จ้าวเสวี่ยเหมยฮวา หญิงงามพลิกแผ่นดิน (ซีรี่ย์ 4 เทพ ตอนหงส์ทองพลิกแผ่นดิน)

ตอนที่ 14 : วีรกรรมที่ต้องจารึก 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,933
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 340 ครั้ง
    8 ธ.ค. 61

ห้องทรงอักษร

หยางเฟยหลงนั่งหน้าเครียดกับฎีกาที่ผู้ว่าการเมืองเฉิงตูทูลถวายเกี่ยวกับอุทกภัยที่เกิดขึ้นพระองค์จึงได้เรียก"หลี่ปิง"ที่เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ให้มาแก้ปัญหาดังกล่าว

"หลี่ปิง เจิ้นรู้มาว่าเจ้ามีความรู้ความสามารถด้านภูมิศาสตร์ อุทกภัยครั้งนี้เจิ้นอยากจะให้เจ้าแก้ปัญหา หวังว่าเจ้าจะแก้ปัญหาได้โดยเร็ววัน"

หยางเฟยหลงกล่าวพระพักตร์เคร่งเครียดการเกิดอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลให้ชาวเมืองทำการเกษตรไม่ได้ทั้งปี

"เจ้ารู้ใช่ไหมว่าภัยพิบัติครั้งนี้ส่งผลกระทบกับการเกษตรและวิถีชีวิตชาวเมืองเป็นอย่างมากเพราะช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงทำให้เพาะปลูกพืชพันธุ์ไม่ได้ ทั้งฤดูฝนก็เกิดภัยแล้งเป็นอย่างนี้ทุกปีจนไร้หนทาง"

"ฝ่าบาททรงอย่ากังวลพระทัย กระหม่อมกับลูกชายจะไปสำรวจเพื่อหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุทกภัยและภัยแล้งพ่ะย่ะค่ะ"

"เจิ้นฝากด้วยนะหลี่ปิง หลี่ปิงรับพระราชโองการ ณ เมืองเฉิงตูเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่งตั้งให้หลี่ปิงผู้ว่าการเมืองสู่และลูกชายเดินทางไปแก้ปัญหาดังกล่าว และเป็นผู้แทนพระองค์เพื่อส่งเสบียงให้ประชาชนเมืองเฉิงตู จัดเตรียม ข้าว 5 เกวียน เกวียนละ 1000 กระสอบ หีบผ้าชุดสำเร็จ 1000 ชุด อาหารแห้ง 2000 เกวียน ทหาร 1000 นาย หมอ 50 คน สาวใช้ 200 คน ยารักษา 1000 ชุด ไม้ 10,000 ต้น "

"หลี่ปิงรับพระราชโองการ"

หลี่ปิงรับพระราชโองการเสียงหนักแน่นใจแน่วแน่ที่จะแก้ปัญหาในครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง

หยางเฟยหลงแววตาแน่วแน่ของหลี่ปิงพระองค์จึงวางพระทัยและคิดว่าพระองค์ทรงใช้งานคนไม่ผิด ปัญหาครั้งนี้ถ้าแก้ได้จะส่งผลถึงการคมนาคมและเศรษฐกิจเพราะเมืองเฉิงตูเป็นเมืองท่าติดกับแม่น้ำหมินเจียงทำให้การน้ำเข้าและส่งออกเป็นเรื่องง่าย

หลี่ปิงที่ได้รับราชโองการก็เดินทางพร้อมพรั้งไปด้วยเสบียงและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นไปยังเมืองเฉิงตู

เมื่อเดินทางถึงที่หมายหลี่ปิงและลูกชายจึงไม่รีรอที่จะสำรวจหาสาเหตุ วันเวลาผ่านพ้นไปขึ้นเดือนที่ห้าที่หลี่ปิงและลูกชายได้ทำงานตามพระราชโองการ

"อัน พ่อรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติในครั้งนี้แล้ว"หลี่ปิงเอ่ยเรียกลูกชายอย่างตื่นเต้น

"ถ้าอย่างนั้นเราต้องรีบไปทูลฝ่าบาทแล้วท่านพ่อ ทหารเตรียมรถม้ากลับเมืองหลวงเร็วเข้า!"หลี่อันบุตรชายของหลี่ปิงรุดเร่งเดินไปเตรียมรถม้าโดยเร็วเพื่อกลับเมืองหลวง


      หลี่ปิงและลูกชายได้เร่งเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อทูลปัญหาในครั้งนี้


                                                                                   


ท้องพระโรง


       ขุนนางน้อยใหญ่ทยอยเข้ามาในท้องพระโรงหลังจากได้ถูกเรียกประชุมเร่งด้วยในกลางดึก เมื่อถึงเวลาอันสมควรร่างที่มากบารมีของฮองเต้เฟยหลงก้าวออกมาจากม่าน 


           "อย่ามากพิธี เจิ้นเรียกเจ้ามาในครั้งนี้เพราะมีเรื่องด่วน พวกเจ้าคงรู้เกี่ยวกับปัญหาเมืองเฉิงตูเจิ้นจึงส่งหลี่ปิงที่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์เพื่อหาสาเหตุ" 


         เมื่อกล่าวเสร็จพระองค์ผินหน้าไปทางหลี่ปิงเป็นการบอกให้ออกมา หลี่ปิงคลานเข่าออกมายังตรงกลางเพื่อทูลปัญหา


         "ทูลฝ่าบาทปัญหาที่เกิดภัยพิบัติในครั้งนี้เกิดจากน้ำบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำหมินเจียงต้นน้ำเป็นภูเขาและที่ราบสูงน้ำไหลแรงทั้งมีโคลนทรายมากโคลนตะกอนทรายทับถมจนร่องน้ำตื้น ทางตะวันออกมีภูเขายู่เหล่ยขวางอยู่น้ำไหลไม่สะดวกพื้นที่แห้งแล้งกันดารทำให้เกิดภัยพิบัติพ่ะย่ะค่ะ"


          "อืม พวกเจ้ามีใครที่จะเสนอทางแก้ปัญหาหรือไม่"


       เมื่อฮองเต้เฟยหลงกล่าวจบก็เกิดเสียงฮือฮาพระองค์ให้เวลาขุนนางทั้งหลายได้คิดหาแนวทางการแก้ปัญหา 


     "มีใครจะเสนอแก้ปัญหาในครั้งนี้ไหม"


       พระองค์กล่าวจบก็มีขุนนางผู้หนึ่งคลานออกมาจากที่ตน พระองค์ทรงทอดพระเนตรและกล่าวเป็นเชิงอนุญาต


     "กระหม่อมเสนาบดีกลาโหม หลิงอี้เฉิน กระหม่อมเห็นว่าแคว้นหลงมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลเห็นควรให้คนในเมืองเฉิงตูย้ายถิ่นฐานพ่ะย่ะค่ะ"


      "ถ้าย้ายไปที่อื่นแล้วที่แห่งนั้นยังเกิดภัยพิบัตอยู่เล่าคนเมืองเฉิงตูยังต้องย้ายถิ่นฐานอีกหรือ ที่สำคัญเมืองเฉิงตูเป็นเมืองท่าที่สำคัญของแคว้นหลงถ้าย้ายไปเราก็ต้องเสียการค้าที่สำคัญอีกที่หนึ่งด้วย"


     เสนาบดีหลินที่ได้ฟังคำโต้แย้งขององค์เหนือหัวใบหน้าที่เคยอวบอิ่มลู่ลงเหลือสองชุ่น ในใจเก็บความอับอายเอาไว้คลานกลับเข้าที่ใบหน้าแดงอย่างอับอายที่เห็นบรรดาขุนนางที่ขบขันเขา


        "พวกเจ้ามีข้อเสนออื่นไหม"


    ขุนนางยศน้อยใหญ่ต่างก้มหน้าเงียบไร้คนตอบฮองเต้เฟยหลงเห็นเช่นนั้นจึงเลิกการประชุมหันมาสั่งหลี่ปิงกับลูกชายเข้าเฝ้าในเช้าวันรุ่งขึ้น 


          หลังจากวันที่ประชุมขุนนางในวันนั้นฮองเต้เฟยหลงกับหลี่ปิงได้ค้นพบวิธีแก้ปัญหาทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว การแก้ปัญหาภัยพิบัติในครั้งนี้ทำให้ฮองเต้หยางเฟยหลงได้รับคำสรรเสริญจากประชาชนจนเป็นที่เลื่องลือจนถึงต่างแคว้นว่า "นี้คงเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของแคว้นหลงเป็นแน่"




สุสานราชวงศ์


      มีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่หน้าป้ายวิณญาน สตรีผู้นี้คืออดีตนางพญาผู้เคียงหทัยอดีตฮองเต้ของแคว้นหลง ใบหน้าที่ยังคงความงามไว้แม้ล่วงเลยจนมาถึงอายุสี่สิบเอ็ดฉายแววอดีตหญิงงามอันดับหนึ่ง นัยน์ตาคู่งามหม่นแสงเศร้ายามทอดมองป้ายวิณญานอันเป็นป้ายของอดีตฮองเต้ เรียวปากสวยกล่าวเล่าเรื่องราวต่างๆกับป้ายสุสานดังว่าพระสวามีของพระนางยังทรงอยู่ 


        "เสด็จพี่เพคะ ลูกเราได้ขึ้นครองราชย์แล้วนะเพคะ หลงเอ๋อร์เป็นฮองเต้ที่ดีมากเพียงขึ้นครองราชย์ไม่นานประชาชนต่างสรรเสริญลูกของเรา หลงเอ๋อร์เชื่อฟังคำสอนที่เสด็จพ่อของเขาสอนอย่างดีเลยนะเพคะ เสด็จพี่ถ้าพระองค์ทรงมีพระชนชีพอยู่พระองค์ต้องภูมิใจพระโอรสของพระองค์มากแน่ เขาเหมือนพระองค์มากจริงๆ...."


    ฮองไทเฮากล่าวเสียงสั่นเครือดวงตาคลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตา มือเรียวยื่นมือออกไปลูบป้ายวิณญานของพระสวามี


"ทำไมพระองค์ต้องจากหม่อมฉันไปเร็วขนาดนี้จะอยู่กับหม่อมฉันจนแก่เฒ่าไม่ใช่หรือเสด็จพี่ ถ้าพระองค์ยังอยู่ตอนนี้เราสองท่องเที่ยวไปทั่วหล้าอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไม่ใช่หรือ ถ้าหม่อมฉันรู้ว่าพระองค์ทรงจากไปเร็วขนาดนี้หม่อมฉันจะไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่าเลยฮือ....ฝ่าบาทหม่อมฉันรักพระองค์นะเพคะ รักมาตลอดและจะรักตลอดไปด้วย หม่อมฉันผิดเองที่ปากแข็งต้องปล่อยให้พระองค์ทรงเจ็บจากการกระทำหม่อมฉัน ฮือๆๆ"

 

     พระนางทรงกรรณแสงอย่างเสียพระทัยกับการกระทำของพระองค์เองที่มีต่อพระสวามีตอนที่ยังอยู่ พระนางทรงเอาแต่โทษตัวเองมาตลอดโทษความหัวแข็งของตนทิฐิที่ค้ำคอทำให้พระนางทรงเสียอะไรไปมากมายและสิ่งที่พระนางทรงเสียใจมาตลอดคือตอนที่ได้ยินคำขอครั้งสุดท้ายของอดีตฮองเต้ที่ทรงขอให้พระนางบอกรัก พระนางทรงจำได้เป็นอย่างดีตอนที่พระวรกายที่เคยแข็งแกร่งโอบกอดและโอบอุ้มพระนางเมื่ออดีตแต่เวลานั้นกลับกันที่พระนางเป็นฝ่ายโอบกอดพระสวามี


     'อินเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วหรือพี่คิดว่าเจ้าจะไม่มาหาพี่เสียอีก' 


     เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา แววตาคมหลุบตามองฮองเฮารักของพระองค์ที่นั่งอยู่บนพื้นของพระแท่นบรรทมด้วยความเมตตาและรักสุดหัวใจ มือที่เคยอบอุ่นและแข็งแรง บัดนี้ซีดเซียวและเย็นเฉียบยกลูบผมของพระนางอย่างที่พระองค์ชอบทำ


    จินหลินอิงหรือฮองเฮาในตอนนั้นก้มหน้าเพื่อบดบังน้ำตาตนเอง มือซีดขาวจับคางเรียวของพระนางเพื่อให้ขึ้นมาสบตากับพระองค์ เมื่อพระสวามีเห็นภรรยารักมีน้ำตาพระองค์ทรงยกมือปาดน้ำตาให้อย่างไม่รังเกียจพร้อมเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน 


    'การเกิดแก่เจ็บและตายมันเป็นเรื่องธรรมชาตินะเมียรัก การที่พี่ได้เกิดมาเจอเจ้าและมีเจ้าเป็นคู่ชีวิตก็ทำให้พี่สุขใจแล้ว ถ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิ..'


     'ไม่นะเพคะ พระองค์จะต้องอยู่กับหม่อมฉันอยู่กับลูกเห็นลูกเราขึ้นครองราชย์และมีหลานให้พระองค์นะเพคะ' 


      เสียงหวานเอ่ยขึ้นขัดพระสวามีพระนางไม่ชอบเลยที่พระสวามีของพระนางทรงตรัสถึงความตาย 


     'ข้างนอกหิมะตกแล้วพี่อยากไปดูหิมะอิงเอ๋อร์พาพี่ไปดูได้ไหม'


      อดีตฮองเต้ทรงรีบเปลี่ยนเรื่องโดยหันไปสนใจหิมะด้านนอกอทนคำพูดภรรยา


   สองสามีภรรยาสูงศักดิ์เดินข้างกันดังเช่นวันวานเพียงแต่ครั้งนี้เป็นภรรยาที่ประคองสามี จนถึงศาลาริมสระบัวในตำหนัก 


       'พี่ได้ยินมาว่าลูกเราตกหลุมรักองค์หญิงในฮองเต้จิ่นลี่หรือ'


      'เพคะ นางชื่อว่าเสวี่ยเหมยฮวาพระธิดาในเฟิ่งเฟยฮองเฮาน้องสาวร่วมสาบานของหม่อมฉัน ทำไมหรือเพคะ'


      'เขาทั้งสองมีวาสนาร่วมกันผูกใจรักตั้งแต่อดีต   ชาตินี้เหมือนจะแคล้วคลาดแต่ก็มีวาสนาที่จะครองคู่ทำให้เกิดมาพบกันอีกครั้ง ต้องยอมเสียหนึ่งชาติที่ไม่มีวันบรรจบเพื่อย้อนมารักกันในชาติที่วาสนาหนุนนำ'


     อดีตฮองเฮาทรงไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พระสวามีกล่าวจะเอ่ยถามก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน


    'อิงเอ๋อร์ก่อนที่พี่จะจากไป พี่ขออะไรจากเจ้าได้หรือไม่'


     'ได้เพคะ พระองค์ต้องการอะไร'


     มือพระสวามียื่นไปจับมือพระนางบีบมือพระนางแน่น


     'พี่รู้ว่าเจ้าเกลียดพี่ที่ต้องทำให้เจ้าพรัดพรากจากคนที่เจ้าปักใจรัก เป็นพี่ที่ตอนนั้นเห็นแก่ตัวต้องการครอบครองเจ้าทำให้เจ้าเสียความสุขที่แท้จริงไปพี่ขอให้เจ้าให้อภัยพี่ได้ไหม'


      เมื่อฟังคำพระสวามีพระนางก็น้ำตาไหลพรากพระนางไม่เคยรู้เลยว่าพระสวามีเสียใจและต้องเก็บความเจ็บปวดขนาดนี้ไว้เพียงคนเดียว เป็นพระนางที่ไม่เคยพูดหรือบอกอะไรที่แสดงถึงว่าพระนางหายโกรธนานแล้วและไม่เคยเกลียดพระสวามีเลย


         'เสด็จพี่พระองค์ทรงเก็บความเจ็บปวดไว้นานเพียงนี้เลยหรือ หม่อมฉันหายโกรธพระองค์นานแล้วและไม่เคยเกลียดเลยที่หม่อมฉันบึ้งตึงกับพระเพราะทิฐิแต่ไม่คาดคิดเลยว่าเสด็จพี่จะ....'


         พระนางร้องไห้โฮเป็นเวลานานทำให้พระสวามีปลอบเป็นครั้งแรกที่พระองค์รู้สึกรักภรรยาได้อย่างไม่รู้สึกผิด 


      'งั้นพี่ขอให้เจ้าบอกความรู้สึกกับพี่ได้หรือไม่'


       ' หม่อมฉันรักพระองค์เพคะ รักมาตลอดและจะรักตลอดไปด้วย' 


       สองสามีภรรยาโอบกอดรักบอกรักกันอย่างมีความสุขภายใต้หิมะที่ร่วงโรยจากฟ้าเหมือนมาแสดงความยินดีกับทั้งสอง


      แต่ความสุขนั้นก็แสนสั้นเวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์หลังจากวันนั้นก็เกิดข่าวใหญ่ไปทั่วแคว้น การสูญเสียประมุขของแคว้นเป็นเรื่องที่เศร้า แต่ถ้าเสียผู้เป็นดังผู้ให้ผู้ที่คอยดูแลประชาชนของพระองค์ดังลูกเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับทุกคนการจากไปของอดีตฮองเต้ทำให้ทั่วทั้งแคว้นทั่งแผ่นดินต่างดังไปด้วยเสียงร้องไห้ของประชาชน


     ทุกคนต่างก็เศร้าใจที่ฮองเต้ผู้ยิ่งใหญ่ได้จากไปแน่นอนว่าคนที่เสียใจที่สุดต้องเป็นฮองเฮาพระแม่ของแผ่นดินเมื่อพระนางทรงรู้ก็เป็นลมล้มพับไปล้มป่วยอยู่นานกว่าจะหายดี








       





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 340 ครั้ง

167 ความคิดเห็น

  1. #81 LukiMemory (@LukiMemory) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 11:05
    รอนะคะ
    #81
    0
  2. #80 somopeerada (@somopeerada) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 08:57

    เรื่องนี้จะจบแฮปปี้ไหมค่ะ

    #80
    1
  3. #78 warn1701 (@warn1701) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 12:53
    รอคร้าสนุกมาก
    #78
    0
  4. #77 LukiMemory (@LukiMemory) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 09:10
    มาลงต่อแล้ว
    #77
    0