ถึง...คิม แทฮยอง | KOOKV

ตอนที่ 14 : คำขอจากรักแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    18 ม.ค. 64

“งั้นนายก็รู้สึกเศร้างั้นเหรอ?” คำถามที่แทฮยองรู้คำตอบดี แต่ก็ยังตั้งใจถามเพียงเพราะอยากรู้ว่าจองกุกจะตอบอย่างไร เขาเพ่งพินิจใบหน้าของคนตัวสูงผ่านหน้าจอโทรศัพท์จากอีกฟากของเมือง โซลกับปูซานห่างกันเท่าใด แทฮยองไม่เคยรู้ แต่ที่รู้ก็คือมันห่างมากพอ ที่จะทำให้อดีตนักว่ายน้ำนั้นรู้สึกเศร้าขึ้นมา

วันนี้พวกเขามาเดทออนไลน์กัน ริมแม่น้ำ ไม่ใช่สถานที่เดทที่ดีมากนัก เพราะมีแต่เนินเขาที่ชัน ด้านล่างเป็นแม่น้ำที่ไหลทอดผ่าน กลิ่นของหญ้าสีเขียวที่น้ำแข็งเกาะพึ่งจะละลาย ลอยไปตามสายลม เสียงของนกร้องเป็นเหมือนดนตรีที่แสนไพเราะ เปรียบเสมือนวงดนตรีแจ๊ซที่มักจะเล่นในบาร์เล็กๆ จองกุกนั่งอยู่ที่เนินหญ้า เขาจ้องแม่น้ำเบื้องหน้าไม่วางตา

เมื่อเช้าตื่นขึ้นมา…

จองกุกร้องไห้ อาจจะเกิดจากความเศร้าสะสม ซึ่งทุกคนมีความเศร้าในตัวหมดแหละ เพียงแต่เราจะจัดการกับมันได้มากแค่ไหน ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลง แล้วแทฮยองก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ อีกฝ่ายอยู่โซลเพราะทำงาน ทำให้จองกุกต้องเผชิญเรื่องนี้ด้วยตัวคนเดียว

มันเลยแอบเครียด….เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำเรื่องเศร้าๆ อีกหรือเปล่า ถึงแม้ว่าเขาตัดสินใจแล้วที่จะมีชีวิตต่อ แต่มันก็ยากเหลือเกิน ไอการมีชีวิตต่อไปน่ะ ชายหนุ่มนั้นมองผืนน้ำแล้วถอนหายใจรอบที่ร้อยของวันแล้ว เขาถือโทรศัพท์และเปิดกล้องหลังให้แทฮยองเห็นสายน้ำด้วยกัน

“อาจจะเป็นเพราะท้องฟ้ากับชิงช้าง่อนแง่นน่ะ ที่ทำให้ฉันรู้สึกเศร้า” จองกุกตอบ แทฮยองขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าในสวนบ้านของจองกุกมีชิงช้าง่อนแง่นเก่าๆ อันหนึ่งตั้งอยู่ ถ้าให้เดามันคงเป็นชิงช้าที่จองกุกเคยเล่นตอนเด็กๆ แต่ที่จองกุกบอกว่าเศร้าเพราะมัน ก็อาจจะเป็นเพราะความเก่าของมันล่ะมั้ง สีฟ้าที่ถูกทาโดยรอบ หลุดลอก และมีสนิมเกาะในบางที่ เวลาที่ลมพัด ชิงช้าจะไกวเล็กน้อย มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญไม่ใช่น้อย มองดูแล้วก็เศร้าไม่เบา

“นายพูดกับฉันได้นะ ทุกเรื่องเลย…” แทฮยองบอก จองกุกพยายามไล่ความเศร้านั้นออกไปจากหัวของเขา เขาเหลือบไปเห็นแสงแดดที่ส่องมาที่ดอกหญ้าต้นหนึ่ง แสงสีส้มนวลส่องลงมาทำให้ดอกหญ้านั้นดูเปล่งประกาย มีไรฝุ่นที่จะเห็นได้ในแสงแดดกำลังลอยฟุ้งเคลื่อนไหวไปมา

ดอกหญ้าต้นนั้นมันโอนพลิ้วไหวไปตามแรงลมปะทะ แต่ก็ไม่มีท่าทีที่จะโค่นล้มลงมาสักนิด

ช่างเป็นดอกหญ้าที่เล็กจ้อยแต่เปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ

เสี้ยววินาที ที่จองกุกอยากจะเป็นเหมือนดอกหญ้าที่อดทนกับทุกสภาพอากาศ มีอายุยืน แม้จะถูกเหยียบย่ำสักเพียงไหนก็ตาม

ในตอนนั้นที่จองกุกได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วออกมาจากโทรศัพท์ เขารีบสลับกล้องทันที แทฮยองกำลังนั่งเท้าคางและร้องเพลง เขาไม่รู้ว่านั่นคือเพลงอะไร เมื่อหัวใจโฟกัสอยู่ที่น้ำเสียงทุ้มต่ำ ติดแหบเล็กน้อย แต่เพราะจับจิต จองกุกเคยบอกไปแล้วว่าชอบตอนที่แทฮยองร้องเพลง สมองของเขานึกไปถึงสมัยก่อน

ทุกๆ เช้า จองกุกจะตื่นหกโมงเช้าด้วยเสียงนาฬิกาปลุก ตื่นก่อนที่จะมีแสงแดดส่องลอดตามบานเกล็ดเข้ามาปลุกเด็กชายเสียอีก เขาอาบน้ำแต่งตัว หยิบขนมปังปิ้งมากินสองชิ้นแล้วรีบออกจากบ้าน เวลาหกโมงยี่สิบนาที ดวงอาทิตย์ยังสะลึมสะลือและอากาศเย็นสบาย จองกุกเดินอย่างไม่รีบเร่งนัก เขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนชุ่มปอด

เมื่อมาถึงโรงเรียน เด็กชายนับหนึ่งถึงสิบแล้วก้าวเดินไปที่ทางม้าลายเพื่อข้ามถนนไปอีกฝั่ง ขายาวก้าวไปตามชั้นเรียนของตึกมัธยมจงแด จนมาถึงห้องเรียน เวลาเดียวกันกับที่แทฮยองกำลังใช้แปรงลบกระดานลบกระดานอยู่ เขาทิ้งระยะห่างจากประตูเล็กน้อย และแอบมองอีกฝ่ายอยู่ด้านนอก

เสียงฮัมเพลงหลุดลอดออกจากริมฝีปากอิ่มของแทฮยอง สาบานได้เลยว่านั่นเป็นเสียงร้องที่เพราะที่สุดที่เขาเคยได้ยินมาเลย เส้นผมสีดำกับดวงตาหวานที่ยิ้มทีจะเป็นสระอิ หลงใหลมันไปเสียทุกอย่างของแทฮยอง ทุกๆ อย่างจริงๆ

ขณะนั้นทั้งโลกดูเหมือนจะมีแค่เราสองเท่านั้น….

บางครั้งจองกุกได้กลิ่นแชมพูของแทฮยองลอยออกมา แต่แค่นั้นหัวใจของเด็กหนุ่มอายุสิบห้า ก็เต้นไม่เป็นจังหวะเสียแล้ว ในโลกนี้มีคนประเภทหนึ่งซึ่งพอใจอยู่กับการเฝ้าดูคนประเภทนี้ เป็นพวกกลัวความผิดหวัง จองกุกเอง ไม่ได้ภูมิใจนักที่เป็นคนประเภทนี้

เสียงของแทฮยองฟังดูเพราะกว่าคนอื่น เวลาที่เขาพูดหรืออ่านรายงานหน้าห้อง หรือมือไม้ที่ทำท่าประกอบกับมุกขำขันที่เขาใช้กับเพื่อน ทำให้จองกุกเผลอหัวเราะออกมาทุกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร ในตอนนั้น จองกุกก็แค่อยากจะมีสักครั้งที่ได้มีโอกาสคุยกับแทฮยอง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่

พี่..มาทำอะไรที่นี่?” เสียงของใครบางคนดังขึ้นข้างหลังเขา จองกุกหันไปมองตามเสียงก็เห็นแทอิล เด็กหนุ่มที่เขากระโดดลงไปช่วยขึ้นจากน้ำวันนั้น กำลังยืนมองเขาอยู่ มือของแทอิล ถือตาข่ายดักจับผีเสื้อ อีกข้างมีกล่องไว้ใช้สำหรับใส่ผีเสื้อที่เขาจับได้ ด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้สีเหลือง

“เอ่อ..มาเดทน่ะ” จองกุกชูโทรศัพท์ที่มีหน้าแทฮยองกำลังโบกมือทักทายอยู่ในหน้าจอให้แทอิลดู เด็กหนุ่มยกมือทักทายแบบเก้ๆ กังๆ รู้สึกทำตัวไม่ถูกที่เจอคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้จากครั้งที่แล้ว

“ผมนึกว่าพี่คุยคนเดียว” แทอิลบอก จองกุกหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตบพื้นที่ข้างๆ “ถ้าไม่รังเกียจ มานั่งคุยด้วยกันมั้ย” เขาถาม แน่นอนว่าแทอิลไม่ปฏิเสธ เขาตรงดิ่งไปนั่งข้างชายหนุ่มทันที

“แทฮยอง เดี๋ยวไว้คุยกันนะ” จองกุกกรอกเสียงลงสาย แทฮยองพยักหน้าขึ้นลง “โอเค ฉันจะไปปั่นต้นฉบับต่อเหมือนกัน แล้วก็นะ ขับรถกลับบ้านดีๆล่ะ” พูดจบก็ตัดสายไปทันที ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์แล้วหันมาหาเด็กหนุ่มข้างๆ เขานั่งยกเข่าขึ้นและหลับตา

รู้สึกถึงความสงบ

“ผมขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยผมไว้” แทอิลเปิดประเด็น ถึงเขาจะขอบคุณจองกุกไปแล้วก็เถอะ แต่นั่นเทียบไม่ได้กับการที่อีกฝ่ายช่วยชีวิตเขาไว้เลย ลำพังตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนที่บ้านรวย มีเงินทองมากพอที่จะซื้อของดีๆขอบคุณ กลับกันครอบครัวแทอิลเป็นชาวประมงหาเช้ากินค่ำ พ่อแม่ต้องไปออกทะเลบ่อย มีแต่ตัวเขากับน้องชายที่อยู่บ้านกันสองคน

ทำอะไรมากไม่ได้นอกจากขอบคุณอีกฝ่ายด้วยความจริงใจก็เท่านั้น

“นายขอบคุณไปแล้ว” จองกุกบอก ก่อนจะหันไปมอง เด็กหนุ่มยิ้มแห้งๆ ให้เขา ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นตาข่ายจึงเอื้อนเอ่ยถาม “จะไปจับแมลงเหรอ?”

“ผีเสื้อน่ะครับ” เขาตอบ จองกุกพยักหน้าก่อนจะหันไปมองสายน้ำเช่นเดิม

“ผมเดินผ่านตรงนี้ทุกวัน….ไม่เคยสังเกตเลยว่า วิวตรงนี้สวยมากแค่ไหน?” แทอิลพูดขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ใกล้ๆ ทั้งคู่ ปกคลุมเส้นทางใต้ร่มเงา ปกติเขามาที่นี่แทบทุกวัน แต่ไม่เคยชำเลืองมองวิวตรงนี้เลยสักครา

จองกุกหัวเราะในลำคอ เพราะที่นี่คือที่โปรดของเขาตั้งแต่เด็กเลย ความทรงจำทุกอย่างดูจะคงเดิม เด็กชายวัยสิบห้าที่หิ้วกระดานวาดรูปมานั่งวาดวิวอยู่ตรงนี้ทุกวันหยุด มีบ้างที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เช่นถนนที่ตัดผ่านสายน้ำเข้ามา โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน

“ทำไมพี่ว่ายน้ำเก่งจัง” แทอิลถาม แค่ประโยคคำถามธรรมดา แต่กลับบีบหัวใจจองกุกขึ้นมาอีกครั้ง

“เคยว่ายน้ำ หมายถึง เคยชอบว่ายมากๆ ” ชายหนุ่มตอบ

“ตอนนั้นพี่ลังเลมั้ย” คำถามต่อมาช่างชวนฉงน ชายหนุ่มหันไปเลิกคิ้วมองคนเด็กกว่าอย่างไม่เข้าใจในคำถาม “ตอนที่กระโดดลงไปช่วยผมน่ะ ลังเลมั้ย” แทอิลเน้นย้ำคำถามให้กระจ่างกว่าเดิม จองกุกหันหน้าหนี และไม่รู้จะตอบอย่างไรดี…เพราะในหัวตอนนั้น มันช่างว่างเปล่าและขาวโพลน ไม่มีเรื่องชีวิตของแทอิลแวบมาให้คิดเลยแม้แต่น้อย มีแต่ตัวของจองกุกเองที่อยู่ในหลุมอากาศ

พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา และเอาชีวิตรอด

กับคำพูดของซอกจินที่แวบเข้ามาในหัว เขาก็แค่พยายามก้าวข้ามผ่านกำแพงของตัวเองก็เท่านั้น!

“ไม่รู้สิ…จำไม่ได้แล้ว”

“….”

“คราวหน้าอย่าไปยอมให้พวกมันแกล้งอีกนะ” จองกุกพูดขึ้น เด็กหนุ่มมองเขาทำสีหน้าเศร้า จะไม่กลัวได้อย่างไรกัน จงอินเป็นอันธพาลนิสัยไม่ดีที่ชอบทำร้ายผู้คนไปทั่ว เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

“เห็นดอกหญ้านี่มั้ย…” จองกุกชี้ที่ดอกหญ้าต้นเดิม แทอิลพยักหน้า “ภายนอกช่างดูอ่อนแอ แต่ภายในกลับแข็งแกร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ” เขากล่าวต่อ

“….”

“ต่อให้ล้ม หรือถูกเหยียบสักเท่าไหร่ แต่มันก็ยังมีชีวิตต่อไป นายเองก็เหมือนกัน จงอ่อนโยนเหมือนดอกหญ้า และเข้มแข็งเหมือนดอกหญ้า ราคาขี้แพ้คือความกลัว จงยืนหยัด..”

“…..”

“และอย่าเป็นแบบฉัน!”

 

ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ…

‘รอยแผลน่าเกลียดนี่มันเชี้ยอะไรวะ ฮ่าๆ ’

‘ไอเอ๋อ’

‘เพื่อนไม่คบ’

‘เห็นแผลเขารึเปล่า น่ากลัวมาก’

เจ็บไปหมดแล้ว หยุดนะ ออกไปจากหัวฉัน

พรึบ!

ชายหนุ่มลืมตาเบิกโพลงจากฝันร้ายที่โถมใส่เขาในยามค่ำคืนนี้ หยดน้ำตาที่ยังคลอ อยู่ที่ดวงตาใส ท่ามกลางความมืดของห้องนอนสีขาว หัวใจถูกบีบจนเจ็บร้าวไปหมด ชายหนุ่มถอนหายใจ สองสามวันมานี้ เขาฝันร้ายบ่อยมากขึ้นอีกแล้ว ภาพเหตุการณ์แย่ๆ ในอดีตมันวนกลับไปมาไม่รู้จักจบสิ้น

จนเขารู้สึกไม่ไหวอีกแล้ว…เขาจะทนมันต่อไปไม่ได้แล้ว

ชายหนุ่มหยิบหมอนที่ใช้หนุน แล้วหยิบมาปิดหน้าของตัวเอง ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้น เมื่อความเศร้าและไม่สบายใจตีตื้นขึ้นอกอีกครา

แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เขาลุกขึ้นมานั่งแล้วจับหน้าอกตัวเอง หันไปข้างโต๊ะมองดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว เขากำมือแน่นและนั่งโยกตัวเล็กน้อย อากาศหนาวยามค่ำคืนเกาะกินลึกถึงจิตใจ ชายหนุ่มลุกพรวดไปเข้าห้องน้ำทันที

ปัง!

เสียงปิดประตูดังขึ้นท่ามกลางบ้านที่เงียบ เพราะทุกคนคงจะนอนกันหมดแล้ว เว้นก็แต่เขา ที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ มือเกาะขอบอ่างล้างหน้าแน่น ตัวโยกสั่นจากอาการแพนิค จองกุกเริ่มปลดปล่อยน้ำตาออกมา

เป็นผลมาจากสารเคมีในสมองอีกนั่นแหละ มักจะมาในยามค่ำคืนเสมอ

จองกุกเปิดตู้ข้างกระจก เขาใช้นิ้วที่สั่นเลื่อนดูฉลากว่าอันไหนคือยานอนหลับ แต่ก็ไม่เจอ และเริ่มหงุดหงิดที่จำไม่ได้ว่าตัวเองเอาไปวางไว้ตรงไหน เขาหายใจแรง และพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล แต่มันก็ยังไหลอยู่

รู้สึกราวกับตายทั้งเป็น

เขาเกลียด เกลียดโรคบ้านี่ที่สุด…แม่งเอ๊ย!

เมื่อไม่เห็นยาในตู้ จึงเดินกลับห้องทันที และควานหายานอนหลับจากทั้งกระเป๋า โต๊ะ ตู้…เขาหามันทั่วห้อง เมื่อแรงบีบจากหัวใจแน่นขึ้น มือของจองกุกสั่นไปหมด เขาเริ่มสับสนและกรีดร้องจากภายใน

“แม่งเอ๊ย แม่งๆๆๆ ” เขาสบถอยู่หลายครั้ง ก่อนนั่งลงพิงข้างเตียงแล้วเอามือสองข้างกุมศีรษะตัวเองทั้งสองข้าง รู้สึกแย่ไปหมด จนเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกรรไกรที่วางอยู่โต๊ะหัวเตียง ความเจ็บปวดจากทุกอย่างที่รู้สึกมันบีบคั้นให้เขารู้สึกอยากจะฆ่าตัวตายอีกครั้ง

ชายหนุ่มพยายามสะบัดความคิดนั่นออกไป เขานั่งตัวโยกอีกครั้ง และรีบคว้าโทรศัพท์ออกมาเพื่อกดโทรหาแทฮยอง

“ฮัลโหล” เสียงของแทฮยองดังเล็ดลอดออกมาจากปลายสาย งัวเงียตื่นเพราะเขาที่โทรไปตอนดึก จองกุกสะอื้นไห้ “แทฮยอง” เขาตอบรับด้วยเสียงที่สั่นระรัว

“นายร้องไห้เหรอ?”

“ฉัน ฉัน…ฝันร้าย มันแย่มาก ฮึก” เขาสะอื้น อยากจะพูดทุกอย่างในความฝันนั้นออกมาแต่ก็พูดไม่ออก

“ใจเย็นๆ นะ ใจเย็น มันก็แค่ความฝัน” ปลายสายตอบกลับมาปลอบประโลม

“ฉันรู้สึกแย่มาก ให้ตายสิ!” เขาบอก แล้วเอาโทรศัพท์โขกหัวเขาจนแทฮยองได้ยินเสียง

“นายทำอะไรน่ะ จองกุก”

“ฉันหายานอนหลับไม่เจอ ไม่รู้ไปลืมไว้ตรงไหน?” จองกุกบอก พยายามเช็ดน้ำตา

“ชู่วว ไม่ต้องกินยานอนหลับก็ได้ ฉันอยู่นี่แล้ว ข้างๆ นาย”

เป็นคำปลอบโยนที่จองกุกรู้ดี แต่มันไม่ได้ผลสักนิด เพราะแทฮยองไม่ได้อยู่ตรงนี้จริงๆ มองไปรอบตัวมีแต่ความว่างเปล่า โดดเดี่ยว และความมืด…มีเพียงจอน จองกุก ในห้องสี่เหลี่ยมแคบนี่เท่านั้น เมื่อทุกอย่างเกินจะรับไหว ความเครียดเข้าเกาะกุมอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรนะ ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว อย่าร้องไห้เลยนะ” เสียงทุ้มต่ำนั้นยังคงพูดต่อ

“ช่วย ช่วยพูดเรื่องอะไรก็ได้ทีสิ ฉันอยากฟังเสียงของนาย” จองกุกบอก หากจะมีอะไรที่ดึงความสนใจของเขาจากความรู้สึกตอนนี้ได้ ก็มีแต่แทฮยองนั่นแหละ

“วันนี้ฉันกินแซนวิสสลัดหมูหย็องด้วย” เริ่มต้นบทสนทนาปลอบโยนจากเรื่องชีวิตประจำวันของแทฮยอง จองกุกลุกขึ้นแล้วไปนอนบนเตียงอีกครั้ง เขาวางโทรศัพท์ข้างหมอนและเปิดลำโพง ตั้งใจฟัง

“รสชาติห่วยมากอะ แถมแพงอีก” แทฮยองเริ่มบ่น “จริงเหรอ?” จองกุกถาม เขายังไม่หยุดร้องไห้ แต่ก็ผ่อนคลายขึ้นมาในระดับหนึ่ง

“จริง นายอยากลองกินมั้ย”

“ถ้าอยากกิน นายจะโหนรถเมล์เอามาให้ฉันเหรอ?”

“นายนี่กวนตีนชะมัดเลยนะ ตกลงเศร้าอยู่รึเปล่าเนี่ย” แทฮยองถามเสียงไม่พอใจเล็กน้อย จองกุกได้ยินก็แอบหัวเราะ “แล้วยังไงต่อล่ะ เล่ามาอีกๆ ” จองกุกเร้า

“ก็เลยไปสวนสาธารณะอะ ว่าจะไปหาแรงบันดาลใจแต่งนิยายซะหน่อย”

“แล้วไงต่อ” จองกุกถามต่อ น้ำตาของเขาหยุดไหลแล้ว และเจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ “เจอพ่อแม่ลูกมาปิกนิคด้วย ฉันว่ามันก็น่ารักดีนะ” แทฮยองขำเล็กน้อย นึกถึงสิ่งที่เขาเห็น จองกุกอมยิ้มเบาๆ

“แล้วอยากมีบ้างมั้ย..ครอบครัวน่ะ”

“นายหยุดร้องไห้แล้วนี่นา” แทฮยองถาม “นั่นสิ หยุดตอนไหนก็ไม่รู้”

“เก่งมาก สุดยอดที่สุดเลย”

“ยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ” จองกุกพูดขึ้น แทฮยองชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสงสัย

“เรื่องอะไร?”

“ก็ที่ถามว่าอยากมีครอบครัวรึเปล่าไง” จองกุกตอบ

“อ๋อ อื้อ อยากมีสิ แล้วนายอยากมีมั้ย?”

“อยาก แต่ว่า…”

“แต่อะไร?”

“แต่เราทำไม่เป็นอะ”

“ฮ่าๆๆๆ ” แทฮยองระเบิดเสียงหัวเราะออกทันทีเพราะรู้ว่าจองกุกหมายถึงเรื่องอะไร จองกุกหมายถึงเรื่องเซ็กส์แน่นอน และถ้าสิ่งที่อีกฝ่ายบอกเป็นความจริง ก็แปลว่าจองกุกเวอร์จิ้น ให้ตาย พอเขาคิดเรื่องนี้ขึ้นมา ท้องไส้ก็ปั่นป่วนอีกแล้ว

“หัวเราะอะไรเหรอ” จองกุกขมวดคิ้ว มองผ่านความมืดและนึกสงสัย

“จองกุก นายเวอร์จิ้นอยู่เหรอ”

คำถามต่อมา ทำให้จองกุกตกใจ เขากะพริบตาถี่ๆ กลางความมืด แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจ้อง แสงไฟจากหน้าจอยังคงสว่างอยู่ และไม่ได้ช่วยทำให้เขาหายตกใจคำถามเมื่อกี้เท่าไหร่

“แปลกเหรอ?”

“เคยขัดจรวดมั้ย…” แทฮยองถามเสียงเบา

“หมายถึงช่วยตัวเองใช่มั้ย เคยสิ แต่ไม่บ่อยนักหรอกนะ…” ก็จองกุกน่ะซึมเศร้าตลอดเวลา ถึงวิธีการช่วยตัวเองจะเป็นวิธีระบายความเครียดที่ดีก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักกับหนุ่มคนนี้

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน และถ่ายรูป

“แล้วรู้เปล่าว่า จะมีครอบครัวได้ก็ต้องมีอะไรกัน”

“รู้…”

“ในอนาคต นายอาจจะมีจริงๆ ก็ได้นะ” แทฮยองบอกด้วยใจเต้นรัว พวกเขาไม่ค่อยคุยเรื่องทะลึ่งกันบ่อย แต่คุยกันแต่ละครั้งก็ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยและเฝ้าฝันถึงฉากร่วมรักของเราสองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดูโรคจิตนะ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ

“คงต้องมีแฟนก่อน”

“แล้วแบบนี้ไม่เรียกแฟนเหรอ?”

“ก็คงเรียกแบบนั้นมั้ง” อีกแล้ว เสียงหัวใจรัวเหมือนกลองรบอีกแล้ว คำถามที่แฝงนัยนั้น ทำให้จองกุกไม่ลังเลที่จะตอบ แปลกใจตัวเองเหมือนกัน แต่คงเป็นเพราะเขาชอบแทฮยอง ชอบมาสิบกว่าปีแล้ว มันอาจมากเกินคำว่าชอบ และกลายเป็นความรัก กับความสัมพันธ์ของพวกเขาในตอนนี้ ก็ดูพิเศษมากกว่าอะไรทั้งหมดทั้งมวล

ทั้งจองกุกและแทฮยองต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับโทรศัพท์ตัวเอง พวกเขาเขินไปหมด เขินจนนอนบิดเร้าไปมา อย่างกับวัยรุ่นแรกแย้มที่มีความรักยังไงยังงั้นเลยล่ะ

“ถ้ามีอะไรกันแล้วฉันท้องล่ะ” แทฮยองแกล้งถาม

“ฉันก็จะรับผิดชอบไง…แต่ถ้าจะทำแบบนั้นได้ ฉันต้องแตกในใส่นายสินะ!”

“บ้า!! พูดอะไรน่ะ น่าอายจริงๆ ” แทฮยองหลับตาสนิท เขาเขินจนจะบ้าอยู่แล้ว กับประโยคผาดโผนที่พึ่งจะหลุดออกจากปากของอีกฝ่าย หัวใจปั่นป่วนไม่พอ ในท้องก็เหมือนมีผีเสื้อบินวนอยู่รอบๆ

“…..” จองกุกเงียบ และพยายามกลั้นเสียงหัวเราะของเขา ชายหนุ่มยิ้มไม่หยุด ก่อนจะสงสัยที่แทฮยองเองก็เงียบไปเหมือนกัน จึงเรียกชื่อแผ่วเบา  “แทฮยอง”

“จองกุก เป็นแฟนกับฉันมั้ย?”

เหมือนคลื่นความรักซัดเข้าหน้าจองกุกเต็มๆ เขาแทบจะสำลักอาการเขินจากข้างใน แม้ภายนอกจะนิ่งไปแล้วด้วยความช๊อค มือเท้าชาดิก ขยับไม่ได้ชั่วขณะ เวลานั้นที่เสียงหัวใจเต้นดังท่ามกลางความเงียบสงบ ดังมากกว่าตอนที่เขานอนบนเตียงนี้กับแทฮยองด้วยซ้ำไป

เป็นความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปหมด ทั้งความดีใจ และปลื้มปีติยินดี แต่ชายหนุ่มแสดงออกมาได้ไม่หมด สิ่งที่ทำได้ก็คือนอนนิ่งๆ และมโนภาพชีวิตหลังจากนี้ ถ้าเขาเป็นแฟนกับแทฮยอง ความเศร้าทั้งหมดอาจจะเลือนหาย เหลือเพียงความรู้สึกรัก และความอบอุ่นจากฝ่ามือของอีกฝ่าย

แต่สำหรับเขาน่ะ คนแบบเขาน่ะ 

จะมีความรักได้จริงน่ะหรือ จะมีชีวิตคู่แสนสุข จะมีครอบครัวที่อบอุ่นได้จริงหรือเปล่า เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาจะเป็นสามีที่ดี จะเป็นพ่อที่ดี จะเป็นคนรักและส่วนหนึ่งของชีวิตของแทฮยองได้

“ว่ายังไง?” แทฮยองถามอีกครั้ง เพื่อนความแน่ใจ เมื่อจองกุกเงียบหาย จนเขาใจหาย กลัวว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ แค่คิดแบบนั้นใจเขาก็ร้อนดังไฟ อยู่ไม่สุขจนต้องเร่งถาม

“ถ้าฉันไม่ดีพอล่ะ”

"...."

"ถ้าฉันเกิดอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาอีก...นายจะ--"

"ฉันก็จะอยู่ข้างนายเอง" แทฮยองพูดขัดขึ้น น้ำเสียงฟังดูช่างแน่วแน่และมั่นคงเหลือเกิน จนจองกุกพูดต่อไม่ออก

"...."

"ฉันชอบนายจริงๆนะ นายอาจจะไม่เชื่อในความสัมพันธ์นี้ก็ได้ แต่ฉันก็อยากเรียนรู้....ให้โอกาสฉันหน่อยนะ ฉันจะทำให้มันเป็นภารกิจของชีวิตไปเลย ที่จะให้ความสุขกับนายในทุกทางที่ทำได้" ใช่แล้ว หนุ่มนักเขียนหมายความตามที่เขาพูดจริงๆ แม้จองกุกจะเป็นซึมเศร้า และกำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่ แต่เขาจะคอยยืนเคียงข้างไม่ห่างเหิน

จะเป็นแสงสว่างที่คอยนำทาง

จะเป็นกองเพลิงท่ามกลางความเหน็บหนาว

จะเป็นสายรุ้งที่อยู่เคียงข้างเมฆฝน

จะเป็นดอกทานตะวัน ที่พระอาทิตย์ไปทางไหน ดอกทานตะวันก็จะหันไปทางนั้น และพอพระอาทิตย์ไม่อยู่ ดอกทานตะวันแสนซื่อสัตย์จะก้มหน้ามองพื้น รอให้พระอาทิตย์กลับมา 

เขาจะเป็นมันเอง เป็นทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง เท่าที่จะเป็นให้ได้ 

"ฉันไม่ขออะไรมากเลย ฉันขอให้นายได้มีความสุขมากๆในแต่ละวัน ถ้าวันไหนมันแย่ฉันจะเป็นคนปลอบนายเอง ส่วนฉันขอแค่ได้เติบโตไปพร้อมกับนาย ได้เห็นโลกและมองโลกข้างๆนายได้มั้ย?" แทฮยองถามเสียงสั่น เขาไม่อาจอธิบายความรู้สึกทั้งหมดในใจออกมาได้ มันล้นจวนเจียนจะอกแตกตาย หากไม่ได้รับคำตอบของชายที่สองเดือนก่อนเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้า แต่ในเวลานี้กลับย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในหัวใจของเขาเสียแล้ว 

เขารู้ดีว่า เวลานี้ไม่ควรจะทำอะไรตามอำเภอใจ เพราะอีกฝ่ายโทรมาเพื่อต้องการให้เขาปลอบโยน ดูเหมือนคนเห็นแก่ตัว แต่ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้ เขาก็ยิ่งอยากดูแลจนพลั้งปากถามออกไป เป็นคำขอจากเขา และเขาอยากสวดมนต์เหลือเกินให้จองกุกตอบตกลง 

"ขอบคุณนะ...สำหรับความรู้สึกดีที่นายมีให้ฉัน"

ขอร้อง อย่าปฏิเสธเขาเลย...

"ขอบคุณที่ทำให้ฉันอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตทุกวัน ขอบคุณที่ทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีขึ้น"

จองกุกเองก็เสียงสั่นไม่ต่างกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา 15 ปี เขาไม่เคยเลิกรักแทฮยองได้เลย ทุกความรู้สึกยังเหมือนเดิม เขาพึ่งจะรู้ว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมมาตลอดก็ตอนที่แทฮยองขอเป็นแฟนเมื่อกี้ น้ำตาที่ไหลเป็นน้ำตาของความตื้นตัน เขารู้ได้ทันทีเลยล่ะ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้จักตัวตนของแทฮยองแค่ไม่กี่เดือน แต่มันเทียบไม่ได้กับตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ที่เฝ้านึกถึงใบหน้าของอีกคนจากในฝัน 

อะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกอย่างมีเหตุผลในการเข้ามาเสมอ กับบางคนที่เข้ามาในชีวิตของจองกุก บางคนเข้ามาเพื่อให้รู้จักสถานที่บางแห่ง เหมือนกับร้านน้ำชาของคุณยายกูลิโกะกับร้านต้นไม้ของคุณจูนี่ เพลงบางเพลง หนังบางเรื่อง และบางคนก็เข้ามาเพื่อให้รู้ว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งอย่างจงอิน แต่ถึงแม้มันจะโหดร้ายมากแค่ไหนแต่ก็ยังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอไม่ว่าจะในเวลาไหนก็ตาม ทั้งแม่ พี่ซอกจิน....รวมถึงแทฮยอง

"แค่อยู่ให้ฉันรัก ก็พอแล้ว" แทฮยองพูดเบาๆ ยังรอคำตอบอยู่ จองกุกหายใจเข้าลึกๆหนึ่งที เขายกมือเช็ดน้ำตาของตัวเองออก และตอบเสียงเบาๆ แต่หัวใจของนักเขียนหนุ่มนั้นได้ยินมันชัดเจน

"งั้นช่วยอยู่กับฉัน จนกว่าแมวจะเห่าได้เลยนะ"

 

 

การขอเป็นแฟนกันทางโทรศัพท์ เป็นความธรรมดาที่แสนจะโรแมนติกเลยเนาะ....

สำหรับเรา ถึงคิมแทฮยอง เป็นแฟนฟิคที่สะท้อนในแง่ความสัมพันธ์หลากหลายออกมา ในแง่ของครอบครัว ในแง่ต่อตัวเอง หรือแม้แต่แง่ของคนรัก แม้จะเป็นฟิคที่แสนธรรมดา เรียบง่าย พล๊อตไม่หวือหวา แต่เราคาดหวังจริงๆว่าคนที่ผ่านมาอ่านฟิคเรื่องนี้ จะพบความสุข และรู้สึกได้รับการเยียวยาให้หายเหนื่อยล้า เฝ้ามองดูตัวละครที่ต่อสู้กับโรคร้ายในตัวและหาทางอยู่กับมันให้ได้ 

ขอให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมๆกับตัวละครเหล่านี้ ขอให้ความธรรมดาของฟิคเยียวยาหัวใจของคุณ เราอาจจะบ่นอะไรเยอะเลยวันนี้ แค่รู้สึกอยากขอบคุณที่ผ่านมาอ่านงานเขียนนี้ด้วยนะคะ 

__ มีว่า __

 

#ถึงคิมแทฮยอง

@_amagadon

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น

  1. #60 kimkarin26 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 01:11
    ดีใจที่ได้อ่านเรื่องนี้ ขอคุณอะไรก็ตามที่ให้ให้เจอเรื่องนี้ และขอบคุณไรท์ที่แต่งฟิคดีๆ แบบนี้ออกมา มันอบอุ่นมาก มันเยียวยาเราได้ดีมากๆ รักนะ...
    #60
    0
  2. #59 Jinhitz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 00:04
    อยากกอดน้องกุกให้แน่น เยียวยาจิตใจดีมาก🥺
    #59
    0
  3. #58 DreamA10 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 20:57

    ไม่ว่าจะอ่านเมื่อไรทุกตอนที่ผ่านมาทำให้รู้สึกอินมากๆเยียวยาความเศร้าในใจได้มากจริงๆ
    #58
    0