ถึง...คิม แทฮยอง | KOOKV

ตอนที่ 13 : โปรดคลั่งรักอย่างมีสติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    11 ม.ค. 64

แทฮยองกลับไปโซลแล้ว…

มีเพียงความเวิ้งว้างเท่านั้นที่จองกุกสัมผัสได้ หลังจากช่วงเวลาพักร้อนหมดลง แทฮยองโดนตามตัวจากบก.ให้กลับโซลและส่งผลงานทันที ยิ่งช่วงนี้กระแสเทรนด์จากทวิตเตอร์เรื่องราวของเขาที่ตามหาจองกุกนั้นโด่งดังมาก งานยิ่งเข้ามามากขึ้น ทั้งโฆษณาและงานสัมภาษณ์ แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมรับเลยสักงาน

แต่ถึงแม้ไม่รับงาน แทฮยองก็ต้องกลับไปปั่นงานเขียนทั้งหมดเพื่อส่งบก.ของเขา การมีชีวิตเป็นนักเขียนต้องแข่งกับเวลา แม้ว่าจะมีอิสระ แต่มันก็เป็นเพียงอิสระลวงตาก็เท่านั้น

มันก็เลยกลายมาเป็นเรื่องราวของคนเหงาๆ ยังไงล่ะ

ชายหนุ่มนอนจ้องมองเพดานด้วยความเบื่อหน่าย เขาพ่นลมหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยแล้ว เมื่อปูซานเริ่มเข้าใกล้หน้าร้อน หิมะก็เริ่มละลาย ท้องฟ้าเริ่มสดใสขึ้น จองกุกได้กลิ่นของสายลมและใบไม้ในอากาศ ตอนที่เขาออกไปช่วยแม่ปลูกต้นไม้เมื่อเช้า

เขาไม่ชอบให้ตัวเองอยู่ว่างๆ เลย เพราะมันจะทำให้เขาฟุ้งซ่าน จองกุกจึงพยายามหากิจกรรมต่างๆ ทำตลอดเวลา ทั้งการปลูกต้นไม้ ช่วยแม่ทำอาหาร ทำงานบ้าน ทำทุกอย่างที่ทำได้…จนไม่เหลืออะไรให้ทำแล้ว เขาจึงมานอนแกร่วอยู่บนเตียงแบบนี้ไง

อีกตั้งหลายสัปดาห์กว่าแทฮยองจะกลับมาปูซานอีกครั้ง

เขาหันไปมองกล้องถ่ายรูปของตัวเองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ…ก่อนกลับมาปูซาน จองกุกตั้งใจมาฆ่าตัวตายเขาถ่ายรูปตัวเองเก็บเอาไว้มากมายในกล้องตัวนั้น เมื่อมองย้อนไป ราวกับภาพฝันที่ผันผวนแปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำ ชายหนุ่มแอบคิดว่าถ้าหากเขาไม่ได้เจอกับแทฮยอง

ตอนนั้นเขาคงตายไปแล้ว

แค่คิดแบบนั้น หัวใจก็หม่นหมองขึ้นมาอีกแล้ว

แต่เขาจะไม่ยอมให้มันกัดกินเขานานนักหรอก จองกุกลุกขึ้นนั่งทันที และพยายามสะบัดหัวไล่ความคิดเศร้าๆ นั่นออกไปจากหัวสมอง เขาไม่ต้องการกินยาคลายเครียดเพราะนั่นจะทำให้เขามึนและสลบไปเหมือนทุกครั้ง

ยังไงก็ตาม เขาปฏิญาณกับตัวเองแล้วว่าจะมีอยู่ชีวิตอยู่

เขาจะต้องต่อสู้กับความเศร้าในจิตใจให้ได้

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่ขาตั้งวาดรูปที่มีผ้าสีขาวคลุมเอาไว้ ก่อนจะสะบัดดึงมันออกมา มีฝุ่นจับอยู่เล็กน้อยแต่ไม่ได้มากจนเขาถึงกับสำลัก มือของเขาสั่นเล็กน้อย อันที่จริงแทบจะไม่ได้วาดรูปเลย มานานหลายปีแล้วด้วยซ้ำ

จองกุกไม่มั่นใจว่าเขาจะวาดมันได้ดีเท่าเมื่อก่อน

มือเรียวจับดินสอขึ้นมาแล้วจัดการนั่งเหลาให้แหลมทันที เมื่อเหลาเสร็จเขาหยิบมันขึ้นมาตั้งฉากในระดับสายตา หลับตาข้างหนึ่งเพื่อจ้องปลายแหลมของมันว่าดินสอแหลมพอรึยัง ก่อนจะเริ่มวาดบางอย่างลงไปบนกระดาน

 

 

“จองกุก ลูกไปซื้อกะหล่ำ—โอ้ ว้าว นี่ลูกวาดรูปเหรอจ๊ะ” อึนนาที่เข้ามาพอดีเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นลูกชายตัวเองกำลังร่างภาพอยู่บนกระดาน จองกุกหันมามองผู้เป็นแม่ก่อนจะยิ้มเบาๆ “คือผมไม่อะไรทำน่ะครับ” เขาตอบ อึนนาพยักหน้าเม้มปาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงนี้ลูกชายของเธอดูว่าง และขยันมากกว่าปกติ

ก็ดูจากการที่ตื่นเช้ามาช่วยเธอปลูกต้นไม้ ช่วงนี้หิมะเริ่มละลายและเห็นหน้าดินมากขึ้น จองกุกตื่นเช้ามาพรวนดินทุกวัน แถมยังทำตัวเป็นลูกมือที่น่ารักช่วยเธอเตรียมอาหารทั้งเช้าเย็น

อึนนาเข้าใจว่านี่คือวิธีบำบัดในแบบของจองกุกเอง เธอเห็นลูกชายนั่งดูรูปที่ถ่ายกับแทฮยองแล้วถอนหายใจตั้งหลายรอบ คงจะคิดถึงมากล่ะสิท่า แต่เอาเถอะ เธอเข้าใจ ไอความรู้สึกคิดถึงใครอีกคนใจจะขาดน่ะ เพราะเธอก็เป็น ตลอดเวลาที่จองกุกไปอยู่ที่อื่น เธอก็มักจะนั่งดูรูปเขาบ่อยๆ เหมือนกันนั่นแหละ

คิดถึงตลอดเวลา คิดถึงทุกวินาที

ฉะนั้นเธอเข้าใจดีเลยล่ะ

“แม่มีอะไรกับผมรึเปล่าครับ?” จองกุกถาม อึนนาเดินเข้ามาแตะบ่าเขา “แม่อยากให้ลูกไปซื้อกะหล่ำปลีให้หน่อยน่ะ”

“ได้เลยครับ แม่อยากได้อะไรอีกมั้ย?”

“ผลไม้สักอย่างก็ดีนะจ๊ะ” อึนนาบอก จองกุกพยักหน้า เขาคว้ากุญแจรถแล้วขับมันออกไปตลาดทันที มือขวาจับพวงมาลัยส่วนมือซ้ายก็วางพาดหน้าต่างรถ เขามักจะเปิดหน้าต่างเสมอ เพื่อสัมผัสกับลมธรรมชาติ จองกุกไม่ชอบกลิ่นแอร์ในรถ มันทั้งเหม็นและชวนอ้วกในความคิดของเขาน่ะนะ

รถเคลื่อนไปช้าๆ จนถึงตลาด จองกุกก้าวไปตามทางเดินและมองบรรดาร้านขายของสดของแม่ค้า มีของสดมากมายให้เลือกสรรทั้งเนื้อสัตว์และพืชผัก

จองกุกเดินดูอยู่นานเขามองหากะหล่ำปลีและจัดการซื้อมัน กับผลไม้อีกหลายอย่าง อย่างส้ม แตงโม รวมถึงเมล่อนด้วย เขาหิ้วถุงพลาสติกกลับเพื่อจะไปขึ้นรถ แต่แล้วก็เห็นบางอย่าง เสียงของลูกแมวกำลังร้องระงมอยู่มุมหนึ่งของตึก เมื่อเขามองไป กลับไม่เห็นอะไร แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงมันอยู่ดี

ด้วยความสงสัย เขาเดินเข้าไปเพื่อดูใกล้ๆ มันเป็นลูกแมวสามสี สามตัวที่อยู่ในนั้น ตาใสแจ๋วกับขนฟูของมันทำให้จองกุกเผลอยิ้มออกมา

“ไงเจ้าเหมียว” จองกุกเรียกเบาๆ แล้วยื่นมือเข้าไปลูบหัวพวกมันแผ่วเบา

เหมียว เหมี๊ยว~

พวกมันส่งเสียงร้องระงมและเอาหัวมาถูไถมือเขาอย่างออดอ้อน

“แม่พวกแกไปไหนเหรอ?’ จองกุกถาม แต่ไม่มีคำตอบกลับมา แหงล่ะ ก็นี่น่ะเป็นเพียงลูกแมว ไม่ใช่คนนี่ เขาคิดคนเดียว “เธอเป็นเจ้าของมันเหรอพ่อหนุ่ม” สาวใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาถาม ในมือของถือถุงใส่อาหารเม็ดเอาไว้ด้วยด

“อ่อ เปล่าครับ คือผมแค่ผ่านมาน่ะ”

“โอ แย่จริงขอโทษนะจ๊ะ พอดีว่าฉันเห็นพวกมันหลายวันแล้ว…คงมีใครเอามาทิ้งไว้น่ะ” เธอบอก จองกุกพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองพวกมันต่อ “แล้วแม่มันล่ะครับ”

“ตายแล้วล่ะจ่ะ”

“…..”

“น่าเศร้า ที่พวกมันต้องอยู่อย่างเดียวดาย” เธอบอก ก่อนจะเทอาหารลงที่พื้น จองกุกรู้สึกปวดหนึบในหัวใจ เขาเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย ชายหนุ่มนึกสงสารแมวพวกนี้ ที่ไม่มีแม่คอยดูแล พวกมันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล

เมื่อมองดูมัน จองกุกเหมือนเห็นตัวเอง

ไม่ใช่ว่าเขาจะกำพร้าเหมือนมันหรอกนะ แต่เขาหมายถึงเมื่อมันจะต้องรู้สึกอ้างว้างต่างหาก รู้สึกเหมือนจมอยู่กับความเศร้า ความเหงาคนเดียว ช่างน่าสงสารจริงๆ

“ฉันกลัวพวกมันจะตายจัง” เธอพูดพึมพำข้างๆ เขา และจดจ้องใบหน้าน่ารักของพวกมันไว้ จองกุกคิดว่าเธอคงมีเหตุผลที่ไม่สามารถรับพวกมันไปเลี้ยงดูได้ล่ะมั้ง “มันไม่ตายหรอกครับ” จองกุกบอก

“มันจะต้องรอด…” เขาบอกก่อนจะลูบหัวพวกมันอีกครั้งและยกกล่องขึ้นมาแนบอก สาวใหญ่คนนั้นตกใจมองเขา “ผมจะรับมันไปอยู่ด้วย จะดูแลให้ดีเลยครับ” จองกุกบอกด้วยรอยยิ้ม มันก็ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในหัวอกของคนที่รักแมวแล้ว มันตีตื้นขึ้นมาจนอยากจะร้องไห้

เธอลุกขึ้นยืนและมองเขาด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณนะ” เธอกล่าว

หลังรับอุปการะน้องแมวสามตัวมาแล้ว จองกุกขับรถกลับบ้านด้วยความสุข งานอดิเรกช่วงไม่มีแทฮยองคงจะต้องเพิ่ม การเลี้ยงดูลูกแมวเข้ามาอยู่ในลิสซะแล้วล่ะนะ

 

“งั้นนายก็รับลูกแมวมาเลี้ยงล่ะสิ” เสียงของแทฮยองดังลอดออกมาจากหน้าจอโน๊ตบุ๊ค คืนนี้พวกเขาคอลวิดีโอคุยกัน แน่นอนวิธีนี้ดีกว่าการคุยโทรศัพท์เยอะ เพราะทั้งสองสามารถเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจน และมันก็เป็นเรื่องดี เพราะความคิดถึงบรรเทาลงเมื่อเห็นใบหน้าของฝั่งตรงข้าม

จองกุกนั่งอยู่บนเตียงเขาอุ้มลูกแมวทั้งสามอยู่บนตัก โดยมีโน๊ตบุ๊ควางอยู่บนเตียงด้านหน้าเช่นกัน แทฮยองยื่นหน้าเข้ามาใกล้จอแล้วหัวเราะเมื่อเห็นว่าลูกแมวสามสีทั้งสามตัวนั้นกำลังไต่ไปมาอยู่บนตักของอีกฝ่าย

“ใช่ ตัวนี้ชื่อโชจัง ตัวนี้มายู ตัวนี้เรียวคุง” จองกุกชี้ แทฮยองหรี่ตา “สีมันเหมือนกันหมดเลย จะจำมันได้ยังไงกัน” เขาถาม จองกุกหัวเราะก่อนจะชี้ไปที่โชจัง “ตัวนี้โชจัง หางมันกุด นี่เห็นมั้ย ส่วนตัวนี้มายู หูแหลมกว่าตัวอื่นเลย แล้วก็เรียวคุง เจ้านี่น่ะจะมีลายสีดำอยู่รอบๆ ดวงตาด้วย เห็นรึเปล่า”

“อ่อ ฉันเห็นแล้ว ตัวนั้นโชจัง มายู เรียวคุง ฮ่าๆ ”

“ใช่ นายทายถูก” จองกุกบอก แล้วจับมายูที่จะเดินตกหน้าตักขึ้นมากอดไว้ เอาจมูกถูไถไปบนหัวนิ่มๆ ของมันด้วยความเอ็นดู “แม่นายเขาโอเคเหรอ ที่นายเลี้ยงแมว”

“ใช่ เขาไม่ได้ว่าอะไรนะ ส่วนพี่ซอกจินน่ะ บ่นเป็นบ้าเลยล่ะ” จองกุกนึกถึงซอกจินที่บ่นตั้งแต่กลับมาบ้านแล้วเห็นลูกแมวสามตัวอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก เขาบอกว่าเจ้าพวกนี้จะทำให้ห้องสกปรกและบ้านก็มีแต่ขนแมว ความอนามัยตีขึ้นใบหน้าหล่อ แต่ใช่ว่าจองกุกจะแคร์

เขารู้ดีว่าซอกจินจะเข้ากับพวกมันได้แน่ๆ

“แหงล่ะ เขาดูอนามัยขนาดนั้น”

“แล้วนายเป็นยังไงบ้างวันนี้?” จองกุกถาม “ก็เอาแต่คิดถึงนายทั้งวันเลย”

“…..” ที่เงียบก็เพราะเขินอยู่น่ะ

“ดูหน้านายสิ อันที่จริงวันนี้ฉันเข้าไปบริษัทมา บก.อยากให้ฉันแต่งนิยายรักโรแมนติกที่จะดึงดูดพวกหนุ่มสาววัยทำงานมาอ่าน แบบว่าสมัยนี้พล๊อตมาเฟียกับสาวขายบริการแบบนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยล่ะ” แทฮยองร่ายยาว จองกุกยิ้มเบาๆ

“เขียนเรื่องนี้สิ ราชสีห์ผู้โง่เขลาที่หลงรักลูกแกะตัวน้อย” เขาบอก และจ้องไปที่หน้าจอ แทฮยองนิ่งไปและจ้องเขากลับ “ราชสีห์ก็เลยเขียนจดหมายสารภาพรักแล้วหย่อนไว้ในกระเป๋าจริงโจ้ ฝากไปให้ลูกแกะน้อย” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพล๊อตเรื่องนั้นได้มาจากเรื่องจริงของทั้งสองเอง จองกุกรู้สึกหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย เขาเลิกคิ้วเบาๆ ก่อนจะก้มหน้ามองลูกแมว

“ลูกแกะน้อยเลยตามหาราชสีห์คนนั้นจนเจอ” จองกุกต่อพล๊อต

“แล้วยังไงต่อล่ะ”

“ว่าไงนะ…”

“เล่าต่อสิ” แทฮยองพูดเสียงเบา “พวกเขาได้เจอกัน อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

“จบแบบดื้อๆ เลยนะ” แทฮยองขำ จองกุกขำตาม

“ฉันคิดไม่ออกน่ะ”

“จอน จองกุกนายนี่เข้มแข็งขึ้นเยอะเลยนะ”

ใช่ จองกุกในตอนนี้ กับจองกุกคนเดิม ดูเหมือนคนละคนกันเลย แทฮยองรู้สึกได้ ถึงพลังบวกที่เพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่ชนะโรคร้ายนั่น แต่มันก็ถือเป็นเรื่องดี ที่จองกุกมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น อย่างเช่นการปลูกต้นไม้ หรือไม่ก็เลี้ยงแมว

เป็นก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ แต่สักวันจองกุกจะก้าวข้ามผ่านมันไปได้แน่นอน

“จองกุกผู้อมทุกข์คนนั้นไม่อยู่แล้ว” เขาแซวอีกฝ่ายต่อ จองกุกยิ้มขำ “ฉันจำได้ว่านายยังอยากฆ่าตัวตายอยู่เลย”

“มีบางครั้งที่ฉันอยากทำมันนะ…” แทฮยองเงียบไปกับสิ่งที่จองกุกพูดออกมา หน้าของเขาถอดสีและฉายแววกังวลออกมาอีกครั้ง

“แต่ก็ไม่ได้ทำ” แทฮยองบอก จองกุกชะงัก ใช่ เขาคิดตลอด แต่ไม่ได้ทำมันเลย เหมือนมันแค่ตกตะกอนอยู่ในสมอง แต่ไม่มีอิทธิพลมากพอให้เขาวิ่งไปหยิบมีดโกนมาเฉือนข้อมือตัวเอง

“ถึงอดีตที่ผ่านมาของนายมันจะแย่ หรือบั่นทอนจิตใจของนายจนบอบช้ำมากๆ แต่สิ่งสำคัญก็คือนายผ่านมันมาได้” แทฮยองพูดย้ำความคิด เอามือกอดอกและพูดต่อ “ถ้านายเจอวันที่แย่ มันไม่ได้หมายความว่าจะแย่ไปทั้งชีวิตรู้มั้ย”

“ไม่ค่อยอะ” จองกุกตอบขำๆ แทฮยองหลุดขำพรืด ก่อนจะชี้หน้าเขา

“เดี๋ยวเหอะ”

“เมื่อวานฉันจ้องมีดโกนในห้องน้ำ ใจหนึ่งก็อยากหยิบมันขึ้นมากรีดข้อมือตัวเอง แต่อีกใจก็เกิดรู้สึกกลัวขึ้นมา…”

“กลัวอะไรเหรอ?”

“ถ้าฉันตายไป ฉันคงไม่ได้เห็นรอยยิ้มของนายอีก แม่อาจจะนั่งจ้องกำแพง ส่วนพี่ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”

แบบนั้นแหละจองกุก…การตายของนายไม่ใช่จุดจบของความเศร้า ใช่แล้ว นายมาถูกทางแล้ว! แทฮยองได้แต่คิดในใจ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาต่อจากนั้น เพียงแค่จ้องมองจองกุกที่เล่นกับลูกแมวอยู่อย่างนั้น แอบคิดในใจ ว่าถ้าหากเขามีพลังในการอ่านใจคน จองกุกจะเป็นคนแรกที่เขาอ่านใจ

ความคิดซับซ้อนของอีกฝ่ายเป็นยังไง อะไรทำให้เขาสิ้นหวังแบบนั้น

หากจะมีทางไหนที่ช่วยอีกฝ่ายได้ ก็คือตัวของเขาเองนั่นแหละ เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ จองกุกต้องเข้มแข็งขึ้นกว่านี้ ตอนนั้นเขาถึงจะมีความสุขอย่างแท้จริง และเขาจะเป็นคนช่วยเอง

“เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ” จองกุกบอก เพราะรู้สึกว่าเรื่องเศร้าของเขาจะทำให้บรรยากาศในการเดทออนไลน์ครั้งนี้เสียหมด เขาจับลูกแมวทั้งสองตัวด้วยมือเดียว ขนาดตัวที่เล็กของมันทำให้เขาจับมันได้ทั้งหมด เขายื่นมาหน้าจอให้แทฮยองดูใกล้ๆ แต่มีบางตัวคลานหลุดลงจากมือของเขาตกลงไปกระทบกับโน๊ตบุ๊ค จองกุกรีบจับมันมาลูบปลอบความเจ็บ

“น่ารักชะมัดเลยนะ” เขาพึมพำ

“ใช่เลย” แทฮยองตอบรับ

“แล้วรู้มั้ยว่ามีอะไรน่ารักกว่าแมวอีก” จองกุกถามคำถาม แทฮยองทำหน้านึกคิด ก่อนจะตอบ

“แมวชุบแป้งทอด”

“ผิดแล้ว” จองกุกบอก “แล้วอะไรล่ะ?”

“นายไงแทฮยอง!”

ร้ายกาจเกินไปแล้ว!

"เขินรึไง?" จองกุกถามยิ้มๆ แทฮยองทำแก้มป่องไม่พูดอะไร แต่ล้มตัวลงนอน แล้วถือโทรศัพท์เอาไว้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ จองกุกจ้องมองใบหน้าของแทฮยองในมุมนี้ เขาเกิดรู้สึกประหม่าขึ้นมา เพราะหัวสมองดันคิดว่าตัวของเขาอยู่บนตัวของแทฮยองซะงั้น 

ดวงตาสีน้ำตาลของชายหนุ่มหลบตาของชายอีกคนที่อยู่ห่างกันมาก มีเพียงหน้าจอเล็กๆตรงหน้าที่ขวางกั้นพวกเขาเอาไว้ เวลาตอนนี้ใกล้เที่ยงคืนแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมนอน คงไม่แปลกเพราะใครๆก็เป็นกัน ยิ่งดึกเราก็จะยิ่งรู้สึกมากขึ้น ได้ยินมากขึ้น สัมผัสได้มากขึ้น ความอ้างว้างอยู่รายล้อมรอบตัว ขนาดนั่งจ้องดวงดาวบนท้องฟ้าก็ยังรู้สึกเหงาชอบกล

หากแต่ดวงดาวที่จองกุกเคยมองในยามค่ำคืนนั้น มันฉายอยู่ในดวงตาใสแจ๋วของแทฮยอง ยิ่งมองยิ่งหลงใหล แต่ก็เหงาจับหัวใจเหลือเกิน เขาอยากให้แทฮยองอยู่ตรงนี้ อยากได้กลิ่นแชมพูหอมๆ อยากได้ยินเสียงอีกฝ่าย จองกุกต้องการจะเห็น 

ว่าแทฮยองงดงามมากแค่ไหน

"ที่ปูซานคงเงียบน่าดู" แทฮยองพูดเบาแล้วเสยผมสีดำของตัวเอง อยู่ที่โซลเขาได้ยินเสียงของทุกอย่าง แต่เสียงรถยนต์ที่วิ่งไปบนถนนสร้างความน่ารำคาญที่สุด แม้จะครึกครื้น แต่แทฮยองกลับรู้สึกเหงาอยู่แบบนี้ เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆอยากจะมาอยู่โซลแค่ไหน อยากเห็นแสงสี อยากเห็นความเจริญที่แสนจะน่าตื่นเต้น

แต่ในตอนนี้ เขากลับรู้สึกเปลี่ยนไป 

ไม่ชอบความรู้สึกย้องแย้งในสมองของตัวเอง แต่แทฮยองอยากกลับไปปูซาน....เขาชอบอากาศ และความเงียบสงบที่ช่วยให้เขาเขียนงานได้ ชอบบรรยากาศยามเช้า ชอบแม้กระทั่ง ชอบเวลาที่ตัวเองได้รับแสงแดดอุ่นๆ ชอบเวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มของจองกุกใกล้ๆ ชอบตัวเองเวลาที่อยู่กับอีกฝ่ายชะมัด

แทฮยองต้องการให้จองกุกอยู่ตรงนี้  ที่นี่ตอนนี้ 

ชายหนุ่มเสยผมอีกครั้ง มันน่าหงุดหงิดเวลาที่จ้องมองจองกุกผ่านจอ ลดความคิดถึงได้ แต่ก็ยังไม่มากพอ เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะหมดสภาพยามไม่มีจองกุกอยู่ข้างกาย ทำอย่างกับว่ารอยยิ้มของอีกคนเป็นพลังงานที่ช่วยเติมเต็มทุกอย่าง แน่นอนว่าจองกุกเป็นคนเดียวที่แทฮยองมอง เขาไม่ขออะไรมากไปกว่าให้อีกฝ่ายมีชีวิตต่อไป 

แต่ก็แอบหวังให้จองกุกคิดถึงกัน จองกุกทำให้โลกของแทฮยองขับเคลื่อนไปช้าๆในความฝันที่ตั้งอยู่บนความจริง 

ความคิดถึงนี่มันน่ากลัวจริงๆแฮะ!

"จองกุก"

"หืม ว่าไง?" จองกุกเงยหน้าขึ้นมามองแทฮยองด้วยสีหน้าสงสัย แทฮยองยู่ปาก ทำหน้าเศร้าๆ 

"คิดถึงจัง" เขาพูดมันออกมาตรงๆ แต่กลับทำให้จองกุกอยากจะดิ้นตายให้ได้ตรงนั้น แต่ต้องเก็บอาการไว้ก่อน เก๊กขรึมทั้งที่หน้าแดงไปหมด "คิดถึงตลอดเวลาเลย" แทฮยองอ้อนทำแก้มป่อง เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าการทำเสียงสองใส่จองกุก มันทำให้อีกฝ่ายอาการปางตายเลย

หมายถึงอาการคลั่งรักน่ะ...

แต่จองกุกน่ะเก็บอาการเก่งกว่าที่คิด เขาพยักหน้างั้นๆ หันหน้าหนี แทฮยองหัวเราะชอบใจ 

เขาชอบดวงตาของจองกุกเวลาที่อีกฝ่ายแกล้งทำเป็นไม่สนใจเขา

ชอบลักยิ้มเวลาที่อีกฝ่ายเม้มปาก รอยบุ๋มนั่นหวานเหมือนกับหยดน้ำผึ้งเลยล่ะ

เขาชอบจองกุกมากจนอยากให้ทั้งโลกได้ยินความในใจนี้ อย่างกับว่าเขาเดินตกลงไปในหลุมที่เขาเป็นคนขุดเอาไว้เอง รู้สึกเหมือนคนบ้าเพราะเคยคิดอยากเป็นแจ๊กเกตที่จองกุกสวมใส่ เพราะอยากอยู่ใกล้อีกฝ่าย

บ้าเอ๊ย เขาจะทำยังไงดีกับความรู้สึกนี้ดีเนี่ย!!!!

"เรามาเซ็กส์โฟนกันมั้ย"

"....."

ประโยคคำถามหยอกล้อของแทฮยองถึงกับทำให้จองกุกหน้าเหวอไปเลย ปากเล็กของเขาอ้าออกและดูจะหุบไม่ลงในเวลานี้ แทฮยองหัวเราะเบาๆ ก่อนจะแกล้งเอานิ้วไปจับที่คอเสื้อยืดแล้วดึงมันลงจนเห็นไหปลาร้าเปลือยเปล่า 

"ถอดเสื้อหน่อยสิ" เขายังคงแกล้งต่อ แทฮยองเก็บอาการไม่อยู่ เขาวางลูกแมวทั้งสามตัวที่ที่นอนทันที แล้วเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก ด้วยความที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับเรื่องแบบนี้มาก่อน "บ้าไปแล้ว!!!" จองกุกพึมพำ 

"นายไม่คิดถึงฉันเหรอ" แทฮยองทำหน้าเศร้าลง จองกุกรีบยกมือปฏิเสธ 

"มะ ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ๆ" เขาบอกอย่างลนลาน 

"ไม่ได้เหรอ?"

"เปล่า คือ ฉันยังไม่เคย..." เขาตอบเสียงแผ่ว หัวใจเต้นรัว แทฮยองยิ้มกว้าง เมื่อเห็นท่าทางน่ารักของอีกฝ่าย "หน้านายแดงมากเลย" เขาแซว จองกุกยกมือจับแนบกับหน้าอกตัวเอง รู้สึกโล่งอกแปลกๆ "จริงเหรอ"

"ที่สุดเลยล่ะ ฮ่าๆๆ" เขาระเบิดหัวเราะ ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง 

"สรุปว่าคิดถึงกันรึเปล่า?"

"นิดนึง" จองกุกบอก ก่อนจะล้มตัวลงนอน โดยเอาโน๊ตบุ๊คไว้ด้านใน แล้ววางมันให้ตรงกับใบหน้าของเขา จนดูเหมือนแทฮยองนอนอยู่ข้างๆจองกุก

"ถามหน่อยสิ นายชอบสีอะไรอะ"

 "เหลือง นายล่ะ"

"เขียว นายชอบดูหนังแนวไหนเหรอ?" แทฮยองถามกลับ จองกุกเลิกคิ้ว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่น "จะถามเรื่องนี้จริงดิ"

"ตอบมาเถอะน่า...." แทฮยองเซ้าซี้ 

"ไม่ค่อยชอบดูหนัง ดูทีไรหลับตลอด" เขาตอบ "เหมือนกันเลย ฉันใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการนอนน่ะ" 

"ชอบทำอาหารปะ"

"ไม่ชอบ แต่ทำเป็น ฉันต้มรามยอนให้นายกินได้นะ" แทฮยองยักคิ้วๆ จองกุกส่ายหน้า 

"เด็กยังต้มได้เลยรามยอนน่ะ" เขาแซว แทฮยองเบ้ปาก กลอกตามองบน สองหนุ่มคุยกันเรื่องทั่วไป แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่แสนวิเศษได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ

แม้ว่าความห่างไกลจะเป็นอุปสรรคกับหัวใจคนทั้งสอง ตลอดชีวิตเราจะวนเวียนอยู่กับความทุกข์ ความสุข ความรัก ความเศร้า และความเหงา สลับกันไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลองมองว่านี่เป็นบททดสอบอย่างหนึ่งในชีวิต เราก็แค่ต้องผ่านมันไปให้ได้ ไอความคิดถึงนี่ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา จองกุกกลัวยามค่ำคืนที่แสนว่างเปล่ามาตลอด เพราะมันทั้งเศร้าและเหงาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่หลังจากที่ตัดสินใจจะมีชีวิตดู เขาพึ่งคิดถึงบางสิ่งได้ อะไรที่แตก เราก็สามารถซ่อมมันได้ ความเจ็บปวดสามารถเยียวยาได้ ไม่ว่าค่ำคืนมันจะมืดมิดและอ้างว้างแค่ไหน แต่จงจำไว้เถิดว่า พระอาทิตย์ก็ยังคงขึ้นทุกเช้าในทุกวัน

 

ความคิดถึงนี่มันน่ากลัวจริงๆแฮะ 

@_amagadon แอคทวิตเราเอง มาคุยกันได้นะ อยากมีเพื่อนหวีดด้วย ฮือออ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น

  1. #57 pytd_0320 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 18:59
    ฮ่อแอแอแแแอแน่ารักมากกกกก
    #57
    0
  2. #56 kimkarin26 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 10:00
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ผมก็คลั่งเหมือนกัน!!!! บ้าที่สุด กรี๊ดดดดดดดดดดด ผมรักเรื่องนี้!
    #56
    0
  3. #55 DreamA10 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 08:46

    นี้สินะอาการของคนคลั่งร้ากกกกกก
    #55
    0
  4. #54 อันยอง นี่แฟนอปป้า (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 มกราคม 2564 / 15:54

    โอเค คลั่งรักทุกอย่างที่เป็นเรื่องนี้😂

    #54
    0
  5. #53 Jinhitz (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 มกราคม 2564 / 00:56
    ตอนนี้เราก็คลั่งรักไม่มีสติแล้ว อะไรจะน่ารักกันขนาดนั้น ><
    #53
    0
  6. #52 BLACKLIS97 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 มกราคม 2564 / 00:01
    โอ้ก้อดนัมเบอร์วัน
    #52
    0