[Yaoi] ModifyLove แก้สมการค้นหารัก [End]

ตอนที่ 17 : ModifyLove16 : I have a gift for you [Pi Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    28 พ.ย. 59

ModifyLove
16
I have a gift for you
[Pi Part]

 

          ตอนนี้ผมอยู่ในห้องนอนใต้ถุนบ้านที่ผมชอบยึดมาไว้เป็นของตัวเองแล้วครับ ผมทิ้งตัวลงนอนบนฟูกนอนสีน้ำเงินขนาดพอดีตัวพลางมองไปยังทีวีจอเล็กที่กำลังฉายหนังเรื่องหนึ่งอยู่ ก่อนที่ผมจะหันไปตามเสียงเรียกของคนที่นอนอยู่ข้างๆอีกฟูกที่จับมาติดกันพลางเลิกคิ้วสูง

          “พี่พาย”

          “อะไร” ผมหันไปมองซินที่นอนอยู่ข้างๆ ซินหันตะแคงมาทางผมพลางมองหน้าผมอยู่สักพักก่อนที่จะเอ่ยต่อ “กี่ทุ่มแล้วอ่ะ ผมง่วงนอนแล้ว”

          “สามทุ่มครึ่ง” ผมตอบกลับไปหลังจากที่ดูเวลาจากโทรศัพท์ตัวเองแล้ววางลงไว้ที่ข้างตัวเหมือนเดิม คำตอบที่ผมเอ่ยตอบออกไปทำเอาซินถึงกับขมวดคิ้วแล้วมองผมอย่างไม่เชื่อ “สามทุ่มเนี่ยนะ ไม่ใช่ห้าทุ่มเหรอพี่”

          “บอกว่าสามทุ่มครึ่งก็สามทุ่มครึ่งดิวะ จะเถียงทำไม” ผมตอบออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนที่จะหันกลับไปดูทีวีต่อ ซินเขาก็ยังนอนมองหน้าผมอยู่อย่างนั้นจนผมต้องเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขาเอาแต่จ้องมองผมจนผมไม่เป็นอันทำอะไร

          “มีอะไร มองอยู่ได้” ผมว่าออกไปขณะที่สายตาก็ยังคงจ้องมองไปที่ทีวี

          “พี่หงุดหงิดไรอ่ะ เพราะเรื่องพรุ่งนี้เหรอ” สิ้นสุดเสียงของซินผมถึงกับหันขวับไปมองหน้าเขาทันทีก็เห็นเขากำลังมองมาที่ผมด้วยสีหน้าราบเรียบ

          ไอ้เด็กนี่มันรู้ได้ไงว่าผมกำลังหงุดหงิดเรื่องนี้อยู่

          “ใช่ไหมพี่” แล้วเสียงของซินก็ดึงสติผมให้กลับไปสนใจคำพูดของเขาที่เขาเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ “หงุดหงิดเพราะเรื่องนั้นนั่นแหละ”

          “ทำไมล่ะ ญาติๆจะมาเยี่ยมก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอพี่” ใช่ครับ พรุ่งนี้ญาติๆจะมาเยี่ยมผมหลังจากที่ไม่ได้เจอกันอีกเลยตั้งแต่ที่ผมรับปริญญาตรีไป

          “ญาติพี่มันเยอะ มาทีก็วุ่นวาย” ผมตอบปัดออกไปโดยที่กะว่าจะไม่ใส่ใจกับประเด็นนี้อีก เพราะยิ่งคิดผมก็ยิ่งหงุดหงิดญาติเยอะอย่างเดียวมันไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ว่ามีพวกลูกพี่ลูกน้องของผมบางคนที่ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าด้วยไงผมเลยหงุดหงิดยิ่งขึ้นไปอีก

          “เยอะนี่กี่คน”

          “หลาย”

          “กี่คนล่ะ”

          “...”

          ผมหันไปมองหน้าซินทันทีเมื่อเขาคะยั้นคะยอให้ผมตอบทั้งๆที่ผมไม่อยากพูดถึง ซินก็ยังคงทำหน้าเรียบเฉยใส่ผมเหมือนก่อนหน้านี้ จะมีก็แต่คิ้วทั้งสองข้างของเขาที่เลิกขึ้นสูงราวกับตั้งใจจะถามจริงๆ ผมเลยได้แต่ถอนหายใจออกไปแล้วลุกขึ้นนั่งพลางมองไปยังคนที่กำลังนอนมองผมอยู่

          “คอยนับนิ้วเอาละกันว่าลูกพี่ลูกน้องพี่มีกี่คน”

          “ตากับยายพี่มีลูกหกคน คนแรกมีลูกสามคน คนสองมีสอง คนสามมีสี่ คนสี่มีสาม คนห้ามีสอง แล้วคนสุดท้ายก็แม่พี่ มีพี่แค่คนเดียว นั่นแหละลูกพี่ลูกน้องพี่” ผมว่าออกไปในหัวก็นึกไปด้วยว่าป้ากับลุงมีลูกกันกี่คน

          “สิบห้าคน เยอะเกินไปไหมเนี่ย” ซินว่าออกมาด้วยความตกตะลึงก่อนที่จะรีบลุกขึ้นนั่งข้างๆผมทันที

          “ไหนจะหลานพี่อีก หลานพี่คนโตสุดห่างกับพี่แค่สี่ปีเอง” ในเมื่ออยากรู้มากผมก็บอกแม่งให้หมดเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งถยอยถามคำตอบคำ อธิบายไปรวดเดียวนั่นแหละ

          “โอ้โห จริงดิพี่พาย แล้วหลานพี่มีกี่คน”

          “ไม่รู้เว้ย จำไม่ได้หรอก แล้วนี่ไม่ง่วงนอนแล้วรึไง” ว่าแล้วผมก็หันไปมองคนตัวใหญ่กว่าที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆผมพลางมองหนังในทีวีไปด้วยก่อนที่จะส่ายหัวให้ผมเบาๆเป็นเชิงปฏิเสธว่าหายง่วงแล้ว

          นี่คือผมไม่น่าตอบคำถามของไอ้เด็กนี่เลย ไม่งั้นเขาคงจะหลับไปแล้ว

          เวลาอยู่ต่างจังหวัดนน่ะจะง่วงนอนเร็วกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯเพราะบรรยากาศ ผมก็เป็นเหมือนกันนานๆทีกลับต่างจังหวัดก็จะง่วงเร็วกว่าปกติ แต่เพราะคราวนี้เจอหนังที่น่าสนใจผมเลยตัดสินใจดูให้จบก่อนแล้วค่อยนอน แต่ต่างจากพ่อแม่แล้วก็พี่ๆผมหน่อยที่สี่คนนั้นชอบนอนแต่หัวค่ำ

          แล้วบทสนทนาของผมกับเขาก็จบลงเท่านั้น ผมกับซินต่างก็นั่งดูหนังไปเรื่อยๆจนหนังจบผมเลยปิดทีวีแล้วหันไปบอกซินว่าจะนอนแล้ว ก่อนที่จะเดินไปหยิบผ้าห่มมาให้ซินที่กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนฟูกที่ขนาดเล็กกว่าตัวเขานิดหน่อย

          “แล้วพี่จะมีลูกไหม” จู่ๆซินก็เอ่ยถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยหลังจากที่จบประเด็นนี้กันไปนานแล้ว ผมมุ่นคิ้วพลางมองไปที่เขาก่อนที่จะทิ้งผ้าห่มของตัวเองไว้ที่ปลายฟูก

          “หาแฟนให้ได้ก่อนละกัน แล้วนี่นายจะไปเข้าห้องน้ำก่อนนอนไหม” ผมว่าตาก็มองไปยังคนตัวใหญ่ที่ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างตัวเองไว้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะคลุมไม่มิด สงสัยต้องหาผืนใหญ่กว่านี้มาให้

          “งั้นเดี๋ยวพี่ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ว่าแล้วผมก็เดินออกจากห้องไปแล้วตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกล จัดการธุระอะไรเสร็จหมดเรียบร้อยผมก็เดินกลับไปยังทางเดิมแต่เปลี่ยนเป้าหมายจากห้องใต้ถุนบ้านไปยังห้องนอนจริงๆของผมที่อยู่บนบ้าน หลังจากนั้นผมก็ค้นตู้เสื้อผ้าหาผ้าห่มผืนใหญ่ที่คิดว่าน่าจะคลุมร่างของซินได้ ก่อนที่จะเดินกลับไปยังห้องที่ซินนอนรออยู่พร้อมกับผ้าห่มในมือ

          “อ้าวนี่ ผ้าห่ม...” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยคดี ผมก็ต้องหยุดพูดทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่ผมกำลังพูดด้วยนั้นเขาหลับไปแล้ว ไม่มีตื่นมาฟังผมพูดหรอกครับ

          ผมปิดประตูห้องลงอย่างเบามือก่อนที่จะค่อยๆเดินไปยังข้างตัวคนที่นอนหลับอยู่แล้วดึงผ้าห่มผืนเล็กกว่าคนห่มออก ก่อนที่จะค่อยห่มผ้าอีกผืนที่ผมถือลงมาจากบนห้องของผมมาให้เขาโดยเฉพาะแทน พอห่มให้เสร็จผมก็เดินไปปิดไฟก่อนที่จะกลับมานอนที่เดิมของตัวเอง

          ตุบ!

          “เชี้...!” ยังไม่ทันที่จะได้เดินถึงที่นอนเลยครับ ผมก็สะดุดเข้ากับเท้าของซินจนล้มลงไปกองกับพื้นที่ปลายเท้าของซินซะก่อน ดีนะไม่ล้มทับซินน่ะ

          โถ่เอ้ย...เมื่อกี้กระแทกพื้นเต็มๆเลย เจ็บชะมัดยาด

          ผมค่อยๆคลานจากปลายเท้าของซินไปยังที่นอนของตัวเองก่อนที่จะนอนลงแล้วห่มผ้าแล้วค่อยถอดแว่นวางไว้บนหัวนอน นอนอยู่นิ่งๆสักพักผมเลยนอนตะแคงหันไปมองหน้าซินที่ตอนนี้กำลังหลับอยู่

          สายตาของผมไล่มองไปยังใบหน้าของเด็กลูกครึ่งอย่างถี่ท้วน มองไปยังคิ้วเข้มได้รูป ก่อนที่จะเลื่อนลงมามองดวงตาคู่หนึ่งที่กำลังปิดอยู่ เมื่อไหร่ที่ดวงตาคู่นั้นเปิดขึ้นแล้วมองมายังผมแล้วได้สบกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั่นทีไรผมมักจะใจสั่นทุกครั้ง แล้วก็เป็นผมเองที่ต้องหลบตาก่อนทุกที พอผมมองไปยังดวงตาแล้วสายตาของผมก็เลื่อนลงไปมองที่จมูกโด่งเป็นสันแบบชาวตะวันตก ก่อนที่จะไล่ลงไปมองริมฝีปากสีซืดได้รูปที่เผยอออกนิดหน่อย

          พอมองไปยังริมฝีปากของเขา ภาพในหัวของผมมันก็ผุดขึ้นมาทันที มีอยู่หลายครั้งที่เขาพยายามที่จะประกบริมฝีปากสีซืดนั่นเข้ากับริมฝีปากของผม แต่ว่าผมตั้งสติแล้วเบือนหน้าหนีออกมาได้ก่อนทุกครั้ง

          บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้นกับผม ทั้งๆที่ผมกับเขาต่างอยู่ในฐานะของอาจารย์และลูกศิษย์...

 

วันรุ่งขึ้น

          “พี่พาย...”

          “พี่พาย ตื่นได้แล้วเช้าแล้วนะ” ผมตื่นขึ้นมาจากภวังค์ทันทีที่มีเสียงเรียกพร้อมกันกับแรงเขย่าตัวของคนที่คุ้นเคย ผมกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับแสงสว่างที่ลอดมาจากหน้าต่างทั้งสองบานเข้ามา

          จำได้ว่าก่อนนอนผมก็ปิดแล้วนะ...

          “ตื่นสายจังเลยพี่” แล้วเสียงของซินก็ดึงความสนใจของผมให้ไปหยุดอยู่ที่เขา ผมปรือตามองคนที่ปลุกผมขึ้นเต็มตาก่อนที่จะนอนมองอยู่อย่างนั้นพร้อมกับขมวดคิ้วแน่นด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

          “ลุกไปอาบน้ำเร็ว สว่างมากแล้ว” ยัง ยังไม่หยุดนะ ยังจะมีหน้ามาสั่งผมอีก ผมหันหนีจากซินไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดดูเวลาว่ากี่โมงแล้ว เมื่อคืนนอนไปเกือบห้าทุ่มเห็นซินบอกว่าสายแล้วแต่ผมยังนอนได้ไม่เต็มอิ่มเลย ผมมองไปยังหน้าจอโทรศัพท์ของผมแล้วถึงกับวางลงแล้วนอนต่อทันที

          ตีห้าสี่สิบห้า! สายบ้านป้ามึงสิ!

          “พี่พายผมบอกให้ลุกไง มันสายมากแล้ว” ไม่ว่าเปล่าซินยังเอื้อมมือเข้ามาเขย่าตัวผมแรงขึ้นไปอีก จนผมนอนต่อไม่ได้จึงหันไปตวาดใส่เขาทันที

          “สายที่ไหนล่ะ! ตอนนี้มันตีห้าสี่สิบห้าเว้ย!” ว่าแล้วผมก็เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองโยนใส่ซินที่เขย่าตัวผมไม่เลิกจนผมเริ่มรำคาญขึ้นมา โยนเสร็จผมก็นอนหันหลังใส่พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงหนีซินทันที

          “แล้วทำไมมันสว่างจังเลยล่ะพี่”

          “ไปถามแม่ไป” ผมว่าไปเท่านั้นก่อนที่เสียงของซินจะเงียบไปแล้วเสียงของประตูเปิดก็ดังขึ้นมาแทน ผมเลยเลื่อนผ้าห่มที่คลุมหัวลงให้คลุมแค่จมูกพอ ก็เห็นร่างสูงใหญ่เบลอๆของซินเดินออกจากห้องไป

          ดี ผมจะได้นอนต่อ

          พอคิดได้อย่างนั้นผมก็หลับต่อทันทีโดยที่ไม่รอให้ซินเข้ามากวนอีกครั้ง

 

เวลาผ่านไป

          ร่างของผมถูกเขย่าอีกครั้งทำให้ผมต้องตื่นขึ้นมาจากภวังค์เป็นครั้งที่สองของเช้าวันนี้ ผมยกมือขึ้นปิดตาตัวเองไว้แม้จะยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกเลยก็ตาม

          ก็มันยังไม่อยากตื่นหนิ!

          “ตื่นเร็ว”

          แล้วเสียงทุ้มของใครบางคนที่ไม่ใช่ซินกับพ่อผมก็เอ่ยขึ้นให้ผมต้องรีบเปิดตามองทันที พอผมเปิดตาขึ้นมามองแล้วก็ถึงกับถอนหายใจออกมาก่อนที่จะลูบหน้าตัวเองแรงๆแล้วลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ

          “มาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมว่าออกไปเป็นภาษาถิ่นพลางเอื้อมมือไปหยิบแว่นของตัวเองขึ้นมาใส่ ก่อนที่จะมองหลานคนโตสุดที่อายุห่างจากผมแค่สี่ปีที่กำลังนั่งอยู่บนฟูกนอนของซิน

          “ผมมาถึงเมื่อกี้ ทั้งบ้านไม่มีใครอยู่ผมเลยลองเดินดู แล้วผมก็มาเจอพี่พายเนี่ยแหละ” หลานผมตอบกลับมาเป็นภาษาไทยพลางพยักพเยิดมาทางผมที่กำลังอ้าปากหาวหวอดๆอยู่

          หลานผมมันชื่อ เมฆ ครับ

          เป็นหลานผมก็จริงครับ แต่ว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องผมหรือพ่อน้องเขาให้เรียกว่าพี่ เพราะห่างกันแค่สี่ปี อีกอย่างเมื่อก่อนผมกับน้องเขาก็เรียนประถมอยู่โรงเรียนเดียวกัน ให้เรียกพี่นั่นแหละดีแล้ว ไม่ต้องเรียกอาหรอก แก่เกิน

          “พ่อกับแม่พี่ไม่อยู่เหรอ”

          “ไม่ครับ ผมไม่เห็นใครเลย”

          “แล้วเห็นผู้ชายหน้าตาเหมือนเด็กลูกครึ่งบ้างรึเปล่า” ผมถามต่อ แต่เมฆก็ส่ายหัวมาให้ผมเชิงไม่เห็นแล้วถามผมต่อ “ใครเหรอครับ”

          “น้องที่มหา’ลัยน่ะ แล้วนี่มาคนเดียวรึไง พ่อแม่กับน้องสาวนายล่ะ” ผมว่าออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ถ้าครอบครัวนี้น่ะผมไม่มีปัญหาด้วยหรอกครับ แต่ถ้าถามว่าสนิทกับพ่อแม่ของน้องเขาเท่าพี่หวายกับพี่ส้มไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นครับ จะมีก็แต่ลูกๆของพี่เขาเนี่ยแหละที่ผมสนิทด้วยเพราะอายุไล่เลี่ยกัน

          “ไม่มาครับ พ่อแม่ทำงาน ฝนติดเรียนพิเศษ”

          แล้วน้องมันก็ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะดึงแขนผมให้ลุกตาม ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเองก่อนที่จะต้องเงยหน้ามองคนอายุน้อยกว่าจนคอค้ำบ่า ส่วนน้องมันก็ก้มมองผมจนคางติดอก ผมขมวดคิ้วทันทีก่อนที่มือใหญ่ของน้องจะจิ้มนิ้วชี้มาตรงหว่างคิ้วให้ผมคลายหัวคิ้วออก

          “ขมวดคิ้วมากเดี๋ยวก็แก่เร็วหรอกพี่”

          “ไม่ต้องมาพูดเลย อยู่ให้ห่างๆจากพี่ด้วย” ผมว่าออกไปพลางบัดท่อนแขนยาวออกแล้วเดินหนีออกจากห้องไปทันที ทำให้เมฆนั้นรู้เลยว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ก่อนที่จะหัวเราะออกมา อยู่ใกล้น้องมันแล้วรู้สึกเหมือนคนแคระยังไงไม่รู้ น้องมันเป็นนักกีฬาบาสของมหา’ลัยครับ ตัวอย่างยักษ์นี่ก็ไม่แปลกหรอก

          รู้สึกว่าจะสูงกว่าซินอีกนะเนี่ย

          “พี่ไปอาบน้ำก่อนดิ เดี๋ยวผมทำไข่เจียวให้กิน” เมฆว่าออกมาพลางเดินตามผมมาด้วย

          “งั้นนายก็ไปทำ” ผมว่าออกไปเท่านั้นก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งแล้วหยิบสิ่งของที่ต้องใช้อาบน้ำกับชุดสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้ามาด้วยแล้วค่อยเดินเข้าห้องน้ำไป

          พอเข้าห้องน้ำได้ปุ๊บผมก็จัดการอาบน้ำสระผมทำธุระของตัวเองให้เสร็จแล้วค่อยใส่เสื้อผ้าตัวใหม่เดินออกมาจากห้องน้ำ ตากผ้าเช็ดตัวเสร็จเรียบร้อยผมก็เดินไปหาเมฆที่กำลังนั่งกดโทรศัพท์ของตัวเองอยู่บนเสื่อพร้อมกับไข่เจียวหนึ่งจานและกระติบข้าวหนึ่งใบ

          “นี่เรียนอยู่ปีอะไรแล้วนะ” ผมถามน้องออกไปพลางทรุดตัวนั่งลงตรงข้าม เมฆเงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมามองผมที่กำลังเปิดกระติบข้าวแล้วเริ่มลงมือกินอาหารที่เจ้าตัวทำให้

          “ปี 3 ครับ”

          “เป็นไง งานเยอะไหม” ผมถามต่อพลางเลิกคิ้วสูงก่อนที่จะยกมือข้างที่ไม่ได้เลอะอาหารเสยผมตัวเองที่ทิ่มตาขึ้นมา เมฆมองผมทุกการกระทำก่อนที่จะตอบผมพร้อมๆกับพุดลุกขึ้นยืน

          “เยอะมาก เรียนรัฐศาสตร์ไม่คิดว่างานจะเยอะขนาดนี้ ปี 1 กับปี 2 ผมว่าเยอะแล้ว พอมาเจอปี 3 นี่หนักกว่าหลายเท่าเลย” ว่าพลางเดินออกไปให้ผมได้มองแว๊บหนึ่งก่อนที่จะหันกลับไปกินข้าวต่อโดยที่ไม่รู้ว่าเมฆเดินไปไหน

          “เดี๋ยวพอโตขึ้นเรียนจบปริญญา ทำงานแล้วงานก็จะเยอะแบบนี้นั่นแหละ ถือว่าซ้อมๆไว้ก่อนละกัน” สิ้นสุดคำพูดของผมเมฆก็เดินตรงเข้ามานั่งยองๆข้างๆตัวผมทันทีให้ผมได้หันไปมอง ก่อนที่เมฆจะฉวยโอกาสยื่นมือขึ้นมารวบผมหน้าม้าของผมขึ้นแล้วมัดเป็นจุกไว้ให้ผมได้มองอึ้งๆ

          “จะได้ไม่ทิ่มตา” ว่าจบน้องมันก็นั่งลงดีๆแล้วหยิบโทรศัพท์มาเล่นต่อ ให้ผมได้ยกมือขึ้นไปจับจุกนั่นเบาๆแล้วกินข้าวต่อโดยที่ไม่ได้คิดอะไร

          “ขอบใจ” ผมเอ่ยออกไปก่อนที่จะนั่งกินข้าวต่อจนหมด แล้วระหว่างที่ผมกำลังจะลุกเอาจานไปล้างในครัว รถกระบะสีน้ำเงินก็วิ่งเข้ามาจอดในบ้านให้ผมได้หยุดมองซะก่อน

          ซินคือคนแรกที่ลงมาจากรถกระบะนั่นก่อนที่เขาจะเดินไปที่ท้ายกระบะ ก่อนที่จะตามด้วยพ่อแม่ของผมที่กำลังลงมาจากรถด้วยแล้วเดินเข้าไปช่วยซินถือของมาจากรถกระบะ

          “พี่พาย ผมมีของมาฝาก” ว่าแล้วซินก็ยกถังแก๊สจากท้ายกระบะแล้วเดินเข้ามาหาผมที่นั่งมองอยู่ โดยที่ผมไม่ได้มีความคิดที่จะแบกสังขารตัวเองเข้าไปช่วยถือของเลยสักนิด

          อย่าหาว่าผมใจร้ายเลยนะครับ ไอ้เด็กนี่มันอายุน้อยกว่าผมถึงเจ็ดปีก็จริงแต่มันก็ตัวโตกว่าผมเยอะ ผมก็เลยเสียสละตัวเองให้มันยกของแทน

          “ถังแก๊สพี่ไม่เอา” ผมปฏิเสธออกไปหน้าตาย พอซินได้ยินคำตอบของผมเขาเลิกคิ้วสูงสักพักก่อนที่จะหัวเราะออกมาแล้วส่ายหัวให้กับผมเบาๆ “ไม่ใช่อย่างนั้นพี่”

          “แล้วมันคืออะไรล่ะ”

          “พาย! มาช่วยแม่ถือของหน่อย” แล้วเสียงของแม่ก็ตะโกนมาให้ผมต้องรีบลุกพรวดเดินสวนซินที่กำลังจะเดินเข้าไปในครัวแล้วตรงไปหาแม่ตัวเองที่ยังอยู่ตรงท้ายรถกระบะทันทีอย่างไม่อิดออด

          ถ้าไม่อยากโดนด่าก็ต้องไปหาล่ะครับ

          “ครับแม่” ผมว่าพลางเดินเข้าไป

          “ว่าแต่พ่อแม่กับเซอินหายไปไหนกันมาน่ะ กว่าจะกลับก็บ่าย”

          “ไปขายลูกชิ้นทอด ช่วงโรงเรียนปิดเทอมพ่อแม่จะหาเงินเพิ่มน่ะ นี่แกไม่รู้เลยเหรอ เซอินเขายังไปช่วยแม่ขายของเลยนะ” แม่ว่าเสียงเรียบเชิงต่อว่าผมในมือแม่ก็ถือถุงใบใหญ่แล้วยื่นมาให้ผม ผมรับมาก่อนที่จะเปิดถุงดูแล้วก็ต้องเบิกตากว้างทันที

          “น้องของแกเขาซื้อมาฝาก ระหว่างที่แม่ไปขายของในตัวเมืองแล้วขากลับเจอร้านขายอยู่ข้างทางพ่อกับแม่เลยจอดรถจะลงไปซื้อให้แก แล้วน้องเขาไม่เคยเห็นก็เลยลงตามไปดูด้วย พอบอกว่านี่เป็นของชอบของแกนะ น้องเขาเล่นเหมาซะหมดร้านเลย” แม่เล่าออกมาพร้อมกับพยักพเยิดไปทางท้ายกระบะที่ยังมีทั้งถุงและกระสอบอยู่เต็มรถ

          “อันที่ยังไม่ได้เฉาะน้องเขาก็ซื้อมาด้วย บอกกับพ่อด้วยนะว่าจะให้พ่อสอนเฉาะ” แล้วพ่อก็เข้ามาเสริมทันทีหลังจากที่ยกของลงแล้วกลับมายกของที่ยังเหลืออยู่

          แต่เดี๋ยวนะ... ไอ้นี่มันก็ไม่ได้ถูกเลยนะที่จะเหมามาหมดร้านน่ะ!

          “แม่บอกว่ามันต้องปลอกก่อนถึงจะกินได้ เพราะฉะนั้นพี่ปลอกให้ผมกินบ้างนะ ผมอยากลองกินดู อยากรู้ว่าทำไมพี่ถึงชอบ” แล้วเสียงทุ้มของคนที่เหมาของที่ผมชอบมาจนหมดร้านก็ดังมาจากข้างหลังให้ผมได้หันไปมองทันที

          ถ้าอยากลองกินดูหรืออยากรู้ก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาจนหมดร้านก็ได้ป่าววะ ซื้อมาแค่สี่ห้าถุงผมว่ายังเยอะเลย จะเอามาทำไมเยอะแยะเดี๋ยวก็กินไม่ทันมันก็เน่ากันพอดี

          “ได้ยินมาว่าพี่ชอบกินของสูง ผมก็เลยอยากให้พี่กินอิ่มจนหนำใจ”

          ไอ้ลูกตาลเฉาะน่ะนะ!








ThaRat Talk
          เพิ่งรู้นะเนี่ยยยย ว่าครูพายชอบกินของสูงงง สูงอย่างเซอินรึเปล่าคะครูพายย แต่ตอนนี้ก็รู้สึกเขินแทนครูพายนะ ไปนอนจ้องหน้าลูกครึ่งแบบนั้นไม่รู้สึกเขินบ้างรึไง ถ้าจู่ๆเซอินลืมตาขึ้นมาแล้วสบตากันพอดีครูพายจะทำยังไง ไม่เขินเหรอนี่แค่คิดก็ฟินแทนแล้ววว
          เซอินก็นะ เล่นซื้อของที่ครูพายชอบมาซะหมดร้านเลย คิดอะไรกับเขาป้ะเนี่ย ทำไมถึงเอาใจขนาดนี้





ADD FAV. <Click Pic>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น