[YuZhou ft. BoZhan] Accident of Love

ตอนที่ 5 : ♧☆ Chapter 4th - จังหวะของหัวใจที่เปลี่ยนไป ☆♧

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    14 ก.ย. 62

♧☆ Chapter 4th - จังหวะของหัวใจที่เปลี่ยนไป ☆♧


กริ๊ง!

เสียงประตูคลินิคที่เพิ่งเปิดออกทำให้คุณหมอหนุ่มที่กำลังเช็คประวัติน้องแมวตัวล่าสุดที่เพิ่งตรวจเสร็จไปหันมามอง ก่อนจะยิ้มกว้างให้กับเจ้าของร่างสูงที่ก้าวเข้ามาอย่างกระตือรือร้น 

“สวัสดีครับจ้านเกอ” 

หวังอี้ป๋อร้องทักคุณหมอคนยิ้มสวย ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาพร้อมกับถุงขนมในมือ 

“พอดีเลิกเรียนเร็ว วันนี้ผมเลยกะจะมาลองช่วยงานจ้านเกอสักหน่อย” อี้ป๋อว่าในขณะที่ยื่นถุงขนมให้อีกฝ่าย “ส่วนนี่ผมกับโจวโจวซื้อมาฝากครับ ร้านหน้าม. อร่อยมาก” 

เซียวจ้านส่งยิ้มละมุนให้คนเด็กกว่า ทำเอาอี้ป๋อแอบหูแดงทันทีที่ได้รับรอยยิ้มหวานๆ นั่น 

“ขอบใจมากนะ ฝากขอบคุณเว่ยโจวด้วย” คุณหมอหันเอาถุงขนมไปวางบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะเอ่ยถามถึงเด็กหนุ่มอีกคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ “แล้วเว่ยโจวล่ะ พี่ไม่เห็นมาด้วยกัน” 

“โจวโจวยังไม่เลิกเรียนครับ พอดีผมเลิกก่อน เลยบอกโจวโจวว่าจะมาช่วยงานจ้านเกอรอ พอโจวโจวเลิกแล้วค่อยให้ตามมา” 

เซียวจ้านพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่จะหันไปตามเสียงเรียกของพยาบาลผู้ช่วย 

“คุณหมอคะ น้องโกลเด้นที่ต้องฉีดยาดิ้นแรงมากเลยค่ะ รบกวนคุณหมอ...” 

“ได้ครับ เดี๋ยวหมอเข้าไปช่วยจับ” ไม่ต้องรอให้ผู้ช่วยพูดจบประโยค เซียวจ้านก็เข้าใจและเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือทันที แล้วมีเหรอที่หวังอี้ป๋อจะอยู่เฉย 

“ให้ผมเข้าไปช่วยไหมครับ ผมแรงเยอะนะ” 

เจ้าเด็กหน้าหล่อพูดอวดอ้างสรรคุณตัวเองทันที ซึ่งเซียวจ้านเอ่ยอนุญาตเคล้าเสียงหัวเราะ เพราะเห็นว่าไหนๆ อี้ป๋อก็ตั้งใจจะมาช่วยงานแล้ว ให้เรียนรู้ค่อยทำไปอย่างละนิดละหน่อย จะได้เคยชิน 

“เอาสิ แต่ระวังหน่อยนะ เรายังไม่เคยทำ น้องๆ ยังไม่คุ้นเคย อาจจะมีดุบ้าง ขู่บ้าง เราก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ค่อยๆ ทำ เพราะพวกสัตว์น่ะ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงมันจะรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าใครมาดีมาร้าย มันจะไม่ทำอะไรเราหรอก ถ้าเราไม่ไปทำท่ากล้าๆ กลัวๆ ใส่มัน” 

เซียวจ้านสอนอี้ป๋ออย่างใจเย็นในขณะที่คนทั้งคู่ออกเดินไปยังห้องตรวจ ที่มีน้องหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่รอฉีดยาอยู่ 

“จ้านเกอใจดี แล้วก็รักสัตว์มากๆ” อี้ป๋อพูดถึงอีกฝ่ายด้วยสายตาชื่นชมประทับใจ เพราะดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะทำให้หวังอี้ป๋อตกหลุมรักได้เรื่อยๆ ไม่มีหยุด 

“ฮ่าๆ พี่ก็ไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น เพียงแต่แค่คิดว่าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควรได้รับการปกป้อง แม้จะพูดไม่ได้ แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ามนุษย์ แต่เขาก็เป็นชีวิตอีกชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าพี่จะสามารถดูแลหรือช่วยเหลือเขาได้แม้จะแค่หนึ่งชีวิต พี่ก็ยินดีทำ เลยเลือกมาเป็นสัตวแพทย์แบบนี้ไง” 

ทั้งสองมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องตรวจห้องหนึ่ง โดยที่หวังอี้ป๋อมองใบหน้าใจดีของคุณหมอนิ่ง รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฎอยู่บนริมฝีปากหยัก สายตาของหวังอี้ป๋อบอกถึงทุกความรู้สึกที่เขามีให้อีกฝ่าย และในจังหวะนั้นเองเซียวจ้านก็หันมาสบตา เพราะรู้สึกว่าคนอายุน้อยกว่าหยุดยืนอยู่กับที่นานเกินความเป็นจริง 

และสายตาที่เซียวจ้านได้เห็นจากเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าก็ทำให้เขาชะงัก ความรู้สึกจากตาคมนั้นทำให้คุณหมอหนุ่มไปไม่เป็น เพราะมันเปิดเปลือยและแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าเซียวจ้านรู้ตัวว่าถูกอี้ป๋อจีบ แต่เขาก็คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ปั๊ปปี้เลิฟของเด็กหนุ่ม คงไม่ได้จริงจัง และน่าจะแค่หวือหวา รักสนุกตามวัยอยากรู้อยากลองของอีกฝ่ายเท่านั้น 

แต่การได้เห็สายตาที่แสดงออกซึ่งทุกความรู้สึกของอี้ป๋อในวันนี้นั้น ทำให้เซียวจ้านพูดไม่ออก มันซื่อตรง จริงใจ ชัดเจน และนั่นทำให้ก้อนเลือดใต้อกซ้ายของเซียวจ้านเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็น 

“อะแฮ่ม” คุณหมอหนุ่มพยายามกระแอมกระไอเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัว จะได้หลุดออกจากสถานการณ์และบรรยากาศแปลกๆ แต่ก็ชวนให้ใจสั่นแบบนี้ 

ซึ่งอี้ป๋อเองก็ดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัว เลยตัดสินใจยิ้มกว้างส่งไปให้คุณหมอ โดยที่สายตาก็ยังคงทุกความรู้สึกไว้ไม่เปลี่ยนแปลง 

“เข้าไปกันเลยไหมครับจ้านเกอ” 

“อะ.. อื้อ ไปสิ” เซียวจ้านรู้สึกหน้าร้อนแปลกๆ แต่ก็พยายามจะควบคุมไม่ให้ตัวเองเสียอาการ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป เจอเจ้าสี่ขาตัวใหญ่พันธุ์ยอดฮิตที่คนนิยมเลี้ยงอย่างโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ นอนหายใจแฮ่กๆ อยู่บนเตียงเหล็กขนาดใหญ่ โดยมีผู้ช่วยพยาบาลสองคนของคลินิคช่วยกันจับอยู่ 

“ไหน น้องตัวไหนดื้อบอกหมอซิ” 

อี้ป๋อต้องกลั้นยิ้มจนหน้ายับเมื่อได้ยินเซียวจ้านเรียกเจ้าสี่เท้าตัวยักษ์ด้วยสรรพนามและคำพูดคำจาที่แสนจะน่ารัก ซึ่งถ้าคนอื่นพูดมันคงดูฝืนไม่เป็นธรรมชาติ แต่พอมันออกมาจากปากคุณหมอเซียวจ้านที่แสนจะอบอุ่นอ่อนโยนมันกลับดูน่าฟัง ลื่นไหล และไม่ดูเคอะเขิน 

ซึ่งเจ้าสี่ขาตัวยักษ์ก็ดูจะแสนรู้ เพราะพอผงกหัวขึ้นมาเห็นคุณหมอในชุดกาวน์ก็ดูจะเลิ่กลั่กและเริ่มดิ้นขึ้นมาอีกรอบ เดือดร้อนให้คุณหมอผู้ซึ่งคุ้นเคยกับสัตว์ต่างๆ มาตลอดต้องตรงเข้าปลอบโยนอย่างอบอุ่น 

“ไม่เอาครับไม่ดิ้นนะ เราไม่สบายหมอแค่ฉีดยาให้เราจะได้หาย จะได้ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนได้ไง ไม่ดีเหรอครับ” 

เซียวจ้านเดินเข้าไปหาเจ้าหมาตัวโต ก่อนจะก้มลงไปพูดใกล้ๆ ในขณะที่มือเล็กที่สวมถุงมือเรียบร้อยแล้ว จะลูบลงเบาๆ บนกลุ่มขนสีน้ำตาลอ่อนเข้มอย่างอ่อนโยน 

เจ้าตัวโตที่เริ่มดิ้นก็สงบ แต่ก็ยังมียึกๆ ยักๆ อยู่บ้าง จนเห็นเข็มฉีดยานั่นแหละ โกลเด้นตัวที่ว่าก็เริ่มดิ้นอีกรอบ ให้อี้ป๋อต้องถลาเข้าไปช่วยจับโดยที่เซียวจ้านไม่ทันต้องร้องขอ 

เจ้าโกลเด้นหนุ่มค่อนข้างจะแรงเยอะ ทำเอากว่าจะจับฉีดยาได้ก็เหนื่อยหอบกันทั้งคนฉีดคนจับ และหลังจากเข็มอันไม่เล็กจิ้มลงไปบนผิวของเจ้าสี่ขาเสร็จ เซียวจ้านก็ใช้นิ้วขยี้ลงไปเบาๆ ตรงจุดที่ฉีด เพื่อยากระจายไปตามร่างกายของเจ้าตัวโต 

“เสร็จแล้วๆ ไม่เจ็บเลยเห็นไหม ตัวก็ใหญ่เนี่ย ทำไมกลัวเข็มอันเล็กนิดเดียว หื้ม?” 

เซียวจ้านยังคงพูดคุยกับเจ้าสี่เท้าอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีขัดเขิน แม้จะมีคนเข้ามาใหม่อยู่ด้วยอย่างอี้ป๋อ ก็ไม่ได้ทำให้ความเคยชินที่คุณหมอหนุ่มปฏิบัติต่อคนไข้ของตัวเองเปลี่ยนไปแต่อย่างใด 

และเพราะความน่ารักนี้ก็ทำให้อี้ป๋อรู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นบ้าเสียให้ได้ เขาไม่เคยเห็นใครคุยกับหมากับแมวได้น่ารักเท่านี้มาก่อน และถึงแม้จะมี เขาก็ไม่มองไม่เห็นหรือนึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะมีใครทำแล้วดูเป็นธรรมชาติได้ขนาดนี้หรือป่าว นั่นทำให้เด็กหนุ่มไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมเซียวจ้านถึงเลือกเป็นสัตวแพทย์ เพราะคุณหมอผู้น่ารักของเขาดูเหมาะกับอาชีพนี้มากจริงๆ 

“เดี๋ยวขยี้ตรงจุดที่ฉีดยาไว้นะครับ ยามันจะได้กระจายๆ" เซียวจ้านหันไปพูดกับผู้ช่วยพยาบาล ก่อนจะก้มมองเจ้าตัวโตสี่ขาที่ตอนนี้นอนหมอบทำหน้าหงอยด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วจัดการลูบหัวมันเบาๆ เป็นการปลอบประโลม “ดูสิโดนไปเข็มเดียวหายซ่าเลย ฮ่ะๆ” 

หัวใจของหวังอี้ป๋อเต้นแรงจนเจ็นบอก เขารู้สึกเหมือนเจอแอทแทคจากคุณหมอจ้านเกอไปแล้วไม่รู้จักกี่รอบต่อกี่รอบตั้งแต่เปิดประตูคลินิคเข้ามา 

หลังจากเสร็จภารกิจฉีดยาเจ้าโกลเด้นตัวโต เซียวจ้านก็หันมาชวนอี้ป๋อออกไปตรวจเยี่ยมเจ้าสี่ขาตัวอื่นๆ ที่ถูกจับใส่ไว้ในกรงเพื่อดูอาการ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสุนัขและแมวทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก 

หวังอี้ป๋อมองสถานที่ที่เซียวจ้านใช้เป็นที่พักฟื้นของบรรดาสัตว์ทั้งหายที่เข้ามารับการรักษา มันค่อนข้างกว้างและถูกแบ่งออกมาเป็นสัดเป็นส่วนจากตัวคลินิค แน่นอนว่าอยู่ห่างจากบ้านพักของคุณหมอหนุ่มพอสมควร แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านและโอ่โถงมากกว่าที่อี้ป๋อเคยเห็นตามคลินิคทั่วๆ ไป 

“ทำไมบางตัวมันดูมอมแมมจังล่ะครับจ้านเกอ” 

อี้ป๋อเดินตรงไปที่กรงแมวสีส้มสลับขาว หน้าตาดูไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะแผลที่เท้าหน้าหรือเปล่า ที่ทำให้เจ้าตัวส้มดูหงุดหงิดและเหมือนจะไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ ซึ่งก็เรียกให้เซียวจ้านหันมามองตามก่อนจะยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่าอี้ป๋อพูดถึงสัตว์ตัวไหน 

“อ๋อ เจ้าส้มนั้นน่ะเหรอ มันโดนหมาฟัดมาน่ะ มันเลยดูไม่ค่อยเป็นมิตรนิดหน่อย” คุณหมอว่าก่อนจะเดินยิ้มน้อยๆ มาเปิดกรงของเจ้าตัวส้มที่ว่า ทำเอาอี้ป๋อผวายื่นมือไปกันตรงหน้ากรง เพราะกลัวเจ้าส้มที่ว่าจะแง่มมือคุณหมอเอา 

“จ้านเกอระวังมันกัด” อี้ป๋อร้องห้ามในขณะที่เซียวจ้านหัวเราะ ก่อนที่จะจับไปที่มืออี้ป๋อ แล้วเอื้อมพาเข้าไปในกรงด้วยกัน 

เซียวจ้านกุมมืออี้ป๋อไว้ก่อนจะวางมือใหญ่ไปบนหัวของเจ้าส้ม ที่ตอนนี้หลับตาพริ้มรอรับการสัมผัสที่ตัวเองชอบและดูเหมือนจะพึงพอใจเมื่อได้รับ 

“มันไม่ดุครับ หน้ามันเป็นอย่างนั้นเองแหละ ติดจะขี้อ้อนด้วยซ้ำ แมวจรก็แบบนี้ ถูกกับคนแต่ไม่ถูกกับสัตว์ด้วยกัน” 

ตอนนี้หวังอี้ป๋อดูเหมือนจะหูอื้อตาลายแทบจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เซียวจ้านพูดเลยด้วยซ้ำ เขารับรู้แค่สัมผัสนุ่มนิ่งที่หลังมือของตัวจากฝ่ามืออุ่นๆ ของอีกฝ่าย และกลิ่นกายหอมอ่อนๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นกลิ่นที่เกิดจากตัวเซียวจ้านเองหรือกลิ่นที่เกิดจากน้ำหอมหรือครีมทาผิวที่อีกฝ่ายใช้ เขารู้ว่ามันหอมเสียจนสติของเขาแทบจะเตลิด มันเป็นความรู้สึกดีที่อยู่บนความอันตราย ... อันตรายที่อาจจะเกิดจากการที่เขาห้ามตัวเองไม่ได้หรือคุมตัวเองไม่อยู่ 

และก็ดูเหมือนจะเป็นเจ้าส้มที่ช่วยชีวิตของอี้ป๋อไว้ เพราะจู่ๆ เจ้าแมวจรตัวที่ว่าก็ลุกพรวดพราด เป็นผลให้มือของคนทั้งสองที่วางอยู่บนศรีษะเล็กของเจ้าแมวน้อย หลุดออกจากกัน พร้อมๆ กับที่สติสัมปะชัญญะของคนเด็กกว่ากลับเข้ามาทำงานด้วยเช่นกัน 

สถานการณ์ดูอิลักอิเหลื่อขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอี้ป๋อที่ดูมีพิรุธสุดๆ ใบหูแดงก่ำไปหมด เซียวจ้านเองก็ไม่ต่าง คุณหมอหนุ่มรีบหันหลังให้คนอายุน้อยกว่า ทำทีเป็นจับกรงของสัตว์ตัวอื่นที่อยู่ใกล้มือ ทั้งที่ความจริงแล้วหน้าเขาร้อนไปหมด แถมหัวใจยังเต้นแรงแบบหาสาเหตุไม่ได้อีก 

“อะ.. เอ่อ ผมก็เลี้ยงแมวครับ” 

จู่ๆ อี้ป๋อก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเซียวจ้านสะดุ้ง ซึ่งท่าทางของเซียวจ้านที่คนเด็กกว่าเห็นนั้นทำให้เขานึกตีความไปคนละทาง อาจจะเพราะเซียวจ้านยืนหันหลังอยู่ เลยทำให้อี้ป๋อคิดว่าเซียวถูกสัตว์ตัวไหนกัด หรือได้รับอุบัติเหตุที่เขามองไม่เห็น 

“จ้านเกอ! เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ” 

อี้ป๋อถลาเข้ามายืนข้างๆ คนตัวบางกว่า ก่อนจะจับข้อมืออีกฝ่ายดึงเข้ามาใกล้ใบหน้า ใกล้เสียจนริมฝีปากหยักลึกคู่นั้นแทบจะแตะลงมาบนข้อนิ้วของคุณหมอหนุ่มที่ตอนนี้ดูเหมือนจะตกใจที่ถูกจู่โจมจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลา ก้มลงมาสำรวจบนหลังมือด้วยหัวใจที่เต้นแรง 

“มะ..ไม่ๆ พี่ไม่เจ็บ” เซียวจ้านตอบตะกุกตะกักแต่ไม่คิดจะชักมือออก เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่จริงใจที่อีกฝ่ายมีให้ ถ้าไม่นับหวงจิ่งอวี๋น้องชายของตัวเอง 

“โล่งอกไปที” 

หวังอี้ป๋อเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชะงักเมื่อพบว่าใบหน้าของเขาทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ และเพราะความชิดใกล้ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงของอีกฝ่ายชัดเจน 

และก่อนที่อะไรจะเลยเถิดไปไกล ก็เป็นเซียวจ้านที่ได้สติก่อน คนอายุมากกว่าขยับตัวถอยหลังนิดๆ นั่นเลยทำให้หวังอี้ป๋อหลุดออกจากภวังค์ตามหลังจากมองใบหน้าเรียวเล็กหมดจดของอีกฝ่ายอยู่นานเป็นนาที และก็เป็นอีกครั้งที่เซียวจ้านพยายามทำลายสถานการณ์และบรรยากาศแปลกๆ ระหว่าเขากับอี้ป๋อด้วยการชวนคุย 

“เมื่อกี้อี้ป๋อบอกพี่ว่าอะไรนะ? ที่บ้านเลี้ยงแมวไหม?” 

อี้ป๋อเกาคอเก้อๆ แก้เขินก่อนจะพยักหน้ารับในสิ่งที่ตัวเองพูด 

“ใช่ครับ ผมบอกจ้านเกอว่าที่บ้านเลี้ยงแมว สีขาวปลอดเลย ชื่อข้าวต้ม” 

คนรับฟังยิ้มจนตาหยี ก่อนจะชวนคุยจ้ออย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพอหัวข้อสนนทนาเป็นเรื่องเจ้าสี่ขา ก็ดูเหมือนกับว่าจะซื้อความสนใจของเซียวจ้านได้จนเกือบหมดสิ้น 

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะชอบแมว เอ๊ะ... ไม่สิ เราชอบน่ะถูกแล้ว เพราะครั้งที่แล้วที่มอเตอร์ไซค์ล้มก็เพราะหักหลบไม่ยอมชนแมวนี่นา พี่จำได้” 

“ฮ่ะๆ” หวังอี้ป๋อหัวเราะน้อยๆ เมื่อเซียวจ้านรำลึกถึงความหลังที่ทำให้เขาสองคนได้รู้จักกัน ก่อนจะเอ่ยสารภาพ “ที่จริงก็ไม่ใช่ผมหรอกครับที่เป็นทาสแมว คนที่เป็นอย่างจริงจังและเป็นอย่างหน้ามืดตามัวเลยก็นู่นครับ โจวโจว” 

“เว่ยโจวพี่ชายเราน่ะหรอ?” เซียวจ้านถามกลับอย่างสงสัย แต่ก็ดูไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก แม้จะดูแสบซ่าไปบ้าง แต่คนรักสัตว์ด้วยกันย่อมมองกันออก 

“ใช่ครับ ที่จริงคือเก็บมาจากข้างถนน โจวโจวเดินผ่านเห็นแล้วสงสารเลยเก็บมาเลี้ยง เลี้ยงไปเลี้ยงมาทั้งรักทั้งหลงกันทั้งบ้าน แถมนิสัยยังเหมือนโจวโจวอย่างกับถอดพิมพ์กันมาอีกต่างหาก” 

อี้ป๋อเล่าให้เซียวจ้านฟังด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้รูปประโยคจะดูจิกกัดคนเป็นพี่ที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ไม่น้อย แต่ถ้าได้ยินน้ำเสียง ได้เห็นสีหน้าและแววตาของคนพูดแล้วจะรู้เลยว่า ทั้งรักทั้งเอ็นดูคนที่ถูกพูดถึงขนาดไหน 

“ท่าทางเราจะสนิทกับพี่ชายมากเลยนะ” เซียวจ้านถามทั้งที่พอจะเดาคำตอบได้ 

“ก็.. พอสมควรครับ” อี้ป๋อพยายามตอบทำเท่ เขาไม่อยากให้เซียวจ้านมองว่าเขาเป็นเด็กติดพี่ แม้ว่าความจริงจะมีส่วนที่เป็นแบบเซียวจ้านคิดก็ตาม “เราอายุห่างกันไม่กี่เดือน โตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่จำความได้ ก็เลยค่อนข้างสนิทกันพอตัว” 

เซียวจ้านแอบขำ เพราะจากที่อี้ป๋ออธิบายมามันน่าจะเลยคำว่า สนิทกันพอควร ไปไกลแล้วล่ะ 

“ดีจัง พี่น่ะ อยากอายุไล่ๆ กับจิ่งอวี๋แบบเราสองคนบ้าง จะได้โตไปพร้อมๆ กัน แต่ก็เอาเถอะ เพราะถึงจะอายุห่างกันหลายปี แต่น้องชายพี่ก็สนิทกับพี่ แถมขี้อ้อนเหมือนตอนเราอ้อนพี่ชายเลยนะ” 

คุณหมอหนุ่มพูดอวด โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของอี้ป๋อเลยว่าดูตกตะลึงขนาดไหน 

“จิ่งอวี๋เกอเกอนะเหรอครับ?” 

“ใช่น่ะสิ” เซียวจ้านหัวเราะเบาๆ “แต่ก็อ้อนในแบบของจิ่งอวี๋เขาน่ะนะ” 

อี้ป๋อพยักหน้ารับรู้แม้จะดูไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม “แต่ผมดูเหมือนเกอเกอเขาจะไม่ค่อยใช่แนวนั้น ผมหมายถึงแนวอ้อนๆ น่ะครับ... แบบเกอเกอเค้าหน้าดุมาก” 

คนเด็กกว่าพยายามขยายความเมื่อเห็นว่าเซียวจ้านกำลังนิ่งฟัง นัยน์ตาเป็นประกายแวววับอย่างสนใจ 

“ก็หน้าดุไปอย่างนั้นเองแหละ ขนาดเราดูเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่อยู่กับเว่ยโจวแล้วยังพูดอ้อนไม่หยุดเลย หรือไม่จริง หื้ม?” 

หวังอี้ป๋อยิ้มเขินๆ ก่อนจะพยายามเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่จ้านเกอมีอะไรให้ผมช่วยอีกไหมครับ” 

“ไม่มีแล้วล่ะ วันนี้รบกวนเรามากแล้ว พี่ยังไม่ได้จ้างเราเป็นจริงเป็นจังก็ไหว้วานให้ช่วยนั่นช่วยนี่เสียละ เอางี้ดีกว่า เรารีบกลับไหม เดี๋ยวออกไปหาอะไรกินกัน พี่เลี้ยง” 

เซียวจ้านบอกอย่างใจดี ทำเอาหวังอี้ป๋อเนื้อเต้นสุดๆ แค่คิดว่าจะได้ไปดินเนอร์กับคุณหมอคนน่ารักสองต่อสอง หัวใจของหวังอี้ป๋อก็ลิงโลดขึ้นมาในแทบจะทันที 

“ไปครับไป ผมกินอะไรก็ได้ ให้จ้านเกอเลือก” 

“ได้ งั้นเรารอพี่แปปนึงนะ ขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวไปกินร้านอร่อยแถวนี้กัน” 

คนอยากไปรีบรับปาก โดยแทบจะลืมไปแล้วว่าทิ้งพี่ชายสุดที่รักไว้ที่มหาวิทยาลัย ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายส่งข้อความมาหา ก็คงจะลืมไปเลยจริงๆ 

จีบจ้านเกอเสร็จยัง หิวแล้วเนี่ย’ 

หวังอี้ป๋อตาโตตอนเห็นข้อความที่โชว์ขึ้นที่หน้าจอ หลังจากที่โทรศัพท์ส่งเสียงเตือน เขาเกือบลืมไปเสียสนิทว่าขอให้เว่ยโจวรออยู่ที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากอยากไปหาเซียวจ้านตามลำพัง ซึ่งคนเป็นพี่ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เลยเปิดโอกาสให้น้องชายเต็มที่ ดังนั้นไอ้เรื่องที่ว่าอี้ป๋อเลิกเรียนก่อน เลยแวะมาช่วยงานเซียวจ้านอะไรนั่นเป็นเพียงข้ออ้างทั้งสิ้น 

และดูเหมือนว่าตอนนี้ข้ออ้างของเรากำลังเรียกร้องว่าหิว และอาจจะเกิดอาการโมโหในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ ถ้ารู้ว่าเขากำลังจะเท แล้วหนีไปเดทกับคุณหมอคนน่ารักต่อ 

หวังอี้ป๋อสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ พยายามเรียกความกล้าทำเรื่องที่เสี่ยงตายเป็นอันดับต้นๆ ในชีวิต ซึ่งผลที่ออกมาก็น่าจะมีอยู่ไม่กี่อย่าง นั่นก็คือตาย หรือไม่ก็บาดเจ็บสาหัส 

แต่เพื่อความรัก เขายอมพลีชีพ 

เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กหนุ่มก็กดโทรออกหาพี่ชายทันที และเมื่อได้ยินเสียงเนือยๆ ตอบรับมาตามสาย อี้ป๋อก็รู้สึกผิดเล็กๆ ไม่ได้ที่ปล่อยให้เว่ยโจวรอนาน 

“โจวโจว ฉันขอโทษนะ นายรอนานเลยอ่ะ หิวมากไหม” คนเป็นน้องถามเริ่มยิงคำถามอย่างเป็นห่วง ตัดสินใจเอาเรื่องเสี่ยงตายไว้ทำที่หลัง 

(นิดหน่อยอ่ะ ไม่เท่าไหร่ ว่าแต่นายเสร็จหรือยัง? หรือจะให้ฉันไปหาที่คลินิค) 

“เอ่อ.. คือ.. แบบ .. คือ” หวังอี้ป๋ออึกอัก จนเว่ยโจวจับสังเกตได้ 

(เอาความจริง) 

และก็เป็นประโยคเดิมๆ ที่เว่ยโจวใช้ได้ผลทุกครั้ง เวลาจะคาดคั้นอะไรจากน้องชายตัวแสบ 

“จ้านเกอชวนไปกินข้าวอ่ะ แต่แบบอีกใจก็เป็นห่วงนายไง แต่ลึกๆ อีกใจก็อยากไปจู่จี๋กันแค่สองคน .. รู้สึกผิดนะ แต่ความรักมักทำให้คนขาดสติอ่ะ นายเข้าใจใช่ป่ะ?” 

เว่ยโจวพยายามกลั้นหัวเราะไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน รู้แหละว่าอี้ป๋อคงลำบากใจ แต่ก็อยากไปกับจ้านเกอเลยตัดสินใจบอกกับเขาตรงๆ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเว่ยโจวก็ไม่ได้คิดจะโกรธหรือจะงอนสักนิด แต่พอเห็นอี้ป๋อเป็นแบบนี้เลยอดแกล้งไม่ได้ 

(ใช่สิ นายก็เลยทิ้งฉันให้รอคนเดียว นี่ขนาดยังจีบไม่ติด ยังลืมฉันขนาดนี้ อีกหน่อยก็...) 

“โจวโจวอ่า อย่าพูดแบบนี้ดิ รู้สึกผิดจะตายแล้วเนี่ย” เว่ยโจวยิ้มกับตัวเองจนตาหยี เพราะเสียงอี้ป๋อตอนนี้งอแงมาก เพิ่งรู้ว่าคนคูลๆ เวลากลัวถูกโกรธแล้วจะเหมือนเด็กสามขวบแบบนี้ 

เว่ยโจวยังคงเงียบเพราะไม่กล้าเปิดปากพูดเนื่องจากกลัวจะหลุดขำ แต่คนมีความผิดกลับคิดไปไกล จนร้อนรนไปหมด จากที่ตั้งใจว่าจะเดทกับเซียวจ้านแค่สองคน ก็เกิดเปลี่ยนใจ เพราะจะให้ทิ้งพี่ชายไว้คนเดียวก็ทำไม่ได้ แต่ถึงทำได้ ไปกับจ้านเกอยังไงก็คงไม่มีความสุข 

“ขอโทษนะโจวโจวที่ทำนิสัยแย่ๆ ใส่อ่ะ ไปกินข้าวด้วยกันไหม เดี๋ยวฉันเดินกลับไปรับ ไม่อยากไปกับจ้านเกอสองคนแล้ว มันไม่สบายใจยังไงไม่รู้” 

และเพราะประโยคที่ตรงไปตรงมาของน้องชายทำเอาคนเป็นพี่ถึงกับปริ่มในอก ไม่ใช่ว่าเขาดีใจที่ตัวเองกดดันจนน้องชายยอมชวนไปในที่สุด แต่เขาดีใจที่อย่างน้อยอี้ป๋อก็แคร์และเห็นเขาเป็นคนสำคัญ ไม่แพ้กับเซียวจ้านรักครั้งแรกของเจ้าตัวเอง 

(ฮ่าๆ งองแงว่ะคนเรา) เว่ยโจวขำออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบพูดก่อนอี้ป๋อจะคิดไปมากกว่านี้ (ไปเถอะ ไม่ว่าอะไรหรอก ล้อเล่นเฉยๆ) 

“เอาดีๆ ดิ โกรธก็บอกว่าโกรธ จะง้อเนี่ย บอกให้กลับไปหาตอนนี้ก็จะไป ยกเลิกนัดกับจ้านเกอก็ได้” อี้ป๋อยังคงไม่เชื่อว่าเว่ยโจวไม่โกรธ เขากลับคิดไปว่าเว่ยโจวทำเป็นกลบเกลื่อนเพราะไม่อยากให้เขาคิดมาก 

(ฮ่าๆๆๆๆๆ อี้ป๋ออออ ฉันไม่ได้โกรธนายจริงๆ เมื่อกี้แค่แกล้งเล่น นายจะไปกับจ้านเกอก็ไป ไหนๆ ก็มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองคนแล้ว) เว่ยโจวยังคงย้ำด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ให้อี้ป๋อได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังถามย้ำเพราะอยากแน่ใจ 

“ไม่โกรธจริงนะ” 

(อื้อ! ไม่โกรธ แต่เสียสละให้ขนาดนี้แล้วต้องคืบหน้านะ กลับมาละอัพเดทให้ฟังด้วย) 

พอรู้ว่าพี่ชายไม่ได้โกรธอย่างที่ตัวเองกังวล เจ้าเด็กตัวโตก็ยิ้มร่า ใจเต้นตึกตักเพราะเดทสองต่อสองที่ฝันไว้กำลังจะเป็นจริง 

“ขอบคุณนายมากนะ นายเป็นพี่ชายที่น่ารักที่สุดในโลก เดี๋ยวขากลับจะแวะซื้อขนมไร้สาระไปฝาก คราวนี้ให้กินได้หลายๆ ห่อเลย สัญญาว่าจะไม่บ่น” 

เว่ยโจวตาวาว เพราะนี่เป็นเรื่องเดียวที่เขาพ่ายแพ้ให้กับหวังอี้ป๋อมาตลอด เขาเป็นคนชอบกินขนมกรุบกรอบมาก แต่อี้ป๋อไม่ค่อยชอบให้กิน เพราะมันมีผงชูรสเยอะ และไม่มีประโยชน์ ซึ่งซื้อมากี่ครั้ง แอบไว้ตรงไหนอี้ป๋อก็จับทิ้งหมด จำกัดให้เขากินได้หนึ่งห่อต่ออาทิตย์ ซึ่งมันพอที่ไหน ขนมแบบนี้ยิ่งกินยิ่งติดลม แต่นี่อี้ป๋อกำลังจะไฟเขียว ให้เขากินขนมแบบนี้ได้มากเท่าที่ต้องการ 

ข้อเสนอแบบนี้ มีเหรอที่เว่ยโจวจะไม่ยอมตกลง 

(โอเค นายรีบไปกินรีบกลับ แล้วไปเจอกันที่บ้านเลย ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันกลับเองได้)

“ได้ งั้นเจอกันที่บ้าน ฉันต้องไปละ จ้านเกอเสร็จพอดี” หวังอี้ป๋อรีบบอกพี่ชายที่ปลายสายมื่อเห็นว่าคุณหมอหนุ่มถอดชุดกาวน์ออกเปลี่ยนไปเป็นชุดไปรเวทแล้ว ซึ่งดูแบบนี้ยิ่งทำให้เซียวจ้านเด็กลงไปอีก นี่ถ้าบอกใครว่ายังเรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกับอี้ป๋อ เขาก็คงเชื่อ 

(โอเค ฝากสวัสดีจ้านเกอให้ด้วยนะ บาย) เว่ยโจวว่าพอได้ยินอี้ป๋อรับคำก็วางสายไป ริมฝีปากอิ่มยังคงมีรอยยิ้มบางๆ นึกเอ็นดูน้องชายก็เอ็นดู นึกถึงขนมห่อๆ กรุบกรอบที่กำลังจะได้กินแล้วก็มีความสุข คิดในใจว่าควรรีบกลับบ้าน เพื่อที่จะได้ไม่ถึงเย็นเกินไป อีกอย่างวันนี้เขาเองก็ต้องกลับคนเดียว ถ้าถึงบ้านมืดๆ แล้วจะแย่ สายตายิ่งสั้นๆ อยู่ด้วย 

คนตัวเล็กเก็บข้าวของใส่กระเป๋าสะพายใบย่อมก่อนจะลุกขึ้นยืน แต่แล้วสายตาสั้นๆ ที่สวมด้วยแว่นกรอบบาง ก็ได้เห็นเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตาเป็นอย่างดีกำลังจะเดินผ่าน 

รูปร่างสูงใหญ่ของพี่บัดดี้สุดที่รัก หวงจิ่งอวี๋ 

สวี่เว่ยโจวเบ้ปากทันทีที่เห็นอีกฝ่าย และดูเหมือนว่าจิ่งอวี๋จะมองไม่เห็นเขา ซึ่งก็ดีแล้ว หลบกันมาได้ทั้งวัน ก็ควรจะหลบกันได้ตลอดไป ถ้าไม่ติดเสียว่าเว่ยโวจะคิดอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน 

หวงจิ่งอวี๋กำลังจะเดินตรงออกไปนอกมหาวิทยาลัย หนทางไม่น่าจะใช่ที่ไหน นอกจากบ้านพักของเจ้าตัวเอง 

บ้านพักที่มีเซียวจ้านเกอกับหวังอี้ป๋อตี่ตี้ของเขากำลังจะออกไปกินข้าวเย็นพร้อมกัน แล้วถ้าคำนวณจากขายาวๆ ของจิ่งอวี๋ เว่ยโจวเชื่อแน่ว่าพี่บัดดี้ของเขาจะกลับไปทันก่อนเซียวจ้านจะได้ออกจากคลินิค และนั่นหมายความว่าจิ่งอวี๋จะต้องไปเป็นก้างขวางคอในเดทแสนหวานของน้องชายเขาแน่ๆ 

เว่ยโจวยกมือขึ้นทึ้งผมตัวเองด้วยความเซ็ง ไม่อยากจะทัก ไม่อยากจะคุย แต่ถ้าไม่เรียกไว้ อี้ป๋อจะต้องถูกขัดขวางพร้อมกับกลับบ้านมาอย่างหัวเสียจากนั้นเขาก็จะอดกินขนมห่อไร้สาระ 

นี่มันพังพินาศดราม่ายิ่งกว่าสงครามกรุงทรอย 

ซึ่งพอคิดได้อย่างนั้นริมฝีปากอิ่มก็เปิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ ก่อนจะตะโกนเรียกพี่บัดดี้ตัวเองเอาไว้ด้วยเสียงอันดังชัดเจน 

“จิ่งอวี๋เกอเกอครับ... พี่จิ่งอวี๋!” 




เซียวจ้านขับรถพาอี้ป๋อมากินข้าวแถวละแวกซอยบ้าน เป็นร้านอาหารกึ่งๆ คาเฟ่ บรรยากาศดูสบายๆ น่านั่งไม่น้อย ประกอบกับเป็นช่วงหัวค่ำของวันธรรมดา ผู้คนจึงไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ 

“สั่งเลยตามสบายนะ พี่เลี้ยง” 

เซียวจ้านบอกอย่างใจกว้าง ในขณะที่อี้ป๋อเอาแต่ยิ้ม ก่อนจะบอกปัดให้อีกฝ่ายช่วยเลือก 

“จ้านเกอสั่งดีกว่าครับ ผมไม่ค่อยรู้ว่าอะไรอร่อย ให้จ้านเกอเป็นคนแนะนำน่าจะโอเคกว่า” 

เซียวจ้านยิ้มรับ ก่อนจะเรียกพนักงานมารับออเดอร์โดยที่ไม่ได้มองเมนูด้วยซ้ำ

“เอาเท่านี้แล้วกันครับ” 

หวังอี้ป๋อนั่งฟังเงียบๆ แล้วพยายามจำว่าสิ่งที่เซียวจ้านชอบกินว่ามีอะไร ไว้คราวหน้าเขาจะได้เอาไปฝากอีกฝ่าย เพราะอยากได้คุณหมอได้กินในสิ่งที่เป็นของโปรด 

“พอกินได้ใช่ไหมที่พี่สั่งไป” 

“กินได้ครับ ผมกินได้หมด ไม่มีปัญหา” เซียวจ้านรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างที่อี้ป๋อดูกินง่ายอยู่ง่าย ติดเป็นคนจะสบายๆ มากกว่ามีพิธีรีตอง เลยทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วย 

“ว่าแต่ไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่มาหรือยัง พวกท่านอนุญาตไหมเรื่องที่จะมาทำงานกับพี่น่ะ” 

คนอายุมากกว่าเป็นคนเริ่มชวนคุยเนื่องจากเห็นว่าอาหารยังไม่มา ซึ่งหัวข้อสนทนาก็ทำให้อี้ป๋อต้องยิ้มกว้างก่อนจะรีบตอบ 

“ป๊ากับม๊าโอเคครับ พวกท่านเป็นห่วงนิดหน่อย แต่ก็อนุญาตครับ” 

คำตอบที่ได้จากอีกฝ่ายทำให้เซียวจ้านรู้สึกยินดีอยู่เงียบๆ อาจจะเป็นเพราะเด็กทั้งสองคนดูน่าไว้ใจได้คงจะดีถ้าได้มาช่วยงาน หรืออาจจะเป็นเพราะการได้อยู่กับหวังอี้ป๋อในหลายชั่วโมงที่ผ่านมานี้ทำให้เซียวจ้านรู้สึกว่าการทำงานในวันนี้สนุกและผ่อนคลายกว่าปกติ

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ล้วนแล้วแต่ทำให้เซียวจ้านรู้สึกดีทั้งนั้น 

“ดีเลย จะเริ่มงานหรือจะย้ายเข้ามาเมื่อไหร่ก็บอกพี่ได้เลยนะ” คนเป็นเจ้าของคลินิคพูดอย่างใจดี “งั้นมือนี้พี่ถือว่าเลี้ยงขอบคุณและเลี้ยงต้อนรับเล็กๆ แล้วกัน ไว้มื้อใหญ่ค่อยไปตอนมีจิ่งอวี๋กับเว่ยโจวอีกที” 

หวังอี้ป๋อพยักหน้ารับด้วยความเต็มใจ นาทีนี้เซียวจ้านบอกให้ทำอะไรเขาก็ทำทั้งนั้นถ้าขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆ ซึ่งทั้งคู่ก็คุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย เลยทำให้คนเด็กกว่าได้รู้ว่า ปัจจุบันจ้านเกอของเขาอยู่ด้วยกันกับจิ่งอวี๋แค่สองคนในบ้านที่หน้าด้านหน้าเป็นคลินิครักษาสัตว์ที่จ้านเกอลงทุนและก่อร่างขึ้นเอง เพราะคุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนเซียวจ้านก็ได้รู้ว่าอี้ป๋อกับเว่ยโจวเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะหม่าม๊าของทั้งคนเป็นพี่น้องคลานตามกันมาที่สนิทกันมาก หลังจากแต่งงานทั้งสองท่านก็พาสามีย้ายออกมาอยู่ต่างหากจากบ้านใหญ่ เพราะเบื่อความวุ่นวาย และอยากจะให้อี้ป๋อกับเว่ยโจวเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ปรับตัวได้ง่ายกว่า 

“แล้วทำไมเราสองคนพี่น้องถึงเลือกเรียนคณะนี้ล่ะ มีความฝันเหรอ?” เซียวจ้านถามเพราะพอรู้มาบ้างว่าอี้ป๋อและเว่ยโจวเรียนคณะเดียวกับจิ่งอวี๋ โดยเฉพาะเว่ยโจวที่เรียนเอกเดียวกับจิ่งอวี๋เลย ในขณะที่อี้ป๋อเรียนเอกดนตรีไม่ได้เรียนเอกเดียวกับพี่ชาย 

“ผมชอบเสียงเพลงครับ ชอบร้อง ชอบเต้น ชอบที่ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวโน๊ต กับเครื่องดนตรี กับเมโลดี้เพราะๆ ที่จริงโจวโจวก็ชอบดนตรีเหมือนผมนี่แหละ หมอนั่นน่ะเข้าขั้นมีพรสวรรค์เลยด้วยซ้ำ แต่ที่เลือกเรียนการแสดงเพราะเห็นว่ามันท้าทาย เลยอยากลองอะไรที่ต่างออกไป” 

อี้ป๋อเล่าความชอบและเรื่องส่วนตัวของตนเองและพี่ชายให้เซียวจ้านฟังอย่างอารมณ์ดี เขาชอบที่อีกฝ่ายช่างสังเกตและใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าประทับใจสำหรับคนที่เริ่มเรียนรู้ที่จะทำความรู้จักกัน 

“อาหารมาพอดีเลย” คุณหมอคนใจดีหันไปมองเห็นพนักงานเดินถือถาดอาหารที่เขาสั่งเข้ามา และในขณะที่สองคนกำลังง่วนอยู่กับการช่วยยกช่วยจัดจานอาหาร เสียงเรียกที่ด้านหลังก็ทำให้คนทั้งคู่ต้องหันไปมอง 

“จ้านจ้าน!” 

คนถูกเรียกขมวดคิ้วนิดหน่อย ตอนพยายามจะเพ่งมองว่าใครเป็นคนเรียก แต่แล้วก็ต้องยิ้มกว้างเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้จนอยู่ในระดับสายตา และเซียวจ้านเองก็ได้เห็นว่าเป็นใคร 

“จั๋วเฉิง! นายมาที่นี่ได้ยังไงน่ะ กลับจากอเมริกามาเมื่อไหร่?” 

เสียงทักทายและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดีของคุณหมอทำให้อี้ป๋อใจเสีย เขาไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาทักทายจ้านเกอของเขาเป็นใคร แต่ท่างทางจะสนิทสนมกันพอสมควรเลยทีเดียว 

“กลับมาวันก่อน พรุ่งนี้ว่าจะแวะเข้าไปหานายอยู่ ไม่คิดว่าจะมาบังเอิญเจอกันที่นี่เสียก่อน” คนมาใหม่ตอบเซียวจ้านด้วยรอยยิ้มกว้างที่ดูน่าหมั่นไส้มากๆ ในสายตาของอี้ป๋อ และประโยคต่อมาของอีกฝ่ายก็ทำเอาอี้ป๋อหน้าตึงยิ่งกว่าเดิม 

“ไหน มากอดหน่อยดิ๊!” 

จั่วเฉิงไม่พูดเปล่า เขาคว้าตัวเซียวจ้านเข้ามากอดเต็มรัก ในขณะที่เซียวจ้านไม่ว่าอะไร นอกจากหัวเราะขำอย่างไม่ถือสา 

หวังอี้ป๋อหงุดหงิดจนต้องหันไปทางอื่น เข้าไม่รู้ว่าทั้งคู่เป็นอะไร แต่ภาพความสนิทสนมแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจจะมาเจอ 

... นี่มันเดทแรกของเขากับจ้านเกอเชียวนะ! หมอนี่เป็นใครกันถึงเข้ามาขัดจังหวะแบบนี้ 

และดูเหมือนเซียวจ้านจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่ได้มาคนเดียว และการปล่อยอี้ป๋อทิ้งไว้แบบนั้นดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่ จึงดันตัวจั๋วเฉิงออกช้าๆ ก่อนจะเรียกให้อี้ป๋อที่หันไปทางอื่นกลับมา และก็เป็นครั้งแรกที่เซียวจ้านได้เห็นอี้ป๋อในอีกมุม 

“อี้ป๋อ นี่เพื่อนจ้านเกอเอง ชื่อจั๋วเฉิง ... วังจั๋วเฉิง ส่วนจั๋วเฉิงนี่อี้ป๋อ รุ่นน้องจิ่งอวี๋ที่มหาวิทยาลัย” 

อี้ป่อโค้งศีรษะลงทักทายคนมาใหม่น้อยๆ กำแพงประจำตัวถูกสร้างขึ้นมาอัตโนมัติเมื่อเจอกับคนแปลกหน้า อี้ป๋อที่ช่างเจื้อยแจ้วเจรจา ดูเหมือนจะถูกเปลี่ยนสวิตช์ไปเป็นคนละคน 

“หวัดดีครับ” 

“หวัดดี ยินดีที่ได้รู้จักนะ ว่าแต่ ทำไมรุ่นน้องจิ่องวี๋ถึงมากินข้าวกับนายได้ล่ะจ้านจ้าน” 

หวังอี้ป๋อถึงกับคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินจั๋วเฉิงเรียกจ้านเกอของเขาว่าจ้านจ้าน และความหงุดหงิดทั้งหลายทั้งแหล่ก็มาเยือนอี้ป๋ออีกรอบ 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอี้ป๋อนั้นเซียวจ้านเห็น และจู่ๆ ก็เกิดไม่สบายใจขึ้นมา 

“เรื่องมันยาวน่ะ อีกอย่างตอนนี้ฉันกับอี้ป๋อก็หิวแล้วด้วย นายกลับไปที่นั่งของนายได้แล้วไป ดูเหมือนเพื่อนนายจะรออยู่นะ” 

จั๋วเฉิงหันมองตามสายตาของเซียวจ้านไปยังโต๊ะที่เพื่อนเขากำลังนั่งรออยู่ ก็ได้เห็นในสิ่งที่เซียวจ้านบอก 

“เออจริงด้วย งั้นฉันไปก่อน เอาไว้จะแวะไปหา ฉันซื้อของมาฝากนายเพียบ” 

จั๋วเฉิงว่าพลางกอดไหล่เพื่อนสนิทแน่นๆ ก่อนจะหันมาบอกลาอี้ป๋อแล้วผละออกไป ซึ่งคนเด็กกว่าก็มองตามไม่วางตา จนเซียวจ้านต้องเรียกให้นั่งลงกินข้าว อี้ป๋อจึงได้หันกลับมาให้ความสนใจคนตรงหน้าแทน 

“เราเป็นอะไรหรือเปล่าอี้ป๋อ ถ้าไม่สบายบอกพี่ได้นะ” 

เซียวจ้านถามอย่างเป็นห่วง แต่อี้ป๋อก็ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายแล้วเปลี่ยนเรื่อง 

“ไม่มีอะไรครับ จ้านเกอกินเถอะ เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมด” 

คนเด็กกว่าเลื่อนจานอาหารไปตรงหน้าคุณหมอคนยิ้มสวย แต่เวลานี้เขากลับยิ้มไม่ออกเมื่อสัมผัสได้ว่าหวังอี้ป๋อดูเหมือนมีอะไรในใจ ... คล้ายๆ ว่าจะมีตั้งแต่ตอนที่จั๋วเฉิงเดินเข้ามาทักตั้งแต่แรกแล้วนั่นแหละ 

หวังอี้ป๋อก้มหน้าเขี่ยข้าวในจานเงียบๆ เขายอมรับว่าไม่สบายใจนิดหน่อยกับการปรากฎตัวของเพื่อนสนิทเซียวจ้าน ใจอยากจะถามคุณหมอคนน่ารักให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าสนิทกันมากแค่ไหน ทำไมถึงเรียกจ้านเกอว่า ‘จ้านจ้าน’ ได้ 

เขายอมรับว่าลึกๆ มันคือความอิจฉา เลยทำให้ไม่อยากจะเสวนาอะไรกับคนมาใหม่เท่าไหร่ และนิสัยส่วนตัวของเขาก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ เขาเป็นคนรับมือกับคนแปลกหน้าได้ยาก กำแพงมันดูเหมือนจะก่อตัวขึ้นมาอยู่เรื่อย เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่สนิทใจ 

ในขณะที่เซียวจ้านก็ลอบสังเกตหวังอี้ป๋อที่ดูจะพูดน้อยลงเงียบๆ คนเด็กกว่าดูครุ่นคิด และจู่ๆ ก็มีพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ และด้วยความที่โตกว่าประสบการณ์มีมากกว่าเลยทำให้เซียวจ้านเดาได้ไม่ยากว่าอี้ป๋อเป็นอะไร จึงตัดสินใจถามตรงๆ เพราะเขาเองก็จะได้เรียนรู้อีกฝ่ายไปในตัวด้วย 

“อี้ป๋อ มีอะไรบอกจ้านเกอได้นะครับ จ้านเกอจะได้รู้ไง ว่าอะไรที่อี้ป๋อชอบ หรือไม่ชอบ” 

พอถูกเรียกด้วยชื่อ และถูกเซียวจ้านแทนตัวเองด้วยสรรพนามจ้านเกอ หัวใจอี้ป๋อที่เคยว้าวุ่นก็ดูจะเปลี่ยนไปเป็นเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง เขาอดยอมรับไม่ได้ว่ากำลังรู้สึกดีที่อีกฝ่ายเอาใจใส่ ถึงขั้นสังเกตว่าเขามีอะไรในใจจนต้องถามออกมา 

“คือผม.. ผมออกจะมีนิสัยที่แย่ๆ อยู่อย่างน่ะครับจ้านเกอ” คนถูกถามสารภาพเสียงอ่อย ตัดสินใจตอบคำถามของคนที่กำลังเป็นห่วง โดยเลือกที่จะแค่บอกในสิ่งที่บอกได้ “ผมไม่ค่อยคุ้นกับคนแปลกหน้า อย่าถือสาเลยนะครับถ้าครั้งหน้าอยู่กับคนที่เพิ่งรู้จักแล้วเงียบไป คือ.. ผมทำตัวไม่ค่อยถูก” 

อี้ป๋อบอกนิสัยตัวเองออกมาหมด โดยที่ไม่ยอมบอกอีกสาเหตุว่าลึกๆ แล้วเค้านึกหวงเซียวจ้าน และนึกอิจฉาจั๋วเฉิงที่ดูสนิทสนมจนเรียกเซียวจ้านด้วยชื่อเล่นที่ตั้งให้เองได้ 

เอาไว้รอให้เขาได้เป็นแฟนกับคุณหมอก่อนเถอะ จะมีชื่อเล่นกุ๊กกิ๊กเอาไว้เรียกกัน ให้คนอื่นได้ยินละสำลักความหวานจนทนไม่ไหวไปเลย 

เซียวจ้านเอง พอได้ยินอี้ป๋อบอกแบบนั้นก็ยิ้มบางๆ นึกในใจว่าไม่ผิดจากที่คิดเท่าไหร่นัก เขาเลยยื่นมือไปลูบศีรษะทุยของอีกฝ่ายเบาๆ โดยไม่คิดอะไร 

“ไม่เป็นไร เราบอกจ้านเกอไว้ก็ดีแล้ว จ้านเกอจะได้รู้ คราวหน้าถ้าเลี่ยงได้ จ้านเกอจะได้เลี่ยงให้” 

ถ้าหัวใจของหวังอี้ป๋อเป็นของแข็ง บอกได้เลยว่าของแข็งที่ว่าคงเหลวละลายกลายเป็นน้ำไปเรียบร้อยแล้ว เพราะความอ่อนโยนและความอบอุ่นของเซียวจ้าน จากทั้งคำพูดและการกระทำ ยิ่งตอนที่ถูกมือเล็กลูบมาเบาๆ ที่ศีรษะ หวังอี้ป๋อยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าเขาเหมือนจะรู้สึกไม่ไหวเข้าให้จริงๆ ยอมถูกมองว่าเด็กก็ได้ ถ้าเซียวจ้านจะใจดีและใส่ใจเขามากขนาดนี้ 

หวังอี้ป๋อสบตาเซียวจ้านนิ่งในขณะที่ตัวเซียวจ้านเองก็อมยิ้มน้อยๆ ส่งให้คนตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้คนเด็กกว่าจะรุกหนักกว่าทุกครั้ง เพราะในสายตาคมคู่ที่มองสบมานั้น เต็มไปด้วยความรู้สึกจนเซียวจ้านรับรู้ได้ จากที่ยิ้มใจดีเลยกลายเป็นยิ้มเขินๆ ขึ้นมา และจากที่ใจกล้าทั้งสบตา ทั้งลูบศีรษะคนเด็กกว่าก็กลายเป็นต้องทำไปมองไปทางนั้นทีทางนี้ทีแทน หนำซ้ำมือที่กำลังจะหดกลับเพราะความเก้อเขินในบรรยากาศกลับถูกหวังอี้ป๋อดึงไปกุม ทำเอาคนที่คิดว่าต้องดูแลอีกฝ่ายกลายเป็นคนที่กำลังถูกดูแลจากคนอายุน้อยกว่าแทน 

“ขอบคุณจ้านเกอมากนะครับ” 

ใบหน้าหล่อเหลาจากที่เรียบเฉยก่อนหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง และดูเหมือนว่าจะเป็นรอยยิ้มแรกตั้งแต่รู้จักกันมาที่ทำให้หัวใจของเซียวจ้าน ไม่ได้เต้นในจังหวะเดิม 




To Be Continue

-------------------------------------

แช็ปเตอร์นี้ #ป๋อจ้าน แอร์ไทม์จ้าาาา จิ่งโจวรออยู่แช็ปหน้าน้าาา ว่ากันไปเป็นขั้นๆ อิอิ

ฝากแท็ก #อุบัติรักหยูโจวป๋อจ้าน ในทวิตด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบบอกได้ เรารออ่านคอมเม้นท์ของทุกคนอยู่น้าาา .. ขอบคุณที่ติดตามและกำลังใจค้าบบบ เจอกันเสาร์หน้าจ้า ไม่ได้สิ เสาร์หน้ามีมีต อาจจะลงให้วันศุกร์แทนเนาะ ใครไปมีตเจอกันได้จ้า เรามีขอไปแจกนิดหน่อยด้วย 

รักน๊ะจ๊ะ ♡❤
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

23 ความคิดเห็น

  1. #21 CPuuuuu (@tanusing) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 15:07
    พี่จ้านสุดจะอบอุ่น ส่วนน้องโจวก็คือพลีชีพเพื่อขนม
    #21
    0