ถึง...คิม แทฮยอง | KOOKV

ตอนที่ 2 : ร้านน้ำชาของคุณยาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    23 พ.ย. 63

เช้านี้แทฮยองก็ยังเป็นแทฮยองคนเดิม….

ผมเผ้าที่ไม่ได้จัดเซ็ทมัน กับกระเป๋าสีขาว เขาเดินไปตามถนน อากาศยามสายๆเย็นเล็กน้อย แม้ว่าจะมีแสงแดดของดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังพื้น แต่สายลมหนาวก็พัดพาเอาความร้อนให้มลายหายไปหมด คงเหลือไว้เพียงแค่แสงสว่างเท่านั้น

เมื่อคืนชายหนุ่มไม่ได้เมาจนหลับไป กลับกัน แทบจะไม่ได้นอนเลยมากกว่า จะอะไรซะอีกล่ะ ก็จดหมายที่เปิดในงานคืนสู่เหย้านั่นน่ะสิ เขาสลัดมันออกไปจากหัวไม่ได้ นอนคิดทั้งคืนว่าใครเขียนถึงเขา

แต่ช่างเถอะ แทฮยองจะไม่อยากเก็บเรื่องนั้นมาคิดให้รกสมอง

แต่ทว่า…

“เอ้า..ฉันเก็บมาให้” จีมินวางซองกระดาษเก่าๆ ลงตรงหน้าแทฮยองในร้านกาแฟทันทีที่เขานั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้าเพื่อน อีกฝ่ายเพ่งมอง มุมกระดาษมีรูปหัวใจเล็กๆ ถูกวาดอยู่ “จดหมายเมื่อคืนเหรอ” ยุนกิเอ่ยถามขณะที่จิ้มเค้กเข้าปาก

ให้ตาย แทฮยองพึ่งจะบอกกับตัวเองไปเองว่าจะไม่เก็บมาคิดให้รกสมองอีกแล้ว แต่จีมินดูเหมือนจะไม่เข้าใจมันเลยสักนิด เขาแกะซองกระดาษนั้นทันที

ซองจดหมายซองแรกถูกหยิบออกมา แล้วยื่นให้แทฮยองตรงหน้า จีมินหรี่ตามองลอดส่งเข้าไปในซอง

“โอ๊ะ! มีอีกหลายฉบับเลยนี่” เขาว่า แทฮยองชะเง้อไปมองเพื่อจะดูว่ามีหลายซองจริงรึเปล่า แต่จีมินเอาหลบ ก่อนจะหรี่ตาจับผิด

“อะไร นายสนใจรึไง” เขาถาม

แต่ห๊ะ …แทฮยองจะไปสนใจทำไมกันล่ะ?

“เปล่า..” เขาหันไปทางอื่น และพยายามไม่ใส่ใจ แต่ไหงตัวเองถึงกระเถิบจากที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจีมิน ถึงย้ายตัวเองไปนั่งขนาบข้างจีมินแบบนี้ล่ะ เขาแอบเห็นนัมจุน ที่กำลังนั่งอ่านไขวห้างอ่านหนังสือ เหลือบตาขึ้นมามองเขาแวบนึง ก่อนจะส่ายหัวด้วย

“ว้าว หมอนี่…วาดรูปสวยจังแฮะ” จีมินตาโต เมื่อเขาหยิบจดหมายอีกหลายซอง ออกมาจากซอง มันถูกพับแบบโง่ๆ แต่ด้านหน้า จะมีรูปวาดที่ใช้ดินสอบรรจงวาดมันอย่างสวยงาม อย่างฉบับแรกที่พิธีกรอ่านเมื่อคืน ก็เป็นรูปวงกลมที่ดูคล้ายกับพระจันทร์เลย แทฮยองเพ่งพินิจ เขาคลี่กระดาษออกมา และไล่เรียงอ่าน

แต่ดูเหมือนพิธีกรยังอ่านไม่จบจริงๆ ด้วยแฮะ ยังมีข้อความอีกหลายบรรทัดที่ยังไม่ได้อ่าน

แต่เขาจะไม่อ่านมันหรอกนะ ไอข้อความน่าอายแบบนั้นน่ะ…

“นายจะอ่านมั้ย?” นัมจุนเงยหน้าขึ้นมาถามนิ่งๆ แทฮยองทำตัวไม่ถูก จะตอบว่าไม่อ่าน ก็ดูปากหนักไป เขาไม่เข้าใจความกระเสือกกระสนที่เรียกแบบภาษาชาวบ้านง่ายๆว่า อาการอยากเสือกจนตัวสั่น แบบนี้จริงๆ

พับผ่าสิ!!!

“เราใกล้จะเรียนจบกันแล้ว แต่ฉันก็คงไม่ได้บอกความรู้สึกกับนายอยู่ดี”

แทฮยองสะอึกเล็กน้อย เขาก็แค่รู้สึกประหม่าที่จะอ่านมันให้จบ การมีคนมาสารภาพรักมันเป็นแบบนี้เองเหรอ?

“ฉะนั้น ฉันจะเขียนทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับตัวฉัน ที่อยากบอกนายลงไปในนี้นะ”

“ทุกอย่างนี่..หมายถึง ทุกๆ อย่างในชีวิตเลยเหรอ” ยุนกิถามขึ้น จีมินยักไหล่ ทุกคนดูจะตั้งใจฟังที่แทฮยองอ่านจดหมายนี้มากๆ “ไหนๆ ก็คงไม่ได้บอกความรู้สึกกับนายอยู่ดี เขาเลยเขียนมันลงไปในจดหมายไง” นัมจุนบอก ทุกคนจ้องหน้ากันสักพัก ก่อนที่แทฮยองจะอ่านข้อความต่อไป

“ขอให้เป็นสิ่งที่ไม่มีวันลืม ขอให้เป็นความทรงจำที่ไม่เลือนหาย ขอให้สิ่งที่หลงเหลือจากอดีตนั้นไม่ใช่ทุกอย่าง และขอให้…ฉันไม่ลืมนายด้วยเถอะ”

ตึก ตึก ตึก

หัวใจเจ้ากรรมเต้นดังอีกแล้ว….แทฮยองไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเองเอาซะเลย เขาเงยหน้าขึ้นมองทุกคนเมื่อจดหมายฉบับนี้มันเขียนจบแค่นี้

“ว้าว…เขาเป็นคนที่ใช้คำได้สุนทรีย์ดีนะ” นัมจุนบอก เขาวางหนังสือที่ตัวเองอ่านก่อนหน้านั้นลงด้านหน้าแล้วคว้าแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเบาๆ แทฮยองพลิกกระดาษไปด้านหลังแต่มันก็ไม่ได้มีอะไรเขียนไว้อีก ในหัวของชายหนุ่มมีแต่ความสับสนและแปลกใจ

เหตุใดคนที่เขียนจดหมายนี้ ถึงไม่มาบอกเขาตรงๆล่ะ

“ฉันไม่เข้าใจ ถ้าชอบฉันขนาดนั้น ทำไมไม่มาบอกตรงๆ ” แทฮยองบ่นอุบอิบเล็กน้อย “ก็เพราะว่าเขากลัวยังไงล่ะ…กลัวความผิดหวัง”

“นายเป็นจิตแพทย์เหรอนัมจุน” ยุนกิหันไปแซวกับทฤษฎีของนัมจุนที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่ อีกฝ่ายยิ้มรับ ความภูมิใจระบายอยู่บนใบหน้า แทฮยองถอนหายใจก่อนที่จะสะดุ้งเมื่อจีมินตะโกนโวยวายขึ้น

“เห้ยๆๆๆ พระเจ้า”

“อะไรของนาย?” ยุนกิเท้าคางขมวดคิ้วมองจีมิน ที่ชอบเสียงดัง อีกฝ่ายทำหน้าตื่นเต้นตกใจ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้ทุกคนดู

“ดูดิ ฉันเอาจดหมายลงในทวิตเมื่อคืนแล้วแท๊กแทฮยอง มีคนรีไปเกือบห้าหมื่นแล้ว”

“ว่าไงนะ!” แทฮยองรีบคว้ามันมาดูทันที

 

Jiminpark @chimchim

งานคืนสู่เหย้าให้อะไรกับเพื่อนผมบ้างครับ โอ๊ยๆ อิจฉาจัง มีคนเขียนจดหมายสารภาพรักใส่ในกล่องโบรา หึ้ยๆ @Vante_bear / แนบรูปจดหมาย

Bababi @babiga ได้ตอบกลับ

มัธยมจงแด ใช่มั้ยคะ ปีที่แล้วมีคนเขียนสารภาพด้วยว่าตดในคาบพละ ฮ่าๆ

Am rich @Nwlfufu ได้ตอบกลับ

อิจฉาง่า น่ารักจังเลย

มัมมี่หรือจะสู้มัมหมี @btsforeverka ได้ตอบกลับ

ได้กลิ่นความอบอุ่นลอยมาเลย ผู้ชายคนนั้นต้องน่ารักมาแน่ๆ

SunRock @kenrock ได้ตอบกลับ

อยากได้แบบนี้บ้างโว๊ยยยยย

 

“ยอดฟอลเพิ่มขึ้นบานเลยว่ะ” จีมินอุทานเสียงหลง แทฮยองหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาเปิดทวิตเตอร์ดูบ้าง แล้วก็ต้องตกใจ มันเป็นอย่างที่จีมินบอกจริงๆ จากที่ยอดฟอลของเขามีแค่ ห้าร้อยกว่าๆ ตอนนี้พุ่งขึ้นจนแตะหลักสามพันแล้ว

ไอเสียงแจ้งเตือนเมื่อเช้านี้มันเรื่องนี้เองเหรอ แทฮยองคิดว่าเป็นข้อความแอคออฟฟิเชียลในไลน์มาตลอด แหงล่ะ เขาเองก็ชอบช้อปปิ้งเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะเป็นแจ้งเตือนเกี่ยวกับสิ่งนี้

ชายหนุ่มกดเปิดเข้าไปในกล่องข้อความ ก็ยิ่งตกใจหนัก เมื่อเห็นข้อความที่ทักเข้ามาเกือบร้อยกว่าแล้ว ที่ยังไม่ได้ตอบกลับ ไม่ต้องเปิดอ่าน เขาก็พอจะเดาได้ว่ามาจากทวิตของจีมินที่แท๊กเขา ยิ่งจีมินเป็นเน็ตไอดอลด้วยแล้ว ทำอะไรก็มีผลหมด

แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะลงเรื่องนี้ไง!!!

“ก็นะ เดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ตมันไปไกลขนาดไหนแล้ว” ยุนกิบอกอย่างไม่แปลกใจนัก

“ใช่ ฉันก็ใช้ช่องทางนี้หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำเลยล่ะ” จีมินโอ้อวด ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองอีกหลายรูปแล้วเอาลงไอจี

“ว่าแต่ ใครอนุญาตให้นายเอาจดหมายนี้ไปลงทวิตห๊ะ แล้วดันแท็กฉันอีก เจ้าบ้านี่!” แทฮยองตบหัวจีมินไปที เข้าตัวแทบหัวทิ่ม ในขณะที่ยุนกิหัวเราะชอบใจ

“ก็แค่เห็นว่าน่ารักดี ไม่เห็นอะไรเสียหายเลย ยังไงเราก็ไม่รู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนเขียน”

กึก

ใช่…สุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่ว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายนี้กันแน่ ทำไมเขาไม่เขียนชื่อมาด้วยนะ อย่างน้อยก็น่าจะบอกกันหน่อยว่า เป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย คิดแล้วน่าโมโหจริงๆ

“แล้วไม่อยากรู้รึไง ว่าใครเป็นคนเขียน” นัมจุนถาม แทฮยองนิ่งไปชั่วครู่ เรื่องแบบนั้น ไม่ได้สำคัญกับชีวิตเขาเลยตอนนี้…แต่ทำไม เขาสลัดมันออกจากหัวไม่ได้กันนะ แม้ว่าเขาจะปฏิเสธยังไง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่อยากรู้หรอกนะ

“ไม่ล่ะ…” เขากลั้นใจตอบ

ยังไงก็เถอะ แค่พยายามลืมๆ มันไปก็คงจะดีกว่า เก็บมาคิดให้ปวดหัวล่ะนะ ยังไงมันก็ผ่านไปตั้ง 15 ปีแล้ว ป่านนี้คนเขียนจดหมายคงมีครอบครัวมีลูกไปแล้วล่ะมั้ง

“ว่าแต่ นายพักร้อนที่นี่อีกกี่วันเนี่ย” ยุนกิถาม แทฮยองไหวไหล่เบาๆ “สักพักแหละ ฉันเองก็หาแรงบันดาลใจเขียนหนังสือเล่มใหม่ด้วย บก.ทวงงานทุกวัน น่าเบื่อชะมัด” เขาแอบบ่น ทุกคนหัวเราะ

“แล้วพวกนายล่ะ? จะอยู่ปูซานอีกกี่วัน?” เขาถามกลับ

“อีกไม่กี่วันก็กลับแล้ว เฮ้อ นึกแล้วไม่อยากกลับเลย ไม่อยากทำงาน” ยุนกิบ่นอุบอิบถึงงานฟรีแลนซ์ของตัวเอง ในขณะที่จีมินลอยหน้าลอยตาเยาะเย้ยยุนกิ “สมน้ำหน้า! โอ๊ย!” แต่ยังไม่ทันไร จีมินแลบลิ้นใส่ยุนกิปุ๊บ มือเร็วของฝ่ายถูกเยาะเย้ย ก็ผลักใบหน้าหล่อนั้นออกไปไกลๆ ทันที

แทฮยองแอบสะใจแหละ แต่ไม่พูด

จีมินไม่ต้องทำงาน เพราะลำพังแค่รับงานโฆษณาเขาก็ทำรายได้มากกว่าแทฮยองที่ต้องนั่งปั่นต้นฉบับส่งสำนักพิมพ์แล้ว…เฮ้อ พูดแล้วก็สมเพชชีวิตตัวเอง

“ฉันเองก็อยากอยู่ต่อนานกว่านี้เหมือนกันแฮะ” นัมจุนถอนหายใจ เขาทำงานเป็นวิศวกรให้กับบริษัทใหญ่ และใช้วันหยุดพักร้อนทั้งปีหมดไปกับการกลับมาที่ปูซาน ยิ่งงานหนัก ยิ่งเครียด ถือว่าได้ปลดปล่อยความเครียดที่นี่ไปในตัว แถมได้เจอเพื่อนเก่าที่แทบไม่ได้เจอกันมา 15 ปี มันก็คุ้มล่ะนะ

ช่วงเช้าของวันนี้ หมดไปกับการนั่งดื่มกาแฟ และพูดคุยหลายอย่างกับเพื่อนๆ จนเมื่อเข้าสู่ยามบ่าย ทั้งสี่หนุ่ม เดินไปตามทางข้างรถไฟ ก้อนหินสีเข้มกับรองเท้าหนังสีดำของพวกเขา น่าแปลกจริงๆ ที่เมื่อก่อน หากพวกเขาก้มมองลงไป ก็จะเห็นรองเท้าผ้าใบนักเรียนสีขาว แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นรองเท้าหนังซะอย่างนั้น

หรือมันอาจจะหมายถึงการเติบโตของพวกเขากันแน่นะ?

แต่ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม พวกเขาก็คิดถึงถนนเส้นทางนี้จริงๆ จำได้ว่าเมื่อเลิกเรียน พวกเขาจะเดินไปตามเส้นทางนี้ตลอด มีบางครั้งที่รถไฟแล่นผ่าน แต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดเดิน ยังคงเดินต่อไปในเรื่อยๆ

ระหว่างทาง แทฮยองหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน เขาชั่งใจอยู่นานว่าจะเปิดอ่านดีรึเปล่า…แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับรูปถ้วยน้ำชาน่ารักๆ

 

ในวันที่ฝนตกโปรยปรายลงมา ดอกไม้ก็ร่วงหล่น ฉันจินตนาการถึงแก้มของนาย อากาศหนาวๆ แบบนี้ ฉันภาวนาให้นายไม่ป่วยไม่เจ็บไม่ไข้นะแทฮยอง ฉันมักจะไปขอพรที่ศาลเจ้าข้างๆ ภูเขาแหละ…ที่นั่นมีร้านน้ำชาด้วยนะ เจ้าของเป็นคุณยายชาวญี่ปุ่น ใจดีมากๆ เวลาที่ฉันไม่สบาย แม่มักจะพาไปขอพรที่นั่นเสมอเลย ฉันเลยกลายเป็นคนแข็งแรงมากขนาดนี้ยังไงล่ะ ฮึบ!

 

“นาย..ยิ้มอะไรเหรอ” ยุนกิที่เดินข้างๆ ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ แทฮยองชะงักก่อนจะหันไปหาคนถาม เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังยิ้มอยู่

“ฉันเหรอ?” เขาชี้ตัวเอง ยุนกิพยักหน้า “ยิ้มกว้างด้วย”

“อา…เปล่า ไม่มีอะไร เอ่อ เราแวะไปไหว้ศาลเจ้าข้างภูเขาหน่อยมั้ย”

เพื่อนๆ ไม่ได้ปฏิเสธ พวกเขาเดินไปที่ตีนภูเขา คังแร ซึ่งเป็นภูเขาประจำเมืองนี้ ทางขึ้นภูเขามีซุ้มประตูไม้สีแดงตั้งสูง ข้างๆ เป็นก้อนหินแกะสลักคล้ายกับโคมไฟสมัยก่อน ขั้นบันไดเรียงต่อกันดูเก่า บ่งบอกอายุ แทฮยองยืนจ้องศาลเจ้าด้านใน…เป็นศาลไม้เก่าๆ ที่ผุพัง เขาจำได้ว่าสมัยก่อน ที่นี่เคยเป็นสถานที่หลักที่ทุกคนพากันมาไหว้ขอพร เป็นที่พักพิงให้จิตใจสงบลง

แทฮยองไม่เคยไหว้จริงจัง เขาเคยมากับแม่สองสามครั้ง แต่ทุกครั้งแทฮยองจะไหว้มันแบบส่งๆ ไปเท่านั้น เสียงนกร้องกับสีเขียวๆ ของใบไม้ต้นไม้ที่ขึ้นรกครึ้มกลับพาให้ใจของเขาสงบได้อย่างน่าประหลาด

เขาหันไปด้านข้างๆ กระเถิบไปเล็กน้อย มีร้านน้ำชาเล็กๆ ตั้งอยู่ ด้านหน้ามีโคมไฟสีแดงของญี่ปุ่นแขวนเอาไว้ และโมบายเล็กๆ รูปร่างต่างๆ

แทฮยองเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่รอรี ในร้านนั้นเล็ก มีที่นั่งไม่กี่ที แต่ก็ดูอบอุ่น เขาได้กลิ่นใบชาลอยมา กลิ่นจางๆ แต่กลับทำให้เขาอยากจะลิ้มลองรสชาติมันเหลือเกิน ชายหนุ่มและเพื่อนๆ นั่งลงที่โต๊ะเล็กๆ มุมร้าน ไม่มีลูกค้าเลยสักคน มีเพียงเสียงของนกร้องและเสียงของลมที่พัดผ่านต้นไม้ด้านนอก

“รับอะไรดีคะ” ผู้หญิงคนหนึ่งเธอสวมใส่ชุดกิโมโนแบบญี่ปุ่น เข้ามารับออเดอร์ แทฮยองเดาว่าเธอคงเป็นเจ้าของร้านเพราะนอกจากพวกเขาก็ไม่มีใครอยู่ในร้านแล้ว

“เอ่อ จัสมินชา 4 ที่ครับ” จีมินสั่งเมื่อมองไปที่ป้ายเมนูที่ติดอยู่ข้างกำแพงแล้ว ซึ่งมีชาไม่กี่อย่างให้เลือก นอกนั้นก็เป็นอาหารญี่ปุ่นซึ่งพวกเขาทานข้าวมาแล้ว จึงยังไม่หิวมากพอที่จะยัดอะไรเข้าไปในท้องอีก

“ที่นี่เงียบจัง” จีมินบอก

“คนไม่ค่อยมากันล่ะมั้ง เดี๋ยวนี้ปูซานพัฒนาไปถึงไหนแล้ว คนเลยแห่กันไปเที่ยวที่อื่น” ยุนกิตอบ ก่อนจะยกขวดชาเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมามอง

กาลเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนแหละ…

ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ทุกคนเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่น แต่แทฮยองนั้นเลือกที่จะลุกขึ้นแล้วเดินไปดูรอบๆ ร้านแทน มีโต๊ะขายของฝากอยู่ใกล้ๆ กับเคาน์เตอร์ มีถุงเครื่องรางนำโชคแขวนอยู่ที่แผ่นไม้ที่พิงกำแพง ที่โต๊ะมีผลิตภัณฑ์ชาสำเร็จรูปที่ทางร้านเป็นคนทำเองทุกขั้นตอนวางขายอยู่ ที่ผนังมีรูปถ่ายเก่าๆ ติดเรียงราย ดูคลาสสิค แทฮยองจดจ้องไปที่ภาพพวกนั้น ดูเหมือนจะเป็นภาพประวัติของร้านนะ

“ภาพนั้นคือฉันเองแหละ ไอหนุ่มเอ๊ย” เสียงยานคางของใครบางคนดังขึ้นข้างๆ เมื่อแทฮยองกำลังจดจ้องกับภาพหนึ่งที่มีหญิงสาวหน้าตาสวยกำลังยืนถ่ายรูปยิ้มอยู่หน้าร้าน เขาหันไปมองเจ้าของเสียง เป็นคุณยายคนหนึ่งอายุเยอะจนเธอต้องเดินหลังค่อม แต่การแต่งตัวสะอาดสะอ้านดูดี เธอเอามือไขว้หลังข้างหนึ่งในขณะที่อีกข้างก็ถือไม้เท้าอยู่

“มันก็ผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้วล่ะนะ..” เธอยิ้ม ก่อนจะมองภาพนั้น ในแววตามีแต่ความทรงจำดีๆ ที่แทฮยองสัมผัสได้

เจ้าของเป็นคุณยายชาวญี่ปุ่น ใจดีมากๆ

อยู่ๆ ข้อความในจดหมายก็วิ่งเข้ามาในความคิด…หมายถึงคุณยายคนนี้รึเปล่านะ?

“คุณยายเป็นเจ้าของร้านนี้เหรอครับ?” แทฮยองเดินเข้าไปใกล้แล้วถาม คุณยายหันมามองหน้าเขาชัดๆ ก่อนจะเบิกตากว้าง

“เธอนี่หน้าคุ้นๆนะ ฉันเคยเห็นเธอมาก่อนรึเปล่า?” คุณยายถามแต่แทฮยองกลับส่ายหน้า เพราะเขามั่นใจว่าเขาไม่เคยรู้จักคุณยายคนนี้เลย แม้สักนิดก็ไม่เคย..

“ไม่ครับ อาจจะจำคนผิด” เขาตอบกลับเบาๆ คุณยายขมวดคิ้ว ร่องรอยเหี่ยวย่นบ่งบอกอายุของเธอ “แปลกจังเลย ฉันคงแก่เลอะเลือน” เธอพูดช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างโต๊ะ โดยมีแทฮยองช่วยพยุง

เธอนั่งลงและหายใจแรง…การมีร่างกายที่เสื่อมสภาพตามอายุมันช่างน่าหงุดหงิด เกิดแก่เจ็บตายก็เป็นสัจธรรมของโลกเช่นเดียวกัน เธอหลับตาพริ้มและสูดอากาศหายใจเข้าลึกๆ สงบนิ่ง

“นานแล้ว ที่ไม่มีคนมาที่ร้านฉันเลย” เธอพูดเบาๆ ก่อนจะหันไปมองนอกร้าน แม้ว่าร้านจะขาดรายได้และไม่มีลูกค้ามานาน แต่น่าแปลกที่คุณยายคนนี้ก็ยังคงยิ้ม

“ถ้าปิดร้านไปตั้งแต่ตอนนั้น ฉันตอนนี้จะกำลังทำอะไรอยู่นะ” เธอพึมพำราวกับคุยคนเดียว แทฮยองได้แต่ยืนฟัง ก่อนที่เจ้าของร้านจะเดินเข้ามาหลังจากเสิร์ฟชาจัสมินที่โต๊ะของแทฮยองแล้ว

“คุณแม่ มาทำอะไรตรงนี้คะ ทำไมไม่พักผ่อน” เธอว่า ก่อนจะหันมาหาแทฮยอง พึ่งจะได้สังเกตชัดๆ เธอเบิกตากว้าง “คุณ…”

“คงถึงเวลาที่เราต้องปิดร้านจริงๆ แล้วสินะ สึคุชิ” คุณยายพูดขึ้นขัดจังหวะ ฝ่ายเจ้าของร้านที่ชื่อสึคุชิ ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรมากนัก เธอก็คุกเข่าลงไปตรงหน้าคุณยาย เอามือแตะที่มือของผู้เป็นแม่เบาๆ “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ คุณแม่ ลืมไปแล้วเหรอว่าคุณแม่รักร้านนี้มากแค่ไหน” เธอพูดเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

การยอมรับว่าร้านมันไปต่อไม่ได้แล้ว มันเจ็บปวดในความคิดของคนที่เป็นเจ้าของ…

“ดูสิคะ วันนี้เรามีลูกค้ามาร้านเราด้วยนะ หลังจากที่ไม่มีมานาน” เธอชี้ให้คุณยายหันมามองแทฮยอง

“เธอหน้าคุ้นๆนะ เราเคยเจอกันรึเปล่า” คุณยายถามขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อกี้ก็ถามเขาไปแล้วรอบหนึ่ง แต่แทฮยองเข้าใจว่าคนแก่ก็มักจะเป็นอย่างนี้ ความจำอาจจะเลอะเลือนบ้าง ไม่แปลกอะไรเลย เขาส่ายหัวเหมือนเดิม “ไม่เคยหรอกครับ คุณยาย” เขาตอบอย่างใจเย็น

“เคยสิ ฉันเคยเห็นเธอ ใช่มั้ยสึคุชิ” เธอหันไปถามลูกสาว เจ้าของร้านหันมาหาแทฮยองก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ “ค่ะ คุณแม่ เราเคยเห็นเขามาแล้ว…ในรูปวาดนะ” เธอบอก นั่นทำให้แทฮยองฉงนกับสิ่งที่ได้ยิน เขาเลิกคิ้วสงสัย เจ้าของร้านยิ้มอีกครา ก่อนจะพยุงตัวของคุณยายเข้าไปพักในบ้านข้างใน

แล้วเธอก็ออกมาพร้อมกับบางอย่าง…เป็นกล่องเหล็กเก่าๆ แล้วยื่นให้แทฮยอง

“ฉันกับคุณแม่คิดมาตลอดว่ามันเป็นของคุณ” เธอบอก

งงไปหมดแล้ว….หมายความว่ายังไงกัน

“ของผมเหรอครับ?” เขาถาม และตอนนั้นเองที่เพื่อนๆ ต่างสังเกตถึงบทสนทนาของทั้งคู่ จึงลุกพากันมาดู

“15 ปีก่อน ร้านของเราประสบปัญหายากลำบากทางการเงิน…มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเขามักจะมาหาคุณแม่ของฉันที่ร้านประจำ ทุกวันจะต้องมีขนมมาฝากคุณแม่เสมอเลย”

“เด็กผู้ชาย?” ชายทั้งสี่ อุทานขึ้นพร้อมกัน

“หรือว่าจะเป็น…” นัมจุนพึมพำเบาๆ เมื่อเขาคิดถึงอะไรบางอย่าง

“ตอนนั้นฉันทำงานหนักมากเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ไม่มีเวลาดูแลท่าน คุณแม่ฉันเลยเหงามาก แต่ก็ได้เด็กคนนั้นคอยให้กำลังใจท่าน จนสุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้”

เหมือนมีบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอกของเขา แทฮยองรู้สึกแน่นหน้าอกแปลกๆ

“เขามักจะมานั่งที่นี่แล้ววาดรูปคุณทุกวันเลย…” คล้ายกับดีใจจนเนื้อเต้น แทฮยองพึ่งจะเคยใจสั่นก็คราวนี้แหละ หัวใจของเขาสั่นไหวอย่างแรง จนรู้สึกมวลท้องคล้ายกับบางอย่างแผ่คลื่นประหลาดๆ ในท้องของเขา วนลูปจนอยากจะคลื่นไส้อาเจียน

นี่มันความรู้สึกบ้าอะไรกัน?

“ส่วนใหญ่รูปที่เขาวาดให้คุณยายฉัน ก็เป็นรูปของคุณทั้งหมด…” เธอเปิดกล่องเหล็กแล้วหยิบรูปวาดด้วยดินสอสีดำ ออกมาหลายใบ เป็นกระดาษธรรมดาที่มีหน้าของแทฮยองอยู่เต็มกระจายพื้นที่ นอกจากฝีมือการวาดรูปที่เข้าขั้นว่าพรสวรรค์แล้ว เขาก็ประทับใจ แม้ในตอนที่เอื้อมมือไปหยิบกระดาษพวกนั้น มือเขายังสั่น

มันเป็นรูปวาดของเขาจริงๆ แต่เป็นในสมัยเด็กเมื่อ 15 ปีก่อน

แทฮยองที่ผมสั้นกว่านี้ หน้ากลมกว่านี้ แต่ละแผ่นจะมีรูปเขาแตกต่างกันไปในแต่ละอากัปกิริยา บ้างก็เหม่อลอย บ้างก็กำลังหัวเราะ บ้างก็กำลังทำหน้าเรียบเฉย เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารูปภาพพวกนี้ทำปฏิกิริยากับหัวใจของเขาได้อย่างมากมาย

ใบหน้าเริ่มเห่อแดงขึ้นมาอีกแล้ว

“เขาเป็นใครเหรอครับ? ชื่ออะไร?” แทฮยองถามอย่างไม่รีรอ เจ้าของร้านได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “ขอโทษนะคะ ฉันไม่รู้เลย ตอนนั้นฉันไม่ได้อยู่บ้าน ส่วนคุณแม่ของฉันท่านก็จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนวาด”

น่าเสียดาย…แทฮยองถอนหายใจ

"คุณแม่บอกว่า เขาเป็นเด็กผู้ชายที่จิตใจดี ฉันเองอยากขอบคุณเขามากๆที่ช่วยให้คุณแม่ของฉันมีกำลังใจที่จะเปิดร้านนี้ต่อ..เป็นเด็กที่จิตใจดีมากจริงๆเลยค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงเวลายากลำบากนั้น ในตอนที่เธอต้องออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินใช้หนี้ เธอเป็นห่วงคุณแม่มากจนไม่เป้นอันทำอะไร 

แต่คุณแม่มักบอกเสมอว่า เธออยู่ได้ 

เดี๋ยวเรื่องร้ายๆก็จะกลายเป็นเรื่องดีๆเอง คุณแม่บอกแบบนั้นเสมอ

แทฮยองยิ้มจางๆ เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเจ้าของร้านที่ผ่านเรื่องร้ายๆมา เขาเป็นกำลังใจให้เธอต่อ แม้ว่าจะไม่ได้พูดออกไปก็ตาม ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปมองรูปวาดพวกนั้นอีกครั้ง เขาสัมผัสได้ว่า คนที่วาดรูปพวกนี้ ต้องเป็นคนคิดบวกมากแน่ๆ อาจมากเกินไปกว่าที่เด็กอายุ 15 จะคิดได้

แต่มันก็...เป็นเรื่องดีมากจริงๆ

“ฉันเริ่มอยากรู้แล้ว ว่าหมอนี่เป็นใครกันแน่?” จีมินพูดขึ้น แน่นอนว่าแทฮยองเองก็เริ่มมีความคิดนั้นเหมือนกันกับเพื่อนของเขา

 

เด็กคนนั้น…เป็นใครกันนะ?

 

 

#ถึงคิมแทฮยอง

@_amagadon 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #36 Ver_a (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2563 / 19:28
    เป็นคนที่โรแมนติกมากๆแน่
    #36
    0
  2. #3 Bjkjenolee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 23:33
    รอนะคะไรท์ น่ารักมากๆเลย
    #3
    0
  3. #2 อันยอง นี่แฟนอปป้า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 22:37

    กรี๊ดดดดดดดดดด! ฉันชอบบบบบ แนวความทรงจำความรักหวานๆ อรั้ยยยยย

    #2
    0