เกิดใหม่เป็นองค์ชายในนิยายเล่มโปรด (Yaoi,ฮาเร็ม)

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2 พึ่งมีหนึ่งซีนแต่ดันโดนยาพิษซะงั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,379
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 271 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

ตอนที่ 2
พึ่งมีหนึ่งซีนแต่ดันโดนยาพิษซะงั้น


       หลังจากที่ฮานึลคิดได้ว่าตนลืมขันทีคนสนิทอย่างขันทีจงไว้ที่ลานฝึกก็รีบกลับหลังหันเตรียมจะเดินออกไปตาม หากแต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะเห็นชายแก่ชุดเขียวกำลังวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา ซึ่งนั่นก็คือขันทีจงนั่นเอง พอเห็นอีกฝ่ายตามกลับมาแล้วเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินกลับเข้าห้องเพื่อกินข้าวเช้าที่มีคนเตรียมไว้ให้ 

"แฮกๆ องค์ชายบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!!" ขันทีจงที่พึ่งมาถึงถามออกมาอย่างลนลานและหอบเล็กน้อยพลางมองสำรวจรอบๆตัวองค์ชายของตนแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อีกฝ่ายนั่งกินข้าวอย่างสบายใจไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย

"โอ้ย พึ่งนึกได้หรือไงขันทีจงถ้าหากว่ามีแผลนะ ป่านนี้ข้าเลือดหมดตัวตายไปแล้วมั้ง..." ฮานึลว่าแล้วจึงก้มหน้ากลับมากินข้าวต่อ พร้อมกับยื่นน้ำให้ชายแก่ตรงหน้ากินดับกระหาย ขันทีจงรับน้ำไปดื่มรวดเดียวจนหมดจากนั้นก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อนเพราะอายุที่มากแล้วการวิ่งแบบไม่คำนึงถึงสังขารเมื่อครู่ทำเอาหน้ามืดไปพักใหญ่ 

ฮานึลนั่งกินอาหารจนอิ่มและมองหาน้ำดื่ม แต่ก็คิดได้ว่าตนพึ่งจะยกน้ำทั้งหมดให้ขันทีจงดื่มไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงแค่น้ำชาอินทผลัมอยู่หนึ่งถ้วย เขายักไหล่อย่างช่วยไม่ได้พลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มตบท้ายด้วยการหยิบเนื้ออินทผลัมในก้นถ้วยมากินด้วยความอร่อย 

"องค์ชายวันนี้ทรงเจริญอาหารยิ่งนัก"ขันทีจงว่าพลางเรียกนางในให้มาเก็บสำรับอาหารออกไป

"อะฮึ่ม พอดีข้ากลัวคนครัวจะเสียน้ำใจน่ะ แค่กๆ อึก ขะ..หาย ใจไม่ออก..."ฮานึลว่าก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างจับที่ลำคอของตน นอกจากจะหายใจไม่ออกแน่นหน้าอกแล้วยังรู้สึกร้อนที่ลำคอไปหมด เขาโดนวางยาพิษแน่ๆ ไม่ทันระวังตัวจนได้ ถึงจะเป็นแค่ตัวประกอบบางๆแต่ก็ยังเป็นถึงองค์ชาย เพราะงั้นคนที่หวังจะกำจัดย่อมมี ยิ่งวันนี้เขาไปคุยดีๆกับรัชทายาทผู้มีศัตรูรอบตัว ก็ต้องโดนลูกหลงเป็นธรรมดา พิษนี่กำลังจะฆ่าเขาสินะ...

"องค์ชาย!! อาการแบบนี้ท่านโดนวางยาพิษหรือพ่ะย่ะค่ะ!!" ขันทีจงถามอย่างตกใจเมื่อเห็นองค์ชายของตนหายใจติดขัดและยกมือมากุมที่คอ

"อึก แค่กๆ คะ คงงั้น..." ฮานึลว่าพลางนอนลงอย่างหมดเเรง นี่เขากำลังจะตายอีกรอบงั้นหรอ เขามองเพดานด้วยสายตาเลือนลางก่อนทุกอย่างจะดับวูบไป

       ขันทีจงเมื่อเห็นว่าองค์ชายของตนสลบไปแล้วก็หน้าตื่นลุกขึ้นวิ่งไปตามหมอหลวงด้วยความเร็วที่ชายแก่คนนึงจะวิ่งได้ พร้อมกับตะโกนไปตามทางว่าองค์ชายฮานึลโดนวางยาพิษ เขาวิ่งมาจนถึงห้องยาของหมอหลวงหากแต่ไม่มีหมอหลวงอยู่เหลือแค่เด็กห้องยาสองสามคนเท่านั้น

"หมอหลวง!! หมอหลวงไปไหน" ขันทีจงถามด้วยความร้อนใจ และได้คำตอบว่าหมอหลวงอยู่ตำหนักพระสนมเยจินผู้เป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ฝ่ายซ้ายขุนนางโจกอนอู ตระกูลโจนั้นขันทีจงเองก็เคยได้ยินข่าวมาว่าขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมทั้งตระกูล ถ้าหากว่าตนพรวดพราดเข้าไปขอตัวหมอหลวงมีหวังอาจไม่รอดกลับไปหาองค์ชายเป็นแน่ ขันทีจงเดินวนไปวนมาอยู่ที่ทางเข้าตำหนักของสนมเยจินด้วยความร้อนรนพลางชะเง้อคอมองหาหมอหลวงด้วยหวังว่าให้ออกมาโดยเร็ว

       รัชทายาทฮยอนอินที่พึ่งเสร็จจากการฝึกซ้อมกำลังเดินกลับตำหนักของตนกับองค์รักษ์ส่วนตัว ขณะที่กำลังจะเดินผ่านท่างเข้าตำหนักสนมเยจินสายตาคมก็เหลือบไปเห็นขันทีจงกำลังยืนชะเง้อมองเข้าไปในตำหนักอย่างกระวนกระวาย 

"นั่นใช่ขันทีจงคนของฮานึลหรือไม่เซอู" ฮยอนอินหันไปถามองค์รักษ์ข้างตัว อีกฝ่ายพยักหน้ายืนยัน ฮยอนอินเดินเข้าไปหาขันทีจงด้วยความสงสัยแปลกใจว่าทำไมถึงได้มายืนอยู่ที่หน้าตำหนักของสนมเยจิน เมื่อเดินเข้าไปจนถึงตัว ขันทีจงที่รู้ตัวก็หันมามองก่อนจะปล่อยโฮน้ำตาแตกออกมา

"องค์รัชทายาทได้โปรดช่วยองค์ชายฮานึลด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฮือออ..."ขันทีจงบอกออกมาพลางยกมือเช็ดน้ำตาป้อยๆ

"เกิดอะไรขึ้นกัน เหตุใดเจ้าถึงมายืนอยู่หน้าตำหนักของพระสนมเยจินได้" ฮยอนอินถามออกมา

"ฮึก...กระหม่อมมาตามหาหมอหลวง แต่ไม่กล้าเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ"

"หมอหลวง? องค์ชายของเจ้าเป็นอะไร บาดเจ็บเพราะดาบงั้นหรอ...แต่ข้าเห็นว่าเขาหลบได้นี่" ฮยอนอินถามพลางขมวดคิ้วน้อยๆอย่างไม่เข้าใจ

"ยาพิษพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายฮานึลถูกวางยาพิษ!!" ขันทีจงว่า

"ยาพิษงั้นหรอ...ข้าจะเข้าไปตามหมอหลวงเองเจ้าไปรอที่ตำหนักของฮานึลเถิด"  ฮยอนอินว่าก่อนจะเดินหายเข้าไปในตำหนักของพระสนมเยจิน ขันทีจงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างดีใจและรีบวิ่งกลับไปที่ตำหนักขององค์ชายฮานึลทันที

       ทางด้านฮยอนอินได้เดินเข้าไปในตำหนักของสนมเยจินเพื่อขอเชิญตัวหมอหลวงไปรักษาให้ฮานึล เขาเดินตรงดิ่งไปด้วยความร้อนใจและนึกโทษตนเองไปด้วย เพราะไม่ว่าใครก็แล้วแต่หากมีท่าทีหรือคิดจะสนับสนุนเขา มักถูกจบชีวิตลงด้วยการถูกฆ่าหรือการโดนวางยาพิษ ครั้งนี้ก็เช่นกันเป็นเพราะองค์ชายฮานึลน้องชายต่างมารดามีท่าทีเหมือนจะไม่เข้าฝ่ายคนเลวตอนคุยกัน พวกมันถึงได้คิดจะกำจัดเด็กที่อายุเพียงแค่18ปีเท่านั้น 

"องค์รัชทายาทท่านอย่าเข้าไปด้วยตัวเองเลย ให้กระหม่อม..." เซอูองค์รักษ์   ข้างกายว่าแต่ก็โดนขัดด้วยเสียงเปิดประตูออกมาของหมอหลวงซะก่อน       ฮยอนอินหยุดเดินและกล่าวเชิญตัวหมอหลวงให้ไปรักษาฮานึลอย่างเร่งรีบ...

3วันต่อมา


       ฮานึลที่นอนเป็นผักมาตลอด3วันค่อยๆรู้สึกตัวขยับตัวด้วยความอ่อนแรง ก่อนจะลืมตาตื่นในที่สุดเพราะได้ยินเสียงคนคุยกันรอบๆ เขาลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่เจอก็คือใบหน้าของหญิงสาวใส่ชุดฮันบกร้องไห้น้ำตาหยดใส่หน้าเขาเปาะแปะ ในใจของเขาตอนนี้สั่นกลัวไปหมดการรอดตายคราวนี้ทำให้เขาเห็นผีงั้นหรอ เขากระพริบตาสี่ห้าทีเพื่อปรับสายตาตัวเองให้เป็นปกติก่อนจะพยายามลุกขึ้นนั่งเพราะรู้สึกว่าหลังเริ่มเปียกจากการนอนเป็นเวลานาน เขาพยายามลุกขึ้นนั่งอยู่นานแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเเขนขาอ่อนแรงไปหมดจนหญิงสาวตรงหน้าช่วยพยุงให้ลุกได้ 

"อ่าา ขอน้ำหน่อยได้มั้ยครับ..."เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเบาจนแทบไม่ได้ยิน 

"นี่น้ำพ่ะย่ะค่ะพระสนม" ขันทีจงที่นั่งอยู่ใกล้ๆยื่นน้ำมาให้หญิงสาวที่พยุงเขาอยู่ หากขันทีจงเรียกอีกคนว่าพระสนม งั้นคนตรงหน้าเขาก็คงจะเป็นพระสนมอีฮวาผู้เป็นแม่ในนิยายบทของสนมอีฮวาก็ไม่ได้มีมากนักพอๆกับฮานึลเสียด้วยซ้ำเพราะออกมาแค่ฉากเปิเดเรื่องและก็ไม่โผล่มาอีกเลย นางยื่นน้ำให้เขาดื่มจนหายกระหายน้ำแล้วจึงส่งคืนไปให้ขันทีจงซึ่งรอรับไปเก็บ ฮานึลเมื่อได้ดื่มน้ำดับกระหายแล้วก็เริ่มมีแรงขึ้นมาบ้าง เขาขยับตัวออกมาเล็กน้อยเพื่อนั่งด้วยตัวเอง

"ขันทีจงออกไปก่อน"พระสนมอีฮวาสั่ง ขันทีจงได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆเดินหายออกไป เหลือแค่เพียงสองแม่ลูกเท่านั้น พระสนมอีฮวาจัดว่าเป็นคนที่งามมากคนหนึ่ง หากแต่ตอนนี้กลับมีแต่น้ำตานองเต็มหน้าเพราะลงบุตรชายเพียงคนเดียวของนางพึ่งจะถูกวางยาพิษไปเมื่อสามวันก่อนจนตอนนี้ก็พึ่งจะพื้นคืนมา นางร้องไห้พลางใช้มือตีไปที่บุตรชายของตัวเอง...

"แม่บอกเจ้าแล้วว่าหลังจากงานเลี้ยง พอรุ่งเช้าให้หนีไปขึ้นเรือและหายไปแบบเงียบๆ เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่!!ฮือออ" พระสนมอีฮวาพูดพลางร้องไห้ไปพลาง 

       ฮานึลเมื่อได้ยินดังนั้นถึงได้เข้าใจว่าธุระที่ฮานึลคนเก่าต้องไปคือการหนีออกจากเมืองหลวง เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมนักเขียนถึงไม่ได้กล่าวถึงฮานึลอีกหลังจากฉากเปิดเรื่อง นั่นคงเป็นเพราะว่าตัวฮานึลได้ขึ้นเรือหนีออกไปเรียบร้อย แต่พอเขาได้มาแทนกลับกลายเป็นว่าไม่ได้ไปขึ้นเรือตามกำหนดเดิมแถมยังเพิ่มซีนให้ตัวเองจนโดนวางยาพิษเกือบตายซะงั้น เรียกสั้นๆว่าหาเรื่องใส่ตัวนั่นเองเป็นซีนที่แย่มากจริงๆ...

"ข้าทิ้งท่านไว้ที่นี่คนเดียวไม่ได้เสด็จแม่ หากท่านเป็นอะไรไปข้าจะอยู่ยังไง..." ฮานึลบอกออกมา

"แม่อยากให้เจ้าไป อยู่ที่นี่มีแต่คนคิดแต่จะแก่งแย่งชิงดีและเข่นฆ่ากัน"

"แต่การหนีไปมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ข้าคิดว่าเราควรจะช่วยกันทำให้พวกคนเลวหมดไป หากข้าหนีเอาตัวรอดคนเดียวแล้วราษฎร์ที่กำลังลำบากเพราะโดนคนเลวพวกนั้นกดขี่เล่าจะทำอย่างไร ข้าทิ้งพวกเขาไม่ได้..." ฮานึลตอบตามสิ่งที่คิดในใจออกมา เพราะคนพวกนั้นทำแต่ความชั่วรังแก่คนบริสุทธิ์และอ่อนแอกว่าขนาดแค่อ่านเขายังโกรธจนทำอะไรไม่ถูก ในเมื่อเขามีโอกาสจะแก้ไขได้ก็จะไม่ยอมหนีไปเหมือนฮานึลคนนั้นเด็ดขาด 

เมื่อได้ยินถึงสิ่งที่บุตรชายคนเดียวของตนบอกพระสนมอีฮวาก็คิดตามและพยักหน้ายอมรับในที่สุด การที่เห็นปัญหาแต่ไม่ลงไปช่วยก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นคนทำเอง นางมองหน้าบุตรชายด้วยความตื้นตันใจและรู้สึกภมูิใจเหลือเกินที่องค์ชายฮานึลลูกของนางนั้นเป็นคนดีคิดถึงผู้อื่น

"หากจะอยู่ก็จงระวังตัวไว้ เพราะหากเจ้าเป็นอะไรไปแม่ก็คงทำใจไม่ได้" พูดจบก็สวมกอดบุตรชายของตนแน่นก่อนจะเดินออกไปโดยไม่ทันได้เห็นรัชทายาทฮยอนอินที่ยืนหลบอยู่ข้างประตู

       ฮยอนอินเมื่อได้ยินว่าน้องชายต่างมารดาของตนฟื้นจากการโดนวางยาพิษแล้ว ก็รีบรุดไปหาที่ตำหนักทันทีและบังเอิญมาทันที่จะได้ยินสองแม่ลูกคุยกันตั้งแต่ต้นจนจบ หากเป็นอย่างที่เขาได้ยินนั่นก็เเสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ต่อสู้คนเดียวราชวงศ์นี้ยังไม่สิ้นคนดี แต่ก็ทำให้เขาประหลาดใจมากทีเดียวเพราะเด็กที่เอาแต่เที่ยวเล่นแบบองค์ชายฮานึลจะสนใจบ้านเมืองและราษฎร์ หรือความจริงแล้วเด็กคนนี้อาจจะแอบเรียนรู้มาตลอดแต่ไม่อยากตกเป็นเป้าก็เป็นได้... 

"ขันทีจงกลับมาแล้วหรอ ข้าอยากอาบน้ำจะแย่เหนียวตัวไปหมดแล้ว" 

       ฮานึลพูดออกมาเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาทั้งๆที่ยังนั่งหันหลังอยู่ เขารู้สึกเหนียวตัวไปหมด ถึงอากาศจะไม่ได้ร้อนมากแต่การที่โดนเอาผ้าห่มมาถมๆตัว ตลอดสามวันคือการอบดีๆนี่เอง เหงื่อไม่ออกจนตัวเปียกก็ไม่รู้จะว่ายังไง 

"เกรงว่าเจ้าจะยังไม่ได้อาบน้ำ...เพราะข้าไม่ใช่ขันทีของเจ้าหรอกนะ" ฮยอนอินพูดขึ้นมา ทำเอาคนที่กำลังหันหลังอยู่สะดุ้งสุดตัวและรีบหันกลับมามองผู้มาเยือน 

"เห้ย..เอ่อ องค์รัชทายาท อึก..." ฮานึลตกใจจนรีบลุกขึ้นยืนกระทันหันและลืมไปว่าตนยังไม่มีแรงมากนักทำให้หน้ามืดทรุดลงนั่งอีกรอบ ฮยอนอินเห็นคนป่วยทรุดตัวลงก็รีบเข้าไปดูอาการอย่างกังวล

"อย่าพึ่งรีบลุกเจ้าพึ่งพื้นตัว มา...เดี๋ยวข้าช่วย" ฮยอนอินเสนอตัวพลางพยุงฮานึลให้นั่งในท่าที่สบายมากขึ้นกว่าเก่า

"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท" ฮานึลว่า

"พูดเเบบที่เจ้าพูดเมื่อสามวันก่อนเถอะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอกแล้วอาการเจ้าเป็นยังไงบ้าง"

"ข้าดีขึ้นแล้วครับ...ท่านพี่" 

"เรื่องที่เจ้าโดนวางยาพิษข้าลองให้คนไปตรวจสอบดูแล้ว ยาพิษนั่นอยู่ในชิ้นเนื้ออินทผลัมที่เจ้ากินเข้าไป" ฮยอนอินพูดบอกด้วยสีหน้าเครียดๆ 

"อยู่ในอินทผลัมงั้นหรอ...ลืมสังเกตุไปได้ยังไงนะ" ฮานึลพึมพำเสียงเบา เขาลืมไปซะสนิทว่าพวกยาพิษส่วนใหญ่มักมาในผลไม้อบแห้ง เนื้ออินทพลัมในน้ำชาก็เช่นกัน แล้วอินทพลัมเองเขาก็เคยเห็นในซีรีย์เรื่องนึงถูกเอาไปใช้อาบยาพิษเหมือนตอนนี้ไม่มีผิด เขาประมาทเกินไปจริงๆ

"เรารู้ว่ามียาพิษในอินทผลัมแต่ก็ยังไม่รู้ตัวคนบงการอยู่ดี เจ้าคิดว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังในการวางยาพิษเจ้าหรือไม่?" 

"ข้านึกไม่ออก...ในวังนี้มีแต่คนคอยคิดจะเข่นฆ่ากันทุกวัน ไม่รู้ว่าจิตใจทำด้วยอะไรถึงได้ฆ่าคนเป็นผักปลาเช่นนี้" ฮานึลตอบออกมาตามตรง เพราะเขาเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับตนเองมากนักในนิยายก็ไม่ได้พูดถึง มันจึงเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะชี้ตัวคนทำได้จับมือใครดมไม่ได้เลย

"ข้า...คิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะข้าเข้าไปทักเจ้าวันนั้น"  รัชทายาทฮยอนอินบอกเขาเสียงเบา 

"ต่อให้ท่านพี่ไม่ทักข้าๆก็จะไปทักท่านอยู่ดี ไม่เช่นนั้นข้าจะไปที่ลานฝึกซ้อมทำไมกัน ทั้งๆที่ปกติไม่เคยเข้าไป..." เขาอธิบายบอกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจังกลัวอีกฝ่ายจะรู้สึกพิษที่ทำให้เขาโดนวางยาพิษ ทั้งๆทีความจริงแล้วเป็นความผิดของเขาเองมากกว่าที่พูดกลางลานฝึกว่าจะขออยู่ข้างความถูกต้องและสู้เพื่อราษฎร์ มันคงจะไปถึงหูพวกคนเลวที่มีชนักติดหลังิฝอยู่เลยคิดจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดยการฆ่าเขานั่นแหละ ติดอยู่ที่ว่าไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครนี่สิ

"แล้วเจ้าไปหาข้าทำไมกัน"

"ข้าก็แค่อยากสนิทกับท่าน..." ฮานึลบอกออกไปตามตรง

"อยากสนิทงั้นหรือ ทำไมกัน"ฮยอนอินถามกลับไปพลางเอียงคอมองน้อยๆคล้ายสงสัย

"ก็...ข้าอยากจะฝึกการต่อสู้เลยจะขอให้ท่านช่วยสอนให้" ฮานึลคิดหาข้ออ้างอยู่นานก็ได้คำตอบที่คิดว่ามีพิรุธน้อยที่สุด นั่นก็คือการขอให้อีกฝ่ายสอนการต่อสู้ให้ เป็นข้ออ้างที่ดีและยังได้ฝึกตัวเองไปในตัว

"ข้าไม่ได้เก่งขนาดสอนใครได้หรอกนะ...แต่เพื่อนข้าก็ไม่แน่" ฮยอนอินบอกออกมาก่อนจะได้รับสีหน้าหงอยๆของฮานึลกลับมา แต่ก็ทำตาวาวในประโยคถัดมา

"เพื่อนของท่าน...ราชองค์รักษ์ชินกีหัวหน้าหน่วยองค์รักษ์ดำแดง!!"ฮานึลอุทานออกมาเสียงดังพลางยิ้มดีใจอย่างออกนอกหน้า เพราะหัวหน้าหน่วยองค์รักษ์ดำแดงเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เขาชื่นชอบเป็นที่สุด ด้วยความเด็ดเดี่ยวแข็งแกร่งและรักพรรคพวกทำให้ตัวละครนี้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เขาอ่านเรื่องนี้ซ้ำๆ 

"เจ้าดีใจขนาดนั้นเชียว เห็นที่ข้าจะต้องให้เขาสอนเจ้าหนักเป็นพิเศษเสียแล้ว...เอาล่ะข้าคงต้องไปแล้วมีงานต้องจัดการ พรุ่งนี้ก็ไปที่ลานฝึกซ้อมได้เลย" ฮยอนอินว่าก่อนจะกลับออกไป หากฮานึลน้องชายต่างมารดาของเขาคิดจะต่อกรกับพวกคนเลวนั่น เขาจะต้องเตรียมตัวให้อีกฮานึลมีฝีมือพอจะสู้ปกป้องตัวเองและคนรอบข้างได้ ดังนั้นการส่งไปให้ราชองค์รักษ์ชินกีเพื่อนวัยเด็กของเขาสอนเป็นดีที่สุด...









       




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 271 ครั้ง

134 ความคิดเห็น

  1. #130 jkooktaev (@jkooktaev) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 19:02
    เรือบาปน่าสนใจแหะ แต่องครักษ์ก็ดูมีอะไรที่แบบ มุ้งมิ้งๆ (?)
    #130
    0
  2. #85 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 18:15
    สนุกกกก
    #85
    0
  3. #25 WandeeMangsri (@WandeeMangsri) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 22:26
    เปลี่ยนจาก"ครับ" เป็น "ขอรับ" น่าจะดีกว่านะคะ แล้วก็บรรยายลักษณะของตัวเอกทุกตัวละครให้ละเอียดกว่านี้นะคะ จะได้นึกภาพออก

    คหสต. นะคะ จะดีมากเลยค่ะ
    #25
    0
  4. #12 PopoRuru (@lokiza555) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:44
    โอ้ยยยยย สรุปพระเอกใครเนี้ยยย55555 พี่น้องกันก็โอเคนะ แต่ก็อยากรู้ว่าองครักษ์จะเป็นคนยังไง
    #12
    0
  5. #6 KingStar001 (@KingStar001) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:09
    สนุก รออ่านนะ
    #6
    0
  6. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:51

    เห็นเขาทำกัน ทำมั้ง...

    เม้นแรก!/กำลังไจแรก! เย้!!!

    นึกว่าน้องฮาน(นายเอก)กำลังถอดเสื้อ เตรียมตัวอาบน้ำ แล้วท่านพี่ก็เข้ามาเห็น น้องเลยตกใจและก็เขิน...โอ๊ย~ ไรท์ไม่ได้แต่งให้มันฟินอะไรมากมาย แต่เรากลับมโนเพิ่มเติมจนปวดกรามเพราะยิ้มมากไป...อะฮุ้ย~

    (ปล.คนปัญญาอ่อน2019...มันต้องมีคนคิดประมาณนี้แน่ๆ)
    #5
    0