ตอนที่ 1 : แสนจะร้าย สุดจะรัก :: บทนำ : 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8013
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    2 ก.ย. 59



บทนำ



“นี่ค่ะ”


เพียงล้อรถหยุดการเคลื่อนไหว ผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ยัดแบงค์สีม่วงใส่มือคนขับโดยไม่ไถ่ถามราคาจริงๆ ของการจ้างวานในครั้งนี้ จากนั้น เธอ ก็รีบมุดออกจากรถแท็กซี่พร้อมกับไม่ลืมดึงเอาสัมภาระทั้งหลายออกมาด้วย จากนั้นก็เดินเร็วๆ เข้าไปภายในตึกใหญ่อย่างรีบร้อน


โชเฟอร์แท็กซี่มองตามอย่างงงๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างถูกใจเมื่อเห็นว่าครั้งนี้ค่าโดยสารที่ได้รับ แทบจะสองเท่าของราคาจริง เขาจูบแบงค์สีม่วงแรงๆ ก่อนจะยัดใส่กระเป๋าเสื้อไว้อย่างดี หลังจากนั้นก็รีบกระชากรถออก เพราะกลัวว่าผู้โดยสารคนเมื่อกี้จะกลับมาทวงตังค์ทอนคืน


“อ้าวน้องเหนือ ไหนว่าไปฮ่องกงไงจ๊ะ”


“กลับมาแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบคำถามเสียงเรียบ และไม่มีการหยุดคุยกับคนถามให้เสียเวลาสักนิด เวลานี้หัวใจและความคิดทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่แต่กับ ห้องพัก ที่อยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งนี้ และจะต้องขึ้นไปถึงห้องนั้นให้เร็วที่สุด


นารา ไม่สนใจว่าคนที่ทักไปทำหน้าอย่างไรหลังจากที่เธอมีปฏิกิริยาแบบนั้นกับหล่อน หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ลิฟต์ไม่ได้ถูกใช้งานอยู่ก่อน จึงรีบพุ่งเข้าไปหาพร้อมกับกดชั้นที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดย้ำๆ อย่างหงุดหงิด ราวกับว่าหากกดมากกว่าหนึ่งครั้ง กล่องสี่เหลี่ยมจะพุ่งตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว


ปากสีเรื่อเม้มเข้าหากันขณะเฝ้ารอให้ลิฟต์พาไปยังที่หมาย ข่มความหงุดหงิดที่พวยพุ่งอยู่ในร่างกายจนมันแสดงออกมาภายนอกด้วยสีหน้าและท่าทางให้สงบลง


จบ...


ความฝันตั้งแต่เด็ก สิ่งที่อยากเผชิญกับมันจบลงด้วยมนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งอายุอานามก็ผ่านพ้นวัยเยาว์ไปแล้ว หากแต่ความคิดความอ่านและการกระทำยังอยู่ในขั้นวิกฤต คนรอบข้าง ต่างลงความเห็นกับว่า เขา ยังน่าเป็นห่วง และยังต้องมีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด


เธอเองก็เต็มใจดูแล เขา จะเลี่ยงหน้าที่ก็ไม่ได้ เพราะนั่นคือ น้อง ผู้ซึ่งเติบโตเคียงข้างกันมาตั้งแต่ยังตัวแดงร้องอ้อแอ้ ส่วนหนึ่งก็เพราะได้รับคำสั่งจาก ผู้มีพระคุณ ส่วนอีกส่วนก็เพราะห่วงใยในตัว เขา


ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เท่าที่รู้คือ เธอและ เขา ผูกพันกันมาก อาจจะมากเสียกว่าคู่พี่น้องแท้ๆ ในหลายๆ บ้านก็เป็นได้


ใช่...ก็เพราะว่า...


ติ๊ง!


เสียงสัญญาณดังจนหญิงสาวสะดุ้ง ก่อนจะรีบลากกระเป๋าเดินทางและหิ้วเอากระเป๋าอีกสองใบมุ่งไปยังหน้าห้องพักที่มีหมายเลขเขียนกำกับว่า สามศูนย์สาม


 “...” เพียงเปิดประตูเข้ามาด้วยคีย์การ์ดของตัวเองเรียบร้อยแล้วนั้น หญิงสาวถึงกับผงะกับภาพที่เห็น ยืนแข็งค้างจังหวะการหายใจสะดุดไปในทันที


สภาพห้องที่มากกว่าคำว่า เละ ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ทั้งซองขนม กระดาษทิชชู กระป๋องเบียร์ ขวดสีชาหลายขวดตั้งเรียงราวกับเป็นงานประติมากรรม โซฟาชุดแยกออกหันหน้าหันหลังใส่กัน โคมไฟริมผนังนอนราบเสมอพื้น โต๊ะวางของไม่อยู่ในตำแหน่งเดิม


นาราสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพ่งมองห้องที่ดูไม่ได้ ราวกับมีหมาแมวมาวิ่งกัดกันในนี้ แต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้เลี้ยงหมาหรือแมว และผู้อยู่อาศัยอีกคนก็ไม่ได้ชอบเจ้าสัตว์สี่ขาพวกนั้น และตอนนี้เธอก็อยากจะรู้ว่าทำไมห้องพักที่ไม่มีเธออยู่ด้วยเพียงสามวัน สภาพถึงได้ย่ำแย่ราวกับเกิดสมรภูมิรบแบบนี้!


เรียวขาเล็กก้าวฉับๆ ไปยังห้องเล็กฝั่งปีกขวา หลังจากที่ได้ทิ้งสัมภาระทุกอย่างทิ้งไว้เบื้องหลังเรียบร้อยแล้ว เธอรู้ว่า เขา สามารถให้คำตอบทุกอย่างได้ และมั่นใจด้วยว่าตอนนี้ ชายหนุ่ม ยังอยู่ในห้องนอน เพราะเมื่อครู่นอกจากที่ตาจะได้เห็นความเละเทะพินาศนั่น หูเธอยังได้ยินเสียงคนคุยกัน เสียงหัวเราะต่อกระซิกราวกับพวกเขาเยื้องย่างอยู่บนสวรรค์!


“...” และเป็นอีกครั้งที่อาการใบ้กินมาเยือน เมื่อมือยังไม่ทันคว้าเอาลูกบิด ประตูห้องนั้นก็ถูกดันออกมาจากคนที่อยู่ข้างใน


ตรงหน้าตอนนี้... คือหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งที่เธอเองก็มั่นใจว่าไม่เคยพบเจอหล่อนมาก่อน ท่าทางหล่อนคนนั้นก็ตกใจไม่น้อยเมื่อเปิดประตูออกมาจะเอ๋กับเธอเข้าพอดิบพอดี


จากแรกๆ ที่กลายเป็นโกรธ นาราก็ถูกเหตุการณ์ในปัจจุบันดึงสติและความรู้สึกแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ ก้าวถอยหลังอัตโนมัติให้ผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นก้าวออกมาจากห้องนอนของน้องชาย


“โอ๊ะ พี่สาว... สวัสดีค่ะ” หล่อนคนนั้นทักทายเธอ พร้อมกับพนมมือไหว้อย่างมีกาลเทศะ ส่วนเธอเองก็ยกมือรับไหว้อย่างสมกับเป็นผู้ใหญ่!


“...จ้ะ” มีการขานรับอย่างมีมารยาทเสียด้วย! ตอนนี้นาราเริ่มไม่เข้าใจสถานการณ์และความเป็นอยู่ของปัจจุบันเท่าไหร่ รู้แต่พอ เผชิญ หน้ากันจริงๆ ทุกอย่างที่กำลังทำในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก


เธอจะวีน เธอจะเหวี่ยง เธอจะอาละวาดใส่ ให้สมกับความโกรธที่ต้องนั่งเครื่องข้ามประเทศมาตั้งหลายชั่วโมง


แต่ดูตอนนี้สิ ผิดแผนไปหมด!


“หนูชื่อพลอย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”


เอาใหม่... สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รวบรวมความหงุดหงิดที่สั่งสมมาเป็นเวลานานออกมาให้หมด คิดถึงเรื่องเที่ยวที่พลาดไป เก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินตั้งกี่เดือน


“เอ๋ เธียร์...”


ใช่...ชื่อนี้แหละที่เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง ต้นเหตุที่ทำลายความฝันวัยสาวของเธอพัง! การไปเที่ยวฮ่องกงคือความฝัน นั่งหลังขดหลังแข็งทำงานตั้งเท่าไหร่ เสียเวลาศึกษาสถานที่ท่องเที่ยว ซ้อมพูดกับเดอะแก๊งก่อนไปเจอด่านตรวจคนเข้าเมือง เพราะเธอไม่เคยออกนอกประเทศ ความตั้งใจหลายๆ อย่างล่มไม่เป็นท่า เพราะผู้ชายคนนี้คนเดียว!


“เธอเป็นใคร!” นาราได้ยินเสียงตัวเองร้องตวาดออกไปเสียงดังมากทีเดียว และเธอเองก็พึงพอใจกับคำถามนั้นของตนเป็นอย่างมาก เพราะมันเต็มไปด้วยความคุกรุ่น หงุดหงิด ไม่พอใจ ผสมรวมอยู่ด้วยกัน


ทว่าสิ่งที่ได้รับหลังจากโพล่งประโยคคำถามนั้นออกไป ก็มีเสียงแหบปนเข้มตอบกลับมาว่า


“ฉันก็เป็นน้องเธอไง จำไม่ได้เหรอ”


หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อพบว่าในตอนนี้ตรงหน้าเธอ ผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นได้หายตัวไปแล้ว ไม่รู้ว่าหล่อนหายไปไหน แต่ไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวา สอดส่ายสายตาไปทั่ว ก็ไม่ปรากฏหล่อนคนนั้นเลย


หายไปไหน! ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย!


จะเหลือก็เพียงชายหนุ่มหน้าอ่อนผู้หนึ่งซึ่งนั่งเปลือยท่อนบนอยู่บนปลายเตียง เขามีผิวที่ขาวมาก เนียนละเอียดไปทั่วตัว แม้จะมองจากที่ไกลๆ ใบหน้าหลายส่วนที่มีมาแต่กำเนิดชวนให้ผู้คนอิจฉา เพราะนั่นไม่ได้มาจากการตกแต่งศัลยกรรม แต่เป็นมาจากกรรมพันธุ์ล้วนๆ


ธีรราช มหัทธนบดี


นอกจากเครื่องหน้าที่ครบเครื่องลงตัว เขายังมีรูปร่างที่สูงโปร่ง ดูสะโอดสะอง แต่เต็มไปด้วยพละกำลังที่แฝงเร้น หลายคนเห็นธีรราชแล้วบอกเขาผอมกะหร่อง แต่เธอว่าไม่ เพราะถ้าเทียบกับอายุ ความสูง น้ำหนัก ของเขาแล้วนั้น ธีรราชคือคนที่ เพอร์เฟกต์ มาก


ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเพราะความชินตาของเธอคนเดียวหรือเปล่า หลังจากใช้ชีวิตด้วยกันมาเกือบๆ สี่ปี ธีรราชก็หุ่นแบบนี้มาตลอด เปลี่ยนบ้างเล็กน้อยกระมัง แต่โดยรวมๆ แล้วก็ยังเหมือนเก่า ไม่ได้ผิดหูผิดตาไปจนเธอตื่นตะลึง


“...” นาราสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่อีกรอบเมื่อสบตากับเจ้าของห้องฝั่งปีกขวาได้สักพัก ก่อนเธอจะเป็นฝ่ายหลบสายตา แล้วพูดเสียงแข็ง ให้เขารู้ว่ากำลังโมโหมากแค่ไหน “ทำไมทำแบบนี้ รู้ไหมคุณย่ารู้เรื่องแล้ว พี่ไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมเธียร์ก่อเรื่อง?!


ที่เธอต้องตรงดิ่งกลับมานี่ก็เพราะได้รับสายจาก ย่ามุ้น ว่ามีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นกับหลานชายสุดที่รัก ให้เธอรีบกลับมาจัดการให้ ไม่อย่างนั้นก็จะลากสังขารอันไม่เอื้ออำนวยขึ้นมาจัดการมันเอง


น้ำเสียงคนแก่ร้อนรน ไม่สบายใจ จะขึ้นมาเมืองหลวงของประเทศเสียให้ได้ เธอเองก็เพราะห่วงสุขภาพจิตของคนแก่ถึงได้รีบบินกลับมาประเทศไทย หลังจากที่เดินเที่ยวรอบที่พักยังไม่ทั่วด้วยซ้ำ!


“ก็น้องเหงาอ่ะ น้องไม่ชินกับการอยู่ห้องคนเดียว” เขาบอกหน้าเศร้า ทั้งยังกะพริบตาไปมายามที่เธอเลื่อนสายตามาจับจ้องที่เขาอีกครั้ง ก่อนแววตานั้นจะแข็งกร้าวขึ้น “เหนือใจร้าย!


“เธียร์...”


“อย่ามาเถียง” ธีรราชใช้เสียงที่ดังกว่าเบรกเธอและข่มเธอไว้ หลังจากที่อ้าปากพูดได้เพียงชื่อเขา “รู้ก็ทั้งรู้ว่าถ้าหากน้องอยู่คนเดียวแล้วผลเสียมันจะเป็นยังไงก็ยังทิ้งกันได้ลงคอ ตัวเองไปเที่ยวไปแล้วทิ้งอีกคนไว้กับโจ๊ก มาม่า ความเงียบ มาถึงก็มาว้ากใส่ เพราะเห็นเป็นน้องใช่ไหม เพราะเห็นเด็กกว่า อายุน้อยกว่า เลยจะด่ายังไงก็ได้” เขาใช้ทั้งน้ำเสียงและสายตาในการตัดพ้อต่อว่าเธอ


“...” นาราอ้าปากจะเถียงว่ามันไม่ใช่ แต่ธีรราชก็ตาเขียวใส่ พลอยให้เธอเม้มปากไว้เหมือนเดิม


“ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เธอหรือคุณย่าคิด ผู้ใหญ่อ่ะชอบคิดมาก เห็นน้องเกเรหน่อยคิดแต่ว่าจะเดินไปในทางไม่ดีตลอดจะบอกให้ว่าที่เห็นอยู่ในห้องกับพลอยมันไม่มีอะไรอย่างที่จินตนาการหรอก พวกเราใกล้สอบแล้ว ติวหนังสือกันธรรมดา”


“...”


“มันก็แค่มีการกินการดื่มกันบ้างแค่นั้น ไม่เห็นว่าน้องจะทำตัวไม่น่ารักตรงไหนเลย คือทุกวันนี้ทำอะไรก็พูดก็บอกหมด ไม่เคยหมกเม็ด โกหกพูดเท็จแต่อย่างใด”


“...” เรื่องที่เขาร่ายยาวมาเมื่อครู่ บอกตามตรงว่ากว่าครึ่งใจเธอเชื่อไปแล้ว นั่นเลยทำให้สีหน้าและแววตาปรับเปลี่ยนนิดหน่อยด้วยความรู้สึกผิดที่ว่าตัวเองนั้นเข้าใจผิดไป แต่ทว่าในจังหวะนั้นเองที่สายตาดันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่วางอย่างโจ่งแจ้งกลางพื้นห้อง ทำให้ความรู้สึกที่ค่อยๆ สลายไป มารวมตัวกันใหม่


คราวนี้หงุดหงิดกว่าเดิม!


เธอเดินไปหา สิ่งนั้น และหยุดยืนข้างๆ มัน แต่ไม่ได้ก้มลงไปหยิบหรือจับ สายตาหลุบมองมันยิ่งๆ พลางเอ่ยเสียงราบเรียบ ทั้งที่ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความขยะแขยง

“ติวหนังสือวิชาอะไร...” ในจังหวะนั้นหญิงสาวก็ตวัดตามองพ่อตัวดีที่เพิ่งตัดพ้อใส่เธอไปหยกๆ ด้วยแววตาเขียวขุ่น “ทำไมถึงมีถุงยางอนามัย!

ให้ตาย... ไอ้ทรราช!’ นาราร้องด่าผู้ชายตรงหน้าในใจ กล้ามาก กล้าพูดปาวๆ อย่างหน้าซื่อตาใสว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่กลับมีหลักฐานชิ้นโตไว้ฆ่าตัวตาย แถมหลักฐานชิ้นนั้นยังไม่ใช่ของใหม่ เพราะมันน่าจะโดนใช้งานแล้ว ซองสีเงินอยู่อีกด้าน ห่างจากไอ้ของบ้าๆ นี่ ไม่ไกลเท่าไหร่

“ก็นั่นแหละ ก็หามวลความหนาแน่น อัตราการใช้งานต่อชั่วโมงอ่ะ กี่ยกๆ มันถึงจะไม่ขาดไม่รั่ว...” เขาไม่แม้จะสำนึกผิด แต่ยังอธิบายให้เธอฟังอย่างละเอียด ราวกับว่าได้ศึกษามาเป็นอย่างดี

นาราสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กำมัดแน่น ขณะที่ชายหนุ่มยังคงพล่ามไม่หยุด เสียงของเขาที่ดังไม่ขาดสายช่วยกระตุ้นความโมโห ความหงุดหงิด และความเจ็บใจของเธอขึ้นทั้งหมด ก่อนจะหวีดร้อง เมื่อความคุกกรุ่นที่สั่งสมระเบิดออกในที่สุด

“ไอ้-เด็ก-นรก!

 

แม้จะอายุเพียงยี่สิบห้า แต่ทว่าความสามารถในการจดจำเรื่องราวในชีวิตประจำวันของหญิงกลับค่อยๆ ถดถอยลง เธอขี้ลืมบ่อยๆ บางครั้งก็ต้องมีคนเตือน หรือเขียนโน้ตกำกับแปะไว้ และอยู่ในรัศมีของสายตา

แต่มีสิ่งหนึ่งที่หญิงสาวจำได้ดีไม่เคยลืม

...วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวายในตอนนี้

วันนั้นเธอจำได้ว่าเป็นเช้าวันอังคารในฤดูฝน สายฝนสีขาวที่กระหน่ำตกมาตลอดทั้งคืนเพิ่งหยุดลงในตอนเกือบเจ็ดโมงเช้า นั่นเลยทำให้หญิงสาวยังเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงด้วยความเกียจคร้าน

อากาศเย็นสบาย เปิดแค่พัดลมเบอร์หนึ่งก็เพียงพอ อีกทั้งไม่มีเรียน เธอจึงไม่รีบร้อนทำอะไร

นาราจำได้ว่าวันนั้นเธอกำลังนอนอ่านหนังสือนิยายอย่างมีความสุข ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนบาง เอาผ้าห่มอีกผืนมาม้วนๆ แล้ววางซุกไว้บนหมอน ก่อนจะคลี่มันออกหน่อยๆ พอให้ศีรษะเข้าได้ มีซองขนมวางอยู่ข้างๆ อยู่ในรัศมีเอื้อมถึง อ่านนิยายไป กินขนมไป

แต่แล้วประตูห้องก็โดนเคาะหลายๆ ที พร้อมกับเสียงร้องเรียกที่ทำให้หญิงสาวกระวีกระวาดออกไปเปิดอย่างรวดเร็ว

หน้าประตูมีกลุ่มคนที่เธอค่อยข้างคุ้นหน้าคุ้นตา หญิงสูงวัยทั้งสามแต่งตัวดูดีมีภูมิฐาน หนึ่งคนอยู่ในชุดสีบานเย็น ส่วนอีกคนสวมชุดขาวทั้งท่อนล่างและท่อนบน และอีกคนแต่งตัวธรรมดา ไม่ได้เป็นจุดสะดุดตาผู้คนนัก

เธอยืนมองทั้งสามตาปริบๆ และได้สติเมื่อหญิงสูงวัยคนที่สวมชุดสีบานเย็นเอ่ยเรียก

“ทำตาโตแบบนี้ มันหมายความว่าตกใจหรือดีใจกันแน่ล่ะเจ้าเหนือ”

“ทั้งสองเลยค่ะย่ามุ้น” เธอพูดเสียงเบา ก่อนจะหลีกทางให้พวกเขาเข้ามาในห้อง แล้วในตอนนั้นเองที่สติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวครบสมบูรณ์ จึงรีบวิ่งไปเก็บข้าวของส่วนตัวที่เกลื่อนห้องอย่างรีบร้อน พลางพูดแก้เขิน “วันนี้เหนือว่าจะเก็บห้อง แต่บังเอิญตื่นสายไปหน่อย ก็เลยยังไม่ได้เก็บ” ในจังหวะนั้นเธอได้ซุกนิยายเล่มโปรดเข้าไปซ่อนในฟูกอย่างเรียบร้อย

“ฝนตกนอนเพลินล่ะสิเรา” หญิงสูงวัยอีกคนเย้าให้เธอได้ยิ้ม

นาราหัวเราะกลบเกลื่อนเล็กน้อย หลังจากเก็บเครื่องนอนเรียบร้อยแล้วก็หอบเอาขยะที่กองสุมๆ กันไว้ข้างฟูกเมื่อครู่ไปทิ้ง

“เป็นสาวเป็นนางปล่อยให้ห้องรกได้นะคุณเหนือ ผู้ชายมาเห็นเขาไม่ตะลึงเลยหรือไง”

“นั่นน่ะสิ ซองขนมก็กองเป็นภูเขา นี่หอบซื้อมาขนาดนี้ เจ้าของร้านไม่รวยแล้วเหรอ”

“ป้าตองกับย่าหอมก็” หญิงสาวหัวเราะคิกกับคำเหน็บแหนมนั่น “ทำไมมาไม่บอกเหนือก่อนละคะ แอบมากันเอง แถมยังแต่งตัววัยสะรุ่นอีกด้วย”

“แหม อย่าดูถูก แก่แล้วแต่ยังตามแฟชั่นอยู่นะจ๊ะ”

“ค่ะๆ” จะขำเสียงดังก็ไม่ได้ เลยพยายามกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม กลบเกลื่อนความรู้สึกตอนนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะยากเต็มที เพราะหันมาคุยกับทั้งสามเมื่อไหร่ สมองเธอจะไปตามสายตาตลอด

“ไม่เจอกันตั้งนาน ไม่เห็นเปลี่ยนไปเลย น่าจะมีอะไรให้ย่าเซอร์ไพรส์หน่อยสิ นี่อะไร มองข้างหลังร้อยเมตรก็ยังรู้เลยว่าเป็นเรา”

“เหนือไม่เปลี่ยนไปเลยเหรอคะย่าหอม” เธอเอียงคอมองคนแก่ที่เป็นผู้ชุบเลี้ยงตนมาตั้งแต่แบเบาะอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “เหนือว่าหน้าเหนือเล็กลง ผิวขาวขึ้น ผมก็ยาวขึ้นด้วยนะคะ”

“อุปทานไปเองแล้วเจ้าเหนือ” ย่าหอมนิ่วหน้าใส่ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด

“ม่าย” นาราครางเสียงยาวอย่างขัดใจ “เหนือเปลี่ยนไปจริงๆ ย่าหอมดูดีๆ สิคะ” มือขาวเล็กเขย่าแขนอีกฝ่ายไปมาอย่างรบเร้า กิริยาของหญิงสาวทำให้หญิงสูงวัยอีกสองคนยิ้มขำ

“เออ งั้นดูดีๆ ก่อน” ย่าหอมทำทีขยับขาแว่นไปมา เพ่งมองหลานสาวอย่างจริงจัง จากนั้นก็พยักหน้าหงึกหงัก “เออ เปลี่ยนไปจริงๆ ด้วย มีสิวขึ้นตั้งสามเม็ด”

“ย่าหอมอ่ะ!” หญิงสาวร้องลั่น ทำหน้าที่ทำให้คนแก่ทั้งสามหัวเราะเสียงดัง

“คุณท่านก็ไปอำหนูเหนือ” ป้าตองทั้งพูดทั้งหัวเราะ “ดูสิคะ ตองว่าหนูเหนือโตเป็นสาวขึ้นตั้งเยอะ หนุ่มๆ คงมาขายขนมจีบเพียบแน่เลย”

“ไม่มีหรอกค่ะป้าตอง” หญิงสาวว่ายิ้มๆ อารมณ์ดีขึ้นนิดหน่อยจากเดิมเมื่อโดนชม

“ย่ามีของมาฝากเราแหละเจ้าเหนือคิดว่าเราน่าจะชอบ”

ย่ามุ้นแทรกขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้เธอสนใจ รีบถามกลับอย่างรวดเร็ว

“อะไรเหรอคะ”

หญิงสาวสอดส่ายสายตามองหาของฝาก มองไปรอบๆ บริเวณที่ผู้ใหญ่ทั้งสามคนยืน แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติที่น่าจะเป็นของฝากได้เลยเงยหน้าสบตากับย่ามุ้นอย่างตั้งคำถาม เหตุใดย่ามุ้นบอกว่ามีของฝากมาให้ แต่เธอกลับหาไม่เจอ

“ไหนคะ”

“เดี๋ยวนะ...” ย่ามุ้นหันหน้าหันหลังเหมือนหาบางอย่าง เธอเลยเข้าใจในตอนนั้นว่าบางทีอาจจะอยู่ด้านนอก ท่านคงเผลอวางไว้หน้าห้อง ลืมหยิบเข้ามาด้วย

“อยู่ข้างนอกเหรอคะ เดี๋ยวเหนือออกไปหยิบเองค่ะย่ามุ้น” เธออาสาด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็ผละห่างหญิงชราทั้งสามออกไปยังหน้าห้อง เปิดประตูออกไปด้วยความรวดเร็ว

แต่สิ่งที่เธอพบกับมีแค่รองเท้าของบรรดาคุณย่าและรองเท้าของตัวเองเท่านั้น นารามองซ้ายมองขวา มองแล้วมองอีกก็ไม่เห็นถุงหรือตะกร้าอะไร ร่างบางหันกลับมาหาทุกคน หน้ายังยิ้ม แต่ในใจเริ่มสงสัย

“ไม่เห็นมีอะไรเลย อำเหนือเล่นเหรอ โธ่ ทำไมทำแบบนี้ละคะ เหนืออุตส่าห์ดีใจที่ได้ของฝาก”

“ย่ามีของมาฝากจริงๆ” ย่ามุ้นพูดเสียงจริงจัง “เอ... เมื่อกี้ มัน ก็อยู่กับพวกย่านะ ลงรถแล้วก็เดินมาด้วยกัน แต่พอขึ้นมาห้องเหนือแล้วหายไปไหน ...ตอง มัน หายไปไหน”

“เอ ตอนแรกก็ยังอยู่ข้างๆ นะคะ จู่ๆ ก็หายไปเลย” ป้าตองเกาศีรษะ สีหน้างงงวย

“หรือว่า... อ๊ะ นั่นไง” ย่าหอมเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ร้องอุทานพร้อมทั้งแสดงสีหน้าดีใจ เธอเองก็ได้แต่งุนงง ก่อนที่จะเอ่ยถาม ย่าหอมก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า “ของฝากมาแล้ว อยู่ข้างหลัง”

นารายิ่งงงหันไปกว่าเดิม แต่เพราะได้ยินว่า ของฝาก อยู่ด้านหลัง เธอเลยหมุนตัวกลับไปหาหน้าประตูอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นนัยน์ตากลมโตก็ขยายกว้าง

ตรงนั้น... มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ เขามีรูปร่างสูงและหน้าตาที่คุ้นตาเธอเป็นอย่างดี ไม่ต้องให้ใครบอกหญิงสาวก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เด็กหนุ่มคนนั้นใช้สายตาของตัวเองมองเธอเขม็งผ่านกระจกแว่นกันแดดทรงโต ส่วนเธอเองหลังจากที่มองเขาด้วยความตกใจจบเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ก็กลายมาเป็นกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตาว่าตรงหน้าคือธีรราช!

“นี่แหละของฝากจากย่าๆ” เสียงของย่ามุ่นดังมา “จากนี้อีกสี่ปี ฝากเลี้ยง ฝากดูแล ด้วยนะเจ้าเหนือ”

...นั่นคือจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้ผู้หญิงอย่างนารามีเรื่องวุ่นวายเข้ามาทักทายในชีวิตได้ทุกวัน!

หญิงสาวสะบัดศีรษะสองสามทีหลังจากขบคิดเรื่องราวที่เคยเกิด จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนแผ่หลากลางเตียงขนาดห้าฟุต เปลือกตาบางหลับลงก่อนจะเปิดขึ้นใหม่แล้วกวาดมองไปรอบๆ ห้องของตัวเอง

นี่ไม่ใช่ห้องเดิมที่บรรดาคุณย่าแห่มาเซอร์ไพรส์ แต่เป็นห้องใหม่และที่อยู่ใหม่ ซึ่งหลังจากที่รับรู้ว่าธีรราชสอบติดคณะวิศวกรรมศาตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอ ย่ามุ้นซึ่งเป็นคุณย่าแท้ๆ ของธีรราชก็จัดการหาที่อยู่ใหม่ให้กับเธอและเขาทันที ไม่สิ... นี่ไม่ใช่การตัดสินใจของย่ามุ้น แต่เป็นการตัดสินใจของเด็กหนุ่มหน้าละอ่อนเพียงคนเดียว เขาเลือกเอง ไม่ปรึกษาเธอ หลังจากนั้นก็ใช้การออดอ้อนที่ติดตัวมาแต่กำเนิดในการโน้มน้าวคนแก่ ให้ท่านเห็นดีเห็นงามกับเขา และเธอเองก็ปริปากพูดอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็เออออตามกัน

เธอได้รับคำสั่งให้ดูแลธีรราช ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนน้องชาย แม้ว่าความจริงแล้วเธอกับเขาจะไม่มีอะไรผูกพันกันทางสายเลือด แต่ถูกเลี้ยงดูด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยความที่เป็นกำพร้าเหมือนกัน เธอโดนทิ้ง ไม่แม้จะรู้ว่าบิดามารดาแท้ๆ ตัวเองเป็นใคร ส่วนเขานั้นบุพการีเสียชีวิตด้วยกันทั้งคู่

แม้ว่าจะเป็นกำพร้า แต่นาราไม่เคยนึกน้อยใจโชคชะตาเลย เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองขาดอะไรไป ชีวิตอยู่ในอุ้งมือนุ่มๆ ของหญิงชรานามว่าย่าหอม หญิงแกร่งที่โอบอุ้มเลี้ยงดูเธอมา เอาใจใส่ ฟูกฟัก ทะนุถนอมเป็นอย่างดี

ย่ามุ้นกับย่าหอมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ชะตาชีวิตคล้ายกันมาก คนหนึ่งเสียสามีและเสียลูกไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วนอีกคนถือพรหมจารีตลอดชีวิต จึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะสร้างครอบครัวเล็กๆ ด้วยกัน อยู่กันยันแก่เฒ่า ดูแลกันไปจนอีกฝ่ายหมดลมหายใจไปจากกัน

ย่ามุ้นมีที่ทำกินหลายไร่ ช่องทางทำมาหากินก็คือการทำสวนผลไม้ ส่วนย่าหอมเองก็พอมีวิชาความรู้ทางด้านเกษตร เลยทำให้ธุรกิจของทั้งสองเจริญรุ่งเรือง มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่หลายไร่ บ้านไม้เรือนไทย สถานที่อบอุ่นที่สมาชิกในบ้านยิ้มแก้มปริทุกครั้งที่ได้ซุกกายอยู่ในนั้น

ทั้งสองคนมีพระคุณกับเธอมาก และเธอก็รักพวกท่านมากๆ ตั้งใจไว้ว่าหลังจากเรียนจบจะตั้งใจทำงานและเก็บเงิน อายุสามสิบเธอจะกลับไปช่วยพวกท่านทำงานและดูแลผู้เฒ่าประจำบ้านให้เหมือนกับที่พวกท่านดูแลเธอมา

พวกท่านให้ชีวิตและให้อิสระกับเธอรวมทั้งธีรราชได้อย่างเต็มที่ ใช้ชีวิตอย่างนอกกรอบตามแต่จะพึงพอใจ ไม่บังคับ ไม่ดูถูกความฝัน และพร้อมจะสนับสนุน ไม่ว่าจะเธอหรือธีรราชต้องการสิ่งใดก็ตาม

นั่นทำให้เธอได้เป็นนักเขียนอย่างที่ฝัน เขียนนิยายอย่างที่ใจอยากทำ มีหนังสือออกวางแผงทั่วประเทศ มีแฟนคลับติดตามงาน คอยส่งกำลังใจและรอผลงานเรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ เธอใช้นามปากกา ดาวน้ำเหนือ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่สักวัน... จะต้องเป็นวันของเธอให้ได้

เธอไม่ได้มีงานประจำ ได้เงินเดือนทุกเดือน และการเป็นนักเขียนก็ไม่ถึงกับทำให้เธอไส้แห้ง ผู้ใหญ่เลยไม่เป็นห่วงมากเมื่อเทียบกับธีรราช รายนั้นยังเรียนไม่จบ สถานภาพทางการศึกษาก็ร่อแร่ ย่ามุ้นได้กุมขมับทุกครั้งเมื่อพูดถึงหลานรัก ท่านเลยกำชับกับเธออย่างหนักแน่นว่าจะต้องทำให้ธีรราชเรียนจบ

จะมีอนาคตที่ดีหรือไม่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ขอแค่มันเรียนจบให้ก็พอ จะได้ไม่อับอายขายขี้หน้าบ้านอื่น ย่ามุ้นบ่นเสียงเครียดในตอนนั้น เธอยังจำได้ดี

ฉะนั้นในปัจจุบันเธอจึงเปรียบเสมือนผู้ปกครองของเขาไปโดยปริยาย ดูแล เคี่ยวเข็ญ บ่นด่า ตลอดจนมีบางครั้งที่ทำการบ้านและรายงานให้ แต่ถึงจะอย่างนั้นไอ้เด็กเกเรคนนี้ก็ยังไม่สำนึก หนำซ้ำยังเกเรหนักกว่าเดิมอีกต่างหาก!

ครืด...

เครื่องมือสื่อสารที่ดังพร้อมกับสั่นอยู่ในกระเป๋า ทำให้หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะคลำหามันแล้วกดรับเมื่อเห็นเป็นเบอร์ของเพื่อน หนึ่งในเดอะแก๊งเพื่อนสนิทที่ไปเที่ยวฮ่องกงด้วยกัน

“ชะนี หล่อนถึงไทยหรือยังอ่ะ เงียบหายเลยนะคะ ไม่ส่งข่าว รู้ไหมเพื่อนๆ เป็นห่วง” น้ำเสียงแปร่งๆ จะเข้มเหมือนผู้ชายก็ไม่ใช่ จะอ่อนนุ่มเหมือนผู้หญิงก็ไม่ใช่ดังขึ้นทันที่เธอก็แนบมือถือกับใบหู

“อือ”

หญิงสาวเลยครางรับเสียงเหนือย เพราะยังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดนิดๆ น้องก็น่าปวดหัว ส่วนเพื่อนตัวดีพวกนั้นก็ปล่อยให้เธอกลับเอง ไม่แม้จะมาส่งที่สนามบินสักนิด!

นี่ยังพอคลายความโกรธลงหน่อยที่พวกมันยังมีแก่ใจโทร. มาถามข่าว

“เสียงแกเหมือนเหนื่อยมากอ่ะ เกิดเรื่องเหรอ” ปวินท์ ถามกลับอย่างรวดเร็ว

“อือ นิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะ นี่พวกแกไม่ออกเที่ยวกันเหรอ”

“อู้ย ตอนนี้อยู่วัดกันค่ะ มาไหว้พระเสร็จ แล้วค่อยจะไปหาอะไรกิน แล้วก็คงไปเที่ยวต่ออิตุ่นมันอยากไป วิคตอเรีย พีค ฉันกับอิมเลยว่าจะพาไปมัน ขี้เกียจฟังนางคร่ำครวญ”

“เออ พานางไปเถอะ ถ่ายรูปมาเยอะๆ นะ อัดวิดีโอมาด้วยก็ดี ฉันจะได้ศึกษาแล้วก็เก็บไว้เป็นพล็อตนิยาย” เธอบอกจริงจังเพราะยังเสียดายกับการไปฮ่องกงครั้งนี้เป็นอย่างมาก นอกจากจะเป็นการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตแล้ว ยังเป็นการไปเพื่อเก็บพล็อตมาเขียนนิยายเรื่องใหม่อีกด้วย

บรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่เธอสังกัดอยู่สอบถามถึงนิยายเรื่องใหม่มาแล้ว เธอเองก็ยังไม่ได้ให้คำตอบอะไรทางนั้นไป กะไว้ว่าไปเที่ยวคราวนี้ จะเก็บรายละเอียดทุกอย่างเป็นอย่างดี เพื่อมาต่อยอดงานเขียนเรื่องใหม่ล่าสุด มีกระแสวิจารณ์งานเขียนของเธอมาอยู่เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หญิงสาวแอบเก็บมาขบคิด แม้จะบอกคนอื่นๆ ว่าเธอไม่ซีเรียสเท่าไหร่

เธอบอกตัวเองเสมอว่า แม้จะเขียนนิยายเลี้ยงชีพ ก็ไม่ใช่แต่จะเขียนๆ อะไรลงไป โดยไม่คำนึงถึงคนอ่าน ทุกกระแสการตอบรับของหนังสือที่ออกไปทุกเรื่อง จึงมีผลกับเธอเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ

และอีกหนึ่งสิ่งที่นาราเชื่อเสมอมาก็คือ ไม่มีงานเขียนชิ้นไหนที่สมบูรณ์แบบเต็มร้อย แต่เธอก็อยากให้ตัวเองทำออกมาสุดความสามารถและดีที่สุด ...อยู่ดี

“จ้ะ...” ปวินท์รับคำและเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่กลับมีเสียงร้องโวยวายดังแทรกขึ้น เธอได้ยินเสียงเขาทะเลาะกับใครอีกคน ก่อนที่เสียงคนปลายสายจะเปลี่ยนไป

“เจเจ้ คิดถึงจังเลย” เสียงแปร๋นๆ ดังจนแสบแก้วหู นารารู้จักเจ้าของเสียงเป็นอย่างดี เธอจึงไม่รีรอที่จะด่าอีกฝ่ายเสียงดัง

“อย่ามาตอแหล นังกะเทยผี”

“ว้าย!” อีกฝ่ายกรีดร้องเสียงดังกลับมา “ปากร้าย”

“ทิ้งให้ฉันนั่งแท็กซี่กลับสนามบินคนเดียว ยังมีหน้ามาพูดว่าคิดถึงอีกเหรอ อมพระทั้งวัดมาพูดฉันก็ไม่เชื่อ”

“พอน้องนุ่งบอกว่าคิดถึงก็หาว่าตอแหล นี่หนูคิดถึงเจเจ้จริงๆ นะคะ” ถิรวัฒน์ พูด ก่อนจะมีเสียงหัวเราะของเจ้าตัวดังคิกคักให้เธอนิ่วหน้าใช้ความคิดตาม “ยิ่งเห็นผู้ฮ่องกงยิ่งคิดถึงเจเจ้ค่ะ อู้ย! แต่ละคนงานดีเวอร์ หน้าเนื้อแน่นมาก หุ่นนี่ดีสุดๆ ไม่กล้ามปู หุ่นเพรียวสูง คือดีงามอ่ะ แค่สบตาเขาน้องก็อยากท้องกับเขาทันทีเลยค่ะ”

“อิ-ตุ่น” นาราแว้ดพร้อมกับหัวเราะลั่น ในหัวแอบจินตนาการตามที่ถิรวัฒน์สาธยายมา แต่สิ่งที่อยู่ในความคิดเธอไม่ใช่หนุ่มฮ่องกง แต่เป็นใบหน้าของผู้ชาย (ไม่แท้) ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องของเธอต่างหาก ป่านนี้นางคงมองผู้ชายพวกนั้นตาเป็นมัน มุมปากมีคราบน้ำลาย พร้อมกับเดินตามหลังแบบไม่คิดสนใจเพื่อนฝูง

“คืออยากให้เจเจ้มาเห็นอ่ะว่ามันดีแค่ไหน บางคนหล่อกว่าดาราอีก น่าเปย์1มาก” ท้ายประโยคลากยาว บ่งบอกความรู้สึกในตอนนั้นของคนพูดว่ามากเพียงใด “คือแบบ ต่อให้เสิร์ชหาในอินเตอร์เน็ต ล้านเปอร์เซ็นว่าเจเจ้ไม่มีทางเจอผู้แบบที่หนูเจอในตอนนี้อ่ะ”

“ฉันไม่อิจฉาหรอก”

“กัดฟันพูดหรือเปล่าคะ” อีกฝ่ายหัวเราะเมื่อเธอพูดไปแบบนั้น “เออ แล้วสรุป เธียร์รี่ ของหนู ก่อเรื่องอะไรอ่ะ เจเจ้ถึงต้องรีบบินกลับ หักดิบทริปฮ่องกงจนหัวดิ่งกระแทกพื้นขนาดนี้”

“เดิมๆ นั่นแหละ” หญิงสาวตอบปัด ขี้เกียจพูดมาก เพราะถ้ารื้อฟื้นขึ้นมา ความหงุดหงิดที่พวยพุ่งไม่หยุดในร่างกายมันจะกลับมาอีกระลอก และเธอก็จะอยู่อย่างไม่มีความสุข เพราะไม่สามารถทำอะไรธีรราชได้

ทางเดียวที่ทำได้ก็คือ โกรธเองและหายเอง

“คิดถึงน้องเธียร์จัง ไม่เจอกันตั้งนานแล้ว” ถิรวัฒน์พร่ำเพ้อต่อ “คงโตขึ้นกว่าเดิมมากอ่ะเนอะเจเจ้ หนูแอบไปส่องในแฟนเพจหนุ่มฮอตคณะวิศวะฯ อยู่ คือถ่ายเห็นแค่มุมข้างๆ นี่ก็ทำเอาหนูนั่งกรี๊ดหน้าคอมอ่ะ”

“กะเทยอะไรหลายใจ”

“ผู้หญิงค่ะผู้หญิง ถึงยังไม่ได้แปลงเพศ แต่หน้าและนมก็ก้าวข้ามคำว่าผู้หญิงไปเกินครึ่งแล้วค่ะ”

“ดูแลกันดีๆ ล่ะ อย่ามัวแต่มองผู้ชายจนหลงกับเพื่อน” เธอโคลงศีรษะเมื่อเห็นว่าถ้ายังต่อปากต่อคำกับถริวัฒน์ต่อ ก็คงไม่มีใจความสำคัญอะไรอีกนอกจากเรื่องผู้ชายที่อีกฝ่ายโม้ให้ฟัง

“ค่ะๆ หนูก็ฝากดูแลน้องเธียร์ของหนูด้วยนะ อย่าให้มีชะนีหน้าเทามาข้องเกี่ยวนะเจเจ้”

“มารับไปเลี้ยงเองเลยค่ะ แถมข้าวสารพร้อมเงินให้ด้วยเนี่ย” แสร้งพูดไปแบบนั้น แต่ก็อดคิดจริงจังไม่ได้ แน่สิในเมื่อเธอภาวนาทุกวันว่าให้มีคนมาดูแลเจ้าเด็กนี่แทนตลอด!

“โอ๊ย อยากไปรับมาเลี้ยงบนเตียงมากค่ะ ถ้าไม่ติดว่ากลัวเธียร์รี่เอาน้ำร้อนไล่สาดเหมือนคราวนั้น”

คำพูดของถิรวัฒน์ทำให้เธอหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจริงๆ หลังจากที่ทั้งเธอและธีรราชย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดได้ไม่ถึงเดือน วันนั้นหญิงสาวจำได้ว่านัดเพื่อนๆ มาหาที่ห้อง จัดปาร์ตี้เล็กๆ ฉลองห้องใหม่ ทว่าถิรวัฒน์ที่ได้พบเจอกับธีรราชเป็นครั้งแรกก็เกิดอาการหลงอย่างหัวปรักหัวปรำ รุกฆาตชนิดที่อีกฝ่ายตกใจจนต้องเอาน้ำร้อนในกะทะที่เตรียมทำสุกี้ไล่สาดเพื่อนรุ่นน้องของเธอ จากนั้นก็เกิดความวุ่นวายทันที

ถิรวัฒน์เลยไม่กล้าเข้าใกล้ธีรราชสักเท่าไหร่

“ไม่รู้ล่ะ ฝากดูแลด้วย ดูแลเองไม่ได้ นี่ก็ได้แต่อยู่ห่างๆ อย่างหึงหวง

“กะเทย คุยนานมากค่ะ เกรงใจเจ้าของโทรศัพท์แบบกูบ้าง”

“อย่าเพิ่งสิ กูคุยกับพี่สะใภ้อยู่”

“มึงคุยแต่เรื่องไร้สาระ ไว้ค่อยใช้เครื่องตัวเองโทร. ค่ะ วางได้แล้ว”

“โอ๊ย อีเก้งขี้งก”

“อือ งั้นแค่นี้นะพวกแก ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ”เธอได้ยินบทสนทนาที่ทุ้มเถียงกันของสองชายใจหญิงดังชัด แม้จะเสียดายที่ไม่ได้คุยกับเพื่อนอีกคน แต่คิดไว้ว่าไว้ค่อยโทร. หากันใหม่ “อย่าลืมถ่ายรูปมาฝากเยอะๆ นะ ของฝากด้วย ต้องมีมาให้ฉันครบทั้งสามคน”

“ค่า เดี๋ยวกลับโรงแรมแล้วจะคอลหานะ” เป็นประโยคสุดท้ายของถิรวัฒน์ ก่อนที่สายจะตัดไป

จากนั้นหญิงสาวจึงต่อสายหาคุณย่าของธีรราช รายงานสถานการณ์ทุกอย่างให้ทางนั้นได้รับรู้ จะได้สบายใจเลิกคิดมาก

“แน่ใจนะเจ้าเหนือ ตอนย่าคุยกับมัน เจ้าเธียร์มันบอกว่าพาหญิงมานอนห้อง และจะพากลับมาฝากย่าด้วยช่วงปิดเทอม ย่าโกรธมันจนหน้ามืด”

“คงแค่แหย่คุณย่าไปเท่านั้นเองแหละค่ะ” เธอต้องพูดโกหกเพราะไม่อยากให้คนแก่ได้หัวใจวายกับพ่อตัวดีที่สร้างวีรกรรมสุดเด็ดเอาไว้

แม้จะไม่มั่นใจว่าระหว่างธีรราชและสาวปริศนาคนนั้นมีอะไรเกินเลยกันมากแค่ไหน แต่เห็นถุงยางอนามัยที่ถูกใช้งานแล้ว มันก็ทำให้เธออ้าปากพะงาบๆ และมองธีรราชอย่างจะกินเลือดกินเนื้อทุกครั้ง

เธอไม่เคยสั่งสอนให้เขาเป็นคนแบบนี้เลย เชื่อว่าย่ามุ้นก็ไม่เคย ย่าหอมก็ไม่เคย ป้าตองก็ไม่เคยเช่นกัน นี่ไม่รู้หมอนั่นไปจำมาจากไหน ถึงได้ริเป็นหนุ่มนักรัก ห่วงใยโลกกามามากกว่าใฝ่การศึกษา

น่าหยิกให้เนื้อเขียวจริงเชียว!

“เธียร์บอกว่าใกล้สอบ เลยนัดเพื่อนๆ มาติวหนังสือ คงจะคิดอุตริแกล้งย่ามุ้นเฉยๆ”

“เออ เจ้าหลานคนนี้มันน่าตีจริงๆ ย่าฝากจัดการมันด้วยนะลูก โทษฐานที่มันทำให้เราพลาดการไปเที่ยวสนุกๆ ที่เมืองนอกไป”

“ได้ค่ะย่ามุ้น เอ่อ ย่าหอมอยู่ด้วยไหมคะ ขอเหนือคุยด้วยหน่อย” เธอขอสายย่าหอม และพูดคุยกับหญิงชราอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นจึงวางและเก็บมือถืออย่างเรียบร้อย

ร่างบางคิดขึ้นได้ในตอนนั้นว่าเธอยังไม่ได้เก็บห้องที่รกปานกองขยะ จึงออกจากห้องพักส่วนตัวหมายจะไปเรียกจอมร้ายกาจมาลงโทษ ให้เขามารับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้ เธอจะชี้นิ้วสั่งและก่นด่าไปด้วย เอาให้หูชาหน้าหดกันไปข้าง

ทว่าพอเธอไปตามเขาที่ห้อง ธีรราชกลับไม่อยู่ที่นั่น ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบและความรกเรื้อที่ทำให้ต้องส่ายหน้าอย่างเอือมๆ

หายไปไหน

เป็นคำถามที่เกิดขึ้นอย่างไร้คำตอบ หญิงสาวถอนหายใจทิ้งหนึ่งที จากนั้นก็เดินออกมาเก็บกวาดขยะที่เกลื่อนกลาดทั่วห้องอย่างจำใจ 


***เปย์ เป็นศัพท์แสลง หมายถึง จ่าย, จ่ายเงินอยู่ฝ่ายเดียว

เธียร์ไปไหน ???
มาส่งเหนือเธียร์ค่า ^^ ปั่นได้วันละนิดละน้อย อ่านกันในวันหยุดของสัปดาห์ มีความสุขกับการอ่านนะคะ

ฝากแอดแฟนพันธุ์แท้เรื่องนี้ไว้ด้วยน๊า เม้นต์โหวตเพื่อรอตอนต่อไปได้เลย!!!


แฟนเพจนักเขียนค่ะ ติดตามการอัพและแจ้งข่าวสารต่างๆ ได้ที่นี่เลย


< 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

648 ความคิดเห็น

  1. #364 มีมี่ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กันยายน 2559 / 14:09
    อิเธียร์ เด็ก นรก 5555
    #364
    0
  2. #34 Mouthnaka (@Mouthnaka) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2559 / 16:50
    ชอบคะ ชอบมากๆ
    #34
    0
  3. #11 goszyboong (@goszy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2559 / 19:55
    ชอบแนวกินเด็กค่ะ
    #11
    0
  4. #10 goszyboong (@goszy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 16:55
    มารยาอ่ะเธียร์
    #10
    0
  5. #9 อิสรินทร์ (@548035) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 14:51
    รอนะคะ
    #9
    0
  6. #7 แหม่ม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 21:23
    ถุงยางแหงๆ โมโหกระโดดถีบขาคู่เลยเหนือ555
    #7
    0
  7. #6 jeauan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 20:55
    เหมาะกับชื่อทรราชมากๆ 555
    #6
    0
  8. #5 Kanokpach jen (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 20:06
    โอ๊ยยย!! เปลี่ยนชื่อด่วนค่ะ " ทรราช " เหมาะมากกกก. กวนได้ใจ ทำตาปริบๆประหนึ่งตัวเองใสซื่อ! โถ่!!! สงสารเหนือที่ต้องรับมือแกตั้ง 4 ปี ทำผิดแล้วยังโทษคนอื่น โอ๊ยย! มือสั่นอยากจับแกทุ่ม ที่เหนือมองเห็นนั่นคงเป็นถุงยางที่ใช้แล้ว แก อิทรราชชชชชช.
    #5
    0