[Yaoi] ModifyLove แก้สมการค้นหารัก [End]

ตอนที่ 37 : ModifyLove36 : Pakin [Pi Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 มี.ค. 60

ModifyLove
36
Pakin
[Pi Part]

“จริงเหรอ ถึงกับได้ไลน์มาคุยด้วยกันเลย?” ผมถามออกไปพลางเลิกคิ้วสูงมองคนที่กำลังตื่นเต้นไม่หาย

“ใช่พี่ ได้ไลน์มาคุยด้วยอ่ะ บอกทีว่าผมตื่นอยู่”

“มึงตื่นอยู่ซิน”

ผมว่าออกไปด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ แน่นอนสิ แฟนตัวเองไปคุยกับคนที่ตัวเองชอบเลยนะ ถึงจะไม่ใช่เชิงชู้สาวก็เถอะ แต่มันก็หงุดหงิดว่ะ ไม่ใช่ว่าเอาเวลาที่คุยกับผมประจำไปคุยกับเรนอะไรนั่นหรอกเหรอ ผมไม่ยอมหรอกนะถ้ามันเป็นอย่างนั้นน่ะ

“พี่หงุดหงิดอะไรรึเปล่า” เจ้าตัวเขาก็รู้ครับว่าผมเริ่มอารมณ์ไม่ค่อยดี สังเกตง่ายๆได้จากคำพูด ถ้าเริ่มพาลเมื่อไหร่นั่นแหละคือผมอารมณ์ไม่ดีอยู่ พอซินถามมาอย่างนั้นผมเลยบอกออกไปตรงๆอย่างที่ตัวเองคิด

“ก็เออดิ ไม่ใช่ว่ามึงจะแบ่งเวลาของกูไปให้เรนหรอกเหรอในเมื่อมึงได้คุยกับคนที่มึงชอบมากๆ กูมั่นใจว่ามึงต้องลืมกูแล้วปล่อยให้กูต้องอยู่คนเดียวแน่ๆ”

“พี่ใจเย็นๆดิ พี่เรนเขาก็ไม่ได้ว่างมาคุยกับผมทุกวันหรอก อาทิตย์นึงถึงคุยกันทีเพราะพี่เขาก็มีคนที่รู้จักตั้งเยอะตั้งแยะ พี่เรนเขาจะมาสนใจผมแค่คนๆเดียวทำไม” ซินว่าออกมาเสียงอ่อนเชิงให้ผมได้เห็นใจ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาน่ะมันข้อแก้ตัวชัดๆ

“มึงแน่ใจ? แล้วถ้ามันเป็นจริงอย่างที่กูพูดล่ะมึงจะว่าไง ถ้ามันเกิดขึ้นมาจริงๆมึงจะให้อะไรกู” ผมว่าออกไปอย่างฉุนเฉียว ก่อนที่จะหันหนีไปมองอย่างอื่นทันทีที่พูดจบ

“เดี๋ยวซื้อเบย์แม็กซ์ให้”

“คำก็ซื้อเบย์แม็กซ์ สองคำก็ซื้อเบย์แม็กซ์ นี่ไม่มีอะไรจะซื้อให้กูแล้วใช่ไหม” ผมหันกลับไปมองหน้าซินเขาอีกครั้ง ก็เห็นเขายังคงมองหน้าผมอยู่เหมือนเดิมราวกับว่ากำลังตั้งใจรอคำตอบจากผมอยู่

“แล้วพี่เอาไหม” ซินว่าออกมายิ้มๆ

“ก็แล้วแต่มึงจะคิด” ผมกระแทกกระทั้นออกไป ยังไงผมก็ยังคงพาลใส่เขาอยู่เหมือนเดิม จนคนที่พยายามง้อผมอยู่ถึงกับแสดงสีหน้าไม่ดีออกมาแล้วว่าออกมาเชิงตัดพ้อ

“พี่พายอย่าโกรธผมดิ ที่ผมมาบอกกับพี่เพราะผมอยากให้พี่ไว้ใจไม่ใช่ให้พี่มาโกรธ จริงๆผมจะไม่บอกกับพี่ก็ได้ว่าผมคุยกับพี่เรนอยู่ แต่ผมก็เลือกที่จะบอกกับพี่เพราะไม่อยากปิดบัง ทีนี้เข้าใจผมรึยัง แล้วตอนนี้ช่วงนี้ผมก็คุยกับพี่เรนอยู่บ่อยๆ ผมยังหาเวลามาคุยกับพี่ได้เลย พี่จะกังวลทำไมล่ะ ในเมื่อผมก็หาเวลามาให้พี่ได้เหมือนกัน ผมก็คุยกับพี่เหมือนเดิม ช่วงเวลาของเรามันไม่ตรงกันเวลาที่ผมจะได้คุยกับพี่มันก็จำกัด แต่ทางนี้ผมกับพี่เรนจะคุยกันเมื่อไหร่ก็ได้เพราะฉะนั้นมันไม่ตรงเวลากับที่ผมคุยกับพี่หรอก ไม่ต้องห่วง”

“คุยเมื่อไหร่ก็ได้?” ผมทวนคำพูดของซินอีกที ตอนแรกก็เกือบจะดีแล้วล่ะถ้ามันไม่ติดตรงที่เขาบอกว่าจะคุยกับเรนเหมือนไหร่ก็ได้ นี่มันหาคำที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอ

“ผมหมายถึง...”

“เอาเถอะ กูเข้าใจแล้ว” ผมตัดบทออกไปเพราะไม่อยากได้ยินคำแก้ตัวของเขา

“พี่พายแต่ว่า...”

“กูบอกว่ากูเข้าใจแล้วไง จะให้พูดย้ำอีกทำไมวะ!!” ผมตะคอกใส่เขาเสียงดัง ซินถึงกับชะงักแล้วเงียบทันที ซินมองหน้าผมด้วยสีหน้านิ่งเรียบก่อนที่จะพยักหน้าให้ผมเบาๆ

“โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปรับมิเกลที่โรงเรียนก่อน แค่นี้นะครับ” เขาว่าออกมาเสียงอ่อน ก่อนที่จะกดวางสายไปให้ผมได้นั่งมองแต่หน้าจอ

แบบนี้เขาเรียกทะเลาะกันใช่ไหม...?

“ไม่ยักรู้ว่ามีแฟนเป็นผู้ชาย”

แล้วเสียงแปลกหน้าก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตูให้ผมได้หันไปมอง ผมเห็นภาคินกำลังยืนพิงกรอบประตูบ้านผมอยู่พลางส่งยิ้มมาให้

“เข้ามาได้ยังไงน่ะภาคิน!?” ผมลุกขึ้นยืนมองคนมาใหม่ด้วยท่าทีสงสัยสุดๆ ก็ในเมื่อผมล็อกประตูบ้านแล้วเรียบร้อย ทำไมเขาถึงยังเข้ามาได้อีก

“ก็ปีนเข้ามาไง ประตูบ้านครูน่ะปีนง่ายจะตาย” ภาคินว่าออกมาอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งๆที่ตัวเองทำแบบนี้มันเป็นการบุกบ้านคนอื่นชัดๆ

“ออกไปเดี๋ยวนี้”

“ผมมีเรื่องต้องคุยกับครูอ่ะ ขอคุยหน่อยได้ไหม”  เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางกอดอกมองผม

“เรื่องอะไร รีบคุยแล้วรีบกลับบ้านไปได้แล้ว” ภาคินน่ะรู้ว่าบ้านผมอยู่ที่นี่เพราะเขาเคยสะกดรอยตามมา แต่ผมไม่รู้น่ะสิว่าบ้านของภาคินอยู่ที่ไหนกันแน่ นี่มันก็ดึกมากแล้วด้วยเวลากลับจะอันตรายน่ะสิ ถึงผมจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาแต่ยังไงก็เป็นเด็กนักเรียน หน้าที่ผมก็ต้องคอยปกป้องดูแลอยู่แล้ว

“ผมได้ยินมาว่าครูเคยสอนพิเศษ ครูสอนให้ผมบ้างได้ไหม” เด็กมันพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจังจนผมเองรู้สึกแปลกใจ เด็กเกเรแบบภาคินเนี่ยนะจะตั้งใจเรียน โดนพ่อแม่บังคับมารึเปล่าวะ แล้วพอภาคินเห็นผมทำสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด เขาเลยเอ่ยย้ำขึ้นมาอีกรอบ

“ผมอยากเรียนกับครูจริงๆ ผมสัญญาว่าผมจะตั้งใจเรียน”

“แน่ใจว่าจะตั้งใจเรียน” ผมถามย้ำออกไปอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ชอบขี้หน้าแต่ในเมื่อมีเด็กอยากมาหาความรู้จากผม จะให้ผมปฏิเสธไปเนี่ยนะ?

ผมมีจรรยาบรรณความเป็นครูพอน่า

“ผมแน่ใจ เรียนทุกวันเลยได้ไหม” ภาคินขยับเข้ามาหาผมพลางสบตาผมตรงๆเวลาที่เขาพูด แล้วเพราะเขาขยับเข้ามาเนี่ยแหละผมเลยต้องถอยไปอีกหนึ่งก้าว ไม่อยากเงยหน้าจนคอตั้งบ่า ถึงแม้ภาคินจะเตี้ยกว่าซินก็เถอะ

“เรียนทุกวันไม่ได้เพราะครูต้องเรียนโท ถ้าจะเรียนก็เรียนได้แค่จันทร์ถึงศุกร์”

“เอางั้นก็ได้ แล้วค่าเรียน...”

“เดือนละสองพันก็พอ”

“ถูกไปไหมอ่ะครู ที่อื่นสอนอาทิตย์ละห้าวันแบบนี้ เดือนนึงนี่ไม่ใช่ถูกๆเลยนะ”

ไม่รู้สิ ผมก็ว่าออกไปตามที่ผมคิด ผมไม่รู้หรอกว่าที่สอนพิเศษที่อื่นเขาคิดกันยังไง เพราะตั้งแต่ตะวันแล้วผมก็สอนให้ฟรีแลกกับที่พ่อแม่ตะวันคอยดูแลผมมาตลอดเหมือนผมเป็นลูกคนหนึ่ง ซินมาเรียนกับผมเงินค่าสอนก็บวกเข้าไปในเงินเดือนแล้ว

“ไม่รู้ดิ สอนแล้วไม่เคยคิดเงิน” ผมว่าออกไปพลางกอดอกมองครอายุน้อยกว่า

“เอ้า งั้นที่ผ่านมาสอนให้เด็กคนอื่นฟรีเหรอ” ภาคินเลิกคิ้วสูง

“เปล่า มันก็ต้องมีค่าตอบแทนบ้างแหละ” ผมว่าปัดพลางมองไปยังภาคินที่ยังคงยืนมองหน้าผมอยู่เหมือนตอนแรกไม่หันหรือเดินไปไหน

“แล้วนี่ทำไมยังไม่กลับ กลับบ้านไปได้แล้วถ้าดึกกว่านี้มันจะอันตราย” ผมไล่เด็กให้กลับบ้านไป แต่คนที่โดนผมไล่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ก่อนที่จะเอ่ยคำที่ผมไม่อยากได้ยินมากที่สุด ได้ยินคำนี้ทีไรผมนึกถึงเพื่อนๆของซินทุกที

“นอนบ้านครูได้ไหม” ไม่ได้มีคนมาขอนอนบ้านผมนานแล้วนะเนี่ย แต่ยังไงผมก็ไม่ให้นอนอ่ะ

“ไม่ได้ กลับบ้านไปซะ มานอนบ้านคนอื่นพ่อแม่จะว่ายังไง” ผมขมวดคิ้วหนักเมื่อเจอคนชอบตื๊อ เหมือนเบลล์ไม่มีผิดเลย แต่ใช่ว่าภาคินจะยอมผมสักหน่อย ท่าทางดูจะชอบตื๊อมากกว่าเบลล์ซะอีก

“แม่รู้แล้วว่าผมจะมานอนบ้านครู ก็เลยปล่อยให้ผมมา” ภาคินอธิบายให้ผมฟังระหว่างที่ผมเดินไปนั่งที่โซฟา ยืนนานๆก็ชักจะเมื่อย อายุผมก็ยังไม่ถึงสามสิบสักหน่อย ทำตัวเป็นคนแก่อายุหกสิบไปได้

“แล้วพ่อล่ะ” ผมถามต่อ

“พ่ออยู่ในคุก” คำตอบที่ภาคินตอบกลับมาทำเอาผมถึงกับเหวอทันที พูดมาแบบนี้ผมจะตอบกลับไปยังไงวะเนี่ย

“งั้นผมนอนบ้านครูเลยนะ” แล้วภาคินก็ฉวยโอกาสระหว่างที่ผมกำลังมึนงงอยู่ พูดเองเออเองไป แล้วเจ้าตัวก็ถือวิสาสะมานั่งบนโซฟาข้างๆผม ผมหันขวับไปมองคนข้างๆพลางขมวดคิ้วแน่น อยากจะถามอยู่หรอกว่าทำไมพ่ออยู่ในคุก แต่มันจะดูก้าวก่ายชีวิตของเด็กเกินไป

“อยากรู้ใช่ไหมล่ะว่าทำไมพ่อผมถึงอยู่ในคุก” ภาคินเล่าออกมาหน้าเครียด ให้ผมได้มองตอบนิ่งๆแล้วเงียบให้ภาคินได้คิดว่าตัวเองสมควรที่จะเล่าให้ผมฟังไหม เงียบอยู่สักพักเจ้าตัวก็เอ่ยปากเล่าให้ผมฟังออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เมื่อเดือนที่แล้วพ่อผมเมาแล้วขับรถชนคนตาย”

“พอจะประกันตัวออกมาคู่กรณีเขาก็เรียกร้องมาสามแสน แม่เลยไม่ประกันให้พ่ออยู่ในคุกไปเพราะไม่มีเงินไปประกัน เงินส่วนใหญ่ที่ทำงานมาได้พ่อแม่ก็เอามาเป็นค่าเทอมส่งให้ผมเรียนทั้งหมด ก็ในเมื่อโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในย่านนี้แล้วนี่ถึงแม้ค่าเทอมจะแพงแต่พ่อแม่ก็อยากให้ผมได้เรียนในที่ที่ดีๆ พ่อแม่ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าตัวเองมีกำลังพอที่จะส่งผมเรียน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าแม่จะต้องทำงานคนเดียวแบบนี้สักหน่อย”

          ภาคิว่าออกมาเสียงอ่อนก่อนที่จะหยุดพูดไป ดูเหมือนว่าเขาคงต้องการใครสักคนที่อยากจะรับฟังปัญหาของเขา เพื่อที่ตัวเขาเองจะได้หายลำบากใจมากขึ้น

“แล้วติดกี่ปีล่ะ”

“ไม่รู้สิ แม่ผมไม่ได้บอกแล้วผมก็ไม่คิดที่อยากจะรู้ด้วย” ภาคินว่าออกมาเชิงไม่แคร์ที่พ่อตัวเองติดคุก ดูเหมือนจะโกรธพ่อตัวเองด้วยแหละที่ต้องปล่อยให้แม่ของเขาทำงานอยู่คนเดียว

ดูเป็นคนที่เย็นชาจังนะ

“แล้วทำไมไม่ขอผอ.จ่ายค่าเทอมทีหลังก่อนแหละ ได้ยินมาว่าเป็นญาติกันไม่ใช่เหรอ” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย

“โรงเรียนนี้ต้องจ่ายค่าเทอมเพื่อจองเก้าอี้ก่อนเปิดปีการศึกษาใหม่ที่จะถึงทุกๆปีนี่ ครูลืมแล้วเหรอ” ภาคินหันมามองหน้าผมพลางว่าออกมาเสียงเรียบ เออเนอะผมก็ลืมไปเลย โรงเรียนนี้น่ะถ้าไม่มีเงินจริงก็อยู่ไม่ได้

อย่างที่ภาคินว่านั่นแหละก่อนที่จะถึงปีการศึกษาใหม่ นักเรียนที่ต้องการจะเรียนต่อก็ต้องจ่ายค่าเทอมล้วงหน้าเพื่อจองสิทธิ์ให้ตัวเองได้มีที่เรียน ถ้าไม่จ่ายก็เท่ากับว่าไม่เรียนต่อ โรงเรียนนี้น่ะมีคนสนใจเยอะอยู่แล้วเขาไม่มามัวนั่งแคร์คุณหรอกถ้าคุณไม่จ่าย

“แล้วก็อีกอย่าง ถึงจะเป็นญาติกับป้าพิมก็เถอะ แต่ก็เป็นแค่ญาติห่างๆ ป้าพิมรู้แค่ว่าผมเป็นญาติแต่ไม่เคยเห็นหน้าผมด้วยซ้ำ เพิ่งจะมาเห็นกันก็ตอนที่ผมมาเรียนโรงเรียนนี้เนี่ยแหละ แม่ผมเลยไม่อยากรบกวน”

“งั้นเหรอ... เลยคิดที่จะตั้งใจเรียนสินะ”

ผมว่าออกไปเสียงอ่อนพลางมองไปรอบๆ รู้อยู่หรอกว่าคนเรามีต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน ต่างคนต่างผ่านอะไรมาไม่เหมือนกันตอนแรกผมมองภาคินในแง่ลบตลอด แต่พอมาได้ยินเรื่องที่ภาคินเล่าให้ผมฟังแล้วมันก็อดเห็นใจไม่ได้ และนั่นทำให้ผมมองภาคินในมุมใหม่

“ผมตั้งใจเรียนตอนนี้ยังทันใช่ไหม” ภาคินหันมามองหน้าผม แววตาสั่นไหวของคนข้างๆสบตาผมราวกับต้องการคำตอบที่แน่ใจ

“ทันสิ แค่ม.4 ทันอยู่แล้วล่ะ ช่วงนี้ขัดสนเรื่องเงินใช่ไหม ค่าเรียนพิเศษก็ยังไม่ต้องจ่ายก็ได้ แล้วจากเดือนละสองพันครูคิดเป็นเดือนละพันละกัน” ผมว่าออกไปเสียงเรียบ แล้วคำพูดของผมทำเอาภาคินถึงกับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างทันควันเมื่อผมพูดจบ

“ไม่เอาอ่ะครู เดือนละสองพันนั่นแหละ ครูเรียนป.โทอยู่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายนี่ เอาๆไปเถอะ”

“ทำตามที่ครูบอกนั่นแหละภาคิน”

“เรียกผม ‘คิน’ ก็ได้”

เด็กมันเงียบไปสักพักก่อนที่จะพูดออกมาพลางส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้แบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ทำไมเหตุการณ์นี้มันคุ้นๆวะ เดจาวูรึไงนะ

“ครู ได้ยินที่ผมพูดเปล่าเนี่ยครู” คินว่าพลางโน้มตัวลงมามองผมก่อนที่ผมจะได้สติแล้วถอยห่างออกมาอีก ให้ตายเถอะ จู่ๆก็นึกถึงซินขึ้นมาซะงั้น เพิ่งทะเลาะกันไปได้ไม่นานผมเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาซะแล้วสิที่ไปโมโหใส่เขาแบบนั้น โทรไปหาเขาดีไหมนะ

“เอ่อ...ครูมีอะไรให้ผมกินไหม ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่กลางวันแล้ว” คินยิ้มให้ผมน้อยๆพลางเกาแก้มตัวเองเบาๆระหว่างที่ตัวเองพูดไปด้วย

“มีแต่มาม่า”

“กินมาม่าก็ได้ครู” ผ่านไปกี่ปีบ้านผมก็มีแต่มาม่านั่นแหละครับ จนจะมีสปอนเซอร์เป็นมาม่าอยู่แล้วเนี่ย พอไม่มีทางเลือกมีอะไรให้กินก็ต้องกินอันนั้นแหละครับ

“งั้นรอแป๊บนึง” ว่าจบผมก็เดินเข้าไปในครัวแล้วหยิบซองมาม่าออกมาสามห่อ ไม่ได้ให้คินกินคนเดียวหรอกครับ ผมก็จะกินด้วยเหมือนกันเพราะผมยังไม่ได้กินอะไรเลยเหมือนกันตั้งแต่กลับถึงบ้าน แต่เดี๋ยวนะเมื่อกี้คินบอกว่ายังไม่ได้กินตั้งแต่กลางวันใช่ไหม

“คิน มานี่หน่อ...”

“มีไรเปล่าครู” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยค คินก็เดินเข้ามาในครัวตั้งแต่ที่ผมเรียกชื่อเขาแล้ว เขาเดินตรงเข้ามาหาผมพลางเลิกคิ้วสูง

“จะกินกี่ห่อ”

“ผมสามห่อก็ได้ครู” คินว่าออกมาเสียงเรียบพลางมองไปที่ห่อมาม่าไปด้วย ผมเลยเอี้ยวตัวไปหยิบซองมาม่ามาอีกห่อแล้วค่อยลงมือทำอาหารโดยที่มีคินยืนดูอยู่ข้างหลังเงียบๆ ไม่แปลกหรอกที่คินจะกินตั้งสามห่อ เวลาอยู่คนเดียวผมยังกินสองห่อเลย

“ครูกินด้วยใช่ไหม” แล้วเหมือนว่าคินเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าผมต้มมาม่าไปสี่ห่อ เจ้าตัวเลยเอ่ยทักขึ้นมา ผมพยักหน้าไปเบาๆแทนการเอ่ยปากพูดแล้วจัดการตักแบ่งใส่ชามส่งให้คินที่กำลังยืนน้ำลายสออยู่ข้างหลังผม พอเห็นแบบนั้นผมเลยยิ้มให้เขาพลางเอ่ยออกไปเสียงเรียบ

“ไปนั่งกินก่อนครูเลยไป ช้อนส้อมอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวครูขอล้างหม้อก่อน”

“โอเค”

สิ้นสุดคำพูดคินก็รีบเดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่นแล้วปล่อยให้ผมได้ยืนมองยิ้มๆอยู่ในห้องครัว เด็กยังไงก็คือเด็กนั่นแหละ ไม่โตไปกว่าผมหรอก ยกเว้นเรื่องขนาดตัวนะ

พอจัดการล้างหม้อเสร็จเรียบร้อยผมก็เดินถือชามเข้าไปหาคินที่กำลังนั่งกินมาม่าอยู่บนพื้น ผมเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาแล้วเปิดทีวีดูข่าวไปพลางๆ สายตาก็เหลือบมองเด็กที่กำลังโซ้ยอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

“ทำไมไม่ซื้อข้าวกลางวันกินล่ะ” ผมเอ่ยถามออกไปกะให้เด็กกินช้าลง กินเร็วๆแบบนั้นถ้าติดคอตายขึ้นมาทำไง แล้วก็เพราะสงสัยด้วยแหละว่าทำไมถึงไม่ซื้อกิน

“ผมเก็บเงินไว้จ่ายค่าเรียนพิเศษ” คินเงยหน้าขึ้นมามองผมนิ่งๆก่อนที่จะหันกลับไปกินต่อ ทิ้งให้ผมนั่งขมวดคิ้วมองเจ้าตัวด้วยความสงสัยอยู่คนเดียว

“นี่คือมั่นใจว่าครูจะรับสอน?” ผมเลิกคิ้วถาม

“คนเป็นครูน่ะคงไม่ปฏิเสธเด็กหรอก ใช่ไหม” ไอ้เด็กนี่ มันจะมั่นใจเกินไปแล้วนะ ผมคิดในใจก่อนที่จะนั่งกินมาม่าต่อพลางมองรอยสักที่ต้นคอข้างซ้ายของคนอายุน้อยกว่าไปด้วย leap เหรอ แล้วร้านสักเขาให้เด็กนักเรียนสักที่โจ่งแจ้งขนาดนั้นได้ไงวะ ผมล่ะสงสัย

“ทำไมถึงสัก” ผมพูดขึ้นมาลอยๆ แต่เจ้าตัวก็คงรู้ว่าผมพูดกับใคร

“แล้วทีครูล่ะทำไมถึงสัก” คินย้อนถามผมบ้างหลังจากที่ซดน้ำซุปมาม่าจนหมดชาม

“แล้วทำไมถึงรู้ว่าครูสักทั้งสองที่ ทั้งๆที่ครูไม่เคยถอดเสื้อให้นายเห็น” ถามไปถามมาแบบนี้แหละครับ ไม่มีใครยอมตอบใครสักที พอคินเจอผมถามกลับไปแบบนั้นเจ้าตัวเลยนั่งเงียบไปสักพักแล้วค่อยตอบออกมา

“ก็ผมเป็นคนสักรอยที่สองให้ครูนี่ ‘You have come this far, don’t give up now’ ใช่ไหมล่ะ” คินย้ายตัวเองขึ้นมานั่งบนโซฟาข้างๆผม ระหว่างที่ตัวเองพูดสายตาของเขาก็มองทีวีไปด้วย เดี๋ยวนะ...เมื่อกี้คินบอกว่าเป็นคนสักให้ผมเหรอ

“นี่หรือว่า..”

“ลุงผมเป็นเจ้าของร้าน ผมชอบแวะไปที่นั่นบ่อยๆลุงเลยสอนให้ผมสัก ผมก็ช่วยแม่ทำงานหาเงินจากตรงนั้นนั่นแหละ ค่าอาหาเวลาไปโรงเรียนผมก็ใช้เงินที่ทำงานมาได้ อาทิตย์นี้ผมเหลือทั้งตัวอยู่ร้อยนึง ผมเลยตัดสินใจกินแค่ข้าวเช้าอย่างเดียวพอ”

“คราวหลังถ้าไม่มีเงินนายมาขอครูก่อนก็ได้” ผมว่าออกไปด้วยความหวังดี แต่เด็กที่นั่งอยู่ข้างๆถึงกับขมวดคิ้วมองผมแล้วเอ่ยออกมาเชิงไม่เชื่อในสิ่งที่คัวเองได้ยิน

“นี่เป็นครูหรือเป็นแม่วะเนี่ย ทำไมให้เงินง่ายจัง” คินว่าออกมาทำเอาผมเบือนหน้าหนีทันที ทำไมไอ้เด็กพวกนี้มันถึงเรียกผมว่าแม่ตลอดเลยวะ หน้าผมเหมือนแม่พวกมันมากเลยเหรอ ขยันเรียกแม่กันจังเลยทั้งๆที่เรียกว่าพ่อก็ได้นะจริงๆแล้ว

พอได้ยินออกมาแบบนั้นผมเลยหมดอารมณ์ที่จะตอบ ก็เลยหันกลับไปกินมาม่าต่อเหมือนเดิม แต่กินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ดันรู้สึกหายอยากขึ้นมาซะงั้น เวลาผมกินมาม่าผมก็จะนึกถึงซินทุกครั้งที่นั่งกินมาม่าด้วยกันเหมือนแต่ก่อน คราวนี้ก็คงจะเหมือนกันละมั้ง วันนี้ยิ่งทะเลาะกับซินมาด้วย

“ไม่กินแล้วเหรอครู งั้นผมกินนะ” คินถือวิสาสะเอี้ยวตัวเข้าไปหยิบชามมาม่าที่ผมเพิ่งวางไปบนโต๊ะหน้าโซฟาเมื่อกี้แล้วเอามานั่งกินต่อ

รู้สึกไม่ค่อยดีเลยแฮะ

...คงต้องโทรไปง้อแล้วมั้งเนี่ย...








ThaRat
          ถ้ารัตน์เป็นครูพายมันก็น่าน้อยใจอยู่นะ กลัวด้วยแหละว่าซินจะไปคุยแต่กับไอดอลที่ตัวเองชอบจนลืมครูพายที่อยู่ข้างๆมาตั้งแต่แรก น่าสงสารครูพายอ่าาา แต่ถึงยังไงก็มีถาคินคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้วหนิเนอะ ควรจะห่วงดีไหมเน้อ
-ช่วยกันคอมเมนต์หน่อยน้าาา-




ADD FAV. <Click Pic>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #34 Wapitch (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 มีนาคม 2560 / 21:23
    เหมือนคินจะจีบครูพายเลยอะ..
    #34
    0