(YAOI) Place bets. ห้วงรักอันตรายนายมาเฟีย

ตอนที่ 21 : พันธมิตรจากต่างแดน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 776
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    19 ก.พ. 64

          "รักคุณ ไป!"
          ผมถูกพี่คานกับพี่อินพาออกตัววิ่ง ประตูเหล็กหลังอุโมงค์บานหนาถูกผลักออกด้วยกำลังขององครักษ์สองคนจนมันชนผนังด้านนอกอย่างแรง พละกำลังมากขนาดนี้ไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้ชายแค่สองคน
          "ท่านยาย!"
          น้ำตาทำท่าจะร่วงอ่อขึ้นมาจนภาพเบื้องหน้าพร่าเบลอ เด็กและคนชราทั้งหมดที่ผมเจอในอุโมงค์ต่างคุกเข่าแนบพื้นกันหมด
          "องค์ชาย...อย่าหันกลับมา!"
          ภาพสุดท้ายก่อนประตูบานหนาจะถูกปิดกลับคือภาพคุณยายก้มหมอบกับพื้น จากนั้นเสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ไล่ตามหลังมาติดๆ กระสุนนัดแล้วนัดเล่าดังลอดออกมาจากอุโมงค์
          "เดี๋ยวก่อน! แล้วพวกเขาล่ะ ท่านยาย ท่านยายกับคนอื่นๆ อยู่ที่นั่น!"
          เสียงโวยวายยิ่งดังเท่าไหร่พี่คานกับพี่อินยิ่งกระชากลากถูมากเท่านั้น ภายในใจของผมร้อนรนยากแสนจะสงบ มันแผดเผาทุกๆ ส่วนของร่างกายให้ระอุคล้ายอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง น้ำตาอุ่นร้อนไหลลงผ่านแก้มเหมือนโดนลวก พลันรู้สึกเจ็บปวดสะท้านจนต้านไม่ไหว 
          "หยุดก่อน"
          เสียงแผ่วจางหายไปในอากาศ แม้ออกแรงตะเบ็งเสียงแต่กลับเหมือนไม่มากพอ กำลังแขนและขาด้านชาจนเริ่มจะอ่อนแรง ถ้าผมหนีออกมา คนที่เหลือจะทำยังไง ทหารของจอมพลเหลียงต้องทำร้ายพวกเขาแน่ เพื่อให้พวกเขาสารภาพทุกอย่าง วิธีทรมานต่างๆ จะต้องถูกขุดขึ้นมาใช้ ความอำมหิตจากเครื่องทรมานต้องทำให้พวกเขาเจ็บปวดเจียนตาย 
          "เราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้"
          พี่คานโอบผมไว้พลางก้มตัวต่ำพาวิ่ง จากด้านหลังไกลๆ ทหารสี่ห้านายผลักประตูและยิงสกัดพวกเราไว้ อาวุธหนักนำมาใช้กับคนทั่วไป ช่างไม่มีจิตสำนึกของความเป็นคน
          "เราทำได้มากกว่านี้ ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การปล่อยให้พวกเขาไว้อย่างนั้น"
          ผมโต้กลับ เพราะรู้ว่าบางสิ่งยากต่อการรับไหว และตอนนี้หัวใจของผมก็รับไม่ไหวเช่นกัน มันเหมือนมีรอยปริร้าว และพร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อหากมีบางอย่างกระทบเพียงนิดเดียว
          "เราจะไปจากที่นี่ภายในครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นค่อยวางแผนใหม่อีกที"
          พี่อินดึงปืนที่เหน็บอยู่ด้านหลังออกมายิงโต้กลับ ทหารที่ตามมาถูกกระสุนเจาะเข้ากะโหลกฟุบล้มลงไปสองนาย
          "ผมหนีไปแบบนี้ไม่ได้!"
          เรี่ยวแรงทั้งหมดถูกใช้ไปกับการหาทางออกจากการเกาะกุม แต่กำลังแขนและมือขององครักษ์ที่เออร์เกรนส่งมามากมายจนต่อให้ดิ้นให้ตายยังไงก็ไม่หลุด แต่แขนขาผมคงข้อหลุดไปซะก่อน 
          "รักคุณ เราจะไม่เสี่ยง คิดดูสิ...ถ้ารักคุณเป็นอะไรไป แล้วประชาชนที่เหลือพวกเขาจะพึ่งใคร"
          ผมชะงักไปชั่วครู่ พี่อินพูดถูก หากผมเป็นอะไรไปสักคนพวกเขาคงหมดกำลังใจ แต่ถ้าพวกเขาถูกสังหาร คิดว่าผมยังจะมีหน้ากลับมาที่นี่ได้อีกเหรอ ผมจะทำหน้ายังไงเวลาพวกเขามองมา กี่ชีวิตแล้วที่ต้องสังเวย กี่ชีวิตที่ต้องเสียเปล่า ให้ผมทนดูพวกเขาตาย หัวใจของผมรับไม่ได้ขนาดนั้น ชั่วชีวิตของผมทำไมต้องให้ใครมาเสียสละ ทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นของตัวเอง ทำไมต้องยกให้คนอื่น 
          "ผมอยากจะอยู่เคียงข้างพวกเขา"
          เสียงสั่นเครือจากประชาชนมันกำลังเรียกร้องร่ำไห้ พวกเขากำลังเผชิญความเจ็บปวด กำลังต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาเป็นประชาชนของผม เป็นราษฎรของผม ผมจะทิ้งพวกเขาได้ยังไง!
          "รักคุณอยู่ในใจพวกเขาเสมอ" 
          พี่อินก้มมองนาฬิกาแล้วเอ่ยบางอย่างออกมา
          "ใกล้ถึงเวลาแล้ว"
          เวลาอะไร...
          "องค์ชายสามอยู่ตรงนั้น!"
          ยังไม่ทันถามก็มีเสียงทหารนายหนึ่งตะโกนเรียกพรรคพวกของตน ทหารหลายสิบนายกำลังกระจายกำลังตีวงล้อมพวกเรา 
          เหตุการณ์เริ่มแย่ลงทุกขณะ สีหน้าเคร่งเครียดฉายชัดบนหน้าองครักษ์ทั้งสอง พี่คานกับพี่อินรีบพาผมหลบเข้าซอกตึก และยิงตอบโต้ทหารที่ไล่ตามมา สติที่กำลังจมดิ่งในความทุกข์เริ่มกลับมาปกติ ใช่ ถ้าผมยังไม่รีบข่มความกลัว สมองจะคิดหาทางรอดใดๆ ไม่ได้เลย ผมต้องเข้มแข็ง ต้องเยือกเย็น ทุกอย่างต้องอยู่ในการควบคุม ไม่ใช่แค่ราษฎรเป็นอันตราย ถ้าผมยังเอาแต่ดึงดัน ผมจะกลายเป็นฆาตกรเลือดเย็นส่งคนที่หวังดีไปตาย 
          ดวงตาทั้งสองพลันสอดส่ายไปรอบตัว แถวนี้เป็นตึกเก่าทรุดโทรมทั้งแคบและไม่เหมาะแก่การหลบซ่อนเท่าไหร่ องครักค์ทั้งสองพาผมมาตรงนี้นั่นหมายความว่าจุดนัดพบอยู่ไม่ไกล
          "เออร์เกรนจะมาที่นี่เหรอ"
          พี่คานพยักหน้าตอบ เขาดึงปืนอีกกระบอกส่งให้
          "ไม่จำเป็นก็อย่าลังเล เวลานี้ชีวิตของรักคุณเปรียบเสมือนดวงใจของราษฎร ดูแลตัวเองให้ดี"
          ผมยิ้มก่อนยื่นมือรับอาวุธอันตราย กำมันไว้ในมือแน่น
          "เข้าใจแล้ว"
          ผมจะไม่ลังเล เพราะความลังแลของผมจะทำให้หลายชีวิตต้องเสียสละโดยไม่จำเป็น ความไม่จำเป็นเหล่านั้นผมจะตัดมันทิ้งให้หมด
          ระหว่างกำลังซ่อนตัวอยู่นั้น ผมกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่แขน เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาเป็นทางยาว
          "รักคุณ!"
          แสงแวววาวจากมุมตึกฝั่งตรงข้ามสะท้อนเข้าตา ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าการลอบโจมตีมากจากไหน กระสุนปริศนามานั่นทำเอาพี่อินกับพี่คานเบิกตากว้าง
          "หลบ!"
          พี่อินโน้มตัวลงบังผมไว้ ส่วนพี่คานยิงโต้กลับไป
          "วิ่ง!"
          เราทั้งสามพุ่งตัวไปข้างหน้า สุดปลายทางเป็นลานโล่งกว้างขนาดใหญ่ ทั้งสองต่างนำอาวุธยิงตอบโต้ทหารตลอดทางโดยให้ผมวิ่งนำ เสียงหวอดังสะท้อนแสบแก้วหู ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่นี่เป็นสนามกีฬาเก่า อัฒจันทร์ผุพังเก่าซอมซ่อถูกทิ้งไว้ไม่ได้รับการดูแล
          "เร็วเข้า อีกนิดเดี๋ยวจะถึงแล้ว!"
          พี่คานโยนปืนทิ้งเมื่อรู้ว่ากระสุนหมดแม็ก พร้อมกับวิ่งมาอยู่ข้างหน้ากับผม
          "เรานัดกันไว้ตรงไหน!"
          ผมเอ่ยขณะวิ่งนำออกไปอีกหนึ่งก้าว ทั้งสองคนเองก็ดูอ่อนล้าเต็มที ตลอดการหนีก็ใช้กำลังมากไม่ใช่น้อย
          "อีกฟากของสนาม!"
          นัดไกลไปมั้ย เขาไม่รู้รึไงว่าถ้าวิ่งบนสนามโล่งกว้างนานๆ จะกลายเป็นเป้านิ่งให้ระเบิดสมองเล่น ไอ้มาเฟียบ้านี่คิดอะไรอยู่
          "ทำไมไม่นัดกันใกล้ๆ แบบนี้เสี่ยงยิ่งกว่าอยู่ในที่แคบอีกนะ!"
           พี่อินทิ้งปืนในมืออีกคน ก่อนจะวิ่งขึ้นมาอยู่เคียงข้างกัน เขาส่ายหัวพลางหันหลังไปดูศัตรูที่กำลังจะผ่านซอกตึกออกมา
          "ท่านยูคิคงอยากเห็นรักคุณวิ่งมั้ง!"
          สถานการณ์อย่างนี้ไม่น่าจะคุยเรื่องตลกได้เลย แต่พี่อินคงจะหมดมุขแล้วถึงพูดไม่ดูเวล่ำเวลา
          ขณะที่กำลังตัดพ้ออยู่นั้น พวกเราก็กำลังเข้าใกล้อีกฟากของสนาม แต่ขาทั้งสองข้างหยุดชะงักทันทีเมื่อจู่ๆ มีกองกำลังทหารมากกว่าสิบนายเดินออกมาจากทางออกพร้อมชูอาวุธในมือเล็งเป้าหมายมาเบื้องหน้า
          "ไม่รอดแน่งานนี้"
          "ท่านยูคิเอาตายแน่"
          พี่คานกับพี่อินเริ่มคร่ำครวญ ทั้งสองคนบังด้านหน้าและด้านหลังผมไว้ เป็นจังหวะเดียวกับทหารที่ไล่ตามหลังมาถึงพอดี
          "ไม่มีทางอื่นเลยเหรอ"
          ผมดันทั้งสองออก เดินออกมาเผชิญข้างหน้า ทหารเหล่านี้เดิมทีเคยเป็นกองกำลังให้กับประเทศชาติ แต่ตอนนี้คงไม่ใช่แล้ว พวกเขามีหน้าที่ทำตามคำสั่งของจอมพลเหลียง คงไม่เห็นองค์ชายตกยากอยู่ในสายตา
          "เราต้องการเจรจา!"
          ผมประกาศกร้าวขอสงบศึกชั่วคราว ไม่เพียงพวกเขาจะไม่ลดอาวุธลงแล้ว กลับตั้งท่าเตรียมเหนี่ยวไกอย่างพร้อมเพรียง
          "อย่างงั้นเหรอ องค์ชายสามแห่งแคว้นต้าตงผู้งามสง่าจะขอเจรจา ช่างเป็นพระมหากรุณายิ่งนัก"
          เสียงประกาศตามสายจากลำโพงเก่าซ่อมซ่อทั้งเสียงดังและแสบแก้วหู แต่ที่ยังฟังชัดเจนดีคือน้ำเสียงเย่อหยิ่งของจอมพลกบฏทรราชของแผ่นดิน
          "หรือท่านไม่ต้องการเจรจา ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือสังหารเราเถิด หากเราหนีรอดไปได้ รับรองว่าเราจะกลับมาทวงบ้านเมืองของเราคืน"
          เสียงหัวเราะเยาะหยันดังทั่วสนามกีฬา พี่อินกับพี่คานทนไม่ไหวจนต้องใช้มือปิดหู
          "พระองค์ยังคิดว่าจะรอด? ไม่ใช่รนหาที่เองหรอกหรือถึงได้ตกที่นั่งลำบาก"
          คนๆ นี้ช่างโหดร้ายจิตใจคับแคบซะจริง
          "รักคุณ พี่บังอาจขออะไรอย่างหนึ่ง ถ้าทวงประเทศกลับมาได้ช่วยถีบส่งไอ้บ้านี่ให้พี่หน่อย พี่รำคาญเสียงมัน"
          พี่อินพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่คาน เอาเป็นว่าถ้าทุกอย่างเรียบร้อยผมจะทำตามคำขอก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ไม่แน่ว่าจะหนีไปได้ ทหารมากมายวางกำลังล้อมจับ แถมปิดทุกการเข้าออก นอกจากทำใจให้สงบนิ่งก็ไม่มีวิธีไหนต่อกรแล้ว
          "เช่นนั้นท่านจะทำอย่างไรกับเรา ในเมื่อเราขอเจรจาท่านก็ไม่ยอม หรือจะสังหารทิ้งท่านก็ทำท่าลังเล"
          "ทำไมคิดว่าหม่อมฉันลังเล"
          "หากเราตายทั้งอย่างนี้ท่านคิดว่าจะได้ครอบครองทุกอย่างงั้นเหรอ เรามีพันธมิตรอันแน่นแฟ้นกับต่างชาติ หากสหายของเรารู้ว่าเราจบชีวิตอย่างอยุติธรรม ท่านคิดว่ากองกำลังของท่านจะเอาอยู่"
          "..."
          "จอมพลเหลียงท่านคิดน้อยไปเสียแล้ว"
          คล้ายวัตถุบางอย่างตกกระทบพื้นอย่างแรง ลำโพงเก่าซ่อมซ่อสะท้อนเสียงนั่นทำให้แสบแก้วหูไปใหญ่
          "ถ้าเช่นนั้นลองดูแล้วกันว่าพันธมิตรของพระองค์จะเยื้อลมหายใจที่กำลังจะสิ้นนี้ได้อย่างไร!"
          "คุ้มกันองค์ชาย"
          เสียงทุ้มต่ำจากที่ไกลแสนไกลกระทบเข้าโสตประสาท ชายชุดดำไม่ทราบจำนวนโอบล้อมพวกเราไว้ และจัดการทหารทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพียงเวลาสั้นๆ เสียงปืนสงบลง ทหารที่สละชีพอย่างเสียเกียรติทั้งหลายนอนเกลื่อนพื้น เมื่อทุกสรรพเสียงสิ้นสุดลง พลันปรากฏเงาร่างของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน 
          มาจนได้สินะ...
          เสียงลำโพงแสบหูหายไป เหลือทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่า เออร์เกรนเดินเข้ามาอย่างใจเย็น พี่คานกับพี่อินก้มศีรษะทำความเคารพ เขาทั้งสองแหวกทางเพื่อให้เออร์เกรนเผชิญหน้ากับผม
          "เป็นถึงองค์ชายถนอมตัวบ้างก็ดี"
          เขาเบนสายตาดูแผลก่อนจะเอื้อมมือยกแขนผมพลิกดู ผมยิ้มเฝื่อนให้เขาจนใจจะโต้แย้ง
          "ผมไม่มีอะไรจะกล่าวนอกจากคำว่า 'ขอบคุณ' "


          #ติดตามความเคลื่อนไหวที่เพจ นิยายวาย-Yaoi นะจ๊ะ ;)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น

  1. #24 Benjamas7535 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 23:37
    รอจ้าาาา เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #24
    1
    • #24-1 moodang_lovely(จากตอนที่ 21)
      20 ตุลาคม 2562 / 23:50
      จ้า เห็นแล้วชื่นใจ ;)
      #24-1