[BTS] OS/SF ALLJIN | TAEJIN | KOOKJIN

ตอนที่ 1 : SF | Hybrid War [KookJin]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 389
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    23 ม.ค. 63

Pairing : KOOKJIN

AU!Supernatural

Warning: ตัวละครมีพฤติกรรมรุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

(Major characters death | Open and bad ending)

 

วิหารร้างหลังใหญ่ถูกห้อมล้อมด้วยแนวภูเขาและทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ภาพของท้องฟ้าสีเหลืองอมชมพูยามตะวันคล้อยต่ำ ตัดกับโรสวินโดว์ที่ตอนนี้กระจกสีแตกละเอียด เหลือเพียงโครงสร้างลวดลายอ่อนช้อย แสงแดดอ่อนส่องผ่านกรอบหน้าต่าง ชวนให้ทัศนียภาพดูอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว นักท่องเที่ยวสัญจรไปมา นึกสงสัยใคร่รู้ว่าสิ่งปลูกสร้างดูคล้ายโบสถ์ ราชวังโบราณ หรือแม้กระทั่งสถานที่ท่องเที่ยว ทำไมถึงถูกปลูกห่างจากเขตชุมชนไปไกลกว่า ๔๐ กิโลเมตร

แม้ผู้คนจะพากันสงสัย ทว่า สถานที่แห่งนั้นยังคงลึกลับ ไม่เคยเปิดประตูต้อนรับอาคันตุกะแปลกหน้า

มองจากสถานที่ไกลตา วิหารร้างโอฬารดูเหงาหงอยมากกว่าจะน่ากลัว - ตัววิหารไม่มีหลังคา มีเพียงกำแพงและประติมากรรมแกะสลักตามเสาและขอบหน้าต่าง พื้นปูด้วยผืนหญ้าเขียวชอุ่ม สิ่งปลูกสร้างจึงดูใกล้ชิดธรรมชาติ ดูผ่อนคลายมากกว่าประวัติศาสตร์เบื้องลึกเบื้องหลัง

เจ้าของที่ดินที่นาน ๆ ครั้งจะปรากฏตัวให้ชาวบ้านได้เห็น เป็นชายหนุ่มมาดเฉยชา ไม่ชอบสุงสิง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อเรียกวิหารหลังนั้นอย่างคะนองปากว่า‘ปราสาทของพ่อมด’

ไฉนใครจะรู้ว่า เจ้าของวิหารลึกลับยิ่งกว่า ‘พ่อมด’ ในชีวิตจริงและ ‘พ่อมด’ ในวรรณกรรมแฟนตาซีเสียอีก - จอนจองกุก ชายหนุ่มผู้มีหน้าตาคมคาย มีอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่มีใครรู้ว่าจองกุกทำงานที่ไหน อยู่สังกัดอะไร แต่บ้างมีเสียงเล่าลือว่าเขาสร้างห้องแล็บอยู่บริเวณใต้ถุนวิหารรกร้าง คนในละแวกดังกล่าว เล่าปากต่อปากว่ายามค่ำคืน พวกเขามักได้ยินเสียงคนกรีดร้องโหยหวนออกมาจากสถานที่แห่งนั้น

อาจเป็นผลพวงจากการทำวิจัยโปรเจกต์สยองขวัญของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง...

จองกุกถอนหายใจ วางจดหมายจากสำนักงานตำรวจลงบนโต๊ะอาหารตัวยาว เขากวาดสายตามองอาณาจักรใต้ดินที่เขากับพรรคพวกช่วยกันสร้างหลังจากย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เวลส์

เมื่อเห็นร่างสันทัดก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามายังห้องอาหารขนาดใหญ่ จองกุกเรียกเพื่อนให้มานั่งร่วมโต๊ะที่เขาจับจองอยู่ทันที ปลายคางพยักพเยิดไปทางเอกสารสีขาว มีเนื้อหาเชิงตำหนิเรื่องสร้างเสียงรบกวน แม้จะถูกกดดันจากเพื่อนบ้านและทางการอย่างหนัก กระนั้น เจ้าบ้านกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ยกชาอิงลิช เบรกฟาสต์ขึ้นจิบ จองกุกปรายหางตามองผู้ชายผมสีเทาที่เพิ่งหย่อนกายร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วย - มินยุนกิต้นตอของเสียงร้องโหยหวน ซึ่งนำมาสู่การได้รับจดหมายร้องเรียน

คนมาใหม่ฉีกยิ้มกะล่อน ยกมือทำท่าขอโทษขอโพย

“แค่เรื่องไร้สาระน่า ช่างมันเถอะ” เจ้าของเสียงทุ้มต่ำปัดมือ ยกชาขึ้นจิบอย่างไม่แยแสอีกครั้ง “ว่าแต่เรื่องมนุษย์กลายพันธุ์ที่ให้ค้นคว้า ไปถึงไหนแล้ว”

ยุนกิไหวหัวไหล่ จิ้มเบคอนมันย่องเข้าปาก “คิดว่าบ่ายนี้ น่าจะทำการทดลองได้แล้วล่ะ นายลองแวะไปดูสิ”

จองกุกพยักหน้ารับ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดแห่งเอลลาเนลลี - ชื่อเมืองทางภาคตะวันตกของประเทศเวลส์ - แต่จองกุกกลับชิงชังสมญานามนั้นยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง เขาเชื่อว่าตัวเองมีพลังอำนาจเหนือมนุษย์ที่ปล่อยลำแสงได้หลากสี พ่อมดผู้ถูกบรรจุอยู่ในโลกวรรณกรรมมากกว่าการดำรงชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

แน่นอน จองกุกเป็นถึงแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ เขารักสายเลือดและอำนาจที่จับต้องได้ พ่อมดแม่มดดูจะเป็นเรื่องปั้นเสริมเติมแต่งเกินจริงสำหรับเขา

แม้แวมไพร์จะภูมิใจในสายเลือดบริสุทธิ์ กระนั้น แวมไพร์ระดับชั้นเดียวกับเขา แยกตัวออกเป็นสองฝ่ายเนื่องด้วยทัศนคติไม่ตรงกัน แวมไพร์ยุคเก่าหัวโบราณ กับแวมไพร์ยุคใหม่อย่างจอนจองกุก ทำงานราวกับเส้นขนาน ไม่สามารถมาบรรจบกันได้

พวกหัวเก่ายังคงสานต่อความเชื่อ ความกลัว พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์จวบจนยุคปัจจุบัน ในขณะที่แวมไพร์หัวใหม่ ดูเป็นมิตร พยายามเข้ากับโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ ๒๑ มากกว่า

แวมไพร์อายุ ๒๐๙ ปีอย่างจองกุกเคยใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชน เขาเคยเป็นทั้งคุณชายในคฤหาสน์ตระกูลจองที่ปูซาน เป็นนักซ่อมภาพวาดที่เวนิส นายแพทย์ที่แคลิฟอร์เนีย โปรแกรมเมอร์ในโตเกียว หรือแม้กระทั่งฆาตกรโรคจิต (สนองด้านมืดตอนเขาเป็นวัยรุ่น ควบคุมอารมณ์และพลังอำนาจไม่เป็น)

เพราะชีวประวัติเหล่านั้นกระมัง คณาญาติหัวโบราณของจองกุกจึงรังเกียจและชักจูงเหล่าแวมไพร์ให้แบ่งแยกเป็นสองฝ่าย

กลุ่มชนทั้งสองจงเกลียดจงชัง จนก่อให้เกิดแผนลอบสังหาร ทีแรก แวมไพร์ที่หนีมาตั้งรกรากที่ประเทศเวลส์ ไม่ติดใจเอาความอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป คล้ายคลึงว่าแวมไพร์ยุคเก่าจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ จองกุกจึงหาวิธีโต้ตอบบ้าง

เมื่อนึกถึงการแก้เผ็ด เขาพลันนึกถึงมินยุนกิ เพื่อนแวร์วูล์ฟซึ่งครั้งหนึ่งเคยบังเอิญพบกันในป่า

ด้วยความเป็นอสูรกายเยาว์วัยทั้งคู่ พวกเขาไม่ถือเอาความบาดหมางระหว่างชนเผ่ามาเป็นปัญหา จองกุกและยุนกิออกเที่ยว พูดคุย ปรึกษาและเป็นเพื่อนกันมายาวนาน ท้ายที่สุด ยุนกิผู้มีความคิดบ้าระห่ำได้อาสามาช่วยเป็นมือค้นคว้าให้กับนักวิทยาศาสตร์ท่าทีเฉยชา ไม่ทุกข์ร้อนต่อโลก

ระหว่างพูดคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่น จู่ ๆ ยุนกิเสนอความคิดเรื่อง ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ ขึ้นมา ความคิดนั้นสร้างความตกใจให้จองกุกอยู่ไม่น้อย เพราะข้อพิพาทระหว่างแวมไพร์กับแวร์วูล์ฟ เกิดขึ้นจากการทดลองสร้าง ‘มนุษย์กลายพันธุ์’ นี่แหละ

ยุนกิให้เหตุผลว่า “ลองคิดเล่น ๆ ดูนะเจเค…”

มนุษย์หมาป่าเรียกชื่อแวมไพร์สมัยรู้จักกันที่แคลิฟอร์เนีย

“…ถ้าเราเอายีนของแวมไพร์กับแวร์วูล์ฟมาผสมเข้าด้วยกัน เราอาจได้อาวุธที่น่ากลัวมาก ทั้งพละกำลัง ความว่องไว ไหนจะเรื่องแปลงร่างอำพรางตัวอีก บางที มนุษย์กลายพันธุ์ของพวกเรา อาจแทรกแซงเข้าไปเป็นพวกเดียวกับญาตินาย แล้วปอกลอกเอาข้อมูลหรือลอบสังหารพวกนั้นบ้างก็ได้ เราลองมาสร้างมนุษย์กลายพันธุ์กันบ้างไหม”

หลังปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว จองกุกและยุนกิร่วมแรงร่วมใจกันค้นคว้า ‘ความเป็นไปได้’ ในโปรเจกต์ชิ้นนี้แทบจะทันที

ร่วม ๆ สองเดือนในห้องทดลอง รวมถึงการทนฟังยุนกิคร่ำครวญภายใต้พระจันทร์เต็มดวงที่มักเกิดขึ้นเดือนละ ๑-๒ หน ในที่สุด บ่ายวันนี้ แวร์วูล์ฟเรียกเพื่อนต่างสายพันธุ์แวะเข้าไปตรวจผลงานเป็นครั้งแรกในห้องทดลอง

โดยธรรมชาติ แวมไพร์มักนิยมชมชอบสิ่งหรูหรา สวยงาม สุขุม สมบูรณ์แบบ แม้สิ่งที่จองกุกกำลังจดจ้องผ่านกระจกโอบอุ้มน้ำสีเขียวมรกต จะได้ชื่อว่าเป็น ‘ผลลัพธ์ที่ล้มเหลว’ แต่เขากลับถอนสายตาออกจากมันไม่ได้

อมนุษย์ร่างกายเปลือยเปล่าที่หลับตาพริ้มอยู่ในหลอดแก้ว สมบูรณ์แบบมากสำหรับเขา

ทางกายภาพ ชายหนุ่มผู้นั้นมีผิวกายเนียนละเอียด มัดกล้ามไม่ใหญ่โตแต่ดูแข็งแรง สมส่วนกับเรือนร่างสูงโปร่ง จองกุกเผลอยิ้มมุมปากอย่างหลงใหล

เขายกมือขึ้นแตะหลอดแก้วพร้อมหันไปถามเพื่อนว่า “เอาออกมาจากตู้ได้ไหม”

“ได้สิ” แวร์วูล์ฟพยักหน้า เปิดหลอดแก้ว ดึงสายระโยงระยางออกจากตัวมนุษย์กลายพันธุ์ ก่อนพยุงมันลงมานอนราบบนโต๊ะกลางห้องแล็บ

จองกุกเดินไปสำรวจผลงานชิ้นเอกด้วยกิริยาไว้ท่า “เขาเป็นผลลัพธ์ที่ใช้ไม่ได้จริง ๆ น่ะหรอ”

คนถูกถามพยักหน้ายืนยัน “ทางศิลปะน่ะ เขาเป็นผลงานชิ้นโบแดง แต่ด้านการใช้งาน เขามีหลายอย่างที่บกพร่องไปจากภาพร่าง เพราะฉันดันไปยึดมั่นกับการเป็นสปายมากเกินไปหน่อย เลยผสมสัดส่วนพลาด ฉันใส่ยีนแวมไพร์มากเกินไป มนุษย์มากเกินไป ความเป็นแวร์วูล์ฟเลยไม่แสดงออกมา

“ก่อนที่นายจะเข้ามาดู ฉันลองเช็กสมรรถภาพเขาดูแล้ว ถึงฉันจะสร้างให้เขามีสมรรถภาพของผู้ล่า แต่ปรากฏว่าเขามีคุณสมบัติของผู้ถูกล่าซะมากกว่า”

“ผู้ถูกล่า?” จองกุกกอดอก “นายหมายความว่าเขาเหมือนไลเคนมากกว่าจะเป็นแวร์วูล์ฟอย่างนั้นหรอ”

“ไม่ใช่เหมือน แต่เขาเป็นไลเคน” ยุนกิถอนหายใจ ปรายตามองมนุษย์กลายพันธุ์อย่างเสียดาย “ฉันกำลังลังเลอยู่ว่าระหว่างกำจัดเขาทิ้งกับปรับปรุงเขาใหม่ ฉันควรเลือกหนทางไหนดี”

‘ไลเคน’ สัตว์ในตระกูลมนุษย์หมาป่า แตกต่างจากแวร์วูล์ฟตรงที่แวร์วูล์ฟมีพละกำลังมากกว่า แข็งแรงกว่า ชอบอยู่ในสภาพอากาศอบอุ่น แต่ไลเคนจะชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมเย็นเยียบ รักสันโดษ

ไลเคนสามารถแปลงกายได้ตามแต่ใจต้องการ ในขณะที่แวร์วูล์ฟแปลงกายได้เฉพาะคืนพระจันทร์เต็มดวง

สิ้นคำถามจากยุนกิ นักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บขบเม้มริมฝีปาก จองกุกทอดสายตามองไลเคนเกิดใหม่อย่างนึกเสียดายหากต้องกำจัดทิ้งจริง ๆ ไลเคนตรงหน้าทั้งขาว ทั้งหอมเหมือนดอกฮันนี่ซัคเคิล

…และถูกต้องดังน้ำคำของยุนกิทุกประการ มนุษย์กลายพันธุ์ตนนี้ เป็นผลงานชิ้นโบแดงทางด้านรูปลักษณ์ ศิลปะ ไม่เน้นการใช้งาน…

แต่ถ้าหากเลือกงานที่เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่ล้มเหลวเล่า?

แวมไพร์ร่างโปร่งแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวคม “ถ้าต้องปรับปรุงใหม่ รูปลักษณ์เขาจะเปลี่ยนไปไหม”

คนถูกถามมุ่นหัวคิ้ว เงยหน้ามองเพื่อนต่างสายพันธุ์อย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก “ก็ต้องเปลี่ยนรูปไปบ้าง มีอะไรหรอ?”

“ถ้าต้องเปลี่ยนรูป ฉันขอไลเคนตัวนี้ไว้ใช้งานได้ไหม”

 

:

 

ซอกจินเป็นผลลัพธ์ก้ำกึ่งระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว แม้ชายหนุ่มร่างโปร่งจะไม่ได้เป็นครึ่งแวมไพร์ครึ่งแวร์วูล์ฟดังที่ยุนกิหมายมั่นปั้นมือ แต่จองกุกพอใจในศิลปะชิ้นนี้มาก

ไลเคนที่ใคร ๆ ต่างพากันขนานนามว่า‘ผู้ถูกล่า’ แท้ที่จริงกลับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอ่อนแอ ด้วยรูปโฉม กลิ่นหอมและอุปนิสัยของมนุษย์กลายพันธุ์ที่จองกุกถูกใจ เขาตั้งชื่อให้สมาชิกใหม่ว่า ‘ซอกจิน’ - ความหมายคือสมบัติล้ำค่า

จองกุกชอบนิสัยใจคอของซอกจิน แม้จะไม่มีทักษะในการต่อสู้โดดเด่น แต่ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งยังสู้ยิบตา ไม่ยอมแพ้คู่ต่อสู้แม้อีกฝ่ายจะเป็นแวมไพร์ก็ตามที…

คนได้ชื่อว่าเป็นทั้งคู่ต่อสู้และแวมไพร์ คลี่ยิ้มเมื่อคิดถึงจุด ๆ นั้น

ตั้งแต่จองกุกขอซอกจินมาจากยุนกิ เขาและไลเคนวัยเยาว์เล่นงัดข้อกันมาโดยตลอด รู้ทั้งรู้ว่าความแข็งแกร่งด้อยกว่า แต่ซอกจินมักดื้อดึง ขัดขืนและกัดหัวไหล่เขาเป็นประจำ

สมบัติล้ำค่าถูกขอมาเป็นเพื่อนเล่น คอยรับใช้ คอยปรนบัติในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องชีวิตประจำวัน และเรื่องสำเร็จความใคร่ พอเห็นอีกฝ่ายไม่ชอบเล่นด้วย แวมไพร์หน้าคมทั้งหว่านล้อม ทั้งทำตัวอ่อนโยน กระทั่งบางครั้งอดใจไม่ไหว กระทำป่าเถื่อนตามสัญชาตญาณของอสูรกาย

การต่อสู้มักจบลงด้วยการที่ร่างสองร่างขึ้นไปกอดเกี่ยวกันอยู่บนพื้นดิน กำแพงวิหารสูงใหญ่โอบล้อมพวกเขาเอาไว้ หน้าต่างโรสวินโดว์ถูกแสงจันทร์สะท้อนทอดลงมายังร่างขาวสะอาด เวลาที่ซอกจินอยากจะดื้อดึงกับเขา ไลเคนมักหลบหนีขึ้นไปซุกตัวอยู่หน้าโรสวินโดว์ หน้าบัลลังก์ที่มีรูปปั้นแตกหักของพระแม่มารี

หลังจากปะมือกันอยู่หลายชั่วอึดใจ ผลลัพธ์จบลงด้วยภาพของซอกจินนอนหอบหายใจรวยรินจมกองเลือด มีจองกุกนั่งคร่อม เลือดเข้มข้นบนหัวไหล่ของแวมไพร์ หยดแหมะลงบนหน้าอกเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย

นิสัยส่วนนี้แหละ ส่งผลให้จองกุกรู้สึกกระชุ่มกระชวย ลุ่มหลงและอ่อนวัยลงกว่าครึ่ง เขาชอบซอกจินในความดื้อรั้น แต่ยุนกิกลับเห็นว่า การมีตัวตนหรืออารมณ์มากเกินไป เป็นความบกพร่องของมนุษย์กลายพันธุ์ ดังนั้น ยุนกิจึงสรุปว่า ซอกจินคือผลลัพธ์ที่ล้มเหลว

 

จองกุกเปิดเปลือกตาพลางยันข้อศอกขึ้นสำรวจมองซอกจิน

ยามหลับใหล คนตรงหน้าดูไร้พิษสง ริมฝีปากสีชมพูเผยอออก ก่อนจะละเมอคำพูดไม่ได้ศัพท์

แวมไพร์หน้าตาคมคายเห็นพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว อดกลั้วหัวเราะเอ็นดูไม่ได้ เขายิ้ม ยกนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามสันจมูก ริมฝีปากและพวงแก้มของไลเคนเกิดใหม่

ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความสุขหลังร่วมรัก ดวงตะวันที่โผล่ทักทายขอบฟ้า ทำหน้าที่ราวนาฬิกาปลุก มันปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ความฝัน

จองกุกถอนหายใจ ยอมจุมพิตไลเคนบนขมับ ก่อนจะค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมออกมาห่มร่างกายเปลือยเปล่า เขาอุ้มซอกจินกลับลงไปยังอาณาจักรใต้ดิน

หลังไปส่งไลเคนถึงเตียงนอนสี่เสา แวมไพร์หนุ่มผละออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาด มุ่งตรงจากห้องนอนสู่ห้องแล็บที่ยามนี้ ยุนกิกำลังค้นคว้าหาข้อมูลอย่างหนัก เพื่อจะได้มนุษย์กลายพันธุ์สมบูรณ์แบบที่สุด

ครานี้ จองกุกยอมสละเวลาทำงานประจำมาร่วมแรงร่วมใจกับยุนกิในห้องแล็บด้วย เหตุผลหลัก คือเขาไม่อยากทิ้งผลงานชิ้นโบแดงให้อยู่ในใต้ถุนวิหารเพียงลำพัง

ใช่ว่าเขาไม่รู้…

ทุกครั้งหลังร่วมรักกับซอกจิน - ยุนกิช่วงชิงเวลาที่จองกุกไม่อยู่บ้าน หนีเข้าไปปลอบประโลมซอกจิน ทำให้ซอกจินผูกพันและเห็นยุนกิเป็นที่ยึดเหนี่ยว

สิ่งที่แวร์วูล์ฟร่างสันทัดทำ อาจไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในเชิงกามตัณหา เขาคงอยากปลอบโยนไลเคนในฐานะผู้ปกครอง และนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งก็เท่านั้น

แม้จะรับรู้เจตนารมณ์นี้ แต่แวมไพร์มาดงามสง่าอดรู้สึกอิจฉาปนหึงหวงไม่ได้

“...เจเค...จอนจองกุก...”

เสียงบาง ๆ แล่นผ่านเข้ามาในกกหู

“เจเคโว้ย!” จนกระทั่งเสียงหนักแน่นขึ้นนั่นแหละ เจ้าของชื่อถึงพอรู้สึกตัว

จองกุกปรายตามองแวร์วูล์ฟร่างเล็กผู้กำลังพยักพเยิดปลายคางไปทางหลอดแก้วสีเขียว - จุดกำเนิดที่ทำให้เขาและซอกจินได้พบกันเป็นครั้งแรก - ในหลอดแก้วซึ่งเต็มไปด้วยสายระโยงระยาง คราวนี้ ไม่มีศิลปะชิ้นงามอย่างซอกจินอาศัยอยู่ มันถูกแทนที่ด้วยชายร่างสูงชะลูด ดูเก้งก้าง

เขาไม่ได้ดูสง่าผ่าเผยเหมือนแวมไพร์ทั่วไป ไม่ได้ดูสุขุม ถมึงทึงอย่างพวกแวร์วูล์ฟ ดูผิวเผินเหมือนมนุษย์ธรรมดา ๆ เสียด้วยซ้ำ

“นัมจุน”

“เอ๋?”

“คราวที่แล้ว นายตั้งชื่อซอกจินไปแล้ว คราวนี้ ฉันขอตั้งชื่อมนุษย์กลายพันธุ์ของเราบ้าง”

‘นัม’ แปลว่าทิศใต้

‘จุน’ แปลว่าศักยภาพ ความสามารถพิเศษ

ความหมายของชื่อหลอมรวมราวกับจะตอกย้ำว่า นัมจุนเป็นมนุษย์กลายพันธุ์สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีดีเพียงรูปโฉมและกลิ่นหอมเหมือนผลการทดลองแรก

“เมื่อเช้าฉันลองทดสอบสมรรถภาพเขาดูแล้ว ความแข็งแกร่ง ความเร็ว ความสามารถด้านการแปลงกาย อำพรางตัว มีผลตอบรับดีเยี่ยม ฉันว่านัมจุนนี่แหละคือกุญแจสำคัญ ที่จะพานายไปหาเจ้าเซฮุนได้”

เซฮุน แวมไพร์หัวโบราณ ญาติผู้พี่ของจองกุก

“อีกอย่าง เรื่องภาวะทางอารมณ์ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ หมอนี่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเลย รอรับคำสั่งอย่างเดียว”

ถ้าเช่นนั้นก็เหมาะสมแล้วที่จะใช้นัมจุนเป็นอาวุธ

จองกุกจดจ้องผลงานอีกชิ้นของเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ เขามองดูมนุษย์กลายพันธุ์ร่างโปร่งอย่างไม่ใคร่จะไว้ใจนัก หากให้ตัดสินจากกายภาพ เขาไม่คิดว่านัมจุนจะสามารถเป็นแวมไพร์หรือแวร์วูล์ฟที่สมบูรณ์แบบได้ แต่เพราะน้ำเสียงอันมั่นใจของยุนกิ ทำให้แวมไพร์ร่างหนาตัดสินใจพูดประโยคนี้ออกมา

“ขังเขาไว้ในเขตตะวันตกสิ”

“ห…หา?”

“ฉันอยากรู้ว่าเขามีศักยภาพดีเยี่ยมอย่างที่นายคุยโวเอาไว้หรือเปล่า ถ้ามั่นใจนัก ลองดูหน่อย ไม่เสียหายอะไรไม่ใช่หรอ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้”

สิ้นคำตอบรับของแวร์วูล์ฟผมเทา จองกุกกระชับคอเสื้อ เดินออกจากห้องแล็บไปอย่างไว้ท่า

เขาทิ้งให้ยุนกิยืนทอดถอนลมหายใจใส่หลอดแก้วแช่ผลการทดลอง

ไม่ว่าจองกุกจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อเขาสักเพียงไหน แวมไพร์ยังคงเป็นแวมไพร์อยู่วันยังค่ำ หัวสมัยใหม่หรือหัวโบราณ สันดานฝังรากลึก นิสัยเย็นชาไร้ความปรานี ยังคงสถิตอยู่ในกายและโชนฉายออกมาให้เห็นอยู่เป็นประจำ

คนภายนอกอาจไม่เคยรู้และไม่ทันสังเกตเห็น นอกจากคืนวันพระจันทร์เต็มดวงที่ยุนกิชอบเห่าหอนแล้ว เสียงแผ่วเบาอีกหลายเสียง พากันคร่ำครวญอ้อนวอนขอชีวิตด้วยความเจ็บปวดกันระงม

จองกุกเคยเป็นนักฆ่าก็จริง แต่นั่นเพื่อสนองอารมณ์กรุ่นโกรธตอนเขายังเป็นเด็กวัยรุ่น ตอนนี้ เขาไม่เคยฝักใฝ่เลือดมนุษย์เป็นอาหาร เขารักสันติวิธี รวมทั้งนิยมชมชอบในอาหารของชาวยุโรป แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นแวมไพร์ เขามักห่วงสวัสดิภาพ อาณาเขตและคนในความปกครองของตัวเองอยู่เสมอ ฉะนั้น ทุกครั้งที่มีการรุกล้ำเข้ามาในเขตวิหารรกร้าง จองกุกไม่เคยลังเลในการตะครุบเหยื่อเลยสักครั้ง

ในชั้นใต้ดินเขตตะวันตกนั่นเอง บรรดานักโทษมากมายถูกซุกซ่อนเอาไว้ บ้างล้มตาย บ้างหิวโซจนกลายเป็นปิศาจดุร้าย

ยุนกิมั่นใจในตัวนัมจุน แต่เขาไม่มั่นใจเลยว่าบรรดาเหยื่อของแวมไพร์ มีจำนวนเท่าไร พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากไหม ยิ่งในนั้นมีแอนเธอเรียนและวูล์ฟแวร์ อริของไลเคนและแวร์วูล์ฟอยู่ด้วยแล้ว…

คำสั่ง ‘ขังเขาไว้ในเขตตะวันตกสิ’ ทำงานประหนึ่ง ส่งผลงานเขาไปตายนั่นแหละ!

แต่การณ์กลับตาลปัตร นัมจุนถูกส่งไปอยู่ในเขตตะวันตกได้เพียงสองวัน นักโทษทั้งหมดถูกสังเวยชีวิต คุกชื้นแฉะที่คุมขังนักโทษเอาไว้ยาวนาน กลายเป็นสุสานทิ้งร้าง

บัดนี้ คิมนัมจุนได้พิสูจน์ให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนเห็นแล้วว่า เขาเป็นอาวุธที่สมบูรณ์แบบ

 

:

 

ตามหลักวิชาการ 'ฟีโรโมน' เกิดจากการรวมตัวกันของคำในภาษากรีก คำแรกคือคำว่า 'ฟีริน' มีความหมายว่า การนำพา คำที่สองคือคำว่า 'ฮอร์โมน' ซึ่งมีคำจำกัดความแบบคร่าว ๆ ว่า การกระตุ้น การตื่นตัว

เมื่อนำเอาสองคำนี้มาแปลเข้าด้วยกัน ฟีโรโมนจึงมีความหมายว่า การนำพาเอาความตื่นตัวมาให้ ความตื่นตัวในที่นี้ หมายถึง ความตื่นตัวในเรื่องการเจริญพันธุ์

ฟีโรโมนเป็นสารเคมีที่หลั่งออกจากร่างกายแล้วมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน โดยมาก ฟีโรโมนเป็นสารระเหยที่ถูกสร้างขึ้นจากเพศเมียเพื่อกระตุ้นให้อีกเพศ เกิดความใคร่ อยากครอบครองเป็นเจ้าของ

สัตว์สามารถรับฟีโรโมนได้แตกต่างกัน เช่น การดมกลิ่น การกินและการดูดซึม

ในมนุษย์ ฟีโรโมนนั้นไม่มีกลิ่นที่รับรู้ได้ทางจมูก กลิ่นที่ไม่มีกลิ่นคือความหลงใหล ความชื่นชอบ คนเราจะรับรู้ได้จากทางสมอง

วิทยาศาสตร์ที่แวมไพร์อายุกว่า ๒๐๙ ปีคุ้นเคย เชื่อถือได้มากน้อยเท่าไหนเขาไม่รู้ แต่ไม่ต้องมีฟีโรโมน จองกุกคิดว่า ซอกจินดึงดูดสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ได้ไม่ยาก

ตั้งแต่ยุนกิคิดค้นไลเคนขึ้นมา ผู้บุกรุกโดยรอบโบสถ์วิหารมีเยอะขึ้น บ้างก็เข้ามาเพราะกลิ่นรัญจวนของซอกจิน บ้างก็มาเพราะความเกลียดชังในเผ่าพันธุ์ มีกลิ่นอายของแวมไพร์กลุ่มอื่นเจือปนเข้ามาด้วย

จองกุกเดาว่า อาจเป็นหนึ่งในลูกน้องของเซฮุนมาสอดส่อง ติดตามว่าเขากับเพื่อนแวร์วูล์ฟกำลังทำอะไรกัน

ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลไหน แวมไพร์หน้าคมไม่ชอบทั้งสิ้น!

ความรู้สึกเหมือนถูกรุกล้ำอาณาเขต ทำให้เขาหึงหวง มักมาก ยัดเยียดความเป็นเจ้าของให้ซอกจินโดยที่จองกุกไม่เคยรับรู้เลยว่า ยิ่งได้ครอบครอง ยิ่งได้สัมผัสความวาบหวาม ซอกจินยิ่งตีตัวออกห่าง สายตาไลเคนวัยเยาว์ไม่เคยจ้องมองเขาตรง ๆ เลยด้วยซ้ำ!

ภาพของยุนกิกับซอกจินในหุบเขาหลังวิหารพ่อมด เป็นเครื่องยืนยันชั้นดี...

ยุนกิในร่างหมาป่าสีดำขนาดมหึมากำลังวิ่งพาหมาป่าขนปุยสีขาวที่มีขนาดเล็กกว่ามาก หนีกระหืดกระหอบไปทางชายเขตเมืองเอลลาเนลลี

เกือบวิ่งหนีสำเร็จอยู่แล้วเชียว หากจองกุกไม่รีบกลับบ้าน และไม่ได้รับกลิ่นของซอกจินดังเช่นทุกวัน

เมื่อไม่ได้สัมผัสทั้งกลิ่นอายของยุนกิและซอกจิน แวมไพร์ร่างหนารู้ทันทีว่า คนร้ายกำลังปล้นสมบัติล้ำค่าไปจากเขา!

จองกุกโกรธจัด ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ รีบไล่ล่ามนุษย์หมาป่าต่างสายพันธุ์ไปตามสัญชาตญาณ เขาส่งเครื่องทุ่นแรงอย่าง 'นัมจุน' กับค้างคาว สัตว์เลี้ยงของเขา ออกตามล่ายุนกิและซอกจินด้วย...

เขาตามรอยมนุษย์หมาป่าสองตัวไปยังหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้โล้นเตียน ในป่าปลายฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ ยุนกิและซอกจินแทบหากำบังหลบซ่อนตัวไม่ได้เลย

จองกุกหาพวกเขาเจอภายในเวลาอันรวดเร็ว

แวมไพร์และแวร์วูล์ฟปราบมือกันอย่างไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออมแรง ความเป็นเพื่อนที่สร้างสมมานานเกือบ ๙๐ปี ขาดสะบั้นลงเพียงพริบตาเดียว!

 

:

 

ตามตำนานเล่าขานระหว่างสองเชื้อสาย แวมไพร์และแวร์วูล์ฟ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แต่เมื่อผีดิบดูดเลือดและมนุษย์หมาป่าได้สร้าง 'มนุษย์ลูกผสม' ในร่างหญิงสาวสะคราญร่วมกัน หญิงสาวผู้นั้น ลืมตาดูโลกท่ามกลางความปลื้มปิติของอสูรกายสองสายพันธุ์

ความสัมพันธ์ระหว่างสองเชื้อสายทำท่าว่าจะแน่นแฟ้น หากแต่สิ่งไม่คาดฝันพลันเกิดขึ้น...

มนุษย์ลูกผสมถูกฆ่าตาย เป็นเหตุให้แวมไพร์และแวร์วูล์ฟ ต่างฝ่ายต่างตำหนิกันเอง

แม้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุการตายของมนุษย์ลูกผสมอย่างถ่องแท้ สงครามระหว่างสองชนเผ่ากลับเริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้น พวกเขาสาบานว่าหากได้พบสบตากันเมื่อใด จะมีการตีรันฟันแทงกันทุกครั้งไป

สงครามครั้งนี้ ได้รับการขับเคี่ยวมายาวนานร่วมศตวรรษ

นับตั้งแต่การล่มสลายของลูกผสมตนแรก บรรดาลูกผสมรุ่นต่อ ๆ มา ได้รับการเกลียดชังในสายพันธุ์ที่แยกออกจากกัน ลูกผสมไม่มีทั้งความผูกพันในสายเลือดกับทางแวมไพร์หรือแวร์วูล์ฟ พวกมันสามารถฆ่าสายพันธุ์ใดสายพันธ์หนึ่งหากปรารถนา ดังนั้น ลูกผสมจึงเป็นที่ชิงชังระหว่างสองชนเผ่า

ความเป็นอริกันของแวมไพร์กับแวร์วูล์ฟ เนิ่นนานจนกลายเป็น 'ปรวิสัย' สำหรับคนทั่วไป

แต่สำหรับซอกจิน แวมไพร์และแวร์วูล์ฟอาจห้ำหั่นกันเนื่องจาก 'อัตวิสัย'...

จองกุกมีความลุ่มหลง ในขณะที่ยุนกิมีความเอื้ออาทร เขาพาซอกจินหลบหนีเพียงเพราะสงสารในโชคชะตาของไลเคนหนุ่ม

พลันที่แวมไพร์เกรี้ยวกราดปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้ามนุษย์หมาป่าทั้งสอง ป่าเบิร์ชที่เคยแห้งเฉา เต็มไปด้วยชีวิตชีวาขึ้นมาเฉียบพลัน - ชีวิตชีวาในด้านลบและบ้าระห่ำ - แวมไพร์แสยะเขี้ยว ส่วนยุนกิที่พอแปลงกายเป็นแวร์วูล์ฟแล้ว สติความเป็นมนุษย์ไม่หลงเหลืออยู่เลย หมาป่าร่างมหึมาเริ่มขู่ฟ่อ กางกรงเล็บ กระโจนตัวใส่จองกุกโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง

ไลเคนตัวต้นเหตุอยู่ในสถานการณ์มึนงง มันหันซ้ายหันขวา มองอสูรกายแข็งแกร่งสองตนปราบมือกันอย่างดุเดือด

วัดจากสายตา แวร์วูล์ฟดูเป็นฝ่ายเพรี่ยงพร้ำให้แก่แวมไพร์เนื่องด้วยอำนาจที่ต่างชั้นกัน แวมไพร์มีความสามารถเหนือกว่าแวร์วูล์ฟในทุก ๆ ด้าน มีเพียงพละกำลังเท่านั้นที่หมาป่าเป็นฝ่ายได้เปรียบ

หลังจากกัดกันจนได้แผลเหวอะหวะ จองกุกใช้ท่าไม้ตาย ควบคุมความรู้สึกนึกคิดของสรรพสัตว์ ยุนกิเลยเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

แวมไพร์ช่วงชิงโอกาสที่มนุษย์หมาป่าควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ ซัดเขาเสียจนร่างมหึมาพุ่งชนเข้ากับต้นไม้ ยุนกิร่วงหล่นก่อนฟุบหมอบลงบนผืนดิน มันครางหอน ส่งสัญญาณเตือนให้ซอกจินออกตัววิ่ง

ทีแรก ไลเคนวัยเยาว์ลังเล แต่เมื่อดวงตาแดงฉานของยุนกิจ้องมองมาที่เขา ทั้งยังแยกเขี้ยวน่ากลัวส่งมาให้ ซอกจินรีบทำตามอย่างไม่คิดชีวิต

หมาป่าสีขาวออกวิ่งโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองจองกุกเลยด้วยซ้ำ

 

.

.

.

ซอกจินหลุดรอดไปได้ เพราะแวมไพร์ก็ปางตายไม่แพ้กัน…

.

.

.

 

สัตว์สี่เท้าขนขาวโพลนซอยเท้าถี่ยิบ จิตใจมันสับสนอลหม่านยิ่งกว่าย่างก้าวในการออกวิ่งเสียอีก มันทั้งเมื่อยล้า กระหาย รู้สึกเหมือนตัวเองถูกบีบคั้นจากภาพอันแสนโหดร้าย

หมาป่าขย้ำลำตัวแวมไพร์…

แวมไพร์ฝังคมเขี้ยว ก่อนหักขาหน้าแวร์วูล์ฟทีละท่อน…ทีละท่อน

เลือดสีแดงสด สาดไปทั่วอาณาบริเวณ!

แม้ยุนกิจะไม่หลงเหลือความรู้สึกนึกคิดภายใต้รูปลักษณ์ของหมาป่า แต่ซอกจินรับรู้... มันรับรู้ว่ายุนกิจำมันไม่ได้ กระนั้น แวร์วูล์ฟยังคงพยายามรักษาชีวิตพวกพ้องต่างสายพันธุ์เอาไว้ให้ได้

ซอกจินปากคอสั่นรัว น้ำตาเริ่มบดบังทัศนียภาพให้พร่าเลือน ภาพสุดท้ายของยุนกิ คือ มันกำลังนอนหอบหายใจรวยรินอยู่ข้างต้นไม้

แวร์วูล์ฟก้ำกึ่งระหว่างความเป็นกับความตาย

ไลเคนหายใจฟืดฟาด ยังคงไม่ยอมหยุดวิ่ง

มันเหนื่อยหอบ แถมขาทั้งสี่ข้างเริ่มล้าแรงจนกลายเป็นไร้ความรู้สึก มันเอาแต่ดีดตัวไปข้างหน้าราวเครื่องจักร... วิ่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งภูมิประเทศจากต้นเบิร์ชขาว สับเปลี่ยนเป็นที่ราบสลับหุบเขา ไลเคนตัวสวยค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง

อากาศไม่หนาวไม่ร้อนจัดจนเกินไป กอปรกับเสียงเสียดกระทบของใบไม้ ทำให้หมาป่าที่วิ่งมาราวครึ่งโลก ปิดเปลือกตาอย่างเชื่องช้า

แม้มันจะไม่ชอบสภาพอากาศแบบนี้เท่าไรนัก แต่ลมร้อนกลับทำให้มันรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย มันไม่ได้อยู่ในเอลลาเนลลีอีกต่อไปแล้ว มันน่าจะรอดพ้นจากเงื้อมือของแวมไพร์อย่างต่ำคงวันสองวันกระมัง

 

:

 

หลังจากสลบไสลไปเกือบหนึ่งวันครึ่ง ไลเคนตัวสวยกะพริบตาปริบ ๆ รับแสงแดดที่แยงเปลือกตา ซอกจินในร่างหมาป่าไล่มองไปรอบ ๆ ตัว เพื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนคุดคู้อยู่ท่ามกลางใบเมเปิลแห้ง

กิ่งไม้โล้นวิเวกวังเวง อากาศเย็นชื้น ทำให้หมาป่าหนุ่มรู้สึกมึนงง ไม่นานหลังจากได้สูดกลิ่นดิน ซอกจินรู้สึกกะปรี้กะเปร่าขึ้น มันพ่นลมหายใจ หยัดขาหน้ายืนด้วยอาการสั่นเทา

มันมาทำอะไรที่นี่!

ไลเคนพยายามเค้นหาคำตอบ อันที่จริง มันควรเริ่มต้นด้วย‘มันพลัดถิ่นมาจากไหน’ มันต้องพลัดถิ่นมาแน่ ๆ เพราะสภาพอากาศแบบนี้ ไม่ใช่ที่โปรดปรานสำหรับมัน แล้วฝูงล่ะ มันเคยอยู่ร่วมฝูงในป่าบ้างหรือเปล่า

ความทรงจำในหัวสมอง คล้ายจะหายวับไปดั่งต้องคำสาป ซอกจินสะบัดหัวแรง ๆ สร้างสมดุล ปรับสภาพร่างกาย ก่อนจะก้าวเท้าออกเดินด้วยท่าทีระแวดระวัง

ตามสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่า มันต้องหาลำธารก่อนเป็นอันดับแรก จากที่ที่มันยืนอยู่ ต้นไม้รายรอบแห้งแล้งเหี่ยวเฉา แต่ไกลออกไปไม่กี่กิโลเมตรตรงตีนหุบเขา ดูเหมือนจะมีต้นไม้ใบเขียว ที่นั่นต้องเป็นแหล่งน้ำแน่นอน

ซอกจินเดินไปตามทางที่ตัวเองเห็น ทว่า ฤดูกาลที่เขาไม่ถนัดส่งผลให้ไลเคนหนุ่มก้าวพลาด เหยียบใบเมเปิลอมน้ำ จนลื่นไถลตกลงไปยังเนินเตี้ย ๆ

ขาหน้าที่ขูดลงกับพื้นหิน เป็นเหตุให้ร่างกายสีขาวฉ่ำไปด้วยเลือดสีแดงสด ขณะเสาะหาสิ่งของมาห้ามเลือด ขาหน้ารู้สึกคันยุบยิบ

อาการคันไม่ได้เกิดเพราะแผลสด แต่เป็นเพราะอะไรบางอย่างที่มันอธิบายไม่ถูก

ไม่กี่เสี้ยวอึดใจต่อมา ไม่ต้องรอคำอธิบายเพิ่มเติมหรือพึ่งสมมติฐาน ไลเคนวัยเยาว์เริ่มรู้แล้วว่า ตัวเองเป็นสายพันธุ์พิเศษ - มันไม่ได้เป็นเพียงหมาป่าธรรมดา ๆ หากแต่เป็น‘มนุษย์หมาป่า’

ท่อนแขนซึ่งคันยุบยิบ ยามนี้ทวีความคัน ปวดแสบปวดร้อนจนกระทั่งขนสีขาวหดสั้นลง…สั้นลง เหลือเพียงท่อนแขนขาวเนียนเอาไว้ให้ดูต่างหน้า

จากเท้าสู่มือ…

คมเขี้ยวหดสั้นลงจนเหลือเพียงฟันกราม…

ซอกจินถอนหายใจ พยุงร่างลุกขึ้นยันกับต้นไม้ แค่รำลึกความเป็นหมาป่าก็ว่ายากลำบากแล้ว นี่ยังต้องรำลึกถึงตัวเองในภาค ‘คน’ อีก ชายหนุ่มวัยเยาว์ถอนหายใจอีกครั้ง

โดยไม่อยากคิดอะไรให้ปวดหัว เขาพยายามพาตัวเองไปดื่มน้ำในลำธารให้ได้เสียก่อน

 

แง่ดีของการเป็นมนุษย์หมาป่าคือ ร่างกายฟื้นตัวเร็ว ไม่ว่าซอกจินจะได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงไหน ใช้เวลแค่ไม่กี่ชั่วโมง แผลเขาสมานคืนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทีแรก ซอกจินนึกว่าตัวเองต้องเสียเวลาไปกับการค้นหาชีวิตในอดีต หากแต่เขายุ่งเกินกว่าจะทำสิ่งเหล่านั้น

เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เคยทำอะไรให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจเอาไว้หรือไม่ แต่หลายสัปดาห์ที่ผันผ่าน เขาถูกไล่ล่ามาโดยตลอด เขาถูกสายพันธุ์แอนเธอเรียนไล่ต้อนแล้วปราบมือกันใต้น้ำตก

หลังจากหลุดรอดมาได้แบบหวุดหวิด วันต่อมาและวันต่อ ๆ ไป เขาถูกแวมไพร์บางตนสะกดรอยตาม มีค้างคาวมายุ่งวุ่นวายบ้างพอเป็นกระไส งานหลักประจำวันคือการหลบหนี-อำพรางตัว งานรองคือการมีชีวิตรอดและประทังความหิว

กว่าซอกจินจะปรับตัวได้ เขาแทบไม่เหลือช่องว่างให้ค้นหา-ทำความรู้จักกับชีวิตตัวเองในอดีตนัก เขาทำได้เพียงแน่วแน่อยู่กับปัจจุบัน วางแผนเผื่ออนาคต แหละเพราะเหตุนี้กระมัง ไลเคนวัยเยาว์จึงทดลองใช้ชีวิต ‘มนุษย์’ สลับกับ ‘หมาป่า’ วิเคราะห์ดูว่าร่างไหนเหมาะสมกับความปลอดภัยของตนเองที่สุด

วันที่เขาเป็นซอกจิน…ชายหนุ่มรูปงาม เขามักเดินทางเข้าไปในตัวเมืองเพื่อทำงานเป็นคนหั่นหัวหอมใส่ซุปครีม เขาค้นพบว่าตัวเองอยู่ในเมืองสวอนซี เมืองในประเทศอังกฤษที่มีภูมิศาสตร์ติดกับทะเลทางตอนใต้ของเวลส์

เขาชอบใช้ชีวิตมนุษย์ที่นั่น นอกจากจะได้รับความสงบอย่างเต็มอิ่มแล้ว เขายังมีโอกาสค้นคว้าเรื่องสัตว์ในตำนานในห้องสมุดอีกด้วย

แต่ปัญหาคือ ยามที่เขากลายร่างเป็นมนุษย์ กลิ่นกายคล้ายดอกฮันนี่ซัคเคิลมักโชยออกมา ส่งผลให้นักล่าหาตัวเขาพบอยู่ร่ำไป ซอกจินจำต้องกลับไปเป็นไลเคนเพื่อกลบกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ระหว่างวัน มันเอาแต่จำศีลอยู่ในถ้ำใต้น้ำตก คอยซุกซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ แหล่งน้ำเพราะบริเวณนั้นมีดินอุดมสมบูรณ์ กลิ่นดิน ซอกหิน ต้นไม้และดอกไม้ ช่วยกลบกลิ่นตัวมันได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่แล้ว...

วันคืนสงบสุข กลับถูกทำลายโดยการปรากฏตัวของชายร่างสูง ผมสีบลอนด์ทอง - ชายผู้มีรังสีความเป็นแวมไพร์และแวร์วูล์ฟผสมกัน - สายพันธุ์ของหนุ่มนิรนามสร้างความประหลาดใจให้ซอกจินอยู่ไม่น้อย มันไม่เคยถูกพวกลูกผสมไล่ล่า จะมีก็แต่แอนเธอเรียน วูล์ฟแวร์ และแวมไพร์เท่านั้น ยิ่งเจอพฤติกรรมการไล่กวดของลูกผสมร่างเก้งก้าง ซอกจินยิ่งแปลกใจใหญ่...

นัมจุนไล่ต้อนมันไปยังจุด ๆ หนึ่งมากกว่าจะมุ่งหมายทำร้าย

มนุษย์กลายพันธุ์สองตนวิ่งข้ามเขา ทุ่งหญ้า พักเหนื่อยบ้าง ก่อนจะปีนขึ้นไปยังเนินเขาอีกหลายลูก ทำอย่างนี้ได้ระยะทางราว ๆ ๔๐๐ กิโลเมตร ไลเคนหนุ่มพลันพบว่า ภูมิประเทศโดยรอบเปลี่ยนไป

หิมะสีขาวโพลน ต้นเบิร์ชเรียงตัวกันเป็นกลุ่ม สร้างความคุ้นเคยให้แก่ซอกจินมากทีเดียว

อากาศ...

กลิ่น...

ไลเคนวัยเยาว์เหมือนเคยได้สัมผัส อาศัยอยู่ในละแวกนี้มาเป็นระยะเวลานาน

พลันที่มันฉุกนึกสงสัย รังสีของนัมจุนจางหายไป!

ซอกจินพ่นลมหายใจ ระมัดระวัง สำรวจดูรอบ ๆ พื้นที่ที่มันถูกบังคับให้มาเยือน หากเปรียบเทียบสิ่งแวดล้อมของเมืองสวอนซีกับที่นี่แล้ว ไลเคนมักคุ้นกับสภาพอากาศเย็นเยือกเช่นนี้มากกว่า

ซอกจินรีบมองหาแหล่งน้ำ ซุ่มดูเมืองผ่านจุดยอดสุดของภูเขา

เมื่อมาเยือนสถานที่ใหม่ ๆ ไลเคนหนุ่มตัดสินใจทำตามยุทธวิธีเดิม มันแปลงร่างระหว่างมนุษย์กับหมาป่า ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองบ้าง ภูเขาบ้าง

ข้อมูลพื้นฐานที่ซอกจินค้นพบคือ นัมจุนนำเขามาอยู่ในเมืองเอลลาเนลลี ที่นี่ เขาสามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กแล้วสมัครเข้าทำงานเป็นพนักงานตรวจสต็อกในร้านสะดวกซื้อ

ชีวิตมนุษย์ในเอลลาเนลลีกับสวอนซี ค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร ในสวอนซี เขามักถูกไล่ล่า แต่ในเอลลาเนลลี เขามีชีวิตที่เงียบสงบ ราบเรียบ เขาสามารถเดินไปตามถนนซึ่งโปรยปรายด้วยหิมะได้อย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ซอกจินวาดฝันว่าเขาอาจใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หากแต่...เรื่องราวไม่คาดฝันทำเอาฝันหวานเขาแตกกระเจิง

ระหว่างกำลังเดินจากร้านสะดวกซื้อเพื่อกลับอพาร์ตเมนต์ กลิ่นอายของสัตว์ร้ายที่มีพลังแก่กล้า ลอยมาติดอยู่ตรงปลายจมูก...

แค่กระแสจิต ไม่ต้องมาให้เห็นเต็มสองตา ซอกจินก็รู้สึกหวาดระแวงอย่างบอกไม่ถูก

ทั้ง ๆ ที่อากาศเหน็บหนาว บนหน้าผากของไลเคนวัยเยาว์กลับชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ซอกจินกลอกตาไปมาอย่างสับสน

เฉียบพลันนั้นแหละ เจ้าของร่างสูงสง่า สวมชุดสูทคัทติ้งเนี้ยบยืนจับจ้องเขาอยู่บนกิ่งต้นไม้ใหญ่ - ชายหนุ่มดวงตากลมโต หน้าตาคมคายน่าเกรงขาม สานสบสายตากับเขา - แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูร่ำรวย เย้ายวน แต่บรรยากาศโดยรอบชืดชา ไร้ความเป็นมิตร

คนตรงหน้า อาจเป็นลูกผสมสายพันธุ์อะไรสักอย่าง...

ไม่แน่อาจเป็นแอนเธอเรียนหรือวูล์ฟแวร์

อสูรกายสองตนเล่นสงครามสายตากันอยู่พักใหญ่ จนกระทั่ง ซอกจินอดรนทนไม่ไหว เป็นฝ่ายหันหลังหนีไปอย่างรวดเร็ว

 

 

แมกไม้พร่าเลือน เสียงหอบกระเส่าดังระงมไปทั่วผืนป่า แท้ที่จริงเป็นเพียงภาพและเสียงที่ซอกจินปรุงแต่งขึ้นเอง ยามนี้ ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เร่งรีบ หวาดกลัวจนเขาได้ยินเสียงตัวเองหอบหายใจถี่กระชั้น

เขาเอาแต่หันซ้ายแลขวา หาทางหนีทีไล่ หากแต่สิ่งที่พบ กลับมีเพียงความมืดมิดและต้นเบิร์ชสูงใหญ่ ซอกจินหลับตาพร้อมเงี่ยหูฟัง เสียงฆีแฆของใบไม้เสียดกระทบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่งผลให้ชายหนุ่มรู้สึกขนลุก ร่างทั้งร่างเริ่มสั่นเทิ้มแทบประคองสติไม่อยู่

ซอกจินรีบออกวิ่ง - วิ่งเร็วขึ้น เร็วขึ้น จนร่างกายจมหายไปกับพุ่มต้นเบิร์ช

เมื่อมาปรากฏกายอีกครั้ง ร่างของชายหนุ่มผิวสีน้ำนม พลันแปรสภาพเป็นสัตว์สี่เท้า ขนปุยเรียงตัวสวยงามราวกับเส้นไหม

สัตว์ดุร้ายขนาดมหึมาที่ใคร ๆ ต่างพากันขนานนามว่า‘ไลเคน’

ไลเคนสีขาวตัวใหญ่ กระโดดข้ามพุ่มไม้เคลือบน้ำแข็ง กลอกตาไปมาเนื่องจากรับรู้ความเคลื่อนไหวของคู่ปราบมือ

ทีแรก ทั้งสองวิ่งตีคู่…ขนานกันผ่านต้นเบิร์ชคนละฝั่ง ทว่า ไม่กี่เสี้ยวอึดใจต่อมา นักล่าได้หยุดความเคลื่อนไหวลงอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ผู้ถูกล่าชะงักเท้า มึนงงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

ก่อนจะ…

ซวบ

ถูกร่างรัตติกาลดูดกลืนหายไปเลยทั้งตัว!

เสี้ยววินาทีบ้าคลั่ง ผู้ล่าเปลี่ยนร่างจากเงาทมิฬเป็นอมนุษย์รูปร่างสูงโปร่ง สง่างามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ไลเคนตัวใหญ่ถูกอมนุษย์ผู้นั้นตรึงอยู่บนผืนหิมะ

มองจากกายภาพ เชิงกลและสรีระแล้ว สัตว์ร้ายได้เปรียบอยู่หลายเท่าตัว หากแต่คนด้านบนกลับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา กลิ่นคาวเลือด รังสีอำมหิตชวนกดดัน เป็นเหตุให้ซอกจินดิ้นพล่าน

ความรู้สึกของสัตว์ขนปุยตัวใหญ่ ไม่คุ้นเคยอย่างแต่ก่อน - ในรอบสามเดือนที่ผ่านมา คู่ปราบมือที่ซอกจินเคยปะทะ ไม่มีใครแข็งแกร่งหรือมีพลังอำนาจดำมืดเหมือนคน ๆ นี้เลยสักคน

แวมไพร์!

สัญชาตญาณซอกจินบ่งบอกว่า คน ๆ นี้ต้องเป็นแวมไพร์อย่างไม่มีข้อกังขา!

หมาป่าสีขาวแยกเขี้ยว หายใจฟึดฟัด ก่อนใช้คมเขี้ยวอันไร้ประโยชน์ไล่งับคนด้านบน หากแต่แวมไพร์ร่างโปร่งแสยะยิ้ม ก้มลงกัดไลเคนบนขาหน้าด้านซ้าย เป็นเหตุให้มนุษย์หมาป่าขดเกร็ง แกว่งปอยหางสะบัดไปมาถี่เร็ว

กายมหึมาที่เคยดิ้นพราด เริ่มอ่อนแรงลง…

ซอกจินหอบหายใจ ฟุบหน้าลงบนผืนหิมะอย่างยอมจำนน

ตามธรรมชาติ เวลาไลเคนบาดเจ็บ หมาป่าจะถูกแปลงสภาพกลับกลายเป็นมนุษย์โดยอัตโนมัติ ยามนี้ กายมนุษย์ของซอกจินจึงนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดสีแดงฉาน หัวไหล่เปลือยเปล่าที่ถูกกัด โผล่ออกมาเหนือเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด ตัดกับสีเลือดเป็นอย่างดี

แวมไพร์ร่างหนาถอนหายใจ ยกมือซีดเซียวประกบบาดแผลบนหัวไหล่ของไลเคนวัยเยาว์

“คิมซอกจิน…” น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบ เป็นเหตุให้เจ้าของชื่อที่ปรือตาลง เบิกโพลงขึ้นมาอีกครั้ง

“ค…คุณรู้จักผม…หรอ…ครับ”

แวมไพร์ไม่ตอบ เพียงแต่ยกร่างซอกจินขึ้นมาแนบไว้ในอ้อมอก

ภายใต้ผืนป่าที่เต็มไปด้วยต้นเบิร์ชพันธุ์ขาว รัตติกาลวังเวงและเงียบสงัด ไลเคนในอ้อมกอดของแวมไพร์ หายวับไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดการต่อสู้กัน ณ ที่แห่งนั้นเลย

 

:

 

ซอกจินระส่ำระส่าย คำว่าหลับไม่สบายเป็นสิ่งที่เขาผจญอยู่ตลอดทั้งคืน

ด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบสาเหตุ ไลเคนวัยเยาว์ครึ่งหลับครึ่งตื่น นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงนุ่มหลายต่อหลายตลบ

เตียงนุ่มเกินไปกระมัง

ปกติในป่าสวอนซีหรือแม้แต่อพาร์ตเมนต์ที่เขาเช่าอยู่ในเขตเมือง เขาไม่เคยนอนเตียงถูกกิจจะลักษณะเช่นนี้ ไม่นอนบนกองใบไม้ ก็นอนหลังขดหลังแข็งบนฟูกผืนบาง

นี่มันนุ่มสบายเกินไป!

เพราะความไม่คุ้นชินกับเตียง อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ซอกจินรู้สึกกระสับกระส่าย แต่เหตุผลรอง... ไม่รู้เขาคิดไปเองหรือเปล่า ไลเคนอ่อนประสบการณ์คลับคล้ายคลับคลาว่ามีสายตาจ้องมองเขาอยู่ทุกโมงยาม ไม่เพียงเท่านั้น กระแสจิตจากใครบางคน ผูกติดกับเขาแน่นหนาเหลือเกิน

หากให้เดา คงเป็นลูกผสมผมสีทองตนนั้นแน่ ๆ

ไลเคนหนุ่มพลิกตัวเป็นรอบที่เท่าไรคร้านจะนับ เขาพยายามโยกโย้ ถ่วงเวลาลุกขึ้นจากเตียง หากแต่คำว่า‘แวมไพร์’ ผุดขึ้นมาในหัว ความเกียจคร้านทั้งหมดถูกผลักไสออกไปจากร่าง ซอกจินกระชากกายลุกขึ้นนั่ง

ไม่ทันได้เคลื่อนไหวไปไหน คนอีกฟากในห้อง พูดดักทางเขาเอาไว้เสียก่อน

“จะรีบไปไหนอย่างนั้นหรอ”

ซอกจินเบิกตาโพลง จ้องมองคนทักท้วงด้วยอารามตกใจ

เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง สาเหตุที่ทำให้เขาหลับไม่ลง แวมไพร์หนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตนนี้ สามารถเข้าออกห้องนอนที่เขาอาศัยอยู่ได้ตามใจชอบ ทั้งยังคอยสังเกตเขาตลอดคืนอีกด้วย...

เหอะ ยังมีหน้ามาจิบน้ำชารับอรุณบนขอบโซฟาที่ตั้งอยู่ข้างเตียงเขาอีก

แวมไพร์มีวัฒนธรรมการดื่มชาเหมือนชาวเมืองท้องถิ่นตั้งแต่เมื่อไร?

คนถูกมนุษย์หมาป่ารูปงามเพ่งมอง คลี่ยิ้ม ยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางเอ่ยชวนไลเคนหนุ่มให้มานั่งดื่มเป็นเพื่อนกัน

ซอกจินรีบส่ายหัว

นอกจากจะไม่ให้ความร่วมมือแล้ว เขายังรบเร้าเอาแต่เรื่องความทรงจำในอดีต ความเป็นมาของแวมไพร์หนุ่ม และการออกไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองสวอนซี

สิ้นคำซักไซ้เป็นชุด จองกุกอดรนทนไม่ไหว ถอนหายใจก่อนจ้องเขม็งไปทางซอกจินด้วยสายตาคมดุ ต้องดุแน่ล่ะ เจอหน้ากันยังไม่ทันไร ก็เอ่ยถึงการจากลาเสียแล้ว

เขาอุตส่าห์ส่งค้างคาวกับนัมจุนไปควานหาตัวไลเคนเจ้าปัญหามาเกือบสามเดือนเชียวนะ กว่าจะหลอกล่อซอกจินมาที่นี่ได้ ไม่มีทางเสียหรอกที่เขาจะปล่อยให้หมาป่าหนุ่มหลุดมือไปเป็นรอบที่สอง

“คิมซอกจิน ฟังผมดี ๆ นะ เธอไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

มนุษย์กลายพันธุ์เลิกหัวคิ้ว กระโจนตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วดุ่มเดินไปหาแวมไพร์ร่างโปร่งด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว

“ทำไมล่ะครับ ทำไมผมต้องอยู่ที่นี่ด้วย ในเมื่อคุณเล่าอะไรให้ผมฟังไม่ได้ซักอย่าง อดีตของผม ชีวิตของผม ถ้าหากเราไม่รู้จักกันดีพอขนาดนั้น ผมขอออกไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวยังดีซะกว่า”

ดั่งคำพูดจุดชนวนระเบิด ส่งผลให้จองกุกโกรธจนดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน แวมไพร์หนุ่มสืบเท้าไปหาซอกจินที่ตั้งตัวไม่ทัน โดนรวบเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของอมนุษย์ผู้มีพลังแก่กล้า

“เธอเป็นคนรักของผม”

“ค...ครับ?”

“คิมซอกจินเป็นคนรักของผม เพราะฉะนั้น เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่”

 

:

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจองกุกกับซอกจินเป็นอะไรที่คลุมเครือจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ชั่วขณะหนึ่ง ซอกจินเกือบเชื่อว่า แวมไพร์ร่างสูงสง่าเป็น‘คนรัก’ เขาจริง ๆ หากแต่อีกชั่วขณะหนึ่ง เขากลับพบว่า มีปัจจัยหลายอย่างทำให้ความเชื่อนั้นสั่นคลอนไป

จองกุกให้บรรยากาศของความอึดอัด เขารักและตามใจซอกจินเป็นอย่างดี ทว่าความรักนั้น…มาก…ล้น จนทำให้ซอกจินรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดภาระหน้าที่มาให้

แวมไพร์หนุ่มคอยอำนวยความสะดวก จับตามอง เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของซอกจิน

ใช่ว่าไลเคนเยาว์วัยจะนึกรังเกียจ หากแต่ธรรมชาติของสัตว์เยี่ยงเขา รักสงบ ไม่ชอบการผูกมัดกับใครอย่างแน่นแฟ้น เขาชอบความเป็นอิสระ กระนั้น อีกใจหนึ่ง เขากลับรู้สึกสงสารจองกุก

จองกุกมีนิสัยไม่ต่างจากแวมไพร์ทั่วไปนัก เขารักความโอ่อ่าหรูหรา บางครั้งหัวรั้นและหยิ่งยะโส ยามโกรธมักควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เผลอใช้กำลังรุนแรง

ทุกครั้งที่เขาเงื้อมือใส่ซอกจิน สำนึกวาบหนึ่งกลับปรากฏขึ้นมาในหัวสมอง จองกุกลดฝ่ามือลง แทนที่จะทำร้าย แปรเปลี่ยนเป็นโอบรัดไลเคนวัยเยาว์เข้ามาในอ้อมแขน

บางครั้งซอกจินรู้สึกท่วมท้น แต่บางครั้งกลับรู้สึกประดักประเดิด

แวมไพร์ต้องอดทนเพื่อเขามากมายขนาดนี้เชียวหรือ

ความลุ่มหลง ความพยายามในการสัมผัสร่างกายกันและกัน ทำเอาไลเคนตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก

เมื่อรับรู้ว่าซอกจินไม่ชอบ จองกุกจำต้องหยุดการกระทำทั้งหมดลง- แวมไพร์อดทนเพื่อเขาอีกครั้ง เป็นเช่นนั้นหลายสัปดาห์ กระทั่ง...

“เรามาลองกอดกันดูไหมครับ”

ข้อเสนอของมนุษย์หมาป่าพันธุ์ขาว ส่งผลให้แวมไพร์ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในเขตวิหารบนดิน ถึงกับละสายตาจากหนังสือ จดจ้องใบหน้าเขาอย่างประหลาดใจ

“เธอว่าอะไรนะ?”

หากให้ซ้ำดาบสอง ซอกจินคงรู้สึกกระดากอายเกินกว่าจะพูดมันออกมา เขาเลยเบนสายตาไปทางอื่น

“ซอกจิน?”

เจ้าของชื่อเม้มริมฝีปาก กลั้นใจถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง “คืนนี้ เราลองมากอดกันดูไหมครับ”

 

:

 

ประหม่า หวาดหวั่น คือสองความรู้สึกที่ซอกจินกำลังสัมผัส การมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าของเรือนร่างที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ทำเอามนุษย์หมาป่าถึงกับตัวสั่นสะท้าน

ผู้ชายหน้าคมเข้มที่นั่งอยู่ตรงปลายเตียง มองมุมไหนก็ดูคล้ายผลงานศิลปะชั้นยอด แม้จองกุกจะสวมชุดสูท หน้าอกมีมัดกล้ามแน่น ๆ แต่ดวงตากลมโตและริมฝีปากเรียวบาง ทำให้แวมไพร์ร่างหนา งามสง่าราวกับเทพบุตรสักคน

ซอกจินยืนไม่ติดพื้น ย่างเท้าไปมาราวกับถูกลูกไฟไล่บี้

มองภาพดังกล่าวแล้ว จองกุกอดจุดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ แวมไพร์เกี่ยวเอวของไลเคนร่างบางกว่าให้มายืนอยู่ตรงหว่างขา เอาแก้มนวลแนบลงบนหน้าท้องของซอกจิน แม้บริเวณที่ใบหน้าของแวมไพร์ฝังอยู่ จะอยู่ห่างไกลจากหัวใจ แต่เขากลับได้ยินเสียง ตุบตุบ จากอกซอกจินอย่างแจ่มชัด

ไลเคนขาดประสบการณ์ของการเป็นผู้เริ่มต้น วางมือลงบนหัวไหล่ทั้งสองข้างของจองกุก โดยไม่รอคอยท่าทีละล้าละลัง แวมไพร์จัดแจงพลิกตัวอีกฝ่ายให้นอนราบลงกับเตียง จองกุกคลี่ยิ้ม ก้มหน้าเอาปลายจมูกคลอเคลียบนสันกราม ซอกคอและไหปลาร้า

ซอกจินขนลุกเกรียว กำมือทั้งสองข้างลงบนเสื้อสูทของคนด้านบน

เมื่อรับรู้ถึงปฏิกิริยาตึงเครียดจากคนใต้ร่าง แวมไพร์มากประสบการณ์รีบผละริมฝีปากออกจากเนื้อขาวเนียน เพื่อเงยหน้ามองพวงแก้มแดงระเรื่อ

ชายหนุ่มอายุมากกว่ายกมือขึ้นปัดปอยผม ไล่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของไลเคนทีละเม็ด...ทีละเม็ด...

หน้าอกมีมัดกล้าม กลิ่นดอกฮันนี่ซัคเคิลอบอวลเด่นชัดยามซอกจินตื่นตระหนก ทำเอาจองกุกยิ่งหลงใหล ปรารถนาจะสัมผัส

มือเรียวยาวลูบไล้ไปทั่วแผ่นอก

ค่อย ๆ ลดฝ่ามือลงต่ำอย่างย่ามใจ

จนในที่สุด... เสียงครางผะแผ่วเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ซอกจินซุกใบหน้าแดงจัดไว้ในแผงอกของจองกุก

แวมไพร์โลมเล้า มอบความรักให้ไลเคนด้วยเสน่หา กายเบียดชิดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ซอกจินหอบกระเส่า พาดเสี้ยวหน้าไว้บนหัวไหล่กลมกลึงของคนบนร่าง มือเรียวขยำอยู่บนเสื้อสูทตัดเย็บประณีต

แวมไพร์หอบหายใจ เสือกไสร่างกายให้แนบสนิทยิ่งขึ้น

แม้จะรู้สึกเหมือนคนนำพาเร่งเร้าเอาแต่ใจ หากแต่ในจังหวะเร็วรัวกลับมีความใส่ใจ ทะนุถนอมเจือปนมาด้วย

ระหว่างกำลังให้และรับกันอย่างลึกซึ้งอ่อนหวาน ภาพ ๆ หนึ่งพลันฉายวาบเข้ามาในหัวสมองของไลเคนเยาว์วัย

ภาพจองกุกสวมชุดคลุมอาบน้ำ เผยหน้าอกเปลือยเปล่ากำลังแสยะยิ้ม...

ซอกจินเบิกตาโพลง มองคนด้านบนที่ตอนนี้ ทอดสายตามองเขาอย่างอ่อนโยน เพราะอยากซึมซับความรักของคนรักให้ได้มากที่สุด ไลเคนเลือกปิดเปลือกตา พยายามขับไล่ภาพลวงตาออกจากหัวสมอง หากแต่...

ร่างของไลเคนยามเป็นมนุษย์นอนจมกองเลือด กลับปรากฏขึ้นมาแทนที่

จากนั้น ภาพหลาย ๆ ภาพเดินขบวนกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง - ความป่าเถื่อนของแวมไพร์ ภาพหลอดแก้วที่มีเขาและชายหนุ่มผมทองร่างสูงใหญ่นอนหลับใหลไม่ได้สติ ความโหดร้ายยามอยู่บนเตียง และนักวิทยาศาสตร์ตัวเล็ก ผมสีเทาเข้ม

การต่อสู้ระหว่างแวมไพร์และแวร์วูล์ฟ

ท้ายที่สุด ภาพหมาป่าตัวมหึมานอนหอบหายใจพังพาบอยู่ข้างต้นไม้

ซอกจินถูกบีบรัดไปทั้งร่าง ไม่ใช่แค่สัมผัสทางกายที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้เท่านั้น ทั้งความทรงจำ สิ่งเร้าหลายต่อหลายอย่าง ผสมปนเปจนซอกจินจวนเจียนจะระเบิด...

ไลเคนวัยเยาว์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ยกท่อนแขนทั้งสองข้างขึ้นปิดดวงตาราวกับไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดใดในโลกอีก

เขาจำได้หมดแล้ว

เขาจำเรื่องราวในอดีต รวมทั้งชีวประวัติของตนเองได้ละเอียดยิบ เขาคือมนุษย์กลายพันธุ์ที่มีผลทดลองอันล้มเหลว

 

:

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจองกุกกับซอกจินเป็นอะไรที่คลุมเครือจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ชั่วขณะหนึ่ง ซอกจินเกือบปักใจเชื่อว่า เขา ‘เกลียด’ แวมไพร์ร่างหนาเสียเหลือเกิน

เขาเกลียดตั้งแต่จองกุกตัดสินใจสร้างเขาขึ้นมา

เกลียดที่แวมไพร์หนุ่มลุ่มหลงในรูปกายภายนอกของเขา จนเป็นเหตุให้เขาถูกกระทำราวกับสิ่งของไร้ค่า

เขาเกลียดจองกุกที่มีเรื่องฆ่าฟันกับยุนกิ นักวิทยาศาสตร์แวร์วูล์ฟผู้คอยช่วยเหลือ ปลอบประโลมเขาทุกครั้งหลังมีเหตุวิวาทกับเจ้าบ้าน

เขาปักใจเชื่อมาโดยตลอดว่า เขาโกรธเกลียดอสูรกายดิบเถื่อนตนนี้ หากแต่…พอคิดว่าเขาต้องไล่ฆ่าแวมไพร์ให้ตายคามือ ซอกจินกลับใจหวิวอย่างประหลาด

ทางวิทยาศาสตร์ อาจอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า อ๊อกซิโตซิน -ฮอร์โมนแห่งความผูกผัน - ฮอร์โมนตัวนี้กระมังที่ทำให้ซอกจินรู้สึกผูกพันกับจองกุก แม้เขาจะมีอคติและเกลียดพฤติกรรมของแวมไพร์คู่นอน แต่ซอกจินกลับรวดร้าวทุกครั้งยามคิดว่า สักวัน เขาต้องหยุดความบ้าคลั่งและกำจัดแวมไพร์ตนนี้ให้สิ้นซาก

เพื่อยุนกิ คนที่สร้างและคอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด…

ซอกจินถอนหายใจ ดุ่มเดินไปทั่วใต้ถุนวิหารราวกับหนูติดจั่น

ตั้งแต่ตัดสินใจ‘กอด’ กับจองกุกเมื่อคืนที่ผ่านมาซอกจินพยายามหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเช้าตรู่ เขาพบตัวเองนอนอยู่ในอ้อมแขนของจองกุก พอจดจำเรื่องราวในอดีตได้ และไม่รู้ว่าควรปั้นหน้าอย่างไรเมื่อต้องอยู่ใกล้คู่กรณี ซอกจินเลยแสร้งทำเป็นหลับลึก

ยามรับประทานอาหารเช้า ไลเคนบอกปัดการร่วมโต๊ะอาหาร จากนั้น รอคอยให้เจ้าบ้านเดินทางไปทำงาน ใช้เวลาราว ๆ แปดชั่วโมงระหว่างวัน ประคองสติ ตั้งหลักหาทางหนีทีไล่

ร่วมสองสัปดาห์ที่เขากลับมาพักอาศัยอยู่ในปราสาทพ่อมด ซอกจินไม่เคยได้รับอนุญาตให้เดินเพ่นพ่าน ดังนั้น เขาจึงรู้จักสถานที่แห่งนี้น้อยมาก...

ภายในเวลาแปดชั่วโมง ไลเคนหนุ่มเดินเข้าเดินออก ทั้งห้องทดลองซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขากับนัมจุน ทั้งห้องหนังสือ แหล่งค้นคว้าข้อมูลของเจ้าบ้านกับนักวิทยาศาสตร์ผมสีเทาเข้ม

ซอกจินใช้เวลากว่าครึ่งวัน ขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือ ห้องที่มีภาพบรรพบุรุษตระกูลจอน แขวนล้อมอยู่บนผนังห้องทรงกลมสูง เขารู้สึกขนลุกราวกับมีดวงตานับสิบคู่ คอยสังเกตพฤติกรรมตัวเองอยู่ บรรพบุรุษของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์มีหน้าตาแตกต่างคละวัย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยคือดวงตากลมโตเป็นประกายดุจกวางหนุ่ม ซอกจินผ่อนลมหายใจ พยายามละเลย ไม่รู้สึกรู้สาต่อภาพแขวนเหล่านั้น

แม้ฟีโรโมนกับอ๊อกซิโตซินกำลังประสานงานกันอย่างกลมเกลียว หากแต่ความอ่อนโยนที่จองกุกเคยมอบให้ในระยะเวลาสั้น ๆ ยังไม่สามารถลบล้างความโหดร้าย ดิบเถื่อนที่เขาเคยกระทำต่อยุนกิได้

ถึงจะรู้สึกหน่วง ๆ วาบหวิว แต่ซอกจินก็ยังมุ่งหมายล้มล้างจองกุกให้ได้ ไลเคนเปิดคอมพิวเตอร์ เลื่อนเมาส์ หาวิธีกำจัดแวมไพร์ต่อไปเรื่อย ๆ

ในบทความหนึ่งระบุไว้ว่า…

สิ่งที่กำราบแวมไพร์ได้คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน น้ำมนตร์ หรือ สมุนไพรกลิ่นแรงบางชนิด เช่น กระเทียม

ซึ่งอ่านแล้ว ซอกจินได้แต่ส่ายหัวแรง ๆ

บางวันเขายังเห็นจองกุกกินกระเทียมเป็นลูก ๆ เสียด้วยซ้ำ สำหรับแวมไพร์หัวใหม่อย่างจองกุก ประสบการณ์โชกโชนที่เคยผ่านมา คงแปรไม้กางเขน น้ำมนตร์ กระเทียมให้เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยแล้วกระมัง

อีกบทความหนึ่งเขียนว่า:

วิธีฆ่าแวมไพร์มีมากมายหลายวิธี

1. ตอกลิ่มให้ทะลุหัวใจ

2. เผา

3. ตัดหัวด้วยจอบของสัปเหร่อ

 

ซึ่งเป็นอีกครั้งที่คนอ่านถึงกับสั่นหัวแรง ๆ

ที่ผ่านมา เขาไม่เคยสู้แรงจองกุกได้เลยสักครั้ง ขนาดยุนกิที่เป็นแวร์วูล์ฟ จองกุกยังล้มได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์หมาป่าเชื้อสายต่ำชั้นอย่างไลเคน…

ทุกครั้งที่มีการปะทะกันระหว่างซอกจินกับจองกุก ซอกจินมักเป็นฝ่ายปางตาย โดยมีแวมไพร์บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยอยู่เสมอ

เขาถอนหายใจ ปิดคอมพิวเตอร์ หยัดกายลุกขึ้นยืน

ก่อนเดินออกจากห้องทำงาน สายตาดันเหลือบไปเห็นชุดเครื่องเงินดูมีราคาค่างวด วางโชว์อยู่หลังโต๊ะทำงาน เครื่องเงินชิ้นหนึ่งดึงดูดให้เขายื่นมือออกไปสัมผัส

ความรู้สึกอยากครอบครอง ทำให้เขาหยิบติดมือออกมาด้วย

ปราศจากการคำนึงถึงอนาคตด้วยหัวสมอง ไลเคนวัยเยาว์ใช้สัญชาตญาณและร่างกายเป็นแรงขับเคลื่อน ตัดสินใจหนีออกนอกเขตวิหารอีกครั้ง คราวนี้ ไม่ได้หนีเอาตัวรอด แต่หนี…เพื่อจะเป็นเอกเทศจากแวมไพร์อย่างสมบูรณ์แบบ

 

:

 

แทฮยองปะหลับปะเหลือก มองเจ้านายมาดขรึมสลับกับมนุษย์กลายพันธุ์ที่นั่งอยู่บนเบาะหลังยานพาหนะคันหรูผ่านกระจกมองหลัง

แทฮยองทำงานให้จองกุกมานาน...นานจนแทบเรียกว่า เขาเป็นคนทำทุกอย่างให้คุณชายตระกูลจอง เป็นตั้งแต่พี่เลี้ยง คนขับรถ จนกระทั่งเลขานุการหน้าห้องทำงาน

เพราะเติบโตมาด้วยกัน แทฮยองย่อมรู้ว่ามีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจเจ้านายอยู่ - ปกติ แวมไพร์ร่างสูงสง่าเป็นพวกสุขุมเยือกเย็นอยู่แล้ว หากแต่วันนี้ รังสีความหนาวเหน็บแผ่ซ่านรุนแรงกว่าเก่า

จองกุกเอาแต่นั่งกอดอก หลับตา ตั้งท่าคล้ายกำลังระงับอารมณ์อย่างหนัก

แวมไพร์พี่เลี้ยงไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำให้คุณชายจอนเป็นเช่นนี้ เพราะการปรากฏตัวไม่คาดฝันของมนุษย์กลายพันธุ์หรือเปล่า

ระหว่างเดินทางกลับวิหารใต้ดิน บนถนนเปล่าเปลี่ยวมืดมิด แวมไพร์ลูกผสมวิ่งตัดหน้ารถพวกเขากลางถนน เคราะห์ดีที่แทฮยองมีปฏิกิริยาว่องไว แตะเบรกทันเวลา

นัมจุนผู้มีเลือดชุ่มกาย สบตาพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขึ้นมานั่งบนรถเคียงข้างจองกุก

กลิ่นเลือดที่ลอยคุ้งอยู่บนห้องโดยสาร หอมหวานต่างจากเหยื่อที่แวมไพร์นักล่าชอบล่ามาได้ เลือดหอมรัญจวนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า เลือดบนตัวนัมจุนไม่ได้มาจากคนธรรมดา ๆ หากแต่เป็นแวมไพร์ชั้นสูง

คิดมาถึงจุดนี้ แทฮยองเบิกตากว้าง

หรือว่ามนุษย์กลายพันธุ์ตนนี้จะสังหารเซฮุนไปแล้ว...

ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น คำยืนยันได้หลุดผ่านน้ำเสียงทุ้มต่ำของนัมจุนจริง ๆ

“ผมสังหารเซฮุนสำเร็จแล้ว”

มันคือข่าวดี ทว่าจองกุกกลับยังคงกอดอก ปิดเปลือกตาแน่น ความเงียบหลอมรวมเป็นมวลอากาศที่ทำให้รู้สึกอึดอัด มันหนาแน่นยิ่งกว่ากลิ่นคาวเลือดที่กระตุ้นอารมณ์นั่นเสียอีก

“...”

ไม่มีใครพูดอะไรอยู่นาน กระทั่ง แวมไพร์มาดภูมิฐานเปิดเปลือกตา จ้องแทฮยองผ่านกระจกมองหลัง

ตาประสานตา...

“คุณแทฮยอง กรุณาขับให้เร็วกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ”

“มีปัญหาอะไรหรอครับ”

“ซอกจินน่ะ” ตอบสั้น ๆ พลางมองแวมไพร์พี่เลี้ยงที่พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน แทฮยองทำตามคำสั่งพร้อมดักเดาได้ทันทีว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เจ้านายนั่งหน้าเครียดอยู่นานสองนาน

หากไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญใจ ซึ่งนาน ๆ จะเกิดหนหนึ่ง คงหนีไม่พ้นเรื่องไลเคนรูปงามตนนั้น

อึดใจสั้น ๆ ยานพาหนะปราดเปรียวคันใหญ่ได้มาชะลอตัวอยู่หน้าลานจอด สิ่งปลูกสร้างทรงโบราณกับต้นเบิร์ชสูงใหญ่ห้อมล้อมรถของพวกเขาเอาไว้

เฉียบพลันที่รถหยุดนิ่ง จองกุกสาวเท้าเข้าไปในห้องโถงบ้านเร็วรี่ เขาก้าวเท้าเข้าห้องนู้นออกห้องนี้เป็นพัลวัน

สุดท้าย แวมไพร์ผู้เป็นใหญ่ในวิหารวังเวง ได้ไปหยุดยืนอยู่ในห้องหนังสือ - ห้องซึ่งเป็นชีวิตหล่อเลี้ยงเขากับมินยุนกิ - ห้องหนังสือเก็บงำความลับทุกอย่างเอาไว้อย่างแน่นหนา - สูตรการผสมพันธุ์ อุปกรณ์ทดลอง สะสารบางชนิด ข้อมูล อาวุธที่ถูกวางไว้อย่างประมาทและโจ่งแจ้ง

แทฮยองชำเลืองตามองเสี้ยวหน้าเจ้านายร่างหนา ยามนี้ รังสีอำมหิตแผ่ขยายจนแวมไพร์พี่เลี้ยงรู้สึกขนลุก

“นัมจุน เข้าป่าไปทางด้านตะวันออก หาซอกจินให้พบ”

สิ้นคำสั่งมากไปด้วยอำนาจ มนุษย์กลายพันธุ์หายวับไปราวกับลมวูบไหว ซอกจินหันกายมาจ้องมองแทฮยองตรง ๆ

“คุณแทฮยองครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น กรุณาดูแลวิหารหลังนี้ต่อไป อย่าให้ใครมายุ่งย่าม อย่าให้พี่น้องเราต้องได้รับอันตราย ช่วยดูแลวิหารหลังนี้ต่อจากผมด้วย”

“คุณจองกุก ทำไมพูดจาเป็นลางอย่างนั้นล่ะครับ”

เจ้านายคลี่ยิ้มมุมปาก “ผมแค่พูดเผื่อเอาไว้เท่านั้นแหละครับ ซอกจินหายตัวไป‘ซิลเวอร์กัน’ ของคุณปู่ก็หายไปด้วย จากพฤติกรรมเมื่อคืนกับเมื่อเช้า ผมว่าซอกจินคงจำเรื่องราวในอดีตได้แล้ว…

“ผมจะไปตามตัวเขากลับมา”

 

:

 

ไลเคนรูปงามไม่สนใจอีกแล้วว่า ตัวเขาจะวิ่งสะเปะสะปะไปในทิศทางไหน กายมนุษย์จะหอมหวนอบอวล ชักจูงศัตรูให้เข้ามาปะทะกับตนเองอย่างไร ในที่สุด ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว จองกุกต้องตามตัวเขาพบอยู่ดี

ซอกจินพ่นลมหายใจ กำกระบอกปืนสีเงินที่เย็นจัดจนทำให้มือเขาชาดิก

จวบจนกระทั่งบัดนี้ ซอกจินยังรู้สึกโหวง ๆ ในอก แต่คำตอบกลับเด่นชัดแน่วแน่ว่า อย่างไรเสีย เขาต้องกำจัดจองกุกออกไปให้พ้นจากชีวิตตนให้ได้ เพื่ออิสรภาพและวิญญาณของยุนกิที่ปกป้องเขาตราบลมหายใจสุดท้าย

ซอกจินไม่ได้ดิ้นรนหาทางหนี เขาเพียงแต่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ เหนี่ยวไก รอคอยให้อีกฝ่ายจู่โจม

นั่งอยู่ได้สักพัก คลื่นความหัวเสียบวกกับกลิ่นอายของแวมไพร์ลอยมาติดอยู่ใต้จมูก หัวใจที่ปวดหนึบของไลเคน บีบรัดจนเขาจุกแน่น หายใจติดขัด

ระหว่างคุดคู้ตัว หมิ่นเหม่อยู่บนกิ่งไม้...

“คิมซอกจิน"

เสียงเนือยเนิบดังทั่วทุกสารทิศ - ดังในหัว หู ด้านบน ด้านล่าง - เจ้าของชื่อเรียกตัวสั่นเทิ้มกว่าเก่า โดยควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ ร่างทั้งร่างของไลเคนอ่อนวัย ล่วงลงสู่ผืนหิมะ

ซอกจินตาลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์มนตรา...

มารู้สึกตัวอีกทีคือยามที่เขา ร่วงลงสู่อ้อมแขนแข็งแกร่งของแวมไพร์สูงศักดิ์ มือยังคงกำ 'ซิลเวอร์กัน' แน่น

แวมไพร์วางร่างไลเคนลงบนผืนหิมะ ทันทีที่ร่างสัมผัสกับน้ำแข็งเย็นเยียบ สติของซอกจินพลันกลับคืนทันที

ไลเคนไร้ประสบการณ์พยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด ผลักไสจองกุกให้ห่างตัว ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผล แวมไพร์สูงสง่ายังกระชับเขาเข้าไปใกล้มากขึ้นอีกด้วย

ยื้ดยุดฉุดกระชากกันอยู่หลายชั่วอึดใจ จองกุกรั้งหัวไหล่ซอกจินให้หันมาเผชิญหน้ากัน

“เธอจำผมได้แล้วใช่ไหม?”

“.......” แทนคำตอบ ซอกจินกำอาวุธเพื่อให้รู้ว่า แวมไพร์ยังไม่ได้แย่งชิงสิ่งป้องกันตัวไปจากเขา

“ซอกจิน เธอจำผมได้แล้วใช่ไหม?"

เมื่อถูกคาดคั้นเป็นหนที่สอง ไลเคนวัยเยาว์พยักหน้ารับเบา ๆ

จองกุกถอนหายใจ เชยปลายคางซอกจินขึ้นมาสำรวจมองเครื่องหน้า ดวงตากลมโตของอสูรกายเมื่อได้เห็นไลเคนในร่างมนุษย์เต็มสองตา นัยน์ตาของเขาฉายแววอ่อนโยนลง

“เธอคงเกลียดและชิงชังผมมากอย่างนั้นใช่ไหม" ถามพร้อมใช้ฝ่ามือลูบแก้มเนียนผะแผ่ว

ซอกจินหลุบสายตาลงต่ำ ใจเต้นไม่เป็นส่ำ

“ผมบังคับจิตใจเธอมากเกินไปอย่างนั้นหรือ?"

ดั่งถามขึ้นมาลอย ๆ แต่ถ้านั่นเป็นคำถามจริงจัง ซอกจินคงตอบไม่ถูก มนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่สำเร็จตัวนี้ มีอารมณ์ฝังอยู่ในหัวมากเกินไป ฉะนั้น เขาไม่เพียงแต่ชิงชังแวมไพร์สูงศักดิ์เท่านั้น เขายังผูกพันและรู้สึก 'รัก' จองกุกอยู่ไม่น้อย

“คิมซอกจิน...มีสักครั้งหนึ่งไหมที่เธอเคยรู้สึกรักหรือหวงหาผม"

ตรงไปตรงมาเสียจนไลเคนอดเงยหน้ามองเขาไม่ได้ จองกุกยิ้ม...ยิ้มละมุนเจือปนเจ็บปวด แวมไพร์ไล่มองริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงของซอกจิน ดวงตาว้าวุ่นสับสนดูน่ารักในสายตาจองกุกเสมอ

ในที่สุด ฝ่ามือที่จับพวงแก้มอยู่เมื่อสักครู่ เริ่มไล้ลงต่ำ มือเรียวกอบกุมมือที่ถือซิลเวอร์กันของซอกจิน เขาพาปากกระบอกซิลเวอร์กันมาหยุดอยู่ตรงกลางหน้าอกด้านซ้าย

“ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ ถ้าไม่ทำแบบนี้ ในชั่วชีวิตนี้ ผมคงปล่อยมือจากเธอไม่ได้ ดังนั้น...

“ฆ่าผมเสียเถอะ"

ซอกจินที่ได้ยินประโยคเหนือความคาดหมาย ปิดเปลือกตาลงเพื่อซุกซ่อนความรู้สึก หัวใจของไลเคนที่ทำงานหนักมาตลอดสิบกว่าชั่วโมง วูบหนึ่งถูกบีบรัดจนมันแทบหยุดเต้น...

พอกลับมาเต้นใหม่อีกครั้ง คราวนี้ทำงานถี่รัวราวกับอยากกระเด้งหลุดออกจากอก

หัวใจส่งผลไปถึงระบบประสาทในร่างกาย ทั้งตัวและทางเดินหายใจเริ่มสั่นสะท้าน

ซอกจินปรารถนาจะชักมือออก แต่มือของแวมไพร์ที่อยู่เหนือเขา กดแน่นเสียปากกระบอกซิลเวอร์กัน ขยี้อยู่บนอก

“อย่าลังเล ยิงผมให้ทะลุคั่วหัวใจเลย"

หากไม่มีมือจองกุกประคองอยู่ตอนนี้ ซอกจินคงปลดอาวุธไปนานแล้ว แม้จะแน่วแน่อยากสังหารแวมไพร์เบื้องหน้า แต่ซอกจินกลับปฏิเสธไม่ได้ว่า จองกุกในยามนี้น่าสงสารจับใจ

หลังจากเล่นสงครามจิตวิทยากันพักใหญ่ ไลเคนอ่อนวัยทานทนต่อสายตากดดันจากแวมไพร์ไม่ไหว ฝังกระสุนเหล็กเข้าไปในอกคนที่โอบกอดเขาไว้ด้วยความรัก

กลิ่นคาวเลือด น้ำแดงข้นสาดกระเซ็นไปทั่วร่างและผืนหิมะ

จองกุกยิ้ม ลูบข้างแก้มของซอกจิน ก่อนจะล้มตัว...นอนราบลงกับพื้น

ซอกจินสะดุ้ง มองร่างเลือนรางของจองกุกผ่านดวงตาพร่ามัว มือสั่นเทายังคงกำ 'ซิลเวอร์กัน' แน่น

ไลเคนหนุ่มใช้มือข้างที่ว่าง ลูบไล้โครงหน้างดงามของแวมไพร์สูงศักดิ์ อาลัยอาวรณ์อยู่กับร่างไร้วิญญาณสักพัก ร่างของจองกุกพลันสลายกลายเป็นผุยผง...เชื่องช้า เนือยเนิบ...

ซอกจินนั่งนิ่งงัน ปล่อยให้น้ำตาเกาะพราวอยู่รอบ ๆ ขอบตาโดยไม่คิดจะเช็ดออก ท่ามกลางผืนป่าเต็มไปด้วยแมกไม้และเกล็ดน้ำแข็ง ซอกจินยังรู้สึกถึงสัมผัสของจองกุกอยู่บนพวงแก้ม ร่างกายที่ถูกโอบรัด ฝ่ามือที่เป็นอิสระจากอาวุธ ยังคงหลงเหลือสัมผัสอบอุ่นให้ซึมซับ

ไลเคนลูบผืนน้ำแข็งสีขาวที่เมื่อครู่ มีร่างของคนรักเคยนอนหลับใหลอยู่ เขานั่งลูบก้อนน้ำแข็งอยู่อย่างนั้น...

กระทั่ง...

กลิ่นอายของแวมไพร์ถูกคลื่นของสัตว์อื่นบุกรุกเข้ามาใกล้ บุกรุก จู่โจมจนกลิ่นสาบสัตว์ บดบังกลิ่นของจองกุกจนหมดสิ้น

หากซอกจินเป็นซอกจินผู้มีสติครบครัน ป่านนี้ เขาคงแปลงร่าง หาทางหนีทีไล่ไปนานแล้ว หากแต่ซอกจินในสถานภาพนี้ ไม่สนใจไยดีอะไรอีกต่อไป เขาทำได้เพียงแหงนหน้า ละสายตาจากผืนหิมะ

จากที่ไม่ใกล้ไม่ไกล เขาเห็นสุภาพบุรุษร่างสันทัดคนหนึ่งยืนจ้องมองมาทางเขา ซอกจินไม่รู้หรอกว่าชายคนนั้นเป็นใคร แต่ในภาพอันเลือนราง เขาเห็นผมสีเทาเข้มสยายอยู่ชัดเจน!

จากที่ไม่เคยสนใจปาดน้ำตา ซอกจินถึงกับยกลำแขนขึ้นเช็ด ก่อนเบิกตาดู...

มินยุนกิ ไม่ผิดตัวแน่!

มินยุนกิที่เขานึกว่าลาโลกไปนานแล้ว!

 

“ค…คุณยุนกิ คุณยังมีชีวิตอยู่หรอครับ?”

 

แทนการตอบคำถามมนุษย์หมาป่าที่ทุกคนคิดว่าล่วงลับไปแล้ว สาวเท้าเข้ามาใกล้ซอกจิน

ยุนกิหยุดยืนตรงบริเวณเลือดของแวมไพร์ที่หยดซึมอยู่ เขารั้งร่างไลเคนหนุ่มให้ลุกขึ้นยืน

“คุณย...ยุน...”

“ไม่มีใครเป็นผลลัพธ์ที่ล้มเหลว”

“ครับ?”

“ไม่มีใครเป็นผลลัพธ์ที่ล้มเหลว ทุกคนล้วนแล้วแต่ถูกส่งไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม นัมจุนควรไล่ล่าเซฮุน ในขณะที่เธอมีคุณสมบัติฆ่าจอนจองกุก”

สิ้นประโยคดังกล่าว ริมฝีปากซอกจินสั่นระริก เขาจ้องมองกระบอกปืนในมือตัวเอง กลัวเกินกว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวที่ชายหนุ่มผมเทาประกาศออกมา

“เซฮุนเหมาะสมกับคนที่มีพละกำลังทางร่างกาย ส่วนจอนจองกุกอ่อนไหว ยึดติดกับสิ่งสวยงาม ดังนั้น สิ่งสวยงามที่เขาหลงใหลควรฆ่าเขาอย่างช้า ๆ”

ซอกจินจ้องมองเจ้าของคำพูดอย่างไม่เชื่อสายตา จองกุกเป็นเพื่อนกับยุนกิมานานหลายปี มิตรภาพที่แวร์วูล์ฟมอบให้แวมไพร์ คือสิ่งจอมปลอมทั้งหมดกระนั้นหรือ?

แล้วการต่อสู้...

ความทรงจำของเขาเล่า?

ไลเคนอ่อนประสบการณ์กำอาวุธในมือแน่น เห็นเช่นนั้นแล้ว ยุนกิเริ่มแสยะยิ้ม อ้อมตัวไปยืนอยู่ทางด้านหลังซอกจิน ก่อนวางมือทั้งสองข้างลงบนหัวไหล่

เขากระซิบถ้อยคำลงไปในใบหูของไลเคนตัวแข็งทื่อว่า "แวมไพร์กับแวร์วูล์ฟเป็นอริกัน แต่ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ลูกผสมก็จงเกลียดจงชังในสองสายพันธุ์นี้ด้วย"

ซอกจินมุ่นหัวคิ้ว ไม่กล้าหันไปสบตายุนกิที่ยามนี้ ปล่อยลมหายใจอุ่น ๆ รดต้นคอเขาเสียชุดใหญ่

“ผมเป็นพวกเดียวกับซอกจิน เพียงแต่ผมสืบสายพันธุ์จากมนุษย์ลูกผสมจริง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทดลองในห้องแล็บ...”

“...”

“ถึงผมจะเห็นด้วยกับความคิดทันสมัยของเจเค แต่ผมกลับไม่สามารถลืมความแค้นที่สายพันธุ์ผสม ถูกสายพันธุ์แท้ ๆ เหยียดหยามได้ ผมเลยตามฆ่าแวมไพร์กับแวร์วูล์ฟตระกูลเก่าแก่ ผมใช้วิทยาศาสตร์ที่เจ้านั่นสนใจ วกกลับมาตีตัวเขาเอง...

"น่าเสียดายที่ผมทำให้ซอกจินเกลียดเจเคไม่ได้ นั่นเป็นข้อล้มเหลวข้อเดียวที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลอง เธอคงหลงรักเจ้านั่นไปแล้ว"

เงียบสงัดไปหลายช่วงลมหายใจ

เมื่อเห็นว่าซอกจินตอบคำถามของตนไม่ได้ ยุนกิจึงเพิ่มแรงกระชับบนหัวไหล่ "สำหรับผม เธอเป็นผลงานชิ้นโบแดงจริง ๆ มากกว่านัมจุนที่มีความเพียบพร้อมทางด้านสมรรถภาพ เพราะฉะนั้น ผมอยากให้เธอคอยติดตาม คอยอยู่เคียงข้าง คอยเป็นมือขวาให้ผม เธอทำอย่างนั้นได้หรือเปล่า"

พูดแบบนี้หลังจากหลอกใช้เขากับนัมจุนไปแล้วนี่นะ ซอกจินรู้สึกว่าตัวเองโง่งมเสียเต็มประดา

ยังไม่ทันได้อ้าปาก เอ่ยตอบว่ากระไร ร่างสูงชะลูดของนัมจุนพลันปรากฏกายขึ้นเสียก่อน - นัมจุนผู้มีดวงตาโกรธเกรี้ยวระคนเคืองแค้น - เห็นภาพเบื้องหน้าแล้ว ไลเคนรูปงามอดอมยิ้มมุมปาก หลับตา รอคอยให้มนุษย์กลายพันธุ์ กระโจนใส่ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้

เขาหวังว่าจะเป็นตัวเอง คนที่เพิ่งฆ่าเจ้านายของนัมจุนไปหมาด ๆ หากแต่สถานการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง

โดยปล่อยผ่านซอกจินไป มนุษย์กลายพันธุ์กระโจนตัวใส่ยุนกิ

แวร์วูล์ฟผมเทาแยกเคี้ยว ไม่รอให้พระจันทร์ส่องนวลเต็มดวง บุรุษร่างสูงใหญ่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายมีกรงเล็บ มีคมเขี้ยว กายหมาป่าของยุนกิมหึมา ดูน่าเกรงขาม

รูปลักษณ์ดังกล่าว ใช่ว่าจะทำให้นัมจุนหวาดกลัว...

นอกจากจะไม่กลัวแล้ว เขากลับสู้รบกับอสูรกายด้วยสองมือเปล่า

ไลเคนผู้ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ หลุบสายตาลงต่ำ เขาเห็นเลือดสีแดงฉานของจองกุก เลือดซึ่งเป็นร่องลอยเดียวที่คนรักเหลือเอาไว้ให้ดูต่างหน้า

การถูกหลอกใช้ การสูญเสีย คราบเลือด เป็นสาเหตุให้ซอกจินไม่สนใจการฆ่าฟันที่กำลังเกิดขึ้น เขาเอาแต่จับจ้องซิลเวอร์กันที่ถือค้างอยู่ในมือ

ใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน มนุษย์กลายพันธุ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดง ยกปืนขึ้นจ่อหน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง

 

ปัง!

 

แมกไม้พร่าเลือน เสียงหอบกระเส่าดังระงมไปทั่วผืนป่า แท้ที่จริงเป็นเพียงภาพและเสียงที่ซอกจินปรุงแต่งขึ้นเองทั้งสิ้น ยามนี้ ชายหนุ่มหัวไหล่กว้างนอนลืมตาค้าง ไม่ได้ยินเสียง หรือสัมผัสโลกที่เขาและจองกุกเคยอยู่ร่วมกันอีกต่อไป

 

End -----------------

 

เรื่องนี้...อดีตกาลเคยลงมาแล้วนะคะ :)

เดือนนี้เดือนธันวา เลยคิดถึงพ่อ December boys เลยตัดสินใจเอามาลงใหม่ + แก้คำผิด

ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #1 DkkyZMm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 21:36
    แงง ดีมากเลยค่า เศร้าตามเลยอะะะะ รอตอนต่อไปน้าาา
    #1
    0