[YuZhou ft. BoZhan] Accident of Love

ตอนที่ 1 : ♧☆ Prologue ☆♧

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 876
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    17 ส.ค. 62

Prologue


ภายในรั้วบ้านหลังใหญ่กลางกรุงปักกิ่ง ที่หน้าบ้านถูกออกแบบตกแต่งให้เป็นคลินิคสำหรับรักษาสัตว์ขนาดย่อม สัตวแพทย์หนุ่มร่างบาง กำลังเคลื่อนย้ายและตกแต่งอุปกรณ์ในคลินิคอย่างตั้งอกตั้งใจ ให้สมกับฤกษ์ดีในการเปิดคลินิคที่เขาทุ่มเทลงทุนทำทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นวันแรก แต่ลูกค้ารายแรกของเขากลับไม่ใช่เจ้าพวกสี่เท้าอย่างที่ควรจะเป็น


โครม! 


และเสียงเอะอะที่ดังมาจากถนนหน้าประตูคลินิคทำให้ เซียวจ้าน ต้องหันไปมองด้วยความตกใจ เพราะจากที่ได้ยินมันเสียงเหมือนการประทะกันของสิ่งสองสิ่งที่น่าจะมีขนาดใหญ่พอสมควร 


และสิ่งที่สัตวแพทย์หนุ่มได้เห็น ก็ทำให้เขาถึงกับต้องพุ่งถลาออกไปหน้าร้าน เมื่อพบว่ามีมอเตอร์ไซค์ดูคาติคันใหญ่นอนจอดแอ้งแม้งอยู่หน้าคลินิค และถัดไปไม่ไกลก็มีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในชุดเชิ้ตขาวลอยชายกางเกงยีนส์สีเข้มสวมหมอกกันน็อคมิดชิด กำลังพยายามลุกขึ้นทั้งที่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ว่านั้นทับขาตัวเองอยู่ 

“คุณ!!” 

เซียวจ้านกุลีกุจอเข้าไปช่วยยกมอเตอร์ไซค์คันใหญ่เบิ้มขึ้น แม้จะทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะขนาดร่างกายของเขาดูไม่ค่อยจะสมมาตรกับเจ้าดูคาติที่ว่าสักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเรียวขาแข็งแรงของชายหนุ่มคนเจ็บ ก็หลุดออกจากการถูกกดทับจากมอเตอร์ไซค์ตัวเองได้ในที่สุด 

“ลุกไหวไหมครับ?” 

เซียวจ้านทรุดลงไปประคองคนเจ็บให้ลองลุกขึ้นยืนเพื่อสำรวจว่ามีตรงไหนแตกหักควรต้องได้รับการรักษาหรือเปล่า แต่ดูเหมือนกับว่าชายหนุ่มเจ้าของมอเตอร์ไซค์จะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่ เพราะในขณะที่เซียวจ้านพยายามออกแรงพยุง แต่คนเจ็บกลับนั่งเฉย 

เซียวจ้านมองไม่เห็นใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อคนั่น แต่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังมองตัวเองอยู่ เพราะกระจกหน้าของหมวกกันน็อคที่เปิดขึ้นเล็กน้อย ทำให้สัตวแพทย์หนุ่มมองเห็นดวงตาเรียวรีของอีกฝ่ายชัดเจนว่ากำลังจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ 

“คุณครับ เจ็บเหรอ? ลุกไม่ไหวใช่ไหม? งั้นรอผมแปปนึงนะครับ” 

เซียวจ้านเลิ่กลั่กเขาคิดว่าที่อีกฝ่ายไม่ยอมลุกขึ้นน่าจะเป็นเพราะเจ็บจนลุกไม่ไหว เลยตัดสินใจจะไปขอความช่วยเหลือ แต่ความจริงแล้วมันกลับไม่ใช่แบบนั้น เพราะในขณะที่เซียวจ้านกำลังจะผละออก มือใหญ่ของชายหนุ่มคนที่ว่าก็คว้าเข้าที่ต้นแขนเรียวของสัตว์แพทย์คนใจดีเสียก่อน 

“ผมลุกไหวครับ คุณแค่ช่วยพยุงก็พอ” 

เสียงอู้อี้ที่ดังผ่านหมวกกันน็อคค่อนข้างที่จะทำให้เซียวจ้านแปลกใจ เพราะเมื่อกี้เขาก็ช่วยพยุงอีกฝ่าย แต่ไม่เห็นว่าจะยอมลุกสักที 

“อ่อ.. ได้ครับๆ ค่อยๆ ลุกช้าๆ นะครับ” 

คนเจ็บค่อยๆ ดึงร่างกายตัวเองให้ลุกขึ้น โดยมีมือของคุณหมอหนุ่มน้อยช่วยประคอง จนกระทั่งเขาลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด 

“พอยืนไหวไหมครับ ผมจะขอจับดูขาคุณสักหน่อยว่ามีตรงไหนแตกหักหรือเปล่า” 

คนถูกถามพยักหน้ารับ เซียวจ้านจึงปล่อยให้อีกฝ่ายยืนเป็นอิสระ ก่อนที่เขาจะทรุดลงนั่งยองๆ พลางแตะลงไปที่ท่อนขาแข็งแรงเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ชักขาหนี แต่พอเซียวจ้าเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อคที่เห็นเพียงแค่ดวงตาเรียวรีคู่นั้น ก็ได้เห็นเจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่น แถมยังจ้องมายังเขาไม่เลิก เขาจึงส่งยิ้มให้พร้อมๆ กับลุกขึ้นยืนจนอีกฝ่ายสะดุ้งทำท่าเหมือนจะหงายหลัง ดีที่คุณหมอหนุ่มจับต้นแขนอีกฝ่ายไว้ได้ทัน 

“ระวังหน่อยสิคุณ จากที่ขาไม่หัก ก็จะหักตอนคุณหงายหลังล้มลงไปนี่แหละ” และก็เป็นอีกครั้งที่เซียวจ้านได้รับความเงียบเป็นคำตอบ เขาถอนหายใจนิดหน่อยก่อนจะตัดสินใจเอ่ย 

“ไม่มีตรงไหนแตกหักครับ แต่ผมเดาได้ว่าใต้กางเกงยีนส์นี่ต้องมีรอยถลอกที่ขาคุณแน่ๆ เพราะคุณขมวดคิ้วเหมือนเจ็บตอนผมแตะ” พูดไม่พูดเปล่ามือเล็กจับเข้าที่ต้นแขนคนเจ็บอีกครั้ง ก่อนจะพาออกเดิน 

“คุณจะพาผมไปไหน?” เสียงอู้อี้ที่เพิ่งดังขึ้นเป็นที่สองถามขึ้น ทำเอาเซียวจ้านแอบระบายยิ้ม เขานึกว่าอีกฝ่ายจะไม่ถามเสียแล้ว เห็นนิ่งขนาดนั้น 

“ทำแผลครับ คลินิคผมอยู่ตรงนี้เอง” 

เซียวจ้านพาอีกฝ่ายออกเดินจนถึงหน้าประตูร้านก่อนที่เขาจะผลักเข้าไป แล้วพาคนเจ็บไปนั่งที่โซฟาที่ใช้ต้อนรับลูกค้าที่ตอนนี้ยังคงร้างผู้คนเพราะร้านยังไม่ได้ทันเปิดอย่างเป็นทางการ แต่กลับต้องมารักษาคนเจ็บกิตติมศักดิ์เสียก่อน 

เจ้าของคลินิคปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งรอตอนที่เดินไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลที่อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ เลยไม่ทันได้เห็นชายหนุ่มผู้บาดเจ็บที่ตอนนี้ได้ถอดหมวกกันน็อคออกจากศีรษะแล้ว 

“คลินิครักษาสัตว์?” 

เสียงทุ้มที่เปล่งออกมาชัดเจน แต่เซียวจ้านที่อยู่ไกลออกไปไม่ทันได้สังเกต เขาตอบคำถามของอีกฝ่ายเคล้าเสียงหัวเราะ 

“ใช่ครับ แต่คนผมก็รักษาได้ คุณไม่ต้องกังวลนะ” 

มือบางค้นกุกกัก จนได้ของที่ต้องการครบ ก็เตรียมจะเดินกลับมาพร้อมๆ กับที่เสียงทุ้มของอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นเย้าๆ 

“ผมไม่ได้กังวลสักหน่อย ผมแค่เกรงใจ เพราะดูเหมือนผมจะเป็นลูกค้าคนแรกของวัน” 

คุณหมอคนใจดีหัวเราะเสียงดังกับคำพูดคำจาของอีกฝ่ายก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วสบตาเข้ากับคนที่นั่งรออยู่ตรงโซฟาพอดิบพอดี 


... มันเป็นวินาทีที่ยาวนานพอสมควร เพราะดูเหมือนต่างฝ่ายจะต่างชะงักไป แล้วก็เป็นชายหนุ่มเจ้าของบิ๊กไบค์เป็นคนที่ได้สติก่อน เพราะเขาส่งยิ้มละมุนให้เซียวจ้านรู้สึกร้อนที่แก้มเล่นๆ 


สัตวแพทย์หนุ่มเกาแก้มแก้เก้อ เพราะรู้สึกว่ามันจะวูบวาบแปลกๆ ก่อนจะเอ่ยติดตลก 

“ไม่ใช่แค่คนแรกของวันหรอกครับ แต่เป็นคนแรกของคลินิคผมเลยต่างหาก... วันนี้เป็นวันเปิดคลินิคน่ะครับ ผมยังไม่ได้รักษาน้องๆ ตัวไหนเลย” 

ทีนี้กลายเป็นอีกฝ่ายบ้างที่หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาขำกับคำว่า ‘น้องๆ ตัวไหน’ ของคุณหมอหนุ่มมาก ต้องเป็นคนอ่อนโยนและรักสัตว์มากขนาดไหน ถึงได้เรียกเจ้าพวกสี่เท้าแบบนี้ 

“รู้สึกเป็นเกียรติขึ้นมาทันทีเลยครับ” 

เซียวจ้านยิ้ม ตอนได้ยินเจ้าของบิ๊กไบค์คันใหญ่ที่มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายพูดออกมาแบบนั้น เขาเขินนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าภายใต้หมวกกันน็อคใบนั้น อีกฝ่ายจะหน้าตาดีขนาดนี้ ประกอบกับส่วนสูงที่เขาเห็นก่อนหน้าตอนพยุงกันมา ต้องยอมรับเลยว่าอีกฝ่ายค่อนข้างจะเพอร์เฟ็คพอสมควร 

คุณหมอหนุ่มไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ลงมือทำแผลให้กับคนบาดเจ็บทันที มือเรียวบางหยิบนั่นจับนี่อย่างคล่องแคล่ว เขาใช้กรรไกรตัดตะเข็บขากางเกงยีนส์ให้แยกออกจากกัน จึงได้เห็นบาดแผลเป็นทางยาว โชคดีที่ปากแผลไม่ลึกและกว้าง มันเป็นเพียงแค่รอยถลอกเท่านั้น แต่ก็เรียกเลือดได้ไม่น้อย 

เซียวจ้านจัดการล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ และเช็ดทำความสะอาดรอบๆ โดยมีสายตาคมของชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นลูกค้าคนแรกแอบทอดมองอย่างประทับใจ เขายอมรับอย่างไม่อายเลยว่ากำลังถูกใจคุณหมอหนุ่มคนนี้ ไม่ใช่แค่เฉพาะความใจดี มันรวมไปถึงหน้าตาที่น่ารักและรอยยิ้มที่แสนจะสดใสโดดเด่นของอีกฝ่าย ที่มัดใจเขาอยู่หมัดตั้งแต่แรกเห็น 

ตอนรถล้มเขายอมรับว่าตัวเองตกใจมาก ไม่ได้ว่ากลัวตัวเองจะเจ็บ แต่กลัวว่ารถจะพังหรือเป็นรอยมากกว่า เพราะนั่นน่ะมอเตอร์ไซค์คันแสนรักเลยนะ เขาทั้งเก็บเงิน ทั้งประคบประหงมมานานมากกว่าจะได้ครอบครอง แต่ในขณะที่กำลังหัวเสียกับความไม่ระมัดระวังของตัวเอง จู่ๆ ก็มีผู้ชายร่างบางใจดีที่พุ่งมาจากไหนไม่รู้เข้ามาช่วย ตอนที่เขาเห็นใบหน้าหวานๆ นั่นครั้งแรก เขายอมรับว่าเขาลืมทุกอย่างไปหมด ลืมความเจ็บ ลืมมอเตอร์ไซค์ ได้แต่ตะลึงงันและถามตัวเองซ้ำๆ ว่า 


‘บนโลกนี้จะมีคนที่น่ารักได้มากขนาดนี้ได้ยังไงกัน’ 


และนั่นคือสาเหตุที่เขานิ่งงันตอนที่ถูกพยายามพยุงให้ลุกขึ้นยืน กว่าจะได้สติก็ตอนที่คุณสัตวแพทย์คนน่ารักผละออกนั่นแหละ 

ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องขาหัก แผลถลอก เลือดออกหรืออะไรเลย ตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากรู้จักอีกฝ่ายให้มากกว่านี้ อย่างน้อยรู้ชื่อแซ่ก็ยังดี ซึ่งตอนนี้เขากำลังได้มากกว่าสิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้เสียอีก 

“แล้วทำอีท่าไหนครับ ทำไมถึงล้มได้” 

คนเจ็บแอบสะดุ้งเบาๆ เมื่อจู่ๆ คนที่กำลังจดจ่ออยู่กับการทำแผลถามขึ้นทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง ให้เขาต้องลอบยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบ 

“ผมกำลังจะเลี้ยวเข้าซอยครับ แต่แมววิ่งตัดหน้า เบรคแรงไปหน่อยมันเลยเสียจังหวะล้ม” 

เซียวจ้านพยักหน้ารับรู้แต่มือก็ยังคงง่วนอยู่กับการทำแผล ก่อนจะเอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ ให้คนที่ได้ยินขมวดคิ้วแปลกใจ 

“ขอบคุณนะครับ” 

“หืม? ผมสิครับที่ต้องขอบคุณ ทำไมคุณหมอถึงมาขอบคุณผมแทนเสียล่ะ” 

คุณหมอหนุ่มปิดเทปลงบนผ้าพันแผลเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มที่ทำให้หัวใจคนได้รับรอยยิ้มที่ว่าถึงกับเต้นรัว 

“ผมขอบคุณแทนน้องแมวครับ คุณยอมเจ็บตัวแทนน้องแมว ผมเลยขอบคุณคุณ” 

“อ่า.. คุณทำเอาผมไปไม่เป็นเลยแฮะ” ชายหนุ่มถึงกับครางออกมาเบาๆ ตอนเจอความน่ารักและอบอุ่นของคุณหมอจู่โจม เขายอมรับว่าคนตรงหน้ากำลังทำให้เขาเสียอาการ เสียอาการตั้งแต่สบตาครั้งแรกยันจนถึงตอนนี้ 

“เสร็จแล้วครับ แต่ผมว่าคุณควรไปเช็คที่โรงพยาบาลอีกทีให้แน่ใจ น่าจะดีกว่านะครับ” 

คนเจ็บที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะลืมความเจ็บไปแล้วลุกขึ้นยืน “ขอบคุณคุณหมอมากนะครับ ยังไงผมขอจ่าย...” 

“ไม่รับครับ คุณจ่ายเป็นชีวิตน้องแมวให้ผมแล้ว ถือว่าหายกัน” 

คนถูกปฎิเสธหลุดยิ้มก่อนที่จะน้อมรับด้วยความยินดี “ถ้างั้น ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณ...” 

“เซียวจ้านครับ ผมชื่อเซียวจ้าน” คุณหมอหนุ่มยื่นมือบางออกไปตรงหน้า ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่พลาดที่จะยื่นมือตัวเองออกไปสัมผัส 

“ครับคุณหมอเซียวจ้าน ผมอี้ป๋อครับ หวังอี้ป๋อ ... ขอบคุณมากนะครับสำหรับทุกอย่างในวันนี้” 

ใช่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง และรับรองเลยว่านี่จะไม่ใช่การเจอกันเป็นครั้งสุดท้ายของเราสองคน 




“นี่มันสายโด่งแล้วนะ ทำไมอี้ป๋อไม่มาสักทีเนี่ย” 

เจ้าของใบหน้าสวยหวานยืนกระสับกระส่ายอยู่ที่หน้าคณะนิเทศศาสตร์ในรั้วมหาวิทาลัยชื่อดังกลางกรุงปักกิ่ง ลูกตากลมโตสอดส่ายไปทางนั้นที ทางนี้ราวกับกำลังมองหาใครสักคนอยู่ ซึ่งใครสักคนที่ว่าก็คือลูกพี่ลูกน้องที่อายุเท่ากันกับเขา และวันนี้ก็เป็นวันเปิดเรียนวันแรก แต่อี้ป๋อกลับลืมเอกสารรายงานตัวไว้ที่บ้าน เลยต้องขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปเอา ซึ่งเขาก็ยืนรอนานมากแล้ว แต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าอี้ป๋อจะกลับมาสักที 

เขาตัดสินใจล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วกดโทรออกเบอร์ล่าสุด ทั้งที่ใจจริงแล้วไม่ค่อยอยากจะโทรหาอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ เพราะกลัวว่าอี้ป๋ออาจจะกำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ 

(ว่าไง) 

เสียงทุ้มถูกส่งมาตามสาย ทำเอาเจ้าของใบหน้าหวานต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ทำไมรับไว ไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่หรอ? 

“ไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่หรอ? ทำไมรับสายได้อ่ะ” 

(ถ้ารู้ว่าขี่มอไซค์อยู่แล้วโทรมาทำไมล่ะ?) 

“หวังอี้ป๋อ!” 

(ฮ่าๆๆ หยอกๆ ไม่ต้องทำเสียงดังใส่ก็ได้ เพราะไม่กลัว ฮ่าๆ) และเมื่อรู้ว่าอีกฝั่งของปลายสายกำลังอ้าปากจะด่าเขาแน่ๆ อี้ป๋อเลยรีบสวนออกไป (ตอนนี้อยู่บนแท็กซี่ กำลังไป อีกไม่เกินสิบนาทีถึง) 

จากที่งงอยู่แล้วเลยยิ่งงหนักไปอีก ตอนไปขี่มอเตอร์ไซค์ไป แล้วทำไมขากลับมาถึงนั่งแท็กซี่ จากที่คิดจะด่าเลยตอบกลับไปงงๆ แทน 

“ทำไมมาแท็กซี่อ่ะ แล้วมอเตอร์ไซค์ไปไหน” 

(เดี๋ยวไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วจะเล่าให้ฟัง รออยู่ตรงไหน จะได้ให้แท็กซี่ไปจอดตรงนั้นเลย) 

หวังอี้ป๋อตัดบท เพราะรู้ดีว่าขืนเล่าไปตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าเขาไม่กี่เดือนต้องโวยวายแน่ๆ เพราะรายนั้นไม่ค่อยชอบให้เขาขี่มอเตอร์ไซค์เป็นทุน ดังนั้นถ้าหากรู้ว่าเขาขี่รถล้ม มีอยู่สองอย่าง ไม่ด่าก็ต้องเทศน์จนเขาหูชาแน่ๆ เพราะงั้นเลยเอาไว้ก่อน ค่อยไปถูกด่าทีเดียวตอนเจอหน้าเลยแล้วกัน 

“อือๆ งั้นก็รีบมา ยืนจนขาจะแข็งแล้ว รอตั้งแต่คนเยอะแยะ จนตอนนี้เขาขึ้นตึกกันไปหมดละ” 

(ขี้บ่นจังอ่ะ เหมือนแม่เลย) 

“อี้ป๋อ ว่าฉันอีกแล้วนะ ฉันเป็นพี่นายนะโว้ย” คนมีศักดิ์เป็นพี่ถึงกับแหวลั่น แต่ถามว่าคนเป็นน้องกลัวไม่ ตอบเลยว่ายาก 

(ห่างกันกี่เดือนเชียว ไม่ต้องเอาคำว่าพี่มาขู่) อี้ป๋อตอบโต้กลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ซึ่งคนถูกเถียงก็ทำไรอะไรมากไม่ได้ นอกจากรอเจอหน้าอีกฝ่ายก่อนค่อยว่ากัน 

“จะกี่เดือนก็เป็นพี่นายละกัน รีบมาเดี๋ยวนี้เลย มันถึงเวลาแล้วเนี่ย ก่อนที่ฉันจะโดนรุ่นพี่ด่า เข้าใจมั้ย?” 

(รู้แล้วน่า แค่นี้แหละ ฉันเลี้ยวเข้ามหาลัยแล้ว) 

เจ้าคนที่มีศักดิ์เป็นน้องไม่ยอมแม้แต่จะให้คนเป็นพี่บอกลา หวังอี้ป๋อชิงวางสายไปเสียเฉยๆ ปล่อยให้คนยืนรอทำหน้าหงิกหน้างอ มุบมิบๆ ใส่โทรศัพท์แทน 

“คอยดูเถอะ ถ้ามาถึงฉันจะด่าให้หูชาเลย” 

และในขณะที่เขาชะเง้อชะแง้คอรอน้องชายอยู่นั้น ร่างเล็กก็ไม่ได้หยุดยืนเฉยๆ แต่กลับยุกยิกๆ จนถอยไปชนใครก็ไม่รู้ที่เดินมาจากข้างหลัง

“นี่คุณ..” 

“หือ? เรียกผมเหรอครับ” 

คนถูกเรียกหันมา ก็เจอกับเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา แต่ท่าทางจะกวนประสาทไม่น้อย โดยเฉพาะคิ้วเฉียงๆ บนตาคมๆ ที่กำลังขมวดน้อยๆ อยู่นั่น ยิ่งทำให้คนตรงหน้าดูดุดันขึ้นอีกแปดสิบเปอร์เซ็นต์ 

“ใช่ ผมเรียกคุณ เพราะคุณชนผม อีกอย่างเรียกเพราะจะถามว่า คุณเรียนที่คณะนี้หรือเปล่า เพราะถ้าเรียนคณะนี้ตอนนี้มันได้เวลาที่คุณต้องขึ้นตึกแล้ว ไม่ใช่เวลาจะมาเตร็ดเตร่เดินเล่นแบบนี้” 

คนถูกต่อว่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยขมวดคิ้วฉับ ใบหน้าน่ารักที่น่ามองในตอนนี้กลับบูดบึ้ง เพราะไม่ค่อยพอใจที่อีกฝ่ายมาต่อว่ากันโดยไม่ถามไถ่แบบนี้ ก็รู้แหละว่าผิดที่ชน แต่มาต่อว่าๆ เขายืนเตร็ดเตร่ทั้งที่ไม่รู้จักนี่ ยอมไม่ได้

“ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใครนะ ไม่รู้ด้วยว่าทำไมถึงมาเสียมารยาทใส่กัน ถ้าผมเป็นเพราะผมชนคุณผมขอโทษ แต่การมาต่อว่าผมฉอดๆ นี่ใช่เรื่องเหรอ ผมก็ยืนคอยน้องชายผมอยู่ดีๆ ไหม?” 

และยิ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบโต้ ดีแต่ตีหน้ายักษ์ใส่เขายิ่งได้ใจ รัวใส่นายหน้าตึงนี่อีกชุด 

“แล้วอีกอย่าง ผมจะยืนตรงไหน เรียนที่ไหน ขึ้นตึกหรือไม่ขึ้นตึก มันก็เรื่องของผม คุณเป็นใครไม่ทราบมาสั่งให้ผมทำนั่นทำนี่ เห๊อะ!” 

“หึ! แล้วถ้าผมเป็นรุ่นพี่คุณล่ะ ผมสั่งคุณได้ไหม ในเมื่อตอนนี้คุณทำผิดกฎของคณะอยู่” คนกลายเป็นรุ่นน้องโดยไม่ทันตั้งตัวถึงกับตาเบิกโพลง เมื่อรู้ว่าคนที่ตัวเองทุ่มเถียงอยู่นั้นคือรุ่นพี่ที่ถูกส่งมาดูแลความเรียบร้อยให้กับเด็กเข้าใหม่อย่างเขา 

“คนอื่นเขาขึ้นไปรายงานตัวกัน แต่คุณกลับมายืนทำอะไรไม่รู้ตรงนี้ คุณรู้หรือเปล่าว่าถ้าคุณช้า มันก็จะพากันช้าไปทั้งหมด” 

คนถูกต่อว่าถึงกับหดคอเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังทำผิดกฎ แต่เลือดนักสู้กลับบอกให้เขาไม่ยอมแพ้ มันเหมือนกับว่าขึ้นหลังเสือแล้วลงกลางทางไม่ได้ ไหนๆ ก็ยืดคอถียงไปแล้ว ยังไงก็คงต้องเถียงให้ถึงที่สุดนั่นแหละ 


รุ่นพี่ ก็รุ่นพี่ดิวะ !

ถ้าโดนต่อยอย่างดีก็ค่อยให้อี้ป๋อมาแก้แค้น 


“ผะ.. ผมก็บอกแล้วไงว่ารอน้องชายอยู่ เขากลับไปเอาเอกสารรายงานตัวเพราะลืมไว้ที่บ้าน เนี่ย กำลังจะถะ..” 

“สะเพร่า เรื่องสำคัญ ของสำคัญของตัวเองแท้ๆ ยังลืม” 

และยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ไอ้รุ่นพี่หน้ายักษ์ก็สวนด่าออกมาจนหัวเขาร้อนไปหมด 

“เฮ้ยพี่! ก็ไม่ต้องพูดถึงขนาดนี้ได้ป่ะ นี่น้องผมก็กำลังจะถึงแล้ว อะลุ่มอะล่วยหน่อยมันจะตายหรือไง?” 

เจ้าของหน้าสวยๆ หวานๆ โวยวาย ซึ่งดูเหมือนนิสัยและท่าทางจะไม่ได้หวานแบบใบหน้า ตรงกันข้ามดูจะเก่งเรื่องท้าตีท้าต่อยจนน่าหมั่นไส้ เลยด้วยซ้ำ

“มันไม่ได้จะตาย แต่มันเดือดร้อนคนอื่น คุณไม่เข้าใจคำว่าเดือดร้อนคนอื่นเหรอ? ผมว่าผมก็เพิ่งพูดไปนะ ว่าถ้าคุณสาย คนอื่นเขาก็จะสายไปด้วยน่ะ คุณหูหนวก หรือคุณเห็นแก่ตัวจนไม่สนใจจะฟัง?” 

คนเป็นรุ่นพี่ทำหน้าตาท่าทางยียวนแบบนิ่งๆ จนคนถูกกวนประสาทสั่นไปทั้งตัว และก่อนที่มวยคู่เอกจะเกิดขึ้น เจ้าของร่างสูงร้อยแปดสิบกว่าก็ปรากฎตัวขึ้น ในขณะที่สายตาเขาก็เห็นว่าคนมีศักดิ์เป็นพี่กำลังจะพุ่งเข้าหาเรื่องผู้ชายที่สูงเหมือนยักษ์ปักหลัก สูงกว่าเขาเสียอีก แถมยังตัวใหญ่อย่างกะหมี ในขณะที่พี่ชายเขาตัวกะเปี๊ยกแทบจะไม่ต่างจากลูกแมว 

“พูดงี้ก็สวยดิ คิดว่าเป็นรุ่นพี่แล้วจะพูดอะไรก็ได้หรือไง?” 

“เฮ้ย..!! โจวโจว!! โจวโจวทำไร? ไปพุ่งใส่เขาทำไมเนี่ย” 

“ปล่อยอี้ป๋อ ไม่ต้องมาห้าม ไอ้หมอนี่โคตรกวนประสาท! แม่ง!!” 

ในขณะที่เจ้าของชื่อโจวโจวกำลังโวยวายจะเอาเรื่องรุ่นพี่ตัวโตนั่นให้ได้ คู่กรณีกลับกอดอกยืนมองเฉยๆ ราวกับกำลังตั้งป้อมสังเกตว่า เจ้ารุ่นน้องที่ตัวเท่าลูกแมวเนี่ย จะทำอะไรเขาได้ 

“ใจเย็นๆ ดิ โจวโจว นายตัวแค่นี้จะไปท้าตีท้าต่อยอะไรกับคนอื่นนะ” 

คนถูกพาดพิงว่าเป็นคนอื่นแอบอมยิ้มในใจ ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลานั้นเรียบเฉย เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าเจ้ารุ่นน้องที่เข้ามาห้ามนี่พูดถูกหู ในขณะที่คนที่กำลังเลือดร้อนกลับดูเหมือนจะโมโหจนหูดับไปแล้ว 

“ก็ดูปากหมอนี่ดิ คิดว่าเป็นรุ่นพี่แล้วจะพูดอะไรก็ได้หรือไง?” 

หวังอี้ป๋อเห็นท่าไม่ดี เพราะรู้ว่าตอนนี้โจวโจวคงโกรธจนสติหลุด เชื่อได้เลยล้านเปอร์เซ็นต์ว่าหลังจากหายโมโหแล้ว ต้องได้มาหวีดร้องแน่ๆ ว่าตัวเองทำอะไรลงไป ซึ่งก็เป็นแบบนี้ประจำ 

“เอาน่า ไปเหอะ ไปรายงานตัวไง นายรอฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ?” 

โจวโจวยังคงพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุมของน้องชาย แต่ด้วยความที่เขาตัวบางกว่าเรี่ยวแรงเลยสู้น้องชายที่มักจะออกกำลังกายเป็นประจำไม่ได้ 

“อี้ป๋อ ปล่อยยยย จับทำไมเนี่ย?” 

“ชู่ว! ไม่เอาๆ ไปได้แล้ว ป่ะๆๆๆ” หวังอี้ป๋อยกตัวพี่ชายแทบลอย ก่อนจะหันมาผงกศีรษะน้อยๆ ให้รุ่นพี่ตัวใหญ่ที่ยืนหน้าตึงอยู่ที่เดิมแทบจะไม่ขยับ 

สวี่เว่ยโจว! นิ่งๆ สิ เดินเร็ววว” คนเป็นน้องพยายามเกลี้ยกล่อม แต่เจ้าของชื่อโจวโจว หรือสวี่เว่ยโจวกลับไม่ฟังน้องชายเลยสักนิด 

“แน่จริงก็บอกมาดิว่าชื่ออะไร แก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย! คอยดู!!” 

อี้ป๋อได้แต่หัวเราะแหะๆ ให้กับคนที่ยืนอยู่ตรงข้าม ใบหน้าหล่อเหลาไม่ปรากฎอารมณ์อะไรมากนัก นอกจากความดุดันที่ไม่ได้ลดน้อยลงแม้แต่นิด 

“ทำไมผมต้องบอกคุณล่ะ ในเมื่อคุณถามผมด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ดี ผมก็ไม่จำเป็นต้องพูดดีกับคุณรึป่าวนะ?” 

หูของสวี่เว่ยโจวเหมือนมีกระแสไฟแล่นเปรี๊ยะๆ อยู่ข้างใน เขาโมโหจนไฟลุกหัวไปหมด 

“แม่ง!!! ไม่กล้าก็บอกมาเหอะ ไม่ต้องทำมาเป็นพูดดี” 

หวังอี้ป๋อทำตัวไม่ถูกหนัก ตอนนี้เขาเหมือนยืนอยู่กลางสงครามโลกครั้งที่สาม และก็เป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนว่ารุ่นพี่คนที่ถูกเว่ยโจวด่าจะมีปฏิกริยาตอบกลับ น่าจะเพราะไม่พอใจที่ถูกหยามว่าปอดแหก 

“จิ่งอวี๋ ฉันชื่อ หวงจิ่งอวี๋..." จิ่งอวี๋ปรายตามองรุ่นน้องอย่างยียวน ก่อนจะกวนประสาทอีกฝ่ายด้วยประโยคเด็ด "เอาล่ะสวี่เว่ยโจว สรุปนายยังคิดว่าฉันกลัวนายที่ตัวเท่าลูกแมวอยู่ไหม?” 

อี้ป๋อยกพี่ชายขึ้นเหนือจากพื้นก่อนจะอุ้มพาออกไปจากจุดเกิดเหตุทันที เพราะรู้ดีว่าฟางเส้นสุดท้าของสวี่เว่ยโจวได้ขาดลงแล้ว 

... พี่ชายตัวน้อยของเขาไม่ชอบถูกล้อเลียนว่าตัวเองเหมือนลูกแมว ทั้งที่ก็เหมือนจริงๆ นั่นแหละ 

“ผมขอตัวนะครับ” 

"ไอ้... ไอ้ๆๆๆ แน่จริงก็มาตัวๆ ดิวะ..."

หวงจิ่งอวี๋ได้ยินเสียงโวยวายของสวี่เว่ยโจวดังอยู่ข้างหลังและดูเหมือนจะไกลออกไปเรื่อยๆ ตามแรงลากแรงจูงของหวังอี้ป๋อ 

หึ!... ดูเหมือนว่าการเรียนปี้นี้ของหวงจิ่งอวี๋จะไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด 

.

.

.

To Be Continue

-------------------------------

สารภาพตามตรงว่าผีผลักจ้าาาา ????????????

ดังนั้นกราบเรียนเชิญบรรดาแม่ๆ ของพี่จ้านของน้องโจว และบรรดาเมียๆ ของพี่จิ่งเมะป๋ากับพี่ป๋อเมะหึ มาร่วมกาวไปด้วยกัน อ่านและคอมเม้นท์ได้ตามอัธยาศัย บอกไว้ก่อนเลยว่าแรงใจดีหัวสมองจะแล่น ร่างกายจะสดใส ตอนต่อไปจะมาเร็ว ... ฝากไว้ให้คิสสสส 55555555555
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

23 ความคิดเห็น

  1. #17 CPuuuuu (@tanusing) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 14:01
    กอดถังกาวแน่นมาก ฟิคเดียวได้ถึงสอง ปื้มใจ
    #17
    0
  2. #14 NJ1996_M (@honesty56) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 19:39
    รอค่าา
    #14
    0
  3. #13 nuch (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 18:44

    รอนะคะ

    #13
    0
  4. #12 Nana04 (@NanbamG) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 16:46

    ฮืออออ รอผีผลักตอนต่อไปอยู่นะคะ TT

    #12
    0
  5. #11 blackladyblue (@blackladyblue) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 16:00

    ดีใจจังที่ผีผลักคุณเกดให้แต่งฟิคนี้ขึ้นมา....โจวเรื่ิองนี้แสบจริงแสบจัง..ส่วนจ้านก็เป็นหมอหนุ่มละมุ่นอบอุ่น...ส่วนจิ่งยังเก็กหล่อมาดดุ...ส่วนป๋อหนุ่มหล่อซิ่งมาดกวนๆ....น่าติดตามมากกกกกกค่ะ... ขอบคุณนะคะ

    #11
    0
  6. #10 Pat (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 06:58

    ชอบสำนวนการเขียนนะคะ ลื่นไหลตอนที่อ่าน เห็นภาพน้องๆเลยนะคะ ขอบคุณนะคะที่ถ่ายทอดความอบอุ่นของจ้านเกอ ขอบคุณคนเขียนด้วยนะคะ

    #10
    0
  7. #9 kisa (@ktao145) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 22:11
    หลงรักพี่เขาล่ะสิ้ๆๆๆ
    #9
    0
  8. #7 zdtmjy (@tfuj-g) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 21:44
    แงงงงง​ ชอบมากเลยค่ะ​ คือดูท่าคู่ป๋อจ้านนี่น่าจะหวานๆ​ ส่วนอวี๋โจวน่าจะแสบๆคันๆ555555​ ติดตามนะคะ
    #7
    0
  9. #5 maei_iboos (@maei_iboos) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 20:01
    รอติดตามตอนต่อไปนะคะ​ สู้ๆ​👍👍
    #5
    0
  10. #4 naran1977 (@naran1977) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 19:01
    น้องโจวจะเปรี้ยวเกินไปแล้วนะ
    #4
    0
  11. #2 Kikkyo (@z11211111911) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 16:33

    กรี้ดดดดดด โอ้ยย อ่านไปยิ้มไป หุบยิ้มไม่ได้เลย ชอบมากๆเลยค่ะ

    #2
    0
  12. #1 พัดชา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 16:24

    พล็อตดี สำนวนดีมากค่ะ ติดตามนะคะ

    #1
    0