จ้าวเสวี่ยเหมยฮวา หญิงงามพลิกแผ่นดิน (ซีรี่ย์ 4 เทพ ตอนหงส์ทองพลิกแผ่นดิน)

ตอนที่ 7 : คนหรือผี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,642
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 484 ครั้ง
    11 เม.ย. 62









"ลูกอยากทำโรงเรียนเพคะ"
"โรงเรียน ทำไมลูกถึงอยากทำมัน"ฮองเต้จิ่นลี่เอ่ยถามอย่างสงสัย ตั้งแต่เกิดมาจนเป็นฮองเต้เขาไม่เคยเห็นเด็กคนไหนคิดการมหญ่เท่าลูกเขามาก่อนเลย ลูกน้อยเห็นบิดาสงสัยจึงตอบคำถามเพื่อให้หายข้องใจ
"โรงเรียนคือสถานที่ ที่ทุกคนทุกสถานะมาศึกษาได้ ฮวาเอ๋อร์อยากให้ทุกชนชั้นได้รัยการศึกษาเท่ากันไม่มีช่องว่างระหว่างคนจนและรวย ส่วนเด็กที่เป็นขอทานหรือไม่มีเงินจะรับมาเลี้ยงดูให้ทุกคนทำงานรับใช้ราชสำนักแล้วแต่งานที่พวกเขาถนัดเมื่อโตอาจมาเป็นนางกำนัลหรือผู้ชายคนใดอยากเป็นขันทีก็จะให้เป็น ทำเช่นนี้อาจทำให้ขอทานน้อยลงและประชาชนมีคุณภาพมากขึ้น เมื่อประชาชนมีคุณภาพแคว้นเราก็จะเจริญเพคะ"ฮองเต้ผู้มีความคิดก้าวไกลอดทึ่งความคิดของเด็กน้อยไม่ได้ ทุกอย่างที่เสวี่ยเหมยฮวากล่าวมาพระองค์ลองคิดตามดู มีแต่ผลดีส่วนใหญ่ 


"อืม..ดียิ่งงั้นวันพรุ่งพ่อจะคุยกับบรรดาขุนนางเกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้ามีอะไรจะเสนออีกไหม" 


"มีเพคะ ลูกอย่างให้มีโรงเรียนชายและหญิงแยกกันไป คนที่มาเรียนลูกอยากให้ทุกคนเท่าเทียมกันจึงคิดที่จะนำลูกขุนนางและชาวบ้านมาเรียนรวมกัน ชุดที่สวมใส่จะเป็นชุดที่ทางโรงเรียนจัดให้ ไม่มีการแต่งเครื่องประดับใดๆนอกจากชุดที่เราจัดให้ " 

ตลอดเกือบทั้งวันพ่อลูกก็สนทนาเกี่ยวกับโรงเรียนที่จะสร้างขึ้นล่วงเลยจนถึงเวลายาม อุ้ย(เวลา13.00 น. จนถึง 14.59 น) เสวี่ยเหมยฮวาจึงทูลลากลับตำหนักเพื่อแต่งตัวให้พร้อมกับงานกลางคืนที่จะมีขึ้น



ยาม ซวี (เวลา 19.00 น. จนถึง 20.59 น.)

ตลอดเส้นถนนต่างถูกตกแต่งด้วยโคมไฟแดงที่มีลายดอกเหมย ร้านค้ามากมายต่างเรียงรายยาวจนสุดลูกหูลูกตา โรงเตี๊ยมต่างๆก็เต็มไปด้วยลูกค้าจากเมืองและแคว้นใกล้เคียง บรรยากาศแห่งความสนุกสนานชวนให้ใจของเจ้าผู้ครองแคว้นสุขใจที่บ้านเมืองสงบสุขชาวบ้านยิ้มแย้มโดยทั่วกัน 

ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลมาอยู่ลานกว้างหน้าประตูหวังเพื่อชมพระบารมีฮองเต้แคว้นจิ่นที่ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ประชาชนต่างอยู่ดีมีสุขโดยทั่วกัน ทำให้ชาวเมืองจึงรักและเทิดทูนพระองค์เป็นอย่างมาก เหล่าเชื้อพระวงศ์ออกมาก่อนโดยสตรีชั้นสูงจะอยู่หลังม่าน เมื่อถึงเวลาที่สมควรพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองปรากฎกายออกมาตั้งแต่โบราณมีการห้ามไม่ให้ประชาชนมองฮองเต้ถ้าผู้ใดมองจะถูกควักลูกตาแต่พอถึงรัชสมัยพระองค์จึงยกเลิกไป เพราะพระองค์คิดว่าเป็นสิ่งไร้สาระ ฮองเต้ก็เป็นคนไม่ใช่เทวดาและการควักลูกตาเป็นสิ่งที่โหดร้ายไป  เมื่อประชาชนเห็นพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองจึงตะโกนเสียงดัง

"ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ทรงพระเจริญๆๆ" ชาวเมืองต่างคิดว่าตนนั้นช่างโชคดีเกิดในรัชสมัยที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศกว้างไกล ราชดำเนินไปในเมืองชนบทเพื่อพัฒนาที่ตรงนั้นให้ดี ภัยพิบัติต่างๆล้วนถูกแก้ปัญหาโดยไว มีนักปราชญ์กล่าวว่า มีพระราชาที่ดีเป็นบุญของประชาชน ซึ่งคนแคว้นจิ่นใครต่างได้ฟังคำนี้ต้องคิดถึงเจ้าเหนือหัวปัจจุบันทุกคน 


"เป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะได้รวมเฉลิมฉลองงานเทศกาลเหมยฮวา...."พระสุรเสียงทรงอำนาจดังไปทั่วลานกว้างกล่าวเปิดงานเทศกาลที่มีทุกปีอย่างรื่นรมณ์  การแสดงต่างๆเริ่มทีละชุดมีทั้งหมดยี่สิบชุดด้วยกัน ระหว่างพักการแสดงฮองเต้ ฮองเฮา และเชื้อพระวงศ์ต่างลุกกลับตำหนักตนเพื่อให้ประชาชนได้ไปเที่ยวชมเทศกาลกัน



"เสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ ฮวาเอ๋อร์อยากไปเที่ยวชมงานเทศกาลได้ไหมเพคะ"ร่างน้อยที่ยืนอยู่หน้าเกี้ยวมังกรและหงส์เอ่ยขึ้นอย่างขอร้องพร้อมเดินไปกอดเอวบางของพระมารดาช้อนมองทั้งสองพระองค์อย่างออดอ้อน เฟิ่งเฟยฮองเฮาหันมามองพระสวามีอย่างขอความเห็นจะปฏิเสธไม่ให้ไปเจ้าตัวน้อยก็คงแอบไปอยู่ดี ฮองเต้จิ่นลี่เห็นสายตาฮองเฮารักจึงเข้าใจในความลำบากใจของภรรยา พระองค์จึงตัดสินพระทัยเอง

"ลูกอย่างไปเที่ยวก็ไปแต่ต้องพาเสด็จพี่ทั้งสามและจี้อิงไปด้วย ที่สำคัญต้องกลับก่อนยาม ไฮ่ (เวลา 21.00 น. จนถึง 22.59 น.) เข้าใจไหม" 

"เพคะ เสด็จพี่ไปเที่ยวกับฮวาเอ๋อร์นะเพค่ะ"

เมื่อได้ยินคำอนุญาติแล้วจึงวิ่ง ตะโกนเสียงดังด้วยความดีใจไปหาบรรดาพี่ชายที่กำลังขึ้นเกี้ยวอยู่ต้องหยุดชะงักหันมามองน้องน้อยที่วิ่งมาอย่างไม่สำรวมกริยาโดยมีสายตาเอือมระอาของพระมารดาอยู่ด้านหลัง ไท่หยางหันไปมองพระบิดาอย่างงุนงงฮองเต้จิ่นลี่จึงเอ่ยขึ้นอย่างตามใจ


"ตามใจนางเถิด วันนี้วันเกิดน้องคงอยากไปเที่ยวอยู่ในวังนาน ถ้าไม่ออกไปตอนนี้ดอกเหมยเฉาเป็นแน่"


"พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ถ้าอยากไปเที่ยวก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และนำผ้ามาปิดหน้าด้วย เดี๋ยวพี่ไปรับที่ตำหนักเจ้าเอง"


คนเป็นพี่ใหญ่อุ้มมาอยู่ในวงแขนพาเดินขึ้นเกี้ยวหลังเล็กของนาง เมื่อนั่งเข้าที่จึงสั่งให้ขันทียกเกี้ยวกับตำหนักโดยเร็ว ฮองเต้ ฮองเฮาและสามองค์ชายมองคนตื่นเต้นที่ได้ไปเที่ยวสั่งขันทีอย่างตลกและอดเอือมระอาไม่ได้ หวังว่าโตไปนางจะลดความแก่นแก้วลงไปบ้าง


"กวี้กงกงไปแจ้งองค์หญิงเยว่อิงว่าเราอนุญาตให้ไปเที่ยวได้ถ้านางอยากไปให้ไปรอที่ตำหนักเหมยฮวา"


กวี้กงกงรับคำสั่งเสร็จจึงไปแจ้งองค์หญิงเยว่อิงให้ทราบถึงพระประสงค์ของฮองเต้ 


"น้องหญิงเรารีบกลับตำหนักเถิด ดึกแล้วน้ำค้างจะลงเดี๋ยวเจ้าจะป่วยเอาได้"มือแกร่งโอบประคองเมียรักขึ้นเกี้ยวเดียวกับพระองค์ พระราชดำเนินกลับตำหนักชินหลง 





รถม้าคันงามทั้งสองคันจอดเทียบท่าอยู่หน้าทางเข้างานอีกด้านหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงเป็นจุดสนใจ

สามบุรุษสองสตรีต่างก้าวเท้าลงมาจากรถม้า โดยเสวี่ยเหมยฮวาและเยว่อิงมีนางกำนัลคนสนิทที่ผันตัวมาเป็นสาวใช้ประจำกายคุณหนูคนงามทั้งสอง เสวี่ยเหมยฮวาใส่ชุดชมพูแกมฟ้าถูกคลุมด้วยผ้าคลุมขนสุนัขจิ้งจอกลายดอกเหมย ผมเกล้าเป็นทรงสูงปักปิ่นหงส์ที่ล้อมด้วยดอกเหมยของที่หยางเฟยหลงให้ ทำให้นางดูน่ารักสดใสตามวัย ส่วนเย่วอิงชุดสีเขียวที่ไล่สีจากสีเข้มส่วนระบายมาสีอ่อน ขับผิวนางให้สว่างขึ้น คลุมอีกทีด้วยผ้าคลุมสีเหลืองนวล ผมเกล้าครึ่งศรีษะและถักเปียยาวปักปิ่นรูปผีเสื้อ ดอกไม้  ทำให้นางเล่อค่าจนจับจ้องไม่ได้


ห้าพี่น้องเดินกันมาเรื่อยๆตามทางที่มีของกิน เรียงรายตลอดทางจนคนชอบกินอย่างเสวี่ยเหมยฮวาอดที่จะลองชิมไม่ได้ มืองามยังคงถือน้ำตาลปั้นอยู่แต่สายตากับหาของกินอย่างอื่นอีก นี่ยังไม่นับของที่อยู่ในมือของจี้อิงที่มี ถังหูลู่ เทียนเอ๋อต้านอีกนับวันน้องของเขากินเยอะขึ้นทุกทีแต่ร่างน้อยกลับไม่อ้วนขึ้นเลยนะสิ ร่างงามเดินอยู่ดีๆชะงักอยู่หน้าโรงเตี๊ยม ได้กลิ่นเซาปิ่งหอมถั่วแดงลอยมาคนชอบกินอดที่จะแวะซื้อไม่ได้ แถมมีเสี่ยวหลงเปาเจ้าดังขายอยู่ด้วย 


"ท่านพี่เจ้าคะ  ฮวาเอ๋อร์ว่าเราพักกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ ฮวาเอ๋อร์เดินไม่ไหวแล้ว ท่านพี่เยว่อิงไหวไหมเจ้าค่ะ"เสวี่ยเหมยฮวาหันมาบอกพี่ชายที่ทำท่าจะเดินไปอีกทาง แล้วจึงหันมาหาเย่วอิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง 


"ข้ายังเดินไหว ท่านพี่ไท่หยางเจ้าคะ น้องอยากเดินไปดูงานข้างหน้าเสียหน่อย ถ้าเสวี่ยเหมยฮวาอยากพักพวกท่านพี่พานางไปพักเถิดเจ้าคะ น้องไปกับเจ๋อหนิงได้เจ้าคะ"


เยว่อิงบอกเจตนาตนให้คนเป็นพี่ใหญ่ได้รับรู้ นางเบื่อที่จะตามเด็กน้อยวิ่งหาของกินเต็มที่จึงหาข้ออ้างแยกตัวออกไป 


"ได้ ไท่อี้เจ้าพาน้องเดินเที่ยวล่วงหน้าไปก่อน ข้ากับไท่ซานจะพาฮวาเอ๋อร์ไปพักที่โรงเตี๊ยมสักหนึ่งเค่อ พวกเจ้าไปรอที่สะพานข้ามตรงหมู่บ้านอู่หลินนะ" 


เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงแยกกันไป คนทั้งสามเดินมุ่งหน้าไปทางโรงเตี๋ยม  เสี่ยวเอ๋อร์เห็นอาภรณ์ที่ทั้งสามคนใส่บ่งบอกว่าเป็นลูกขุนนางชั้นสูงเป็นแน่ จึงเดินไปกล่าวต้อนรับอย่างนอบน้อม 


"คุณชายและคุณหนูต้องการนั่งที่ไหนหรือขอรับ ข้าน้อยจะไปเตรียมที่ให้"เสี่ยวเอ๋อร์ที่ขึ้นชื่อว่าประจบเก่งไม่เป็นรองใคนเมื่อถามคนทั้งสาม 


"ข้าต้องการห้องส่วนตัวที่มองทิวทัศน์ข้างนอกได้ อ่อ ช่วยเตรียมเสี่ยวหลงเปา เซาปิ่งและชาอู่หลงให้ด้วย" 


"ขอรับ เชิญคุณชายและคุณหนูทางนี้ขอรับ" ร่างผอมบางของเสี่ยวเอ๋อร์เดินนำพวกนางไป ลูกค้าทั้งหลายต่างจับจ้องมาที่คนกลุ่มใหม่ตั้งแต่ก้าวเข้ามา ผู้คนล้วนสงสัยว่าพวกเขาคือใคร ยิ่งความงามของสาวน้อยที่คลุมผ้าครึ่งหน้าก็มิอาจปกปิดความงามนี้ได้เลย แต่น่าเสียดายดูจากผิวพรรณที่ผุดผ่อง อาภรณ์ล่ำค่านั้นคงเป็นพวกชนชั้นสูง พวกมันคงไม่อาจเอื้อมได้  


"คุณชายขอรับ ได้เวลาแล้วขอรับ"


"อืม" 


ร่างสูงใหญ่ที่มองไปทางเสวี่ยเหมยฮวาตั้งแต่นางก้าวเข้ามาเขาไม่อาจละสายตาไปจากนางได้เลย อยากโอบกอดให้เต็มรักเพื่อชดเชยความคิดถึงที่มีต่อนาง 


"คุณชายขอรับ"


บุรุษชุดดำเรียกเจ้านายตนที่ยังคงเหม่อลอยไม่เลิก เฮ้อ พิษรักเล่นงานอีกตามเคย  

สองมือโบกไปข้างหน้าของบุรุษชุดขาวที่ปิดหน้าด้วยหน้ากากเงินครึ่งหน้า


"เลิกโบกมือได้แล้ว จะไปไหมถ้าไม่ไปเจ้าก็อยู่นี้แหละ"


ร่างสูงยืนขึ้นพร้อมเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างรวดเร็วปล่อยให้ลูกน้องตนยืนงงอยู่อย่างนั้น เมื่อได้สติเห็นนายตนเกือบลับตายตาจึงรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว





"เสี่ยวหลงเปา เซาปิ่งถั่วแดงกับชาอู่หลงขอรับคุณชาย" เสี่ยวเอ๋อร์คนเดิมวางจานที่คัดสรรมาเป็นพิเศษบนโต๊ะ เมื่อเสร็จกิจธุระตนจึงล่าถอยไป

มือเรียวหยิบเซาปิ่งเข้าปากทันที ไม่สงวนท่าทีดังตอนที่เสี่ยเอ๋อร์อยู่ กลิ่นหอมของถั่วแดงคละคลุ้งไปทั่วปาก แป้งหนานุ่มเพียงแค่กันไปก็ละลายทันที ใบหน้างามหลับตาพริ้มซึมซับรสชาติของเซาปิ่งที่เลื่องชื่อ  มือขวาจับตะเกียบมือซ้ายจับช้อน คีบเสี่ยวหลงเปาตรงส่วนบนน้ำซุปเคี้ยวจากหนังหมูหมูหอมตีจึ้นจมูก แป้งนุ่ม ไส้รสชาติดี มือกับปากของนางยังขยับไม่หยุดตั้งแต่หยิบเซาปิ่งกิน 

 

พี่ชายทั้งสองเห็นดังนั้นจึงอดหัวเราะไม่ได้ ที่น้องน้อยของเขาช่างชอบกินเหลือเกิน

 

"ดื่มชาก่อนเถิด ฮวาเอ๋อร์ เดี๋ยวเจ้าจะติดคอเอาได้"


ไท่หยางพูดพลางหยิบถ้วยชาป้อนให้เสวี่ยเหมยฮวาได้ดื่ม ตามด้วยไท่อี้ที่หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปากให้น้องสาว 


"ขอบคุณเจ้าคะ ท่านพี่"


 เมื่อมือของพี่ชายละจากปากนางไปจึงคีบเสี่ยวหลงเปาชิ้นสุดท้ายเข้าปากทันที พักให้ของว่างย่อยช่วงครู่ เสวี่ยเหมยฮวาทะลึ่งตัวขึ้นมาพาให้พี่ชายทั้งสองตกใจว่าน้องสาวเป็นอะไร


"ท่านพี่เจ้าคะ ไปกันเถิดเจ้าคะ ฮวาเอ๋อร์อยากรีบไปดูพลุไฟแล้วก็ปล่อยโคมเจ้าคะ"


"เพิ่งกินอิ่ม เจ้าก็หาเรื่องไปเล่นอีกแล้วหรือฮวาเอ๋อร์"ไท่อี้เอ่ยตำหนิอย่างไม่จริงจังออกจะไปทางเอ็นดูมากกว่า เห็นน้องน้อยตื่นเต้นที่จะได้ดูพลุไฟจนรอไม่ไหวจึงรีบลุกขึ้นเดินออกมานอกโรงเตี๋ยมมุ่งหน้าไปที่นัดพบกับไท่ซาน ปล่อยให้องค์รักษ์จัดการค่าอาหารที่เสวี่ยเหมยฮวากินไป 



ฝั่งทางไท่ซานและเยว่อิงมาถึงก่อนเวลานัดพบ จึงยืนรอพวกเสวี่ยเหมยฮวา พลันเยว่อิงเหลือบมองเห็นโคมลอยที่วาดรูปดวงจันทร์จึงอยากได้มาลอย

หันไปชักชวน ไท่ซานที่ยืนมองผู้คนอยู่ข้างๆ


"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าอยากไปซื้อโคมลอยรูปพระจันทร์ตรงนู้นจังเจ้าคะ ท่านพี่ไปกับน้องนะเจ้าคะ"


นิ้วชีเรียวชี้ตรงไปตรงจุดร้านค้าแทบที่มีโคมลอยสารพัดลายขายอยู่ 


"อืม ไปสิ อยู่ไม่ใกล้ พวกท่านพี่คงยังไม่มาหรอก" 


สองร่างนาย สองคนบ่าวเดินไปจุดที่ขายโคมลอยที่เยว่อิงหมายปอง ผู้คนควักไคว้ต่างเดินมาซื้อโคมลอยที่ตนอยากได้กันจนวุ่นวาย ทำให้ร่างน้อยๆของเยว่อิงถูกชนไปโดนบุรุษชุดขาวที่เดินอยู่ด้วยความตกใจจึงคว้าร่างน้อยในการประคอง


"คุณหนูเจ้าคะ !!! เป็นอะไรไหมเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ ให้บ่าวดูหน่อยนะเจ้าคะ"มือบางของเจ๋อหนิงแย่งร่างนายของตนมาจากการประคองของบุรุษชุดขาวตรงหน้า 


"ข้าไม่เป็นไรเจ๋อหนิง"


เยว่อิงปฎิเสธเสียงสั้นใจเต้นแรงที่ถูกประคองโดยบุรุษตรงหน้า หน้างามแดงกล่ำร้อนถึงเจ๋อหนิงที่ยังคงสำรวจร่างกายนายตน


"ข้าขอโทษด้วยที่ล่วงเกินคุณหนูโดยมิตั้งใจ ถ้าคุณหนูน้อยไม่ได้เจ็บตรงไหนพวกข้าขอลาเลยแล้วกัน"


พูดเสร็จบุรุษชุดขาวจึงเดินหนีหายไปท่ามกลางฝูงชน เสียงที่คุ้นเคยของบุรุษชุดขาวทำให้เยว่อิงอดคิดไม่ได้ว่าเสียงนั้นช่างคล้ายคนที่นางมีใจให้

ไท่ซานเห็นบุรุษตรงหน้าก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร คนที่เขาคุ้นเคยมาตลอดสามปี ศิษย์พี่ใหญ่ร่วมอาจารย์ของเขาเอง จึงก้มหัวทำความเคารพอย่างรวดเร็วให้ไม่เป็นที่สังเกต แล้วหันมาสนใจเยว่อิงเลือกโคมต่อ



"อ่ะ..ท่านพี่โคมลอยรูปเหมย ฮวาเอ๋อร์อย่างได้เจ้าคะ"ร่างน้อยวิ่งออกไปโดยไม่รอพี่ชายที่ตามหลังอยู่เสวี่ยเหมยฮวาอาศัยร่างเล็กของนางวิ่งแทรกตัวไปในฝูงชน ทิ้งพี่ชายทั้งสองไว้ข้างหลัง หนูน้อยวิ่งมาถึงร้านขายโคมจึงหันไปหาพี่ชายแต่นางก็ไม่พบ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็จำไม่ไดเพราะวิ่งมาไกลพอสมควร เสวี่ยเหมยฮวาจึงเดินตามคนมากมายไปสายตาสอดส่องหาพี่ชายทั้งสอง เดินมาจนถึงชายป่าเหมยที่มีแม่น้ำที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา  เสวี่ยวเหมยฮวาทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าข้างต้นเหมยใหญ่ ดวงตาคู่งามเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ปากงามค่อยๆเบะ ความอดทนค่อยๆหมดลงเสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่ว 


"ฮึก..ท่านพี่อยู่ที่ไหนเจ้าคะ ฮวาเอ๋อร์กลัว ฮือๆท่านพี่"ใบหน้างามแดงกล่ำมือทั้งสองข้างยกขึ้นมาขยี้ตาไปมา 


แกร็ก แกร็บๆๆ


เสียงเหมือนคนเหยีบยกิ่งไม้ดังขึ้น ใบหน้างามหันไปทางต้นเสียง เสียงค่อยๆดังเข้ามาใกล้หนูน้อยยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเพื่อไม่ให้มีเสียงร้องไห้ออกมา ตัวขยับซ่อนร่างกายหลังต้นไม้ใหญ่หวังไม่ให้ใครเห็น 

ตัวเด็กน้อยสั่นอย่างหวาดกลัว น้ำตาที่หยุดไหลด้วยความตกใจเมื่อครู่เริ่มไหลออกมาอีกรอบ นางร้องไห้เงียบสักพักใหญ่เมื่อไม่ได้ยินเสียงเมื่อครู่ก็ค่อยๆชะโงกหน้าไปมอง เห็นกระต่ายตัวน้อยที่กระโดดอยู่ จึงยกมือทาบอกปลอบใจตัวเองว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


"เสวี่ยเหมยฮวา มันแค่กระต่ายอย่าตื่นตูมไป"


มือน้อยตีอกตัวเองผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจเมื่อทำจิตใจให้สงบเรียบร้อยจึงลุกขึ้นเพื่อตามหาพี่ชายตน แต่ต้องตะลึงอีกรอบเมื่อได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง


"เด็กน้อย" 


เสวี่ยเหมยฮวากลัวจนตัวสั่น ใบหน้าซีดขาว ขาทั้งสองข้างสั่นไม่หยุดแต่ทำใจกล้าเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นบุรุษชุดขาวใส่หน้ากากเงินวาวนั่งอยูาบนกิ่งไม้ เห็นดังนั้นความกลัวทั้งหมดที่มีระเบิดออกมา ร่างเล็กฟุ่บลงบนพื้นหญ้ามือทั้งสองยกมือพนม หลับตา ปากพึมพัมแผ่เมตตาให้เขาอย่างตื่นกลัว


"สัตเพสัตตา สัตทั้งหลาย....."


บุรุษชุดขาวโดนลงมาจากต้นไม้ก้าวเท้าเดินมาหยุดข้างๆเสวี่ยเหมยฮวาย่อตัวลง มือหนาแตะหัวไหล่น้อยที่สั้นไม่หยุด เอ่ยเรียกสติคนตรงหน้า


"ฮวาเอ๋อร์ ลืมตา"


"กรี้ด ปล่อยฮวาเอ๋อร์ไปเถิด ฮวาเอ๋อร์กลัวฮือๆๆ  พี่ผีหน้ากากเงินฮวาเอ๋อร์กลัว ปล่อยฮวาเอ๋อร์ไปเถิด "

นางเห็นว่าผีชุดขาวแตะไหล่ตกใจเอามือขึ้นปิดตา ปากร้องอ้อนวอนไม่หยุดอย่างตระหนก


เขาหรือตั้งใจจะให้ได้สติกลับเป็นสติแตกหนักกว่าเดิมแถมยังคิดว่าเขาเป็นผีหน้ากากเงินเสียอีก 

มือทั้งสองข้างค่อยๆแกะหน้ากากเงินของตัวเองออก

เผยให้เห็นใบหน้าของบุรุษรูปงาม  เมื่อว่าหน้ากากลงไปมือทั้งสองจับข้อมือนางไว้พร้อมเอ่ย


"ฮวาเอ๋อร์เจ้าอย่าได้กลัวไปเป็นพี่เฟยหลงเอง ไม่ใช่ผีหน้ากากที่ไหน ลืมตาเถิดคนดี"


"ฮึก..ไม่เชื่อ ผีชอบหลอกคนทำไม ทำไมฮวาเอ๋อร์ต้องลืมตามองด้วย ฮึก"เห็นความดื้อของคนตรงหน้าแล้วรู้สึกเหนื่อยใจขนาดกลัวผียังดื้อดึงขนาดนี้ ไม่อยากคิดถึงตอนปกติเลย


"ฮวาเอ๋อร์ พี่เฟยหลงเคยโกหกเจ้าหรือ พี่ไม่ได้เจอเจ้านานหลายปี คิดถึงเจ้าอยู่ทุกเมื่อ แต่พอได้เจอเจ้ากับร้องไห้แถมยังคิดว่าพี่เป็นผีอีกหรือเด็กน้อย"


แขนยาวยกร่างน้อยมาวางบนตักพร้อมโอบกอด ลูบหัวนางอย่างปลอบโยนตัวโยกไปมาเล็กน้อย เอ่ยกับนางเสียงอ่อนโยน. เสวี่ยเหมยฮวาได้ยินจึงพยายามตั้งสติใจกล้าเงยหน้ามองหยางเฟยหลง หนูน้อยเห็นว่าเป็นเขาจึกอดตอบพร้อมร้องไห้ออกมาอย่างหนักอย่างคนเสียขวัญ ตีน้อยตีอกเขาไม่หยุดเหมือนระบายความโกรธเมื่อครู่

"โอ๋ๆๆ เลิกร้องเถิด"


"ฮึก....เสด็จพี่เฟยหลง พระองค์จะบอกว่าเป็นเสด็จพี่ตั้งแรกฮวาเอ๋อร์ก็ไม่ต้องตกใจกลัวจนร้องไห้คิดว่าผีหลอกจริงๆ "


" อย่าร้องเลยเด็กน้อย พี่ได้ยินเสียงเจ้าร้องไห้แล้วปวดใจเหลือเกิน ให้อภัยพี่เถอะนะ พี่ผิดไปแล้ว"


"ไม่เพคะ เสด็จพี่แกล้งฮวาเอ๋อร์"ใบหน้านางหันหนีอย่างแง่งอน


"น้าาาา อภัยเถิดพี่นะคนดี" นิ้วก้อยเรียวชูขึ้นมาตรงหน้าเสวี่ยเหมยฮวา เฟยหลงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ยิ้มและส่งสายตาให้นางอย่างออดอ้อน สุดท้ายก็แพ้ลูกอ้อนขององค์รัชทายาท นิ้วก้อยเล็กชูขึ้นมาเกี้ยวกับนิ้วของเฟยหลงตอบ


"ให้อภัยก็ได้เพคะ ถ้ามีครั้งหน้าฮวาเอ๋อร์ไม่คุยกับเสด็จพี่ด้วย"


"ไม่มีครั้งหน้าแล้วเด็กน้อย"


ปัง ปัง ปัง 


 เสียงของพลุหลากสีที่ถูกยิงขึ้นฟ้าเรียกคนสนใจจากเสวี่ยเหมยฮวา นิ้วน้อยของนางชี้ชวนให้หยางเฟยหลงดู


"เสด็จพี่เพคะ พลุอันนั้นสีฟ้าด้วยเพคะ อ่ะสีชมพูด้วย สวยจัง เสด็จพี่ว่าสวยไหมเพคะ"


"สวยมาก"


หยางเฟยหลงตอบเสียงเบา ดวงตาจับจ้องที่ใบหน้านางที่ตื่นเต้น เด็กน้อยของโตขึ้นมากจากเด็กหญิงที่ตัวแถวเอวเขาตอนนี้กลับโตเท่าอกของเขาเสียแล้ว ความงามของนางฉายแววโฉมสะคราญที่ชายใดได้ยลต้องอยากได้ครอบครองแต่ไม่มีวันที่พวกมันได้ครองนางหรอกเพราะนางเป็นของเขาคนเดียว 

เสวี่ยเหมยฮวาที่เห็นว่าหยางเฟยหลงเงียบอยู่นานจึงหันกลับมามอง สายตาของทั้งสองประสานเขาด้วยกัน เป็นเสวี่ยเหมยฮวาที่หลบสายตาไปก่อนใบหน้าของนางขึ้นซับจางๆชวนให้หน้ามองกว่าเดิม มือหนาจับคางนางให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาอีกครั้ง แสงนวลจากดวงจันทร์สาดส่องมาที่ใบหน้านางเสริมให้เสวี่ยเหมยฮวางดงามเปรียบดังเทพธิดา หยางเฟยหลงค่อยโน้มหน้าเข้าไปใกล้หวังจะประทับจูบลงบนหน้าผากโหนกนูน ปากของเขายังไม่ประทับลงบนหน้าผากงามก็ถูกขัดจังหวะโดยองครักษ์คนสนิท


"นายท่านขอรับ" 


เสวี่ยเหมยฮวาตกใจที่มีคนมาเห็นนางกับเขาด้วยท่าที่ไม่เหมาะสมจึงรับลุกขึ้นถอยห่างจากหยางเฟยหลงไป ชายหนุ่มเห็นกิริยาของเสวี่ยเหมยฮวาจึงหงุดหงิดคนของตนสายตาคู่คมตะหวัดมองคนของเขาอย่างหงุดหงิดที่มันเข้ามาขัดจังหวะ องครักษ์หนุ่มที่เห็นท่าทีของนายจึงรู้ทันทีว่ามันทำให้เสียบรรยากาศ


"มีอะไร ฝูหรง"


เสียงของเขาถามออกมาอย่างคาดโทษ ทำให้ฝูหรงตื่นกลัวร่ำไห้ในใจมันจึงรีบก้าวเท้าไปไกลแล้วรีบรายงานนายตนทันที


"จิ้นหลิงแจ้งว่าพวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้วขอรับ"


หยางเฟยหลงได้ยินเช่นนั้นแววตาแข็งกล้าขึ้นรังสีอำมหิตแผ่ออกมาสั่งองครักษ์คนสนิทอย่างเสียงแข็งกร้าว


"จัดการให้เรียบร้อยอย่าให้มันเหลือรอด"


"ขอรับ" 


ฝูหรงรับคำสั่งอย่างหนักแน่น มือส่งของให้นายตนสั่งให้ไปหามาตั้งแต่เห็นหนูน้อยคนนั้นเดินมา หยางเฟยหลงรับมาเสร็จจึงเดินกลับมาหาเสวี่ยเหมยฮวา ฝูหรงจึงล้าถอยไปปล่อยให้นายของตนได้มีเวลาส่วนตัวกับเด็กสาว มันเดิมออกไปคุ้มกันนายตนรอบนอกพร้อมเกาหัวพึมพัมกับตนเอง


"เดี๋ยวนี้ องค์รัชทายาทสนใจเด็กด้วยเหรอวะ"


หยางเฟยหลงยืนกระดาษที่รับมาให้เสวี่ยเหมยฮวา นางรับมาอย่างงุนงง มือเล็กคลี่กระดาษออกจึงปรากฏโคมที่แต่งแต้มด้วยลายดอกเหมยที่ล้อมอยู่รอบตัวหงส์ เด็กน้อยเงยหน้ามองเขาอย่างขอบคุณ

หยางเฟยหลงหยิบไม้ขีดไฟออกมาจากกระเป๋าผ้าที่ห้อยข้างตัว เมื่อจุดไฟเรียบร้อยจึงเอาไฟไปจุดตรงชนวนไฟที่ทำให้โคมลอย รอไม่นานโคมที่ได้รับความร้อนเริ่มพองตัว เขาจึงชวนให้เสวี่ยเหมยฮวามาลอยด้วยกัน


"ยืนมือมาจับโคมด้วยกันสิ ฮวาเอ๋อร์"


นางนำมือทั้งสองข้างมาจับโคม ดวงตาหวานจ้องมองลายบนโคมลอยอย่างหลงใหล


"ลายคล้ายกับปิ่นปักผมที่เสด็จพี่ให้มาเลยเพคะ"


"ใช่ พี่สั่งให้คนวาดรูนี้มาให้เจ้าเพราะรูว่าเจ้าชอบ อธิษฐานเสียเถิด"


"เพคะ"


ดวงตาทั้งสองข้างหลับสนิทตั้งใจอธิษฐาน


 'ขอให้ทุกอย่างที่หวังเป็นจริง'


หยางเฟยหลงลืมตาขึ้นมองหนูน้อยที่กำลังตั้งใจอธิษฐานอย่างเอ็นดู เสวี่ยเหมยฮวาลืมตาขึ้นทั้งสองยกมือที่จับขึ้นปล่อยโคมลอยสู่ท้องนภา ท้องฟ้าที่ปกติมืดมิดตอนนี้เต็มไปด้วยแสงของโคมล


"เสด็จพี่อธิษฐานว่าอะไรหรือเพคะ"


"พี่ขอให้เราทั้งสองได้ปล่อยโคมลอยเช่นนี้ทุกปี"

คำตอบนั้นทำให้นางหน้าแดงเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้เขาช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์ทำให้นางต้องใจเต้นแรงเรื่อยไป 


"เขาไม่ให้บอกเดี๋ยวไม่เป็นจริงนะเพคะ "


"เจ้าเล่ห์เสียจริง"


หยางเฟยหลงเอ่ยอย่างหมั่นเขี้ยว ยกมือไปจับเด็กน้อยโยกไปมา นางหัวเราะอย่างร่างเริงที่ได้แกล้งเหย้าแหย่ 


"เสวี่ยเหมยฮวา"


เสวี่ยเหมยฮวาได้ยินเสียงทุ้มต่ำจากข้างหลังจึงหันไปเห็นพี่ชายทั้งสามคนกับเยว่อิงที่ยืนอยู่หน้าตาทุกคนต่างเครียดขรึม 


"เสด็จพี่"


นางเอ่ยเสียงเบาอย่างตื่นตระหนก เด็กสาวเงยหน้าเหลือบมองหยางเฟยหลงอย่างขอความช่วยเหลือ หยางเฟยหลงเข้าใจในท่าทีของเสวี่ยเหมยฮวาจึงเดินขึ้นหน้ามาบังเด็กน้อยไว้


"ไท่หยางเจ้าทำใจให้เย็นก่อน"หยางเฟยหลงกล่าวออกมาโดยตีหน้านิ่ง


"เสวี่ยเหมยฮวา เดินมาหาพี่" ไท่หยางใกล้หมดความอดทนลงกล่าวซ้ำเป็นครั้งที่สอง 


เสวี่ยเหมยฮวากลัวพี่ชายดุจับใจจึงก้าวขาออกมาจากหลังหยางเฟยหลงไปหาพี่ชาย ยังไม่ทันทีขาน้อยจะก้าวออกมาจากรัศมีของเขา มือหนาจับข้อมือเล็กไว้ไม่ให้นางเดินไปหาบรรดาพี่ชาย

ไท่หยางที่มองการกระทำตั้งแต่ต้นหมดความอดทนทันทีที่มือของหยางเฟยหลงจับข้อมือน้องสาวเขาไว้

ไท่หยางสาวเท้าเข้าไปใกล้น้องสาวตนอย่างรวดเร็วจับมือของหยางเฟยหลงกระชากออกจากเสวี่ยเหมยฮวา ระหว่างที่คนทั้งสองกำลังตกใจการกระทำขององค์รัชทายาทไท่หยางที่กระทำตังต่างจากปกติที่สุขุม ใจเย็น ไท่หยางจับมือน้องสาวส่งให้ไท่ซานเอ่ยบอก


"พาฮวาเอ๋อร์กลับวังไป พี่มีเรื่องที่ต้องจัดการ"


"เสด็จพี่เพคะ เรื่องนี้..."


"เจ้าเงียบซะ กลับไปพี่จะคิดบัญชีกับเจ้าด้วย"


ไท่หยางพูดเสร็จจึงหมุนตัวกลับไปทางหยางเฟยหลง ปล่อยให้เสวี่ยเหมยฮวาถูกอุ้มออกไปโดยไท่อี้



"เราต้องมีเรื่องสะสางกันองค์รัชทายาทเฟยหลง"






ถูกใจ คอมเมนต์เป็นกำลังใจด้วยนะคะ










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 484 ครั้ง

167 ความคิดเห็น

  1. #165 sawaneerung (@sawaneerung) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 21:38

    เหมยฮวากับเย่วอิงอายุเท่าไหร่กันเชียวไม่ถึง12-13ดีแต่มีความรู้สึกรักหลงแล้วเหรอ..เด็กอายุ5ขวบเท่านี้ตกหลุมรักเป็นแล้ว..มันเกินไปมั้ย..เป็นอัจฉริยะแต่โง่ร้องไห้โวยวายเหมือนเด็ก4-5ขวบ..เฮ่อ

    #165
    0
  2. #160 ชอบอ่าน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 21:01

    ทำไมคน 26 ในร่างเด็ก ที่โปรยเรื่องมาว่าอัจฉริยะ นู่นนี่ กลายมาเป็นโง่ลงเหลือความคิดอ่านเท่าเด็กอนุบาล

    #160
    0
  3. #152 kikijajakiki (@kikijajakiki) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 17:31
    นางเอกโง่จัง ชีวิตจริงนางโตแล้วนะ

    จะวิ่งไปโดยไม่รอใคร ไม่กลัวตายรึไง แล้วพอหลงทางก็ร้องไห้ อายุยี่สิบกว่าแล้วไม่มีสมองคิดรึไง เอาแต่ร้องไห้ ไม่ปลื้มที่นางเอกโง่ๆ แบบนี้ ดูสตอด้วย

    ถ้าเป็นเด็กจริงจะไม่ด่าเลย
    #152
    0
  4. #126 น้องพริกหวาน (@2228314) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 00:58
    ขอบคุณค่ะ สนุกน่าติดตาม ตอนแรกอ่านจับมือไม่ดื่มน้ำยายาเมิ่ง กระโดด นึกว่าได้ลูกแฝดซะอีก กลับมาเกิดเป็นพี่น้องห่างกันเป็นปี เลยนะคะ
    #126
    0
  5. #108 Maichan (@ryuzaki) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 07:36
    คำแผ่เมตตา ผิดนะคะ ไปดูด้วยนะ
    #108
    0
  6. #104 salarbudd (@salarbudd) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 23:07
    น้องยังเด็กอยู่เลยนะ จะรีบหวงไปไหนจ้า
    #104
    0
  7. #60 _ncnp1211 (@_ncnp1211) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 02:34
    สู้ๆนะคะตัวเอง
    #60
    0
  8. #41 Dar699699 (@Dar699699) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 14:32

    พี่ชายหวงน้องสาวน่ากลัวมาก
    #41
    0
  9. #24 Lord of Devil (@yokandmom) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 19:50
    พี่ชายน่ากลัวมากตอนนี้ เหมยฮวาสูๆนะ
    #24
    0
  10. #23 Lord of Devil (@yokandmom) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 00:08
    แบ่งตามหน้ากระดาษสิคะ พิมพ์ในwordใช่ไหมคะ
    #23
    3
  11. #22 Wanwan_29 (@Sayakasan) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 23:55
    #ทีมองค์ชายสามไท่ (?) 55 ขอให้หวงน้องสำเร็จนะ (ลำบากแล้วไงคะคุณพระเอก?)
    #22
    0
  12. #21 Fahrenheitnut (@Fahrenheitnut) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 00:44
    เพคะกับเพค่ะ ตรวจสอบให้ดีก่อนอัพนิยายค่ะ
    #21
    0
  13. #20 Pam NPP (@pampampamela) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 01:22

    รอนะคะ

    #20
    0