Grand Magic Online [GMO] สงครามมหาเวทออนไลน์

ตอนที่ 46 : บทที่ 46 พันธุ์อสูร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,010
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    16 พ.ย. 57

46

พันธุ์อสูร

 

 

          “เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ  ทีนี้...พวกเธอเข้าใจกันรึยัง”  วัชระถาม

            “อ...อืม  เข้าใจแล้ว”  วิเวียร์พยักหน้ารับ

            “ถ้าเป็นอย่างนั้น  เรื่องเมื่อกี้ฉันก็ขอโทษด้วยนะ  ที่ไปหาว่านาย...เป็นขโมยน่ะ”  มีอาร์ขอโทษหน้าเจื่อน

            “เรื่องนั้นน่ะไม่เป็นไรหรอก  พวกเธอไม่รู้ถือว่าไม่ผิด  แต่ถ้าหากว่าทำทั้ง ๆ ที่รู้ ๆ อยู่แล้วล่ะก็รับรองปานนี้พวกเธอคงได้กลับนั่งเล่นกันอยู่ที่ห้องรอเกิดแล้วล่ะ”  วัชระหรี่ตาว่า  กับคนผิดน่ะ  ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายเขาก็เชือดทิ้งไม่เลี้ยงเหมือนกันหมดนั่นแหละ  เพราะถึงยังไงนี่มันก็เกมที่ตายไปก็ไม่เป็นไร  ไม่จำเป็นต้องใจอ่อนกับผู้หญิงอะไรให้มากมาย  ดัดนิสัยเสีย ๆ กันบ้างก็ดี  แต่ถ้าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดก็ยังพอคุยกันได้  ไม่ต้องถึงกับลงไม่ลงมือให้เกิดเรื่องบาดหมางกันหรอก 

            “อือ”  สองสาวพยักหน้ารับอีกรอบ

            ในตอนนี้วัชระกับพวกสองสาวกิลด์ดาราสวรรค์กำลังนั่งจับเข่าคุยกันถึงเรื่องที่วัชระไม่ได้หัวขโมยอยู่  ซึ่งเมื่อกี้พวกเขาก็ได้คุยกันจนเคลียร์ไปเป็นที่เรียบร้อย  โดยวัชระได้เล่าเรื่องเท็จที่เขาเพิ่งแต่งขึ้นมาสด ๆ ให้สองสาวฟัง (เพราะเรื่องจริงที่ว่าเขาต้องการทำลายผนึกทิ้งเพื่อปล่อยสัตว์ร้ายออกมานั้นมันไม่น่าเล่าเท่าไหร่) ไปว่า  เขาได้รับภารกิจจาก  NPC  อาจารย์สอนวิชาดาบของเขา (ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง ๆ) ให้มารวบรวมอัญมณีธาตุทั้ง  4  ก้อนจากเสาผนึก (ตัวเชื่อมส่งพลัง)  4  ต้นกลับไปส่ง  เพื่อเคลียร์เงื่อนไขการเรียนวิชาดาบชั้นสูง

            และยังชี้แจงแถลงขอสงสัยไปด้วยว่า  สาเหตุที่เจ้าอัญมณีธาตุทั้ง  4  นี่มารวมกันอยู่ที่เสาต้นเดียวกันแทนที่จะกระจายออกไปอยู่ตามเสาต้นอื่น ๆ ด้วยอย่างที่เขาบอกก็เพราะเขาได้จัดการทำลายเสาอีก  3  ต้นที่เหลือไปจนหมดแล้ว  พวกอัญมณีธาตุก็เลยถูกกลไกป้องกันตัวสุดท้ายของเสา  เคลื่อนย้ายให้หลบหนีมาอยู่ที่เสาต้นสุดท้ายนี้  จึงเป็นอันอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้จบลงได้  โดยได้ผลใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด  แม้ความเป็นมานั้นจะบิดเบือนจากความเป็นจริงไปคนละทางเลยก็ตาม

            แน่นอนว่าไอ้เรื่องแต่งแหลสดนี่มันยอมเป็นเรื่องลอย ๆ ที่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด  ตามปกติแล้วคนฟังคงไม่ยอมรับมันสักเท่าไหร่  ตอนแรกวัชระที่คิดเช่นนั้นได้ก็กะจะยอมลงทุนพาพวกมีอาร์ไปดูซากเสา (ตัวเชื่อมส่งพลัง) ที่เขาทำลายไปแล้วเพื่อยืนยันความจริง (จอมปลอม) เสียหน่อย  แต่ดูท่าว่าเมื่อกี้เขาจะโชว์โหดมากเกินไปนิด  พวกเธอจึงไม่คิดจะต่อต้านหรือคัดค้านเขาให้เสี่ยงได้เรื่องเจ็บตัวเลยแม้แต่น้อย  จึงถือเป็นโชคดีของเขาไปที่พวกเธอยอมรับเรื่องแต่งของเขาแต่โดยดี

            “โอเค  เท่านี้ก็เป็นอันเคลียร์แล้วสินะ  ถ้าอย่างนั้น  ฉันก็ขอไปทำภารกิจของฉันต่อล่ะนะ  ส่วนพวกเธอก็...”  วัชระบอกกับมีอาร์และวิเวียร์  “จะอยู่นี่ต่อหรือจะไปเลยก็ตามใจ”  เขามอบอำนาจการตัดสินใจให้สองสาวไปโดยไม่คิดจะขับไล่แต่อย่างใด

            “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ขอไปดีกว่า”  วิเวียร์ว่ายิ้ม ๆ  “เพราะอยู่ต่อไปก็ไม่ได้อะไร  แถมยังรั้งแต่จะทำให้อาลัยอาวรณ์พวกอัญมณีธาตุพวกนั้นอีกต่างหาก”

            “งั้นก็ขอให้โชคดี  เดินทางออกจากป่าได้อย่างปลอดภัยก็แล้วกัน”  วัชระอวยพรให้

            “อืม”  วิเวียร์รับคำ

            แล้วทั้งสองสาวก็เดินจากไป

            ฟู่!

            วัชระเป่าลมหายใจออกมาทีหนึ่งด้วยความสบายใจที่ผู้รบกวนได้จากไปแล้ว  เขาเลื่อนสายตามองไปที่เจ้าอัญมณีธาตุตัวต้นเรื่องทั้ง  4  อย่างเซ็ง ๆ

            “ฉันควรจะเก็บแกไว้หรือจะขายทิ้งดีล่ะเนี่ย  ไอ้พวกก้อนหินเจ้าปัญหา”  วัชระว่า

            “ข้าว่าเก็บไว้ดีกว่านะคะ  พวกอาจจะมีประโยชน์ในอนาคตก็ได้”  เร็ทสึซึ่งเงียบหายมานานเอ่ยแนะนำขึ้นมา

            “ผมก็ว่างั้นแหละ”  วัชระกล่าวอย่างเห็นด้วย  ก่อนที่เขาจะชักดาบปักษาสวรรค์ที่เพิ่งเก็บเข้าฝักไปเมื่อไม่นานมานี้ออกมาใหม่  แล้วประกาศดัง ๆ ว่า 

            “เอาล่ะ  ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปทำลายไอ้เจ้าตัวเชื่อมตัวสุดท้ายนี่กันเลยดีกว่าครับ  จะได้พัก ๆ กันสักที”

            ว่าจบแล้วเขาก็วิ่งพุ่งเข้าไปโจมตีใส่ตัวเชื่อมส่งพลังเพื่อทำลายมันทิ้งทันที  จัดการตัดพลังงานสำรองของผนึกจตุรทิศไปให้เป็นที่เรียบเรียบ  เก็บเอาอัญมณีธาตุระดับสูงทั้ง  4  ก้อนซึ่งเป็นผลพลอยได้ชั้นดีเข้ากระเป๋า  จากนั้นก็ค่อยมุ่งหน้ากลับมาตั้งเต็นท์พักที่ผนึกกลาง  ทำธุระต่าง ๆ ให้เสร็จ  แล้วเข้านอนไปพักผ่อนร่างกายให้เต็มร้อย

            ...เพื่อให้พร้อมกับสิ่งที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้

            “อยากให้ถึงเช้าเร็ว ๆ ชะมัด “  วัชระเอ่ยอย่างเฝ้ารอให้แบบใจจดใจจ่อ

            และไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป  ซึ่งก็ช่างโชคดีที่ในคืนนี้ไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนเข้ามาจู่โจมเขาเลย  คืนนี้เขาก็เลยได้นอนหลับเต็มอิ่มสมใจ

 

            เช้าวันต่อมาวัชระก็ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ไก่โห่  ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นดีก็ลุกพรวดออกมาจากเต็นท์เสียแล้ว  เขาเริ่มต้นเช้านี้ด้วยการฝึกดาบและเวทเหมือนทุกวัน  ขัดเกล้าฝีมือของตนให้พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง  กระทั่งเรียกเหงื่อยามเช้าให้สดชื่นได้พอประมาณ  เขาก็หยุดฝึกแล้วเปลี่ยนมาทำอาหารทานเติมพลังงานแทน  โดยเมนูที่จะขอเสนอในวันนี้ก็ช่างเป็นเมนูที่เรียบง่ายและสิ้นคิดสิ้นดี  นั่นก็คือ  ไข่ต้มสุก กับ ข้าวสวยร้อน ๆ

            เนื่องจากวัตถุดิบที่มีไม่ได้มากมายอะไรและปัจจุบันก็ขี้เกียจจะทำอาหารยาก ๆ ให้วุ่นวาย  อาหารเช้าวันนี้จึงออกมาสภาพนี้  และหลังจากทานอาหารของตนจนหมดแล้ว  วัชระก็ทำการเก็บข้าวเก็บของ  เคลียร์ทุกสิ่งทุกอย่างจนหมด  ทำให้พื้นที่รอบ ๆ ผนึกโล่งโจ้งที่สุดเพื่อใช้เป็นเวทีประลองระหว่างเขากับเจ้าสัตว์ร้ายในผนึกที่กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาในไม่ช้านี้

            “เรียบร้อย”

            เมื่อเตรียมพื้นที่จนพร้อมสรรพ  วัชระก็ปัดมือกัน  2 - 3  ที  แล้วหันไปมองเจ้ากล่องผนึกสีดำที่อยู่ตรงกลางวงเวทใหญ่และเผยยิ้มออกมา

            “เร็ทสึครับ  ตอนนี้ผมพร้อมลุยแล้ว  ช่วยบอกผมทีสิครับว่าผมจะต้องทำยังไงกับเจ้ากล่องผนึกนี่ต่อ”  เขาเอ่ยถามวิญญาณรับใช้สาวที่ยังคงสิงสถิตอยู่ในดาบปักษาสวรรค์ไม่ยอมเผยโฉมออกมาเลยในวันนี้

            “ก็ฟันมันทิ้งไปเลยนั่นแหละค่ะไม่ต้องคิดอะไรมาก  ตอนนี้เกราะเวทของมันอ่อนกำลังลงไปมากแล้วเพราะถูกตัดการเชื่อมต่อกับพลังธาตุของพวกอัญมณี  ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องยากที่ท่านจะทำลายมัน”  เสียงตอบของเร็ทสึที่ดังเข้ามาในหัวนั้นยิ่งเรียกให้รอยยิ้มของวัชระเหยียดกว้างเข้าไปใหญ่

            “ขอถนัดผมเลยสินั่น”  วัชระกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ  “ถ้างั้นก็ไม่ต้องมากพิธีอะไรแล้วสินะครับ”

            พูดจบชายหนุ่มก็เดินตรงเข้าไปหากล่องผนึกโดยไม่รอช้า  จนมาถึงตรงหน้าของมันแล้วจึงเท้าหยุดลง  เขาไล่สายตามองไปทั่ว ๆ กล่องเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนที่จะวาดมือไปยังด้ามจับของปักษาสวรรค์เพื่อหมายจะดึงมันออกมาใช้งาน  ทว่าในวินาทีที่ฝ่ามือของเขาสัมผัสลงไปบนด้ามจับดาบที่พันไว้ด้วยไหมสีน้ำเงิน  ก็กลับเกิดเรื่องที่น่าตกใจขึ้น

            เปรี๊ยะ!

            เสียงเหมือนอะไรแตกร้าวส่งให้คิ้วของวัชระต้องขมวดเข้าหากันทันใด  เพราะต้นเสียงมันอยู่ทางด้านหน้าเขานี่เอง  กล่องผนึกสีดำทมิฬที่เคยแข็งแกร่ง  ในยามนี้มันกำลังปรากฏรอยแตกร้าวขึ้นมาเป็นทางยาวทั่วกล่องอย่างน่าประหลาด  เป็นผลให้มีไอเวทรุนแรงรั่วไหลออกมาจากรอยร้าวพวกนั้นจนบรรยากาศโดยรอบดูหนักอึ้งขึ้นจนเขาสัมผัสได้

            กรร...

            หากไม่ได้มีแต่ไอเวทเท่านั้นที่รั่วไหลออกมา  เสียงคำรามเสียงต่ำที่เบาหวิวแต่ทว่ากลับแฝงไปสัมผัสอันตรายอย่างร้ายกาจก็ดังแว่วลอยออกมาจากกล่องด้วย  มันทำเอาคนขวัญแข็งอย่างวัชระยังถึงกับต้องขนลุกขนพอง  ความรู้สึกแบบนี้เขาเคยรู้สึกมาก่อนเมื่อไม่นานมานี้เอง  และยังจำได้ชัดเจนไม่มีผิดเลยว่านี่คือ...

            ...สัมผัสของเจ้าสัตว์ร้ายในผนึก!

            สงสัยเขาจะตัดพลังของผนึกมากเกินไปหน่อย  ไม่ต้องลงมือทำลาย  มันก็เลยจะพังทลายไปเองแบบนี้

            “แย่แล้วค่ะนายท่าน  รีบถอยออกมาเร็ว  ผนึกกำลังจะแตกสลายแล้ว”  ในช่วงเวลาที่สติของวัชระกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความตื่นตระหนกนั่นเอง  เร็ทสึก็ร้องตะโกนขึ้นมาเรียกสติของเขาจนกลับคืนมา

            วัชระเบิกตากว้างแล้วรีบถีบตัวพุ่งถอยหลังหนีออกมานอกเขตวงเวทผนึกอย่างรวดเร็ว  เป็นเสี้ยววินาทีก่อนที่จะมีเสียงคำรามอย่างดุร้ายดังขึ้นมาสนั่นเลื่อนลั่น

            โฮกกกกก!!!!!!!

            เพล้งงง!!!!

            เพียงแค่เสียงนั้นก็ทำให้กล่องผนึกแตกกระจายกลายเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับเป็นแค่กล่องกระจกบอบบางกล่องหนึ่ง  วงเวทผนึกบนพื้นเองก็สลายหายไปอย่างร่องรอยไม่อาจช่วยอะไร  จิตมุ่งร้ายที่แสนดุดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเจ้าของเสียงคำรามดุร้ายเหมือนเป็นการประกาศศักดา  ไอเวทรุนแรงถาโถมออกมาไม่ต่างกับคลื่นสมุทรใหญ่ที่ซัดโหม

            ทุกสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากผนึกอย่างฉับพลันนี้เล่นซะวัชระตั้งตัวไม่ทัน  ร่างกายเผลอสั่นสะท้านด้วยความหวั่นเกรง  สัญชาตญาณของเขากำลังแจ้งเตือนถึงอันตรายอย่างหนักพอ ๆ กับการถูกเปิดไซเรนกรอกหู  เขาได้แต่มองดูร่างสูงใหญ่ตรงหน้าด้วยนัยน์ตาเลิกค้าง  รูดม่านตาขยายกว้าง  ไม่อาจแม้แต่ขยับกาย

            มันสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาอย่างชัดเจน  ภาพของอสูรกายที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น มนุษย์หมาป่า โดยนิยาม  ร่ายกายของมันมีความสูงเกิน  2  เมตรและยืนด้วย  2  ขา  ส่วนหัวเป็นหัวของหมาป่า  มีขนสีน้ำตาลเข้มเกือบดำคอยปกคลุม  นัยน์ตาสีแดงสดดั่งสีของโลหิตส่อประกายอำมหิตและเต็มไปด้วยแววคลุ้มคลั่ง  เขี้ยวแหลมคมในปากยื่นยาวขบกัดกันกรอด ๆ และส่งเสียงฟึดฟัดสลับกับเสียงขู่กรรโขก “กรร ๆ”เบา ๆ ออกมาไม่ขาด 

            ทั้งตัวของมันอุดมไปด้วยมัดกล้ามใหญ่โตทำให้ขนาดตัวดูกำยำล่ำสัน  ทรงพลัง  เป็นที่เตะตา  โดยเฉพาะตรงแขนทั้งสองข้างที่ดูจะใหญ่โตเป็นพิเศษจนน่ากลัว  และเกือบทั่วร่างนั้นก็ถูกปกคลุมไว้ด้วยเส้นขนบาง ๆ ยกเว้นตรงช่วงด้านหน้าลำตัวซึ่งโล่งเกลี้ยง  เผยเห็นเนื้อหนังสีเทากับกล้ามเนื้อหน้าอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เรียงกันเป็นมัดก้อนสวยเหมือนจงใจ

            แล้วก็ไม่ต้องสงสัยกันเลยว่าด้วยรูปร่างกำยำและจิตสังหารดุดันที่มันมีนั้นจะส่งเสริมให้มันดูน่าเกรงขามขนาดไหน  ซึ่งเชื่อขนมกินได้เลย  ถ้ามีคนขวัญอ่อนมาเห็นมันเข้าล่ะก็  ถ้าไม่หวีดร้องวิ่งแจ้นหนีกระเจิง  ก็ต้องเป็นลมสลบน็อคอยู่ตรงนั้นแน่ ๆ!

            “อึก!  กึก!” 

            วัชระส่งเสียงอึดอัดในลำคอ  เขากัดฟันกรอดก่อนจะสะบัดหัวแรง ๆ หลายที  พยายามขับไล่ความหวาดกลัวที่มีอยู่ให้ในจิตใจให้หลุดพ้นออกไป

            “ชิ  ดันเผลอไปกลัวซะได้”  เขาฝืนกระตุกยิ้มที่มุมปากพร้อมเอ่ยออกมา  ในขณะที่ร่างกายของเขาได้หยุดสั่นลงแล้ว 

            “เสียฟอร์มหมดเลยแฮะ”

 

            Devil!  Dorauge  The  rage  hammer  คลาส  1  ระดับ  100  ปรากฏกาย  ผู้ถูกสังหารจะถูกลดระดับลง  20  ระดับ  และต้องเสียเวลารอเกิดเป็นเวลา  24  ชั่วโมง”

 

            โบร๋ววว!!!!!

            เจ้าโดราจเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วส่งเสียงหอนออกมาราวกับจะตอบรับเสียงประกาศเตือน

            “โทษตายเสีย  20  ระดับงั้นเหรอ  แรงดีแต่ยังไม่เท่าเจ้าโครเคียแฮะ”  วัชระว่า

            ...ถึงด้านพลังเวทมันจะมีมากกว่าเป็นเท่าตัวเลยก็เถอะ  แถมยังดูอันตรายกว่ากันอีกต่างหาก  ทั้ง ๆ ที่ตัวเล็กกว่าตั้งไม่รู้เท่าไหร่แท้ ๆ

            “นายท่านคะ!!!  ทันใดนั้นเร็ทสึก็โพลงเรียกขึ้นมาจนเขาแทบสะดุ้ง

            “อะไรครับเร็ทสึ  เสียงตื่นเชียว”  วัชระถามงง ๆ

            “เราเจอปัญหาแล้วล่ะค่ะ  เจ้ามนุษย์หมาป่านั่นเป็น พันธุ์อสูร  หนีเร็วค่ะ!!!

            “เอ๋!

            เจอวิญญาณสถิตศาสตราของตัวเองรบเร้าให้หนีแบบนี้  วัชระก็ได้แต่ร้องอุทานอย่างไม่เข้าใจ  เขาล่ะอุตสาห์เสียเวลาเพื่อการทำลายผนึกมาตั้งเป็นวันเพื่อให้ได้ซัดกับไอ้เจ้ามนุษย์หมาป่าบ้ากล้ามตรงหน้านี่  แล้วเรื่องอะไรเขาจะต้องหนีมันด้วยล่ะ  อีกอย่างไอ้ พันธุ์อสูร ที่เธอพูดถึงนั่นมันคืออะไร  อธิบายตัดบทซะสั้นแบบนี้เขาจะรู้เรื่องได้ยังไงล่ะเนี่ย

            “เดี๋ยวก่อนเลยครับ  ทำไมผมถึงหนีด้วยล่ะ  แล้วพันธุ์อสูรนี่มันคืออะไรกันครับ  ช่วยอธิบายให้เคลียร์ก่อนได้ไหม”  วัชระถาม

            แต่เร็ทสึก็ยังไม่ยอมตอบ  “ไม่มีเวลาอธิบายแล้วค่ะ  เอาเป็นว่าตอนนี้...อ๊ะ!  นายท่านคะ  ระวัง!!!     

            “หือ!?”

            แล้ววัชระก็เป็นอันต้องสะดุ้งเฮือก  เพราะเจ้าโดราจที่ยืนห่างออกไปจากเขาอยู่หลายเมตรนั้นอยู่ ๆ ก็ได้พุ่งตัววูบเข้ามาประชิดอยู่ที่ตรงหน้าของเขาอย่างกะทันหัน  เนื่องจากระหว่างที่เขากำลังคุยกับเร็ทสึอยู่นั้น  มันก็หันมาเห็นเขาเข้าพอดีหลังจากที่มัวแต่ยินดีกับอิสรภาพที่เพิ่งได้รับมาจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างไปเสียนาน  จึงไม่รอช้าที่จะรีบตรงปรี่มาจู่โจมใส่โดยไม่มีการปราณีปราศรัย

            โฮกกก!!!!

            มันคำรามใส่หน้าเขาพร้อมกับง้างกำปั้นใหญ่ของมันไปทางด้านหลัง  ทันใดนั้นก็เกิดกระแสลมหมุนรุนแรงขึ้นมาครอบกำปั้นของมันไว้เป็นทรงกลม  เป็นสัญญาณเตือนถึงอันตรายให้แก่วัชระได้เป็นอย่างดี

            ฉิบเป๋งล่ะ!’

            คำสบถดังลั่นขึ้นมาในหัวของวัชระ  เพียงเสี้ยววินาทีที่เห็นว่าตัวเองกำลังจะถูกโจมตี  วัชระก็รีบกระโจนตัวหลบออกข้างไปสุดแรง  แต่เจ้าโดราจก็ไวทายาด  พอเห็นวัชระหลบฉากออกไปก็รีบพุ่งตัวตามมาขนาบข้างได้ด้วยความเร็วที่ไม่สมกับขนาดใหญ่เทอะทะของตัวมันเองเลยสักนิด  มันทะลึ่งนัยน์ตาสีแดงเลือดของมันจ้องใส่เขาอย่างดุร้าย  ก่อนที่จะหวดกำปั้นหุ้มสายลมเข้าใส่เขาโดยไม่คิดปล่อยโอกาสให้หลบหนี  ทางรอดเดียวที่เหลือของเขาจึงมีเพียงต้องยกแขนที่ผนึกเกราะเวทไว้สุดกำลังขึ้นมาป้องกันการโจมตีแบบไม่อาจเลี่ยง

            เปรี้ยง!!!!

            พริบตาที่เกิดการปะทะวัชระรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกค้อนเหล็กหนัก ๆ ฟาดใส่  กำปั้นผนึกพลังลมมหาประลัยของเจ้าโดราจช่างรุนแรงเหลือร้าย  ขนาดเขาใช้เกราะเวทคลุมท่อนแขนเอาไว้อย่างดีก็ยังเจ็บปานแขนจะหัก  อีกทั้งยังทำให้ร่างของเขาถึงกับเท้าลอยไม่ติดพื้น  ถูกกระแทกเสียปลิวกระเด็นเป็นลูกบอลไปชนกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังจนหักโค่นไปถึง  2  ต้น  แถมตอนชนต้นไม้เจ้ากรรมต้นที่สอง  ช่วงหลังศีรษะของเขาก็ดันไปฟาดเข้ากับลำต้นหนานั่นเข้าอย่างจัง  สติเลยถูกกระชากหลุดออกจากร่างไปอย่างไม่เต็มใจ  เป็นผลให้เขาต้องสลบไปทั้ง ๆ อย่างนั้น 

            โบร๋ว!!!!

            ทางเจ้ามนุษย์หมาป่าร้าย  พอซัดวัชระจนปลิวไปได้แล้วก็ส่งเสียงเห่าหอนออกมาอีกคำรบ  จากนั้นมันจึงทำจมูกฟุดฟิดเหมือนจะได้กลิ่นอะไรบางอย่างแล้วหันไปมองทางทิศ ๆ หนึ่งด้วยท่าทางสนใจ  ก่อนที่มันจะกระโดดสูงขึ้นไปเหนือยอดไม้และลอยตัวอยู่อย่างนั้นเพื่อดมกลิ่นที่ได้ให้ถนัดว่าใช่กลิ่นเดียวกับที่มันคิดรึเปล่า  ซึ่งพอมันยืนยันได้แล้วว่าใช่  มันก็รีบพุ่งเหินตามกลิ่นไปทันที  ทิ้งให้ร่างที่นอนสลบไสลของวัชระกองอยู่ตรงนั้นไปอย่างไม่สนใจใยดี  ทำให้ชายหนุ่มรอดชีวิตมาได้  แม้เจ้าตัวจะไม่คิดยินดีกับเรื่องนี้เลยก็เถอะ       

 

            ไกลออกไปทางทิศเหนือเป็นระยะทางประมาณ  10  กิโลเมตร จากป่าเรม  ณ  ที่นั่นเป็นที่ตั้งของเมืองอาเทียร์  เมืองท่าติดชายฝั่งทะเลเพียงแห่งเดียวของเกาะเกรทิส  ที่นี่เป็นเมืองที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน  เนื่องจากเป็นเมืองท่าที่มีคนเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ตลอดเวลา  ทั้งผู้เล่นมือใหม่ที่ใฝ่จะไปหาการผจญภัยในทวีปใหญ่  ทั้งพวกคนจากต่างแดนที่มายังเกาะแห่งนี้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง  ไหนจะยังมี  NPC  ชาวเมืองที่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ชาวประมงก็ต้องเป็นพ่อค้าแม่ขาย  ซึ่งบัดนี้กำลังตะโกนเจี๊ยวจ๊าวเรียกลูกค้าเข้าร้านตนกันให้วุ่นวาย  รวม ๆ แล้วจึงทำให้เมือง ๆ นี้คึกคักไม่ใช่ย่อย

            การมีเรือน้อยใหญ่แล่นเข้าแล่นออกและมีผู้คนมากหน้าหลายตามาเยือนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของผู้คนที่อยู่ที่นี่  แขกจากต่างถิ่นเหล่านี้ต่างก็เป็นที่ต้อนรับจากพวกเขาเป็นอย่างดี  เพราะคนเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นว่าที่ลูกค้าที่จะช่วยอุดหนุนให้กิจการของพวกเขาดำเนินกันต่อไป  ดังนั้นตามปกติแล้วจึงยิ่งมีคนมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

            พวกเขายินดีต้อนรับแขกทุกคน...

            ทว่าในวันนี้  กลับเป็นวันที่พวกเขาต้องไม่อยากต้อนรับแขกทุกคน  เพราะมีแขกท่านหนึ่งที่พวกเขาต้องการกีดกันไม่ให้เข้าเมืองอย่างแรง!

            โฮกกกกก!!!!!!!! 

            เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังกึกก้องขึ้นมาจนเหล่าผู้ที่เหยียบย่างอยู่ในเมืองทั้งหลายถึงกับต้องพร้อมใจกันหยุดเท้าลงโดยไม่ได้นัดหมาย  ก่อนจะพากันหันหน้าไปมองยังที่เป็นที่มาของเสียงซึ่งอยู่บนฟากฟ้าทางทิศใต้  เพียงแค่นั้นก็ทำให้เขาได้เห็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่น่าตกใจ  มันคือ  มนุษย์หมาป่าร่างใหญ่ที่กำลังบินตรงมาทางนี้จากบนท้องฟ้า

            เท่านั้นเองก็เกิดเสียงฮือฮา  เหล่าผู้คนต่างรีบหันไปพูดคุยกันและต่างก็ชี้ไปทางเจ้ามนุษย์หมาป่าบินได้บนฟ้านั่นอย่างสนอกสนใจ  แต่ก็มีบางส่วนเหมือนกันที่เห็นลางไม่ดีแต่ไกลจึงรีบวิ่งย้ายร่างออกไปจากแถว ๆ เขตตัวเมืองทางทิศใต้โดยไว

            ...ซึ่งผู้คนในส่วนหลังนี้  ทำถูกแล้ว

            กรร!!!!

            เจ้าโดราจที่กำลังเหินฟ้ามาทางเมืองอาเทียร์นั้นส่งเสียงขู่คำรามออกมา  จมูกของมันยังคงส่งเสียงฟุดฟิดไม่หยุดเพราะกำลังได้กลิ่นของเหยื่อกลุ่มใหญ่อยู่ตรงหน้า  และแน่นอน  ว่ากลิ่นของเหยื่อที่มันกำลังได้กลิ่นอยู่นั้นก็ไม่ใช่กลิ่นของอะไร

            มันก็กลิ่นของมนุษย์นี่แหละ!

            ในช่วงที่อยู่ในป่าเรม  มันเผอิญได้กลิ่นของมนุษย์จำนวนมากลอยโชยมาจากทางทิศเหนือพอดีจึงบินขึ้นฟ้าตามกลิ่นมาจนถึงที่นี่  เป็นเหตุให้มันได้มาปรากฏตัวบนน่านฟ้าของเมืองอาเทียร์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้  และกำลังจะเป็นเหตุให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองท่าแห่งเดียวของเกาะเกรทิสอีกด้วย

            ครืน...

            พริบตาที่เจ้าโดราจบินเข้ามาใกล้จนแทบจะถึงภายในอาณาเขตของเมืองนั่นเอง  บรรยากาศกดดันและจิตสังหารคลุ้มคลั่งประจำตัวของมันก็กลืนกินมาถึงตัวของเหล่าผู้คนที่อยู่ในเมือง  ส่งผลให้พวกเขาเหล่านั้นถึงกับต้องสะดุ้งเฮือก หน้าตื่น และตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวที่จู่ ๆ ก็จู่โจมเข้ามาในจิตใจอย่างกะทันหัน  พวกเขาทุกคนต่างก็ถูกทำให้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัวจนมิอาจขยับตัวได้เหมือนกับถูกสาป 

            แม้ว่าเจ้าสิ่งที่พวกเขากำลังกลัวกันอยู่นั้นจะใกล้เข้ามาทุกที ๆ แต่ก็ยังไม่อาจฝืนความกลัวให้หันหลังหนีได้  ทำให้ต้องยืนเฝ้ารอ ความหวาดกลัวนั้นอยู่กับที่ราวกับรอความตาย 

            ฟ้าว...ตึง!!!

            กระทั่งร่างสูงที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อของเจ้าโดราจพุ่งตรงดิ่งข้ามกำแพงเมืองลงมายังพื้นเมืองอย่างแรงจนพื้นตรงนั้นยุบแตกลงไปเป็นรูปเท้าของมัน  ความกลัวที่พวกเขามีก็ถึงได้แปรผันเปลี่ยนเป็นความหวาดผวา  เหล่าผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ กับจุดปรากฏตัวของมันเป็นอันต้องวงแตกวิ่งหนีมันให้กระเจิดกระเจิง  เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ  กระตุ้นให้เหล่าผู้ที่ยังนิ่งงันด้วยความกลัวอยู่ไม่หายอีกหลายคนได้สติและรีบหันหลังวิ่งหนีตามคนอื่นไปทันควัน

            และเมื่อเห็นเหยื่อหนี  มีหรือที่นักล่าจะยืนรออยู่เฉย  เจ้าโดราจเริ่มเคลื่อนไหวโดยการพุ่งตัวกระโจนเข้าไปประชิดตัวหญิงสาวคนหนึ่งจากทางด้านหลังแล้วฟาดท่อนแขนใหญ่ของมันเข้าใส่ศีรษะของเธอจนหลุดกระเด็นออกจากคออย่างน่าสยดสยอง  กลายเป็นภาพอันแสนโหดร้ายที่ทำเอาหลาย ๆ คนรอบ ๆ ที่เห็นเข้าถึงกับต้องหยุดฝีเท้าลงไปอาเจียนให้หายขยาด

            การสังหารโหดเหยื่อรายแรกของเจ้าโดราจเร่งให้เหล่าผู้คนยิ่งสติแตกและวิ่งเผ่นหนีมันไปด้วยความหวาดกลัวที่มากขึ้นไปอีก  แต่มีหรือที่มันจะสนใจ  หลังจากจัดการเหยื่อรายแรกไปได้  มันก็หันไปไล่ล่าสังหารเหยื่อรายใหม่ต่อโดยไม่คิดจะพักหายใจ  กลิ่นอายแห่งความตายแพร่กระจายออกไปทั่ว  คนที่ต้องสิ้นชีพกลายเป็นแสงหายไปเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย  โลหิตสีแดงสดถูกสาดละเลงไปทั่วด้วยฝีมือของอสูรร้าย  ในขณะที่ผู้คนทั้งหลายต่างก็ต้องวิ่งหนีตายไม่คิดชีวิต

            “ลูกไฟเพลิง!!

            แต่ท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังเกรงกลัวจนหัวหด  ก็ยังพอมีคนที่กล้าบ้าบิ่นอยู่บ้าง  นักเวทหนุ่มคนหนึ่งร่ายมนต์ส่งเวทลูกไฟเข้าโจมตีใส่เจ้าโดราจในขณะที่มันกำลังบิดหัวของชายคนหนึ่งจนหันกลับด้านมาด้านหลังแบบไม่น่ามอง  หวังว่าจะเล่นงานมันในตอนทีเผลอ  แต่สัญชาตญาณป้องกันภัยของมันนั่นไม่ใช่ของกระจอก ๆ  แค่ได้ยินเสียงเผาไหม้อากาศลอยเข้าหูมามันก็ตวัดแขนไปปัดลูกไฟเวทเบา ๆ นั่นทิ้งไปได้โดยที่ไม่ต้องมอง

            แฮ่...

            มันหันไปมองนักเวทหนุ่มที่ลอบโจมตีมันด้วยแววตาอำมหิตชั่วพริบตา  จากนั้นจึงพุ่งพรวดเข้าไปหาแล้วซัดกำปั้นใส่ลำตัวของนักเวทหนุ่มคนนั้นอย่างรุนแรง  ส่งให้ร่างนั้นปลิวทะลุผนังอาคารแถว ๆ นั้นเข้าไปข้างในแล้วสลายกลายเป็นแสงหายไปอย่างไม่ต้องดูอาการว่าเป็นตายร้ายดี

            เสร็จสิ้นการกำจัดผู้ริอาจขัดขืน  เจ้าโดราจก็ไปไล่ฆ่าคนต่ออีกครา  ด้วยความเร็วของมันทำให้การไล่ตามบุคคลที่กำลังหลบหนีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก  พุ่งตัวเพียงวูบเดียวก็ถึงตัวเป้าหมายใหม่แล้ว  เหมือนจะเป็นการกลั่นแกล้งกันไม่มีผิด  ทั้ง ๆ ที่ผู้เป็นเหยื่อพยายามหนีกันแทบตาย  แต่ผู้ล่ากับใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาก็ตามมาทัน  มันเป็นทั้งการตัดกำลังใจและกดดันให้ลุกขึ้นสู้

            ด้วยเหตุนี้ก็ทำให้มีทั้งคนที่หยุดวิ่งหนีแล้วยอมรับความตายเสียโดยง่าย  และคนที่ตัดสินใจสู้ตายแบบหมาจนตรอก  พุ่งเข้าไปหาความตายเองอย่างอาจหาญ  แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะอย่างนั้น  ยังมีบางคนก็ยังไม่ยอมตัดใจและยังคงวิ่งหนีกันต่อไปอยู่เช่นกัน  ทว่าถึงพวกเขาจะทำแบบไหน  ก็ไม่อาจหลีกหนีความตายได้อยู่ดี

            เจ้าโดราจไล่ล่าสังหารผู้คนด้วยความกระหายดุจนักล่าที่อดอยากมานานแสนนาน  มันผ่านไปที่ไหนที่นั่นก็ต้องถูกชโลมไปเลือดสีแดงฉาน  จากแรกที่มันไล่ล่าอยู่แต่เพียงในเขตเมืองทางทิศใต้  ก็ค่อย ๆ แผ่ขยายความเสียหายไปยังเขตอื่น ๆ อย่างทั่วถึง  เช่นเดียวกับข่าวการบุกโจมตีของมันที่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว  ผู้คนที่รู้ข่าวจึงต้องรีบจรลีหนีออกจากเมืองไปเป็นขบวน 

            หากก็ยังมีบางคนเหมือนกันที่คิดว่าตัวเองแน่และอยากจะไปลองของกับเจ้ามอนสเตอร์ตัวร้ายที่มาบุกเมืองดูเสียหน่อย  ซึ่งส่วนใหญ่คนพวกนี้จะเป็นผู้เล่นระดับสูงจากทวีปใหญ่ที่มายังเกาะเกรทิสเพื่อทำธุระ  นอกนั้นก็เป็นพวกผู้เล่นใหม่ไม่เจียมตัวที่อยากเด่นอยากดัง  แต่ทันทีที่คนพวกนี้ได้พบกับเจ้าโดราจโดยตรง  ความกล้าที่เคยมีก็ต้องพลันหดหายไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย

            จิตสังหารที่คลุ้มคลั่งของมันไม่ใช่ของที่ใคร ๆ ก็ต้านทานได้  คนพวกนี้แค่เจอหน้ามันก็ขาสั่นพับ ๆ  ขยับตัวกันไม่ออก  จนท้ายสุดเลยต้องตกเป็นหนึ่งในเหยื่อของมันไปอย่างน่าสมเพช

            เหตุการณ์วุ่นวายนี้รุนแรงมากจนร้อนถึงพวกทหารประจำเมืองที่ต้องออกมาปฏิบัติการกันอย่างเร่งด่วน  ทั้ง ๆ ที่ตลอดมานี้พวกเขาแทบไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่กันเลยเพราะในเกาะเริ่มต้นแบบนี้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นนับครั้ง  ตัวตนของพวกเขานั้นจึงช่างจืดจางจนผู้เล่นหลาย ๆ คนยังไม่แม้แต่จะรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา  แต่ในวันนี้ดูท่าพวกเขาจะต้องออกมามีบทบาทกับเขาบ้างแล้ว  ไม่อย่างนั้นเมืองท่าอันสวยงามแห่งนี้คงถึงกาลพินาศแน่

            และเมื่อเหล่าทหารกล้ากลุ่มใหญ่กว่า  50  นายยกขบวนหอบเกราะและสรรพาวุธมากันพร้อมมือจนถึงเป้าหมาย  พวกเขาก็ต้องตะลึงกับสภาพของเมืองโดยรอบที่เกิดจากฝีมือของมัน  หยาดโลหิตที่แป้นเปื้อนไปทุกสารทิศ  กับกลิ่นคาดเลือดที่ชวนให้คลื่นไส้แบบนี้

            ...นี่มันภาพจำลองของขุมนรกชัด ๆ

            ทหารหาญทั้งหลายตวัดสายตามองไปยังเจ้ามนุษย์หมาป่าตัวร้ายเบื้องแล้วพร้อมใจกันสรุปเลยว่าเจ้านี่เป็นตัวอันตรายที่ต้องรีบกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุดไม่ผิดแน่ 

            เสียงของโลหะดังขึ้น  พวกเขาหยิบศาสตราวุธของตนออกมาถือไว้อย่างพร้อมเพรียง  เตรียมจะประหัตประหารกับอสูรร้ายตรงหน้าให้ตายกันไปข้าง

            โฮกกกก!!!!!!

            เจ้าโดราจร้องคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่พวกเขา  เป็นผลให้การต่อสู้เริ่มขึ้น

 

            อีกด้านหนึ่ง  ภายในป่านอธเทเซียอันแสนสงบร่มรื่น  บริเวณหน้าบ้านหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่บนที่โล่งทางแถบเหนือของป่า  ออกัส  ยอดช่างตีเหล็กแห่งทิศบูรพาผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้กำลังผ่าฝืนด้วยขวานสีเงินเล่มใหญ่อยู่  แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดมือลงแล้วหันไปมองทางฝากฟ้าฝั่งทิศตะวันตกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหลังจากที่เขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ดูจะไม่ใช่เรื่องดี

            “วะ!  อะไรกัน  ไอ้หมาบ้านั่นทำลายผนึกออกมาได้แล้วงั้นเรอะ  นี่มันเร็วกว่าที่คำนวณไว้เป็นเดือนเลยนี่หว่า  มีใครไปเล่นแผลง ๆ กับผนึกจนเป็นเรื่องรึเปล่าเนี่ย”  ยอดช่างตีเหล็กหน้าโหดพูดบ่นเสียงทุ้มห้าว  พลางยกขวานในมือขึ้นพาดบ่า  มืออีกข้างที่ว่างเปล่าใช้ลูบค้างอย่างครุ่นคิด 

            ตอนนี้ในเกาะนี้ก็มีแต่พวกฝีมือไม่ได้เรื่องซะด้วย  แถมพวก  GM  เองก็ดันเซ่อซ่าไม่ยอมตรวจสอบผนึกให้ดีแล้วรีบประกาศเรื่องออกไปเป็นอีเว้นท์ก่อนเพื่อให้ผู้เล่นได้เตรียมรับมือเสียอีก  อีหรอบนี้คงได้มีคนตายกันเป็นเบือแหง ๆ  เป็นหายนะของเกาะเริ่มต้นฝั่งตะวันออกชัด ๆ ถ้าไม่รีบหาทางแก้ล่ะก็  รับรองพวก  GM  ได้โดนผู้เล่นโทรมาแว๊ดใส่จนหูช้าแน่  แต่ไอ้ครั้นจะให้ระบบจัดการเรื่องให้ก็คงไม่ได้  เพราะทางนั้นถือคติจะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเองในเกมเด็ดขาด  ท่าทางงานนี้เขาต้องออกโรงเองซะล่ะมั้ง  ให้ตายเถอะ

            หรือข้าจะไปผนึกมันซ้ำอีกรอบเพื่อแก้ขัดไปก่อนดี

            จ๊อก~!

            คิดยังไม่ทันจบดีออกัสก็ถึงกับต้องชะงัก  เมื่อท้องของเขามันดันร้องประท้วงขึ้นมาเสียงดังเสียก่อน  สาเหตุเพราะตั้งแต่ตื่นนอนมาเขายังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลยนั่นเอง

            “อืม”  ออกัสเหงื่อตก  “เรื่องหายนะของเกาะนี้คงต้องปล่อยไปก่อนล่ะนะ  ปัญหาปากท้องข้าสำคัญกว่า”

            ว่าแล้วตาลุงหน้าโหดก็เดินดุ่ย ๆ กลับเข้าบ้านไปหน้าเฉย

 

            กลับมาทางป่าเรม...

            “ท่านคะ...นายท่าน...นายท่านคะ”

            เสียงเรียกที่เหมือนกับมาจากที่อันแสนห่างไกลดังเข้ามาในหูที่ยังอื้ออึงด้วยความมึนงงของวัชระ  พร้อมกับที่เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายของตนกำลังถูกใครเขย่าอยู่อย่างแรง

            “นายท่านคะ!!!”    คราวนี้เสียงเรียกนั้นดังขึ้นที่ข้างหูอย่างชัดเจน  ทำให้วัชระเริ่มได้สติ  เสียงแบบนี้มันเสียงของเร็ทสึนี่หน่า 

            พอรู้ว่ากำลังถูกใครเรียกชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ลืมตา

            “อึก!

            ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บมาจากตรงหลังศีรษะทันทีที่เขาฟื้นคืนสติ  วัชระที่กำลังนอนหงายหันหน้าเอียงข้างอยู่นั้นรีบพลิกตัวนอนตะแคงแล้วยกมือขึ้นไปจับตรงจุดที่รู้สึกเจ็บโดยพลัน  อาการมึนหัวที่ยังไม่หายไปนั้นทำให้เขาขบฟันและย่นคิ้ว

            “อะไรเนี่ย”  เขาเอ่ยอย่างฉงนพร้อมยันร่างท่อนบนลุกขึ้นนั่ง  และพอลืมตาขึ้นมามองโดยรอบดี ๆ ก็พบว่าข้าง ๆ ตัวเขามีเร็ทสึนั่งเฝ้าอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  ซึ่งสิ่งแรกที่สมองตื้อ ๆ ของเขาจะคิดได้ยามพบหน้าเธอก็คือการทักทาย

            “อ้าวเร็ทสึ  สวัสดีครับ”

            “สวัสดีค่ะ  นายท่าน”  เร็ทสึยิ้มบาง ๆ ทักทายกลับ  “เป็นยังไงบ้างค่ะ  เจ็บศีรษะมากไหม”  เธอถามอย่างเป็นห่วง

            “ก็ปวดนิดหน่อยน่ะครับ  แต่ไอ้อาการมึนนี่สิเล่นเอาตื้อเลย”  วัชระตอบหน้านิ่วคิ้วขมวด  พร้อมพยายามนึกว่าเพราะอะไรเขาถึงได้มีอาการแบบนี้  และพอนึกออกก็เท่านั่นแหละ  นัยน์ตาของเขาก็เปิดกว้างขึ้นทันควัน

            สายตาเฉียบคมตวัดไปมองโดยรอบอย่างรวดเร็วเพื่อมองหาบางสิ่ง  แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็หาสิ่งนั้นไม่เจอเลย  เขาจึงต้องหันกลับมาหาเร็ทสึอีกครั้ง

            “เร็ทสึครับ  แล้วเจ้าโดราจล่ะ”  เขาถามเสียงร้อนรน

            เร็ทสึสีหน้าหมองลงทันตา  “คือ...มันไปแล้วแหละค่ะ  ตั้งแต่เมื่อหลายสิบนาทีก่อนแล้ว  ในตอนที่ท่านกำลังหมดสติอยู่นั่นแหละค่ะ”  เธอตอบเสียงอ่อย

            ตึง!!

            ได้รับคำตอบแบบนั้นวัชระก็ฟาดกำปั้นใส่พื้นดินจนยุบเป็นหลุม  เขารู้สึกสมเพชตัวเองจริง ๆ ที่กระจอกจนถูกไอ้มนุษย์หมาป่าบ้านั่นชกใส่ทีเดียวก็ถึงกับสลบ  ทั้งคับแค้นทั้งอับอายที่ตัวเองดีแต่ปาก  เป็นคนพูดเองแท้ ๆ ว่าจะปลดปล่อยมันออกมาเพื่อจัดการ  แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละที่ถูกเล่นงานจนบ้อท่าเสียเอง  แถมยังถูกมันไว้ชีวิตให้อีกต่างหาก

            ...ยิ่งคิดยิ่งน่าสมเพช

            “ปั๊ดโธ่เว้ย!”  วัชระสบถแล้วซัดกำปั้นลงดินอีกรอบเพื่อระบายอารมณ์

            “ท่านไม่ได้ไร้ฝีมือหรอกค่ะนายท่านอย่า  โกรธไปเลย”  เร็ทสึที่นั่งมองดูวัชระอยู่ข้าง ๆ เอ่ยปลอบอย่างรู้ใจพลางโอบไหล่ให้กำลังใจเขา  “กับพันธุ์อสูรแบบนั้นแค่ท่านรอดมาได้ก็ถือว่าเก่งแล้วค่ะ”  เธอบอกเสียงนุ่ม

            นั่นทำให้วัชระต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน  “พันธุ์อสูรงั้นเหรอครับ”  เขาทวนคำ  ก่อนจะถามออกมา  “นี่ผมสงสัยมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนะครับ  ตกลงว่าไอ้พันธุ์อสูรนี่มันคืออะไรกันแน่  แล้วทำไมคุณถึงได้ดูหวั่นเกรงมันขนาดนั้น  ผมไม่เข้าใจเลย?”

            เร็ทสึถอนหายใจเฮือกกับสิ่งที่ถูกเจ้านายหนุ่มถาม  “พันธุ์อสูร  คือชื่อเรียกของสิ่งมีชีวิตที่เกิดการผ่าเหล่าขึ้นมาอย่างร้ายกาจ  พวกมันสามารถเกิดขึ้นได้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่เว้นแม้กระทั่งมนุษย์อย่างพวกท่าน  เป็นอันตรายอย่างมากเลยแหละค่ะ”

            “ผ่าเหล่าอย่างร้ายกาจ  ยังไงล่ะครับ”  วัชระถามอีก

            “พันธุ์อสูรพวกนี้  ตั้งแต่เกิดมาก็จะมีพลังเวทที่มากมายมหาศาลผิดปกติ  ร่ายกายเองก็ยังทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าพวกพันธุ์ปกติทั่วไป  ทำให้พวกมันแข็งแกร่งมากจนน่าหวาดกลัว  อีกทั้งยังจิตใจที่คลุ้มคลั่งจนไม่อาจจะควบคุม  สิ่งที่พวกมันปรารถนามีเพียงการทำลายทุกสิ่งที่อย่างที่อยู่ตรงหน้าให้สิ้นซากอย่างไร้เหตุผล  วิถีชีวิตคือการฆ่าฟัน  สำหรับพวกมัน  สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ นอกจากตัวมันเองก็ไม่ต่างอะไรกับเหยื่อที่ต้องไล่ล่า  หรือจะบอกว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตวิปริตที่เกิดมาเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งก็ไม่ผิดหรอกค่ะ”  เร็ทสึอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบและสีหน้าที่จริงจังมาก  ส่วนเนื้อความนั้นก็ทำเอาวัชระยังต้องทึ่งไม่น้อย 

            “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

            “ค่ะ”

            เร็ทสึยืนยันอย่างไม่มีการลังเล  นั่นทำให้วัชระต้องก้มหน้าลงไปชั่วครู่  จากนั้นจึงลุกพรวดขึ้นมาจนเร็ทสึสะดุ้ง

            “เร็ทสึครับ  รู้ไหมครับว่าเจ้าหมาสองขานั่นไปทางไหน”  คำถามใหม่ที่น่าตกใจถูกยิงเข้าหาเร็ทสึ

            “นี่ท่านยังคิดจะไปสู้กับมันอีกเหรอคะ”  เร็ทสึมีสีหน้าวิตกกังวล

            “แน่นอนครับ  ถูกมันหักหน้าขนาดนี้ถ้าผมไม่ได้เอาคืนมันสักหน่อยมีหวังวันนี้ผมนอนไม่หลับแน่”  วัชระประกาศเสียงกร้าว  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มทั้งคู่ฉายแววอาฆาต

            “ที่ข้าพูดไปนี้ไม่ได้ทำให้ท่านเปลี่ยนความคิดเลยเหรอคะเนี่ย”  เร็วสึแหวใส่

            “กระตุ้นให้ผมอยากกระทืบมันมากขึ้นเป็นทวีคูณซะมากกว่าน่ะสิครับ”  วัชระโต้กลับฉะฉาน  เล่นเอาซะเร็ทสึต้องอ้าปากค้าง  “ยิ่งมันเก่งนี่แหละยิ่งท้าทายให้ผมกลับไปแก้มือกับมันเข้าไปใหญ่  คอยดูสิครับถ้าผมยังไม่ได้สู้กับมันล่ะก็ผมวิ่งพล่านไปตามหามันให้ทั่วเกาะแบบไม่หลับไม่นอนเลย!

            ทีนี้เร็ทสึก็ได้แต่ปลงตก  ดูเหมือนเจ้านายหนุ่มของเธอจะเครื่องติดขึ้นมาเสียแล้ว  งานเอาช้างมาฉุดก็คงหยุดไม่อยู่  ไอ้เธอรึกะจะขู่ให้ถอดใจ  ดันกลายเป็นราดน้ำมันใส่กองเพลิงไปซะได้  ลืมไปเสียสนิทเลยว่าอีตานี่เป็นพวกบ้าเลือดไฟแรงสูงขนาดไหน  ผลที่ได้เลยออกมาตรงข้ามจากจุดประสงค์

            “นี่ถ้าข้าจะขอให้ท่านเลิกไอ้นิสัยเลือดร้อนนี่ท่านจะทำได้ไหมคะเนี่ย”  เร็ทสึคลึงขมับตัวเองเบา ๆ

            “ยันตายผมว่าก็คงแก้ไม่หายหรอกครับ  มันฝังลึกลงกมลสันดานไปแล้ว”  วัชระยิ้มร่าตอบแบบไม่อาย

            “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเลยตามเลยอีกแล้วสินะค่ะ”  เร็ทสึถอดถอนหายใจ  แล้วชี้นิ้วไปทางทิศเหนือ  “ข้าเห็นมันทำจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นอะไรสักอย่างแล้วบินทะยานขึ้นเหนือไปนั่นแหละค่ะ  แต่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปไหน”

            วัชระมองตามนิ้วของเร็ทสึแล้วลองทบทวนความจำดูว่าทางทิศนั้นมีอะไรอยู่  ซึ่งเมื่อคิดออกเขาก็ได้แต่ต้องทำหน้าเครียด  เพราะถ้าตรงขึ้นเหนือไปทางนั้นล่ะก็สิ่งที่จะพบก็คงไม่พ้น  “เมืองอาเทียร์”  เขาครางออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ

            ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดล่ะก็งานนี้เมืองท่าแห่งเกาะเกรทิสได้ถึงกาลวิบัติแน่  ด้วยนิสัยชอบทำลายล้างและฆ่าฟันของพันธุ์อสูรที่เขาเพิ่งได้ยินมา  ก็ทำให้คิดได้ไม่ยากเลยว่าสิ่งที่เจ้าโดราจจะไปทำที่นั่นมันก็คืออะไร  ซึ่งจะว่าไปตั้งแต่มันมุ่งหน้าออกไปเวลาก็ผ่านมานานพอควรแล้วนี่  แถมเมืองอาเทียร์ก็ไม่ได้อยู่ไกลจากป่านี้มากนักด้วย  งั้นก็แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่มันจะไปถึงเมืองแล้วน่ะสิ!

            “โว้ย!  แบบนี้ก็ช้าไม่ได้แล้วน่ะเซ่!”  วัชระโวยวายลั่น  “เร็ทสึครับทำไมคุณไม่รีบปลุกผมให้เร็วกว่านี้ล่ะ!”  เขาหันไปถามวิญญาณภูตสาวเสียงตื่น

            “ก็ข้าไม่อยากให้ท่านไปรนหาที่อีกนี่คะ  ก็เลยรอจนเจ้าสัตว์ร้ายนั่นไปได้พักใหญ่ ๆ แล้วค่อยปลุกท่าน”  เร็ทสึตอบหน้าแหย

            “งั้นก็นรกแตกแล้วล่ะครับ”  วัชระบอกพร้อมแยกเขี้ยวงุด  “ที่ ๆ เจ้าหมาบ้านั่นมุ่งไปก็คือเมืองท่าอาเทียร์  ที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากป่านี้เท่าไหร่  มันคงไปถึงแล้วเริ่มการทำลายล้างแล้ว  ฝีมือขนาดนั้นคิดว่าคงไม่มีผู้เล่นคนไหนในเกาะเริ่มต้นเอามันอยู่แน่  ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะมีคนตายกันเกลื่อนแล้วก็ได้”

            “เอ๋!!!”  เร็ทสึร้องอุทานเสียงดังลั่น  “แบบนั้นก็แย่สิคะ!

            “ก็แย่น่ะสิครับ!”  วัชระว่า  “รีบกลับเข้าดาบด่วนเลยครับเร็ทสึ  ผมจะรีบมุ่งหน้าไปที่เมืองด้วยความเร็วสูงสุดเลย  แล้วก็...”  เขาหยุดคำพูดไว้แล้วจ้องหน้าเร็ทสึนิ่ง

            “...เจ้าโดราจนี่มันเก่งมัน  ซ้ำยังมีพลังมหาศาลจนผมเทียบไม่ติด  ดังนั้นคราวนี้ถ้าจำเป็นผมอาจต้องขอยืมพลังจากคุณเพื่อใช้จัดการมันด้วย  หวังว่าคุณคงจะให้การร่วมมือนะครับ”

            คำขอความช่วยเหลือนั้นทำให้ดวงตากลมโตของเร็ทสึทอประกายขึ้นมาทันที  นี่เป็นครั้งแรกเลยที่วัชระขอความช่วยเหลือจากเธอในการต่อสู้  เธอจึงดีใจมากที่ในที่สุดเขาก็มาขอพึงพาเธอ  ให้เธอเป็นพลังให้เขาเสียที

            “ได้เลยค่ะ  นายท่าน”

            เร็ทสึยิ้มรับเสียงใสแล้วรีบสลายร่างจำแลงแล้วกลับเข้าดาบปักษาสวรรค์ไปโดยไว

            “ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือล่วงหน้านะครับเร็ทสึ”

            วัชระขอบคุณด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ  จากนั้นเขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยลมหายใจพรวดออกมาเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจ

            “ดีล่ะ”

            สิ้นเสียงเขาก็ถีบตัวพุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว  แน่นอนว่าเป้าหมายนั้นคือ...

            ...เมืองอาเทียร์

 

            “อ๊าก!!!

            “บ้าเอ๊ย!  กองสามต้านมันไว้  กองเจ็ดรีบร่ายเวทสะกดการเคลื่อนไหวมันเร็ว”

            “ไม่ไหวครับ  มันเรี่ยวแรงมหาศาลมาก  เรายันไว้ไม่อยู่เลย  อ้า!!!!

            “หัวหน้า  เวทสะกดไร้ผลครับ  มันหลบได้หมดเลย”

            “บัดซบ!!  ทำไมทำอะไรมันไม่ได้เลยวะ!  กองสี่รีบร่ายเวทรักษาเร็ว”

            “พลังเวทพวกเราหมดแล้วครับ  ใช้เวทรักษาไม่ได้แล้ว!

            “อะไรนะ!?”

            “อ๊ากกก!!!!” 

            กระแสเสียงอันแสนแตกตื่นดังก้องขึ้นในสมรภูมิขนาดย่อม ๆ ระหว่างทหารกล้าแห่งเมืองอาเทียร์กับเจ้าอสูรร้ายโดราจ  โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้นฝั่งทหารมีจำนวนถึง  50  นาย  แต่เพียงเวลาผ่านมาได้ไม่ถึง  5  นาที  จากที่เคยมีถึง  50  นายก็ลดเหลือแค่  13  นายอย่างน่าตื่นตระหนก  ในเวลาอันสั้นฝ่ายทหารก็แทบจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ  ยิ่งการันตีความร้ายกาจของเจ้าโดราจให้น่ากลัวขึ้นไปอีก

            “ถอย!  ทุกนายถอย!!!

            เมื่อเห็นว่าไม่มีโอกาสชนะแน่  นายกองก็รีบสั่งถอยเพื่อลดความสูญเสียแม้สักน้อยก็ยังดี  ทว่าถึงพวกเขาจะเลือกถอยก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าโดราจมันจะปล่อย  พอเห็นเหยื่อหันหลังวิ่งหนี  มันก็ตรงดิ่งเข้าไปสังหารทิ้งอย่างไร้ความอารี  คำสั่งถอยดำเนินการไปไม่ถึง  10  วินาทีดี  ทหารผู้มีชีวิตรอดก็ลดลงไปอีกเกินครึ่งจนเหลือเพียง  5  นาย

            กรร!!!

            ซ้ำร้ายพวกเขายังต้องรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูหนีใส่หน้า  หลังจากที่ถูกเจ้าโดราจมันได้กระโดดพรวดข้ามหัวมาดักหน้าไว้พร้อมง้างหมัดใส่อย่างเตรียมสั่งตาย  วินาทีนั้นพวกเขาทั้ง  5  จึงได้แต่ยอมถอดใจ  คิดว่าคราวนี้พวกตนคงไม่รอดแน่  แต่ว่า...

            วูบ!!!

            ในพริบตาแห่งความเป็นความตาย  อยู่ ๆ ก็มีเงาร่างสีเทาที่มีความเร็วดุจดาวหางพุ่งถลามากั้นกลางระหว่างพวกเขากับเจ้าโดราจเอาไว้  พร้อมกับที่มีวิถีแสงสีขาวประกายทองวาดเข้าไปปะทะกับกำปั้นใหญ่อย่างรุนแรงแทนตัวพวกเขา

            เคร้ง!!!

            เสียงโลหะแกร่งลั่นสะท้าน  พลังเวทที่ถูกผนึกไว้ในกำปั้นและดาบคาตานะสีขาวประกายทองปะทะกันจนซาดกระเซ็นเป็นประกายสีฟ้าแทนประกายไฟ  พลังของทั้งสองนั้นเสมอกัน  ดาบเล่มเรียวของชายหนุ่มจึงสามารถหยุดกำปั้นใหญ่ของเจ้าสัตว์ร้ายเอาไว้ก่อนที่มันจะไปทำร้ายเหล่าผู้คนที่อยู่ด้านหลังของเขานี่ได้แบบหวุดหวิด  ถ้าเขามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวคาดว่า  5  คนนี้คงศพไม่สวยแหง ๆ!

            “ว่าไง  เจอกันอีกแล้วนะ  ไอ้หมานุษย์!

            วัชระยิ้มแยกเขี้ยวทักทายเจ้าโดราจด้วยน้ำเสียงดุดัน
 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

      เอาล่ะ  ผนึกคลายแล้ว  ทีนี้ก็ได้เวลาซัดกันล่ะครับ  บทนี้คิดคงเป็นบทที่มีความเสียหายรุนแรงที่สุดแล้วตั้งแต่เริ่มเรื่องมา  ถึงขั้นถล่มเมืองกันเลยทีเดียว  ตอนหน้ารับรองว่าซัดกันมันแน่นอนครับ  กรุณารอกันสักนิด
      ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่าน  ถ้ามีความคิดเห็นอะไรก็คอมเมนท์บอกกันบ้างนะครับ  รู้สึกเหมือนนิยายผมมันจะดูร้าง ๆ ยังไงชอบกลเลย (ถึงจะรู้ว่าตัวเองไม่ค่อยเก่งก็เถอะ  แต่ก็ขอทำใจแป๊บนะครับกับเรื่องนี้  555+)  เอาเถอะไอ้เรื่องนี้มันก็แล้วแต่  ผมไม่ขอบังคับอะไร  แค่ยังคนอ่านนิยายผมอยู่ก็ดีใจแล้ว

เจอกันตอนหน้านะครับ
__FeoNesS__     


 

Now Writing...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

901 ความคิดเห็น

  1. #849 mag 77 (@mag77) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 / 17:52
    รับหน้ามันไปเลยวัชระสะเร่อปดผนึกมันดีนัก มันถล่มเมืองซะเล๊ะ รับหน้าที่เก็บกวาดด่วน
    #849
    0
  2. #825 jin (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2558 / 23:28
    แหมสะใจพ่อพระเอกจอมอวดดีซะจิง5555โดนซะเงิบลุ้นให้ตายเลยรอบหน้าถ้าสู้กันมันจะได้หายอวดดีซะทีนอกจากแรงเยอะแล้วไม่มีไรดีเลย5555ทำซ่า
    #825
    0
  3. #632 อเลน (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 04:30
    เห็นด้วยกับ คห. 450 ครับ มันพึ่งรู้ตัวว่ากระจอกขนาดไหน ฝึกนิดหน่อยทำตัวเป็นนักสู้ไร้พ่าย อวดเก่งไม่ดูตัวเองเลย



    ถึงได้บอกว่า สมองมีแต่กล้าม ไม่รู้มันจับสัมผัสเวทได้ไงในตอนแรก นิสัยขัดกันเองแบบสุดๆ



    เนื้อเรื่องสนุก แต่หมดสนุกลงเรื่อยๆเพราะนิสัยพระเอกมันขัดกันเองสุดขั้ว อ่านแล้วอยากตื้บพระเอกจริงๆ
    #632
    0
  4. #463 Rikuoi (@brigh_lawyer) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 11 มกราคม 2558 / 18:53
    สนุกดีครับผม ^^
    #463
    0
  5. #450 งมงาย (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 มกราคม 2558 / 13:57
    เจ้า วัช เพิ่งรู้รึ ว่า เก่งแต่ปาก ทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนเพราะ คิดง่ายๆ..
    #450
    0
  6. #376 เงา (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 15:26
    ไรต์แต่งหนุกมากคับ สู้ๆ
    #376
    0
  7. #375 กำดิ่ง (@mohiphop) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 10:06
    ช่วงคงเอาใตรีด ลงบ่อยจังครับ แต้ชอบแบบลงบ่อยๆมากครับ กมาโครตโหดตอนหน้ามันแน่
    #375
    0
  8. #374 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 09:39
    งานนี้ลากเลือดแน่ๆ
    #374
    0
  9. #373 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 03:15
    อยากบอกว่านิสัยพระเอกมันงี่เง่าไปน่ะ อยากเก่ง จนไม่ดูอะไรมั่ง เค้าผนึกไว้ ก็แสดงว่ามันร้าย ยังจะผ่าไปปลด แล้วมาโดนซัดหมอบกระแต เอาไงทีนี้ ต้องดึงพลังคู่สัญญามาใช้ เอาเถอะ มันพระเอก ทำอะไรไม่ผิด
    #373
    0
  10. #372 เฉียนหลง (@skmn) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 19:18
    gooddddddddddd
    #372
    0
  11. #371 กลิ้งตามลม (@moomom) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 14:57
    ค้างงงงงมาต่อเร็วๆนะค่ะ
    #371
    0
  12. #370 ธานี สุวรรณฉวี (@tane2523) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 13:52
    ขอบคุณครับ
    #370
    0
  13. #369 arij-joint (@arij-joint) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 13:46
    สนุกมากค่ะ
    #369
    0
  14. #368 JayNeO (@greed-and-pride) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 12:55
    ตัวแบบนี้ยังคลาส1ระดับ100หรอเนี่ย ทำไมไม่เป็นคลาสสองไปเลย โหดขนาดนี้ รีบมาต่อไวๆน่ะครับไรท์ รออยู่ครับ ^^
    #368
    0
  15. #367 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 11:21
    จะสูสีไหมได้ตั้งหลักแล้ว
    #367
    0
  16. #366 Centirizine (@zindyarmz) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 11:11
    อยากอ่านตอนหน้าจัง ^^
    #366
    0
  17. #365 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 11:09
    สนุกดีครับ
    #365
    0