Grand Magic Online [GMO] สงครามมหาเวทออนไลน์

ตอนที่ 51 : บทที่ 51 Surprise

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,058
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    26 ม.ค. 58

51

Surprise

 

 

            ตามปกติ  วัชระจะต้องฝึกมวยเช้า - เย็นเป็นประจำทุกวันอยู่เป็นนิจ  แทบไม่เคยขาดการฝึกเลยแม้แต่วันเดียว  จะมีก็เพียงแค่วันที่เกิดเหตุสุดวิสัยจนทำให้ไม่สามารถฝึกได้จริง ๆ เท่านั้นที่เขาจะยอมละเว้นการฝึกของวันนั้นไป...

            ...ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาต้องหยุดการฝึกรอบเย็นไปเพราะเหตุสุดวิสัยที่ว่านั่น

            “ให้ตายสิ  แค่เจ็บไหล่แค่นี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ได้เหมือนกันแฮะ” 

            เสียงบ่นอย่างเซ็ง ๆ ดังออกมาจากปากของวัชระในยามราตรีอันเงียบสงบชวนให้หลับใหล  หลังจากที่ตัวเจ้าของเสียงเพิ่งเดินออกมาจากห้องแต่งตัวหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ  เขาได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ในขณะที่กำลังเดินไปนั่งลงยังปลายเตียงนอนของตน  เมื่อเขานึกถึงเรื่องที่วันนี้ต้องยอมหยุดฝึกมวยภาคเย็นไป  เพราะมีอาการปวดกล้ามเนื้อที่หัวไหล่และต้นแขนขวา  ที่ถึงแม้มันจะไม่ได้หนักหนาอะไรมากมาย  แต่ก็ไม่ได้เป็นอาการที่เล็กน้อยจนสามารถละเลยได้เช่นกัน  ขืนฝืนไปฝึกจนกลายเป็นอาการเรื้อรังขึ้นมาคงไม่สวยแน่ 

            ด้วยเหตุฉะนั้นเขาก็เลยต้องยอมตัดสินใจยกเลิกการฝึกในช่วงหลาย ๆ วันนี้ไปก่อนจนกว่าอาการบาดเจ็บจะดีขึ้น  แต่ก็อย่างว่า  ไอ้แค่ตัดสินใจน่ะมันง่าย  หากการปฏิบัตินี่สิที่ยาก  กับคนที่ฝึกมวยมาตลอดจนเป็นชีวิตจิตใจอย่างเขาแล้ว  การที่จะให้มาหยุดฝึกไปซะดื้อ ๆ เป็นเวลาหลาย ๆ วันนี่มันก็ชวนให้รู้สึกตงิด ๆ ใจอยู่ชอบกลเหมือนกัน  เปรียบไปมันก็เหมือนวงจรชีวิตบางส่วนขาดหายไปหรืออะไรประมาณนั้นน่ะแหละ

            หากขาดฝึกนาน ๆ ล่ะก็  เชื่อได้เลยว่าเขาคงได้มีอาการ ลงแดง ตามมาในเร็ว ๆ นี้เป็นแน่  ซึ่งพอคิดได้ดังนี้แล้ว...

            อยากหายเจ็บเร็ว ๆ ชะมัด

            เขาก็เป็นต้องครวญครางขึ้นมาในใจอีกคำรบหนึ่ง

            ก๊อก  ก๊อก  ก๊อก

            ตอนนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาเรียกให้สายตาของเขาเหลือบไปมองทางต้นเสียงด้วยความสงสัย  ตามด้วยเสียงขออนุญาตที่เป็นเสียงทุ้ม ๆ ห้าว ๆ อันแสนติดหูที่ทำให้รู้ทันทีว่าเสียงนั่นเป็นของใคร

            “เฮ้เจ้าลูก  ขอพ่อเข้าไปหน่อยได้ไหม?”

            คนที่เรียกเข้าด้วยสรรพนามแบบนี้มีอยู่คนเดียวเท่านั้น  ไม่ต้องเดาเลยก็รู้แล้วว่าคนที่มาเคาะประตูเรียกเขานี่ก็คือนายวิวัฒน์  คุณพ่อบังเกิดเกล้าของเขานี่เอง

            พ่อกลับมาแล้วงั้นเหรอ

            วัชระตั้งคำถามไว้ในหัวก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปเปิดประตูให้คนเป็นพ่อโดยไม่ปล่อยให้รอนาน  ซึ่งพอบานประตูเปิดออกให้เห็นใบหน้าคมสันอันแสนอ่อนเยาว์ไม่เข้ากับอายุในหลักเลข  4  ของชายผู้ให้กำเนิดแล้ว  เขาก็ยิงคำถามเปิดใส่ก่อนเลยเป็นอันดับแรก

            “สวัสดีครับพ่อ  ในที่สุดก็กลับมาแล้วเหรอครับ  ดินเนอร์คืนนี้เป็นไงบ้างล่ะ  ขอให้แม่เขายอมยกโทษให้ได้รึยัง” 

            ในที่นี้วัชระหมายถึงเรื่องที่วิวัฒน์ชวนนิลรัตน์ออกไปดินเนอร์เพื่อขอให้เธอยอมยกโทษให้  ในเรื่องที่เขาทำให้ลูกชายเจ็บตัวเมื่อเช้านี้  เนื่องจากว่าตั้งแต่เช้ามา  เธอไม่ยอมพูดยอมจากับเขาเลยนอกจากจะต่อว่าเรื่องที่เขาทำลงไปอยู่ท่าเดียว  จึงส่งให้เขาต้องรีบร่างแผนงานขออภัยโทษเป็นการด่วนจี๋และทำการดำเนินงานในเร็วไว  เพราะเชื่อเถอะถ้าปล่อยให้เหตุการณ์มาคุ ๆ อย่างนี้ต่อไป  รับรองเขาคงได้เฉาตายด้วยอาการขาดไออุ่นจากศรีภรรยาสุดที่รักแหง ๆ

            และพอโดนลูกชายถามมาดั่งข้างต้น...

            “เฮ้อ!  เรื่องนั้นน่ะเหรอ”  เขาก็ถอนหายใจเฮือกออกมาด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ แล้วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า

            “กว่าจะง้อได้เล่นเอาซะเหนื่อยแทบแย่เลยแหละว่ะ”

            “ฮ่าฮ่า  ถ้าง้อได้ง่าย ๆ ก็ไม่ใช่แม่เขาแล้วล่ะครับพ่อ”  วัชระหัวเราะร่วนออกมากับท่าทางอ่อนแรงราวกับเพิ่งผ่านสงครามมาหมาด ๆ ของคนเป็นพ่อ

            “อย่าหัวเราะสิวะ”  นายวิวัฒน์ว่าพลางหันมาแยกเขี้ยวใส่  ซึ่งพอทำอย่างนั้นก็ได้เห็นสังเกตเห็นผ้าปิดแผลที่ติดอยู่ตรงปลายคิ้วของลูกชาย  เขาจึงนึกถึงสาเหตุที่ตนมายังที่นี่ได้แล้วถามออกมา

            “เออ  แล้วนี่แผลแกเป็นไงบ้างแล้วล่ะ  ยังเจ็บอยู่ไหม”

            “หืม”  ได้ยินคนเป็นพ่อถามแล้ววัชระก็เลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาจิ้ม ๆ แผลที่คิ้วขวาของตัวเองดูเพื่อตรวจสอบความรู้สึก  เสร็จสรรพแล้วถึงค่อยตอบกลับไป  “ก็...ไม่ค่อยเจ็บแล้วล่ะครับ  แค่รู้สึกแปล๊บ ๆ นิดหน่อย”  เขาว่า

            “อืม  ดีแล้วที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก”  วิวัฒน์กล่าวยิ้ม ๆ  ท่าทางเขาจะรู้สึกผิดอยู่พอสมควรเหมือนกันที่ไปฟาดศอกใส่ลูกชายเสียเต็มรักขนาดนั้น

            “ถ้าอย่างงั้นแล้วไหล่แกล่ะเป็นอะไรมากไหม”  จบเรื่องแผลแล้วเขาก็มาถามเรื่องอาการเจ็บที่ไหล่ต่อ

            ซึ่งเมื่อได้รับคำถามนี้แล้ววัชระก็เป็นอันต้องเลิกคิ้วขึ้นมาอีกหนึ่งรอบ  เขาหันไปมองที่ไหล่ขวาของตัวเองโดยอัตโนมัติ  จากนั้นจึงหันกลับมาถามคนเป็นพ่อกลับไปโดยที่ยังไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่ายว่า

            “อะไรกันครับ  นี่พ่อรู้ด้วยเหรอ”  เขายังไม่ได้บอกใครเลยนะว่าเขาเจ็บไหล่เจ็บอยู่  แล้วพ่อของเขารู้ได้ยังไงกัน

            “ก็สังเกตดูจากที่แกใช้มือขวาได้ไม่ค่อยคล่องเหมือนปกติในวันนี้นั่นแหละ  อย่างเมื่อเช้าตอนแกกินข้าว  แกก็ตักข้าวกินช้ากว่าปกติ  แถมมือยังสั่น ๆ ด้วยใช่ไหมล่ะ  พอเอาเรื่องที่ว่ามารวมกับที่เมื่อเช้าฉันซัดหมัดไปโดนไหล่ขวาแกไปด้วยหมัดหนึ่งแล้ว  ก็เลยพอจะเดา ๆ ได้ว่าแกน่าจะเจ็บไหล่อยู่น่ะ”  วิวัฒน์ตอบ

            “อ๋อ”  ฟังคำตอบแล้ววัชระก็บางอ้อ  “เป็นงั้นเอง  อืม  ไอ้เจ็บไหล่น่ะผมก็เจ็บอยู่หรอก  แต่ที่พ่อบอกว่าเจ็บเพราะโดนพ่อชกน่ะมันไม่ใช่หรอกครับ  ที่ผมเป็นอย่างนี้มันเพราะผมแพ้ภัยตัวเองต่างหาก”  เขาแย้ง

            “แพ้ภัยตัวเอง”  วิวัฒน์ทวนคำ 

            “ใช่ครับ  แพ้ภัยตัวเอง”  วัชระย้ำและต่อด้วยการอธิบาย  “พ่อจำหมัดสุดท้ายที่ผมหวดเข้าหน้าพ่อไปเต็ม ๆ ได้ไหม  หมัดนั่นเร็วกว่าหมัดปกติของผมใช่ไหมล่ะครับ”

            “อา  ใช่  มันเร็วกว่าหมัดปกติของแกจริง ๆ  เล่นเอาซะฉันตอบสนองตามมันไม่ทันเลย”  วิวัฒน์พยักหน้ารับขณะที่ได้ยกมือขึ้นมาสะกิดรอยช้ำที่มุมปากอันเกิดมาจากฤทธิ์ของเจ้าหมัดที่ว่านั่น

            “นั่นแหละครับคือสาเหตุที่ทำให้ไหล่ผมเจ็บ  เพราะหมัดนั่นเป็นหมัดที่ผมฝืนชกด้วยความเร็วที่สูงเกินไปผลก็เลยออกมาเป็นการทำให้กล้ามเนื้อรับภาระหนักจนบาดเจ็บอย่างที่เห็นนี่แหละครับ”  เขาอธิบายสั้น ๆ เอาแค่พอเข้าใจ

            “โอ  กระบวนท่าฝืนขีดจำกัดงั้นเหรอ  ฟังดูแล้วเจ๋งดีนี่หว่า  แล้วไอ้หมัดนั่นมันมีชื่อไหมล่ะ”  วิวัฒน์กอดอกถามด้วยความสนใจ

            “หมัดนั่นผมประยุกต์มาจากเคล็ดวิชาดาบอิไอของญี่ปุ่น  เอามันมาปรับใช้กับหมัด  ตอนนี้ผมก็เลยตั้งชื่อมันลวก ๆ ไปก่อนว่า หมัดอิไอ ไว้เดี๋ยวมีอารมณ์เมื่อไหร่ผมว่าจะค่อยมาคิดชื่อใหม่อีกที”  วัชระตอบชื่ออันแสนจะขวานผ่าซากของท่าหมัดตัวเองออกไป

            “ชื่อเห่ยบรมเลยว่ะ  นี่แกเอาสมองส่วนไหนคิดวะเนี่ย  ไร้เซนส์สุด ๆ”  ก็เลยถูกคนเป็นพ่อว่าเข้าให้

            เส้นเลือดที่ขมับกับคิ้วขวาของวัชระจึงพลันกระตุกปึดขึ้นพร้อมกัน  “มาว่าผมอย่างนี้แล้วพ่อมีชื่อดี ๆ มาเสนอไหมล่ะ”  เขาถาม

            “เหอะ!  ของแค่นี้แค่  3  วิฯ ก็คิดออกแล้วโว้ย”  พูดแล้วนายวิวัฒน์ก็เหลือบขึ้นมองไปข้างบนเหมือนกำลังใช้ความคิด  จนครบ  3  วิฯ อย่างที่ปากว่าแล้วเจ้าตัวก็โพล่งพรวดขึ้นมาทันควัน

            “ชื่อ หมัดอัสนี ดีไหมไอ้ลูกชาย”

            “ดูหนังจีนกำลังภายในมากไปไหมป๋า”

            เจ้าคนลูกสวนกลับมาทันตา      

            “มาว่าผมว่าไร้เซนส์  ตัวพ่อเองก็ไม่มีเซนส์เหมือนกันนั่นแหละน่า  จะบอกว่าหมัดผมเร็วเหมือนสายฟ้าใช่ไหมล่ะไอ้ชื่อนั่นน่ะ  ขวานผ่าซากพอ ๆ กับ หมัดอิไอ ของผมเลยนั่นแหละ  พ่อเป็นเซียนด้านมวยไทยแท้ ๆ ทำไมไม่ตั้งชื่อให้มันดูไทย ๆ หน่อยเล่า”  วัชระว่า

            “ก็ไอ้หมัดเร็วนรกแตกนั่นของแกมันนับเป็นมวยไทยได้ที่ไหนล่ะวะ  เล่นประยุกต์มาจากวิชาดาบญี่ปุ่นแบบนั้นน่ะ  แล้วจะให้ฉันตั้งชื่อมันว่าอะไร  ไอ้ยุ่นถวายแหวน’  งั้นเหรอ  หรือว่าจะเอา ซามูไรถวายหมัด’!!”  วิวัฒน์ถามแกมประชด  “ถ้าไม่พอใจนักแกก็ตั้งเอาเองสิวะ  ไอ้ลูกบ้า!

            “เดิมทีผมก็พอใจกับชื่อ หมัดอิไอ อยู่แล้ว  แล้วพ่อจะมาค้านผมทำไมเล่า!”  วัชระโวยกลับ

            “คนมันทนรับไม่ได้นี่หว่า  ที่โดนหมัดชื่อห่วยบรมพรรค์นั้นซัดหน้าเข้าจัง ๆ อย่างเนี้ย!”  วิวัฒน์ชี้ที่รอยช้ำที่มุมปากของตัวเองให้วัชระดู  “ไม่รู้แหละเว้ย  ถ้าแกตั้งชื่ออื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้  ฉันก็ขอใช้สิทธิ์ของคนที่ถูกหมัดนั่นชกสั่งให้แกตั้งชื่อหมัดนั่นเป็น หมัดอัสนี ตามที่ฉันบอกไป  แล้วห้ามเปลี่ยนไปเป็นชื่ออื่นด้วยนะโว้ย  ถ้ารู้ว่าแกเปลี่ยนไปใช่ชื่ออื่นเมื่อไหร่ล่ะก็ฉันจะตามไป เอราวัณเสยงา ใส่ปลายคางแกให้หน้าหงายเลยคอยดู!!

            แล้วไป ๆ มา ๆ นายคนที่เป็นพ่อคนนี้ก็ชี้นิ้วพูดข่มขู่ให้ลูกชายตั้งชื่อ ท่าหมัด ตามที่ตัวเองคิดเสียอย่างนั้น

            ...แล้วกับอีแค่ชื่อท่าหมัด  เจ้าสองพ่อลูกนี่จะมาเถียงอะไรกันนักกันหนาล่ะเนี่ย

            “เมื่อกี้คุณว่าจะทำอะไรลูกวัชนะคะ  คุณวี”

            เฮือก!!!

            ฉับพลัน  โดยไม่มีใครทันสังเกต  อยู่ ๆ ก็มีร่างบางอรชรของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาประชิดตัววิวัฒน์จากทางด้านหลังพร้อมกับเสียงหวาน ๆ เย็น ๆ ที่น่าฟังและดูชวนให้ขนลุกสำหรับใครบางคน  แล้วก็อย่างที่รู้กัน  ในบ้านอัครมงคลแห่งนี้  คนที่เรียกแทนตัววิวัฒน์ด้วยสรรพนามว่า  คุณวี  มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นนั่นก็คือ...

            นิลรัตน์  อัครมงคล ศรีภรรยาสุดที่รักของนาย วิวัฒน์  อัครมงคล นั่นเอง

            “น...นิลจ๋า”  วิวัตน์เรียกชื่อภรรยาพร้อมหันหลังไปจ้องใบหน้างามงดที่มีรอยยิ้มประกาศิตอันน่าหวั่นเกรงประดับอยู่ด้วยท่าทางหวาด ๆ  “คือผม...”  เขาพยายามพูดอธิบาย  แต่ว่า...

            “ฉันไม่ขอรับฟังคำแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ”  น้ำเสียงอันเด็ดขาดนั้นทำเอาซะวิวัฒน์ต้องสะดุ้งเฮือก  เขานึกถึงเหตุการณ์มหาภัยเมื่อเช้าที่ดูคล้าย ๆ กันนี้ขึ้นมาได้ติดหมัดเลยทีเดียว

            “เมื่อเช้า  เพราะฉันไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเองและมีลูกวัชค่อยแก้ต่างให้คุณก็เลยรอดตัวไป  แต่คราวนี้ฉันได้ยินคุณข่มขู่ลูกเต็มสองหู  แบบนี้แล้วคุณคงไม่ได้คิดหรอกนะคะว่าจะมีสิทธิ์ในการแก้ต่างอะไรน่ะ  คุณคะ”  นิลรัตน์เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกสามี  แต่ก็ยังหาได้เปลี่ยนน้ำเสียงที่แสนจะเย็นยะเยือกไม่

            “ตอนไปดินเนอร์กัน  ฉันจำได้ว่าคุณบอกฉันเองว่าจะไม่ข่มเหงหรือรังแกลูกวัชอีก  แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นแค่ลมปากที่ไร้ความจริงใจสินะคะ  ช่างน่าดูชมจริง ๆ”  นิลรัตน์ยังคงพูดกดดันสามีไม่หยุด  จนชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งบ้านอัครมงคลรู้สึกว่าตนเองตัวหดลงไปเหลือ  3  นิ้วเสียแล้ว  โดยมีลูกชายยืนยิ้มเจื่อนดูเหตุการณ์อยู่ในระยะใกล้ในฐานะของผู้เสียหายตามคำกล่าวถึงของมารดา

            “ดีเลยค่ะคุณคะ  ตอนนี้ฉันกำลังเก็บกดอยากระบายหลาย ๆ เรื่องของคุณอยู่พอดี  คุณมาทำตัวเหลวแหลกอย่างนี้ได้ถูกเวลาเลยเชียว  เอาล่ะค่ะ  กลับห้องกันเถอะ  ดูท่าว่าคืนนี้ของสองเราจะอีกยาวไกลนะคะ  ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณเยอะแยะเลยล่ะ  คุณสามีที่รัก”

            แม้วาจาจะนิ่มนวลดั่งปุยฝ้าย  แต่สำหรับนายวิวัฒน์แล้วมันกลับหนักแน่นและคมกริบดุจดั่งใบมีดเล่มโต  บอกตรง ๆ ว่าการถูกภรรยาพูดนิ่ม ๆ แต่เชือดเฉือนใส่กันแบบนี้มันน่าผวากว่าการถูกเธอตะคอกใส่เสียอีก  เพราะกับศรีภรรยาคนสวยคนนี้  เวลาที่เธอโกรธสุด ๆ แล้ว  เธอจะไม่มีอาการปรี๊ดแตกเหมือนผู้หญิงทั่วไป  แต่เธอจะสงบนิ่ง  เยือกเย็น  และมีรอยยิ้มหวาน ๆ ทว่ากลับดูสยองพิกลแสดงอยู่บนใบหน้า  พร้อมพูดจาด้วยสำเนียงเสียงนุ่มนวลน่าฟัง  หากก็แฝงนัยยะประชดประชันและเสียดแทงไว้ด้วยเช่นกัน  มันเป็นการพูดแบบนิ่ม ๆ แต่เล่นเอาจุกไปถึงไส้ติ่ง  ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเธอจะ...

            ...น่ากลัวสุด ๆ!!!

            “เออ...นิลครับ  คือ...”  วิวัฒน์พยายามเค้นสมองหาเพื่อหาทางรอดจากค่ำคืนสยองที่กำลังจะเริ่มขึ้นต่อจากนี้

            “อ๊ะ!  โทรศัพท์”

            แล้วจู่ ๆ เขาก็ร้องขึ้นมาก่อนจะรีบลวงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง  หยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาปัดหน้าจอเหมือนรับโทรศัพท์แล้วเอามันมาแนบข้างหู

            “ไง!  โทรมาหาฉันเอาปานี้มีอะไรงั้นเหรอฉัตรเพชร  เอ๊ะ  หา!  อะไรนะ?  มีเรื่องอยากให้ช่วยงั้นเหรอ  ได้ ๆ เดี๋ยวฉัน...”  นายวิวัฒน์ทำท่าทางเหมือนกับคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางที่ดูโอเวอร์แอ็คติ้งไปนิดจนมีพิรุธ  ระหว่างที่กำลังจ้ออยู่นั่นเองก็เลยโดนนิลรัตน์ฉวยโทรศัพท์ไปจากมือเสียก่อนจะได้ทันพูดจบ

            “อ้าว!  เดี๋ยวสิครับนิล  ผมยังคุยไม่จบ”  วิวัฒน์ร้องเสียงผวา

            แต่นิลรัตน์ไม่ฟัง  เธอกดปุ่มบนโทรศัพท์ทัชสกรีนที่หน้าจอมืดดับให้หน้าจอมันสว่างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง  เธอปัดหน้าเจอดูข้อมูลต่าง ๆ ของมือถือในมืออยู่ชั่วครู่  เสร็จแล้วจึงยืนมันคืนให้สามีพร้อมกับรอยยิ้มหวานที่ดูจะน่าสยองขึ้นอีกเท่าตัว

            “ดูเหมือนว่าโทรศัพท์ของคุณจะมีปัญหานะคะ  คุณคะ  เมื่อกี้เพิ่งมีคนโทรมาหาคุณอยู่เลยแท้ ๆ แต่พอฉันเปิดเข้าไปดูก็ไม่เห็นมีหน้าจอโทร. ต่อสายขึ้นอยู่เลย  แถมพอตรวจสอบประวัติการโทร. ดูแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีสายไหนโทร. เข้ามาเมื่อกี้นี้เลยด้วย  ครั้งล่าสุดก็อยู่ที่ตั้งแต่ตอนบ่าย  3  นู่นแน่ะ  เอ่...มันเพราะอะไรกันนะ?”  เธอเอียงคอถามด้วยท่าทางที่ช่างน่ามองเสียเหลือเกิน  แต่กับวิวัฒน์ในตอนนี้  ท่าทางนั้นมันไม่ต่างอะไรกับท่าทางของยมทูตที่กำลังง้างเคียงเตรียมหวดคอของเขาให้หลุดออกจากบ่าเลยแม้แต่น้อย  เขาถึงกับหน้าซีดไปเลยทีเดียว

            “ฉันว่าคุณเลิกหาทางรอดด้วยการแสดงละครเกรด  E  พรรค์นี้เถอะค่ะ  เสียเวลาเปล่า”  นิลรัตน์กล่าวพลางเอาโทรศัพท์ของวิวัฒน์ที่ตัวเจ้าของยังไม่ยอมหยิบคืนไปเสียทีในมือไปหย่อนใส่กระเป๋ากางเกงของเขาให้แบบคนไม่อยากรอ  ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปจับมือหนาของสามีไว้แล้วพูดว่า  “ฉันว่าเรากลับไปคุยกันที่ห้องดีกว่านะคะ  อยู่ตรงนี้จะรบกวนลูกวัชซะเปล่า ๆ”

            กล่าวจบเธอก็ออกแรงฉุดดึงให้วิวัฒน์เดินตามเธอ  โดยเขาก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร  อีกทั้งยังมีอาการไหล่ตกเหมือนคนปลงชีวิตแล้วอีกต่าง  แค่ดูก็รู้แล้วว่าเขายอมแพ้ให้กับชะตากรรมของตนเองแล้ว

            “อ้อ  แล้วก็วัชจ๊ะ  เป็นแผลแบบนั้นก็อย่านอนดึกนักล่ะ  นอนพักมาก ๆ แผลจะได้หายไว ๆ  คืนนี้ฝันดีนะจ๊ะ”

            และก่อนจะจากไปนิลรัตน์ก็ไม่ลืมที่จะ  Good Night  ให้ลูกชายด้วยรอยยิ้มหวานอันน่ามองจริง ๆ ไม่ได้น่าสยองเหมือนที่ใช้กับสามี

            “อา...ครับ  ผมจะรีบนอนครับ  ขอบคุณครับ”  วัชระรับคำเธอด้วยรอยยิ้มแห้ง  จริง ๆ เขาก็อยากบอก ฝันดี ให้แม่เขากลับไปอยู่หรอก  แต่ดูจากรูปการแล้วคืนนี้เธอคงมีธุระให้ทำจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเป็นแน่  คาดว่าคืนนี้ยามราตรีของบ้านอัครมงคลคงไม่ได้เงียบสงบเหมือนทุกทีเสียแล้ว

            หลังบิดาและมารดาหายไปทางหลังธรณีประตูห้องนอนของทั้งคู่ที่อยู่ทางฝั่งตรงข้ามเฉียงไปตรงด้านขวาของทางเดินจากห้องของเขาแล้ว  ชายหนุ่มก็ปิดประตูห้องที่เปิดค้างมานานของตนลง  จากนั้นจึงถอนหายใจยาว ๆ คล้ายจะไว้อาลัยให้คนเป็นพ่อ

            “โชคดีนะป๋า  ขอให้มีชีวิตรอดไปถึงพรุ่งนี้เช้าล่ะ”

            เขาอวยพรกับคนที่ไม่อยู่(ตรงหน้าเขา)แล้วเบา ๆ  ในขณะที่ทางอีกฝั่งของประตูได้มีเสียงหวานของคนเป็นแม่ดังลอดช่องประตูแว่วผ่านเข้ามา  เป็นสัญญาณให้รู้ว่างานเทศนาเผาหูพ่อของเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว       

            “หาว~

            ทว่าเรื่องนั้นก็หาได้เกี่ยวข้องกับเขาไม่  คืนนี้ไม่มีอะไรให้ทำ  งานต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยก็เคลียร์เสร็จแล้ว  เกม  GMO  เองเขาก็วางกำหนดการไว้ว่าคืนนี้จะของดการออนไลน์ไปสักวัน  ดังนั้น...

            “นอนดีกว่า”

            พูดแล้วก็ไม่รอช้า  เดินไปปิดฟืนปิดไฟในห้องให้ดี  จากนั้นก็เดินกลับมาที่เตียงแล้วล้มตัวนอนห่มผ้าห่มอุ่น ๆ หลับไปทันที  ปล่อยให้เสียงสวรรค์ลงทัณฑ์ของมารดาดังลอยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปโดยไม่สนใจ  ในขณะที่บิดาผู้เป็นนักโทษต้องรับโทษทัณฑ์เสียงสวรรค์ไปคนเดียวอย่างเดียวดาย

 

            “อืม~

            เช้าวันต่อมา  วัชระตื่นขึ้นพลางครางงึมงำในลำคอด้วยความสะลึมสะลือเล็กน้อย  เขาค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง  ก่อนที่จะยกมือขวาขึ้นมาขยี้ผมตัวเองแรง ๆ เพื่อปลุกสติให้ตื่นตัว  เรียบร้อยแล้วจึงหันไปดูนาฬิกาเพื่อตรวจสอบเวลาเหมือนที่ทำทุกวันหลังตื่นนอน  เลยได้รู้ตอนนี้  ตี  5  พอดีไม่มีขาดไม่มีเกิน

            “หาว~

            เขายกมือขึ้นปิดปากหาววอดตามประสาคนเพิ่งตื่น  และด้วยความที่รู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำที่เกิดขึ้นมา  เขาก็เลยตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปยังห้องสุขาเพื่อกะจะไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนจะนั่งสมาธิปฏิบัติจิตเหมือนทุกที  แต่ตอนที่กำลังจะเอื้อมมือขวาข้างถนัดไปเปิดประตูห้องน้ำด้วยความเคยชินอยู่นั่นเอง  เขาก็รำลึกเรื่อง ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ 

            เดี๋ยวก่อนสิ  ไหล่ขวาของเรามันน่าจะ...

            มือซ้ายของเขารีบตวัดไปคว้าหมับเข้าที่ไหล่ขวาแล้วออกแรงบีบมันแรง ๆ อย่างรวดเร็ว  ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เล่นเอาซะเขาต้องเบิกตากว้าง  สติสตังค์กลับมาครบทันที  ความสะลึมสะลือยามเช้ามลายหายไปสิ้น

            “นี่มันอะไรเนี่ย”  เขารำพึงเบา ๆ กลับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนเอง

            ชายหนุ่มพยายามทำการพิสูจน์เรื่องที่เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง  เขาทั้งทุบ  ทั้งบีบไหล่ขวาของตนแรง ๆ ตั้งหลายต่อหลายที  แถมยังมีการหมุนไหล่และออกแรงซัดหมัดขวาออกไปสุดกำลังอีกหลายต่อหลายครั้ง  ทว่าถึงกระนั้นแล้วเขาก็ยัง...

            ...ไม่รู้สึกเจ็บเลย

            ถ้าไม่ใช่เพราะความทรงจำเขามีปัญหาหรืออะไร  เท่าที่เขาจำได้เมื่อวานนี้ไหล่ขวาของเขามันยังมีอาการกล้ามเนื้อระบม  เจ็บแปล๊บ ๆ จนไม่อยากขยับแขนอยู่เลย  ซึ่งดูจากอาการแล้วมันไม่มีทางหายได้ภายในคืนเดียวอย่างแน่นอน  ทว่ายามนี้ก็ได้เกิดเรื่องที่น่าฉงนงงงันขึ้นแล้ว  ไหล่ขวาของเขา...มันหายแล้ว  หายเป็นปลิดทิ้งเลยด้วย  ทั้งอาการเจ็บปวด  อาการฝืดเคียงต่าง ๆ  ไม่มีเหลือเลยสักนิด  ถึงปกติแล้วจะเป็นเรื่องที่น่าดีใจ  แต่กับในสถานการณ์อย่างนี้มันชวนให้เขาประหลาดใจซะมากกว่า

            วัชระถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมขมับกับเรื่อง ๆ นี้  แต่อนิจจาพอมือไปโดนเข้าที่คิ้วขวาของตัวเอง  นัยน์ตาของเขาก็เป็นอันต้องเบิกกว้างขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่  ของวัน  เพราะตรงที่มือของเขาโดนไปนั่น  มันก็...

            ...ไม่เจ็บเหมือนกัน

            พรืด!!

            ผ้าปิดที่ตรงคิ้วถูกดึงออกโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงพร้อมกับที่วัชระได้กระชากประตูห้องน้ำแล้วพุ่งพรวดเข้าไปส่องกระจกที่อยู่ข้างในนั้นโดยไว  ซึ่งสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาต้องติดสตันไปอีกรอบ

            “เฮ้ย ๆ  นี่มันอะไรกันเนี่ย  มีใครเล่นตลกอะไรรึเปล่าฟะ  ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้ไปได้”

            สิ่งที่ปรากฏให้เห็นผ่านทางเงาสะท้อนของกระจกก็คือใบหน้าคมคายของชายหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่คมที่สลับข้างซ้าย - ขวา  ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันก็คือใบหน้าของตัวเขาเอง  แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่คิ้วซ้ายของภาพสะท้อนนั้นที่ถ้าให้กลับมุมมาเป็นแถบจริงแล้วก็จะเป็นคิ้วขวา  มันไม่มีรอยแผลตกสะเก็ดที่เด่นชัดอยู่ตรงนั้นเหมือนอย่างเมื่อวันก่อน  แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยรอยแผลที่สมานกันจนสนิทและสะเก็ดแผลลอกออกไปหมดแล้วจนเหลือเพียงรอยขาว ๆ ของเนื้อที่ผิวหนังยังฟื้นฟูกลับมาไม่ได้ดีเท่านั้น  ซึ่งก็อีกนั่นแหละ

            จากที่เห็นเมื่อวาน  เขาก็ขอรับประกันเหมือนกันว่าแผลขนาดนั้นคงไม่มีทางฟื้นตัวได้ขนาดนี้ภายในคืนเดียวอย่างแน่นอน  ทว่า...มันก็เกิดขึ้นแล้ว  แผลสดที่เพิ่งได้มาเมื่อวานสมานกันจนแทบหายสนิทในวันนี้  ให้ตายสินี่มันบ้าอะไรกัน  ร่างกายของเขามันเป็นอะไรไปแล้วล่ะเนี่ย

            กล้ามเนื้อไหล่ขวาที่ระบมอย่างหนักหายภายในหนึ่งวัน  และแผลเนื้อฉีกขาดเหวอะหวะที่คิ้วขวาก็สมานตัวจนแทบหายสนิทหลังจากเพิ่งได้แผลมาแค่หนึ่งวันเดียว  ซึ่งไอ้แบบนี้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนมันก็...

            ...ไม่ปกติสักนิด!   

 

            ตึง!  ตึง!  ผัวะ!!...

          ภายในโรงฝึกแห่งบ้านอัครมงคล  วัชระกำลังระดมมือ เท้า ศอก ซัดใส่กระสอบทรายอย่างหนักหน่วง

          เป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ไหล่หายไปแล้ว  วันนี้วัชระก็เลยสามารถกลับมาทำโปรแกรมฝึกร่างกาย  ทั้งวิ่งรอบหมู่บ้านและซ้อมมวยยามเช้าได้เหมือนทุกที  แต่วันนี้หัวเขามันจะไม่ค่อยโล่งเหมือนทุกทีเพราะมีเรื่องให้ต้องคิดอยู่เกี่ยวกับความสามารถในการฟื้นฟูของร่างกายของเขาที่จู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแบบไม่มีที่มาที่ไป

            ซึ่งจากที่ลองขบหัวคิดอย่างหนักจะแทบจะเอากบาลไปโหม่งข้างฝาดูเพื่อให้ปิ๊งไอเดียแล้ว  เขาก็หาเหตุผลที่พอจะเป็นไปได้มาได้แค่อย่างเดียวนั่นก็คือเรื่องที่ร่างกายของผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ จะมีความสามารถในการฟื้นตัวสูงกว่าคนทั่วไปที่ออกไปแรงบ้างไม่ออกแรงบ้างอยู่หลายขุมนั่นเอง  แต่ปัญหาก็คือสำหรับคนที่ฝึกมวยอย่างเขาแล้วไอ้เรื่องเจ็บตัวหรืออะไรเถือก ๆ นี่น่ะ  เขาก็เจออยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน  ทั้งสันหมัดถลอก  ศอกเป็นแผล  ข้อเท้าพลิก  คิ้วแตก  กล้ามเนื้อระบม  และอีกสารพัด

            ทว่าถึงที่ผ่านมาอาการที่ว่าเหล่านี้จะสามารถฟื้นตัวได้ด้วยความเร็วที่สูงมากกว่าคนทั่วไป  หากก็ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ฟื้นฟูได้ไวขนาดนี้มาก่อนเลย  ไอ้อย่างที่เกิดขึ้นคราวนี้น่ะ...มันดูเกินมนุษย์ไปแล้ว

            ...เฮ้อ!  แต่จะยังไงก็เถอะ...

            ตึง!!!

            วัชระหวดกำปั้นควงสว่านชกใส่กระสอบทรายเต็มเหนี่ยวเป็นเสียงดังสนั่นปิดท้ายชุดการโจมตี  ก่อนที่จะชักหมัดกลับมาไว้ที่ข้างลำตัวแล้วยืนนิ่งหอบหายใจอยู่กับที่ไม่ซ้อมอัดกระสอบทรายต่ออีก

            “แฮ่ก  แฮ่ก  จะมามัวแต่คิดไอ้เรื่องพรรค์นี้อยู่ก็คงไม่ได้อะไร  ไอ้เราก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ซะหน่อย”  วัชระว่าในขณะที่ยังหอบหายใจอยู่ไม่หาย  “แถมถ้าร่างกายมันฟื้นตัวเร็วขึ้นก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายนี่หน่า  ดีซะอีก  เวลาเจ็บตัวจะได้ไม่ต้องพักซ้อมมวยนาน ๆ ให้เสียเวลา”  เขาคิดในด้านบวกเข้าไว้  เพื่อทำการตัดบทไอ้ปัญหาชวนปวดกบาลนี่ลงไปเสียทีเพราะตอนนี้เขาเริ่มขี้เกียจคิดหาไอ้เหตุผลที่ทำให้ร่างกายของเขามันดีขึ้นแล้ว

            เป็นอันสรุปไปเลยก็แล้วกันว่าร่างกายของเขามันก็แค่พัฒนาขึ้นจนมีอัตราการฟื้นฟูสูงก็เท่านั้นไม่มีอะไรมาก

            ...ช่วงสองวันมานี้มีแต่เรื่องเกิดขึ้นมาให้คิดในตอนเช้าจนน่าปวดหัวจริง ๆ  เมื่อวานก็ทีหนึ่งแล้ว  วันนี้อีกทีหนึ่ง

            ให้ตายสิ  ไม่รู้รึไงว่าพอต้องมาออกแรงพร้อมใช้ความคิดอย่างหนักไปพร้อม ๆ อย่างนี้กันแล้วมันจะ...

            จ๊อก~!

            ...หิวน่ะ!

            “ปัดโธ่เอ๊ย  ไม่น่าคิดมากเลย”  วัชระบ่นอุบอิบ 

            “หิวชะมัด”

 

            ด้วยความหิวที่เกิดจากการใช้พลังงานในยามเช้าไปอย่างหนัก  วัชระที่ฝึกเสร็จแล้วก็รีบตรงออกจากโรงฝึกและกลับเข้ามาในบ้านโดยไว  จุดหมายแรกที่เขาต้องการจะไปก็คือห้องครัวที่มีกลิ่นหอมฉุยของอาหารลอยออกมายั่วน้ำลาย  เขาอยากจะถามแม่ของเขาที่ทำอาหารอยู่สักหน่อยว่ากับข้าวพร้อมทานรึยัง  แต่ก่อนที่จะได้ทำอย่างที่หวังนั้นเขาก็ต้องชะงักเท้าลงตรงห้องนั่งเล่นที่เป็นทางผ่านเสียก่อน  เพราะได้เห็นใครบางคนกำลังนั่งคอตกเหมือนคนเพิ่งตกงานหรือไม่ก็เพิ่งจะผ่านมรสุมชีวิตมาหยก ๆ นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั้น

            “อ้าวพ่อครับ  เมื่อคืนนี้เป็นยังไงบ้างครับ”

            เจอตัวคนเป็นพ่อนั่งหงอยอยู่  วัชระยิ้มก็ทักทายเสียงร่า  แต่พอเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดซ้ำยังมีขอบตาดำปี๋เหมือนคนอดหลับอดนอนของคนเป็นพ่อที่เงยขึ้นมาแล้วเขาก็เป็นอันต้องช็อกซินิม่า!

            “เหวอ!!  พ่อ!  ไปทำอะไรมา  เป็นอะไรมากไหมนั่นน่ะ!”  เขาร้องถาม

            “ไม่เป็นอะไรมากหรอก  แค่ง่วงนอนนิดหน่อยน่ะ  เดี๋ยวก็หาย  ฮ่ะฮ่ะ”  นายวิวัฒน์ผู้เคยมีมาดอารมณ์ดีพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนผีตายซากราวกับเป็นคนละคน         

            “ก่อนจะพูดอย่างนั้น  ส่องกระจกดูหน้าตัวเองก่อนดีไหมครับพ่อ”  วัชระกล่าวด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ

            “เรื่องของพ่อน่ะช่างมันเถอะ”  วิวัฒน์บอกปัดราวกับไม่ใส่ใจ  “ว่าแต่แผลของแกเถอะ  เป็นยังไงบ้าง”  เขาเปลี่ยนมาถามวัชระกลับบ้าง  พร้อมชี้นิ้วไปที่ผ้าปิดแผลที่คิ้วของวัชระก่อนจะไล่ลงมาชี้ที่ไหล่อีกที่

            วัชระยกมือขึ้นแตะผ้าปิดแผลตรงคิ้วที่เขาใช้ปิดรอยแผลที่สมานกันเร็วจนน่าประหลาดของเขาไว้ไม่ให้มีใครสงสัยก่อนจะตอบกลับไปว่า  “แผลที่คิ้วนี่มันดีขึ้นแล้วล่ะครับ  ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว  ส่วนอาการเจ็บไหล่ขวานี่ก็หายแล้วเหมือนกัน  ดูท่าว่าอาการมันจะไม่หนักอย่างที่คิดนอนพักแค่คืนเดียวก็เลยหายเลย”  เขาตอบออกไปจริง  เพียงแค่ว่าบอกไม่หมดก็เท่านั้น

            “งั้นเหรอ”  วิวัฒน์กล่าวขึ้นหลังได้ยินคำตอบ  “ก็ถึงว่าสิว่าทำไมถึงออกไปฝึกมวยได้  ที่แท้ไหล่ก็หายเจ็บแล้วนี่เอง  ฟื้นตัวเร็วดีนี่หว่าเจ้าลูกชาย”  เขาเอ่ยชมลูกชาย  น้ำเสียงนั้นดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย

            “เออ  แล้วนี่...ทำไมขอบตาพ่อเป็นอย่างนั้นล่ะ  เมื่อคืนแม่เขาเทศนาโต้รุ่งเลยรึไง”  วัชระถาม

            “มันก็...ประมาณนั้นแหละ”  วิวัฒน์ตอบน้ำเสียงแผ่ว ๆ เหมือนไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ซะเท่าไหร่

            “แล้วนี่แค่เรื่องของผมอย่างเดียวก็ใช้พูดได้เป็นชั่วโมง ๆ เลยเหรอครับเนี่ย  ความสามารถในการเมาส์ของผู้หญิงนี่เหนือคำบรรยายจริง ๆ”  วัชระว่า

            “เฮ้ย  แม่แกน่ะไม่ได้พูดแค่เรื่องของแกอย่างเดียวหรอกนะไอ้ลูกชาย”  นายวิวัฒน์บอก  “เรื่องที่พ่อแค่พูดขู่แกเล่น น่ะ  พ่อเคลียร์กับแม่แกได้ตั้งแต่นาทีแรกที่คุยแล้ว  แต่ไอ้ที่เหลือน่ะ...เป็นเรื่องอื่น”

            “อ้าว  แล้วไอ้เรื่องอื่นที่ว่านั่นมันเรื่องอะไรบ้างล่ะพ่อ”  วัชระขมวดคิ้วสงสัย

            “ก็หลายเรื่องแหละ”  วิวัฒน์ย่นคิ้วทำท่านึกคิด  “มีทั้งเรื่องเงินครอบครัวที่หายไปส่วนหนึ่งเพราะพ่อแอบจิ๊กมันไปช่วยในการจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ลูกน้อง  ทั้งเรื่องที่ในเสื้อทำงานของพ่อมีนามบัตรพร้อมเบอร์โทรศัพท์และรอยจูบเป็นลิปสติกของชาย - หญิงที่เป็นใครบ้างพ่อก็ไม่รู้อยู่  ทั้งเรื่องที่ช่วงนี้มีเบอร์. ที่ไม่รู้จักโทร. มาหาพ่อบ่อย ๆ  อืม...แล้วมันมีหลายเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อนั่นแหละ  แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องที่พ่อโดนจีบน่ะ  แม่แกเล่นขุดมาพูดเสียยาวเหยียดเลย  ไม่รู้ว่าไปรู้มาได้ยังไง” 

            “โดนจีบ”  ทางวัชระพอฟังพ่อพูดจบแล้วก็ทำตาโต  “เดี๋ยวนะพ่อ  เมื่อกี้พ่อบอกว่ามีนามบัตรของทั้งผู้ชายและผู้หญิงมาอยู่ในเสื้อทำงานของพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ด้วยใช่ไหม”

            “อือฮึ”  วิวัฒน์ตอบด้วยเสียงในลำคอพร้อมพยักหน้า

            “งั้นพ่อก็โดนทั้งเกย์ทั้งผู้หญิงจีบ”  วัชระถามให้ชัด

            “อือฮึ”  วิวัฒน์ตอบรับอีกครั้งโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน  สงสัยว่าเจ้าตัวจะชินแล้วนั่นแหละถึงได้ไม่มีอาการสะทกสะท้านเลยแบบนี้

            “นี่พวกนั้นรู้อายุจริงของพ่อไหมเนี่ย”  วัชระกล่าวอย่างสงสัย

            “รู้”  ซึ่งวิวัฒน์ก็แถลงไขให้ทันใด

            “โอ้  เยี่ยม!  รู้ว่าพ่อตูสี่สิบแล้วก็ยังจีบอีก  หึ!  แจ๋วเลย...ให้ตายเหอะ”  วัชระสบถ

            “ก็ช่วยไม่ได้  คนมันหล่อลืมแก่นี่หว่า  ฮ่า ๆๆ”  วิวัฒน์เอ่ยราวกับภาคภูมิใจ  ณ  จุดนี้อาการตายซากหายเกลี้ยง  พอพูดถึงเรื่องใบหน้าอันอ่อนกว่าวัยของตัวเองแล้วนี่คืนชีพทันทีเลยเชียว

            ได้ยินแบบนั้นแล้ววัชระก็เลยเบ้ปาก  “พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยนะครับพ่อ”

            “ก็มันเป็นความจริงนี่  ทำไมฉันจะพูดไม่ได้”  วิวัฒน์ว่ายิ้ม ๆ  ซึ่งในเรื่องนี้วัชระก็ไม่คิดจะโต้แย้งอะไร  เพราะมันก็เป็นจริงตามนั้น

            “อา  แล้วนี่ตกลงว่าพ่อเคลียร์กับแม่เขาได้ไหมเนี่ย”  เขาก็เลยวกเรื่องกับมาที่ประเด็นหลักที่เขาสนใจ

            “เรื่องนั้นน่ะเหรอ...”  วิวัฒน์ยกนิ้วโป้งขึ้นมาให้  “มันก็ต้องเรียบร้อยอยู่แล้ว  คิดว่าพ่ออยู่กับแม่แกมากี่ปีแล้วห๊ะ  ทำไมพ่อจะจัดการเรื่องแค่นี้ไม่ได้”

            “ถ้าเคลียร์เรียบร้อยแล้ว  แล้วไหงพ่อถึงได้มานั่งคอตกอยู่ตรงนี้ล่ะเนี่ย”  วัชระย่นคิ้วใส่

            “ก็บอกแล้วไงว่าเมื่อคืนนี้ไม่ได้นอน  พอตื่นเช้ามาพ่อก็ง่วงน่ะสิวะถามได้  แถมต้องคุยแก้เรื่องเข้าใจผิดกับแม่แกมาทั้งคืนจนพลังงานหมดถัง  ตอนนี้ก็เลยหิวจะแย่แต่ข้าวมันยังไม่เสร็จก็เลยต้องระเห็จหนีกลิ่นหอมในครัวมานั่งรอกินข้าวอยู่นี่ไง”  พูดถึงเรื่องนี้แล้ววิวัฒน์ก็ทำคอตกอีกรอบ  “แต่นี่ก็นั่งรอมาตั้งหลายนานแล้ว  ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กินนะเนี่ย”

            “สรุปว่าตอนนี้ข้าวยังไม่เสร็จว่างั้นเถอะครับ”  วัชระว่าแล้วก็ถอนหายใจ  ตอนแรกก็กะจะไปถามแม่ซะหน่อยว่าข้าวเสร็จรึยัง  แต่ดูถ้าจะไม่ต้องแล้วในเมื่อได้คำตอบจากคนที่นั่งหิวรอข้าวมาก่อนเขานี่แล้วน่ะนะ

            “โอเค  งั้นผมก็ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนก็แล้วกัน  ไปล่ะนะครับพ่อ”

            วัชระบอกขอตัวคนเป็นพ่อแค่นั้นแล้วก็เดินจ้ำอ้าวไปทางบันไดขึ้นชั้นสองโดยไว  แล้วตอนที่เขากำลังไต่บันไดขึ้นไปได้จนถึงครึ่งทางแล้วนั่นเอง  ก็ได้มีร่างบางของครอบครัวอีกคนหนึ่งของเขาโผล่ขึ้นมาบนขั้นบันไดชั้นบนสุด

            “พี่วัช  กับข้าวเสร็จรึยัง”

            นิลกมลที่อยู่ในชุดลำลอง กางเกงขาสั้นสูงขึ้นมาเหนือเข่าเล็กน้อยกับเสื้อยืดลายทางสีขาว - ดำสบาย ๆ เอ่ยถามวัชระขึ้นมาเมื่อพบหน้า  น้ำเสียงของเธอนั้นดูติดจะงัวเงียอยู่บ้างเหมือนคนเพิ่งจะตื่นนอน

            “ยังไม่เสร็จ  แต่ก็คงใกล้แล้วแหละ”  วัชระตอบขณะที่ขายังก้าวขึ้นบันไดมาไม่หยุด 

            “งั้นเหรอ  รู้งี้หนูน่าจะนอนต่อดีกว่า  หาว~”  แม่น้องสาวขี้เซายกมือขึ้นปิดปากหาว

            “นาน ๆ ทีหันตื่นเช้าบ้างก็ดีนะแม่คุณนายตื่นสาย”  วัชระที่ก้าวขึ้นมาถึงตัวนิลกมลพอดีว่าพร้อมแกล้งขยี้ผมของน้องสาวหนึ่งทีด้วยความหมั่นเขี้ยว  ส่งให้ผมที่ถูกหวีมาจนเรียบตรงนั้นต้องกระเซิงไปเล็กน้อย

            “หง้า...พี่วัช!”  พอโดนคนเป็นพี่แกล้งเข้า  แม่น้องสาวก็ร้องว่า

            “ฮ่า ๆ ทรงนั้นเหมาะดีนะน้องสาว  บ้ายบี”  หากนายพี่ชายก็ลอยหน้าลอยตาโบกมือลา  และพุ่งหนีหายเข้าไปในห้องของตัวเองโดยฉับไว  ทิ้งให้นิลกมลมุ่ยหน้าอยู่ที่หน้าบันไดพร้อมกับใช้มือต่างหวีสางผมของตัวเองให้เรียบอยู่ตรงนั้น 

            “พี่ขี้แกล้ง”  เธอว่า  จากนั้นจึงส่งเสียงฮึขึ้นจมูกแรง ๆ เป็นการระบายอารมณ์แล้วเดินลงบันไดไป

            ทางด้านวัชระ  พอเข้ามาในห้องได้แล้วเขาก็รีบไปอาบน้ำอาบท่า เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดฝึกเป็นชุดลำลองให้เรียบร้อยในเวลาเพียงไม่กี่นาที  เสร็จแล้วจึงตั้งท่าจะลงจากห้องไปที่ข้างล่างเพื่อรอทานข้าว  แต่ก่อนที่จะได้ทำอย่างนั้น  ไอ้โทรศัพท์เจ้ากรรมที่อยู่ที่บนโต๊ะตรงหัวเตียงของเขามันก็ดันส่งเสียงสัญญาณเรียกเข้าขึ้นมาขัดจังหวะเขาเสียก่อน  ส่งให้มือที่กำลังเอื้อมไปจับลูกบิดประตูต้องชะงัก  และศีรษะก็พลันหันกลับไปมองทางต้นเสียงพร้อมย่นคิ้วนิด ๆ

            “ใครโทรมาตอนนี้เนี่ย”  เขาว่าพลางเดินกลับไปยังโต๊ะที่หัวเตียง  แล้วก้มตัวลงไปหยิบเอาโทรศัพท์ที่อยู่บนนั้นขึ้นมา  มองดูชื่อสายเรียกเข้าบนหน้าจอทัชสกรีนกว้าง ๆ แล้วก็อ่านมันเป็นเสียงพึมพำว่า

            “นราวุฒิ...ลม”  รู้ว่าใครโทร. มาแล้ววัชระก็ใช้นิ้วรูดหน้าจอตรงเครื่องหมายหูโทรศัพท์สีเขียว  ทำการรับสายก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบข้างหู

            “โทร. มามีอะไรฟะไอ้กะล่อน”  เขาเริ่มบทสนทนาด้วยการถามปลายสายด้วยฉายาของอีกฝ่ายทันควัน  ไม่มีการทักทายใด ๆ ทั้งสิ้นตามประสาคนที่สนิทกันจนไม่ต้องสนใจมารยาท

            [ไงวะไอ้เกลอ  บายดีไหมพวก]  ผิดกับปลายสายที่เอ่ยทักทายมาอย่างอารมณ์ดี

            “ก็ดี  แล้วตกลงว่าโทร. มามีอะไร”  วัชระถามย้ำอีก

            [ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแค่จะมาถามนายหน่อยน่ะว่ารู้เรื่องรึยังน่ะ]  ลมพูดให้งง

            “เรื่องอะไร”  วัชระเลิกคิ้วสงสัย

            [ก็เรื่องที่แกกำลังตกเป็นข่าวดังใน  GMO  ไงลมบอก

            “ห๊ะ!”  ทำเอาวัชระต้องร้องเสียงสูง  “ข่าวดังอะไร”  เขาจำไม่เห็นยักได้ว่าไปทำเรื่องให้เป็นข่าวตั้งแต่เมื่อไหร่

            [อ้าว  ไอ้นี่  ตกลงยังไม่รู้เรื่องใช่ไหมเนี่ย]  ลมถามกลับ

            “ไม่รู้”  วัชระตอบทันควัน

            [เออ  จำเริญดี  ข่าวเข้าประโคมกันไปทั่ว  แต่ไอ้คนที่เป็นข่าวดันไม่รู้เรื่องอะไรเลย]  ลมกล่าวคล้ายจะเซ็ง ๆ  [อันนี้เรื่องใหญ่นิดหนึ่งนะเพื่อน  เมื่อ  2  คืนก่อนที่ในเกมน่ะ  แกเพิ่งไปฟัดกับมนุษย์หมาป่าบินได้ที่เมืองท่าอาเทียร์มาใช่ไหม]  เขาถามเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นมา

            “แกรู้ได้ไง”  วัชระทำหน้ายุ่งโดยพลันที่ได้ยินเช่นนั้น  เพราะแค่ได้ฟังจากที่เพื่อนถามมานี่เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าไอ้เรื่องที่เป็นข่าวของเขานี่มันคือเรื่องอะไร

            [ก็จะไม่ให้ฉันได้ยังไงกันล่ะวะ]  ลมเริ่มร่าย  [ก็ใน  GMO network  ตอนนี้น่ะ  คลิปวิดีโอ ผู้เล่นหนุ่มปริศนา ปะทะ มนุษย์หมาป่าจอมพลัง ของแกมันกำลังติดชาร์จ  ขึ้นแท่น  Top 10  ของวิดีโอที่มียอดวิวสูงสุดเลยนะเฮ้ย  แถมในเกมเองก็มีหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวของแกไว้ตีพิมพ์ไปทั่วด้วย  ไม่รู้หรอกนะว่าใครเป็นคนขายข่าวนี้ให้พวกสำนักพิมพ์  แต่ที่รู้ ๆ ก็คือเรื่องของชายหนุ่มปริศนาที่มาช่วยเมืองอาเทียร์ไว้จากการโจมตีของมนุษย์หมาป่าที่สามารถตบหัวผู้เล่นคลาส  2  จนคอขาดกระเด็นได้สบาย ๆ แล้วหายตัวไปอย่างปริศนาน่ะ  แทบไม่มีใครในเกมที่จะไม่รู้แล้วนะ  เรียกง่าย ๆ เลยว่าตอนนี้น่ะแกน่ะเป็นที่รู้จักไปทั่วเกมทั้งจาก  NPC  แล้วก็ผู้เล่นเลยล่ะเว้ย  ไอ้วัชเอ๊ย!]

            “อะไรนะ!”  ฟังเรื่องที่เพื่อนพูดแล้ววัชระก็ต้องร้องเสียงหลง

            [ตอนนี้น่ะแกกำลังถูกกิลด์น้อยใหญ่ตามหาตัวกันให้ขวักเลยล่ะว่ะ  สงสัยพวกมันจะอยากชวนแกเข้ากิลด์  ออนไลน์ครั้งหน้าแกเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีล่ะ  รับรองว่ามีเรื่องปวดหัวให้แกร้องหายาพาราฯ เพียบแน่นอนเลยว่ะ]  ลมสาธยายเสริมเข้าไปอีกจนวัชระได้แต่ยืนถือทำหน้าตะลึงนิ่งเป็นรูปปั้น

            [เรื่องที่ฉันจะบอกแกก็มีแค่นี้แหละ  อ่อ  แล้วก็จะได้เวลานัดเดทกับสาวของฉันแล้ว  ขอวางสายเลยนะพวก  ขอโชคดีล่ะ  กู๊ดบายมายเฟรนด์]  ล่ำลาแค่นั้นแล้วไอ้คนกะล่อนสมฉายาก็วางสายไป 

            หากถึงปลายสายจะตัดไปแล้ววัชระก็ยังไม่ได้ลดโทรศัพท์ลงจากหู  เขานิ่งงันอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่ ๆ ก่อนแล้วจึงค่อย ๆ ลดโทรศัพท์ลงจากหู  จากนั้นจึงเลื่อนมันมาไว้ที่ตรงหน้าในระดับสายตา  แล้วทำการปลดล็อกหน้าจอก่อนจะเข้าไปในแอปพลิเคชั่นเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต  พิมพ์  URL  เข้าเว็บไซต์  GMO network  เลือกหมวดวิดีโอ  และพิมพ์ค้นหาชื่อ ชายหนุ่มปริศนา ปะทะ มนุษย์หมาป่าจอมพลัง อย่างรวดเร็ว 

            กระทั่งการค้นหาเสร็จสมบูรณ์  วิดีโอที่มีชื่อตรงกับชื่อที่ใช้ค้นหามากที่สุดก็ปรากฏขึ้นมา  เขาก็ต้องถอนหายใจออกมาแรง ๆ กับภาพช็อตสกรีนที่ใช้แสดงวิดีโอ  เพราะมันเป็นรูปของ ชายหนุ่มหน้าคมในชุดเสื้อคลุมสีเทาอ่อนขาดรุ่งริ่งที่กำลังใช้ดาบคาตานะสีขาวประกายทองเล่มสวยฟันใส่มนุษย์หมาป่าตัวโตที่มีขนสีน้ำตาลซึ่งกำลังยกแขนขึ้นมาตั้งรับการโจมตีอยู่  โดยมีฉากหลังเป็นภาพของเมืองแบบยุโรปสมัยเก่าที่มีร่องรอยความเสียหายอยู่มากมาย  ซึ่งแน่นอนว่าภาพ ๆ นี้มันก็ไม่ใช่ภาพของใครอื่นเลย  แต่มันก็คือภาพของเขา กับ เจ้าโดราจ นั่นเอง 

            “เอาจริงดิเฮ้ย”  วัชระรำพึงอย่างไม่อยากเชื่อ  ยิ่งพอได้ดูยอดวิวแล้วเขาก็แทบจะอยากร้องว่า  Oh My God เพราะให้ตายเถอะ  มันมียอดวิวถึง  200  ล้านวิว  นั่นมันครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เล่นทั้งหมดในเกม  GMO  เลยนะนั่นน่ะ  นี่แค่วิดีโอตอนเขาฟัดกับเจ้าโดราจนั่นมันน่าสนใจขนาดนั้นเชียว

            “สงสัยแบบนี้ออนไลน์ครั้งหน้าเราจะได้มีเรื่องวุ่นวายจริง ๆ ซะแล้วล่ะมั้งเนี่ย”  วัชระพูดอย่างห่อเหี่ยวใจ  เขามองไปที่ชื่อคนลงวิดีโอก็เห็นชื่อ  ‘Crimson’  อยู่ตรงนั้น

            ...ไอ้เจ้าคน ๆ นี้เองสินะ  ต้นเหตุของเรื่อง!

            “เหอะ!  คริมสัน  สีแดงเข้ม งั้นเหรอ  ชื่อดีนี่หว่า  เออ  อย่าให้เจอตัวแล้วกัน  พ่อกระทืบให้เลือดท่วมแดงสมชื่อเลย!”  ชายหนุ่มประกาศเสียงเหี้ยม  หมายมุ่งอย่างยิ่งว่าถ้าเจอไอ้เจ้าของชื่อนี่เมื่อไหร่...

            ...เขาไม่เอามันไว้แน่!!!

            และตั้งแต่การออนไลน์ในคืนวันนี้เป็นต้นไป  เขาก็เห็นลางเลยว่า...การเล่นเกมของเขามันจะไม่สงบสุขอีกต่อไป

            เรื่อง  Surprise  ที่เขาเจอในเช้าวันนี้มันช่างน่าปวดหัวดีจริง ๆ
 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

        มาแล้วครับ  มาแล้ว  ตอนที่  51  ในที่สุดก็เคลียร์เนื้อเรื่องในโลกจริงจบไปอีกระลอกหนึ่ง  ผมล่ะดีใจสุด ๆ เลยคราวนี้  บอกตามตรงเลยนะครับว่าสำหรับผมแล้วไอ้การเขียนเนื้อเรื่องที่อยู่นอกเกมนี่มันช่างยากเย็นจริง ๆ  ทั้ง ๆ ที่นักเขียนท่านอื่นที่เขียนแนวออนไลน์เขาก็เขียนเนื้อหาในโลกจริงกันได้ไม่ยาก ๆ แท้ ๆ  แต่เหมือนจะมีผมนี่แหละที่แพ้ทางในด้านนี้สุด ๆ เลย  กว่าจะเขียนได้แต่ละทีเสียเวลาเป็นชาติทั้งปี  555+
        เอาเถอะครับ  เรื่องนั้นช่างมันก่อน  ตอนหน้าเนื้อหาจะถูกฉุดเข้าไปในเกมอีกครั้ง  และจะเป็นการจบเนื้อหาในส่วนของเกาะเริ่มต้นลงด้วย  หวังว่าจะถูกใจท่านนักอ่านทุกท่านนะครับ
        หมายเหตุ  หากท่านสังเกตก็จะเห็นว่าวิธีเขียนของผมในตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย  หากมันแย่ลงหรืออะไรก็บอกกันด้วยนะครับ  เพราะผมกำลังพยายามปรับเปลี่ยนวิธีเขียนของตัวเองให้มันกระชับขึ้นอีกหน่อยอยู่  เพราะดูเหมือนวิธีเขียนแบบเก่ามันจะทำให้เนื้อเรื่องยืดเกินไป (แต่ก็ไม่รู้ทำไมนะครับ  ถึงจะพยายามปรับแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันยืดอยู่ดีนั่นแหละ  55)  เอาเป็นว่ามีปัญหาตรงไหนก็แจ้งกันด้วยนะ
       และขอขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านมากที่มาอ่านนิยายของผมกัน  พบกันใหม่ตอนหน้านะครับ

 

สวัสดีครับ    
By         
__FeoNesS__ 

Now Writing...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

901 ความคิดเห็น

  1. #856 mag 77 (@mag77) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 00:19
    น่าเสียดายเนาะต้อง 200 ล้านวิวถ้ามีส่วนแบ่งละก็รวยเละ
    #856
    0
  2. #585 Sefer Rayway Novallo (@sefernovallo) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 / 02:55
    น่าจะให้วัชฟ้องร้องนะไรต์ไม่ได้ส่วนแบ่งยอดวิวเลยย 200ล้านวิว. วิวละ5เหรียญก็1000ล้านเหนอะๆเลยนะนั้นน XD
    #585
    1
    • #585-1 [_FeoNesS_] (@1710300173620) (จากตอนที่ 51)
      28 กุมภาพันธ์ 2558 / 10:07
      นั่นเป็นฟรีวิดีโอครับ ก็เลยฟ้องอะไรไม่ได้
      #585-1
  3. #532 The Golden Fleece (@fnaklggewrwrweq) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:04
                            
    #532
    0
  4. #499 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 23:55
    ขอบคุณสำหรับตอนใหม่
    #499
    0