกพร่ำสักที’ อะไรทำนองนั้น นั่นก็ทำให้อึนจองเงียบอีกครั้ง พร้อมกับหลบสายตาคู่นั้นลง

“ผมได้ยินเสียงคนคุยกันในห้อง” เสียงสนทนาด้านนอกเริ่มดังขึ้น

“อ้อ...ผมคุยโทรศัพท์กับเพื่อนน่ะครับ” เวอร์นอนพูดแก้ต่างออกไปแบบนั้น เพราะรู้ดีว่าชั้นนี้คนต่างชาติคนนั้นเป็นคนจองทั้งแถบ

“แล้วคุณเข้ามาทำอะไรในนี้ ชั้นนี้เขาห้ามใช้” หมอนั่นเหมือนจะยังไม่รู้แฮะ ว่ากำลังคุยกับเจ้าของที่นี่

“ผมเข้ามาตรวจความเรียบร้อยน่ะ...พอรู้ว่าพวกคุณจะมา ผมเลยมาตรวจดูให้อีกที” 

“แล้วคุณเกี่ยวอะไรด้วย?” เหมือนเจ้าคนกวนประสาทจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ง่ายๆ เพราะโดนหัวหน้าสั่งมาให้ตรวจเช็คทุกห้องว่าไม่มีคนอยู่จริงๆ

“ก็ผมดูแลที่นี่ เลยมาเช็คเองน่ะครับ” 

“อะ...งั้นเหรอ...แล้วเป็นไงบ้างด้านในน่ะ” เขามีท่าทีชะงักเล็กน้อย ก่อนทำทีเป็นชะโงกดูความเรียบร้อยด้านใน

“ก็เรียบร้อยดี...ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง...ผมกำลังจะออกไปพอดี” เวอร์นอนว่า ก่อนจะลากคู่กรณีออกมาด้านนอก เพื่อให้คนข้างในได้ออกจากที่ซ่อนตัวโดยเร็วที่สุด

ปึง...

ทันทีที่เสียงประตูปิดลง แต่ละคนก็เดินออกมาจากคนละมุม 

“เกือบซวยแล้วไหมล่ะ” ซอกมินพูดพลางถอนหายใจ

“ชั้นนี้ไม่ให้ใช้เหรอคะ?” ต่อมความอยากรู้อยากเห็นของอึนจองทำงานทันทีเมื่อได้รับอิสระคืนจากซึงชอล

“สงสัยทำไม” เจ้าของนัยน์ตาดุ พูดขึ้นเพื่อว่ากล่าวคนที่ไม่รู้กาลเทศะด้วยความรำคาญ ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อสงบสติอารมณ์

สิ้นเสียงของเขา ภายในห้องก็เงียบขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีเวอร์นอนเป็นเพื่อนคุยเล่น อึนจองก็เหงาขึ้นมาทันที เพราะบรรยากาศในนี้ดูตึงเครียด และน่าอึดอัดขึ้นมาทุกขณะ เมื่อมองพวกเขาสามคนจ้องหน้ากันไปมา เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องนอน พร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง 

ที่ตอนนี้บรรยากาศภายนอกก็ไม่ต่างอะไรจากข้างในนี้เลย ข้างนอกที่คนควรจะพลุกพล่านกลับเงียบเชียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่ผู้คนเดินผ่าน ไม่สมกับเป็นย่านกังนัมที่เธอรู้จัก แต่แล้วสายตาของเธอก็บังเอิญไปสบตากับผู้ชายคนหนึ่ง เขามองเธออยู่พักใหญ่ และเป็นเธอที่หลบเข้าไปหลังม่านสีขาว ผู้ชายตัวสูง ทรงผมสกินเฮด สายตาคม กับคิ้วที่ขมวดอยู่ตลอดเวลา เธอรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แถมยังรู้สึกว่ากำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นที่นี่

“ทำอะไร” 

“อ๊ะ” แรงกระชากของซึงชอลทำเอาคนที่กำลังครุ่นคิดตัวปลิวมาติดกับตัวของเขา

“ฉันถามว่าทำอะไร” น้ำเสียงที่ดุขึ้นเรื่อยๆ มือหนาดึงม่านสีขาวให้รูดปิดกระจกหน้าต่างจนมิดชิด

“ปละ..เปล่าค่ะ แค่มองดูวิวไปเรื่อย” อึนจองพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะแกะมือของชายหนุ่มออกจากต้นแขนของตัวเอง

“อย่าเข้าใกล้หน้าต่างอีก”

“...” 

“ห้ามเปิดม่าน...เข้าใจไหม” เธอไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าของคนออกคำสั่งมีลักษณะเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่เขาไม่สบอารมณ์เอาซะเลยกับการกระทำของเธอเมื่อครู่

“ค่ะ” 

 

เครื่องมือ อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีต่างๆ ถูกขนขึ้นมาวางบนโต๊ะในส่วนของห้องรับรองแขก 

“ไม่เสียแรงที่ฝากเจ้านั่นให้เวอร์นอน” จุนพูดขึ้นพลางเงี่ยหูฟังเสียงสนทนาในเครื่องดักฟังของตัวเอง เขากำลังเช็คคลื่นเสียง และการสะท้อน พอที่จะคำนวณระยะทาง ว่าพวกมันอยู่ส่วนไหนของโรงแรม และพอที่จะได้ยินเสียงสนทนาได้บ้าง 

“ใครจะไปคิดว่าจะได้ใช้จริง...ถ้าไอ้เบื๊อกนั่นไม่เข้ามาในห้องเรา...เราคงไม่สาวถึงตัวพวกมันเร็วขนาดนี้” ซอกมินพูดชมความบังเอิญที่เพิ่งเกิดขึ้น จนเขาแทบจะเอาตัวไม่รอด เพราะเหตุไม่คาดฝัน แต่ฝีมือระดับนี้แล้ว มีอะไรโผล่มาจังหวะไหนก็จัดการได้หมดแหละน่า

“ฮยองได้อะไรบ้าง” จุนถามซึงชอลที่กำลังนั่งจ้องจอแล็ปท็อปสีเข้มที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

“ยังไม่ได้อะไรมาก...แต่มีคนเพิ่มเข้ามาหนึ่งคน...ผู้ชายผมทรงสกินเฮด” เขากำลังสังเกตลักษณะท่าทางของแขกรายใหม่ที่ไม่ได้รับเชิญ ในมือของชายคนนั้นถือกระเป๋าสีดำใบไม่เล็กไม่ใหญ่ มันพูดอะไรบางอย่างกับชายต่างชาติอยู่พักนึง ก่อนจะมองไปรอบห้อง...หมอนั่นกำลังทำอะไร?

“โชคยังดีที่ฮยองบอกให้เวอร์นอนแอบติดกล้องวงจรปิดจิ๋วไว้ในห้องของพวกมัน”

“แปลก” คำๆ เดียวของเขา ทำเอารุ่นน้องทั้งสองคนลุกจากที่นั่งของตัวเอง แล้วมามุงที่แล็ปท็อปของเขา หนึ่งในพวกมันเดินออกจากห้องไป 

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งผ่านหน้าประตูห้องที่สามหนุ่มกำลังปฏิบัติงานกันอยู่ เกิดอะไรขึ้นนะ พวกมันคิดจะทำอะไร 

“ฮยอง” เมื่อซอกมินเห็นทีท่าไม่ดี เขาจึงเรียกผู้นำกลุ่มเป็นเชิงถามว่าจะเอายังไงต่อดี

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

อีกครั้งที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ซึงชอลมองไปที่บานประตูทันที

“เก็บของให้หมด...เดี๋ยวนี้” เขาสั่งเสียงเบา แต่ยังคุกรุ่นไปด้วยความขึงขัง

 

ปึง ปึง!!

จากเสียงเคาะเมื่อครู่ กลับกลายมาเป็นเสียงอะไรบางอย่างกระแทกประตู

“ใครอยู่ในนั้นน่ะ!!!” เสียงที่ฟังดูคุ้นเคยของชายคนเดิมดังขึ้น พวกเขาทั้งสามคน ต้องพยายามควบคุมสติ และเก็บของด้วยความระมัดระวัง ดีที่มีอุปกรณ์ยังไม่มาก ไม่งั้นคงยุ่งกว่านี้แน่

หัวหน้าทีมถือกระเป๋าอุปกรณ์ของตัวเองไปที่ห้องนอน ที่ตอนนี้ อึนจองกำลังตั้งหน้าตั้งตารอเขาอธิบายอะไรบางอย่างกับเสียงเคาะและกระแทกประตู

“มานี่!” สิ้นเสียง หญิงสาวผู้ว่านอนสอนง่ายก็ดีดตัวจากเตียงมายืนใกล้เจ้านายหน้าเข้ม 

“เอาไงดีฮยอง...ขืนหลบในนี้ ผมคิดว่าไม่รอด” จุนเดินรีบๆ เข้ามาด้านในห้องบ้าง

“คงต้องออกไปทางนั้น” ไม่ว่าเปล่า ซึงชอลเหลือบตาไปมองที่กระจกหน้าต่าง

“พวกนายไปกันก่อน” เขาบอกให้รุ่นน้องทั้งสองคนนำไปก่อน

ทั้งซอกมิน และจุน รีบไปใกล้กระจกหน้าต่างบานนั้น ก่อนจะค่อยๆ งัดแงะแกะเพื่อให้หน้าต่างเปิดออก และมันก็สำเร็จ พวกเขาค่อยๆ ปีนข้ามออกไปอย่างช่ำชอง โดยด้านนอกหน้าต่างไม่มีแม้แต่ระเบียง

“ระ...เรื่องอะไรกันคะคุณซึงชอล” คนตัวเล็กเอ่ยเสียงสั่น เมื่อเห็นท่าทีของสองคนนั้น รวมทั้งเจ้านายของตัวเองด้วย

“ไม่ต้องถามมาก...แต่ตอนนี้ต้องออกไปจากที่นี่” เขาพูดเสียงห้วน ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างบ้าง ซอกมินเกาะขอบหน้าต่างของห้องถัดไปเรื่อยๆ ตามมาด้วยจุน 

“ปีนออกไป” ซึงชอลออกคำสั่ง ทำให้อึนจองหันกลับมามองเขาด้วยความสงสัย ตกใจ และงุนงง ในเวลาเดียวกัน

“ค...คะ?” 

“ปีนออกไป!” 

“แต่...แต่ฉัน...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ด้วยความกลัว เพราไม่เคยทำอะไรผาดโผนแบบนี้มาก่อน

“เร็วเข้า!” เธอที่เป็นแค่ลูกจ้าง ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำตามคำสั่ง ถึงแม้จะเป็นคำสั่งที่แปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม

“ละ...แล้วฉันควรทำยังไงคะ?” ยังไม่ทันได้ปีน เธอก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อไม่เห็นว่าจะมีส่วนไหนให้จับและทรงตัวได้เลย

“ขาเหยียบตรงนั้น มือสองข้างก็จับตรงนี้” ผู้เชี่ยวชาญอย่างเขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่าย สำหรับเขาน่ะใช่ แต่อึนจองไม่ใช่เลย

ปึง....ปึง!!!

“เร็วหน่อย!!” ทันทีที่คนตัวเล็กปีนออกไปได้สำเร็จ เขาก็ปีนออกมาบ้าง ถ้านี่เป็นชั้นสามหรือสี่คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ชั้นที่พวกเขาอยู่มันคือชั้นแปด

อึนจองมองตามซอกมิน และจุน ที่ปีนป่ายกันอย่างคล่องแคล่ว เหมือนสมาชิกชมรมปีนเขาที่ปราศจากเครื่องป้องกัน

“อย่ามองด้านล่าง” ครั้งนี้เป็นคำสั่งที่ยิ่งสั่งยิ่งอยากทำเรื่องตรงข้าม

ปึง!!!!

เสียงประตูถูกกระแทกอย่างแรงครั้งสุดตามมาด้วย...

ปังงง!!!

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ทำให้อึนจองขวัญหนีกระเจิง เธอหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ร่างกายไม่สามารถขยับไปไหนได้เลย

“ลืมตาดี๋ยวนี้!! บอกให้ลืมตาไงเล่า!” ซึงชอลตวาด ทำให้เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา

“มองหน้าฉันไว้ แล้วไต่ไปเรื่อยๆ” เขายื่นมือมาแตะมือเล็กที่เกาะขอบหน้าต่างของห้องถัดไปเบาๆ อยู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่ลมหนาวปะทะเข้าที่ร่างของคนทั้งสอง

“ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ คุณช่วยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังได้ไหมคะ” เพราะนี่อาจเป็นคำขอร้องเดียวจากเธอในตอนนี้ ที่ไม่รู้จะได้พูดอีกไหม

“รีบไปเถอะน่า!!”

“หัวหน้าครับ!! พวกมันอยู่นั่น!!” ซึงชอลหันกลับไปมองก็พบชายสกินเฮดที่เขาเห็นในกล้องวงจรปิด ยืนมองอยู่ไกลๆ โดยมีลูกน้องของชายคนนั้นยืนโวยวายอยู่ ไม่ว่าเปล่า เขาก็หยิบปืนออกมา แล้วเล็งไปที่ซึงชอล ระยะนี้คงไม่พลาดแน่

ฟึ่บ!!!! ปัง!!!!!

“กรี๊ดดดดดดด!!!” ซึงชอลดึงคนตัวเล็กเข้ามาใกล้ ก่อนจะพาเธอกระโดดลงจากตึกชั้นแปด ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น   

คนในอ้อมกอดหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ในหัวมันขาวโพลนไปหมด นึกได้แค่หน้าพ่อหน้าแม่ และเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตก็วนลูปไปมาซ้ำๆ

ซวบ!!!! แกร็ก!!!

ร่างของคนทั้งสองร่วงลงไปที่ต้นไม้สูง กิ่งไม้เล็กครูดเสื้อผ้าซะจนลุ่ย ก่อนจะตกลงสู่พื้น

เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ร่างบางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ร่างของคนตัวโตกว่ารองรับเธอไว้ไม่ให้กระแทกเข้ากับพื้น เขาหลับตานิ่งไม่ไหวติง

“คุ...คุณซึงชอล...คุณซึงชอล!!” เมื่อได้สติ เธอรีบลุกขึ้น และเขย่าตัวเขาแรงๆ แต่ก็เหมือนจะไม่เป็นผลเท่าไหร่ ใบหน้า ต้นคอ รวมถึงมือหนาที่มีเลือดซิบจากกิ่งไม้เมื่อกี้ ทำให้คนตัวเล็กเริ่มควบคุมสติไม่อยู่

“คุณซึงชอล!!! ฮืออออ!!!” เธอเขย่าร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ทันระวังว่าจะมีกระดูกส่วนไหนของเขาหักหรือเปล่า 

“หยะ...หยุด...หยุดเขย่าสัก...ที” ซึงชอลเอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองอึนจองที่ตอนนี้น้ำหูน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อายใคร

“ฮือออ!!!” 

“พยุง...พยุงฉัน” เขาเอามือเกี่ยวคออึนจองไว้ พร้อมออกคำสั่งอีกรอบ ว่าแล้วเธอก็ไม่รอช้า รีบทำหน้าที่ให้เจ้านายทันที แต่กว่าจะพยุงเขาขึ้นมาได้ก็หนักเอาเรื่อง

“...ไปตรงนั้น” สีหน้าเจ็บปวดของเขาที่เธอเพิ่งเคยเห็นช่างดูแปลกตา ไม่เหมือนเขาคนเดิม สองคนกำลังเดินเลียบไปตามทางด้านข้างของโรงแรม

รถแวนสีเทาที่มีซอกมินนั่งตรงคนขับ ส่วนจุนวิ่งเข้ามาประคองซึงชอลช่วย แต่ยังไม่วายส่งสายตาไม่สบอารมณ์มาให้เธอ

“หยุดนะ!!!!!” 

 

ปัง!!

เสียงปืนดังขึ้นอีกรอบ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหันหลังกลับไปมอง เพราะยังไงพวกมันก็ใกล้เข้ามาเต็มที แต่สุดท้ายแล้วคนทั้งสี่ ก็ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในรถเรียบร้อย ซอกมินทำหน้าที่บึ่งรถออกไปให้เร็วที่สุด

“แพลนบี” เสียงแหบพร่าของซึงชอลบอกออกไปผ่านกระจกของห้องผู้โดยสารด้านหลัง ส่วนจุนนั่งด้านหน้า

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มปลอดภัย และสติของเธอเริ่มกลับมา อึนจองก็ค่อยๆ มองหาแผล จับแขน ขา ไหล่ หลังของเจ้านายตนพลิกไปพลิกมา 

“...ทำ...อะไร”

“กำลังหาแผลค่ะ” อึนจองตอบตรงๆ ก่อนที่มือจะสัมผัสของเหลวหนืดๆ บริเวณไหล่ด้านซ้ายของเขาได้

“คุณซึงชอลคะ...ช่วยถอดแจ็คเก็ตออกได้ไหม”

“ทำ...ไม” เขาดูขัดขืนอยู่เล็กน้อย แต่ด้วยร่างกายที่สะบักสะบอมระดับหนึ่ง ก็ไม่อาจมีแรงขัดขืนมากนัก

“นะคะ” เธอใช้แววตาขอร้องให้เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตออก เขาก็ทำตามแต่โดยดี แต่ไหล่ซ้ายไม่สามารถขยับได้มากเท่าที่ต้องการ จนอึนจองต้องยื่นมือเข้ามาช่วย ก็พบว่าไหล่ของซึงชอลมีรอยถากลึกๆ น่าจะมาจากกระสุนของอีกฝ่ายที่ยิงมา 

“ตะ...ต้องทำแผลด่วนนะคะ...คุณซอกมินคะ...ช่วยจอดที่โรงพยาบาล”

“ไม่ได้!” เจ้าของแผลใช้แรงที่เหลือตวาดอึนจองจนเธอสะดุ้ง

“ถ้างั้น...จอดซื้ออุปกรณ์ทำแผลได้ไหมคะ” เธอยังพยายามที่จะหาอุปกรณ์มาทำแผลให้เขาให้ได้

“ไม่ต้อง...แค่นี้ไม่ตายหรอก” เสียงอ่อนแรงของซึงชอลไม่ได้บอกว่าไม่เป็นไรเลยแม้แต่น้อย

“ถ้ากล่องปฐมพยาบาลอยู่ด้านบนมุมซ้ายนู่นน่ะ” ซอกมินบอก จากนั้นเธอก็รีบไปเอากล่องปฐมพยาบาลนั่นมาให้เร็วที่สุด

“ทำเป็น?” ดูท่าเหมือนคนตัวโตจะไม่กลัวตายที่กระโดดลงมาจากตึกชั้นแปด แต่กลัวการทำแผลที่ไม่สะอาดมากกว่า

“ค่ะ...เคยทำตอนไปช่วยงานสภา” อึนจองเอ่ยรีบๆ ก่อนจะจัดแจงเอาอุปกรณ์ทำแผลออกมาจากกล่อง น้ำเกลือ แอลกอฮอล์ สำลี ผ้าก๊อซ และอย่างอื่นที่คิดว่าสำคัญ

จากนั้นเธอก็ลงมือทำแผลให้เขาอย่างเบามือที่สุด

“เจ็บไหมคะ?” เอ่ยเสร็จก็เปลี่ยนมาสบตากับซึงชอล ที่กำลังมองเธออยู่เหมือนกัน

“...ไม่” พูดเสียงอ่อน แล้วก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ พอสบตากับเธอแล้วรู้สึกแปลกๆ หรือเพราะร่างกายกำลังอ่อนแอ มันเลยเป็นการตอบสนองของร่างกาย

ไม่มีบทสนทนาใดต่อจากนี้อีก คนทำแผลก็ง่วนทำไป ส่วนคนตัวใหญ่ก็เริ่มหมดแรง บทจะอ่อนแอขึ้นมาก็เป็นแบบนี้ซะดื้อๆ

รถสีเทาคันโตมุ่งหน้าไปตามทางเรื่อยๆ เหมือนจะไม่รู้จุดหมาย ความสงสัยที่เคยพรั่งพรูเมื่อก่อนหน้านี้เริ่มหายไปจากห้วงความคิด เพราะอึนจองกำลังคิดห่วงแต่เจ้านายของเธอ ที่ตอนนี้ได้เข้าสู่ห้วงนิทราเรียบร้อยแล้ว 

ชเว ซึงชอล นอนหลับลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายในห้องโดยสารกว้าง มีเพียงพื้นเบาะนุ่มรองรับร่างของคนทั้งสองไว้ ส่วนเก้าอี้ผู้โดยสารถูกเอาออกจนหมด เพราะรถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้พวกเขาใช้ปฏิบัติภารกิจ นานๆทีจะได้เอามาใช้

หญิงสาวจัดแจงให้เจ้านายเธอได้นอนลงสบายๆ ในรถแบบนี้ที่ไม่มีแม้แต่หมอน เธอจึงอาสาใช้ตักของเธอเป็นที่หนุนให้เขาอย่างช่วยไม่ได้ พลางคิดในใจว่า เจ้านายคนนี้คงไม่ว่าอะไรเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา และพบว่าเขานอนสลบบนตักของเธอ

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงชินซาดง ที่นี่มีเกสเฮ้าส์โดยเฉพาะของหน่วยปฏิบัติการลับ 

“ฮยอง...ถึงแล้วครับ” จุนเดินอ้อมเข้ามาเปิดประตูรถอีกด้าน และเดินขึ้นมาเรียกชายที่กำลังหลับใหล เสียงเรียกทำให้เขาได้สติ ดวงตาที่ไร้ความดุกวาดมองไปรอบๆ ในสถานที่ที่คุ้นเคย แต่คงมีบางอย่างที่สะกิดใจเขาก็คือหญิงสาวที่เป็นผู้ให้แหล่งพักพิงที่นั่งมองเขาอยู่ด้านบนหัว

ร่างหนาดีดตัวขึ้นไม่ได้ เพราะอาการบาดเจ็บที่ไหล่ยังคอยกวนอยู่ ทำให้อึนจองต้องเป็นฝ่ายช่วยพยุง แต่แล้ว เรื่องไม่คาดฝันก็กระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีนเข้าสู่กระแสเลือดซึงชอลเพิ่มมากขึ้น

“นั่นไงพวกมัน!!!!” เสียงสำเนียงต่างชาติแปล่งๆ ดังเข้าสู่โสตประสาทของพวกเขาอีกครั้ง ซึงชอลรีบคว้ามืออึนจองแล้วลากเธอพุ่งเข้าเกสเฮ้าส์ทันที ยังไม่ทันที่ผู้บุกรุกจะควักปืนออกมา คนทั้งสี่ก็เข้าสู่เขตปลอดภัยเรียบร้อย หมาบ้าพวกนั้นกัดไม่ยอมปล่อยจริงๆ แม้แต่ตอนนี้ที่พวกเขาเข้ามาภายในตัวอาคาร เจ้าพวกนั้นยังกระแทกประตูเสียงดังไม่สนใจแม้แต่คนที่เดินผ่านไปมา

ปึง!!!! ปึง!!!!

ประตูธรรมดาของเกสเฮ้าส์ที่นี่เทียบไม่ได้กับประตูของโรงแรมในกังนัมเมื่อก่อนหน้านี้ จึงไม่ยากเลยที่เจ้าหมาป่าพวกนั้นจะเข้ามาภายในได้อย่างง่ายดาย

“เอาไงดีฮยอง!!” ซอกมินโหวกเหวกอีกรอบ แต่ก็ยังวิ่งฉับๆ เปิดเข้าไปในห้องที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่

“ห้อง...ใต้ดิน” เสียงจ่าฝูงหอบแฮก พร้อมกับใช้กลไกที่อยู่ใต้พรมจนมันปรากฏบันไดลงสู่ชั้นล่าง

“แต่ถ้าพวกมันตามเราเจอ...ก็ไปไหนไม่ได้แล้วนะครับ” จุนพูดเสริมเมื่อเข้าตาจน หนทางของภารกิจนี้มีแต่ล่มกับล่ม

“พวกนายลงไปก่อน” เขายืนยันเสียงหนักแน่น ก่อนจะวิ่งไปที่หน้าต่างแล้วเปิดมันไว้อย่างจงใจ ก่อนจะเอาไหล่ซ้ายกระแทกเข้าที่ขอบหน้าต่างอย่างแรงจนเลือดซิบออกมาอีก นั่นยิ่งสร้างความตกใจให้กับหญิงสาวที่ยืนดูเหตุการณ์นั้นอยู่ 

“คุณทำอะไร??” อึนจองขมวดคิ้วยู่เข้าหากัน แล้วรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของเจ้านายด้วยความเป็นห่วง

“รีบลงไปได้แล้ว!” เขาตะโกน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะเข้ามาถึงนี่ตอนไหน แต่ที่แน่ๆ หากเธอลงไปไม่ทัน มันคงจะจบเห่จริงๆ

คงเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติตั้งแต่ที่เขาชอบออกคำสั่ง ทำให้สองขาเรียวก้าวลงไปที่ชั้นใต้ดินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่ซึงชอลจะตามลงไป มือใหญ่ก็จัดพรมให้เรียบเหมือนเดิม และไม่วายปิดประตูกลให้เรียบร้อย 

“ทุกคนหาที่ซ่อน...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามออกมาเด็ดขาด” สิ้นคำสั่ง ทุกคนต่างรุกเข้าหาที่ซ่อนตัว พวกเขาหยิบปืนออกมาคนละกระบอก ถือมันไว้ใกล้ตัว เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดออกมาจากใบหน้าคมของชเว เขาหอบหายใจถี่จนลืมความเจ็บ ผิดกับผู้หญิงตัวเล็กที่อยู่ข้างกาย เธอสังเกตเห็นเลือดที่ไหลเป็นทางยาวลงมาจากไหล่ซ้าย จุดเดิมที่เขาเพิ่งเอามันไปกระแทกขอบหน้าต่าง บ้าเลือดสิ้นดี!

เห็นดังนั้น อึนจองเลยฉีกชายเสื้อยืดของตัวเองเหมือนในละครที่เธอเห็นบ่อยๆ ใครจะคิดว่ามันจะฉีกยาก ไม่เห็นเหมือนฉากในละคร 

การกระทำของคุณแม่บ้านหัวรั้น ทำให้แขนซ้ายที่ทั้งเจ็บ และว่างจากการจับปืนของซึงชอลโอบรอบเอวบางเข้ามาประชิดตัว

“ทำบ้าอะไร??” เสียงกระซิบแกมขู่ของเขาคราวนี้ ไม่ได้ทำให้หญิงสาวกลัวมันเลยสักนิด

“ห้ามเลือดค่ะ!” อึนจองตะคอกกลับเบาๆ มือเล็กทั้งสองข้างดึงชายเสื้อที่ฉีกออกมาวางทาบบนไหล่กว้าง แต่การที่เขารัดเอวเธอเอาไว้แบบนี้ เห็นทีจะไม่ถนัดแฮะ

 “คุณปล่อยฉันก่อนได้ไหมคะ...แบบนี้ฉันไม่ถนัด” เสียงใสเอ่ยด้วยท่าทีเขินๆ ทำให้เขารีบผละแขนแกร่งออกจากเธอทันที 

คนตัวเล็กจัดแจงพันเศษผ้าที่หัวไหล่ซ้ายของเจ้านายด้วยความเบามือ  โดยไม่รู้เลยว่าชายหน้านิ่งคนนี้ได้ใช้สายตาที่มองเธอต่างออกไป...จากตอนแรก 

“ไม่ทำแบบนั้นอีกได้ไหมคะ” เมื่อทำแผลเสร็จ คนตัวยุ่งคนเดิมก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขอร้อง

“แบบไหน” 

“ก็...เอาไหล่กระแทกขอบหน้าต่างแบบเมื่อกี้”

“...”

“ไม่ทำได้ไหมคะ...ที่เอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับทุกเรื่อง” อึนจองเอ่ยเสียงนิ่งด้วยความเป็นห่วงเขาจริงๆ

“ยุ่งจริงๆเลย” ซึงชอลพยายามจะเกร็งเสียงให้เข้มเหมือนเดิม เขาหันมองออกไปทางอื่น เพื่อเลี่ยงที่จะสบตากับเธอ ความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ ในแบบที่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

เสียงฝีเท้าของชีวิตนับสาม เดินวนไปทั่วพื้นห้องด้านบน แขนซ้ายของเขาโอบให้คนตัวเล็กเข้ามาประชิดตัวอีกรอบโดยอัตโนมัติ มือขวากระชับปืนแน่น

 

อีกฟากของห้องโถงด้านบน คนผมสกินเฮดยืนนิ่งอยู่ตรงกลาง แล้วกวาดมองรอบห้องอย่างถี่ถ้วน ส่วนชายอีกสองคนก็เดินกราดไปทั่ว เหมือนกับแมวไล่หนู 

ชายคนเดิมสังเกตเห็นรอยเลือดตรงขอบหน้าต่าง แถมหน้าต่างบานนั้นมันยังเปิดกว้าง เขาจึงเดินไปใกล้จุดรวมสายตา 

“คุณคังมีอะไรรึเปล่าครับ” เสียงลูกน้องคนนึงดังขึ้น แล้วเดินเข้ามาสมทบกับเขา

“ไม่มีเหตุผลที่จะต้องออกไปทางนี้” เขาครุ่นคิด เพราะอีกฝ่ายที่เจอหน้ากันทีไรก็เอาแต่หนี คัง ยองโฮ ไม่เชื่อว่าชายสามคนจะหนีไปง่ายๆ แบบนี้ 

เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาพลางพูดไปที่เสียงปลายสาย

“ตรวจดูความเคลื่อนไหวทั่วกังนัม ถ้ามีอะไรผิดปกติ ให้แจ้งฉันทันที” สิ้นคำสั่ง ยองโฮก็เดินดูรอบห้องนี้อีกครั้ง ความนิ่งของเขาช่างน่ากลัว และไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

และนั่นก็ไวเท่าความคิด เขานั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น มือหนาไล้ไปตามพื้นที่มีหยดเลือดใหม่ พลางนึกถึงตอนที่เขาลั่นไก่ใส่ผู้ชายหน้าอ่อน แล้วก็เป็นไปตามที่คาด...

ครืด...

 

 

“ลงไปตรวจดูข้างล่าง” เสียงของยองโฮจริงจัง พลางสั่งลูกน้องให้เดินลงไปในห้องใต้ดิน

การกระทำของหมาป่าทั้งสาม ทำให้คนทั้งสี่ที่อยู่ก่อน หัวใจเต้นโครมครามด้วยความกังวลอย่างถึงที่สุด

“ฉันว่าพวกนั้นต้องอยู่ในนี้แหละ” ยองโฮพูดด้วยความมั่นใจในสิ่งที่ตนคิด 

คำพูดนั้นยิ่งทำให้ซึงชอลดึงอึนจองเข้ามาใกล้ พร้อมกับเบี่ยงตัวเธอให้ชิดผนัง มีเพียงแผ่นหลังของเขาเท่านั้นที่ปิดบังสายตาพวกมันได้ในขณะนี้

“ออกมาเถอะน่า...พวกแกหนีไปไหนไม่รอดหรอก!!!” หัวหน้ากลุ่มผู้ร้ายตะคอกเสียงดัง ทำให้ลูกนกที่อยู่อ้อมกอดของซึงชอลตัวสั่นเทา มือเล็กทั้งสองข้างกำชายเสื้อของผู้เป็นเจ้านายไว้แน่น จนเขาต้องเลื่อนมือขึ้นมาประคองศีรษะเล็กๆ ที่กำลังสั่นด้วยความกลัวเอาไว้

แคร้ง!!! ตึง!!!

พวกมันเตะกล่องไม้ใบใหญ่ให้ล้มลง เพื่อข่มขวัญฝั่งตรงข้าม หากแต่ไม่สามารถทำให้ชายทั้งสามสะทกสะท้านแม้แต่น้อย มีเพียงอึนจองเท่านั้นที่จะตอบสนองต่อการกระทำเมื่อครู่

“รีบๆ ออกมาสักทีสิวะ!!! สามต่อสามมันก็ยุติธรรมดีนี่!! มัวมุดหัวอยู่ทำไม!!” หัวหน้าของพวกมันเริ่มอารมณ์เสีย เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมออกมาสักที มัวแต่มุดหัวเป็นไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวอยู่ได้

“อ้อ...ลืมไปว่ามีผู้หญิงอยู่อีกคน...พวกแกคงใจตุ๊ดเหมือนยัยนั่นสินะ ฮ่าๆๆๆ” พอให้ได้พูดกระตุกต่อมโมโหของอีกฝ่าย ดูพวกมันจะพอใจซะเหลือเกิน

“ในนี้มันมืดไปหน่อย...ฉันขอเปิดไฟละกันนะ”

พรึ่บ!!

ทันทีที่พวกมันเปิดไฟขึ้น ซึงชอล จุน และซอกมินก็รีบก้มลงทันที 

ในห้องเล็กๆ แบบนี้ ไม่ยากนักที่จะหาคนทั้งสามให้เจอ เหมือนเข้าตาจน มองไปทางไหนก็ทางตัน  คิดได้แบบนั้น ซึงชอลก็ผละออกจากอึนจอง และทำท่ากำชับไม่ให้เธอขยับตัวไปไหน

“โอ้...ออกมาแล้วเหรอหนูน้อย...กล้าดีนี่” ชายวัยกลางคนพูดเยาะ แทนที่เขาจะยกปืนขึ้นมาลั่นไกใส่คนตรงหน้า เลยคิดที่จะเล่นสงครามประสาทกับเขาเสียหน่อย

ไม่นานนัก จุน กับซอกมินก็ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมา

“เพื่อนอีกสอง” เขายักมุมปากแบบไม่แยแส 

“แล้วผู้หญิงล่ะ?” เมื่อเห็นว่าสมาชิกของฝ่ายตรงข้ามยังไม่ครบ เขาก็จี้ถามเพื่อให้ได้คำตอบ

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องเฉพาะพวกนายกับฉัน” ซึงชอลพูดเสียงแข็ง เขากระชับปืนในมือแน่น

“แต่ฉันไม่คิดงั้นนะ...มาเท่าไหร่ก็ต้องเอากลับไปให้หมด J” ชายคนเดิมยกปืนขึ้นมากลางหน้าของซึงชอลด้วยรอยยิ้มเย็น ซอกมิน และจุนจึงทำการยกปากกระบอกปืนหันไปที่ คัง ยองโฮทันที ตามด้วยลูกน้องของยองโฮ พวกมันยกปืนขึ้นมาเล็งทั้งสองคนนั้นบ้าง

“เจ้าหนู...ตอนนี้พวกนายไม่ต่างกับหมาจนตรอกเลยนะ...คิดเหรอว่า...” เขาไม่ยอมให้ชายวัยกลางคนได้พล่ามอะไรที่ไม่เข้าหู ซึงชอลยกขาขึ้นเตะปืนกระบอกนั้นที่เล็งตนอยู่ให้ตกไปกองที่พื้น 

ปัง!! ปัง!!

ชายสองคนที่เหลือยิงปืนขึ้น พร้อมกับจุน และซอกมินที่หวิดหลบกระสุนได้ทันราวกับอ่านวิถีกระสุนออก ก่อนจะพุ่งเข้าชาร์จที่เจ้าสองคนนั้นอย่างรวดเร็ว

เสียงเนื้อกระทบเนื้อ หมัดแลกหมัด ดังขึ้นอยู่พักใหญ่ ผลัดกันได้ผลัดกันเสีย โดยไม่มีใครยอมใคร จุนใช้เข่ากดหลังของชายคนหนึ่งให้แนบลงกับพื้น พร้อมกับใช้ท่อนแขนโอบรัดคอมันเอาไว้ จนอีกฝ่ายเอามือทุบพื้นปังเหมือนยอมแพ้

ซอกมินเองก็ใช้ขายาวทั้งสองข้างรัดคออีกคนไว้ พร้อมกับพันธนาการแขนของมันด้วยมือแกร่ง จนเท้าของมันดิ้นพล่าน กระทืบเท้าลงพื้นด้วยท่าทีที่บอกว่าไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

แต่ซึงชอลดูท่าจะไม่ไหว จากแผลที่ไหล่ซ้ายของเขาช่างขัดขวางการเคลื่อนไหว และดูเหมือนชายคนนั้นจะรู้จุดอ่อน ทุกครั้งที่มีการเข้าประชิดตัว มันพยายามเล็งที่ไหล่แทนจุดอื่น

“ดูท่านายจะไม่ไหวนะ หึ!” เสียงแค่นกระแอมในลำคออย่างเหยียดๆ เพราะไม่ว่ายังไง การต่อสู้ครั้งนี้เขาก็คือผู้ชนะ

“ใครจะไปรู้ อั่ก!!” ซึงชอลพลาดท่ามันเข้าอย่างจัง เพราะตอนนี้แขนซ้ายถูกฝั่งตรงข้ามกระชากด้วยความแรง และบิดแขนของเขาไพล่หลังไว้ พร้อมกับดันลงให้ใบหน้าแนบพื้น 

จุน และซอกมินเห็นท่าจะไม่ดี เลยเอากุญแจมือที่พกมารีบล็อคเข้าที่มือของวายร้ายอีกสองคน และใช้เชือกรัดขาพวกมันไว้ไม่ให้ขยับไปไหน ซอกมินโทร. เรียกกำลังเสริมและคอยดูเจ้าสองคนนั้นไว้ ส่วนจุนก็กำลังคิดหาวิธีจัดการไอ้ผู้ชายที่กำลังจะหักแขนฮยองของเขาอยู่รอมร่อ

“ฉันถือไพ่เหนือกว่า...แล้วก็นะ...ถ้านายก้าวเข้ามาอีกนิด...แขนของเพื่อนนายได้หลุดออกจากลำตัวแน่” จุนที่อยู่ในเขตสายตาของชายคนนั้น ชะงักฝีเท้า คิ้วขมวดเข้าหากัน แต่ในอีกทางที่เป็นจุดอับสายตา เขาไม่รู้เลยว่ามีอีกคนที่กำลังยกของแข็งยาวสูงบนหัว!!

ผัวะ!!!!!

อึนจองฟาดแท่งเหล็กที่เก็บได้ใกล้มือในห้องนี้เข้าที่หัวของเขาอย่างจัง จนต้องยอมปลดพันธนาการออกจาก ชเว ซึงชอล แล้วหันเอามือไปกุมหัวแทน แต่ไม่วายตวัดสายตามาที่เธอ 

“ยัยบ้านี่!!” ยองโฮพยายามลุกขึ้น หมายจะตบ แต่ซึงชอลตะครุบตัวของเขาไว้ได้ก่อน ทำให้ทั้งสองลงไปกลิ้งขลุกขลักอยู่บนพื้นอีกรอบ

“ไอ้หมาบ้า!!” ทั้งๆ ที่ตนเองเจ็บไหล่อยู่แท้ๆ แต่เขาก็ไม่ยอมลดละ เพราะกลัวว่าคนตัวเล็กจะได้รับอันตราย

แต่อีกฝ่ายดันรู้จุดอ่อนของเขา มันเลยใช้มือจู่โจมที่ไหล่ซ้ายอย่างแรง จุนเห็นท่าไม่ดี เลยเข้าไปช่วยไว้ได้ทัน เขาเตะเสยหน้าของเจ้าคนตัวใหญ่นั่น จนมันหน้าหงาย ดังนั้น การต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นเวทีของจุน กับยองโฮ 

ยองโฮเหลือบไปเห็นปืนที่วางอยู่ไม่ไกล เขาตัดสินใจเตะเข้าที่ข้อเท้าของจุน จนทำให้หนุ่มจีนเสียหลักล้มลง ได้ทียองโฮจึงเอื้อมมือเข้าไปหยิบปืนด้วยความรวดเร็ว และหันกระบอกปืนไปที่จุนทันที

ปัง!!!

“อึก!!” การตัดสินใจที่ผิดพลาดของอึนจองกลายเป็นจุดชนวนแห่งการสูญเสีย เธอตั้งใจที่จะผลักจุนออกไป เพียงเพื่อไม่ให้ได้รับกระสุน แต่ตัวเองดันตกอยู่ในวิถีกระสุนแทน

เสียงปืนหนึ่งนัดสุดท้ายสร้างความตกใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะจุน ที่ตอนนี้เขาทำตัวไม่ถูก สติหลุดออกจากร่างเรียบร้อย มีเพียงซอกมินที่รีบวิ่งเข้ามาควบคุมตัวของยองโฮเอาไว้ได้ ก่อนที่มันจะก่อเรื่องไปมากกว่านี้ 

ไม่นานเสียงรถเครื่องยนต์หนักหน่วงก็เข้ามาจอดเทียบข้างเกสเฮ้าส์ พร้อมชายอีกสี่ห้าคนเข้ามาภายในห้องใต้ดิน พวกเขาสวมชุดสูทสีทึบ เหมือนทีมของซึงชอล พร้อมกับเสียงไซเรนรถพยาบาลที่เข้ามาทีหลัง

 

 

“อย่าเพิ่งหลับนะ...มองหน้าฉันเอาไว้...นี่คือคำสั่ง!” เสียงของซึงชอลพร่ำบอกกับอึนจองตลอดทางบนรถพยาบาล กระสุนที่ฝังลงไปที่ช่องท้องด้านขวาทำให้ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

“มองไว้สิยัยบ้าหน้าฉันน่ะ...” เขากุมมือคนตัวเล็กที่หน้าเริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ เวลาเพียงวันเดียวช่างผ่านไปรวดเร็ว แต่เขาดันรู้สึกผูกพันกับผู้หญิงคนนี้เข้าให้แล้ว

ร่างเล็กที่นอนอยู่บนเปลหลับตาลงอย่างช้าๆ เหมือนต้องการลืมความเจ็บปวดที่มีอยู่ในตอนนี้

 

 

4 วันผ่านไป

ทั้งซึงชอล ซอกมิน และจุน ก็ยังคงนั่งมองร่างที่ยังไม่ได้สติของอึนจอง ยังดีที่กระสุนไม่โดนจุดสำคัญ แต่เธอเสียเลือดมากระหว่างการเดินทางมาโรงพยาบาล ทำให้คนตัวเล็กยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่น เห็นทีว่าคนที่ห่วงเธอมากที่สุดคือ ชเว ซึงชอล เพราะเขานั่งไม่ติดเก้าอี้มาหลายวันแล้ว คนตัวโตเดินวนไปมาอย่างร้อนใจที่ยัยตัวยุ่งไม่ฟื้นสักที

“ฮยอง...นั่งพักบ้างเถอะครับ” ซอกมินเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง เพราะมีแต่ซึงชอลที่อยู่เฝ้าอาการของอึนจองตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ทั้งๆ ที่ไหล่ซ้ายยังไม่หายดี

“พวกนายก็กลับไปพักเถอะ ทางนี้ฉันจัดการเอง” หัวหน้าทีมจอมดื้อ ไม่ยอมนั่งพักแบบที่รุ่นน้องบอก 

ดวงตะวันของวันที่ 4 กำลังจะลับขอบฟ้าลงไปทุกที อากาศข้างนอกเย็นเข้าทุกขณะ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ใจของเขาเย็นลงแม้แต่นิด

“ถ้ามีอะไรก็โทรมานะครับ” รุ่นน้องสองคนพูดอย่างเป็นห่วง ก่อนจะกลับไปพักผ่อนบ้าง

 

“นอนขี้เซาไปได้...” เขาพูดเสียงเศร้า พลางนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เพิ่งพบเจอมา หญิงสาวที่เขาไม่แม้แต่จะสนทนาหรือมองหน้าตั้งแต่วันแรกที่เธอก้าวขาเข้ามาในบ้าน แต่วันนี้...เขาอยากให้เธอลืมตามามองกันบ้างก็ยังดี

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เขารู้สึกแปลกไป เมื่อมองใบหน้ายามหลับใหลของเธอ ใจร้อนรุ่มของเขากำลังจะระเบิดออกมา เพราะเอาแต่เฝ้าคอยหญิงสาวที่ไม่รู้จะตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่

แต่เหมือนสวรรค์จะเล่นตลกกับเขาไปไม่ได้ตลอด มือเล็กที่มีเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดสวมอยู่ที่ปลายนิ้วขยับเบาๆ เมื่อชายหนุ่มเห็นดังนั้นเขาก็เบิกตากว้าง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปหาร่างเล็ก 

“อึนจอง!” เสียงเรียกเบาๆ พยายามเรียกสติให้คนที่นอนมานานลืมตาตื่นขึ้น และนั่นก็เหมือนจะเป็นผล เพราะดวงตาที่เขาคุ้นเคยได้เปิดขึ้นทีละนิด เธอกลอกตาไปมาเพื่อมองรอบๆ ห้อง ...และเป็นไปตามคาด ที่ซึงชอลดึงสายตาของเธอมาจดจ่ออยู่ที่เขาได้ คนตัวหนาดีใจ ก่อนจะกดเรียกพยาบาลเข้ามา

 

 

“ผู้ป่วยอาจจะยังมีอาการมึนๆ อยู่นะครับ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว สัญญาณชีพทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ รอพักฟื้นไม่เกินสัปดาห์ก็กลับบ้านได้แล้วครับ” หลังจากที่คุณหมอเข้ามาตรวจร่างกาย และรายงานผลทางการแพทย์ให้เขาฟัง ซึ่งก็เป็นผลที่น่าพอใจ ทำให้ซึงชอลยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

“ขอบคุณครับ” นี่อาจเรียกว่าเป็นครั้งแรกที่เขายิ้มจากความรู้สึกจริงข้างใน

 

 

หลังจากนั้น ชเว ซึงชอล ก็ดูแลประคบประหงมคนป่วยที่ร่างกายอ่อนแอตลอดเวลา จนทำให้ลูกน้องอีกสองคนเริ่มสะกิดอีกฝ่ายให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของฮยอง

“กินอีก” เสียงเข้มออกคำสั่งเหมือนที่เคยทำ เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ยอมกินข้าวต้มในถ้วยให้หมด 

“...อิ่มแล้วค่ะ...กินไม่ได้แล้ว...” ผู้ป่วยพูดเสียงเบา นี่ขนาดไม่สบายยังต้องมาทำตามคำสั่งของเขาแบบนี้ มันก็เกินไปนะ

“ถ้ากินไม่หมด เมื่อไหร่จะแข็งแรงสักทีล่ะ?” ซึงชอลเข้าโหมดคุณพ่อจอมบงการ เขาจ้องลึกในดวงตาของอึนจอง จนทำให้เธอต้องหลบตาอย่างช่วยไม่ได้

“นี่ก็กินไปเยอะแล้วนะคะ” ถึงจะแสดงท่าทีว่ากลัวมากแค่ไหน เธอก็ยังมีแรงต่อปากต่อคำกับเขาอยู่ไม่ขาดสาย 

“กินให้หมดสิ...หรือฉันต้องป้อน” คำพูดหลังยิ่งผิดวิสัยของคนตัวโต ทำให้ซอกมิน และจุนต่างก็มองหน้ากัน พร้อมกับหลุดขำกับความน่ารักของเขาออกมา

“...ช่วยฉันด้วยสิคะคุณซอกมิน คุณจุน...ถ้ากินมากกว่านี้คงท้องแตกแน่” เธอหันมาขอความช่วยเหลือจากทั้งสองคนที่นั่งขำกันคิกคักบนโซฟาตัวใหญ่

“ไม่ต้องยุ่งเลยพวกนาย...ดื้อแบบนี้ต้องเจอฉันเนี่ยแหละ!” ไม่พูดเปล่า เขาพยายามใช้ช้อนที่ตักข้าวต้มยกขึ้นมาเพื่อให้เธอยอมที่จะกินมันเข้าไป

“ไม่เอาแล้วค่ะ...แค่นี้ก็พอแล้วค่ะคุณซึงชอล” เธอพยายามตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้น แต่เพราะแผลที่ยังเจ็บอยู่ เลยไม่สามารถทำอย่างที่ต้องการได้ แค่เบือนหน้าหนีช้อนข้าวต้ม ยังแทบจะไม่มีแรง

“นี่ฮยองงง!! ให้คุณอึนจองเขากินเท่านั้นแหละครับ...อย่าไปบังคับเธอเลย” ซอกมินพูดออกมา ด้วยเสียงขำไม่หยุด

“ไม่ได้! ยังไงก็ต้องกิน” เสียงแข็งไม่ยอมลดละความพยายาม ทำให้คนตัวเล็กเอามือขึ้นมาจับแขนเขาไว้ด้วยแรงที่มีอยู่น้อยนิด

“...แค่คำเดียวนะคะ” หญิงสาวทำท่างอน แต่ก็ยอมทำตามเขาแต่โดยดี แต่ยังไม่ทันที่เธอจะกลืนมันลงคอ เขาก็พูดขึ้นมาอีก

“อีกคำสิ J” 

“-*-” 

 

 

“ฉันต้องขอโทษหนูอึนจองจริงๆ นะ ที่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้” คุณชเวพูดขึ้น หลังจากที่อึนจองกลับมาจากโรงพยาบาลและมารักษาตัวต่อที่บ้านของเจ้านาย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะหนูทำเกินหน้าที่เอง” เธอพูดอย่างสำนึกผิด ถ้าวันนั้น เธอกลับบ้านอย่างที่ซึงชอลบอก ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ แต่ถึงยังไงกลุ่มวายร้ายพวกนั้นก็ถูกทางการควบคุมตัวได้ ก็ถือว่าภารกิจครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยความทุลักทุเลพอสมควร

“...แต่ถึงยังไง...ฉันก็มีส่วนผิดที่ไม่บอกเรื่องนี้ให้เธอรู้ก่อน...ไม่งั้นเธอก็คงได้ระวังตัวเองมากกว่านี้”

“^^;” มีเพียงรอยยิ้มแห้งๆ ที่ส่งกลับไปให้ 

“ถ้าหนูหายดีเมื่อไหร่...จะขอออกจากงานนี้ทันทีหรือตอนไหนก็ตามใจหนูเลยนะ...ฉัน...ไม่สบายใจที่เห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”

“...”

“แต่ในบรรดาคนดูแลเจ้าซึงชอลทั้งหมด...มีหนูคนแรกที่อยู่นานขนาดนี้...แถมเจ้าลูกตัวดีดูท่าจะไม่ต่อต้านด้วย” เขาพูดเพราะทึ่งกับฝีมือของอึนจอง

“ฮ่ะๆ...ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณชเวมากเลยนะคะ...ที่เมตตาหนู”

“จ้ะ...ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” ชายวัยกลางคนพูดด้วยเสียงอารมณ์ดี เธอกล่าวล่ำลาสักพัก ก็เดินออกจากห้อง โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีคนอีกคนได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคุยกันเมื่อครู่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

“คิดจะกลับไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ?” เสียงเรียบนิ่งของชายคนเดิม ทำให้อึนจองหันกลับมา

...ซึงชอลผู้ยืนกอดอกอย่างเคืองๆ

“คะ?” 

“หรือเงินที่ได้มันไม่พอใช้...ถึงได้ออกไปง่ายๆ แบบนี้”

“อะไรคะคุณซึ...อ๊ะ!” แขนแกร่งโอบรอบเอวของเธอให้เข้ามาประชิดตัวโดยลืมไปว่า อาการปวดแผลของเธอยังคงไม่หาย ส่งผลให้คนตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดนิ่วหน้าเล็กน้อย

“ฉันได้ยินนะ...ว่าถ้าเธอหายแล้ว...เธอจะลาออก” เข้าพ่นลมหายใจออกมา เพื่อระบายความโกรธที่ยังหาสาเหตุไม่ได้

“ละ...ลาออกอะไรคะ...ฉะ” ยังไม่ทันที่จะได้พูดต่อ เขาก็กระชับแขนให้แน่นขึ้น

“คะ...คุณซึงชอล...ฉัน...เจ็บนะคะ” มือทั้งสองข้างพยายามดันหน้าอกแกร่งให้ห่างออก แต่ดูเหมือนเขายิ่งรัดแน่นมากกว่าเดิม

“จะลาออกเหรอ” เสียงอ่อนของเขา ทำให้ใจของเธอกระตุกวูบ รู้สึกได้ถึงความน้อยใจของผู้ชายคนนี้

“...”

“เธอ...จะเลิกดูแลฉันแล้วใช่มั้ย?”

“...ฉัน”

“ไม่คิดจะอยู่ต่ออีกสักหน่อยเหรอ...” สายตาอ่อนไหวของเขาส่งผ่านมาที่ดวงตากลมโตของเธอ เหมือนกำลังอ้อนวอนขอร้องให้อยู่ต่อ

“...ฉัน”

“...ได้ไหม?” ซึงชอลก้มหน้าลงมาใกล้ จนหน้าผากของเขาและเธอแนบชิดกัน ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ เพื่อเก็บความทรงจำนี้ไว้ ก่อนที่จะไม่ได้สัมผัสมันอีก คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน จนหญิงสาวรู้สึกได้

“คุณซึงชอล...” มือเล็กที่ดันหน้าอกแกร่ง เลื่อนขึ้นมาแนบแก้มทั้งสองข้างไว้

“...คุณกำลังเข้าใจผิดนะคะ” อึนจองเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะบีบแก้มนั้นเบาๆ เป็นเชิงสัญลักษณ์ให้เขาได้สติ และลืมตาขึ้นมามองเธออีกครั้ง

“...” ชายหนุ่มนิ่งเงียบ เพื่อรอฟังประโยคต่อไป

“...ฉันไม่ได้จะลาออกสักหน่อย”

“...” เขานิ่ง เหมือนสมองกำลังประมวลผล

“ใจร้อนเกินไปแล้วนะคะ...ฉันยังไม่ได้บอกอะไรกับคุณท่านเลยนะ” เสียงเล็กกำลังขำให้กับความลนลานของเขา 

“โล่งอกไปที...เธอทำให้ฉัน...”

“...คะ”

“แทบจะเป็นบ้า...” เขายิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ก่อนจะใช้แขนอีกข้างโอบรอบเอวเธอไว้อีกชั้น เหมือนไม่อยากให้คนตัวเล็กหนีไปไหน

“ตอนนี้ฉันก็แทบจะเป็นบ้าเหมือนกันค่ะ”

“...”

“คุณ...กอดฉันแน่นแบบนี้...มันปวดแผลนะคะ”

“ฮ่าๆ ขอโทษๆ...ฉัน...ดีใจน่ะ” ซึงชอลหลุดขำ ก่อนจะคลายอ้อมกอดให้หลวม แต่ยังไม่ยอมปล่อย

“ไม่ปล่อยเหรอคะ” อึนจองถามเขินๆ เพราะยังไม่หลุดจากพันธการอันแสนอบอุ่นของเขา

“หึ...เดี๋ยวเธอจะหนีไป” เขาส่ายหน้าไปมา ทำให้จมูกโด่งได้รูปเฉียดกับจมูกคนตัวเล็กไปมา

“หนีไปไหนได้ละคะ...คุณ...กอดแน่นขนาดนี้ .///. ” หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับดวงตาเข้มคู่นั้น

“พูดแล้วนะ”

“...”

“ห้ามหนีไปไหน...เข้าใจไหม” เขาเลื่อนจมูกขึ้นมาถูไถที่หน้าผากมนนั่นแทน ลมหายใจอุ่นรดลงบนเรือนผมนุ่ม การแสดงออกของเขาทำให้อึนจองเขินจนแทบบ้า

“...ก็ได้ค่ะ”  

“...เหมือนเธอลังเล” เขาทำตัวงอนอีกรอบ แต่ยังไม่ยอมหยุดการจู่โจมที่แสนหวาน

“...ไม่หนีค่ะ”

“...”

“...”

ต่างคนต่างเงียบ มีเพียงลมหายใจของทั้งสองคนเท่านั้น ที่คลอเคล้าไปพร้อมกัน 

“ขอบใจนะ” เสียงอบอุ่นของ ชเว ซึงชอล เรียกให้อึนจองเหลือบมองคนตัวสูง

“...”

“ที่จะคอยอยู่ข้างกัน”

“ไม่เหมือนคุณเลย” หลายคำที่เขาพูดออกมาในตอนนี้ มันดูหวานเกินไปที่จะเป็น ชเว ซึงชอล ที่เธอเคยรู้จัก

“ฉันก็เป็นแบบนี้เวลาอยู่กับเธอคนเดียวนั่นแหละ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อคมคาย

“...มุกเหรอคะ” หญิงสาวหลุดขำ ทั้งๆ ที่หัวใจยังคงพองโตอยู่ตลอดเวลาที่ได้ชิดใกล้

“เปล่า...พูดจริงสิ” เขาผละออกจากหน้าผากอย่างอ้อยอิ่ง

“...”

“...” 

เอาอีกแล้ว...ความเงียบแบบนี้ มันช่างน่ากลัวกับการเผลอไผล

“งั้นก็ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ...” เผลอไผลที่จะเผลอใจให้ลอยไปจนกู่ไม่กลับ

“ไม่”

“ทำไมละคะ...ฉันจะกลับห้อ...” ริมฝีปากบางถูกจู่โจมด้วยสัมผัสอันอบอุ่นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึงชอลถอนริมฝีกปากออกช้าๆ 

“ตรงนี้จอง”

จากนั้นเขาก็เลื่อนริมฝีปากไปที่เรือนผม

“ตรงนี้ก็จอง”

“ตรงนี้ก็ด้วย” คนตัวใหญ่เข้าสู่โหมดซุกซน ริมฝีปากหนาเลื่อนลงมาจูบที่หน้าผาก ต่อด้วยจมูก และแก้มทั้งสองข้าง

“จองไว้หมดแล้ว” เขาเอ่ยยิ้มๆ และปล่อยให้เธอเป็นอิสระ ทำแบบนี้กะจะให้ตายกันไปข้างเลยใช่ไหม??

“...คนบ้า” อึนจองพูดเบาๆ ด้วยความเขิน แก้มทั้งสองข้างของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ ทำให้ซึงชอลยิ้มพอใจกับการกระทำของตัวเอง

“เธอก็รู้ดีนี่” เขาพูดแหย่ และทำทีเป็นเดินเข้าไปใกล้

“ฉัน...ไปแล้วนะคะ” ไม่ว่าเปล่า ร่างเล็กก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังห้องของตัวเองทันที

ปล่อยให้เขายืนขำตัวโยนอยู่คนเดียว

“บ๊องเอ้ย!” 

แทบจะไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน เพราะตกกับดักที่ยัยนั่นซ่อนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ตกแล้วหาทางออกไม่ได้

ในหัวเอาแต่คิดถึงคนตัวเล็ก อยากตื่นนอนมาเจอเธอทุกเช้า ไปไหนก็มีเธออยู่ด้วยกัน ...

ตอนนี้โลกรอบตัวของ ชเว ซึงชอล ได้กลายเป็นสีชมพูจนหมด

แล้วตอนนี้...

โลกของคุณ...กำลังเป็นสีชมพูอยู่รึเปล่า? 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. #6 Oceania_ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 05:11
    แง้ เค้าเขินแบบเหมือนมีผีเสื้อบินทั่วท้องเลยยยยยยยยย งื้อออออออออออออออออ ภาษาดีมากๆเลยค่า เป็นกำลังใจให้ไรท์เสมอนะคะะ ❤️
    #6
    0