ถึง...คิม แทฮยอง | KOOKV

ตอนที่ 10 : คำสารภาพของคิมแทฮยอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    13 ธ.ค. 63

เป็นความเจ็บปวดที่ต้องรู้สึก

“ไปทำอะไรมาเนี่ย แผลลึกอยู่นะ” หมอกำลังทำแผลให้กับจองกุกอยู่ ชายหนุ่มเอาแต่นั่งยิ้มกริ่มมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว แม้ว่าบาดแผลจากการที่ถูกกระถางต้นไม้บาดจะทำให้เขาเจ็บปวดมากแค่ไหน แต่แปลกที่มันเป็นความเจ็บปวดที่จองกุกยอมที่จะได้สัมผัสมัน ไม่ใช่เพราะเขาเสพติดความเจ็บปวด แต่เพราะว่าเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องเจอกับความเจ็บปวดนี้เสียมากกว่า

“ผมตกครับหมอ” จองกุกบอก หมอขมวดคิ้วแล้วมองเขา “ตกหลุมรัก…อีกครั้ง”

มันเป็นประโยคโง่ๆ ที่ทำให้หญิงสาวเข้าเวรกะดึกเป็นประจำแบบเธอ ดันเขินขึ้นมาซะงั้น เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้หมายถึงเธอ ไม่แน่ว่าอาจจะหมายถึง ชายหนุ่มที่รออยู่ด้านนอก

โอเค แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไงล่ะ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้เลยล่ะ

 

ในตอนที่จองกุกตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงของนกร้อง เขาไม่เห็นแทฮยองอยู่บนเตียง ชายหนุ่มลุกขึ้นมาแล้วกวาดตามมองไปรอบห้อง แทฮยองไม่อยู่จริงๆ นั่นแหละ ชายหนุ่มถอนหายใจ อุตส่าห์แอบหลงคิดว่า เขาจะได้ตื่นนอนมาเจอใบหน้านั้น แต่เปล่าเลย ความจริงก็คือความจริง

บางทีเขาอาจจะคาดหวังมากเกินไป

เขาใช้เวลาไม่นานหรอก หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เมื่อเดินลงมาข้างล่าง ก็เห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่อึนนาทำไว้ให้ เขามองหาแม่และพบว่าเธอกำลังพรวนดินในสวนอยู่ จองกุกมองเธอจากด้านหลัง เขาเห็นรอยยิ้มของแม่ในรอบหลายปี เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและไม่ได้เสแสร้งบอกว่าทุกอย่างมันโอเค ทั้งที่จริงแล้ว มันไม่โอเคเลยสักนิด

“จะปลูกใหม่เหรอครับ” จองกุกเดินเข้าไปถาม อึนนาเงยหน้ามองเขาเหวอไปเล็กน้อย เธอขยับหมวกปีกบานของเธอเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นปัดเศษดินที่เลอะผ้ากันเปื้อน

“อ่อ เปล่าจ่ะ แม่แค่อยากจะถอนมันทิ้งน่ะ” เธอยิ้ม แน่นอนว่ากำลังปกปิดความเศร้าในใจไว้ จองกุกแค่นยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปแตะมือของแม่เขาเบาๆ “มีแผลเต็มเลยนะครับ” เขาบอก มือของแม่ก็ยังเป็นมือของแม่อยู่วันยังค่ำ มือคู่นี้แหละที่กุมมือเขามาตลอดทั้งชีวิต แม้มีบาดแผลซึ่งเขาเดาว่าน่าจะมาจากพลั่วหรือเสียม หรืออาจจะเป็นจอบที่ใช้ทำสวน

แต่มันก็ยังคงสวยงามอยู่ดี

“ผมชอบต้นไม้ทุกต้นที่แม่ปลูก…แม่ดูมีความสุข” จองกุกบอก เขาเห็นต้นไม้ทุกต้นที่แม่ส่งรูปมา และเขาก็รู้ว่าแม่มีความสุขแค่ไหน แม้ว่าเขาจะไม่เคยตอบกลับเลยก็ตามที

“จริงเหรอ” อึนนาถามเขา จองกุกยิ้มเบาๆ ก่อนจะหันไปหาอึนนาอีกครั้ง “ไว้รอหิมะละลาย แม่ปลูกมันอีกนะครับ”

มันเป็นแค่ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้อึนนากลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เธอลุกขึ้นและพยายามปาดน้ำตาของตัวเอง แต่มือมันก็ดันเปื้อนดินไปเสียหมด เธอจึงจำเป็นต้องหันหลังให้ลูกชายตัวเอง ไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา ไม่อยากให้เห็นว่าเธอรู้สึกยังไง

“จ่ะ แม่จะปลูกมันอีก ลูก…อยู่รอดูด้วยนะ” เธอพูด จองกุกชะงัก เขารู้ว่าแม่แฝงบางอย่างในประโยคที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันมี ซึ่งเขาไม่ได้รับปาก เพียงแค่พยักหน้า อย่างน้อย จองกุกก็จะพยายามอยู่รอดูมัน ถ้ามันเป็นไปได้นะ…

“เอาล่ะแม่ว่า ลูกน่าจะหิวแล้ว มาเถอะ กินอาหารเช้ากัน วันนี้แม่ทำแพนเค้กให้ด้วยนะ”

“แพนเค้กอีกแล้วเหรอครับ”

“ก็ลูกชอบนี่นา แม่จะทำอาหารที่ลูกชอบให้ทุกวันเลย….ดีรึเปล่าล่ะ?” อึนนาถาม หน่วงในอก ที่ต้องบอกไปแบบนั้นทั้งที่ในใจเธอก็แค่อยากทำให้ทุกวันเหมือนวันสุดท้ายเท่านั้นเอง

“ชอบครับ ผมชอบทุกอย่างที่แม่ทำ” ลูกชายสุดหล่อตอบเธอ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและกอดแขนแม่ตัวเองเข้าไปในบ้าน

เวลาช่วงเช้า จองกุกมัวหมกมุ่นอยู่กับเรียลลิตี้ เขานั่งอยู่บนโซฟาและรู้สึกว่างเปล่า…เรียลลิตี้ไม่ได้ทำให้เขามีอารมณ์ร่วมไปกับมันสักนิด ในเมื่อเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่เขาคุยกับแทฮยอง มันมีทฤษฎีตกหลุมรักมากกว่าหนึ่งทฤษฎี และจองกุกแค่เฝ้าถามตัวเองว่า สำหรับแทฮยองแล้ว พวกเขาอยู่ทฤษฎีไหนกันนะ

แล้วความรู้สึกเขาที่มีต่อแทฮยอง มันเป็นยังไงในตอนนี้

อยู่ก้ำกึ่งระหว่าง รัก หรือ คิดถึง หรืออาจจะว่างเปล่า ไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ที่ใจสั่นนั้นมันก็อาจจะเป็นปฏิกิริยาของร่างกายเวลาที่อยู่ใกล้คนที่เคยแอบชอบก็ได้ล่ะมั้ง

ตอนนั้นที่ชุดความคิดของเขาต้องหยุดชะงัก เพราะว่าอึนนาเข้ามาเรียกเขาในห้องนั่งเล่น

“จองกุก แทฮยองมาหาน่ะ” เธอยืนอยู่ข้างประตูแล้วยิ้มกริ่ม ฝ่ายลูกชายลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟาแล้ววิ่งออกไปดูที่หน้าต่าง แทฮยองกำลังยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ อีกฝ่ายสวมเสื้อหนาวตัวหนากางเกงสีดำรัดรูป มันยิ่งทำให้เขาดูมีออร่ามากขึ้น จองกุกแอบยิ้มเบาๆ

“เขาจะชวนลูกออกไปข้างนอก”

“ที่ไหนครับ?” เขาถามอย่างร้อนรน อึนนายิ้มกรุ้มกริ่ม “แม่ว่าลูกไปถามเขาเองดีกว่านะ” ไม่รอช้า จองกุกเดินออกไปทันที ก่อนออกไปก็แวะตรวจเช็คใบหน้าตัวเองผ่านกระจกในห้องน้ำ แล้วจึงเดินออกไป

“ไง ตื่นสายนะ” แทฮยองแอบแซวแล้ววางถุงที่ข้างในมีผลไม้ที่ระเบียง “ไปข้างนอกกันมั้ย” เขาถามต่อ จองกุกยืนนิ่ง เขาไม่รู้จะตอบยังไง รู้ตัวอีกทีตัวเองก็เดินลิ่วๆ ขึ้นไปแต่งตัวลงมาเรียบร้อยแล้ว

อาจจะคิดไปเองก็ได้ว่าแทฮยองก้าวเข้ามาในชีวิตเขาเรื่อยๆ หรือเป็นเขาเองที่เปิดให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามา

มอเตอร์ไซค์ของซอกจินถูกนำมาขี่ โดยมีแทฮยองเป็นคนซ้อน เขาไม่บ่นอิดออดเลยสักคำ อีกคนบอกว่าอยากจะไปซื้อต้นไม้ที่ร้านของคุณจูนี่ แม้ว่าหิมะจะตกลงมาเรื่อยๆ แต่แทฮยองก็ยังยืนยันว่าอยากจะไปหาซื้อต้นไม้อยู่ดี และเขาก็มั่นใจว่าสาวใหญ่คนสวยจะต้องแนะนำต้นไม้ที่เหมาะปลูกในฤดูหนาวให้เขาได้แน่ๆ

โชคดีที่หิมะไม่ได้ตกหนัก ถนนหนทางจึงไม่ปิดกั้นทาง รถไถหิมะยังคงทำงานอยู่เรื่อยๆ เป็นอีกหนึ่งความก้าวของเทคโนโลยีในปูซาน สายลมหนาวปะทะหน้าของจองกุกจนเขารู้สึกหน้าชา กลับกันคนด้านหลังที่ซ้อนท้ายมาดูจะสนุกสนาน โบกไม้โบกมือจับหิมะเล่น

แม้เสียงลมจะดังโกรกหูเขา แต่มันก็ยังดังไม่มากพอกลบเสียงหัวเราะของแทฮยองได้

ราวกับช่วงเวลานี้มันช้าลง และไหลไปแบบสโลวโมชั่น สองล้อขับเคลื่อนช้าๆ แสงตกกระทบกับตัวรถสีขาวที่มีสนิมขึ้นประปราย หรือรอยดำสมบุกสมบัน แต่สำหรับเขา เป็นรอยดำที่สวยงามและมีคุณค่าเกินกว่าที่ใครจะหาได้

 

 

 

“จองกุกอา ฮือ” ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้าน คุณจูนี่ก็วิ่งด้วยความเร็วสี่คูณร้อยโดยไม่สนว่ารองเท้าส้นสูงที่เธอสวมจะพาให้ร่างเล็กหกล้มเข้ามาหาเขา เธอสวมกอดจองกุกเอาไว้แน่นจนชายหนุ่มแปลกใจเล็กน้อย เธอร้องไห้เสียงเหมือนจะขาดใจ จนมาสคาร่าไหลออกมาที่ขอบตา

เหล่าลูกค้าหลายคนที่ได้อานิสงส์มาจากโพสในทวิตเตอร์ของแทฮยองหันมามองด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากยืนมอง พวกเขาไม่รู้ว่าสองหนุ่มหน้าใหม่ นั่นคือแทฮยองและจองกุกที่พวกเขากำลังตามติดและลุ้นไปกับทั้งคู่ในทวิตอยู่

“อย่าเสียงดังสิครับคุณจูนี่ เดี๋ยวลูกค้าก็หนีหายหมด” แทฮยองกระซิบ เธอเบ้ปากแล้วถอนกอด จ้องมองใบหน้าชายหนุ่มที่เคยเห็นตอนเด็ก จองกุกในตอนนี้สูงกว่าเธอมากโข แถมตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก ไม่อยากจะเชื่อว่าไอเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นคนเดียวกับเด็กชายในวันนั้น

“คุณจูนี่ สวยเหมือนเดิมเลยครับ” จองกุกชม ผ่านไป 15 ปี เธอก็ยังสวยไม่สร่าง จูนี่ยิ้มเบาๆ “สกินแคร์ฉันแพงน่ะ เธอสิ ตัวสูงขนาดนี้ แถมตัวก็แน่นไปหมด โตเป็นหนุ่มจริงๆ แล้วสินะ” ตื้นตันในใจเหลือเกิน เธอหันมาหาแทฮยองเบาๆ

“ฉันบอกแล้วว่าเธอจะต้องชอบเขา ดูสิ เขาหล่อขนาดนี้” ประโยคท้ายเธอกระซิบ แต่มันก็ไม่หลุดรอดสายตาของจองกุกไปได้หรอกนะ และแทฮยองก็ไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธด้วยสิ กลับกันเขาหันไปมองหน้าจองกุกด้วย จนเป็นจองกุกเองที่หลบตาซะอย่างนั้น

“แล้วต้นแอปเปิลล่ะครับ…มันเป็นยังไงบ้าง”

ใช่แล้ว จองกุกลืมไปว่ามันเป็นเรื่องเซ้นซีทีฟสำหรับจูนี่ เมื่อเธอเริ่มที่จะน้ำตาไหลอีกครั้ง เขาตกใจในขณะที่แทฮยองรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าให้เธอรัว “ฮึบครับ คุณจูนี่ ฮึบไว้ก่อน” เธอพยายามกลั้นน้ำตาสุดฤทธิ์ เพราะไม่อยากให้ลูกค้าหนีหายไปเหมือนครั้งที่แล้ว

มันสำเร็จ โดยมีแทฮยองช่วยไว้ จองกุกมองดูภาพนั้น ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาทำให้แทฮยองชะงักแล้วหันไปมอง เขารู้สึกชอบเสียงหัวเราะนั้นขึ้นมา ชอบพอๆ กับที่ชอบรอยยิ้มของอีกฝ่าย

อย่างน้อย จองกุกก็หัวเราะได้แล้ว ถึงจะยังไม่สุดก็เถอะ…

“อย่าทำให้ฉันร้องไห้อีก มาสคาร่าฉันแพง” จูนี่บอก ก่อนจะพาทั้งสองคนไปดูต้นแอปเปิลในสวน มันก็ยังคงเป็นตอแอปเปิลที่จองกุกจำได้อยู่ดีนั่นแหละนะ ขนาดก้อนหินที่เขาเคยวางก็ยังคงอยู่ที่เดิมเลย สวนนี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย จูนี่อาจจะเปลี่ยนต้นไม้หรือดอกไม้ทุกปีตามอารมณ์ของเธอ หรืออาจจะตามฤดูกาลออกดอก แต่ยังไง มันก็ยังสวยมากอยู่ดี และสวยกว่าที่เขาจำได้ด้วยซ้ำ

ผ้าใบสีขาวของจูนี่ถูกเติมเต็มด้วยสีสันมากมาย อย่างที่เธอชอบ

ชายหนุ่มรู้สึกยินดี ที่เขาได้กลับมาเห็นมันอีกครั้ง

“สวนสวยมั้ย” แทฮยองกระซิบถามจองกุก

“สวย” เขาตอบโดยที่ไม่ได้มองเหล่าบรรดาดอกไม้ต้นไม้ด้วยซ้ำ ที่จะมองก็มีเพียงแพขนตาของแทฮยองที่เขามองเห็นจากความสูงที่มากกว่าตรงนี้ “เป็นความสวยงามที่กลบเกลื่อนแผลในใจใช่มั้ย”

“คงงั้น” เขาตอบ แล้วหันไปมองตอแอปเปิลอีกครั้ง

“คนเราอยู่กับความเจ็บปวดได้ นายเคยบอกคุณจูนี่แบบนี้ใช่มั้ย” แทฮยองถามยิ้มๆ

“รู้ได้ไง” จองกุกแปลกใจ

“ฉันรู้แล้วกัน” คนตัวเล็กกว่าตอบ ก่อนจะเดินตามจูนี่ออกไป ไม่ลืมที่จะหันมายิ้มหวานให้จองกุก เป็นยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขากระตุกแทบจะทันที จนต้องก้มหน้าลงไปมองหน้าอกตัวเองแล้วชี้เบาๆ

“หัวใจ อย่าเต้นแรงไปมากกว่านี้ได้มั้ย!”

ผ่านประตูมา แทฮยองพิงกำแพงแล้วหายใจแรง เขาแอบมองจองกุกที่ยืนหันหลังอยู่ในสวนเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาแล้วก้มหน้า

“หัวใจ อย่าเต้นแรงไปมากกว่านี้ได้มั้ย”

พายสับปะรดถูกยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะในร้าน แล้วจูนี่ก็ขอตัวไปต้อนรับลูกค้าต่อ เพราะยิ่งช่วงบ่าย ลูกค้าก็ยิ่งเยอะ เธอปล่อยให้สองหนุ่มนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนในร้าน ไม่ลืมที่จะจุดเทียนให้ทั้งคู่ด้านหน้า ยิ่งทำให้บรรยากาศมันโรแมนติกยิ่งกว่าเดิมเสียอีก แม้ตอนนี้ฟ้าจะยังไม่มืดก็ตามที

“พายสับปะรด เมนูลับของคุณจูนี่…” จองกุกพึมพำเบาๆ ก่อนจะใช้ช้อนตักลงไปแล้วนำเข้าปาก เขาลิ้มรสสัมผัสขนมหวานที่เขาเคยชอบเมื่อ 15 ปี ก่อน ความพองตัวพอดีของแป้งพายกำลังห่อหุ้มไส้รสหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อม ให้บรรยายความอร่อยของเมนูลับนี้ทั้งวันก็คงจะไม่หมด

แทฮยองนั่งจ้องหน้าจองกุกเวลากิน เห็นอีกฝ่ายดูมีความสุขกับของอร่อยตรงหน้าก็พานทำให้เขาอิ่มใจขึ้นมาเฉยๆ หรือจริงๆ แล้วเขาก็แค่ขอให้อีกคนมีความสุขเท่านั้นเอง อาจจะแปลกไปหน่อยที่เขาแทบจะไม่รู้จักตัวตนของคนที่เขียนจดหมายสารภาพรักแล้วใส่มันลงไปในกล่องโบราเลย แต่กระนั้น เขาก็หวังให้จองกุกมีความสุขจากใจจริงๆ

ถ้าจองกุกมีความสุข เขาก็คงมีความสุขจริงๆ

เป็นความรู้สึกที่ช่างซับซ้อนจนยากจะหยั่งถึงจริงๆ

คนตรงหน้าที่ดูมีความสุข แต่ข้างในกลับแตกสลาย หากจะประกอบชิ้นส่วนพวกนั้นขึ้นมาใหม่ มันก็อาจจะไม่ยั่งยืนและคงแตกสลายได้อีกครั้ง แน่นอนว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือสร้างชิ้นส่วนความทรงจำเข้าไปใหม่

ก็คงทำได้ ถ้าจองกุกเปิดมากกว่านี้…

แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น เขาคงต้องรู้จักอีกฝ่ายให้มากกว่านี้ซะก่อน

“เล่าเกี่ยวกับตัวนายให้ฟังหน่อย”

“ตัวฉัน” จองกุกสงสัยในคำถาม อยู่ๆแทฮยองก็นึกเพี้ยนอะไรอยากจะฟังเรื่องของเขาขึ้นมา ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะก้มตักพายอีกครั้งแล้วเงยหน้า “ทำไมถึงอยากรู้ล่ะ?”

“ก็แค่อยากรู้น่ะ…” แทฮยองเท้าคาง

“อยากรู้เรื่องไหนล่ะ?” จองกุกถาม “นายทำงานอะไรเหรอตอนนี้?”

“…ช่างภาพอิสระ” คำตอบของจองกุกทำให้แทฮยองเบิกตากว้างอย่างตกใจ

“งั้นถ่ายรูปฉันบ้างสิ” เขาบอก

“ไม่”

“ใจร้าย”

“หมายถึง ไม่ถ่ายตอนนี้หรอก ฉันชอบถ่ายเวลาที่คนอื่นมีความสุข”

“ฉันก็มีความสุข….” แทฮยองจ้องตา แล้วยิ้มกว้างจนเห็นฟัน “ทำไมวาดรูปเก่งจัง”

“ตอนนั้นไม่มีโทรศัพท์..ก็เลยใช้วาดเอา” เขาตอบและยกแก้วชาขึ้นมาดื่ม เป็นจริงอย่างที่เขาบอก เมื่อ 15 ปีก่อน หลายครอบครัวไม่ได้มีโทรศัพท์เข้าถึงทุกบ้าน จะมีก็แต่รุ่นปุ่มกดที่ถ่ายรูปไม่ได้ จองกุกอยากเก็บความสุขเอาไว้ในความทรงจำ

เขาเลยวาดรูป มันก็เหมือนกับที่เขาวาดรูปแทฮยองขึ้นมา เพราะไม่มีโทรศัพท์นั่นแหละ

“ฉันดีใจนะ ที่นายวาดรูปฉัน” แทฮยองบอก จองกุกหน้าแดงก่อนจะหันไปทางอื่น เมื่อแทฮยองพูดถึงสิ่งนั้นขึ้นมาโต้งๆ ถึงเขาจะไม่ได้สนใจอะไรมันมากนัก แต่รูปวาดพวกนั้น เขาก็วาดมันมาจากใจที่ชอบแทฮยองจริงๆ

ชายหนุ่มเงียบและไม่พูดอะไรต่อ สายตาของเขาจดจ้องอยู่กับพาย แต่ในใจกำลังคิดหาทางหนีไปจากสถานการณ์ที่กำลังทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงจนเกินเหตุนี้ให้ได้

“แผลเป็นนั่น ได้มายังไงเหรอ?” แต่คำถามต่อไป ทำให้เขาชะงัก จนต้องเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วชี้ที่อก

“แผลผ่าตัดเหรอ”

“เปล่า..แผลเป็นที่แก้ม ตรงนี้” แทฮยองส่ายหัวแล้วชี้มาที่แก้มซ้ายของจองกุก เขาสังเกตเห็นมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีโอกาสถาม จองกุกร้องอ๋อ ก่อนจะนั่งเงียบ

บางอย่างแทรกเข้ามา

เขาจำได้ว่าแผลนี้ได้มายังไง และนึกย้อนไปตอนที่ตัวเองนั้นอายุ 15 ปี

 

“ลุกขึ้นมาจากเตียงได้แล้ว” เสียงของซอกจินสั่งเขาด้วยความโมโห เพราะจองกุกไม่ยอมลุกจากเตียงตั้งแต่เช้า อีกฝ่ายจะต้องกินข้าวและยาบำรุง วันนี้มีนัดกับหมอช่วงสาย แต่น้องชายตัวดีก็ยังไม่ยอมลุกจากเตียงอยู่ดี แถมยังคลุมโปงหนีอีกต่างหาก

“ซอกจินอย่าดุน้องสิ” อึนนาปราม เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มใช้อารมณ์มากเกินไปแล้ว

“ลุกขึ้นมา!” เขาไม่พูดเปล่า เดินดุ่มๆ ไปกระชากผ้าห่มออกมาทันที จองกุกนอนขดตัวกอดเข่า “ผมเหนื่อย อย่ามายุ่งกับผม” เขาร้อง อึนนาลูบหัวลูกชายสุดที่รักเบาๆ

“วันนี้ต้องไปหาหมอนะลูกรัก เดี๋ยวไม่หายหรอก” เธอบอก

“ไม่ไป มันก็เหมือนทุกครั้งนั่นแหละครับ” เขาเถียง ซอกจินหงุดหงิดในความดื้อดึง จองกุกต้องไปตรวจหัวใจ เพราะเขาพึ่งจะผ่าตัดมาได้ 2 สัปดาห์เอง แน่นอนช่วงเวลานี้จะต้องให้หมอตรวจดูอาการอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้เกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัด

“นายเปล่าเหนื่อย นายก็แค่เก็บกด ฉันจะไม่ให้แม่ให้ยาแก้เครียดกับนายแน่ๆ ลุกขึ้นมาได้แล้ว” เขาสั่ง อึนนาไม่เคยเห็นลูกชายคนโตของเธอโมโหขนาดนี้มาก่อน ปกติแล้วซอกจินเป็นคนใจเย็นมากถึงมากที่สุด เป็นเพราะเขาห่วงจองกุกมาก

“ไม่!” จองกุกบอก แล้วแนบหน้าไปกับหมอน เสียงของเขาสั่นเครือ

“อยากบอกมั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น” อึนนาลูบหลังเบาๆ จองกุกลุกพรวดขึ้นมา ทำให้สองแม่ลูกได้เห็นหน้าของเขาชัด แก้มซ้ายมีรอยแผลจากมีดบาด มันเป็นแผลตกสะเก็ดที่ยังทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดอยู่ จองกุกโดนเพื่อนแกล้งอีกแล้ว สัปดาห์ก่อน หลังจากที่เขาออกจากโรงพยาบาลและกลับไปเรียน เด็กพวกนั้นเอาคัตเตอร์ขึ้นมาขู่จองกุกในตอนเย็นก่อนที่จะกลับบ้าน แต่ด้วยความเป็นเด็กและไม่ระวัง คัตเตอร์บาดเข้าที่แก้มซ้ายของลูกชายอึนนา

ถ้ามันเป็นอุบัติเหตุเธอก็ยังพอรับได้ แต่มันไม่จบแค่นั้น

เส้นผมสีดำของจองกุกถูกตัดไปแหว่งๆ ดูคล้ายกับหนูแทะ สร้างความอับอายให้เด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก เขาวิ่งกลับบ้านทั้งแบบนั้น และนั่งร้องไห้อยู่ในห้อง ตั้งหลายชั่วโมง อึนนาคิดว่าที่ลูกชายเธอไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันคงจะจบลง แต่เปล่าเลย มันกลายเป็นแผลที่ไม่มีวันหายไปซะแล้ว

เธอโกรธมากในวันแรกและจ้องที่จะเอาเรื่องเด็กพวกนั้น แต่สิ่งที่พวกนั้นได้รับก็แค่กักบริเวณและตัดคะแนน อึนนาคิดว่านี่มันน้อยเกินไป แต่เธอก็ทำอะไรมากไม่ได้ ดูเหมือนผอ.จะไม่สนใจเหตุการณ์แย่ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนสักเท่าไหร่

“ผมเหนื่อย ผมป่วย ไม่เข้าใจกันเหรอ ผมเหนื่อยมาก และผมก็น่าเกลียด” จองกุกพูดทั้งน้ำตา ตอนนี้หน้าของเขามีรอยแผล และผมก็ยังแหว่งน่าเกลียดอีก เขาไม่อยากออกไปข้างนอก ไม่อยากทำอะไร นอกจากจมดิ่งกับความเศร้า บนเตียงโง่ๆ นี่

“อย่ามาบอกนะว่าผมหล่อ เพราะว่าผมไม่ได้หล่อเลย” จองกุกถอดเสื้อยืดของตัวเองออก แล้วชี้ที่แผลเป็นผ่าตัด

“ไม่เอาน่า” อึนนาพยายามพูด แต่จองกุกก็เถียง

“อย่ามาบอกว่าจะไม่มีใครจ้องมองผม เพราะว่าพวกเขาต้องจ้องแน่ ฮึก…..ผมเป็นตัวประหลาด เป็นตัวประหลาดของเพื่อนๆ” เขาร้องไห้ไม่หยุด นั่นยิ่งทำให้อึนนารู้สึกอยากจะร้องไห้ตาม จากที่สงสารลูกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดวงตาใสแจ๋วที่เธอเคยจ้องมอง บัดนี้มันเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลริน จองกุกแตกสลายอีกครั้ง

และอีกครั้ง

เป็นเช่นนั้นเสมอ…

“ผมมันประหลาด….ฮึก” เขาครวญและซุกหน้าลงกับหมอน อึนนากอดลูกชายของเธอไว้ พยายามซึมซับความเจ็บปวดและอยากจะเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ลูกชายในยามนี้

ซอกจินยืนจ้องเนิ่นนาน จนเมื่อเขาเริ่มพูด “โอเคได้เลย!” เขาตวาด และเดินออกไปนอกห้อง จองกุกกอดแม่ของเขาแน่นและปล่อยโฮ จนกระทั่งได้ยินเสียงบางอย่างดังออกมาจากห้องน้ำด้านนอก

“พี่ซอกจิน…” เขาเอ่ยเรียกเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปดู ภาพที่เห็นทำให้เขาตกใจ

เสียงของแบตเตอร์เลี่ยนดังอย่างสม่ำเสมอเส้นผมสีดำของซอกจินที่ร่วงหล่นลงมาที่อ่างล้างหน้า และใบหน้าของพี่ชายที่กำลังจดจ่อกับการไถผม ให้มันแหว่งๆ น่าเกลียด….

ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาอยู่ที่โรงพยาบาล หมอตรวจหัวใจของจองกุกปกติ แต่เขาก็แอบเหลือบสายตาขึ้นมามองซอกจิน ที่ผมเผ้าแหว่งเละเหมือนกันกับจองกุก ก่อนจะยิ้มเบาๆ

“เจอมาหนักสินะ” เขาถาม

“ไม่เท่าไหร่หรอกครับ” ซอกจินตอบ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “หมอครับ” จองกุกเอ่ยเรียกหมอเบาๆ

“ว่าไงเจ้าชาย” เขาตอบรับแล้วจ้องมองคนไข้ของตัวเอง จองกุกเป็นคนไข้ของเขามาหลายปีนับตั้งแต่ตรวจเจออาการโรคหัวใจ เขาเป็นเด็กดี น่ารักและสุภาพ เปรียบเสมือนเจ้านายตัวน้อยๆ ของหมอที่นี่

“ผมหล่อมั้ยครับ”

“หล่อที่สุดในโลกเลยล่ะ” หมอตอบ จองกุกยิ้มกว้างหันไปมองซอกจินที่ยืนข้างๆ ดวงตาที่เคยเศร้าหมอตอนเช้ากลับมาส่องประกายอีกครั้ง

“แต่พี่ชายของผมหล่อกว่าล้านเท่า”

 

 

“เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ…” จองกุกบอก หลังจากที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้แทฮยองฟัง…อีกฝ่ายตั้งใจฟัง และมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่จองกุกกำลังพูด เขาชอบเวลาที่อีกฝ่ายเล่า ไม่ใช่เพราะเรื่องมันน่าฟัง แต่เพราะน้ำเสียงและอารมณ์ที่สื่อออกมาในแววตาของคนตรงหน้า

จองกุกมีเสน่ห์ แม้ในยามที่อีกฝ่ายมองออกไปนอกหน้าต่างและเล่าเรื่อง

ก็ยังดูมีเสน่ห์ เขาไม่อาจละสายตามันไปได้เลย รอยแผลเป็นข้างแก้ม เป็นแผลในใจของจองกุก แต่แทฮยองกลับคิดต่างไป มันอาจจะเป็นแผล แต่ทุกคนอยู่กับความเจ็บปวดได้ และจองกุกก็ทำมันไปแล้ว

เขาทำมันมาหลายครั้งแล้วด้วย….

“คนเราอยู่กับความเจ็บปวดได้” แทฮยองพูดขึ้น จองกุกหันมาจ้องใบหน้าตรงหน้า “ใช่…คนเราอยู่กับความเจ็บปวดได้” เขาบอก แทฮยองยิ้ม เขายื่นมือมาจับมือของจองกุก อีกฝ่ายตกใจเล็กน้อย ชักมือออก

ซึ่งแทฮยองก็ไม่ได้ว่าอะไรกับท่าทีนั้น เขารู้เพราะว่าจองกุกกำลังกันคนอื่นออก

“ตอนที่นายเล่าเรื่องนี้…นายมีความสุข ฉันเห็นมันในสายตาของนาย” เขาพูด

“ฉันเคยมีความสุข” จองกุกบอก แม่กับซอกจินเป็นทุกอย่างของความสุขที่เขาจะมีได้ในชีวิตนี้ “แล้วตอนนี้นายมีความสุขมั้ย” แทฮยองถาม

“ไม่รู้สิ”

“ฉันไม่อยากให้นายเศร้าไปมากกว่านี้แล้ว”

“หึหึ ทำไมต้องแคร์ฉันล่ะ นายไม่รู้จักฉันด้วยซ้ำ” จองกุกหัวเราะเบาๆ แต่แทฮยองก็ยังคงยิ้มให้เขา

“ก็ฉันชอบนาย”

ตึก ตึก ตึก ตึก

หัวใจของเขาเต้นแรงอีกแล้ว แรงกว่าเมื่อกี้ที่อยู่ในสวนอีก แรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เต้นแรงจนเลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง และทำให้หน้าของเขาแดงขึ้นมา

“ฉันน่ะ ชอบนายนะ จอน จองกุก จะหัวเราะก็ไม่เป็นไรหรอก ก็ฉันชอบนายจริงๆ” แทฮยองพ่นคำพูดในใจออกมาพรั่งพรู ซึ่งเขาเลียนแบบข้อความในจดหมายของจองกุกมาเด๊ะๆ ทำให้เจ้าของต้นแบบแก้มแดงเหมือนมะเขือเทศสุก เขาไม่เคยโดนสารภาพรักมาก่อนเลยในชีวิตนี้

“นายหน้าแดงเลย” แทฮยองแซว

“เปล่าสักหน่อย” จองกุกหลบตา ยิ่งเขาทำแบบนี้แทฮยองก็ยิ่งรู้ว่าจองกุกกำลังเขินมากแค่ไหน แต่เขาไม่อาจจะกักเก็บความรู้สึกที่มีได้อีกต่อไปแล้ว

“จริงอยู่ที่ฉันเคยชอบนาย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว นายอย่ามาเสียเวลากับฉันเลย” เขาปฏิเสธออกมา

“นายห้ามฉันไม่ได้หรอก”

“ฉันเป็นระเบิดแทฮยอง!” จองกุกขึ้นเสียงเล็กน้อย ทำให้แทฮยองชะงัก “สักวันฉันจะระเบิดและคนรอบข้างก็จะโดนลูกหลง ฉันไม่อยากให้นายโดนลูกหลง…รู้มั้ย”

“ฉันถึงไม่ยอมบอกนายตรงๆ ฉันเขียนจดหมายโง่ๆ แล้วใส่ลงไปในกล่องโบรา แค่คิดว่านั่นเป็นทางเดียวที่จะได้ระบายความรู้สึกที่ฉันมีต่อนายออกมาได้ แต่แล้วยังไงล่ะ! มันผ่านมาแล้ว ฉันก็ยังคงเป็นระเบิดงี่เง่านั่นอยู่ดี”

เขาร่ายยาว และทำไม้ทำมือไปหมด

“นายไม่ใช่ระเบิดหรอกจองกุก นายพูดแบบนั้นเพราะอยากจะกันฉันให้ออกห่างล่ะสิ”

“คือฉันไม่-” ยังเถียงไม่ทันจบ แทฮยองก็แทรกขึ้นมา “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละ นายกันฉันออกไปไม่ได้หรอก”

“…..”

“ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะอยู่ ไม่ใช่เพราะฉันอยากจะโดนสะเก็ดระเบิดของนาย” แทฮยองเหน็บเล็กน้อย เขาจ้องหน้าจองกุกจริงจัง “ไม่ใช่เพราะอยากให้นายจดจำ แต่เป็นเพราะว่าเราทุกคนต่างก็บุบสลายกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และมันก็บ้ามากที่เรายังโอบกอดการบุบสลายนั้นไว้ด้วยความอ่อนโยน เติบโต เรียนรู้ และขอบคุณชีวิตที่ได้รับความไม่สมบูรณ์นั้นอยู่ตลอด”

“เดี๋ยวก่อน..นายใช้คำว่าโอบกอดเหรอ” จองกุกชะงัก แทฮยองเองก็ชะงัก

“ใช่ ทำไมล่ะ?”

“คนปกติเขาไม่พูดกันแบบนั้นหรอกนะ!”

“ฉันเป็นนักเขียน และฉันก็ไม่ปกติ คนปกติที่ไหนจะหลงรักคนที่เขียนจดหมายรักแต่ไม่เคยสารภาพรักกัน”

“……..”

“อะไรอีกล่ะ?”

“เมื่อกี้นายพูดว่าหลงรักงั้นเหรอ?”

“……..”

เพล้ง!

ทั้งสองคนสะดุ้งตกใจเพราะเสียงกระถางต้นไม้ของจูนี่หล่นลงพื้นแตกกระจาย จองกุกรีบวิ่งไปทันทีเพื่อจะช่วยเก็บ มือแกร่งหยิบเศษกระถางที่คมนั้นอย่างใจร้อน จนเขาพลาดไปโดนมันบาดเข้า เลือดไหลออกมาไม่ได้เยอะมาก แต่จูนี่ก็เล่นใหญ่โวยวายทันที

“แทฮยองอา จองกุกโดนกระถางบาด!!!” จูนี่ตะโกน แทฮยองรีบวิ่งเข้ามาดู เขาตกใจคว้ามือของอีกฝ่ายแล้วพลิกไปพลิกมา ในขณะที่จูนี่นั่งน้ำตาซึม

“คุณจูนี่ ร้องไห้ทำไมครับ” จองกุกขมวดคิ้ว

“ก็เลือดเธอจะไหลหมดตัวน่ะสิ ฮือ” เธอเริ่มโวย จองกุกส่ายหน้า เมื่อเริ่มรู้สึกว่าเธอจะเล่นใหญ่มากเกินไปแล้ว “คุณจูนี่กับแผลนี่ แค่จิ๊บจ๊อยนะครับ”

“เราต้องพานายไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผลนะ” แทฮยองบอก

“ไม่เป็นไรหรอก ทายานิดเดียวก็หายแล้ว”

“มะเหงกสิ มันอาจติดเชื้อ บาดทะยักอาจจะกินแผลนาย ลามไปถึงกระดูก นายจะต้องตัดมือออก ดีไม่ดี อาจจะต้องตัดแขน” แทฮยองร่ายยาวเหมือนบทสวด จองกุกอ้าปากพะงาบๆ ในขณะที่จูนี่ก็นั่งร้องไห้คร่ำครวญคิดตามถึงสิ่งที่แทฮยองพูด จนเขานึกกร่นด่าตัวเองในใจ

“โอเคๆ พอแล้ว ฉันจะไปโรงพยาบาล” เขายกมือขึ้นสั่งให้แทฮยองหยุดพูด ซึ่งมันได้ผล ตัวของเขาถูกคนตัวเล็กลากไปที่รถทันที

“ฉันขี่เอง นายซ้อนนะ” เขาสั่งเสร็จสรรพแล้วขึ้นไปคร่อมรถไว้ จองกุกยังยืนเอ๋อ จนเจ้าตัวต้องหันมาสั่งอีกรอบ

“รออะไร ขึ้นสิ” เขาบอก จองกุกถึงจะขึ้นไปซ้อน

รถมอเตอร์ไซค์สองล้อขับไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ในขณะนั้นจองกุกจ้องมองแผ่นหลังของแทฮยอง เขาอยากจะสวมกอดมันเหลือเกิน แต่ก็กลัวว่าเลือดที่ไหลซิบๆ จะเปรอะเสื้อของอีกฝ่าย เขาจึงทำได้แค่นั่งตัวเกร็งคอตั้งหลังตรงอยู่แบบนี้ไงล่ะ

จองกุกได้กลิ่นหอมของแชมพูที่แทฮยองใช้ กลิ่นคล้ายกับแตงโม หรืออาจจะเป็นเมล่อนก็ได้ จองกุกก็ได้แค่คิด เขาเผลอโน้มหน้าไปสูดดมกลิ่นผมนั้น โดยที่แทฮยองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ หัวใจของเขายังคงเต้นแรงกับเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่หยุด แทฮยองทั้งบอกชอบ และบอกรักเขาในคราวเดียวกัน

อีกฝ่ายพูดออกมาโต้งๆ แบบนั้น ด้วยสีหน้าที่เป็นปกติทุกอย่าง

แต่กลับทำให้มือของเขาอยู่ไม่สุข

เราไม่มีทางรู้หรอกว่าหัวใจของเราจะเผลอไปเต้นแรงกับใคร บางคนก็อาจจะเป็นคนใกล้ตัว…บางคนอาจจะเป็นศิลปินที่ตัวเองชอบ หรือบางคนก็อาจจะเป็นคนที่เกลียด แต่สำหรับจอน จองกุก มีเพียงเขาคนนี้เท่านั้น

คนนี้คนเดียว มาตลอด 15 ปี 

ผู้ชายที่ชื่อ คิม แทฮยอง....

 

 

หน่วงกันมาเยอะแล้ว พักเบรกให้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันหน่อยนะคะ

#ถึงคิมแทฮยอง

@_amagadon

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น

  1. #44 Ver_a (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2563 / 23:17

    อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #44
    0
  2. #27 MarisaSomaem (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 22:56
    มันเป็นนุ้บนิ้บๆ

    อบอุ่นหัวใจมากๆเลยงับ 💗✨✊
    #27
    0
  3. #26 อันยอง นี่แฟนอปป้า (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 20:50

    พูดได้คำเดียวเลยว่า อบอุ่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #26
    0
  4. #25 Nabee-0- (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 18:41
    มันนู่มมมมมมมในใจ
    #25
    0
  5. #24 zsawqe12 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 18:33

    สู้ๆน่ะไรท์...รออ่านยุ้วว
    #24
    0
  6. #23 Fd2Kp (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 14:37

    แงงอยากจะอ่านทุกวันเลยชอบมากๆๆๆ
    #23
    0