[YuZhou ft. BoZhan] Accident of Love

ตอนที่ 3 : ♧☆ Chapter 2nd - แผนการที่ไม่ได้คาดคิด ☆♧

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 137
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    31 ส.ค. 62

♧☆ Chapter 2nd - แผนการที่ไม่ได้คาดคิด ☆♧


“น้องๆ ปีหนึ่ง มารวมกันตรงนี้นะคะ เดี๋ยวจะมีพี่มาอธิบายกิจกรรมโดยรวมให้ฟัง”

สวี่เว่ยโจวกับหวังอี้ป๋อเดินไปรวมกับกลุ่มก้อนนักศึกษาเข้าใหม่ที่มุมหนึ่งของห้อง และหลังจากยืนเด๋อๆ ด๋าๆ กันสองคนพี่น้องก็มีชายหนุ่มร่างเล็ก และชายหนุ่มรูปร่างสูงพอๆ กับอี้ป๋อเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ท่าทางดูเป็นคนมั่นใจและอัธยาศัยดีไม่น้อย 

“นายสองคนเรียนที่คณะนี้ใช่ป้ะ?” สองหนุ่มพี่น้องหันมองหน้ากัน ก่อนที่สวี่เว่ยโจวจะหันไปยิ้มให้คนที่มาใหม่ พลางพยักหน้ารับให้กับคำถามที่ได้รับก่อนหน้า 

“ใช่ เราสองคนเรียนคณะนี้ แต่คนละเอก ฉันสวี่เว่ยโจวเรียนเอกการแสดง แล้วนี่ลูกพี่ลูกน้องฉัน หวังอี้ป๋อเรียนเอกดนตรี” 

เว่ยโจวแนะนำตัวเองพร้อมน้องชายเสร็จสรรพให้อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ก่อนแนะนำตัวเองกลับบ้าน 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันเฉินเหวิ่น เอกการแสดง” คนที่ตัวเล็กท่าทางร่าเริงเป็นคนแนะนำตัว “ส่วนนี่เพื่อนฉันเรียนคณะนี้เหมือนกัน เอกดนตรีเหมือนอี้ป๋อ ชื่อ อวี๋ปิน” 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ” อวี๋ปินผงกศีรษะพลางหันไปทางอี้ป๋อที่ตอนนี้ยังคงยืนนิ่งไม่หือไม่อือใดๆ นอกจากพยักหน้าน้อยๆ ให้คนมาใหม่เท่านั้น 

“น้องชายฉันต้องปรับตัวนิดหน่อยน่ะ เดี๋ยวถ้าได้คุยกันมากกว่านี้ก็คงชินมากขึ้น” 

เว่ยโจวบอกเพื่อนใหม่ให้หายข้องใจ เมื่อทั้งคู่เอาแต่ลอบมองอี้ป๋อไม่วางตา หล่อ หุ่นดี แต่เหมือนจะลืมเอาปากมาจากที่บ้าน 

และก่อนที่จะได้คุยอะไรกันต่อเสียงรุ่นพี่ก็ดึงความสนในจากพวกเขาทั้งสี่ไปเสียก่อน 

“เอาล่ะค่ะน้องๆ วันนี้เราจะยังไม่เริ่มกิจกรรมอะไรอย่างเป็นทางการนะคะ แต่เราจะจับคู่พี่บัดดี้ที่จะต้องเป็นคนดูแลน้องๆ ไปตลอดหนึ่งปีแรกที่เรียนที่นี่ก่อน น้องๆ สามารถขอคำปรึกษา คำแนะนำ วิธีการลงทะเบียน การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งหนังสือ หรือชีทเรียนต่างๆ ได้จากพี่บัดดี้เลยนะคะ” 

สวี่เว่ยโจวกับหวังอี้ป๋อหันมองหน้ากัน เมื่อได้ยินกิจกรรมแรกที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาหลังจากเริ่มเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสวี่เว่ยโจวที่ตาขวากระตุกหงึกๆ ขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่ารุ่นพี่ และกิจกรรมที่ต้องมาเกี่ยวข้องกัน 

“ซึ่งพี่บัดดี้ที่น้องได้ จะเป็นพี่บัดดี้ที่เรียนอยู่เอกเดียวกับน้อง เพื่อความสะดวกในการปรึกษาหารือกันในเรื่องวิชาที่ต้องเรียนหรือลงทะเบียนต่างๆ แต่ปีนี้จะพิเศษนิดตรงที่ว่ารุ่นพี่บัดดี้ของน้องๆ จะเป็นพี่ปีสาม ไม่ใช่พี่ปีสองเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะทางมหาวิทยาลัยเล็งเห็นแล้วว่า พี่ปีสามน่าจะมีเวลาและคำแนะนำให้ได้มากกว่าปีสองซึ่งเพิ่งเข้าเรียนมาได้แค่ปีเดียว” 

สวี่เว่ยโจวได้แต่นึกขอร้องอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในใจ ขอให้ไอ้รุ่นพี่หน้าตึงนั่นอย่าอยู่ปีสาม หรือถ้าจะให้ดีเลยก็คือไม่ต้องจับได้ชื่อเขา อยู่ให้ห่างๆ กันไปไกลๆ ที่สุดนั่นแหละที่สวี่เว่ยโจวอยากให้เป็น 

“เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดี๋ยวพวกบรรดาพี่ๆ ปีสามจะแยกย้ายไปที่ซุ้มเอกของตัวเองนะคะ แล้วจับชื่อน้องๆ ขึ้นมา จากนั้นก็ตามหาน้องตัวเองกันที่นี่เลย จะได้รู้จักกันตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนน้องๆ ก็ให้นั่งรอแยกไปตามซุ้มแต่ละเอกเช่นกัน จะได้หากันง่ายๆ เนาะ” 

สวี่เว่ยโจวกวาดตามองหา เพื่อดูว่าที่นั่งของเอกการแสดงอยู่ตรงไหน ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นไอ้รุ่นพี่หน้าตึงเดินเข้ามาพร้อมเพื่อนหน้าตาดีสองคน อีกคนดูหล่อสะอาดอ้านแบบคุณชาย ส่วนอีกคนก็หล่อทะเล้น ดูขี้เล่นเป็นกันเอง 

ซึ่งพอสามคนนี้เดินเข้ามาเสียงเพื่อนนักศึกษาที่เป็นผู้หญิงก็ครางกันฮือ ทำเอาสวี่เว่ยโจวได้แต่แอบเบ้ปากอยู่ในใจ 


‘ทำเป็นเก็ก หล่อตายอ่ะ หน้าก็ตึงขนาดนั้น ไม่รู้กรี๊ดอะไรกัน’ 


“โจวโจว ฉันไปนะ เอกดนตรีเขานั่งรวมกันตรงนู้นอ่ะ” 

และในขณะที่เว่ยโจวกำลังด่าอีกฝ่ายเมามันส์อยู่ในใจ หวังอี้ป๋อคนเป็นน้องก็เดินมาสะกิดบอกเขาเบาๆ 

“อื้อๆ ไปๆ เดี๋ยวถ้าเขาจับพี่บัดดี้เสร็จแล้วค่อยเจอกัน.. อืม เอาตรงข้างหน้าตึกตรงนั้นละกัน คนไม่วุ่นวายดี” 

อี้ป๋อมองตามไปที่นิ้วเรียวยาวของคนเป็นพี่ชี้ ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก ดูงอแงนิดหน่อยซึ่งเว่ยโจวก็พอจะรู้ว่าเจ้าตัวเป็นอะไร 

“แปปเดียวน่าอี้ป๋อ ไม่นานหรอก” สวี่เว่ยโจวพูดปลอบ พลางยกมือเล็กของตัวเองลูบศีรษะทุยของน้องชายเบาๆ “จะว่าไปอวี๋ปินก็ดูไม่แย่นะ ลองคุยกับเขาดู เพราะยังไงก็เรียนเอกเดียวกัน จะได้มีเพื่อน” 

อี้ป๋อหันไปมองอวี๋ปินที่ยืนส่งยิ้มให้อยู่ไม่ไกล ในขณะที่เฉินเหวิ่นก็ดูรีรอเหมือนอยากจะเข้ามาหาสวี่เว่ยโจวแล้ว แต่ติดว่าเขากำลังคุยกับอี้ป๋ออยู่ 

“อือ เดี๋ยวลองคุยดู” อี้ป๋อรับปาก เพราะเขาเองก็คิดแบบที่เว่ยโจวบอก อวี๋ปินก็ไม่ได้ดูแย่อะไร หนำซ้ำกลับดูเป็นมิตรมากด้วยซ้ำ “ฉันไปนะ แล้วอย่าไปทะเลาะกับใครล่ะ รู้ป่าว?” 

คนเป็นน้องว่าติดตลก ให้เว่ยโจวตวัดตาค้อนจนแทบหลุด “ฉันไม่ได้เป็นพวกขี้หาเรื่องขนาดนั้นสักหน่อยไหม นายก็พูดไปเรื่อย” 

“ไปละ ไว้เจอกันตอนเลิก” 

สวี่เว่ยโจวโบกมือไล่น้องชายก่อนที่จะหันกลับมาหาเฉินเหวิ่นที่กำลังกวักมือเรียกเขายิกๆ 

“หาซุ้มเอกเราเจอแล้วเหรอ?” 

เว่ยโจวเดินเข้ามาถามเพื่อนใหม่ด้วยสีหน้ายินดีนิดๆ ที่เฉินเหวิ่นหาซุ้มที่ต้องไปได้เร็วทันใจ เพราะเขาในเวลานี้ยอมรับว่าตาลายมากๆ เป็นเพราะสายตาสั้นเลยต้องใส่คอนแทคเลนส์มา แต่เว่ยโจวไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ถ้าเลือกได้ก็อยากใส่แว่นมากกว่า 

“เจอแล้วๆ นั่งนี่ๆ เหมือนอีกแปป พี่ๆ ปีสามน่าจะเริ่มจับรายชื่อแล้วล่ะ ว่าแต่น้องนายไปแล้วเหรอ?” 

“อ๋อไปแล้ว น่าจะไปพร้อมอวี๋ปินนะ ซุ้มเอกดนตรีน่าจะอยู่ตรงนู้น” เว่ยโจวชี้มือไปฝั่งที่อี้ป๋อเพิ่งเดินไป ก่อนจะหันกลับมาหาเฉินเหวิ่นที่ทำหน้าสงสัย เหมือนมีอะไรจะอยากคุย 

“คือ.. น้องนายน่ะ ไม่ชอบฉันกับอวี๋ปินหรือเปล่า เขาดูไม่ค่อยพูดหรือคุยอะไรเลย” 

“ฮ่ะๆ” เว่ยโจวหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะรีบอธิบายเพราะไม่อยากให้ใครเข้าใจไอ้เด็กแสบของเขาผิดๆ “ไม่หรอกๆ อี้ป๋อค่อนข้างโลกส่วนตัวสูงน่ะ แรกๆ ถ้ายังไม่สนิทก็จะดูหยิ่งๆ ไปบ้าง แต่พอเริ่มสนิท... หึ! ไม่แน่นายอาจจะอยากเลิกสนิทกับหมอนั่นเลยก็ได้ พูดมากจะตาย ชอบกวนประสาทด้วย” 

เว่ยโจวอธิบายนิสัยของน้องชายตัวเองด้วยน้ำเสียงเอ็นดูมากกว่าที่จะต่อว่าจริงจัง แถมริมฝีปากอิ่มยังยกยิ้มทุกครั้งที่พูดถึงชื่ออี้ป๋อ ไม่บอกก็รู้ว่าสวี่เว่ยโจวรักน้องชายตัวเองมากขนาดไหน ขนาดเฉินเหวิ่นที่เพิ่งมาสนิทกับอีกฝ่ายยังรับรู้ได้เลย 

“ดูท่าทางพวกนายจะเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากเลยนะ แถมอายุยังเท่าๆ กันอีก” เฉินเหวิ่นชวนคุย ซึ่งเว่ยโจวเองก็ดูจะสนุกกับหัวข้อที่พวกเขากำลังคุยกันไม่น้อย 

“อื้อ สนิทแหละ เกิดปีเดียวกัน ห่างกันไม่กี่เดือน แถมแม่ยังเป็นพี่น้องกันอีกต่างหาก จำความได้ก็เห็นหน้ากันและกันแล้ว จะหนีก็หนีไม่พ้น เลยแหง็กอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลเนี่ย” 

เฉินเหวิ่นพยักหน้าหงึกหงักรับฟังที่เว่ยโจวพูดอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งเสียงฮือฮาจากด้านหน้าดังขึ้น เลยดึงความสนใจของคนทั้งคู่ให้หันมองตามไปด้วย แต่แล้วสิ่งที่ได้เห็นก็ทำให้เว่ยโจวถึงกับแสดงสีหน้าออกมาด้วยความเซ็งสุดขีด 

ก็นั่นมันไอ้รุ่นพี่หน้าตึงไม่ใช่หรือไง มีหน้าเดียวแบบนั้น ทำไมถึงมาอยู่เอกการแสดงได้ล่ะ 

และดูเหมือนว่าความโชคร้ายของเว่ยโจวจะไม่ได้จบลงแค่นั้น เมื่อคู่แค้นเก่าดันเหลือบตาหันมามองตอนที่เค้ากำลังทำปากขมุบขมิบสาปแช่งใส่อีกฝ่ายพอดี 

สวี่เว่ยโจวถลึงตาใส่อีกฝ่าย ไม่ได้มีท่าทีว่าเกรงกลัวเลยสักนิด ในขณะที่หวงจิ่งอวี๋เองก็ทำหน้าเนือยๆ เพลียๆ ตอบกลับใส่เว่ยโจว ยิ่งทำให้ไฟแค้นของคนทั้งคู่ระอุมากขึ้น 

“นายรู้จักรุ่นพี่กลุ่มนั้นด้วยเหรอ?” เฉินเหวิ่นถามออกมาอย่างตื่นเต้นเพราะไม่คิดว่าเพื่อนใหม่ของตัวเองจะรู้จักคนดังของคณะ 

“เหอะ! ไม่รู้จัก ไม่เห็นอยากจะรู้จัก รู้แค่ว่าเป็นรุ่นพี่ที่คณะ ที่โคตรซวยมาอยู่เอกเดียวกัน แค่นี้แหละ” เว่ยโจวพูดเสียงกระแทก เพราะแค่คิดถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ก็รู้สึกอยากจะลุกขึ้นวิ่งไปกระทืบเท้าไอ้รุ่นพี่หน้าตึงนั่นสักที 

ถ้าไม่ติดว่าเตี้ยกว่านะ จะต่อยหน้าให้เจ็บเลย แต่พอดีดันเตี้ยกว่าไง ต่อยไม่ถึง ใช้กระทืบเท้าแทนแล้วกัน 

“เหยยย ไม่ซวยดิ พี่กลุ่มนี้ดังมากเลยนะ ทั้งหล่อ ทั้งเรียนเก่ง แถมฐานะทางบ้านก็ไม่ขี้เหร่ ใครๆ ก็เรียกว่าเป็นกลุ่มเทพบุตรของคณะ เผลอๆ เป็นเทพบุตรของมหาวิทยาลัยได้เลยด้วยซ้ำ” 

เฉินเหวิ่นอธิบายด้วยใบหน้าชวนฝัน ทำเอาสวี่เว่ยโจวงงเป็นไก่ตาแตกว่าเอาอะไรมามองว่าไอ้พี่หน้าตึงนั่นเป็นเทพบุตร เป็นซาตานล่ะสิไม่ว่า ทำเก็กโหดขนาดนั้น 

“นั่นอ่ะนะเทพบุตร เหอะ อี้ป๋อยังหล่อกว่าอีก” เว่ยโจวว่าพลางยกตัวอวยน้องชายตัวเอง “เนี่ย เดี๋ยวถ้าน้องฉันแจ้งเกิด รับรองพวกนี้มีกระเด็นแน่” 

ท่าทางมั่นอกมั่นใจของสวี่เว่ยโจว ทำเอาเฉินเหวิ่นต้องยื่นนิ้วชี้มาส่ายไปมาตรงหน้าของเพื่อนใหม่รัวๆ 

“โนๆๆๆๆ ฉันบอกนายเลย ต่อให้น้องชายนายแจ้งเกิด พี่ๆ กลุ่มนี้ก็ไม่มีทางกระเด็นตกกระป๋องหรอก ใครๆ ก็เป็นแฟนคลับพวกพี่เขาทั้งนั้น ขนาดฉันเป็นผู้ชายแมนๆ ยังอดชื่นชมผู้ชายด้วยกันไม่ได้เลย” 

เว่ยโจวเบ้ปาก เฉินเหวิ่นเลยได้โอกาสบรรยายให้เพื่อนเห็นคุณสมบัติของไอดอลที่เขายกย่อง 

“นั่นอ่ะคนนั้น ที่ขาวๆ สูงๆ หล่อ” เฉินเหวิ่นชี้ไปที่ผู้ชายริมทางขวา ที่ตอนนี้กำลังยืนกอดอกยิ้มน้อยๆ ให้กับบรรดาสาวๆ ปีหนึ่งที่นั่งข้างหน้า “ชื่อพี่เฟิงซง...หลินเฟิงซง บ้านโคตรรวย เป็นคุณชายมากๆ ท่าทางคำพูดโคตรสุภาพ เป็นเจนเทิลแมนสุดๆ” 

สวี่เว่ยโจวพยักหน้ารับ เพราะดูจากท่าทางและลักษณะของรุ่นพี่ที่ชื่อเฟิงซงแล้ว ก็ดูสุภาพอ่อนโยน อย่างที่เฉินเหวิ่นบอกอยู่เหมือนกัน แถมออร่าคนรวยยังจับสุดๆ อีกต่างหาก 

“ส่วนพี่คนทางซ้ายที่ยกแขนกอดคอพี่คนตรงกลางอยู่ชื่อพี่ต้าลู่... หวังต้าลู่ คนนี้น่ะนายต้องอยู่ห่างไว้หน่อยนะ” 

เว่ยโจวทำหน้างงๆ พลางหันไปหาคนเพื่อนที่นั่งข้างๆ ก่อนจะเลิกคิ้วใส่ แล้วถามอย่างสงสัย 

“ทำไมอ่ะ? ทำไมต้องอยู่ห่างรุ่นพี่คนนี้ด้วย” 

“ก็พี่ต้าลู่น่ะ โคตรเจ้าชู้ แล้วก็เพลย์บอยสุดๆ เลยน่ะสิ แต่เขาก็ไม่ได้คบซ้อนคบทีละหลายคนอะไรหรอกนะ อืม.. ฉันได้ยินข่าวมาประมาณว่าพี่เขาเป็นคนเบื่อง่ายน่ะ คบใครแปปๆ ก็เลิก และที่สำคัญพี่เขาชอบคนน่ารัก” 

“อ่าว แล้วใครไม่ชอบคนน่ารักมั่งล่ะ? ใครๆ ก็ชอบคนน่ารักทั้งนั้นแหละเฉินเหวิ่น” 

“ใช่ ใครก็ชอบคนน่ารัก แต่พี่ต้าลู่เค้าชอบคนน่ารักโดยไม่เกี่ยงว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะสิ ขอแค่หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม พี่เขาชอบหมด ซึ่งนาย... เข้าเกณฑ์สเปคพี่ต้าลู่โคตรๆ” 

เว่ยโจวสะดุ้ง พอได้ยินเฉินเหวิ่นเฉลยแบบนั้น ซึ่งในความตกใจก็มีความสงสัยปนอยู่น้อยๆ 

อย่างเขานี่นะ เรียกว่าน่ารัก... สวี่เว่ยโจวที่แมนขนาดนี้นี่นะ น่ารัก? 

“ผิดแล้วเฉินเหวิ่น ฉันน่ะห่างไกลคำว่าน่ารักเป็นหมื่นๆ โยชน์ มองยังไงถึงเห็นว่าฉันน่ารักได้กัน” 

สวี่เว่ยโจวพูดออกมาอย่างมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนน่ารักอย่างที่เฉินเหวิ่นบอก ซึ่งเฉินเหวิ่นเองก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ใส่อีกฝ่าย พลางคิดอย่างอ่อนอกอ่อนใจว่าทำไมเว่ยโจวถึงได้มั่นใจในความไม่น่ารักของตัวเองนัก ทั้งที่หลักฐานมันก็ฟ้องอยู่บนใบหน้าหวานๆ ที่เกือบจะเข้าขั้นสวยของสวี่เว่ยโจวเอง

“อือๆ ไม่น่ารักก็ไม่น่ารักเนาะ” 

เฉินเหวิ่นตัดสินใจเออออตามเพื่อนใหม่ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวดูจะไม่ค่อยประทับใจกับคำชมที่ว่าน่ารักเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มร่างเล็กตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรไม่ได้ นอกจากเรื่องชายหนุ่มสุดฮ็อทของมหาวิทยาลัยคนสุดท้ายที่เขายังไม่ได้แนะนำให้เว่ยโจวรู้จัก 

“แล้วคนนั้น...” 

“นี่ไง ฉันกำลังจะร่ายให้นายฟังพอดีเลย” เฉินเหวิ่นชี้ไปที่รุ่นพี่ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนโดดเด่นอยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนสนิททั้งสอง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนิ่งเฉยไม่ปรากฎอารมณ์ แต่กลับทำให้สายตาทุกคู่แทบจะละความสนใจจากเขาไปไม่ได้ 

“พี่คนนั้นชื่อจิ่งอวี๋...หวงจิ่งอวี๋ ฮ็อทสุด หล่อสุด เท่สุด และเรียนเก่งสุดในบรรดาชั้นปีที่สาม” น้ำเสียงของเฉินเหวิ่นเต็มไปด้วยความชื่นชม จนเว่ยโจวนึกหมั่นไส้ ไม่รู้ว่าไอ้รุ่นพี่หน้าตึงมีอะไรดีนักหนา ทำไมทุกคนถึงได้ดูปลื้มนัก “แถมโพรไฟล์ก็ใช่ย่อย มีพี่ชายเป็นสัตวแพทย์ หน้าตาโคตรดี ฐานะทางบ้านก็ไม่ขี้เหร่ เพียงแต่พี่เขาเป็นคนง่ายๆ เลยไม่ได้ดูเป็นคนรวยจ๋าเท่าพี่เฟิงซง” 

สวี่เว่ยโจวถึงกับอึ้งในความสามารถของเพื่อนใหม่ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสามรุ่นพี่เพื่อนซี้ได้แน่นขนาดนี้ ผิดกับเขาที่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากเรื่องเรียน อีกอย่างเขาก็ไม่เห็นความสำคัญเท่าไหร่กับการที่จะต้องมารู้ประวัติหนุ่มสุดฮ็อทอะไรนี่ด้วย เอาไว้อี้ป๋อได้ติดอันดับหนุ่มฮ็อทแข่งกับไอ้รุ่นพี่หน้าตึงนั่นเมื่อไหรค่อยว่ากัน 

ไม่รู้ว่าจะมองว่าหล่ออะไรนักหนา หน้าก็โคตรนิ่ง ทำไมกรี๊ดเอาๆ กันอยู่ได้ 

“ว่าแต่เมื่อไหร่เขาจะเริ่มจับพี่บัดดี้กันอ่ะ หิวแล้วเนี่ย” เว่ยโจวเริ่มบ่น ในขณะที่เฉินเหวิ่นก็ชะเง้อคอมอง ก่อนจะพึมพำในสิ่งที่เว่ยโจวได้ยินแล้วถึงกับขนหัวลุก 

“น่าจะใกล้แล้วมั้ง เฮ้อ.. อิจฉาคนที่ได้พี่ๆ กลุ่มนี้เป็นพี่บัดดี้รอเลยอ่ะ ทั้งเก่ง ทั้งดี แบบนี้ใครจะไม่อยากได้บ้าง” 

“ฉันไง... ฉันนี่แหละที่ไม่อยากได้ โดยเฉพาะคนที่ชื่อหวงจิ่งอวี๋อะไรนั่น” เว่ยโจวพูดสวนเพื่อนใหม่ทันที โดยที่เฉินเหวิ่นก็ได้แต่มองอีกฝ่ายงงๆ แล้วก่อนที่คนทั้งคู่จะได้คุยอะไรกันต่อ เสียงรุ่นพี่ข้างหน้าก็ดึงความสนใจของพวกเขาไปเสียก่อน 

“สวัสดีครับน้องๆ ปีหนึ่งทุกคน ยินดีต้อนรับสู่เอกการแสดงของพวกเรานะครับ ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ ถ้าใครมีปัญหาเรื่องเรียนหรือเรื่องอะไร ก็สามารถปรึกษารุ่นพี่ทุกคนได้ แต่เพื่อความสะดวกและความคล่องตัว ทางมหาวิทยาลัยเลยให้มีการใช้ระบบรุ่นพี่รุ่นน้องหนึ่งต่อหนึ่งขึ้น หรือจะเรียกว่าพี่น้องบัดดี้ก็ได้ โดยน้องๆ สามารถขอคำแนะนำ คำปรึกษา วิธีการเรียน การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้จากพี่บัดดี้ของตัวเองโดยตรงได้เลย ซึ่งปีนี้เป็นหน้าที่ของพี่ปีสามที่จะมาดูแล” 

เว่ยโจวตั้งใจฟังเพราะทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เขาต้องเจอต่อจากนี้อีกหนึ่งปีเต็มๆ 

“ทุกอย่างไม่ได้เคร่งครัดนะครับ สะดวกใจจะปรึกษาแค่ไหนก็แล้วแต่ทุกคนเลย ถ้ามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือนอกเหนือกว่าที่พี่บัดดี้จะทำได้ ก็ให้ติดต่อมาที่อาจารย์ที่ปรึกษา แต่ขออนุญาตไม่ให้น้องๆ สลับพี่บัดดี้กันเองนะครับ กฎและข้อต้องห้ามสำคัญเลยก็คือ ห้ามเปลี่ยนหรือสลับพี่บัดดี้ นอกจากมีเหตุผลจำเป็นจริงๆ ส่วนนอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ” 

พี่คนที่เป็นพิธีกร หันไปทางขวามือที่มีกลุ่มนักศึกษาชายหญิงชั้นปีที่สามยืนรวมกันอยู่ ก่อนจะประกาศให้เริ่มจับรายชื่อได้ 

“ถ้างั้นก็เริ่มกันเลยเนอะ น้องๆ กับพี่ๆ จะได้มีเวลาทำความรู้จักกันเล็กน้อยก่อนจะเข้าเรียนเช้านี้ เดี๋ยวยังไงให้ปีที่สามเดินเรียงหนึ่ง จับชื่อน้องๆ ขึ้นมาแล้วมาประกาศชื่อตรงนี้ทีละคนเลย ส่วนน้องๆ ถ้าได้ยินชื่อตัวเองขานออกมาจากรุ่นพี่คนไหน ก็ให้จำไว้ พอพี่ปล่อยให้เลิกแถวแยกย้าย ค่อยไปนัดเจอนัดคุยกับพี่บัดดี้ของตัวเองเอา... โอเค เดินมาเลยครับ” 

หลังจากเสร็จการประกาศของพี่พิธีกร รุ่นพี่ปีสามก็เดินเรียงหนึ่งไปทีละคน จับรายชื่อเด็กปีหนึ่งแล้วขานออกมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ถึงชื่อของสวี่เว่ยโจวหรือเฉินเหวิ่นสักที สองคนได้แต่ชะเง้อคอมอง รอว่าเมื่อไหร่จะถึงชื่อตัวเอง รอแล้วรอเล่าจนกระทั่งถึงคิวของเฟิงซงจับรายชื่อขึ้นมา จากนั้นน้ำเสียงอันแสนสุภาพอ่อนโยนก็ดังออกมา โดยเป็นชื่อที่สองหนุ่มผู้ชะเง้อคอมองไม่ได้คาดหวังไว้ 

“เฉินเหวิ่นครับ” พอพูดจบเฟิงซงก็กวาดสายตามองไปทั่ว ซึ่งเจ้าของชื่อเองก็ได้แต่นั่งเหรอหราตกใจ ไม่ยอมยกมือหรือให้สัญญาณแสดงตัวใดๆ จนเฟิงซงยอมแพ้ ถอยออกมาเพื่อให้หวังต้าลู่ที่เป็นคิวต่อไปได้จับ เขาคิดไว้ว่าเดี๋ยวหลังแยกย้ายค่อยไปตามหาน้องทีหลังก็ได้ หรือไม่พอถึงเวลานั้นน้องก็คงจะมาหาเขาเอง 

คนต่อมาที่ได้ขึ้นไปจับชื่อน้องบัดดี้คือหวังต้าลู่ เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่ติดจะทะเล้นน้อยๆ โดยเฉพาะแววตาพราวระยับนั้นบอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา 

หวังต้าลู่กวาดสายตาไปโดยรอบก่อนจะไปหยุดตรงที่รุ่นน้องผู้ชายผู้เป็นเจ้าของใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโต ปลายจมูกโด่งรั้น และริมฝีปากอวบอิ่ม เขามองเด็กหนุ่มคนนี้มาตั้งแต่เริ่มมีน้องๆ เดินเข้ามานั่งในซุ้ม ยอมรับว่าคนที่เขากำลังมองอยู่นี้ดึงดูดสายตาไม่น้อย และเขาคิดว่าตอนนี้โชคก็ยังเป็นของเขาอยู่ เพราะจากท่าทีชะเง้อคอของน้องคนนั้น ทำให้ต้าลู่เดาได้ไม่ยากเลยว่าน้องคนน่ารักคนนั้นยังไม่ถูกเพื่อนเขาคนไหนจับได้ชื่อไป 

“อยากได้คนนั้นว่ะ” ต้าลู่หันไปกระซิบกับเพื่อนสนิทจิ่งอวี๋ที่เดินขึ้นมาพร้อมกัน ให้จิ่งอวี๋หันไปมองตามสายตาของเพื่อน จึงได้เห็นว่าคนที่ต้าลู่อยากได้นั้นเป็นใคร 


เจ้าลูกแมวตัวแสบ สวี่เว่ยโจว 


จิ่งอวี๋ส่ายหัวเบาๆ นึกขำกับความไม่รู้ของเพื่อน เห็นหน้าตาน่ารักเข้าหน่อยก็เลยอยากจะพุ่งเข้าใส่ ไม่ได้รู้ว่าเจ้าตัวแสบนั่นเฮี้ยวแคไหน ถึงขั้นท้าตีท้าต่อยกับเขาได้โดยไม่มีเกรงกลัวตั้งแต่วันแรกที่มาเรียน 

ต้าลู่ยิ้มกว้างตอนล้วงมือลงไปหยิบรายชื่อน้องบัดดี้ขึ้นมา ซึ่งหลังจากขานออกไปก็ต้องผิดหวัง เพราะน้องคนน่ารักไม่ได้แสดงออก หรือมีท่ามีตื่นเต้นให้เห็นสักนิดว่าเป็นชื่อของตนเอง น้องคนน่ารักยังคงชะเง้อคอรอต่อ ซึ่งนั่นหมายความว่าชื่อของน้องเขายังคงไม่ถูกเลือก 

คนผิดหวังถึงกับส่ายศีรษะเซ็งๆ ก่อนที่จะเดินถอยออกมาเพื่อให้เพื่อนสนิทได้จับรายชื่อเป็นคนต่อไป และจิ่งอวี๋เองก็ไม่ได้มากพิธี เขาควานมือลงไปในกล่อง ก่อนจะล้วงหยิบชื่อรุ่นน้องขึ้นมาหนึ่งใบ และเมื่อเปิดสลากออกเพื่อจะขานชื่อ จิ่งอวี๋ก็ต้องชะงักเบาๆ ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองเจ้าของชื่อที่ยังคงไม่รู้ตัว 

“สวี่เว่ยโจวครับ” 

และก็เป็นไปตามคาด เพราะเจ้าลูกแมวตัวแสบที่ว่าเบิกตาโพลง แน่นอนว่าคงตกใจ ก่อนที่จะสลับอารมณ์มาทำหน้ากระฟัดกระเฟียดปนเซ็งๆ แทน ซึ่งหวงจิ่งอวี๋ยอมรับเลยว่าเขารู้สึกอยากจะหัวเราะเอามากๆ เพราะท่าทางของสวี่เว่ยโจวที่เขาเห็นนั้น ไม่ได้ผิดจากที่คาดสักเท่าไหร่ ท่าทางคงจะไม่พอใจมากที่ได้เขาเป็นพี่บัดดี้ แต่คงทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากนั่งบ่นมุบมิบอะไรไปตามเรื่องตามราว ในขณะที่เขา ผู้ซึ่งไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับกิจกรรมนี้สักเท่าไหร่ในตอนแรก กลับต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อเห็นว่าน้องบัดดี้ของตัวเองป็นใคร จะว่าไป กิจกรรมนี้ก็ไม่แย่อย่างที่คิดหรอก เพียงแต่อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยก็แค่นั้นเอง 




“อ่ะ ครบแล้วนะครับ มีชื่อน้องๆ คนไหนที่ยังไม่ถูกขานไหม” พี่ที่เป็นพิธีกรกลับมาทำหน้าที่อีกรอบ ในขณะที่เว่ยโจวได้แต่มองไปที่เวทีตาแข็ง เขารับรู้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วว่าพี่บัดดี้ของตัวเองเป็นใคร และใครคนที่ว่านั่นก็จ้องมองมาทางเขาตั้งแต่จับได้ชื่อเขาแล้ว เพียงแต่เว่ยโจวหลบเลี่ยงที่จะสบตาอีกฝ่ายก็แค่นั้น 

เรียกว่าไม่ยอมรับความจริงก็ได้ ขอทำใจสักสิบห้านาทีก็ยังดี รุ่นพี่รุ่นน้องมีเป็นร้อยทำไมต้องจับได้ชื่อเขาด้วยก็ไม่รู้ 

แต่ดูเหมือนสวี่เว่ยโจวจะไม่ได้รับโอกาสมากขนาดนั้น 

“ไม่มีแล้วนะ เดี๋ยวถ้าอย่างนั้นแยกย้ายไปหาพี่บัดดี้ของแต่ละคนได้เลยนะครับ เรื่องหนังสือเรียน ชีทเรียน ตารางเรียนต่างๆ สอบถามจากรุ่นพี่ได้เลย แล้วเดี๋ยวเย็นนี้เจอกันตอนประชุมรวมทุกชั้นปีนะ.. โอเคครับแยกย้ายได้” 

พอรุ่นพี่พิธีกรให้สัญญาณแยกย้าย เว่ยโจวก็จำต้องเลื่อนสายตากลับไปมองพี่บัดดี้จำเป็นที่เขาต้องผูกติดตลอดหนึ่งปีด้วยสายตาเซ็งๆ ก็ได้เห็นว่าตอนนี้กลุ่มของจิ่งอวี๋กำลังเดินตรงมาที่เขา โดยมีรุ่นพี่ที่ชื่อต้าลู่ทำท่าระริกระรี้ตาวาวใส่เขาตั้งแต่ยังเดินเข้ามาไม่ถึง ในขณะที่พี่เฟิงซงก็ทำท่าเหมือนหันมองหาใครสักคนอยู่ ซึ่งใครสักคนที่เฟิงซงหานั้นก็ยืนทำหน้าตาเลิ่กลั่กอยู่ข้างๆ เว่ยโจว ไม่กล้าขยับเท้าเดินออกไปแสดงตัวให้อีกฝ่ายรับรู้เช่นกันว่าตนเองคือน้องบัดดี้ 

ปลื้มเขามากแค่ไหนถามใจดู 

“ไง” 

จิ่งอวี๋เดินมาถึงตัวสวี่เว่ยโจวก็เอ่ยทัก ให้คนถูกทักเบ้ปากทำหน้าเซ็งๆ หน่อยๆ ก่อนจะค้อมศีรษะทักทายอีกฝ่ายคืนตามมารยาทในฐานะที่ตัวเองเป็นรุ่นน้อง แถมยังเป็นน้องบัดดี้ด้วย 

“หวัดดีครับ” เว่ยโจวทัก แล้วก็เป็นหวังต้าลู่ กระโดดขึ้นมายืนตรงหน้าคนตัวบาง ทำหน้าตากระลิ้มกระเหลี่ยใส่เขา แววตานี่โคตรเจ้าชู้ เหมือนที่เฉินเหวิ่นบอกไม่มีผิด 

“หวัดดีครับน้องเว่ยโจว พี่ชื่อต้าลู่นะ เป็นเพื่อนสนิทจิ่งอวี๋มัน ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยบอกได้เสมอ พี่ยินดี” 

หวังต้าลู่บอกอย่างใจกว้าง แววตาประกายพราวระยับ ท่าทางทุกอย่างแสดงออกชัดเจนว่าสนใจในตัวสวี่เว่ยโจว และในขณะที่จิ่งอวี๋กำลังจะเอ่ยปากปรามเพื่อสนิทเพราะเขาเองก็พอจะรู้ฤทธิ์ของเว่ยโจวมาบ้าง ก็มีอันต้องชะงัก เพราะสวี่เว่ยโจวกลับไวกว่าที่เขาคิด 

“อ่อ ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็มีพี่บัดดี้ของผม พี่เองก็มีน้องบัดดี้ของพี่ ผมไม่รบกวนดีกว่า เพราะน้องบัดดี้ของพี่คงต้องการคนดูแลและให้ความช่วยเหลือเหมือนกัน” 

คนหน้าสวยพูดจาเชือดนิ่มๆ แต่ไม่มีประโยคไหนเสียรมารยาทหรือเกินเลยเลยสักนิด ทำเอาจิ่งอวี๋ต้องลอบอมยิ้มในใจทั้งที่ใบหน้าในตอนนี้ของเขากลับเรียบตึง ในขณะที่เฟิงซงนั้นกลับขำออกมาเสียงดัง โดยไม่คิดจะเก็บไว้สักนิด 

“ฮ่าๆๆๆ สมน้ำหน้า จีบเขาไปทั่วดีนัก” 

“ใจเย็นไอ้คุณชาย หัวเราะซะอย่างกับหาน้องตัวเองเจอแล้วงั้นล่ะ” 

และพอถูกต้าลู่เบรก เฟิงซงก็เหมือนนึกขึ้นได้เลยพยายามมองไปรอบๆ อีกรอบ เพราะในความวุ่นวายของการเดินไปเดินมากันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องเขายังไม่ได้เห็นใครเดินมาตัวเองสักคน จนกระทั่งเสียงที่ดังมาจากข้างตัวรุ่นน้องหน้าหวานดังขึ้นนั่นแหละ จึงเรียกความสนในให้เฟิงซงและรุ่นพี่ทั้งสองหันไปมองตามได้ 

“อะ.. เอ่อ พี่เฟิงซงครับ” เฟิงซงหันมองตามเสียงเรียก ก่อนที่เขาจะพบเข้ากับชายหนุ่มร่างเล็ก ที่ดูเหมือนว่าจะเล็กยิ่งกว่าสวี่เว่ยโจวที่ยืนอยู่ข้างกันเสียอีก “คือ.. ผม ผมชื่อเฉินเหวิ่นครับ” 

เฟิงซงเลิกคิ้วเป็นเชิงสงสัยอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเด็กคนนี้มีชื่อเดียวกับรุ่นน้องบัดดี้ที่เขาจับสลากได้ 

“น้องบัดดี้?” 

เฉินเหวิ่นพยักหน้ารับหงึกหงัก นั่นทำให้เฟิงซงต้องแย้มรอยยิ้มกว้างเพราะนึกถูกชะตากับเจ้าตัวเล็กนี่ไม่น้อย 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้” เฟิงซงบอกอย่างใจดี ให้เฉินเหวิ่นหายประหม่าและยิ้มตอบกลับอีกฝ่ายได้อย่างสะดวกใจ 

“ขอบคุณพี่มากนะครับ จากนี้ไปคงต้องรบกวนพี่แล้ว” 

“เฮ้ย รบกงรบกวนอะไร สบายมาก พี่บอกแล้วไงว่ายินดี” มือใหญ่ของอีกฝ่ายยื่นมาตบเบาๆ ที่ไหล่แคบๆ ของรุ่นน้อง ให้เฉินเหวิ่นได้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น 

ซึ่งในขณะที่บรรยากาศระหว่างเฉินเหวิ่นกับเฟิงซงดูผ่อนคลายจนแทบจะกลายเป็นความสนิทใจ แต่กับพี่น้องบัดดี้อีกคู่ กลับไม่เป็นแบบนั้น รังสีความอึมครึมไม่เป็นมิตรลอยคละคลุ้งในมวลบรรยากาศจนคนรอบข้างสัมผัสได้ ยกเว้นก็แต่ต้าลู่ที่ยังคงทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยใส่เว่ยโจวอยู่ จนคนตัวเล็กกว่าต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง 

“ต้าลู่ ไปหาน้องบัดดี้ตัวเองได้แล้ว ยืนอยู่ตรงนี้จะเจอไหม” 

จิ่งอวี๋เองถึงแม้จะรู้ว่าเว่ยโวไม่ได้ชอบขี้หน้าตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ในฐานะพี่บัดดี้ที่ต้องดูแลอีกฝ่ายไปจนอีกหนึ่งปีข้างหน้าก็อดจะเอ่ยปากช่วยพูดให้ไม่ได้ เพราะรู้ว่าเว่ยโจวเองก็คงจะเกรงใจและไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ว่าตนเองอึดอัด 

“แต่..” ต้าลู่เตรียมจะเถียงแต่จิ่งอวี๋ไม่เปิดโอกาสให้ทำแบบนั้น 

“ไม่ต้องแต่ ไปได้แล้ว” คนพูดน้อยตัดบทโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าทำเอาต้าลู่ต้องล่าถอยไปด้วยความเสียดาย และพอต้าลู่เดินไปพ้นรัศมีของการยืนรวมกลุ่มเว่ยโจวก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ 

สวี่เว่ยโจวเหลือบสายตากลับมาหาเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับทำใจยอมรับการเป็นเป็นพี่บัดดี้ของอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกฎก็บอกอยู่ทนโท่ว่าห้ามเปลี่ยนพี่บัดดี้โดยไม่จำเป็น 

“สวี่เว่ยโจวครับ ยินดีที่ได้รู้จักพี่บัดดี้ครับ” 

เจ้าของเสียงน่าฟังพูดเรียบๆ ให้จิ่งอวี๋ได้กระตุกยิ้มมุมปากบางๆ พลางคิดในใจว่าเว่ยโจวเวอร์ชั่นสงบเสงี่ยมออกจะน่าเอ็นดูไม่น้อย แม้เขาจะชอบเวอร์ชั่นแก่นเซี้ยวมากกว่าก็เถอะ 

“อื้อ.. พี่ชื่อจิ่งอวี๋ เรารู้อยู่แล้วนิ” จิ่งอวี๋แซวอีกฝ่ายหน้านิ่ง ทำเอาเว่ยโจวเดาไม่ถูกว่านี่แซว หรือพูดจริงจัง “เอาเป็นว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้ ไม่ต้องเกรงใจ” 

ท่าทีนิ่งเฉยของจิ่งอวี๋ยังคงทำให้เว่ยโจวทำตัวไม่ถูก พูดด้วยสีหน้าแบบนี้ตกลงว่าขอความช่วยเหลือได้จริงไหม อะไรยังไง ซึ่งจิ่งอวี๋ก็ไม่ปล่อยให้เว่ยโจวสงสัยนาน เพราะจู่ๆ มือใหญ่ของรุ่นพี่ปีสามก็ยื่นมาตรงหน้า ทำเอาคนตัวเล็กกว่าต้องเลิกคิ้วถามอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ 

“เอาโทรศัพท์มาสิ เดี๋ยวพี่เมมเบอร์โทรศัพท์กับไอดีวีแชทให้” 

“อ่า...” เว่ยโจวรับคำ แต่ก็ยังอิดออดนิดหน่อย ก่อนจะล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้อีกฝ่ายไป เขาเห็นจิ่งอวี๋กดนั่นกดนี่นิดหน่อย ก็ส่งโทรศัพท์คืนมา 

“แล้วเบอร์ อะ.. เอ่อ เบอร์... เบอร์พี่ล่ะ” คนขี้วางฟอร์มหลุดพูดคำว่าพี่ออกมาได้ในที่สุด ทำเอาจิ่งอวี๋ต้องแอบอมยิ้มกับท่าทีขี้ดื้อของอีกฝ่าย 

ฟอร์มจัดแต่ก็ขี้เกรงใจ เหมือนจะแข็งนอกแต่ข้างในกลับดูอ่อนโยน 

“เมมให้แล้ว” พอจิ่งอวี๋พูดจบ โทรศัพท์มือถือในมือเว่ยโจวก็สั่นเหมือนมีสัญญาณเรียกเข้า พอเว่ยโจวก้มลงมองที่หน้าจอก็โชว์ชื่อที่เมมไว้แบบเรียบง่ายสุดๆ 

'黄景瑜 '

หวงจิ่งอวี๋ ตรงๆ ไม่มีซ่อนเร้นใดๆ 

“มีอะไรก็โทรมา หรือทักวีแชทมาก็ได้ พี่แอดเราไว้แล้วเหมือนกัน” 

จิ่งอวี๋ยังคงพยายามย้ำ เพราะเอาตามตรงก็คือไม่อยากให้เว่ยโจวอคติกับเขามากเสียจนไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ เพราะมันไม่เป็นผลดีกับตัวเว่ยโจวเอง 

“ครับ ถ้ามีอะไรติดขัดผมจะโทรไปหา... พี่แล้วกันนะครับ แต่ถ้าไม่มีผมก็คงไม่รบกวน” 

จิ่งอวี๋ขมวดคิ้วนึกไม่ชอบใจกับประโยคสุดท้ายของอีกฝ่ายนัก อะไรที่เหมือนจะดีๆ ก็กลับวนกลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่ 

“ไม่มีก็ทักมาได้ ทำไมต้องรอให้มี” และดูเหมือนว่าจิ่งอวี๋จะห้ามตัวเองช้าไปหน่อย ถึงได้หลุดปากพูดประโยคนั้นออกไป ซึ่งแน่นอนว่าคนดื้อแบบสวี่เว่ยโจวย่อมไม่มีทางลงให้ง่ายๆ แน่ 

“ก็ถ้ามันไม่มี พี่จะให้ผมทักไปทำไมล่ะ ไม่จำเป็นว่าผมต้องรบกวนพี่ทุกเรื่องสักหน่อย” 

เป็นอีกครั้งที่จิ่งอวี๋นึกหงุดหงิด เขาอดคิดไม่ได้ว่าเด็กนี่จะยอมลงให้เขาสักครั้งไม่ได้หรืออย่างไร ทำไมถึงต้องเถียงไปเสียทุกเรื่อง 

"ผมไม่ได้จะเถียงนะ แต่ผมพูดจริงๆ พี่จะให้ผมขอความช่วยเหลือจากพี่ทุกเรื่องเลยได้ไง ผมไม่ใช่เด็กๆ สักหน่อย" 

สวี่เว่ยโจวเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจิ่งอวี๋จะต้องอยากให้เขาพะเน้าพะนอเข้าหามากขนาดนั้น เขาไม่ได้จะอวดเก่งหรือถือดี เพียงแต่เกรงใจอีกฝ่ายมันผิดมากหรือไง 

ส่วนจิ่งอวี๋เอง ก็ไม่อยากให้เว่ยโจวลำบาก อยากจะให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 

แต่ดูเหมือนต่างฝ่ายจะต่างคิดไปคนละทาง ความไม่เข้าใจจึงกลับมาเยือนคนทั้งคู่อีกครั้ง 

"สวี่เว่ยโจว" 

หวงจิ่งอวี๋กดเสียงเรียกชื่ออีกฝ่าย ซึ่งเฟิงซงเองก็เห็นท่าไม่ดี เลยหันไปพยักเพยิดใส่เฉินเหวิ่นให้พาเว่ยโจวแยกออกไปก่อน 

"เอ้อออ จิ่งอวี๋ ใกล้ได้เวลาเรียนแล้ว เราไปกันเถอะ" 

"ใช่ๆ ไปกันเถอะเว่ยโจว" เฉินเหวิ่นเองก็รู้งาน จับเพื่อนตัวเองไปอีกทาง "ไว้เจอกันนะครับพี่ๆ" 

"อื้อๆ ไปเถอะ มีอะไรโทรมาละกัน" 

เฟิงซงเองก็พาจิ่งอวี๋ที่ยังคงจ้องเว่ยโจวนิ่งออกมา เว่ยโจวเองก็ไม่ต่าง คนตัวเล็กกว่ามองหน้าจิ่งอวี๋จนแทบตาถลน 

ทำเอาเฟิงซงกับเฉินเหวิ่นถึงกับถอนใจ ไม่รู้ว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้า พี่น้องบัดดี้คู่นี้จะฆ่ากันถึงตายหรือเปล่า อีกคนหนึ่งก็ขี้ดุ ส่วนอีกคนก็ใช่ว่าจะยอม ขิงก็ราข่าก็แรงทั้งคู่ 




“เป็นไงโจวโจว พี่บัดดี้โอเคป้ะ?” ทันทีที่แยกจากหวงจิ่งอวี๋และหลินเฟิงซงเว่ยโจวก็เดินมาหาน้องชายที่รออยู่ตรงจุดนัดพบทันที และยิ่งพอได้เห็นว่าหวังอี้ป๋อยืนรออยู่แล้วกับอวี๋ปิน คนเป็นพี่ก็รีบปรี่เข้าไปหา ให้คนเป็นน้องได้ร้องทัก เมื่อเห็นว่าใบหน้าน่ารักของพี่ชายดูบูดบึ้งผิดปกติ 

“ดีกะผีอะไรล่ะ แม่ง! โลกโคตรกลม” 

เว่ยโจวบ่นกระปอดกระแปดแต่ก็ไม่ยักกะเฉลยสักทีว่าได้พี่บัดดี้เป็นใคร เดือนร้อนให้อี้ป๋อต้องหันไปมองเฉินเหวิ่นที่ยืนยิ้มแห้งอยู่ข้างๆ ก่อนจะเลิกคิ้วถามแบบไม่ออกเสียง 

“เอ่อ.. พี่บัดดี้ของเว่ยโจวคือพี่จิ่งอวี๋.. หวงจิ่งอวี๋น่ะ ไม่รู้ว่าสองคนเคยทะเลาะอะไรหรือเปล่า เพราะเหมือนจะตึงๆ ใส่กันนิดหน่อย” 

และพอได้รู้คำตอบ อี้ป๋อก็ต้องหลุดหัวเราะออกมาพรืดใหญ่ ก่อนจะเอ่ยแซวไม่จริงจัง 

“ฮ่าๆๆ น่าจะไม่ตึงกันนิดหน่อยหรอกมั้งแบบนี้” 

เว่ยโจวตวัดสายตามองน้องชาย ในขณะที่เพื่อนใหม่ทั้งสองอย่างอวี๋ปินกับเฉินเหวิ่นได้แต่เกาศีรษะงงๆ กับมหากาพย์ของสองพี่น้อง 

“คืองี้ เว่ยโจวกับพี่จิ่งอวี๋น่ะ เพิ่งจะทะเลาะเถียงๆ กันไปอยู่เมื่อวาน” อี้ป๋อหันไปบอกคนทั้งสอง ก่อนจะหันกลับมามองล้อพี่ชายอีกรอบ “ไม่น่าเชื่อว่าชะตาจะต้องกัน ได้เป็นพี่น้องบัดดี้กันเฉย ฮ่ะๆ นี่ฉันไม่รู้จะสงสารใครเลย พี่จิ่งอวี๋หรือนายดี” 

“ตลกมากป้ะอี้ป๋อ? เดี๋ยวก็ไม่ช่วยพูดกับป๊ากับม๊าเรื่องหอให้เลยดีไหม?” 

พออี้ป๋อได้ยินแบบนั้นก็ตรงเข้าประขิดร่างพี่ชายทันที ก่อนจะยิ้มอ้อนพลางวางคางตัวเองบนไหล่คนเป็นพี่ด้วยท่าทางที่คุ้นชิน 

“เฮ้ย ไม่เอาดิ นายรับปากแล้วนะโจวโจว” 

สวี่เว่ยโจวทำหน้าเหม็นเบื่อ ก่อนที่จะพยายามสะบัดไอ้น้องชายเจ้าเล่ห์ให้หลุด แต่อี้ป๋อก็ไม่ยอม แถมยังกอดเอวเว่ยโจวไว้แน่นราวกับว่าถ้าคนเป็นพี่ไม่ยอมรับปาก เขาก็จะกอดไว้แบบนี้ 

ในขณะที่เฉินเหวิ่นกับอวี๋ปินได้แต่มองความสนิทสนมของสองพี่น้องตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะอวี๋ปินที่ได้เห็นหวังอี้ป๋อในมุมที่จะดูขี้อ้อนมากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อกี้ช่วงแรกๆ ตอนอยู่ด้วยกันสองคนอี้ป๋อดูนิ่งขึ้นมากเมื่อไม่มีเว่ยโจวอยู่ด้วย นิ่งจนค่อนไปทางเฉยชา ทำเอาเขาเข้าหาอีกฝ่ายไม่ถูก แต่พอเขาเริ่มชวนอี้ป๋อคุยในเรื่องต่างๆ อี้ป๋อก็ดูผ่อนคลายมากขึ้น อาจจะไม่ถึงกับคุยจ้อ แต่ก็พอโต้ตอบกลับบ้าง ไม่อึดอัดเท่าช่วงแรกๆ 

แต่พอได้มาเห็นหวังอี้ป๋อในแง่มุมนี้ อวี๋ปินก็ยอมรับเลยว่าแปลกใจไม่น้อย แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าอี้ป๋อคงมีท่าทางแบบนี้แค่เฉพาะกับคนที่สะดวกใจ หรือสนิทสนมแล้วเท่านั้น 

“พวกนายสองคนจะย้ายออกมาอยู่หอเหรอ?” อวี๋ปินถามขึ้น ซึ่งอี้ป๋อก็หันมาพยักหน้าตอบอีกฝ่าย 

“แต่ก็ยังไม่ชัวร์หรอกนะอวี๋ปิน ไม่รู้ป๊ากับม๊าพวกฉันสองคนจะยอมรึเปล่า ต้องลองขออนุญาตดูก่อน” 

“อ่อ แต่ถ้านายจะหาหอ ให้ฉันช่วยแนะนำได้นะ เพราะหอที่ฉันอยู่ค่อนข้างโอเคเลย ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ด้วย” 

เว่ยโจวพยักหน้ารับพลางครุ่นคิดตาม แล้วก็เป็นอี้ป๋อที่ถามขึ้น เมื่อเห็นว่าเว่ยโจวไม่พูดอะไรสักที 

“นายอยู่แถวไหนอ่ะอวี๋ปิน เผื่อเย็นนี้ฉันกับโจวโจวจะแวะไปดู จะได้เอาข้อมูลหอไปบอกป๊ากับม๊าเผื่อพวกท่านถาม” 

อวี๋ปินคิดนิดหน่อย ก่อนจะบอกจุดสำคัญของหอตัวเองให้สองพี่น้องรู้ 

“เป็นซอยที่อยู่ถัดจากมหาวิทยาลัยเราสองสามซอยอ่ะ จะเดินหรือจะขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนก็ได้เพราะใกล้ๆ ปากซอยมีคลินิครักษาสัตว์ แล้วก็...” 

“เดี๋ยวนะอวี๋ปิน เมื่อกี้บอกปากซอยมีอะไรนะ?” หวังอี้ป๋อผละออกจากสวี่เว่ยโจวแล้วกระโจนเข้ามาถามเพื่อนใหม่ที่ไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่อย่างตื่นเต้น ทำเอาอวี๋ปินตกใจจนแทบผงะหงายหลัง 

“เอ่อ.. ตกใจหมดเลยอี้ป๋อ” อวี๋ปินยกมือขึ้นลูบอกตัวเองเบาๆ สองสามที ก่อนจะตอบคำถามของคนที่รอคอยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ปากซอยมีคลินิครักษาสัตว์ มันเป็นบ้านคนแหละ แต่เขาเปิดเป็นคลินิคด้านหน้า อืม.. เหมือนจะเพิ่งเปิดได้สองสามวันเองมั้ง” 

อวี๋ปินเล่าไปตามตรงทำเอาอี้ป๋อตาลุกวาวด้วยความสนใจ ในขณะที่เว่ยโจวมองภาพน้องชายตัวเองด้วยสายตาเพลียๆ 

“นายอธิบายมาให้ละเอียดเลยอวี๋ปินว่าซอยหอนายที่ว่าเนี่ยไปยังไง เดี๋ยวเย็นนี้ฉันกับโจวโจวจะแวะเข้าไปดู” 

อวี๋ปินพยักหน้ารับงงๆ เพราะปรับอารมณ์ตามอี้ป๋อที่ดูจะสดใสขึ้นมาแทบไม่ทัน แต่ก็เอาเถอะอย่างน้อยเขาได้เพื่อนเพิ่ม ดีเสียอีกถ้าได้เพื่อนมาอยู่ใกล้ๆ เขาจะได้ไม่เหงาเวลาที่ต้องอยู่หอคนเดียว 




“แน่ใจนะอี้ป๋อว่าซอยนี้ เดินมาถูกป้ะเนี่ย” 

พอหลังเลิกเรียน หวังอี้ป๋อก็แทบจะลากพี่ชายออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้วมาตามทางที่อวี๋ปินวาดบอกไว้เป็นแผนที่คร่าวๆ แต่เดินมาสักพักแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววของซอยที่ว่าจนสวี่เว่ยโจวถึงกับเผลอบ่นอุบ 

“ถูกดิ เนี่ยคุ้นๆ อยู่ว่าวันนั้นพามอเตอร์ไซค์มาล้มแถวนี้นี่แหละ” 

พอน้องชายพูดจบคนเป็นพี่ก็ตวัดตากลมค้อนขวับ พร้อมกับนึกค่อนขอดอีกฝ่ายในใจว่ายังมีหน้ามายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานอีกว่ารถล้มแถวนี้ ไม่ได้มีอาการสลดเลยสักนิด 

“นายนี่มัน...” 

“เฮ้ย!! นั่งไงโจวโจวถึงแล้วๆ ป้ายคลินิคอยู่ตรงนั้นอ่ะ” 

หวังอี้ป๋อผละออกทันทีโดยไม่รอให้พี่ชายพูดจบ เขาเดินตรงดิ่งไปที่คลินิคดังกล่าว โดยมีเว่ยโจวพยายามสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปติดๆ จนกระทั่งไปถึงหน้าคลินิคที่ว่า สวี่เว่ยโจวก็ได้เห็นน้องชายเขายืนมองตาค้างอยู่ตรงประตูกระจกทางเข้าด้านหน้า 

ซึ่งภาพที่สะท้อนออกมาเป็นภาพของชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง อยู่ในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา กำลังอุ้มน้องหมาตัวเล็กๆ ไว้ด้วยสองมือ โดยที่ใบหน้าน่ามองนั้นยื่นไปใกล้ๆ ของใบหน้าของเจ้าสี่เท้าตัวเล็ก ก่อนที่เจ้าของรูปร่างผอมสูงจะใช้ปลายจมูกโด่งเป็นสันของตัวเองถูดปัดไปปัดมาเบาๆ ที่ปลายจมูกของเจ้าหมาน้อยตัวนั้น 

น่ารัก น่ารักมากๆ 

ขนาดเว่ยโจวที่ไม่เคยชมใครว่าน่ารักมาตลอดครึ่งชีวิตยังรู้สึกเลยว่าคุณหมอที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านั้นน่ารักมากๆ ไม่แปลกเลยที่ไอ้น้องชายตัวแสบของเขาจะตกอยู่ในภวังค์ได้ขนาดนี้ 

แต่เอาเข้าจริง ตอนแรกเว่ยโจวยอมรับว่าตกใจนิดหน่อยที่ได้เห็นว่าคนที่อี้ป๋อชอบเป็นผู้ชาย แต่พอได้มาเจอด้วยตัวเองว่าคุณหมอคนนี้น่ารักขนาดไหน เว่ยโจวก็ไม่แปลกใจ เพราะถ้าเป็นผู้ชายแล้วน่ารักขนาดนี้ ใครไม่ชอบก็คงต้องไปเช็คสมองบ้างแล้วล่ะ

และพอนึกขึ้นได้ เว่ยโจวก็หันไปมองที่ข้างตัวเลยได้เห็นเจ้าน้องชายผู้หล่อเหลาของเขากำลังอ้าปากค้าง แก้มและหูแดงก่ำ ขนาดว่าสิ่งที่คุณหมอจับคือหมาตัวนั้น อี้ป๋อยังเขินขนาดนี้ ถ้าเป็นหวังอี้ป๋อโดนแอทแทคแบบเจ้าลูกหมาแทนล่ะก็ .. ต้องเป็นลมล้มทั้งยืนแน่ๆ 

“อี้ป๋อ คนนี้เหรอ?” เว่ยโจวถาม ทั้งที่รู้ว่าไม่ต้องถามก็ได้ เพราะท่าทางอี้ป๋อ ตอบทุกอย่างหมดแล้ว 

“อะ.. อื้อ คนนี้แหละ” หวังอี้ป๋อหันมาทางพี่ชาย ทั้งที่แก้มแดงก่ำ “น่ารักอ่ะเว่ยโจว หมอจ้านเกอน่ารักมากๆ” 

เว่ยโจวได้แต่หัวเราะขำ เมื่อเห็นอี้ป๋อหันมาทำท่าจะเป็นจะตายใส่เขา สองพี่น้องเอาแต่ยืนคุยกันจนไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าคุณหมอเซียวจ้านเล่นกับเจ้าตัวน้อยสี่ขาเสร็จแล้ว และหันมาเห็นสองคนพี่น้องที่ยืนคุยกันอยู่หน้าคลินิคเขา จึงอดมองด้วยความแปลกใจไม่ได้ 

“ขอโทษนะครับ มีอะไร.. เอ๊ะ คุณอี้ป๋อ?” 

เซียวจ้านตัดสินใจเดินมาที่หน้าคลินิคเพื่อถามไถ่ชายหนุ่มนักศึกษาสองคนเผื่อมีอะไรให้ช่วย แต่พอหนึ่งในชายหนุ่มนักศึกษาหันมา คุณหมอคนใจดีก็จำได้ทันทีว่าเป็นคนที่ตนเคยได้ให้ความช่วยเหลือไว้เมื่อวาน 

“ใช่ครับคุณหมอ ผมอี้ป๋อเอง” หวังอี้ป๋อหันไปยิ้มกว้างส่งให้คุณหมอคนใจดี ซึ่งก็ได้รอยยิ้มละมุนที่ทำให้ใจเขาเต้นแรงกลับมา 

“เป็นไงบ้างครับ ไปหาหมอมาหรือยัง แล้วดีขึ้นไหม?” คนเป็นหมอโดยสัญชาตญาณถามรัว ทำเอาอี้ป๋อปลื้มปริ่มที่เห็นอีกฝ่ายเป็นห่วงกันมากขนาดนี้ 

“ดีขึ้นแล้วครับคุณหมอ แผลที่คุณหมอทำให้เมื่อวานก็ดีขึ้นมากๆ แล้ว” 

หวังอี้ป๋อตอบด้วยสติลอยๆ ฟุ้งๆ ทำเอาคุณหมอต้องหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางมึนๆ ของอีกฝ่าย และพอยิ่งคุณหมอหัวเราะก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งทำให้สติของหวังอี้ป๋อเตลิดลอยไปไกลยิ่งกว่าเดิม จนเว่ยโจวที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นท่าไม่ดี เลยต้องรีบแสดงตัวก่อนที่คุณหมอจะจับได้ว่าน้องชายของเขาคิดไม่ซื่อ 

“เอ่อ.. สวัสดีครับคุณหมอเซียวจ้าน” เสียงของเว่ยโจวเรียกให้คุณหมอคนใจดีหันไปให้ความสนใจได้ในแทบจะทันที “ผมชื่อสวี่เว่ยโจวครับ เป็นพี่ชายของหวังอี้ป๋อ.. ลูกพี่ลูกน้องน่ะครับ” 

เซียวจ้านพนักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะรีบทำความรู้จัก “อ่า.. ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเว่ยโจว ผมเซียวจ้านเป็นคุณหมอประจำอยู่ที่คลินิคนี้ครับ” 

เว่ยโจวค้อมศีรษะก้มต่ำลงหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเป็นทางการ “หวังอี้ป๋อเล่าเรื่องเมื่อวานให้ผมฟังมาบ้างแล้ว ที่มาวันนี้เพราะอยากจะขอบคุณคุณหมอด้วยที่ช่วยทำแผลให้น้องชายผม ขอบคุณมากนะครับ” 

เซียวจ้านพอได้ยินแบบนั้นถึงกับรีบโบกมือโบกไม้ ก่อนจะเชื้อเชิญคนทั้งสองเข้ามาคุยในคลินิคต่อ 

“โถ่ เรื่องเล็กน้อยครับ ถ้าผมไม่ช่วยคงใจดำมากๆ... ยังไงเชิญคุณสองคนเข้ามาข้างในก่อนดีไหมครับ ตรงนี้ค่อนข้างจะร้อน” 

หวังอี้ป๋อไม่รีรอ เขารีบคว้าข้อมือพี่ชายแล้วรีบตรงดิ่งไปที่ประตูทันที 

“ครับคุณหมอ ผมกับโจวโจวขอบคุณคุณหมอมากนะครับ” 

เซียวจ้านถึงกับยิ้มขำในความกระตือรือร้นของเด็กหนุ่ม ก่อนที่เจ้าของคลินิคจะผลักประตูกระจกออกกว้างแล้วเชิญทั้งคู่เข้าไปด้านใน 

“ไม่เป็นไรครับ เชิญๆ ตามสบายนะครับ” 

เว่ยโจวกับอี้ป๋อเดินเข้าไปในคลินิคพร้อมกับกวาดสายตามองอย่างตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเย็นๆ จึงมีลูกค้าน้องๆ สี่ขาไม่มากนัก เซียวจ้านจึงเดินนำคนทั้งคู่มานั่งคุยกันตรงโต๊ะที่อยู่ในโซนรับลูกค้าของคลินิค 

“ว่าแต่คุณอี้ป๋อกับคุณเว่ยโจวผ่านมาแถวนี้เหรอครับ หรือตั้งใจมาหาผมโดยตรง?” 

เซียวจ้านเอ่ยถามขึ้นก่อนที่เว่ยโจวจะเป็นคนตอบแบบเป็นการเป็นงาน เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้หวังอี้ป๋อกำลังจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างบนโต๊ะก็ไม่รู้ ซึ่งเว่ยโจวสายตาสั้นเลยมองไม่ค่อยเห็น 

“ก็ไม่เชิงครับ ผมกับอี้ป๋อตั้งใจจะมาดูหอพักแถวนี้ด้วยน่ะครับ แล้วไหนๆ ก็เห็นว่ามาถึงที่นี่แล้ว ผมเลยให้อี้ป๋อพามาขอบคุณคุณหมอด้วย ถ้าไม่ได้คุณหมอวันนั้นอี้ป๋อต้องตัดขาทิ้งแน่ๆ” 

เว่ยโจวพูดพลางเหลือบมองน้องชายด้วยสายตาถมึงทึง แต่อี้ป๋อก็ไม่ได้สนใจเว่ยโจวมากนัก ในขณะที่เซียวจ้านถึงกับหลุดขำ ในความสนิทสนมของสองพี่น้องที่มีให้กัน 

“เล็กน้อยครับคุณเว่ยโจว ไม่เป็นไรเลย อีกอย่างคุณอี้ป๋อก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากด้วย ผมทำแค่แผลเล็กๆ ให้แค่นั้นเอง” 

สวี่เว่ยโจวยิ้มตอบให้คุณหมอพลางคิดในใจว่าสมแล้วที่อี้ป๋อจะตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น เพราะคุณหมอเซียวจ้านคนนี้ทั้งใจดี ทั้งน่ารักมากจริงๆ 

“แต่ยังไงก็รบกวนคุณหมออยู่ดี ผมเลยคิดว่าควรที่จะต้องมาขอบคุณ” เว่ยโจวยังคงยืนยัน เซียวจ้านเลยตัดสินใจรับไว้ 

“ได้ครับ ขอบคุณก็ขอบคุณ” หวังอี้ป๋อที่ตอนนี้หลุดออกจากวงสนทนาไปแล้ว จนทำให้เซียวจ้านอดแปลกใจไม่ได้ที่จู่ๆ คนที่ทำตาลอยๆ ใส่เขาเมื่อกี้กลับคร่ำเคร่งอยู่กับอะไรสักอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า 

“ว่าแต่เมื่อกี้ได้ยินว่าคุณสองคนมาหาหอพักแถวนี้ คุณเรียนอยู่มหาวิทยาลัย XXX กันเหรอครับ?” 

สวี่เว่ยโจวตอบรับ “ใช่ครับ พอดีบ้านเราสองคนค่อนข้างอยู่ไกล เลยคิดว่าจะมาหาหอพักแถวนี้...” 

“แล้วก็มาหางานพิเศษทำด้วยครับคุณหมอ!” 

สวี่เว่ยโจวหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ ด้วยดวงตาเบิกโต เพราะไม่รู้ว่าจู่ๆ หวังอี้ป๋อพูดเรื่องทำงานพิเศษขึ้นมาทำไม แถมยังพูดออกมาโดยที่เว่ยโจวยังพูดไม่จบประโยคเลยด้วยซ้ำ พวกเขาแค่มาหาหอพัก ไม่ได้มาหางานพิเศษอะไรทำเลยสักนิด 

“หืม? หางานพิเศษ?” 

“ใช่ครับ หางานพิเศษ” หวังอี้ป๋อยิ้มกว้าง ก่อนที่จะชูกระดาษที่เขานั่งอ่านเมื่อกี้ขึ้นมา พร้อมกับทำหน้าดีอกดีใจแบบปิดไม่มิด “เราสองคนมาหาหอพักกับงานพิเศษทำครับ” 

“หวังอี้ป๋อ!” สวี่เว่ยโจวกัดฟันเรียกคนที่มีศักดิ์เป็นน้องอย่างแค้นเคือง ไม่บอกก็รู้ว่าไอ้เด็กบ้านี่ต้องกำลังสร้างเรื่องอะไรแน่ๆ แล้วทุกอย่างก็กระจ่างใจ เมื่ออี้ป๋อพูดประโยคต่อมาด้วยหน้าระรื่น 

“นี่ไงโจวโจว คุณหมอเปิดรับสมัครหาพนักงานพาร์ทไทม์ล่ะ พอดีเลยเนาะ เราสองคนกำลังหางานทำพอดี” 

พอดีกับผีอะไรล่ะโว้ย!! ไหนแค่ว่าจะมาหาหอพักอยู่ไง 

“จริงเหรอครับ คุณอี้ป๋อกับคุณเว่ยโจวกำลังหางานทำอยู่เหรอ?” เซียวจ้านยิ้มอย่างดีใจ เขาไม่คิดเลยว่าหวังอี้ป๋อจะเห็นประกาศรับสมัครงานที่เขาวางไว้อยู่บนโต๊ะเพราะยังไม่ทันได้เอาไปติดหน้าร้าน เนื่องจากตั้งใจจะบอกจิ่งอวี๋ก่อน ซึ่งพออี้ป๋อพูดขึ้นมาเซียวจ้านก็คิดว่าเขาไม่รู้สึกขัดข้องเลยสักนิดถ้าจะรับสองคนพี่น้องนี้ไว้ช่วยงาน เพราะดูแล้วก็ไว้ใจได้และตัวเขาเองถูกชะตากับคนทั้งคู่ไม่น้อยไม่น้อย 

“ใช่ครับ ก็คราวที่แล้วที่ผมมอเตอร์ไซค์ล้มนั่นแหละครับ ป๊ากับม๊าโกรธใหญ่เลย พวกท่านเลยให้ผมออกมาหางานทำ หาเงินซ่อมรถเอง โจวโจวพี่ชายผมสงสารเลยตั้งใจจะออกมาอยู่ มาหางานทำเป็นเพื่อนผม” 

หวังอี้ป๋อตีหน้าซื่อเล่าเรื่องเศร้าให้เซียวจ้านฟังอย่างน่าสงสาร ซึ่งเซียวจ้านก็เชื่อและยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ โดยมีเว่ยโจวนั่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ข้างๆ จะบอกว่าไม่ใช่ความจริงก็ไม่ได้ เพราะไอ้น้องชายตัวแสบมันนั่งจิกต้นขาเขาแน่น อย่างกับเอากาวทามือไว้ขนาดนี้ 

“จริงเหรอครับ โถ.. เอางี้ไหม ถ้าคุณสองคนยินดีจะมาทำพาร์ทไทม์ที่ร้านผม ผมยินดีให้พักที่นี่ด้วยได้ จะได้มีคนอยู่ช่วยดูคลินิคตอนกลางคืน และพวกคุณเองก็จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปเช่าหอพัก” 

คุณหมอหนุ่มบอกอย่างใจดี ทำเอาอี้ป๋อเนื้อเต้นไปหมด ในขณะที่เว่ยโจวนั่งอ้าปากพะงาบๆ เพราะจนด้วยคำพูด 

“จริงเหรอครับคุณหมอ?” 

“อื้อ จริงสิครับ ยังไงลองไปปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ดูก่อนก็ได้แล้วค่อยมาให้คำตอบผม” 

สวี่เว่ยโจวได้แต่นั่งหลับตาและแค้นเคืองหวังอี้ป๋อในใจว่าทำไมปล่อยให้อะไรมันเลยเถิดไปได้มากขนาดนี้ และดูเหมือนว่าความเลยเถิดจะยังไม่จบแค่นั้น เมื่อจู่ๆ ประตูคลินิคถูกเปิดออก และคุณหมอก็ส่งเสียงทักทายออกไปอย่างดีอกดีใจ 

"จิ่งอวี๋ กลับมาแล้วหรอ จ้านเกอกำลังรออยู่พอดีเลย มีคนที่อยากแนะนำให้รู้จักน่ะ" 

สวี่เว่ยโจวตาเบิกโต ตอนที่ได้ยินคุณหมอเรียกคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ว่า 'จิ่งอวี๋'

ซึ่งเว่ยโจวก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ไม่ใช่จิ่งอวี๋เดียวกัน… 

คนตัวเล็กค่อยๆ หันไปช้าๆ แล้วก็ได้พบว่าคำภาวนาของตัวเองไม่เป็นผล เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าดูคุ้นตาจนเขาพูดไม่ออก และยิ่งพออีกฝ่ายส่งเสียงทักทาย เว่ยโจวก็นึกอยากจะให้พื้นธรณีดูดเขาให้หนีหายไปให้สิ้นเรื่อง 

"สวี่เว่ยโจว เรามาทำอะไรที่นี่?" 




To Be Continue

--------------------------------------------

**ระบบมหาวิทยาลัยที่เราเขียนขึ้นมาจากการเสริมเติมแต่งนะคะ ไม่แน่ใจระบบของทางจีนก็เอาของไทยไปปนๆ นิดเนาะ**

เขียนด้วยความเมามันส์แบบยาวสะใจ สมกับที่หายไปเป็นอาทิตย์ หวังว่าจะอ่านกันให้สนุกน้าาาา

ฝากคอมเม้นท์ และติดแท็ก #อุบัติรักหยูโจวป๋อจ้าน ในทวิตเตอร์ด้วยน้าาา ขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับทุกกำลังใจและทุกๆ คอมเม้นท์ เป็นแรงใจที่ดีที่สุดสำหรับเราเลยยย แล้วฟิคเรื่องนี้จะลงอาทิตย์ละครั้งนะคะทุกวันเสาร์ เราขอเวลาเขียนเก็บเป็นสต็อคนิดนึง ต่อไปเผื่อลงวีคละสองตอนได้

ไปแว้ววว เจอกันตอนหน้าจ้า ^^ ... เริ้บทุกคนจ้า❤


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

23 ความคิดเห็น

  1. #19 CPuuuuu (@tanusing) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 14:41
    อั่ยเด่กอี้ป๋อ ไม่ถงไม่ถามสุขภาพพี่เอ็งสักคำ วงวารโจวๆเหลือเกิน55555555
    #19
    0
  2. #15 พัช (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 10:29

    ขอบคุณมากนะคะที่อัพเพิ่มให้อ่าน เข้ามารอทุกวันเลยนะคะ

    ชอบทุกตัวละครเลยนะคะ พี่หวังต้าลี่ก็มาด้วย

    อยากรู้จังว่าจะสนิทกับจ้านเกอแบบไหน จะมี moment ที่ทำให้อี๋ป๋อหึงได้ไหมอะ

    #15
    0