[YuZhou ft. BoZhan] Accident of Love

ตอนที่ 4 : ♧☆ Chapter 3rd - ปรากฎการณ์เซียวจ้านขับเคลื่อน ☆♧

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    20 ก.ย. 62

♧☆ Chapter 3rd - ปรากฎการณ์เซียวจ้านขับเคลื่อน ☆♧


“สวี่เว่ยโจว เรามาทำอะไรนี่ที่?” 

หลังจบคำถามของหวงจิ่งอวี๋ ปฏิกริยาของทุกคนก็แตกต่างกันไป 

หวงจิ่งอวี๋ ดูสงสัยจริงๆ อย่างที่ถาม ยอมรับว่าแปลกใจที่จู่ๆ พอกลับมาถึงบ้านก็เห็นรุ่นน้องตัวแสบที่ทำท่าจะฆ่ากันให้ตายทุกครั้งที่เจอ มานั่งทำหน้าตาร้อยแบบร้อยอารมณ์อยู่ตรงหน้า ในขณะที่คนถูกถามอย่างสวี่เว่ยโจวนั้น เกินคำว่าช็อคไปไกลมาก เพราะนอกจากจะโดนน้องชายหักหลังแล้ว ยังต้องพบว่าเขาได้พาตัวเองมาพัวพันกับพี่บัดดี้ที่แสนจะไม่ชอบขี้หน้าอย่างไม่ตั้งใจ 

ส่วนคนที่งงกับสถานการณ์ในตอนนี้มากที่สุดน่าจะเป็นคุณหมอเซียวจ้านที่เอาแต่หันมองน้องชายตัวเองที หันมองสองลูกพี่ลูกน้องที เพราะดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้จักกันก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่หวังอี้ป๋อนั้นลอยตัว ไม่ได้มีส่วนร่วมทุกข์ร้อนอะไร เลยเอาแต่นั่งแอบมองคุณหมอกับท่าทีน่ารักๆ ที่เจ้าตัวแสดงออกโดยไม่รู้ตัวแล้วอมยิ้ม จนเว่ยโจวแอบบิดเนื้อเขาใต้โต๊ะนั่นแหละ อี้ป๋อถึงได้หลุดออกจากภวังค์ 

“โอ๊ย!” คนไม่ทันถูกตั้งตัวว่าจะโดนลอบทำร้ายร้องลั่น ให้เว่ยโจวต้องหันไปถลึงตาใส่ให้คนเป็นน้องสงบปากสงบคำ 

“คุณอี้ป๋อเป็นอะไรเหรอครับ? เจ็บตรงไหนรึป่าว?” เซียวจ้านผู้สวมวิญญาณคุณหมอใจดีทอดถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ให้อี้ป๋อนึกเคลิ้ม ตอบกลับคุณหมอด้วยรอยยิ้มกว้าง 

“เปล่าครับ จ้านเกอ” สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาเซียวจ้านถึงกับชะงัก แก้มร้อนผ่าวไม่ทราบสาเหตุ “เอ่อ.. ผมเรียกจ้านเกอได้ใช่ไหมครับ มันดูละลาบละล้วงเกินไปหรือทำให้คุณหมออึดอัดใจรึป่าว?” 

คนแผนสูงแกล้งถามเสียงหงอย แน่นอนว่าคนใจดีแบบเซียวจ้านย่อมไม่ถือสาหาความ และเหนือไปกว่านั้นยังดูเต็มอกเต็มใจให้อีกฝ่ายเรียกว่าพี่อีกต่างหาก 

“ไม่เลยๆ คุณอี้ป๋อเรียกพี่ว่าจ้านเกอได้ พี่ไม่ขัดข้อง เพราะเรียกคุณหมออย่างนั้นอย่างนี้มันดูเป็นทางการไปด้วยแหละ พี่ว่ามันเขินๆ” 

คนได้รับอนุญาตให้เรียกว่าพี่ได้ถึงกับยิ้มกว้าง ก่อนที่จะยื่นข้อเสนอที่แสนจะเข้าทางตัวเองให้จ้านเกอได้พิจารณา 

“งั้นจ้านเกอเรียกผมว่าอี้ป๋อเฉยๆ บ้างดีไหมครับ ไม่เอาผมเอาคุณแล้ว แทนตัวว่าพี่ เรียกผมว่าอี้ป๋อดีกว่า” เจ้าตัวแสบยิ้มเขินๆ ก่อนจะพึมพำออกมา โดยที่เสียงก็ไม่ได้เบาเท่าไหร่นัก “แบบนี้น่ารักกว่าอีก” 

“อะแฮ่ม!” 

แน่นอนว่าหวงจิ่งอวี๋ผู้ซึ่งนั่งฟังบทสนทนาของพี่ชายตัวเองกับรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ต้นถึงกับต้องกระแอมออกมาขัดจังหวะ เมื่อเห็นว่าไอ้เจ้ารุ่นน้องหัวหมอ ชักจะรุกพี่ชายเขาหนักเกินไปแล้ว 

หวงจิ่งอวี๋ดูออก ว่าหวังอี้ป๋อคิดยังไงกับพี่ชายสุดที่รักของเขา และก็ดูเหมือนว่าพี่ชายของเขาจะเอ็นดูเจ้าเด็กนี่อยู่ไม่น้อย เขาเลยไม่อยากจะหักหาญน้ำใจ แม้จะหวงพี่ชายมากขนาดไหน แต่ก็ไม่อยากจะผิดใจกับน้องบัดดี้อย่างสวี่เว่ยโจวที่มีประเด็นกันมาต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน 

เอาจริงๆ เขาก็แอบงงตัวเองว่าแคร์สวี่เว่ยโจวมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน มีใครมาจีบเซียวจ้านออกนอกหน้าขนาดนี้ หวงจิ่งอวี๋ไม่เอาไว้แน่ๆ 

“พี่กระแอมทำไมไม่ทราบ?” 

และก็ไม่ได้ผิดไปจากที่จิ่งอวี๋เดาเท่าไหร่ เพราะทันทีที่สิ้นเสียงกระแอมกระไอขัดจังหวะ เว่ยโจวก็ถามขึ้นมาทันที แถมยังหันมามองจิ่งอวี๋ตาขวางอีกต่างหาก 

“ไม่มีอะไรนี่ พี่แค่อยากกระแอม” จิ่งอวี๋ตอบกว้างๆ ทำเหมือนไม่ได้มีอะไรสำคัญ ก่อนจะหันไปหาพี่ชาย แล้วส่งยิ้มให้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูงุนงงกับบทสนทนาระหว่างเขากับเว่ยโจว 

“จิ่งอวี๋รู้จักคุณเว่ยโจวกับอี้ป๋อเหรอ?” หวงจิ่งอวี๋ใช้หางตาเหลือบมองไปที่สองพี่น้อง ก่อนจะได้เห็นว่าเจ้าน้องชายของเว่ยโจวดูมีความสุขแค่ไหน เมื่อได้ยินเกอเกอของเขาเรียกตัวเองด้วยสรรพนามที่ใกล้ชิดขึ้น 

“สวี่เว่ยโจวเป็นน้องบัดดี้ผมที่มหาวิทยาลัยครับ ส่วนอี้ป๋อ...” จิ่งอวี๋หันไปมองเจ้าของชื่อ ก่อนที่จะได้เห็นเจ้าเด็กหน้ามึนนั่นกำลังมองมาทางเขาเหมือนกัน ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวหรือกริ่งเกรงอะไรเขาเลยสักนิด ทั้งที่จิ่งอวี๋มั่นใจว่าตัวเองต้องกำลังทำหน้าดุอยู่แน่ๆ “ผมรู้จักเพราะเขาเป็นน้องชายของเว่ยโจวครับ” 

“อ๋อออ” เซียวจ้านพยักหน้ารับรู้ พลางยิ้มกว้าง ก่อนจะปรบมือออกมาเสียงดังเมื่อนึกขึ้นได้ “นี่ไง พอดีเลย ถ้าเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเดียวกับเรา ก็น่าจะแปลว่าไว้ใจได้” 

เซียวจ้านลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปดึงข้อมือน้องชายที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองมานั่งลงข้างกัน 

“เนี่ยพี่กำลังจะปิดประกาศรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ แต่พอดีอี้ป๋อเขามาเห็นเสียก่อน เลยขอมาทำกับคุณเว่ยโจว เพราะตอนนี้กำลังหาเงินซ่อมเตอร์ไซค์ พี่เองก็ว่าไม่เลว เพราะดูแล้วก็น่าจะไว้ใจได้ทั้งคู่ แต่ตั้งใจรอถามเราก่อนว่าเราโอเคไหม?” 

จิ่งอวี๋ถึงกับยิ้มบางเมื่อได้ยินพี่ชายบอกแบบนั้น เขาดีใจที่เซียวจ้านจำได้ว่าเขาเคยขอเลือกคนที่จะมาสมัครทำงานด้วย เพราะกลัวพี่ชายที่แสนใจดีของเขาไปเจอคนที่ไว้ใจไม่ได้เข้าให้ ซึ่งมันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เซียวจ้านใส่ใจ ทำให้จิ่งอวี๋ไม่อยากจะขัด ถ้าพี่ชายอยากรับสองคนนี้มาทำงานด้วยกัน ถึงแม้หวังอี้ป๋อจะดูคิดไม่ซื่อกับพี่เขาก็เถอะ แต่จิ่งอวี๋จะพูดอะไรมากก็ไม่ได้ เพราะเว่ยโจวดูพร้อมจะออกตัวแทนน้องชายขาดนั้น และเขาก็ไม่อยากให้มีปัญหา 

“ถ้าจ้านเกอโอเค ผมก็โอเคครับ เพราะยังไงผมกับเว่ยโจวก็ต้องติดต่อกันตลอดช่วงปีแรกนี่อยู่แล้ว มาทำงานอยู่ใกล้หูใกล้ตาก็ดี มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน” 

จิ่งอวี๋พูดเนือยๆ ยาวๆ แต่กลับเป็นประโยคที่ทำให้หวังอี้ป๋อถึงกับเนื้อเต้น เพราะนั่นหมายความว่าเขากำลังจะได้เจอคุณหมอคนน่ารักทุกวัน แม้ว่าสีหน้าของเว่ยโจวจะไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับน้องชายก็ตาม 

“ถ้างั้นแปลว่าจ้านเกอรับเราสองคนเข้าทำงานแล้วใช่ไหมครับ” หวังอี้ป๋อรีบถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ดูดีใจจนปิดไม่มิด 

“เดี๋ยวก่อนอี้ป๋อ เกรงใจคุณหมอเขาบ้าง อีกอย่างพี่จิ่งอวี๋ไม่ต้องห่วง...” เว่ยโจวทำท่าจะขัด แต่คุณหมอคนใจดีก็พูดสวนขึ้นมาเสียก่อน 

“ไม่ต้องเกรงใจนะครับคุณเว่ยโจว ผมเองสิที่ต้องเกรงใจ เพราะตอนนี้ช่วงหัวค่ำ กับช่วงเสาร์อาทิตย์น้องๆ แน่นคลินิคตลอดเลย ถ้าคนมาช่วยดูแลต้อนรับลูกค้าก็น่าจะดี” 

เว่ยโจวถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในขณะที่จิ่งอวี๋นั่งหน้าเรียบไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรทั้งนั้น จนเว่ยโจวไม่อาจเดาได้ว่าพี่บัดดี้ของเขากำลังคิดอะไรอยู่ 

“น่านะ โจวโจวนะ” เว่ยโจวยังนิ่ง อี้ป๋อจึงอ้อนต่อ “นะ นะ นะ เกอเกอ” 

สวี่เว่ยโจวถอนหายใจพรืดใหญ่ ก่อนะจะแบ่งรับแบ่งสู้กับคนเป็นน้อง เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายอ้อนตรงนี้ อายคนอื่นเขา 

“ก็ได้ แต่ต้องไปลองคุยกับป๊ากับม๊าดูก่อน ถ้าพวกท่านอนุญาต ฉันก็โอเค” 

อี้ป๋อถึงกับแสดงความดีใจออกนอกหน้าเหมือนกับว่าได้ย้ายมาทำงานกับเซียวจ้านแล้ว เพราะเขารู้ดีว่าเว่ยโจวมีวิธีพูดที่ดีพอที่จะทำให้บรรดาป๊ากับม๊ายอมอย่างไม่มีเงื่อนไข 

“เอ่อคุณหมอเซียวจ้านครับ...” 

“จ้านเกอครับ เรียกเหมือนอี้ป๋อก็ได้ ไหนๆ อีกหน่อยก็จะได้ทำงานร่วมกันแล้ว” 

คนเป็นคุณหมอใจดีรีบพูดแก้ เพราะไม่อยากให้เป็นทางการมากจนเกินไป ซึ่งเว่ยโจวเองก็ยิ้มรับคำขอนั้น ก่อนจะบอกอีกฝ่ายเป็นการแลกเปลี่ยน 

“งั้นจ้านเกอก็เรียกผมว่าเว่ยโจวเฉยๆ ก็พอครับ หรือจะเรียกโจวโจวแบบอี้ป๋อก็ได้” คนแนะนำตัวพูดเจื้อยแจ้วสดใส ให้เซียวจ้านมองตามตอนที่อีกฝ่ายพูดตาไม่กะพริบ พลางคิดในใจว่าเด็กคนนี้สดใส ร่าเริง แถมน่าจะเป็นตัวแสบพอตัว ดูตรงข้ามกับจิ่งอวี๋เกือบทุกอย่าง... ซึ่งจิ่งอวี๋น่าจะชอบหรือพอใจอยู่ไม่น้อย ไม่งั้นคงไม่ยอมให้สองคนลูกพี่ลูกน้องทำงานกับเขาง่ายๆ แบบนี้แน่ๆ 

“ได้สิโจวโจว ว่าแต่โจวโจวมีอะไรจะบอกพี่นะเมื่อกี้” 

“คือที่ผมจะบอกก็คือเราสองคนเพิ่งเริ่มเรียนปีหนึ่งกัน กิจกรรมของมหาวิทยาลัยอาจจะเยอะ ผมกลัวช่วยงานพี่ไม่ได้เต็มที่ เลยไม่แน่ใจว่า...” 

“อ๋อ เรื่องนั้นโจวโจวไม่ต้องกังวล เพราะพี่เองก็มีผู้ช่วยพยาบาลกับเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลอยู่ แต่บางทีช่วงหัวค่ำๆ กับเสาร์อาทิตย์มันอาจจะมียุ่งๆ บ้าง เราสองคนสลับกันทำงานก็ได้ คนไหนว่างเลิกเรียนเร็วก็ทำ อีกคนไม่ว่างติดเรียนก็ไม่ต้องทำ ถ้าเสาร์อาทิตย์ไหนติดไม่ว่างก็บอกพี่ได้ พี่ไม่ซีเรียสหรอก” 

เว่ยโจวพยักหน้ารับเข้าใจ ในขณะที่อี้ป๋อยังคงทำคะแนนให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง 

“จ้านเกอไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นนะครับ ผมแบ่งเวลาได้ เพราะเอกดนตรีที่ผมเรียนเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ผมแค่อาจจะต้องซ้อมหนักหน่อย ใช้จำนวนชั่วโมงน้อยลงก็ไม่น่าจะมีปัญหา” 

เซียวจ้านยิ้มละมุนให้อี้ป๋อ ทำเอาคนได้รับรอยยิ้มนั้นถึงกับหูแดงก่ำ ก่อนที่วิมานจะพังทลายเมื่อเว่ยโจวพูดขัด 

“ให้ป๊ากับม๊าอนุญาตก่อนไหม ค่อยไปรับปากรับคำจ้านเกอน่ะ นี่หอยังหาไม่ได้เลย ถ้าป๊ากับม๊าถามว่าจะอยู่ที่ไหน จะตอบว่ายังไงยังไม่รู้เลย” 

เว่ยโจวพูดอย่างอ่อนใจ เป็นเพราะความวู่วามและพิษรักของหวังอี้ป๋อแท้ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างเลยเถิด จากที่แค่ตั้งใจว่าจะมาหาหอเฉยๆ นี่กลับได้งานพิเศษมาทำด้วย เงินก็ไม่ได้ร้อน ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้แย่ แต่ต้องมาตกกะไดพลอยโจนไปกับห้วงรักของเจ้าน้องชายตัวแสบอีก และที่สำคัญต้องพาตัวเองมาพัวพันกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้าอย่างหวงจิ่งอวี๋ ลำพังแค่ต้องเป็นพี่น้องบัดดี้กันก็เลี่ยงยากจะแย่ ถ้าต้องมาทำงานแล้วมีเหตุให้เห็นหน้ากันทุกวันนี่ไม่ต้องกัดลิ้นตายเลยเหรอ 

และเมื่อเว่ยโจวคิดว่าทุกอย่างมันแย่ จนมันไม่น่าจะสามารถแย่ไปกว่านี้อีกได้ เว่ยโจวก็ต้องอยากกระโดดตึกตายมากกว่าเดิม เมื่อหวงจิ่งอวี๋ถามขึ้นมาในสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างมันยิ่งแย่ลงไปอีกเป็นพันๆ หมื่นๆ เท่า 

“ก็ไหนเมื่อกี้จ้านเกอบอกว่าจะให้พักที่นี่ไง แล้วจะไปหาหอให้ยุ่งยากทำไมล่ะ?” 

เว่ยโจวหันไปถลึงตาใส่พี่บัดดี้ ที่พอหย่อนระเบิดเสร็จก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ได้หน้าตาเฉย และก็เป็นเซียวจ้านที่ยิ้มออกมาอย่างยินดี เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นคนเสนอไอเดียนี้ขึ้นมาก่อนหน้านี้ 

“ใช่ๆ พักที่นี่สิ เราสองคนจะได้ไม่ต้องไปเสียค่าเช่าหอพักอะไรอีก พี่ให้อยู่ฟรี แลกกับช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลคลินิคให้พี่ เพราะหลังคลินิค ตรงทางเชื่อมไปบ้านพักพี่กับจิ่งอวี๋มีห้องว่างอยู่ กว้างพอสมควรเลยแหละ พักได้สองคนสบายๆ” 

คุณหมอใจดีอย่างเซียวจ้าน ยังคงเจื้อยแจ้วอธิบาย โดยมีหวังอี้ป๋อนั่งมองตาไม่กระพริบ แต่กับเว่ยโจวและจิ่งอวี๋นั้นกลับส่งสายตาฟาดฟันกันเงียบๆ 

“จ้านเกอใจดีจัง ช่วยเหลือผมกับโจวโจวทุกเรื่องเลย” หวังอี้ป๋อพูดเสียงนุ่ม ให้คนได้รับการเยินยอต้องหันมายิ้มหวานให้ ทำเอาคนที่ได้รับรอยยิ้มหวานๆ นั่น ถึงกับเผลอขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้อีกฝ่ายมากกว่าเดิม 

“หวังอี้ป๋อ... เขยิบถอยออกมาหน่อย นายนั่งเบียดพี่ชายฉันเกินไปแล้ว” 

หวงจิ่งอวี๋พูดเสียงเข้ม แถมตายังดุมากขึ้นกว่าเดิมอีกเป็นสิบๆ เท่า แต่หวังอี้ป๋อก็ฉลาดพอที่จะพลิกสถานการณ์ให้ตัวเองเป็นต่อ ด้วยการทำทีเป็นเหลือบตามองเซียวจ้านที จิ่งอวี๋ที ก่อนจะตีหน้าเศร้า กล่าวขอโทษสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงหงอยๆ 

“ขอโทษครับ ผมแค่อยากจะขอบคุณ ไม่คิดว่าจะทำให้จ้านเกออึดอัด และทำให้จิ่งอวี๋เกอเกอไม่พอใจ” 

“ไม่เป็นไรหรอกจิ่งอวี๋ อี้ป๋อคงไม่ได้ตั้งใจน่ะ อีกอย่างก็ไม่ได้เบียดอะไรพี่มากด้วย” 

และแน่นอนว่ามันได้ผล เพราะดูเหมือนว่าจ้านเกอจะออกโรงปกป้องอี้ป๋อด้วยตัวเอง ทำเอาคนที่ถูกปกป้องโดยคนที่ตัวเองกำลังแอบชอบอยู่นั้นถึงกับก้มหน้าลอบยิ้ม แถมยังรู้สึกเนื้อเต้นยินดีไปหมด อี้ป๋อคิดในใจว่าถ้านาทีนี้ถูกจิ่งอวี๋ฆ่าตาย เขาก็ไม่หวั่นกลัวอะไรแล้ว 

อี้ป๋อตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาดูสถานการณ์ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพราะตอนนี้จิ่งอวี๋มองเขาตาขวาง ดูไม่พอใจมากๆ แต่ก็ไม่ได้พูดขัดอะไรออกมา เพราะน่าจะเกรงใจเซียวจ้านด้วยส่วนหนึ่ง 

“ผมว่าตอนนี้มันค่อนข้างจะดึกมากแล้ว ผมกับอี้ป๋อคงต้องขอตัวกลับก่อนนะครับจ้านเกอ” 

สวี่เว่ยโจวตัดสินใจกอบกู้สถานการณ์เมื่อเห็นท่าไม่ดี เขารู้สึกได้ในทันทีว่าหวงจิ่งอวี๋หวงพี่ชายมากกว่าที่เขาคิด และดูเหมือนว่าอี้ป๋อน่าจะเจองานหนัก ถ้าจิ่งอวี๋ยังคงตั้งท่ากันเซียวจ้านออกจากทุกคนแบบนี้ 

ตอนนี้ทางที่ดีคือต้องถอยไปตั้งหลักก่อน กลับไปวางแผนและคิดให้ถี่ถ้วนว่าควรทำอย่างไรต่อไป ยังไงเว่ยโจวก็ต้องช่วยน้องชายให้สมหวังในความรักให้ได้ ก็ในเมื่อคุณหมอคนยิ้มสวยทั้งน่ารักทั้งใจดีขนาดนี้ ใครๆ ก็ต้องอยากให้คนที่ตัวเองรักได้รับในสิ่งที่ดีๆ ทั้งนั้นแหละ แน่นอนว่าเว่ยโจวก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น 

จิ่งอวี๋รักเซียวจ้านมากเลยตั้งท่าหวงพี่ชายจากมนุษย์ทุกคนบนโลก แล้วทำไมเขาจะรักอี้ป๋อมากจนยอมทำทุกอย่างให้อี้ป๋อสมหวังและมีความสุขไม่ได้ล่ะ 

ซึ่งก็ดูเหมือนว่าหนทางที่ง่ายและเร็วที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการพาตัวอี้ป๋อมาอยู่ใกล้ๆ กับการจ้านเกอ และทางเลือกในการย้ายมาอยู่ที่คลินิคก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนและตรงประเด็นที่สุดในเวลานี้ 

“จริงด้วย ดึกมากแล้วเนี่ย” เซียวจ้านพึมพำออกมาตอนมองไปที่นอกร้าน “แล้วเราสองคนจะกลับกันยังไง มอเตอร์ไซค์ของอี้ป๋อยังซ่อมอยู่ไม่ใช่เหรอ?” 

“ก็เดี๋ยวนั่งแท็ก...” 

“นั่งใต้ดินไปต่อรถเมล์ครับจ้านเกอ หลายต่อหน่อยแต่ประหยัดเงินกว่า” 

สวี่เว่ยโจวถอนใจตอนที่หวังอี้ป๋อหันมายิ้มกัดฟันใส่หลังจากที่สวนแย่งเขาตอบ นี่ท่าทางคงกลัวว่าคุณหมอคนยิ้มสวยจะสงสัยว่าทำไมถึงกลับแท็กซี่ได้ ทั้งที่ดูเดือดร้อนเรื่องเงินและกำลังหางานพิเศษทำ 

ซึ่งเซียวจ้านผู้อ่อนโยนก็ไม่ได้นึกเฉลียวใจใดๆ หนำซ้ำกลับเป็นห่วงสองหนุ่มพี่น้อง ทำเอาคนที่กำลังแอบชอบคุณหมออยู่อย่างอี้ป๋อถึงกับปลื้มอกปลื้มใจยืนยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู 

“งั้นให้พี่ไปส่งไหม? บ้านพวกเราอยู่แถวไหนล่ะ?” 

แต่เป็นสวี่เว่ยโจวเองที่รีบเบรก ไม่ใช่เพราะจะขัดขวางอี้ป๋อหรืออะไร แต่เพราะเกรงใจเซียวจ้าน และอีกอย่างตอนนี้จิ่งอวี๋ก็ดูเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ แล้วด้วย คงจะทั้งหวงทั้งห่วงพี่ชายนั่นแหละ เพราะถ้าเป็นเว่ยโจวเอง เว่ยโจวก็คงจะไม่พอใจเท่าไหร่นัก ถ้าอี้ป๋อจะต้องขับรถไปส่งใครในเวลาดึกๆ ดื่นๆ หลังจากที่โหมงานมาทั้งวันแล้วแบบนี้ 

“ขอบคุณจ้านเกอมากนะครับที่เป็นห่วง แต่ผมเกรงใจ ไม่เป็นไรดีกว่า เราสองคนกลับได้ครับ ยังไม่ดึกมากเท่าไหร่หรอก” 

เซียวจ้านดูยังกังวลหน่อยๆ อี้ป๋อก็เลยย้ำ เพราะถึงแม้เขาจะอยากอยู่ใกล้ๆ เซียวจ้านมากแค่ไหน แต่จะให้อีกฝ่ายเหนื่อยไปส่งเขาแล้วต้องขับกลับมาเองอีกแบบนี้ไม่น่าจะดีแน่ 

“ไม่ต้องห่วงนะครับจ้านเกอ พอถึงบ้านแล้วผมสัญญาว่าจะโทรมาบอก” แล้วอี้ป๋อแสร้งทำทีเป็นนึกขึ้นได้ และกำลังจะเอ่ยปากขอเบอร์โทรศัพท์จากคุณหมอคนใจดี แต่จิ่งอวี๋กลับสวนขึ้นมาเสียก่อน 

“ให้เว่ยโจว โทรหรือส่งข้อความมาบอกฉันก็ได้ เว่ยโจวมีเบอร์โทรฉัน” 

หวังอี้ป๋อหน้าตูมทันทีเมื่อโดนตัดโอกาสซึ่งหน้า ก่อนจะหันไปย่นจมูกใส่เว่ยโจวแบบเซ็งๆ ไม่ให้เซียวจ้านกับจิ่งอวี๋เห็น ซึ่งเว่ยโจวเองพอเห็นน้องชายเริ่มงอแงเป็นเด็กๆ ก็อดหัวเราะออกมาจนตาหยีไม่ได้ และมันก็ดันเป็นจังหวะเดียวกับที่จิ่งอวี๋หันมาเห็นพอดี 

คิ้วที่เคยขมวดมุ่น ตาที่เคยเพ่งดุ กลับคลายออกช้าๆ เมื่อได้เห็นรอยยิ้มสดใสจากริมฝีปากอิ่มเต็มตา อารมณ์ขัดเคืองเพราะโรคหวงพี่ชายของจิ่งอวี๋ก็เหมือนจะปลิดปลิวหายไป โดยที่เจ้าตัวก็แทบจะไม่รู้ตัวเช่นกัน 

จิ่งอวี๋จ้องมองสองพี่น้องที่เป็นรุ่นน้องจากมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเว่ยโจว เขามองอีกฝ่ายนิ่ง ตอนที่เว่ยโจวยกมือเล็กๆ ของตัวเองขึ้นไปลูบศีรษะทุยของน้องชายด้วยความอ่อนโยน สายตาก็เต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดู โดยมีเจ้าเด็กโข่งทำท่าอ้อนคนพี่อย่างน่าหมั่นไส้ แต่ไม่อาจทำให้จิ่งอวี๋ละสายตาไปได้ แม้อี้ป๋อจะตัวโตกว่าเว่ยโจวนิดหน่อย แต่ในเวลานี้จิ่งอวี๋กลับมองเห็นแต่ภาพของพี่ชายที่ทำหน้าที่ดูแลน้องชายตัวเองได้อย่างไม่มีอะไรติดขัด 

เหมือนว่าเขาจะเห็นภาพซ้อนของตัวเองและเซียวจ้านในวัยเด็ก พี่ชายตัวน้อยที่พยายามจะดูแลเด็กตัวโตอย่างเขาเท่าที่จะสามารถทำได้ 

หัวใจของจิ่งอวี๋เต้นแรงเมื่อได้เห็นเว่ยโจวในอีกมุมแบบนี้ และดูเหมือนมันจะยิ่งกระตุ้นความสนใจที่ตัวเขามีต่อเว่ยโจวให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

“งั้นผมสองคนกลับก่อนนะครับ” เสียงเว่ยโจวดังทะลุโสตประสาทให้จิ่งอวี๋ได้รู้สึกตัว ก่อนจะหันไปพยักหน้ารับคำบอกเล่าของรุ่นน้องด้วยใบหน้านิ่งเฉย ทั้งที่ใจยังเต้นแรง 

“ไปก่อนนะครับจ้านเกอ พรุ่งนี้ถ้าตอนเย็นว่างหรือเลิกเร็ว ผมจะแวะมาช่วยงานนะครับ” หวังอี้ป๋อหันไปบอกคุณหมอหนุ่มเสียงหวาน ก่อนจะเปลี่ยนทีท่าเล็กน้อยเมื่อหันไปลาจิ่งอวี๋ “กลับก่อนนะครับจิ่งอวี๋เกอเกอ สวัสดีครับ” 

อี้ป๋อคว้าข้อมือเว่ยโจวขึ้นมา เป็นท่าเตรียมพร้อมที่จะกลับ เว่ยโจวเองเลยหันมาลาพี่น้องทั้งคู่ด้วยช่นกัน 

“ผมไปละนะครับ แล้วยังไงจะลองกลับไปถามป๊ากับม๊าดู ได้ความว่ายังไงจะรีบมาบอกให้จ้านเกอทราบนะครับ... สวัสดีครับ” 

จิ่งอวี๋พยักหน้ารับน้อยๆ ไม่ได้แสดงท่าทีที่น่าสงสัยอะไรมาก โดยที่ไม่รู้ว่าพฤติกรรมแปลกประหลาดของตนเองนั้นตกอยู่ในสายตาของคนเป็นพี่ทั้งหมด เซียวจ้านได้แต่ลอบยิ้มแอบขำที่จิ่งอวี๋ไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองสนใจเว่ยโจว แต่กลับเป็นเขาเองที่มองออกทั้งหมด 

ก็จะไม่รู้ได้ไง อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แค่จิ่งอวี๋แปลกไปแม้แค่นิดเดียว เซียวจ้านก็รู้โดยที่ไม่ต้องรอให้เจ้าตัวบอกหรอก 




“สองคนพี่น้องนั่นน่ารักดีนะ มองๆ ไปแล้วก็นึกถึงพี่กับเราสมัยก่อน ติดว่าเราจะไม่ค่อยอ้อนพี่แบบอี้ป๋อก็เท่านั้น” 

เซียวจ้านเปรยๆ พูดถึงสองพี่น้องที่อาจจะได้ร่วมงานกันเร็วๆ นี้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แถมริมฝีปากบางน่ามองที่มีขี้แมลงวันเล็กๆ อยู่มุมล่างยังแย้มยิ้มละมุน ที่ทำเอาจิ่งอวี๋เห็นละอดถามเสียงแข็งไม่ได้ 

“อ้อนแบบหวังอี้ป๋อนั่นน่ารักเหรอครับ? เหมือนเด็กไม่รู้จักโตมากกว่า เอะอะก็ร้องให้เว่ยโจวตามใจ” 

เซียวจ้านหลุดขำออกมาทันทีตอนเห็นท่าทีขี้หวงของจิ่งอวี๋กำลังเริ่มออกอาละวาด ก่อนที่คนเป็นพี่จะทำการทดลองบางอย่างเพราะอยากรู้ว่าสมติฐานในใจของตัวเองนั้นเป็นจริงหรือเปล่า 

“ไปพูดอย่างนี้ให้พี่ชายเขาได้ยิน ระวังจะถูกโกรธล่ะ ท่าทางเว่ยโจวน่าจะรักน้องคนนี้มากพอตัวเลยนะ ขืนเราไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวเขาโมโหพาลไม่ชอบขี้หน้าพี่ไม่รู้ด้วยนะ บอกไว้ก่อน” 

เซียวจ้านแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะเหลือบมองน้องชายที่ตอนนี้ยืนเช็ดจานที่เขาเพิ่งล้างเสร็จอยู่ข้างๆ ก็ได้เห็นว่าหน้าตาที่บูดบึ้งเมื่อกี้กลับคลายลง แล้วกลายเป็นใบหน้าที่กำลังครุ่นคิดและสงสัยบางอย่างแทน 

ทีนี้มันอยู่ที่ว่า จิ่งอวี๋จะกล้าถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมาหรือเปล่าก็แค่นั้น เพราะถ้าจิ่งอวี๋ถาม สมมติฐานของเซียวจ้านก็จะได้รับการยืนยันทันที 

“จ้านเกอคิดแบบนั้นเหรอ? เจ้าตัวแสบนั่น.. คือผมหมายถึงเว่ยโจวน่ะ จะโกรธกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้จริงเหรอครับ?” 

เซียวจ้านหัวเราะออกมาเล็กน้อย เมื่อได้เห็นท่าทางของน้องชายที่เขายอมรับเลยว่าเกินคาดไปนิด เพราะไม่คิดว่าจิ่งอวี๋จะถามออกมาทันทีทันใด ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้สมมติฐานของเซียวจ้านเป็นจริง 

“กลัวเค้าโกรธก็อย่าไปยั่วโมโหเค้าสิ เราน่ะ ชอบตีหน้านิ่งดุเค้า” คนเป็นพี่หันมากอดอก พร้อมกับจ้องตาเผชิญหน้ากับน้องชายที่ตัวสูงใหญ่กว่าเขาพอสมควร ก่อนจะใช้นิ้วชี้เรียวยาวจิ้มลงไปเบาๆ บนอกข้างข้างซ้ายของจิ่งอวี๋ที่มีก้อนเลือดเล็กๆ ที่เรียกว่าหัวใจเต้นอยู่ “ห่วงก็แค่บอกว่าห่วง อยากคุยด้วยก็แค่ชวนเค้าคุย ไม่ใช่หาเรื่องเค้าไปเรื่อย แล้วเมื่อไหร่จะได้คุยกันดีๆ หื้ม?” 

จิ่งอวี๋อึ้งไป เพราะไม่คิดว่าจะถูกพี่ชายมองขาดทุกอย่างขนาดนี้ ซึ่งทุกอย่างก็จริงอย่างที่เซียวจ้านว่านั่นแหละ ที่จริงแล้วนิสัยของเว่ยโจวไม่มีอะไรที่คลิกกันเลยกับนิสัยของเขา แต่จิ่งอวี๋ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าในความต่างนั่น มันมีความน่าสนใจและเสน่ห์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ และเขาก็ดูเหมือนจะ ‘ชอบ’ ในความต่างนี้พอสมควร 

“ผมไม่คิดว่าจ้านเกอจะมองออก” 

คนเป็นน้องบ่นอุบ ก่อนจะได้รอยยิ้มละมุนและเสียงหัวเราะที่น่าฟังของคนเป็นพี่ตอบกลับมา 

“นี่ เราอยู่ด้วยกันมายี่สิบปีแล้วนะ เราเป็นน้องชายคนเดียวของพี่ พี่จะมองไม่ออกได้ไง” 

มือเล็กถูกยื่นมาลูบแก้มสากของจิ่งอวี๋ เหมือนเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่งของเซียวจ้านที่มักจะชอบทำบ่อยๆ 

จิ่งอวี๋เองก็มองพี่ชายนิ่ง แม้จะไม่ได้แสดงออกอะไรมาก แต่สำหรับคนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิดเซียวจ้านย่อมมองออกว่าสีหน้าของคนเป็นน้องผ่อนคลายและอ่อนโยนลงมาก แววตาคมคู่นั้นก็ดูอบอุ่นเหมือนอย่างที่ใช้มองเขามาตลอดตั้งแต่เล็กยันโต จิ่งอวี๋เองก็ไม่ต่าง เขาแค่กำลังคิดว่าจะยึดเซียวจ้านไว้เป็นของตัวเองได้จนถึงเมื่อไหร่ ในเมื่อนับวันพี่ชายของเขาก็ยิ่งเป็นที่สนใจของคนทั่วไปมากขึ้น รอยยิ้มที่สดใสอ่อนโยนใครๆ ก็ล้วนจะอยากเป็นเจ้าของ ไม่เว้นแม้แต่เด็กอี้ป๋อน้องชายของเว่ยโจว มองมาจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าเด็กนั่นพยายามจะจีบพี่ชายเขา และพยายามเอาเรื่องงานพาร์ทไทม์มาเป็นข้ออ้างในการเข้าใกล้ แต่ถึงแม้จะรู้ทั้งรู้จิ่งอวี๋ก็ยังปล่อยให้หวังอี้ป๋อรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยของเขากับพี่ชาย ไม่อยากจะยอมรับแต่มันก็เป็นความจริงที่ว่า นั่นเป็นเพราะเขาเองก็อยากที่จะให้สวี่เว่ยโจวที่มักจะตัวติดกับหวังอี้ป๋อตลอดเวลาเข้ามาในพื้นที่ที่ว่าด้วยเช่นกัน 

“แล้วจ้านเกอมองออกรึป่าวล่ะ ว่าเด็กอี้ป๋อนั่นคิดยังไงกับจ้านเกอ?” หวงจิ่งอวี๋ตัดสินใจถาม แม้ลึกๆ จะพอรู้คำตอบอยู่ แต่ก็อยากจะได้ยินเพื่อจะได้รู้ว่าพี่ชายตัวเองคิดยังไงกับเรื่องนี้ 

เซียวจ้านอมยิ้ม พลางเอียงคอน้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องโดยไม่ยอมตอบคำถามอะไรของน้องชายเลยสักนิด 

“ไปอาบน้ำได้แล้ว ดึกแล้วเนี่ย พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ ไปได้แล้วไป” 

มือเล็กจับน้องชายหันหลังก่อนจะดันไหล่หนาให้ออกเดิน โดยมีเขาเดินตาม ซึ่งจิ่งอวี๋เองก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรต่อเพราะรู้ดีว่าถามไปเซียวจ้านก็ต้องเฉไฉไม่ยอมตอบ อย่างที่บอกว่าพี่เขาน่ะดื้อตาใสใช้ได้เลย เห็นยิ้มหวานๆ แบบนั้นน่ะ 

แต่เอาเข้าจริงถึงเซียวจ้านจะไม่ตอบ แต่จิ่งอวี๋ก็นึกรู้คำตอบได้จากรอยยิ้มน้อยๆ ของเจ้าตัวแล้วล่ะ ที่นี้ก็อยู่ที่ว่าเซียวจ้านจะเปิดใจให้อี้ป๋อมากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับเขาบอกได้เลยว่าเขาไม่ยอมให้เจ้าเด็กนั่นมาจีบหรือเข้าใกล้จ้านเกอได้ง่ายๆ แน่ ต่อให้เป็นน้องชายของสวี่เว่ยโวที่เขาสนใจก็ตาม 




“แล้วเราสองคนจะไปอยู่ด้วยกันยังไง ใครจะหาข้าวหาปลา ทำความสะอาดบ้านให้?” หม่าม๊าของหวังอี้ป๋อถามออกมาด้วยความไม่สบายใจ หลังจากฟังลูกชายและหลานชายสาธยายข้อดีของการย้ายไปอยู่หอใกล้มหาวิทยาลัยจบ 

ทั้งคู่ทั้งหว่านทั้งล้อมบรรดาปะป๊าและหม่าม๊าอยู่นานกว่าที่พวกท่าจะยอมใจอ่อน ซึ่งเหตุผลที่น่าจะทำให้พวกท่านยอมคงจะเป็นเหตุผลของอี้ป๋อ ที่ทำเป็นพูดอย่างน่าเห็นอกเห็นใจว่า 


‘ผมจะได้ไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไกลๆ ไปเรียนไงครับ ขี่จากหอไปมหาวิทยาลัยใกล้นิดเดียว ปลอดภัยด้วย’ 


ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะทำให้บรรดาป๊ากับม๊าคล้อยตามได้ในที่สุด โดยเฉพาะหม่าม๊าของเว่ยโจวที่ดูจะห่วงอี้ป๋อเรื่องนี้เป็นที่สุด เนื่องจากเคยบ่นหลายครั้งแล้วว่าไม่อยากให้หลานชายขี่มอเตอร์ไซค์ไปกลับไกลๆ พอได้ยินอี้ป๋อพูดแบบนี้ก็ดูจะยอมปล่อยให้เด็กๆ ไปตามที่ขอขึ้นมา 

หารู้ไม่ว่า เจ้าตัวแสบพามอเตอร์ไซค์ไปล้มคว่ำคะมำหงายมาเรียบร้อยแล้ว หนำซ้ำที่ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกนี่ ยังสร้างวีรกรรมไว้แสนแปดอีกต่างหาก ทำเอาเว่ยโจวได้แต่ส่ายศีรษะนั่งฟังน้องชายอ้อนบรรดาป๊ากับม๊าอย่างปล่อยเลยตามเลย 

“เดี๋ยวผมช่วยโจวโจวทำไง อยู่กันสองคนไม่น่าเป็นห่วงหรอก” 

บรรดาป๊าๆ ม๊าๆ ได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนใจ ท่าทางจะยอมจำนนให้ไอ้เจ้าตัวแสบได้สมปราถนาในสิ่งที่ต้องการ ถ้าไม่มีการถามประโยคต่อมาให้สองพี่น้องตาเหลือกเล่น 

“ว่าแต่จะไปอยู่หอไหนกันล่ะ ดูมาหรือยัง วันย้ายเข้าให้ป๊ากับม๊าไปส่ง จะได้ดูห้องดูหับว่าพออยู่ได้ กันไหมหรือยังไง” 

สวี่เว่ยโจวหันมองหวังอี้ป๋อขวับ แต่แทนที่จะได้เห็นใบหน้าตื่นตระหนกของคนเป็นน้อง เขากลับได้เห็นว่าไอ้เจ้าตัวแสบมันยิ้มหวาน พร้อมกับเชื้อเชิญบรรดาป๊ากับม๊าด้วยท่าทีแนบเนียนชนิดมองไม่ออกสักนิดว่ากำลังโกหก 

“อยู่แถวมหาลัยเลยป๊า ใกล้ๆ เดินไปก็ได้ ขี่มอเตอร์ไซค์ก็ดี ถ้าป๊าม๊าลุงป้าว่าง เราไปดูกันเลย จะได้ทำเรื่องย้ายเข้าไปอยู่ ผมกลัวช้าแล้วเดี๋ยวห้องเต็ม เพราะหอนี้ดีมากๆ เพื่อนผมกับโจวโจวแนะนำมา” 

เว่ยโจวยิ้มแห้งแล้งใส่ทุกคนทันทีหลังจากที่ดวงตาของผู้ใหญ่ทั้งสี่คู่หันมามองทางเขาโดยพร้อมเพรียง ก่อนจะรับมุกในสิ่งที่คนเป็นน้องพูด เมื่อเห็นว่าไอ้เจ้าตัวดีส่งสัญญาณโดยการขยิบตายิกๆ ใส่ 

“ใช่ครับ หอสะอาด น่าอยู่ แล้วก็ปลอดภัย ป๊าม๊าแล้วก็คุณน้าทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” 

พอได้รับคำยืนยันจากคนเป็นพี่ ก็ดูเหมือนบรรดาปะป๊ากับหม่าม๊าดูจะโล่งใจขึ้น เลยพากันขึ้นห้องเตรียมจะอาบน้ำเข้านอน แล้วนัดกันว่าวันมะรืนจะเข้าไปดูหอพร้อมกับเว่ยโจวและอี้ป๋อเพราะสองคนมีเรียนแค่ครึ่งวัน และทันทีที่คล้อยหลังบรรดาปะป๊าและหม่าม๊าแล้ว เว่ยโจวก็ตรงเข้าไปทุบหลังน้องชายดังอั๊กใหญ่ ก่อนจะบ่นยาวจนอี้ป๋อตั้งรับไม่ทัน 

“นายไปบอกป๊ากับม๊าแบบนั้นได้ไง ห๊ะ??” เจ้าของดวงตากลมโตถลึงตาตัวเองจนแทบจะออกมานอกเบ้า แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนถูกมองสลดแต่อย่างใด “ไหนบอกจะไปอยู่ที่คลินิคคุณหมอไง โอ๊ย ฉันอยากจะบ้า แล้วนี่ถ้าป๊ากับม๊าจะพาไปเช่าหอ จะทำยังไง หอเหอก็ยังไม่ได้เข้าไปดู” 

พูดแล้วเว่ยโจวก็เหมือนจะลมตีหน้าขึ้นมาอีกรอบ ทำเอาอี้ป๋อต้องรีบกระโดดกอดพี่ชายไว้แน่น 

“ฟังก่อนสิโจวโว ฟังก๊อนนน” เว่ยโจวยอมหยุดดิ้น แต่ก็หันมาค้อนขวับจนตาแทบหลุด “คือที่ฉันคิดไว้อ่ะ ก็ตั้งใจจะเช่าหอทิ้งไว้นั่นแหละ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินเราจะได้มีหอไว้เป็นที่พักหลัก หรือนายกับฉันจะสลับกันมาอยู่ก็ได้ วันไหนเลิกเรียนกลับดึกจะได้ไม่รบกวนจ้านเกอ” 

อี้ป่อคลายแรงรัดก่อนจะอธิบายให้คนเป็นพี่ฟังอย่างใจเย็น 

“เราจะไปอยู่บ้านจ้านเกอเลยมันก็จะแปลกๆ ฉันเลยคิดไว้ว่าเราก็เช่าหอไว้ตามที่เราตั้งใจนั่นแหละ มันคงมีบ้างที่ฉันหรือนายกลับดึก หรือไม่สะดวกที่จะค้างที่คลินิค มีห้องไว้เป็นส่วนตัวเรามันน่าจะสะดวกกว่า ป๊ากับม๊าจะได้ไม่สงสัยด้วย” 

สวี่เว่ยโจวคลายอาการฮึดฮัดก่อนจะพบว่าตัวเองก็เห็นด้วยกับอี้ป๋อ เพราะอย่างน้อยถ้าวันไหนไม่อยากเผชิญหน้ากับพี่จิ่งอวี๋หน้านิ่ง เขาจะได้อัปเปหิตัวเองมานอนหอให้ไม่ต้องอึดอัดใจได้ 

“แต่ยังไม่ได้ไปดูหอเลย ห้องว่างจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ นายก็ไม่น่าไปรับปากป๊ากับม๊าส่งๆ” เว่ยโจวหันไปดุน้อง เพราะถ้าว่ากันตามจริงทั้งเขาและอี้ป๋อยัไม่ได้ไปดูหอไหนเผื่อไว้เลย แล้วจะมั่นใจพาป๊ากับม๊าไปดูสุ่มสี่สุ่มห้าได้ไง เกิดหอไม่โอเคขึ้นมา มีหวังพวกท่านไม่ยอมให้ย้ายออกแน่ 

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” พอพูดจบเจ้าตัวก็ยิ้มกริ่ม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าโปรแกรมสนทนาที่เหมือนกับว่าอี้ป๋อเพิ่งคุยกับใครบางคนจบไปเมื่อก่อนหน้านี้ “นี่ ฉันขอให้อวี๋ปินส่งรูปห้องมาให้ดูแล้ว” 

คนเป็นน้องว่าพลางไถหน้าจอให้พี่ชายเห็นรูปห้องพักในมุมต่างๆ ทีละรูปๆ ก่อนจะเลื่อนมาที่สุดหน้าจอเห็นเป็นข้อความที่เจ้าน้องชายตัวแสบไว้วานให้เพื่อนไปทำให้ 

“ฉันเห็นว่าห้องมันก็ดูโอเคดี เลยให้อวี๋ปินไปจองไว้ให้ห้องหนึ่ง ทีนี้นายก็ไม่ต้องห่วงละ ว่าจะไม่มีห้องพัก หรือได้ห้องที่ไม่โอเค” 

สวี่เว่ยโจวมองหน้าน้องชายด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เพราะปกติเขาไม่เคยคาดหวังอะไรจากอี้ป๋อได้เลย แทบทุกเรื่องที่เป็นเรื่องหลักๆ เขาล้วนแต่เป็นคนจัดการให้ทั้งนั้น แต่ครั้งนี้อี้ป๋อกับวางแผนจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเองเสร็จสรรพ ไม่รู้ว่าเขาจะเรียกปรากฎการณ์นี้ว่าปรากฎการณ์ ‘เซียวจ้านขับเคลื่อน’ ได้หรือเปล่า เพราะตั้งแต่ที่เจ้าน้องชายเขาตกหลุมรักคุณหมอหนุ่มน่ารักคนนั้น ก็ดูเหมือนกับจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากขึ้น 

“นี่หวังอี้ป๋อตัวจริงรึป่าวเนี่ย” สวี่เว่ยโจวแกล้งแซว ก่อนที่จะจับคนตัวสูงกว่าหมุนไปหมุนมา แตะหน้าดึงแก้มป่องของคนเป็นน้องให้วุ่นวายไปหมด จนอี้ป๋อโวยออกมาถึงได้หยุด พร้อมกับหัวเราะอย่างชอบใจ 

“ก็ฉันตัวจริงนี่แหละ” หวังอี้ป่อว่าพลางทำหน้ามุ่ยใส่อีกฝ่าย “เดี๋ยวพอนายมีความรัก นายก็จะเข้าใจเองนั่นแหละ เหอะ” 

“ก็ไม่ได้ว่า” เว่ยโจวยังคงขำ ก่อนจะเดินไปลูบศีรษะทุยของน้องชายเบาๆ “โตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็ดีแล้ว จ้านเกอน่ะ เขาอายุมากกว่านายมากนะ ถ้านายอยากจะเอาชนะใจเขา นายจะมาเป็นเด็กแง๊งๆ ตลอดเวลาเหมือนอยู่กับฉันไม่ได้ นายต้องเป็นผู้ใหญ่ให้พี่เขาพึ่งพาได้บ้าง เป็นเด็กให้พี่เขาได้มีมุมสนุกๆ ไว้ผ่อนคลายได้บ้าง เป็นเพื่อนที่ให้พี่เขาปรึกษาได้บ้าง... เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม” 

หวังอี้ป๋อยิ้มกว้างตอนได้ยินคำสอนของคนเป็นพี่ ก่อนจะอ้อนด้วยการพาตัวไปยืนข้างๆ คนตัวเล็กกว่านิดหน่อย แล้วเอาคางวางบนไหล่ด้วยความเคยชิน 

“เข้าใจแล้ว นายรอดูได้เลยนะเพราะคราวนี้ฉันจะทำเต็มที่ จะเอาชนะใจจ้านเกอให้ได้” เว่ยโจวมองใบหน้าเอาจริงเอาจังที่ติดจะเจ้าเล่ห์นิดหน่อยแล้วได้แต่ถอนใจ นึกสงสารคุณหมอเซียวจ้านขึ้นมานิดๆ “เด็กกว่าแล้วไงอ่ะ เป็นแฟนหมอได้ละกัน คอยดู” 

เจ้าตัวแสบหมายมั่นปั้นมือด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง โดยที่เว่ยโจวได้แต่ภาวนา ขออย่าให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของขาวุ่นวายมากไปกว่านี้เลย แค่รับมือเจ้าน้องตัวแสบที่ปวดหัวพออยู่แล้ว คือถ้ามีอะไรมากกว่านี้เขาอาจจะต้องลาออกจากมหาวิทาลัย แล้วเดินทางออกแสวงบุญแทน 




To Be Continue

--------------------------------------

พรุ่งนี้กดบัตร ขอให้ทุกคนโชคดีนะคะ ลงฟิคให้เพื่อให้เข้าใจหัวอกอี้ป๋อ กับปรากฎการณ์ เซียวจ้านขับเคลื่อน 5555555555555555555555 ต้องสู้นะคะ แม้จะรู้สึกไม่คุ้มแค่ไหนก็ตาม ????????

เจอกันอาทิตย์หน้าค่ะ ฝากแท็ก #อุบัติรักหยูโจวป๋อจ้าน ในทวิตด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบคอมเม้นบอกกันบ้าง จิได้มีกำลังใจจจจ ขอบคุณทุกคนล่วงหน้าจ้า รักมากๆ เด้อ ♡
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

23 ความคิดเห็น

  1. #20 CPuuuuu (@tanusing) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 14:55
    แสนจะเอ็นดู พี่เปงแมวแง้วๆ ส่วนน้องเป็นหมาโกลเด้นตัวโตๆ
    #20
    0
  2. #16 Design (@sakolvan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 11:07
    พี่น้องคู่นี้นี่น่ารักจิงๆเลยเชียว ต้องมาลุ้นละใช้มั้ยว่าจ้านเกอคิดไงกับน้องป๋อ
    ส่วนคู่โจวโจวนี่ รอดูเลยฮะว่าเค้าจะเข้าหากันยังไง
    //รอติดตามอยู่นะฮะ
    #16
    0