(YAOI) Place bets. ห้วงรักอันตรายนายมาเฟีย

ตอนที่ 3 : รับประกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,971
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 119 ครั้ง
    28 ม.ค. 64

          ท้องฟ้าเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ คลื่นลมแรงก่อนหน้านี้สงบลงจนกลายเป็นคลื่นลูกเล็กๆ นักศึกษาทุกคนต่างทยอยลงเรือด้วยความดีใจ ผมเองก็ดีใจที่ไม่มีใครเป็นอะไร จะมีเจ็บตัวก็แค่พวกชายชุดดำกับคนร้ายที่ถูกจับมัดรวมกัน
          ทามะเดินมาหาผม สีหน้าละคนสงสัย 
          "ว่าแต่นายรู้ได้ไงว่าห้าคนนั่นคือคนร้าย"
          "ความต่าง...ปฏิกิริยามันชัดเจน หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป ถ้ารู้มีระเบิดอยู่ใกล้ๆ คิดได้อย่างเดียว ทำไงก็ได้ให้รอดจากตรงนี้ แต่ถ้าเป็นพวกที่ถูกฝึกฝนให้รับมือกับสถานการณ์เลวร้ายเป็นอย่างดี พวกเขาจะไม่วิ่งหนีสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าจุดไหนมีระเบิด หากวิ่งพลาดเหยียบเข้า ตู้ม! ตายหมู่"
          "อธิบายเข้าใจง่ายดี"
          เสียงคุ้นเคยแต่แฝงด้วยความเย็นชาดังใกล้ๆ ท่านยูคิที่ชายชุดดำต่างก้มหัวให้หยุดอยู่ตรงหน้าผมกับทามะ สายตาของเขายังนิ่งสยบทุกอย่าง 
          "รู้ตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ เพราะทุกอย่างจบแล้ว และผมก็กำลังจะกลับ"
          "ใครอนุญาต"
          ประโยคนั่นทำเอาคิ้วทั้งสองข้างผูกกัน คนตรงหน้ามองผมด้วยสายตาอ่านยาก แต่ที่ยากกว่าสายตา คือความคิดข้างใน
          "ผมต้องขออนุญาตคุณก่อนใช่มั้ยถึงกลับได้"
          "รึจะอยู่นี่เลยก็ตามใจ"
          ไม่ล่ะ ผมแค่ไม่เข้าใจ คนอื่นกลับได้แต่ผมกลับไม่ได้ ในเมื่อทุกอย่างจบแล้ว คนร้ายก็เจอตัวแล้ว สัญญาก็รักษาแล้ว อยู่ต่อจะมีประโยชน์อะไร อีกอย่าง...ถ้าใช้ชีวิตโดยมีน้ำล้อมรอบ ทุกวันคงเหมือนฝันร้าย
          "ผมจะกลับ"
          "ไม่ได้"
          "เหตุผล..."
          "คนร้ายยังไม่หมดแค่นี้"
          เกี่ยวกับผมยังไง สัญญาสิ้นสุดตั้งแต่เจอห้าคนนั่น เขาเองก็บอกว่าผมทำตามสัญญาไปแล้ว 
          "แต่ผมไม่ได้บอกจะหาตัวคนร้ายทุกคน คุณเองก็รู้"
          "นั่นสำคัญเหรอ"
          รึไม่สำคัญล่ะ 
          ทามะดึงแขนผมไว้กลัวจะทะเลาะจนบานปลาย ด้วยอำนาจในมือ เขาสามารถสร้างทุกอย่างได้ และเพราะอำนาจในมือ เขาก็สามารถทำลายทุกอย่างได้เช่นกัน
          "เข้าเรื่องดีกว่า ทำไมผมต้องอยู่"
          "จากความสามารถของนาย เราอาจเจอผู้บงการใหญ่เบื้องหลัง"
          หูไม่ได้ฝาดใช่มั้ย คนมีอิทธิพลระดับนี้บอกผมมีความสามารถ ยิ่งหาตัวคนร้ายไม่ต้องพูดถึง รวยระดับลูกน้องถือปืนคอยคุ้มกัน จะจ้างนักสืบมืออาชีพเป็นร้อยก็ยังได้ ขอแค่เขาเอ่ยปาก คร้านจะมีแต่คนเลียแข้งขา
          "ผมเป็นนักศึกษา ไม่ใช่นักสืบ"
          "นายเคยบอกแล้ว"
          ใช่ไง ก็บอกไปแล้ว หวังอะไรกับคนธรรมดาอย่างผม ผมไม่มีอะไรจะช่วยหรอก แค่เห็นน้ำเยอะๆ ก็ขาสั่น จะเอาแรงไหนไปจับคนร้าย
          "เอ่อ...ผมขอแทรกหน่อยครับ คือว่า...คุณถูกใจฝีมือการยิงธนูของรักคุณใช่มั้ย"
          ทามะถามอ้ำๆ อึ้งๆ แถมตอนนี้มายืนแอบอยู่ข้างหลังทั้งที่หมอนี่ก็สูงกว่าผมตั้งเยอะ
          "..."
          เงียบ แปลว่า ใช่
          ผมกรอกตามองบน ก่อนเบนสายตามองคนมีอำนาจเบื้องหน้า เขาคงไม่เอาฝีมือการยิงธนูของผมไปเทียบกับกระสุนปืนที่เขาใช้ประจำจนคล่องมือหรอกนะ
          "ท่านยูคิ ธนูเป็นเพียงอาวุธสุดแสนธรรมดาชนิดหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปก็รู้ว่ามันโบราณแค่ไหน เทียบกับอนุภาพของปืนที่พวกคุณใช้กันไม่ได้ด้วยซ้ำ"
          "แต่ธนูก็เป็นอาวุธที่ทรงพลังและร้ายกาจ เป็นเพชรฆาตเงียบที่สังหารศัตรูไม่รู้ตัว"
          เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเราสองคน แสงสว่างของพระอาทิตย์เริ่มต่ำคล้อย คนในเรือรอการมาของผมและทามะเพื่อออกเดินทาง แต่สายตาแห่งความเยือกเย็นเริ่มแผ่ขยาย ไม่ได้กดดันผม แต่กดดันคนรอบตัว ทามะเองยิ่งกำแขนผมแน่นขึ้น ถ้าซุกตัวได้คงรีบทำ
          "คุณทำคนอื่นกลัว"
          "แต่นายไม่กลัว"
          "รู้ได้ไง บางทีผมอาจจะกลัวจนตัวสั่นแล้วก็ได้ แต่ช่างเถอะ...ยังไงผมก็ต้องกลับ ทริปเที่ยวก่อนจบการศึกษาหมดเวลาแค่นี้ หวังว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก"
          "..."
          "ลาก่อน...ท่านยูคิ"
          "อย่าทำให้ฉันต้องบีบ..."
          กระแสเสียงน่าขนลุกทำเอาทุกคนเงียบสนิท เสียงจอแจและรอยยิ้มหายไปชั่วพริบตา ทามะทรุดตัวนั่งหลบอยู่ข้างหลังอย่างหมดแรง เหลือแค่ผมกับเขาประจันหน้าไม่อ่อนข้อ
          "ท่านยูคิ คุณก็น่าจะเข้าใจดี ผมเป็นแค่นักศึกษา ผมไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณ จริงอยู่...ตอนนี้ผมอาจมีผลงานให้คุณชื่นชม แต่หลังจากนั้นล่ะ ใครจะรับประกันว่าคุณจะไม่เขี่ยผมทิ้งเมื่อหมดประโยชน์"
          "ต้องการอย่างนั้น?"
          "..."
          สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดเส้นผมพริ้วไหว นกฝูงใหญ่บินผ่านน่านฟ้า แสงอาทิตย์ฟ้าครามเหมือนบอกเวลาความสุขแห่งค่ำคืนกำลังมายืน
          "ฉันรับประกัน นายจะไม่ถูกเขี่ยทิ้งแม้หมดประโยชน์"


          ทามะโบกมือลา แต่ก่อนจะไปเขากลับยื่นสิ่งนี้ใส่มือผม พร้อมกำชับให้เก็บมันไว้ใกล้ๆ อย่าให้ห่างจากตัว
          ต่อให้ไม่บอกผมก็ทำอยู่แล้ว เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตผม
          คันธนูพร้อมลูกถูกกำแน่น สัญลักษณ์ของความรักและความเชื่อมั่น ถูกถ่ายทอดจากคนที่ไม่อาจหวนกลับคืนมา แต่สิ่งล้ำค่ายังคงอยู่แม้คนสอนจะจากโลกนี้ไปนานก็ตาม
          "ไปได้รึยัง"
          น้ำเสียงนิ่งราบเรียบ แต่ยังคงแข็งกระด้างของคนร่างสูงทำให้คนฟังเริ่มชินชา ผมเดินตามหลังเขาและลูกน้องขึ้นรถ จุดหมายปลายทางคือที่ไหนคงแล้วแต่เจ้าตัวจะพาไป
          รถยนต์หลายสิบคันขับนำและขับตามท้าย มาตรการป้องกันสุดอลังมองยังไงก็คือความอึดอัด เพราะเป็นมหาเศรษฐีจึงต้องมีคนคอยคุ้มกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มาอยู่บนเกาะในพื้นที่หมื่นกว่าไร่ดูจะตัดขาดจากโลกภายนอกไปหน่อย
          สำหรับผมไม่ใช่ประเด็นซะทีเดียว ขอแค่ห่างจากทะเล อัตราการเต้นของหัวใจก็กลับมาคงที่
          "ถึงแล้ว"
          ผมตื่นจากห้วงความคิด ก้าวเท้าออกจากรถเจอคฤหาสน์ขนาดมหึมาตรงหน้า ตึกเรียนผมยังไม่ใหญ่เท่านี้เลย 
          สาบานว่านี่คือบ้าน...
          "ผมต้องอยู่นี่กี่วัน"
          "จนกว่าจะหาผู้บงการรายใหญ่พบ"
          คำตอบที่ได้รับไม่ตรงใจคนฟังเท่าไหร่ สองเท้าก้าวเดินตามเจ้าของบ้านเข้าไปในตัวคฤหาสน์ ต่อให้เห็นอะไรก็ไม่ตกใจแล้วล่ะ 
          "ผมต้องกลับไปส่งวิจัยก่อนจบการศึกษา คงจะอยู่นานไม่ได้"
          "อยากกลับเร็วก็หาให้เจอ ยิ่งเจอเร็วเท่าไหร่ ประโยชน์ก็เป็นของนาย"
          "ผมจะอยู่แค่สามวัน หลังจากนั้นคุณก็จ้างนักสืบ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ผมแนะนำให้"
          "ถ้ามันง่าย ฉันคงไม่พานายมา"
          เขาเดินเข้าหาก่อนยื่นปลายนิ้วจับข้อมือผมชูขึ้น คันธนูขนาดใหญ่โชว์เด่นอยู่เบื้องหน้า สายตาเย็นชายังคงนิ่งไม่มีการตอบสนองใดๆ
          "ถ้าคุณอยากได้ ผมจะยกให้"
          ใช่ มันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะมันคือของดูต่างหน้า
          "ทิ้งได้ลง?"
          คำถามบาดอารมณ์คนฟังยังคงไม่ปรานี ทิ้งลงหรือไม่มันไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ตอนนี้ หากเขาต้องการ ผมเชื่อ...เขาต้องเก็บรักษาของที่อยากได้เป็นอย่างดี 
          แต่ผมก็ไม่อยากโกหกความรู้สึกตัวเอง
          "ไม่..."
          "งั้นก็เก็บไว้...จะมีค่าหรือไม่อยู่ที่คนใช้"
          "..."
          "ถ้านายไม่ใช้ จะมีประโยชน์อะไร"
          นั่นสิ เขาอาจเก็บรักษาอย่างดี แต่ผมคงเหงามากหากไม่มีมัน
          "คุณชื่ออะไร"
          ปลายคางเชิดขึ้นอย่างคนถือดี ความกล้านั่นไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหน แต่ความรู้สึกบอกย้ำกรายๆ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่เศรษฐีธรรมดา คนตาบอดยังรู้เลย เขาต้องมีเบื้องหลังบางอย่าง
          "ยูคิมิยะ เออร์เกรน ผู้นำสาขาตะวันตกเฉียงใต้"
          เออร์เกรน...
          ดวงตาสองข้างเบิกกว้าง หูอื้อไปชั่วขณะ ก่อนเท้าทั้งสองจะถอยห่างอย่างลืมตัว
          "คุณ...เป็นมาเฟีย"
          เขาคือคนที่ถูกพูดถึงตอนนั้น!
          "จะทำอะไร"
          เสียงเย็นเยือกกดต่ำแทบอยู่ในลำคอ ปืนหลายสิบกระบอกเล็งมาข้างหน้า ปฏิกิริยาตอบสนองไวจนสมองสั่งการไม่ทัน สาเหตุของการถูกล็อกเป้านั้น เป็นเพราะลูกธนูเองก็เล็งเป้าหมายอยู่เหมือนกัน
          "อย่าเข้ามา ไม่งั้นผมยิง"


          #ติดตามความเคลื่อนไหวที่เพจ นิยายวาย-Yaoi นะจ๊ะ ;)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 119 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น