ซ่อนรัก กำแพงใจ(จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 83,176 Views

  • 314 Comments

  • 906 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,995

    Overall
    83,176

ตอนที่ 10 : คำท้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4426
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

     "ย่ะ อย่า..."เอ่ยออกมาได้ไม่ถึงคำดี เรียวปากได้รูปก็ฉกวูบลงมาบดเบียดรุกรานริมฝีปากอ่อนนุ่ม มันเกิดจากอารมณ์โกรธที่พร้อมจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ หากอีกฝ่ายยังคงไม่หยุดกระตุ้นมัน น่านฟ้าพยายามเบี่ยงหน้าหลบแต่ก็ไม่เป็นผลเมื่ออีกฝ่ายช่ำชองกว่า ไล่ต้อนเธอจนหนีไปทางไหนไม่รอด 

     รสสัมผัสนั้นหนักหน่วงรุนแรงก่อนค่อยละมุนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทั้งคู่เกิดความรู้สึกบางอย่างที่เป็นเหมือนกระแสไฟฟ้าแรงสูง แล่นพล่านเข้าสู่หัวใจ กระแสนั้นค่อยแทรกความอบอุ่น ผ่อนคลาย และตราตรึง จากนั้นจึงหยุดอยู่ที่คำว่าอ่อนโยน 

      ติณณภพเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าอารมณ์โกรธดั่งไฟเผาผลาญเมื่อครู่ ได้ละลายหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้เพียงแค่ว่าเวลานี้ เขาไม่ได้รู้สึกอยากสัมผัสคนใต้ร่างดังเช่นอารมณ์เมื่อครู่อีกแล้ว เรียวลิ้นของชายหนุ่มค่อยสอดแทรกเข้าไปในโพลงปากด้านในของหญิงสาวอย่างช้าๆ เขารับรู้ถึงร่างกายที่อ่อนปวกเปียก เรียวปากที่เม้มสนิทในตอนแรกไม่มีท่าทีขัดขืนให้รู้สึกอยากเอาชนะอีก สายตาไร้เดียงสาสบมองเขานิ่ง ก่อนจะหลับพริ้มยอมรับสัมผัสของเขาอย่างง่ายดาย มันหวานล้ำหวานหาสิ่งใดเปรียบ เขาค่อยเรียบเรียงบทสัมผัสอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งมือแกร่งลากไล้เข้าไปใกล้จุดหวงแหน น่านฟ้าจึงค่อยเบิกตาขึ้น สติเริ่มกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เธอตัดสินใจงับลงบนไหล่ของคนที่ทาบทับอยู่บนร่างจนสุดกำลัง

     ติณณภพร้องออกมาพลางยกมือขึ้นสัมผัสไหล่หนาของตัวเอง ความเจ็บปวดยังคงแล่นวาบและวนเวียนอยู่บริเวณหัวไหล่ ก่อนจะลดระดับลงไปเรื่อยๆ 

     "ทำบ้าอะไรของเธออีก"เขาถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ก้มมองหัวไหล่ที่ยังรู้สึกปวดปลาบ เดาว่าภายใต้เสื้อเชิ้ตราคาแพง คงมีรอยคมเขี้ยวบาดลึกลงไปจนเขียวช้ำ นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาถูกทำร้ายร่างกายจากผู้หญิงคนนี้ 

     "ก็คุณทำอะไรฉันล่ะ ปากก็บอกสัญญาๆ ว่าจะไม่ทำอะไร คนไม่มีสัจจะ ก็สมควรแล้วที่ต้องเจอแบบนี้" น่านฟ้าบอกด้วยท่าทางระแวดระวัง และพยายามอยู่ห่างจากเขามากที่สุด หลังจากได้จังหวะกระโดดเหยงลงจากเตียง 
    
     ที่จริงเธอไม่ได้กลัวแค่เขาหรอก เธอกลัวใจตัวเองมากกว่า เมื่อครู่ไม่รู้เป็นบ้าอะไร เกือบยอมใจอ่อนเดินตามเกมส์อารมณ์ของเขา

     "ถามตัวเองเถอะ ว่าทำไมฉันต้องเป็นบ้าขนาดนั้น" ติณณภพเอ่ย ก้าวเข้าหาคนที่เพิ่งฝากรอยเขี้ยวไว้กับเขาด้วยท่าทางคุกคาม

     "ฉันก็เห็นคุณเป็นบ้าทุกครั้งนั่นแหละ กี่ครั้งกี่หนแล้วล่ะ ที่คุณทำแบบนี้กับฉัน" น่านฟ้ารวบรวมความกล้าเอ่ยออกไป ก่อนก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว ทั้งที่ยังจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมลดราวาศอก 

     ติณณภพหัวเราะหึในลำคอ "ก็เธอเป็นภรรยาฉัน ถ้าไม่ให้ทำแบบนี้ จะให้ฉันเก็บเธอไว้บนหิ้งหรือไง"

     น่านฟ้าชะงัก กระพริบตาปริบๆ เถียงไม่ออก เมื่อสิ่งที่เขาพูด มันคือเรื่องจริง เธอมองไปทางนั้นทีทางนี้ทีอย่างคนไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ก่อนตัดสินใจเอ่ยออกมา "เออ รู้แล้วน่า แต่คุณก็ให้เวลาฉันบ้างไม่ได้หรือไง อย่าลืมสิ ว่าเราแต่งงานกันทั้งที่ยังไม่ได้รัก" น่านฟ้าหยุด เงยหน้ามองเขาสายตาหม่นเศร้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "คุณเป็นผู้ชายจะนอนกับใครที่ไม่ได้รักก็ได้ แต่คุณรู้บ้างไหม ว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณรู้หรือเปล่า ฉันขอแค่ความเมตตาขอเวลาสักเล็กน้อย เพื่อปรับตัวไม่ได้เลยหรือไง" แล้วน้ำตาของคนเจ้าบทบาทก็หยดแหมะลงบนหลังมือที่ประสานกันไว้ ด้วยท่าทีไร้พิษสง

     ติณณภพเห็นดังนั้น เขาถึงกับใจหายวาบ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำให้ผู้หญิงร้องไห้ แม้แต่แม่ที่อยู่ด้วยกันมาชั่วชีวิต เขายังไม่เคยทำให้บอบช้ำน้ำใจ แต่วันนี้เขาทำให้ผู้หญิงตรงหน้านี้ต้องเสียน้ำตา

     ทันใดนั้นความทรงจำในวัยเด็กตอนที่พ่อเขาทิ้งแม่ไปก็ผุดขึ้นมาในสมองอย่างไม่อาจห้ามได้ วันนั้นแม่ของเขาร้องไห้เสียใจอย่างหนัก จนเขาคิดว่าแม่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง โดยปราศจากพ่อ เขาจึงตั้งปฏิธานไว้ ว่าหากโตขึ้น เขาจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังหรือเสียใจแม้แต่น้อย จากนั้นมา เขาสะเทือนใจทุกครั้ง ที่ได้เห็นน้ำตาผู้หญิง มันยากที่จะควบคุม ที่จะไม่ให้รู้สึกอะไรเลย

     เมื่อความรู้สึกผิดเกิดขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม แววตาดุในทีแรกก็อ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ติณณภพมองคนที่กำลังสะอื้นอย่างลังเล ก่อนเอ่ยอย่างเสียมิได้"หยุดร้องเถอะ ฉันไม่ทำอะไรเธอแล้ว"

     น่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมองเขาทันใด ก่อนติณณภพจะเอ่ยขึ้นอีก"ฉันจะให้เวลาเธอ"

     "หมายความว่า คุณจะไม่บังคับใจฉันแล้วใช่ไหม"เอ่ยอย่างดีใจ พลางรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ 

     "ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น"ติณณภพบอก ทำให้คนได้ยินทำหน้าสลดลงอย่างสิ้นหวัง ก่อนเขาจะเอ่ยต่อด้วยการผ่อนปรนให้ "ฉันจะให้เวลาเธอได้ปรับตัวสามเดือน"

      "สามเดือน" น่านฟ้าที่กำลังหน้ามุ่ยทวนคำเขาอย่างตื่นเต้น "นี่คุณพูดจริงๆนะ"เธอถามย้ำ เขาพยักหน้าขรึมตอบเป็นการยืนยัน

      "เย้"

      น่านฟ้าชูมือขึ้นดีใจเหมือนเด็กๆ ก่อนกระโดดเหยงๆ แบบม้าดีดกะโหลกตามนิสัยพื้นฐานประจำตัว สามเดือนเพียงพอที่เธอจะหาเหตุผลเรื่องหย่าสามเดือนนี้คืออุปกรณ์ชิ้นงามที่เธอใช้เพื่อเลี่ยงที่จะไม่ต้องตกเป็นของเขา ทันใดนั้นตาใสก็สบกับสายตาดุ ที่ดูเหมือนจะเตือนกรายๆ อย่างไม่ชอบใจกับปฏิกิริยานั้น น่านฟ้าค่อยได้สติแล้วรีบเก็บซ่อนนิสัยที่เผลอแสดงออกมาแล้วยิ้มแห้งๆ ให้เขาทันใด ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างเก้อๆ แล้วเอ่ย

     "โทษที ดีใจไปหน่อย"

     ติณณภพไม่เอ่ยอะไร เขาทำเพียงส่ายหน้าแล้วเดินหนี ชายหนุ่มชักเริ่มเห็นเค้าลางของความวุ่นวายในชีวิต เริ่มรู้สึกมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง

     
     "รอดแล้วโว้ย" ลับหลังชายหนุ่ม น่านฟ้าตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง โดยไม่กลัวใครจะได้ยิน เพราะห้องนี้เก็บเสียงได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ 

      เธอยิ้มร่าอย่างผู้ชนะ เมื่อไม่นึกว่าแผนการบีบน้ำตาครั้งนี้จะใช้ได้ผล ไม่คิดว่าติณณภพจะเป็นผู้ชายที่แพ้น้ำตาผู้หญิง แต่ก็ช่างเถอะ เรื่องนั้นเธอไม่สนใจอยู่แล้ว แค่เขายอมผ่อนปรนให้เธอก็ดีใจแทบแย่ ต่อไปเธอต้องเร่งคิดหาวิธีว่าจะทำยังไงให้ชายหนุ่มตัดสินใจหย่าได้เร็วที่สุด แต่ความคิดนั้นต้องสะดุดลงไปก่อน เมื่อนึกถึงเรื่องรำฉุยฉายในงานคล้ายวันเกิดของแม่สามี

     "เฮ้อ ให้ตายเถอะ ทำไมปัญหามันรุมเร้าแบบนี้นะ แล้วในอนาคตต้องเจออะไรอีกก็ยังไม่รู้เลย" น่านฟ้าบ่นอย่างเซ็งๆ 

     
      สามวันผ่านไปกับการฝึกรำที่แสนจะทรมานที่บ้านเรือนไทยหลังใหญ่

      "โอ้ย! เบาๆ สิครู มือฉันจะหักอยู่แล้วเนี่ย" น่านฟ้าโอดครวญตีหน้ายุ่ง ก่อนครูฝึกรำจะออกแรงดัดฝ่ามือของเธอให้หักงอลงไปอีก ทำให้คนถูดดัดร้องเสียงหลง

      "โอ้ยๆๆๆ พอแล้วๆ ฉันไม่ไหวแล้ว พอแล้ว ขอร้องล่ะค่ะครู" นิ่วหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

      "ทนเอาหน่อยสิคะ นี่เรียนมาสามวันแล้ว ยังไม่คืบหน้าเลย" คุณครูสอนนาฏศิลเอ่ยเสียงดุ 

       "แต่ฉันก็พยายามแล้วนะคะครู ก็คนมันทำไม่ได้นี่นา"

      "ร้องโวยวายอะไรยัยฟ้า ดังไปถึงบนเรือนโน่น" คุณนายสมรเดินลงมาด้วยสีหน้ารำคาญ ส่งสายตาดุไปยังบุตรสาว ในขณะที่คนถูกมองด้วยสายตาดุกลับส่งสายตาอย่างอ้อนวอน

      "แม่ ฉันไม่ไหวแล้ว ต้องไม่ทันวันงานแน่ๆ แม่ไปตามพี่ดาวเด่นกลับมานะแม่นะ ให้พี่ดาวเด่นมารำแทนฉันเถอะ"

      "โอ้ย รำทงรำแทนอะไรล่ะ ในเมื่อตอนนี้ แม้แต่เงาพี่สาวแกฉันก็ยังไม่เห็น ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ยังไม่รู้ ดาวเด่นลูกแม่" คุณนายสมรเอ่ยอย่างทุกข์ทรมานใจ แววตาปรากฏความกังวลเป็นห่วงลูกสาวคนโปรดอย่างสุดแสน ทำให้ลูกสาวอีกคนยืนมองด้วยความน้อยใจอยู่ลึกๆ เธอรู้ว่าแม่รักพี่สาวมากกว่า เพราะเธอไม่เคยทำอะไรได้ดั่งใจแม่เลยสักอย่าง ต่างจากพี่สาวที่เชื่อฟังและทำทุกอย่างออกมาได้ดีเสมอ แม้จะเข้าใจแต่บางครั้งแม่ก็ปฏิบัติกับเธอเหมือนไม่ใช่ลูก ไม่เคยพูดด้วยดีๆ ไม่เคยปลอบเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่าเธอจะรู้สึกยังไง คิดไปหากเธอทำอะไรได้เรื่องเหมือนพี่สาวบ้าง แม่อาจจะรักเธอขึ้นมาบ้างก็ได้ 

     น่านฟ้าถอนหายใจ ก่อนเริ่มทำสีหน้าจริงจังแล้วหันไปเอ่ยกับครูผู้สอน "ครูคะ เรามาเริ่มเรียนกันต่อเถอะค่ะ"



      บริเวณบ้านหลังใหญ่ที่มีสนามกว้างขวางเพียงพอกับการต้อนรับแขกได้เป็นพันๆ คน คุณหญิงพิสมัยอยู่หน้าซุ้มประตูงาน ซึ่งถูกตกแต่งเป็นอุโมงค์ดอกไม้นานาชนิด คอยต้อนรับแขกพร้อมกับบุตรชาย ถัดไปมีคุณนายสมรยืนอยู่ด้วย ทำหน้าที่คอยทักทายแขกหน้าตาแย้มยิ้ม ขาดแต่น่านฟ้าที่ยังอยู่ห้องแต่งตัวเตรียมขึ้นรำเปิดงานบนเวที ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้อย่างอลังการงานสร้าง

     หญิงสาวในชุดนางรำ นั่งใจหายใจคว่ำอยู่หน้ากระจก มองตัวเองด้วยสายตาไม่มั่นใจนัก ก้อนเนื้อในอกเต้นเร็วแรงอย่างผิดจังหวะ มือไม้เริ่มหาที่วางไม่ถูกยังไงชอบกล 

     เธอต้องแย่แน่ๆ หากควบคุมสติไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยอยู่ต่อหน้าผู้คนเป็นร้อยๆ แบบนี้ นี่เป็นครั้งแรก และยิ่งนึกถึงสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอเพียงคนเดียว ไม่อยากจะคิดเลยว่าเธอจะเป็นยังไง จะจำท่ารำได้หรือเปล่า หรือไม่ใช่รำผิดๆ ถูกๆ จนผู้คนได้หัวเราะกันทั้งงาน โดยเฉพาะเขา ติณณภพ

     น่านฟ้านึกถึงวันนั้น วันที่เขาทราบข่าวจากคุณหญิงว่าจะให้เธอเป็นคนรำเปิดงานวันเกิดในครั้งนี้ เขากระตุกยิ้มมองเธอด้วยสายตาดูถูกแล้วเอ่ยด้วยน้ำคำที่เจ็บแสบ

     "ไม่รู้คุณแม่คิดยังไง ถึงให้เธอเป็นคนรำเปิดงานคล้ายวันเกิดของท่าน"

     "แล้วไง คุณมีปัญญหาอะไรมากป้ะ"

      ติณณภพยกมือขึ้นกอดอกมองเธอด้วยสายตาประเมินก่อนส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย "ฉันเกรงว่า เธอจะทำงานแม่ฉันล่มเสียมากกว่า เพราะแขกอาจทนดูขอนไม้กลิ้งอยู่บนเวทีไม่ได้"

      "คุณว่าฉันเป็นขอนไม้เหรอ ไอ้..."น่านฟ้ากำลังจะด่าคำหยาบ แต่ถูกเขาปรามไว้ด้วยการยกนิ้วชี้ขึ้นอย่างมาดหมายเป็นสัญญานบอกให้หยุด ทำให้เธอรีบปิดปากฉับทันใด ก่อนเอ่ยออกมาอย่างท้าทาย

      "เออ คอยดูก็แล้วกัน วันนั้นฉันจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ว่าฉันน่ะ เป็นกุลสตรีได้มากแค่ไหน "เอ่ยพลางยักคิ้วยิ้มอย่างถือดี ติณณภพหัวเราะหึในลำคออย่างนึกดูถูก ก่อนเอ่ยออกมาอย่างรับคำท้า

     "ได้ ฉันจะคอยดู"

     
      จบความคิดนั้นน่านฟ้าก็ยิ่งกังวลใจ ไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง  แต่แล้วเสียงพุก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เป็นสัญญานว่าเธอต้องได้ออกไปแสดงได้แล้ว น่านฟ้าผุดตัวลุกขึ้นทันใด ใบหน้าที่ถูกแต่งไว้จัดๆ แบบนางรำทั่วไป ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

     ยิ่งได้ยินเสียงเพลงบรรเลงขึ้น เธอยิ่งมีท่าทีประหม่า ก่อนคนคอยดูแลเธอเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมจะสังเกตถึงอารมณ์ตื่นเต้นนั้น จึงยื่นมาแตะต้นแขนเธออย่างให้กำลังใจแล้วเอ่ย "ไม่ต้องกลัวนะคะคุณน่านฟ้า สูดลมหายใจลึกๆ แล้วทำให้ดีที่สุดค่ะ"

      มันเป็นคำพูดของคนที่แม้แต่ชื่อเธอก็ยังไม่รู้จัก แต่สร้างกำลังใจได้ราวปาฏิหารย์ น่านฟ้ายิ้มรับกำลังใจจากผู้หญิงร่างท้วมคนนั้น แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก มองตรงขึ้นไปบนเวที ก่อนเอ่ยเพื่อให้กำลังใจตัวเองบ้าง

     "เอาวะ เราต้องทำได้สิ"

       
      ยุ่งทั้งวันเลยค่ะเมื่อวาน วันนี้เลยรีบตื่นขึ้นมาอัพแต่เช้า เผื่อคนอ่านจะได้อ่านแก้เซ็งตอนนั่งรถไปเรียนหรือทำงาน ส่วนใครที่อยู่เขต กทม. และพื้นที่ใกล้เคียง ก็ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ช่วงนี้ปัญหาฝุ่นยังคงมีอยู่ อย่าลืมสวมผ้าปิดจมูกด้วยน้าา จะได้ไม่ล้มป่วยกันเน้อ

     ติดตามชมตอนต่อไปค่า ฝากเพจนิยายรัก อมยิ้มรสขมด้วยนะคะ 
        




     


  
  

      

      













 

   



     


  










 

   



     


  
  

      

      













 

   



     


  

   



     


  
  

      

      













 

   



     


  










 

   



     


  
  

      

      













 

   



     


  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

0 ความคิดเห็น


เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น