[YuZhou ft. BoZhan] Accident of Love

ตอนที่ 2 : ♧☆ Chapter 1st - เกอเกอที่รัก ☆♧

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    21 ส.ค. 62

Chapter 1st - เกอเกอที่รัก



“หวังอี้ป๋อ เล่าเรื่องวันนี้มาให้หมด มันอะไรยังไง แล้วมอเตอร์ไซค์อยู่ไหน ห๊ะ?”

สวี่เว่ยโจวยืนเท้าเอวจังก้าถามคนเป็นน้องที่นอนกระดิกเท้ายิกๆ อยู่บนเตียงอย่างมีอารมณ์ ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เขาจะต้องโกรธ แต่เป็นเพราะอี้ป๋อเอาแต่บ่ายเบี่ยง บอกจะเล่าๆ ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ยอมเล่าสักที จนตอนนี้เลิกเรียนกลับมาถึงบ้านแล้ว ก็ยังไม่ยอมเล่า คนที่หัวร้อนมาแล้วทั้งวัน เลยชักจะกรุ่นๆ อีกนิดได้มีถีบน้องตัวเองตกเตียงแน่ๆ

“เดี๋ยวเล่า เหนื่อยอะ ขอพักผ่อนก่อนได้เปล่าโจวโจว”

คนที่กำลังชะตาขาดยังคงทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว สวี่เว่ยโวจึงได้แต่ระงับอารมณ์ และคิดว่านี่จะเป็นประโยคสุดท้ายที่เขาจะพูดดีๆ กับหวังอี้ป๋อ

“ได้! งั้นฉันขอไปเล่าให้ม๊านายฟังก่อนละกันนะว่ามอเตอร์ไซค์นายหายไปไหนไม่รู้ แถมสภาพนายวันนี้ยังสะบักสะบอมมอมแมมเหมือนไปฟัดกับหมามา ให้ม๊านายมาถามนายเอง นายจะได้มีเวลาพักผ่อนได้อีกนานแสนนาน”

คนเป็นน้องที่พอได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นก็ลุกขึ้นพรวด พุ่งไปยืนขวางประตูไว้ ท่าทางเอื่อยเฉื่อย เหน็ดเหนื่อยหายไปแทบจะทันที

“ไม่เอาน่าโจวโจว ใจเย็นๆ ดีกว่านะ” เขาว่าพลางตรงเข้ากระแซะคนเป็นพี่ ทำหน้าตาน่าสงสารใส่อีกฝ่าย เพราะรู้ดีว่าเว่ยโจวเป็นคนยังไง “นี่ไง ฉันกำลังจะเล่าแล้ว มาๆ มานั่งให้สบายอารมณ์ก่อน ตอนฉันเล่านายจะได้ไม่ต้องหาที่นั่ง... เนอะ”

สวี่เว่ยโจวตวัดลูกตาโตๆ ของตัวเองมองน้องชายตาขวาง เอาเข้าจริงเขาก็พอจะเดาได้ว่าอี้ป๋อต้องเกิดอุบัติเหตุอะไรสักอย่างเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์แน่ๆ เพราะหลังจากที่เขาหายหัวร้อนจากเหตุการณ์ปะทะฝีปากกับไอ้รุ่นพี่หน้าตึงนั่น เขาก็เพิ่งได้สังเกตเห็นว่าอี้ป๋อมีสภาพยังไง

เสื้อเชิ้ตขาวยับยู่ยี่ แถมยังเลอะไปด้วยคราบฝุ่นดำๆ ปลายกางเกงยีนส์ฉีกขาด เหมือนถูกตัดด้วยกรรไกร ละไหนจะมอเตอร์ไซค์คู่กาย ที่เจ้าตัวรักยิ่งกว่าเขาผู้ซึ่งเป็นพี่ชายหายไปอีก 

รถมอเตอร์ไซค์ล้มแน่ๆ ... ยังไงก็ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ

“พูดมา เร็วๆ อย่าลีลานะอี้ป๋อ”

“ก็แบบ.. ว่า อือ นั่นแหละ” หวังอี้ป๋อส่งยิ้มอ้อนหวังลึกๆ ในหัวใจว่า เขาคงจะไม่ได้แผลหัวแตกเพิ่มอีกแผล

“นั่นแหละอะไร? ไม่ต้องมายิ้ม รีบๆ พูดมา ฉันไม่ใจอ่อนให้นายหรอกนะ”

คนเป็นน้องแอบระบายยิ้ม เพราะเขารู้ดีว่าลองเว่ยโจวพูดดักไว้แบบนี้ ถ้าเขาสารภาพผิดพร้อมอ้อนนิดๆ อีกฝ่ายน่าจะไม่ถึงกับฆ่าเขาตาย อยากดีก็แค่ถูกบิดหู โทษฐานขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ระวังก็แค่นั้น

“คือว่าวันนี้อ่ะ ตอนขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านใช่ป้ะ? ตอนที่ฉันกำลังเลี้ยวฉันเจอแมววิ่งตัดหน้ารถ หน้าตามันเหมือนไอ้ต้มของพวกเราเลย ฉันแบบโคตรตกใจก็เลยเบรกกะทันหัน... เสียหลักนิดหน่อย มอเตอร์ไซค์ก็เลยล้ม”

สวี่เว่ยโจวเบิกตาโพลง เขาลุกขึ้นยืนทันที ซึ่งอี้ป๋อก็ไวพอที่จะกระโดดหลบไปอยู่อีกฝั่งของมุมห้อง

“มอเตอร์ไซค์ล้ม!!!! บอกแล้วใช่ไหมว่าให้ขี่ระวังๆ ถ้าระวังไม่ได้ก็ไม่ต้องขี่”

“โถ่ เกอเกอ.. โจวโจวเกอเกอ ไม่โกรธสิ เห็นไหมว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก”

หวังอี้ป๋อเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เขารู้ดีว่าสวี่เว่ยโวโปรดปรานการถูกเรียกว่าพี่แค่ไหน และสถานการณ์เสี่ยงตายแบบนี้เหมาะที่สุดที่จะใช้คำว่าพี่ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ เพราะหลังจากถูกเรียกว่าพี่ อาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงของเว่ยโจวก็ลดลงมากกว่าครึ่ง

“แต่นายก็เจ็บตัวไหมล่ะ แผลที่ขานั่นอย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ”

เว่ยโจวชี้ไปที่กางเกงยีนส์ที่ขาดปลายเพราะถูกตัด เขารู้ว่าใต้กางเกงยีนส์น่าจะมีแผล แต่ไม่รู้ว่าแผลเล็กหรือแผลใหญ่ เพราะอี้ป๋อเองก็ไม่ได้แสดงอาการว่าเจ็บปวดอะไรมาก

“ไม่เป็นไรมากจริงๆ ไม่เชื่อดู” หวังอี้ป๋อว่าพลางถลกขากางเกงยีนส์ขึ้น สวี่เว่ยโจวเลยได้เห็นผ้าพันแผลที่ทำไว้อย่างดี ซึ่งขนาดก็ไม่ได้ใหญ่มาก แต่เขาก็นึกไม่ชอบใจอยู่ดี

“บอกให้เลิกขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายถึงไม่ฟัง” สวี่เว่ยโจวบ่นอุบ ในขณะที่หวังอี้ป๋อนั่งยิ้มน้อยๆ ตอนฟังพี่ชายบ่น “บรรดาป๊าๆ ม๊าๆ ก็ห่วงนายหมด ซื้อรถยนต์ให้นายขับนายก็ไม่ยอม จะให้ใจหายใจคว่ำกันแบบนี้ไปตลอดเลยรึไง”

คนมีศักดิ์เป็นน้องเดินเข้าไปหาพี่ชายที่นั่งบ่นงุ๊งงิ๊งๆ อยู่บนเตียง ก่อนจะทรุดลงนั่งข้างๆ แล้ววางคางตัวเองลงบนไหล่แคบๆ ของคนขี้เป็นห่วง

“ขอโทษนะที่ฉันไม่ระวัง เลยทำให้นายเป็นห่วง แต่ครั้งนี้มันสุดวิสัยจริงๆ ฉันเองก็รีบ พอเห็นแมววิ่งมาตัดหน้าละก็ตกใจ แล้วมันดันสีเหมือนไอ้ต้มอีก ฉันยิ่งตกใจ เลยเผลอเบรกแรงไปหน่อย ไม่งั้นคงไม่ล้มหรอก”

สวี่เว่ยโจวหันมาผลักหน้าอี้ป๋อให้ถอยห่างออกจากไหล่ตัวเอง ก่อนจะถามจริงจัง

“มันหน้าเหมือนไอ้ต้มจริงๆ เหรอ? หรือมันจะเป็นไอ้ต้มของพวกเราอ่ะ” แล้วเว่ยโจวโหมดแตกตื่นก็กลับมาอีกครั้ง ให้อี้ป๋อต้องส่ายหัวด้วยความเหนื่อยใจ “เออ จะว่าไปยังไม่เห็นไอ้ต้มเลยนะตั้งแต่กลับมา ใช่มันป่าววะเนี่ย?”

“เฮ้ยโจวโจว นายจะไปไหนอ่ะ?” หวังอี้ป๋อคว้าแขนเรียวของอีกฝ่ายเอาไว้ เมื่อเห็นว่าจู่ๆ บทสนทนาของเขากับเว่ยโจวก็จบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ลงไปหาไอ้ต้มไง เผื่อตัวที่นายเจอเป็นมัน” โจวโจวตอบตาแป๋ว ซึ่งอี้ป๋อมั่นใจว่าพี่เขาไม่ได้จะกวนประสาทเขาแต่อย่างใด แต่คงตั้งใจจะลงไปหาไอ้ต้มจริงๆ และนั่นก็ทำให้เขาเหนื่อยใจยิ่งกว่าเดิม

“แล้วมันจะเป็นไอ้ต้มได้ไง ไอ้ตัวที่เจอมันอยู่ห่างจากบ้านเรามากนะ เจอแถวมหาวิทยาลัยเลยนู่น”

“เออๆ นั่นแหละ ลงไปดูก่อน ให้แน่ใจ เผื่อมันหนีตามเราออกไปเมื่อเช้า” สวี่เว่ยโจวยังคงยืนยันที่จะลงไปดูให้เห็นกับตาว่าแมวของเขาปลอดภัยดี อี้ป๋อเห็นได้ทีจึงแอบย้ำเนียนๆ

“ว่าแต่นายจะไม่บอกป๊ากับม๊าฉันใช่ป่าว เรื่องมอเตอร์ไซค์ล้มอ่ะ”

เว่ยโจวถอนหายใจ ก่อนจะมองน้องชายที่ตอนนี้ทำหน้าอ้อนได้น่าหมั่นไส้มากๆ “เออ ไม่บอก ขืนบอก ก็โดนด่าทั้งนายทั้งฉันนี่แหละ”

อี้ป๋อยิ้มกว้าง ก่อนจะกระแซะๆ ใส่คนเป็นพี่จนน่าดีดให้กระเด็น “ขอบคุณครับเกอ โจวโจวเกอเกอน่ารักที่สุด”

สวี่เว่ยโจวแอบอมยิ้ม อดปลื้มปริ่มในหัวใจส่วนลึกไม่ได้ เพราะไม่ว่ายังไงหวังอี้ป๋อก็ต้องพึ่งพาเขาเสมอแม้จะโตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม ซึ่งหวังอี้ป๋อนั้นก็เห็นว่าเว่ยโจวยิ้ม เลยได้แต่นึกเอ็นดูพี่ชายตัวเอง แม้จะอายุเกือบจะยี่สิบแล้ว แต่นิสัยชอบให้เขาอ้อนเอาใจเรียกเกออย่างนั้นต้าเกออย่างนี้ ไม่ยักกะหายไปสักที แต่แล้วสักพักเว่ยโจวก็นึกขึ้นได้ว่าต้องลงไปดูไอ้ต้ม ชายหนุ่มร่างบางก็ผลุนผลันลุกขึ้นไม่ให้สัญญาณใดๆ

อี้ป๋อเงยหน้ามองพี่ชายที่ตอนนี้ลุกเดินเปิดประตูออกไปหน้าตาเฉย เมื่อกี้ยังห่วงเขาอยู่ดีๆ แต่ทำไมเหตุการณ์มันกลับตาลปัตรพอพูดถึงไอ้ต้ม ซึ่งไอ้ต้มหรือข้าวต้มที่ว่าเนี่ย เป็นแมวที่เขากับเว่ยโจวเลี้ยงไว้ที่บ้าน มันได้ชื่อนี้เพราะตัวมันสีขาวปลอดเหมือนข้าวต้ม โดยที่เว่ยโจวเป็นคนตั้งให้ พี่ชายของเขารักมันมากทั้งที่มันเป็นแมวข้างถนนที่พลัดหลงกับแม่ สวี่เว่ยโจวผ่านไปเห็นมันนอนร้องเมี๊ยวๆ หิวนมอยู่ข้างทาง เลยนึกสงสารจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ เลี้ยงไปเลี้ยงมาไม่รู้อีท่าไหนเว่ยโจวกลับดูคล้ายไอ้ต้มไม่มีผิด ทั้งนิสัย ทั้งลักษณะ โขลกกันมาอย่างกับพิมพ์เดียวกัน

และพอพูดถึงแมวก็ทำให้อี้ป๋ออดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อบ่ายไม่ได้ เขาอมยิ้มน้อยๆ ตอนนึกถึงหน้าคุณหมอของพวกเจ้าสี่เท้าที่แสนใจดีคนนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก เพราะถึงแม้จะรู้ว่าคลินิคคุณหมออยู่ตรงไหน เขาก็ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรไปหาคุณหมอยิ้มสวยคนนั้น เพราะที่บ้านก็เลี้ยงแต่ไอ้ต้ม ซึ่งมันก็อึดถึกพอสมควร เพราะความที่เป็นแมวจรตั้งแต่เด็ก เอามาเลี้ยงอยู่หลายปีไม่เคยเห็นเจ็บป่วยเลยสักครั้ง และถึงมันจะป่วยจริง จะให้เขาหอบหิ้วพามันไป ทั้งที่คลินิกของคุณหมออยู่ไกลจากบ้านเขาพอสมควรก็ดูไม่สมเหตุสมผลอีก ยิ่งคิดหวังอี้ป๋อยิ่งกลัดกลุ้ม ไม่รู้ทำยังไงถึงจะได้ใกล้ชิดอีกฝ่ายแบบเช้ากลางวันเย็นดี

นี่ถ้าขอป๊ากับม๊าไปอยู่หอแถวมหาวิทยาลัยได้ โอกาสที่จะได้เจออีกฝ่ายก็คงมากกว่านี้

... เดี๋ยวนะ ย้ายไปอยู่หอแถวมหาวิทยาลัยเหรอ?

พอคิดได้แบบนั้น แผนการทุกอย่างในหัวหวังอี้ป๋อก็พรั่งพรู แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องอาศัยพี่ชายสุดที่รักของเขาเป็นหลักในการทำให้ทุกอย่างราบรื่น เพราะถ้าสวี่เว่ยโจวไม่ให้ความร่วมมือ สิ่งที่เขาคาดหวังไว้ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นจริงแน่ๆ
.

.

.

“วันนี้เปิดคลินิควันแรก จ้านเกอเป็นยังไงบ้าง? เหนื่อยไหมครับ?”

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นไปยิ้มกว้างให้น้องชายที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่งจะลงจากห้องนอนหลังทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้นหลังกลับมาจากมหาวิทยาลัย ในขณะที่ตัวเขาเองก็ง่วนกับการทำอาหารอยู่ในครัว

“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ? มาๆ พี่ทำอาหารเสร็จพอดีเลย มานั่งกินข้าวมา เพิ่งกลับมาจากเรียนเหนื่อยๆ”

“ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องทำ ทำงานทั้งวันพี่ก็เหนื่อยมากพอแล้ว รอผมกลับมาทำให้ก็ได้”

คนเป็นน้องบ่นไม่จริงจัง เมื่อเห็นว่าพี่ชายที่ตัวเล็กกว่าเขาเข้าครัวทำอาหาร ทั้งที่วันนี้ก็เป็นวันเปิดคลินิควันแรก ไม่บอกก็รู้ว่ามันต้องวุ่นมากแค่ไหน

“ไม่ได้เหนื่อยอะไรสักหน่อย แค่ทำอาหารให้น้องชายกินแค่นี้ พี่ทำได้ สบายมาก”

“พี่ก็พูดแบบนี้ทุกที” คนเป็นน้องว่า พลางพรูลมหายใจออกมาอย่างปลงๆ เพราะรู้ดีว่าพี่ชายตัวเองนั้นดื้อดึงมากขนาดไหน เห็นยิ้มใจดีๆ แบบนี้เถอะ ถ้าลองไม่ยอม ต่อให้เขาค้านหัวชนฝา จ้านเกอคนนี้ก็จะทำ

“มานั่งกินข้าวมา เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พี่จะผลัดให้จิ่งอวี๋ทำบ้างดีไหม เราจะได้เลิกบ่นพี่สักที” คนถูกน้องดุว่าเสียงเย้า “ว่าแต่เราเถอะ จะกลับมาทำข้าวเย็นให้พี่ทันหรือเปล่า เปิดเทอมใหม่ ไม่ต้องดูแลรุ่นน้องเหรอ?”

หวงจิ่งอวี๋ถอนหายใจออกมาเหนื่อยๆ เมื่อคิดถึงสภาพวันพรุ่งนี้ เพราะมันไม่ผิดจากที่พี่ชายเขาเดาไว้สักนิด จิ่งอวี๋ได้ยินมาว่าตอนเช้าก่อนเข้าเรียน จะต้องมีกิจกรรมพี่พบน้อง แนะนำอะไรต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่รู้ว่าปีนี้ทางมหาวิทยาลัยนึกครึ้มอะไร ถึงได้กำหนดให้นักศึกษาปีสามเป็นคนทำหน้าที่นี้ ทั้งที่ๆ ผ่านมาทุกปี ก็เป็นนักศึกษาปีที่สองมาโดยตลอด

“มีครับ ท่าทางปีนี้จะมีหนักด้วย เพราะเหมือนทางมหาวิทยาลัยอยากจะลองระบบใหม่ อยากให้นักศึกษาปีสามเป็นคนดูแลรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่แทนนักศึกษาปีสอง ละดันมาทดลองที่รุ่นผมเป็นปีแรกด้วยนะ โคตรซวย”

คนพูดน้อยถึงกับบ่นยาว เมื่อนึกถึงภาระที่ตัวเองต้องเผชิญในหนึ่งปีข้างหน้า ทำเอาพี่ชายอย่างเซียวจ้านถึงกับหลุดขำออกมาเบาๆ

“เนี่ย แล้วก็มาเป็นห่วงพี่ พี่ควรจะเป็นห่วงเรามากกว่ารึป่าวจิ่งอวี๋ หืม?”

“จ้านเกอ... พี่ก็รู้ว่าผมไม่อยากให้พี่เหนื่อย ดูแลคลินิคมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ ไหนจะน้องๆ ที่พี่รักษาไม่ได้พูดคุยกันรู้เรื่องเหมือนคนอีก แล้วพี่จะไม่ให้ผมห่วงพี่ได้ไง ในเมื่อเราก็มีกันอยู่แค่สองคน”

เซียวจ้านยิ้มกว้าง เขาไม่เก็บเอาสิ่งที่หวงจิ่งอวี๋ผู้เป็นน้องชายบ่นมาคิดจริงจัง เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนเข้มงวดขนาดไหน ด้วยความที่มีกันสองคนพี่น้องมาแต่เด็ก ไปไหนทำอะไรก็ทำมาด้วยกันตลอด หวงจิ่งอวี๋จึงติดเขาเป็นตังเม แล้วยิ่งตัวเขาเองเป็นเด็กจิ้มลิ้มน่ารัก ต่างจ่างจิ่งอวี๋ที่ตัวโตเป็นยักษ์ตั้งแต่เด็ก เลยยิ่งทำให้จิ่งอวี๋หวงเขามาก ใครเข้ามาใกล้ เข้ามาเล่น ยิ่งเป็นเด็กผู้ชายจิ่งอวี๋ยิ่งไล่ตะเพิดหมด พอหนักเข้าคนเป็นพี่อย่างเขาเลยตัดปัญหา ไม่ไปเล่นกับเด็กคนไหนให้น้องชายขุ่นข้องใจ หรือถ้าจะไปก็จะหนีบเอาเจ้าตัวโตนี่ไปเล่นด้วย เพราะอย่างน้อยถ้าเห็นเขาในสายตา จิ่งอวี๋ก็จะไม่งอแงฟาดงวงฟาดงาเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งพี่ชายของตัวเองไป

ซึ่งเซียวจ้านเองก็ไม่ถือโทษโกรธน้องสักนิดที่หวงเขามากมายขนาดนี้ เพราะรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร เขากับจิ่งอวี๋เป็นพี่น้องที่อายุห่างกันไม่กี่ปี แถมลักษณะภายนอกก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีส่วนไหนเหมือนกันเลย เซียวจ้านเป็นคนร่างบางผอมสูง หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมแป๋วเหมือนแม่ แถมเวลายิ้มก็สดใสเหมือนพระอาทิตย์ที่เจิดจ้ายามเช้า ในขณะที่หวงจิ่งอวี๋เป็นเด็กนิ่งเฉย ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ติดจะตาดุนิดๆ เหมือนพ่อ แถมยังยิ้มไม่บ่อย เพราะต้องตีหน้ายักษ์แทนพี่ชายมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วยิ่งมาเสียป๊ากับม๊าไปตั้งแต่ทั้งคู่อายุไม่มาก จิ่งอวี๋ก็ยิ่งเพิ่มโหมดหวงพี่มากยิ่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ชัดเจนเท่าตอนเป็นเด็กๆ แต่ก็สัมผัสรังสีความไม่เป็นมิตรได้ดีเมื่อมีใครเข้ามาหาพี่ชายเขาด้วยท่าทีที่ไม่น่าไว้วางใจ

สองพี่น้องดูแลกันและกันมาตลอด จนกระทั่งเซียวจ้านเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หวงจิ่งอวี๋ที่ยังคงเรียนอยู่ในชั้นมัธยมก็มักจะเทียวแวะไปรับไปส่งพี่ชายทุกทีที่มีโอกาส ซึ่งคนเป็นพี่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร เพราะรู้ดีว่าจิ่งอวี๋แค่เป็นห่วง และอยากจะรู้ว่าที่เรียนของเขาเป็นยังไงบ้างก็แค่นั้น เซียวจ้านรู้ดีว่าถึงแม้จิ่งอวี๋จะขี้หวงเขาขนาดไหน แต่น้องชายคนนี้ก็ไม่เคยทำให้เขาลำบากใจสักครั้ง จิ่งอวี๋ไม่เคยก้าวก่ายเรื่องการคบเพื่อน หรือเรื่องส่วนตัวของเขาแต่จะลอบสังเกตอยู่เงียบๆ ซึ่งเซียวจ้านเองก็แคร์น้องมากพอที่จะไม่ทำอะไรให้จิ่งอวี๋ต้องคิดมาก หรือวิตกกังวล 

แต่ถึงแม้ว่าจิ่งอวี๋จะขี้หวงขนาดไหน แต่ความน่ารักและความยิ้มสวยของเซียวจ้านก็ไม่อาจทำให้รอดพ้นจากการถูกตามจีบจากทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ โชคยังดีที่คนที่เข้ามาหาเซียวจ้านส่วนใหญ่ยังไม่ใช่คนที่คลิก หรือคนที่ทำให้เซียวจ้านอยากพัฒนาความสัมพันธ์ เขาเลยบอกปัดทุกคนไปทั้งหมด โดยตั้งเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าถ้าจะเข้ามาหาเพราะอยากเป็นเพื่อน เขายินดี แต่ถ้าอยากจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่านั้น เขาคงต้องขอปฎิเสธ เพราะตราบเท่าที่ความฝันที่อยากจะมีคลินิครักษาสัตว์เล็กๆ ของตัวเองยังไม่สำเร็จ เซียวจ้านก็ยังไม่พร้อมที่จะเปิดรับใครเข้ามาในชีวิตทั้งนั้น

และพอยิ่งเซียวจ้านไม่เปิดรับความสัมพันธ์ในรูปแบบนั้นจากใคร เลยมีผลให้ช่วงแรกเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยบางคนถึงกับคิดว่าเขากับจิ่งอวี๋เป็นแฟนกันเลยด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่บอกว่าเขากับจิ่งอวี๋แทบจะไม่มีส่วนไหนที่เหมือนกันเลย แล้วยิ่งน้องชายเขา เป็นเด็กที่รูปร่างสูงใหญ่เกินวัย ยิ่งทำให้คนเข้าใจผิด ขนาดว่าแม้แก้ความเข้าใจผิดกันแล้ว บางคนก็ยังไม่เชื่อ เนื่องจากเห็นว่าเขากับจิ่งอวี๋ใช้นามสกุลกันคนละนามสกุล จะเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ได้ยังไง

เขาแซ่เซียว ชื่อจ้าน

ในขณะที่น้องชายเขา แซ่หวง ชื่อจิ่งอวี๋

เขาเองก็ขี้เกียจจะอธิบายหลายครั้ง เนื่องจากเรื่องชื่อแซ่มันมีเหตุผลมาตั้งแต่ตอนป๊ากับม๊ายังอยู่ เนื่องจากทางครอบครัวม๊าไม่มีทายาทที่เป็นผู้ชายเหลืออยู่เลย คุณตาก็เลยกลัวว่าตระกูลจะสิ้นสุด จึงขอให้จิ่งอวี๋ใช้แซ่หวง ซึ่งทางครอบครัวป๊าก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เขากับกับจิ่งอวี๋ใช้กันคนละแซ่ ทั้งๆ ที่เป็นพี่น้องคลานตามกันมา

แต่ทุกวันนี้เขาสองคนพี่น้องก็ไม่ค่อยได้กลับไปหาครอบครัวของป๊ากับม๊าสักเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่ท่านทั้งสองจากไปปัญหามากมายต่างๆ ก็ตามเข้ามาไม่หยุดหย่อน พวกท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เลยทำให้ได้เงินประกันก้อนใหญ่พอสมควร ก้อนใหญ่มากพอที่จะใช้ให้เขาทั้งสองเรียนได้จนจบปริญญาโท ซึ่งยังไม่รวมกับเงินเก็บที่ป๊ากับม๊าเก็บไว้ให้ตั้งแต่สมัยยังมีชีวิต และมันก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาสองพี่น้องกลายเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อยได้ 

โชคดีที่คุณอาน้องชายคนที่สนิทกับป๊าที่สุดเข้ามาช่วยดูแล เลยทำให้ญาติคนอื่นๆ ไม่กล้าเข้ามาวุ่นวาย เซียวจ้านกับจิ่งอวี๋จึงรอดพ้นจากการรุมทึ้ง จนตัวเขาเรียนจบได้เป็นสัตวแพทย์ และนำเงินที่ป๊ากับม๊าทิ้งไว้ให้มาเปิดคลินิครักษาสัตว์โดยอยู่ในรั้วเดียวกับบ้านตามที่ตั้งใจจนได้ ในขณะที่จิ่งอวี๋เองก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งเซียวจ้านถือว่าชีวิตในตอนนี้สำหรับเขาและน้องชายมีความสุขมากพอ โดยที่ไม่ได้ต้องการอะไรเพิ่มอีก

“เพราะมันเป็นงานที่พี่รัก พี่ก็เลยไม่ได้เหนื่อยมากอะไรเท่าไหร่ แต่เพื่อความสบายใจของเรา พี่จะหาลูกจ้างเพิ่มแล้วกัน ไว้คลินิคลงตัวมากกว่านี้แล้วพี่จะติดประกาศรับสมัครนะ”

เซียวจ้านหาทางออกได้ในที่สุด อันที่จริงจะเรียกว่าทางออกก็ไม่ถูก เพราะเขาเองก็คิดไว้อยู่แล้วว่าอยากจะได้ลูกจ้างมาช่วยดูแลคลินิคอีกสักคนสองคน โดยเฉพาะช่วงเย็นกับช่วงวันเสาร์อาทิตย์ที่มักจะยุ่งเป็นพิเศษ ถ้าได้คนมาช่วยแบ่งเบาเขาก็คงไม่ต้องเหนื่อยมาก และตัวจิ่งอวี๋เองจะได้สบายใจด้วย

.

.

.

ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆ

หลังจากที่สวี่เว่ยโจวกำลังจะเตรียมตัวเข้านอน จู่ๆ ประตูหน้าห้องก็ดังเพราะถูกเคาะรัวจากไอ้น้องชายตัวแสบ ที่ไม่รู้นึกคึกอะไรถึงได้มาเคาะห้องชาวบ้านในเวลาแบบนี้ ทั้งที่ก็รู้ทั้งรู้ว่าพรุ่งนี้ทั้งเขาและตัวอี้ป๋อเองจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยให้ทัน

“โจวโจวววว ปิดประตูให้น้องหน่อยค้าบบบบ”

คนถูกเรียกลุกขึ้นเดินไปยังประตูเซ็งๆ โดยมีสายตาของไอ้ต้มมองตามไปอย่างเบื่อหน่าย … อารมณ์แบบแมวจะนอนมารบกวนทำไมอะไรประมาณนั้น

“มีอะไรอี้ป๋อ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ ทำไมนายยังไม่นอนอีก”

หวังอี้ป๋อไม่ตอบแต่กลับพุ่งพรวดมาที่เตียงของเว่ยโจว ทำเอาข้าวต้มกระโดดหนีแทบไม่ทัน

“ขอนอนด้วยดิ คืนนี้เหงา” อี้ป๋อว่าพลางทำหน้าน่ารักใส่คนเป็นพี่ ในขณะที่คนเป็นพี่ผู้ซึ่งเห็นกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกรู้ดีว่ามาไม้นี้ต้องมีอะไรแน่ๆ

“เอาความจริง”

และแค่สามคำที่หลุดออกมาจากปากอิ่มก็ทำเอาหวังอี้ป๋อหลุดหัวเราะออกมาดังๆ

“แหม่ รู้ใจ” พูดจบก็ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียง พลางตบปุๆ ลงข้างๆ เป็นเชิงว่าให้เว่ยโจวนั่งลงใกล้ๆ “มีเรื่องจะปรึกษานิดหน่อย เรื่องสำคัญ เพราะเราเป็นพี่น้องกันฉันเลยอยากช่วยให้นายตัดสินใจ”

“จะให้ขออะไรกับที่บ้านใช่ไหม?” สวี่เว่ยโจวพูดพลางหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน “ฉันก็เห็นนายเป็นแบบนี้ทุกที เป็นพี่น้องกันทุกครั้งที่จะให้ฉันเป็นหน่วยกล้าตายไปขออะไรกับบรรดาป๊ากับม๊า”

“คิดมากนะเนี่ยย” หวังอี้ป๋อยังทำตีมึนจนสวี่เว่ยโจวนึกรำคาญ เลยตัดบท

“เออ งั้นก็ไม่ต้องพูดละ ลีลาอยู่นั่น ฉันนอนนะ”

พอเว่ยโจวทำท่าจะล้มตัวลงบนเตียงอี้ป๋อก็รีบพุ่งไปคว้าแขนเล็กของคนเป็นพี่ไว้ ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากตามที่ได้ซุ่มซ้อมมา

“โจวโจวววว ฟังน้องหน่อย ฟังน้องก่อน”

คนถูกอ้อนตวัดตากลมๆ โตๆ ของตัวเองมองน้องชายที่ชอบท่ามากแปลงร่างเป็นเด็กสามขวบและกำลังเตรียมจะอ้อนขอให้เขาทำในสิ่งท้าตาย และถึงแม้เว่ยโจวจะรู้เท่าทันแผนของอี้ป๋ออย่างดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยสักนิดว่าเขาชอบให้น้องชายทำแบบนี้กับเขา เพราะเวลาอี้ป๋ออ้อนน่ะ น่ารักมากๆ น่ารักตั้งแต่เด็ก ยันโตเป็นหนุ่มใหญ่เขาก็ยังมองว่าน่ารักอยู่ เพราะการทำแบบนี้ของอี้ป๋อมันหมายความได้ว่า สวี่เว่ยโจวยังคงเป็นโลกทั้งใบของคนเป็นน้อง ไม่ว่าเราจะโตขึ้นมากอีกแค่ไหนก็ตาม

“ก็พูดมาสิ ฟังอยู่เนี่ย” คนพี่ทำเป็นตีหน้านิ่งพยายามกลั้นยิ้ม ในขณะที่อี้ป๋อนั้นหน้าระรื่น เพราะรู้ดีว่าชั่วโมงนี้ถ้าเขาขออะไรออกไป เว่ยโจวจะต้องไม่ขัดใจแน่ๆ

อยู่กันมาตั้งแต่เป็นทารกนอนร้องอุแว้ๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ใจอีกฝ่าย ไม่ใช่แฝดก็เหมือนแฝด เพราะเกิดห่างกันไม่กี่เดือน ถูกเลี้ยงมาคู่กัน เลยสนิทกันมากกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก

“โจวโจว นายไม่คิดเหรอว่าบ้านเราอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากเลยนะ”

“แล้ว?” เว่ยโจวเลิกคิ้ว เพราะไม่ค่อยเข้าใจในประเด็นที่อี้ป๋อพยายามจะสื่อสักเท่าไหร่

“คือมันไกลไง กว่าจะเดินทางไปถึง กว่าจะกลับบ้าน แล้ววันไหนเกิดเลิกดึกหรือต้องไปเช้า ฉันกับนายไม่ลำบากแย่เหรอ?” อี้ป๋อพยายามทำหน้าจริงจังตอนอธิบาย ในขณะที่เว่ยโจวนั่งฟังอีกฝ่ายนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา

“แล้วคิดดูนะ นายก็ต้องเป็นห่วงฉันใช่ป้ะล่ะ ขี่มอเตอร์ไซค์ไกลๆ มันอันตรายออก ยิ่งตอนนี้มอเตอร์ไซค์กำลังส่งซ่อมก็ต้องนั่งแท็กซี่ ค่ารถไปกลับตั้งเท่าไหร่”

เว่ยโจวยังคงกอดอกตั้งใจฟังน้องชายพูดนิ่งๆ เพราะอี้ป๋อไม่ใช่คนช่างพูด ซึ่งการที่อีกฝ่ายพูดยาวขนาดนี้ คนเป็นพี่รู้ดีว่ามันต้องมีนัยยะอะไรซ่อนแน่ๆ และประโยคต่อมาของอี้ป๋อก็ทำให้เว่ยโจวหายแปลกใจ

“สู้เราสองคนบอกป๊ากับม๊าว่าขอย้ายไปอยู่หอพักใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย เอาเงินค่ารถไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่กันสองคนพี่น้องสักห้อง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ฉันจะได้ไม่ต้องทำให้นายเป็นห่วงด้วย”

อี้ป๋อยิ้มหวานปะเหลาะพร้อมกับแกว่งแขนของพี่ชายไปมาเบาๆ หลังพูดจบ ซึ่งสวี่เว่ยโจวเองก็ยังคงไม่พูดอะไร นอกจากปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อยใจ

“เอาความจริง”

และก็เป็นอีกครั้งที่มีเพียงคำสามคำที่หลุดออกมาจากปากอิ่ม ทำเอาอี้ป๋อเลิ่กลั่ก เพราะไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้ทัน

“นี่ไงความจริง พูดความจริงหมดเลยเนี่ย” คนเป็นน้องยืนยัน เพราะมั่นใจว่าเหตุผลที่ตัวเองคิดมานั้นรัดกุมและฟังขึ้นมากพอตัว ยังไงเขาก็ไม่มีทางบอกหรอกว่าที่อยากย้ายไปอยู่หอก็เพราะ...


อยากไปอยู่ใกล้คุณหมอยิ้มสวยคนนั้น


“ให้โอกาสอีกครั้ง ถ้าไม่พูดความจริง ฉันก็จะไม่คุยกับป๊ากับม๊าให้ อีกอย่างอยู่บ้านก็สบายดีจะตาย ใครจะอยากไป...”

“ฉันแอบชอบคุณหมอรักษาสัตว์อ่ะ คลินิคเขาอยู่แถวมหาวิทยาลัย อยากย้ายไปอยู่ใกล้ อยากจีบ อยากได้เค้าเป็นแฟน”

หวังอี้ป๋อตัดสินใจพูดสวนเว่ยโจวรวดเดียวจบ โดยที่เว่ยโจวยังไม่ทันที่จะได้พูดจบประโยค และก็เป็นเว่ยโจวที่ต้องตาค้างเมื่อได้ฟังเหตุผลที่น้องชายบอก

แอบชอบคุณหมอรักษาสัตว์ เลยอยากย้ายไปอยู่ใกล้ๆ เค้าเนี่ยนะ

ทำไมมันถึงแก่แดดแบบนี้?! นี่แอบชอบคนอายุมากกว่าด้วย!! 

“หวังอี้ป๋อ!!”

“อะไรเล่า ก็นายให้ฉันพูดความจริง ก็นี่ไงความจริง จริงทุกคำ ทุกตัวอักษร ทุกประโยค”

“นายไปชอบอะไรเค้า ไปรู้จักเค้าได้ยังไ เค้าไว้ใจได้เหรอ? โอ๊ย อะไรเนี่ย นี่นายอายุยังไม่ถึงยี่สิบเลยนะ ทำไมแก่แดดอย่างนี้”

สำหรับเว่ยโจวแล้วหวังอี้ป๋อเหมือนเด็กที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบในสายตาเขาเสมอ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่โตมากก็ตามติดเขาเป็นวิญญาณ โจวโจวเกอเกออย่างนั้น โจวโจวเกอเกออย่างนี้ แต่พอโตขึ้น อี้ป๋อก็เริ่มมีสังคมเป็นของตัวเอง เขาเองก็เหมือนกัน เลยมีบ้างที่ต้องห่างๆ กันไป แต่ความผูกพันและความสนิทสนมไม่เคยแปรเปลี่ยน อาจจะเป็นเพราะครอบครัวของเขาทั้งสองเป็นครอบครัวที่อยู่ด้วยกันมาโดยตลอด หม่าม๊าของเขากับหม่าม๊าของอี้ป๋อเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก ส่วนป๊าของเขากับป๊าของอี้ป๋อก็เพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่พบรักและแต่งงานพร้อมกัน เลยตัดสินใจย้ายออกจากครอบครัวใหญ่ที่ดูวุ่นวายหน่อยๆ มาอยู่ด้วยกัน เพราะหวังจะให้ลูกๆ ช่วยดูแลซึ่งกันและกันในยามที่พวกท่านแก่ตัว

เนื่องจากทั้งป๊าและม๊าของทั้งเขาและอี้ป๋อแต่งงานกันช้า จึงทำให้มีลูกช้าตามไปด้วย ดังนั้น ทั้งสองครอบครัวจึงมีแค่ลูกชายคนเดียว เขากับอี้ป๋อเกิดไล่เลี่ยกัน เขาเกิดก่อนอี้ป๋ออยู่สามสี่เดือน จึงถูกเลี้ยงคู่กันมาตั้งแต่เด็ก เว่ยโจวถูกพร่ำสอนว่าตนเป็นพี่ต้องดูแลน้องชายให้ดีที่สุด ซึ่งเว่ยโจวก็ทำหน้าที่นั้นอย่างดีมาโดยตลอด จนถึงช่วงไหนก็ไม่รู้ที่จู่ๆ อี้ป๋อก็ตัวโตกว่าเขา เลิกเรียกเขาว่าเกอเกอ และเริ่มเรียนรู้ที่ดูแลเขากลับ เลยกลายเป็นว่าตั้งแต่นั้นมา เขาทั้งคู่ก็ผลัดกันดูแลกันและกันมาโดยตลอด ไม่ใช่หน้าที่เขาแต่เพียงคนเดียวในการดูแลน้องชายที่ดูเหมือนจะตัวโตกว่าแบบนี้

อี้ป๋อเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีมาตั้งแต่เด็กๆ สาวๆ ในโรงเรียนเดียวกันมักจะมาติดพันเจ้าเด็กเจ้าเล่ห์นี่เป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งตัวอี้ป๋อเองก็ไม่ได้จริงจังกับใครเป็นพิเศษ จะเรียกว่าหนักไปทางไม่แยแสเลยก็ได้ อี้ป๋อไม่ใช่คนเย็นชาหรือเข้ากับคนยาก แต่เป็นคนมีพื้นที่ส่วนตัวที่ค่อนข้างชัดเจน และจะหวงพื้นที่นั้นไว้สำหรับคนสำคัญ เช่นเพื่อนสนิทหรือครอบครัว ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครจะบุกเข้ามาถึงพื้นที่นั้นได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมชมชอบที่สาวๆ ทั้งหลายมีให้อี้ป๋อลดลงเลยสักนิด หนำซ้ำมันกลับตรงกันข้ามเพราะมีแต่คนบอกว่านั่นคือเสน่ห์ของอี้ป๋อที่น่ามองที่สุด แต่ไม่มีใครเคยได้รู้หรอกว่าตัวตนจริงๆ ของหวังอี้ป๋อนั้นเป็นยังไง

เพราะอี้ป๋อไม่ใช่คนช่างพูดเมื่อต้องอยู่กับคนแปลกหน้า อย่างที่บอกว่าเขาไม่ถึงกับเย็นชาแต่มีพื้นที่ของตัวเองมากพอสมควร ดังนั้น การที่จะให้อี้ป๋อพูดคุยสนิทสนมได้นั้นต้องใช้เวลา แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเด็กคนนี้ให้ใจใครแล้ว ช่วงเวลาหลังจากนั้นมันจะคุ้มค่ามาก เพราะอี้ป๋อจะกลายเป็นอี้ป๋ออีกคนที่คุณอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อน

หวังอี้ป๋ออีกคนที่เป็นเด็กหนุ่มขี้อ้อน และช่างเอาอกเอาใจ เป็นหวังอี้ป๋อในเวอร์ชั่นที่สวี่เว่ยโจวคุ้นเคยเป็นอย่างดี 

เวลาอยู่กับที่บ้านอี้ป๋อจะไม่ต่างเด็กน้อยวัยสามขวบที่ทุกคนในบ้านตามใจ เขาเป็นน้องเล็ก เพราะฉะนั้นนิสัยอ้อนเอานั่นเอานี่จึงติดตัวเขามาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว แต่เวลาออกไปนอกบ้านเขาจะไม่ค่อยแสดงตัวตนด้านนี้ออกมาสักเท่าไหร่เพราะมันไม่ค่อยเท่ และดูเหมือนเด็กยังไม่โต ดังนั้นมันจึงถูกแสดงออกให้แค่คนที่เขาสนิทใจเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนสนิทและคนในครอบครัว และแน่นอนว่าพฤติกรรมเหล่านี้ของอี้ป๋อคนที่ได้รับไปเต็มๆ จึงมักจะเป็นสวี่เว่ยโจว 

แต่ถึงแม้จะน่ารักมากแค่ไหน แต่พฤติกรรมแสบสันก็ใช่ว่าจะน้อย อี้ป๋อชอบเรื่องรถมอเตอร์ไซค์ เรื่องความเร็วมาตั้งแต่เด็ก เวลาเห็นรายการรถแข่งในทีวีก็นั่งดูตาแป๋วทำเหมือนกับมันสนุกเสียเต็มประดา และก็ไม่ได้ผิดไปจากที่เว่ยโจวคิดไว้ เพราะเมื่อถึงช่วงอายุที่อี้ป๋อทำใบขับขี่ได้ เจ้าตัวก็ไปถอยรถมอเตอร์ไซค์ดูคาติคันใหญ่มาใช้เป็นรถคู่กาย จำได้ว่าตอนนั้นหม่าม๊าของอี้ป๋อแทบจะเป็นลมล้มจับเมื่อรู้ว่าอี้ป๋อเก็บเงินไว้มานานจนได้เป็นเงินก้อนใหญ่ที่สามารถเอาไปใช้ซื้อมอเตอร์ไซค์ได้ เจ้าเด็กดื้อตาใสเองก็รู้ตัวว่าทำผิด ถึงได้ไปทั้งกอดทั้งอ้อนทั้งสัญญากับหม่าม๊าตัวเองว่าจะขี่มันอย่างระมัดระวังที่สุด ซึ่งอี้ป๋อก็ทำตามสัญญามาได้เป็นอย่างดีตลอดสองสามปีที่ผ่านมา เพิ่งจะมีวันนี้นี่แหละที่เกิดเหตุ ซึ่งก็โชคยังดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่งั้นมีหวังโดยห้ามขี่มอเตอร์ไซค์ไปตลอดแน่ๆ

แล้วจู่ๆ วันนี้เจ้าเด็กที่บ้ามอเตอร์ไซค์เป็นชีวิตจิตใจ ทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณกับมอเตอร์ไซค์มาตลอดเป็นเวลาสิบเก้าปีก็มาบอกกับเขาว่าแอบชอบคุณหมอรักษาสัตว์ ... คุณหมอรักษาสัตว์เนี่ยนะ!

“ทำไมจะชอบไม่ได้ล่ะ อายุสิบเก้าไม่มีหัวใจหรือไง อีกอย่างเพื่อนๆ ฉันรุ่นนี้นะมีแฟนกันไปถึงไหนต่อไหน มีฉันคนเดียวนี่แหละที่ยังติดแหง็กอยู่กับนายจนจะรวมร่างกันได้แล้วเนี่ย”

“หน็อยยยย อยู่กับฉันแล้วทำไม แน่จริงก็ไปบอกป๊ากับม๊านายเองเลยไป ว่าจะย้ายไปอยู่หอข้างนอก ไม่อยากติดแหง็กกับฉันนี่ ไปเลย ไปบอกม๊าตัวเองเลยไป!”

“โอ๋ โจวโจวเกอเกอค้าบบบ น้องล้อเล่นน้า เราเป็นพี่น้องตัวติดกันยิ่งกว่าฝาแฝด เราไปไหนเราก็ต้องไปด้วยกันสิ” อี้ป๋อทรุดตัวลงนอนหนุนตักพี่ชายก่อนจะจับมืออีกฝ่ายมาแกว่งไปมาคล้ายกับกำลังอ้อน

“น่านะ เกอเกอ เราย้ายไปอยู่หอกันเถอะ ไหนนายบอกว่าไม่อยากให้ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ไกลๆ ไง นายไม่เป็นห่วงฉันเหรอ?”

หวังอี้ป๋องัดเอาจุดอ่อนของเว่ยโจวมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และเมื่อห็นเว่ยโจวนิ่งไปคล้ายกำลังคิดตาม อี้ป๋อก็ย้ำ

“โจวโจว ฉันชอบคุณหมอจริงๆ นะ รักแรกพบเลยอ่ะ ไม่เคยรู้สึกกับใครแบบนี้มาก่อนเลย” สวี่เว่ยโจวละสายตาจากภาพกำแพงตรงหน้ามามองหน้าน้องชายที่ดูจะจริงจังกว่าปกติ

“แล้วไปชอบเค้าได้ยังไง เจอเค้าที่ไหน ไหนบอกดิ๊”

พอสวี่เว่ยโจวถามอี้ป๋อก็ผุดลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะทำหน้าชวนฝันนัยน์ตาหวานเยิ้มใส่คนเป็นพี่ ซึ่งเป็นภาพที่เว่ยโจวเห็นแล้วยอมรับว่าตกใจมากๆ กับอาการที่น้องชายกำลังเป็น

“ก็ที่รถล้มวันนี้อ่ะ ไปล้มหน้าคลินิคคุณหมอเค้า พอคุณหมอเห็นฉันบาดเจ็บก็ออกมาช่วย พาไปทำแผลในคลินิคอีกต่างหาก มือเบ๊าเบา แถมเวลายิ้มนะ” อี้ป๋อพูดพลางยกมือขึ้นลูบอกป้อยๆ “พูดแล้วใจเต้นแรงเลยเนี่ย”

สวี่เว่ยโจวมองภาพน้องชายตรงหน้า ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ฮ่าๆๆ เป็นเอามากนะเนี่ย” ริมฝีปากอิ่มของคนเป็นพี่ยังคงส่งยิ้มล้อเลียน ก่อนจะแกล้งแหย่ “ว่าแต่ที่คุณหมอเค้าพาเข้าไปรักษาในคลินิคเนี่ย เค้าแอบคิดว่านายไม่ใช่คนป่าว เป็นหมานงหมาในงี้ ฮ่าๆๆๆๆ”

“สวี่เว่ยโจว นายนี่มัน!!” 

หวังอี้ป๋อโถมตัวลงทับคนที่ตัวเล็กกว่าเต็มแรง ทำเอาเว่ยโจวหงายหลังลงไปนอนบนที่นอน แล้วการตะลุมบอนต่อสู้เล็กๆ ก็เริ่มขึ้น เสียงด่าสลับหัวเราะของเด็กผู้ชายวัยทะโมนดังคับไปทั่วทั้งห้อง จนต่างคนต่างเหนื่อยถึงได้หยุด ก่อนที่อี้ป๋อจะถามอ้อนอีกรอบ

“เกอเกอออ ตกลงว่าไงอ่ะ ไปช่วยพูดพูดกับม๊ากับป๊าได้ไหม นี่แบบคิดถึงคุณหมอยิ้มสวยไม่หยุดเลยอ่ะ”

สวี่เว่ยโจวที่เห็นว่าน้องชายอาการหนักพอควรก็หันตะแคงไปหา ผลักหัวทุยๆ นั่นเบาๆ ก่อนจะยอมรับปาก

“เออ ก็ได้ เดี๋ยวช่วยพูด” 

“เย่!!” พอเว่ยโจวรับปากอี้ป๋อก็แสดงอาการยินดีออกมานอกหน้า ให้เขาต้องรีบเบรก

“แต่ต้องรับปากก่อน ว่าถ้าย้ายออกไปอยู่ด้วยกัน นายต้องช่วยฉันทำงานบ้าน ช่วยฉันดูแลหอ ห้ามใช้เงินสิ้นเปลือง และก็ต้องตั้งใจเรียน ไม่ใช่เอาแต่จีบคุณหมอ”

“ได้!! รับปาก สัญญาเลยจริงจัง จะทำตัวเป็นน้องชายที่น่ารัก ไม่ให้โจวโจวเกอเกอลำบากใจ”

เว่ยโจวยิ้ม รู้สึกพึงพอใจกับคำสัญญาของน้องชาย เพราะรู้นิสัยของอีกฝ่ายดีว่าอี้ป๋อไม่ใช่คนที่รับปากมั่วๆ สุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ เจ้าน้องชายเขาคนนี้เป็นคนที่ค่อนข้างรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองมากพอสมควร

“ดี งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วไปเดินดูหอว่างแถวๆ มหาวิทยาลัยกัน จะได้กลับมาขอที่บ้าน”

อี้ป๋อยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นหน้าตัวเองไปถูต้นแขนเว่ยโจวไม่หยุด อ้อนเก่งจนไอ้ต้มที่นอนอยู่บนเตียงถึงกับเบือนหน้าหนี

“อื้อ ตกลง ขอบคุณเกอเกอมากเลยนะ สัญญาเลยว่าจะทำให้ได้อย่างที่พูด” เว่ยโจวแกล้งเบ้ปาก ให้อี้ป๋อต้องขำก่อนเขยิบเข้ามากระแซะอีกรอบ 

“แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปดูหน้าว่าที่แฟนฉัน นายจะได้เห็นว่าคุณหมอยิ้มสวยของฉันน่ารักขนาดไหน”

.

.

.

To Be Continue

----------------------------------------

ชอบคาแรคเตอร์อี้ป๋อมากกกกกก ฮืออออ อยากเอาไปเลี้ยงที่บ้าน หมั่นเข้ว! ><

พยายามเร่งเขียนอยู่นิดๆ อยากจะลงสักอาทิตย์ละครั้ง นานไปป่าวคะ แบบทุกศุกร์ไรงี้ถ้าเป็นไปได้ ย้ำ.. ถ้าเป็นไปได้ 55555555 แต่เอาเป็นว่ายังไงจะรีบสต้อคไว้หลายๆ ตอนละกันน้อออ ใจจริงก็ไม่อยากให้รอกันนานเท่าไหร่ด้วย

ชอบไม่ชอบบอกได้นะคะ คอมเม้นท์เลยโลดๆ จะได้ปรับปรุง รออ่านคอมเม้นท์ของทุกคนอยู่นะจ๊ะ อืม.. มันควรมีแท็กในทวิตเตอร์ด้วยดีไหม เผื่อบางคนขี้เกียจเม้นท์ เอาเป็น #อุบัติรักหยูโจวป๋อจ้าน แล้วกันเนาะคิดไม่ออก เอาง่ายๆ อันนี้แหละ 55555555

ฝากฟิคเรื่องนี้ไว้ด้วยน้าาา ขอบคุณทุกคนมากๆ สำหรับกำลังใจจ้าาา ... เริ้บ❤


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

23 ความคิดเห็น

  1. #18 CPuuuuu (@tanusing) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 14:19
    กลัวเธอจะไปตีกับน้องชายคุณหมอเขาน่ะสิยัยเหมียว
    #18
    0