[ GINTAMA / OC ] GIRL OF SHINSENGUMI

ตอนที่ 9 : TOSHI

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    22 พ.ค. 62







-9-










               ลมเย็นพัดโชยมาพร้อมกลิ่นพื้นดินตามธรรมชาติ ท้องฟ้าเคลื่อนต่ำลงเปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาสีแดงทับทิมมองเมฆที่ลอยตัวต่ำ ฝนจะตกอีกแล้ว ช่วงนี้ฝนตกบ่อยคล้ายพายุจะเข้าทั้งที่เป็นฤดูใบไม้ผลิที่แสนจะอบอุ่นประจำทุกปี


               แถมแจ็กพ็อตดันตกมาที่วันนี้ดันเป็นเวรลาดตระเวนของเธอ มีหวังตอนเดินตรวจตราฝนคงได้ตกลงมาแหงๆ แบบนี้ก็ต้องเตรียมร่มไปด้วยเผื่อไว้ก่อนก็ดี ถ้าไม่ตกก็แล้วไปอีกอย่างนัตสึมิก็ลาดตระเวนไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากนักแต่เธอก็ไม่รังเกียจที่จะเดินตากฝนนะ นัตสึมิค่อนข้างชอบหยดน้ำเย็นๆที่ตกลงมาจากฟ้า ชอบที่มันลงมาซำละล้างทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นน้ำตาหรือแม้แต่



               'น..นัตสึ..'
               ริมฝีปากซีดเซียวเม้มเข้าหากัน ดวงตาสีแดงทับทิมเลื่อนลอยในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องมากระทบกับคมมีดเกิดประกายแวววับ ของเหลวสีแดงกระจายออกเป็นวงกว้างเพราะหยาดฝนกระทบ เลอะเปอะเปื้อนร่างกายเด็กสาวที่เต็มไปด้วยเลือด ชำระล้างทุกอย่างให้เจือจาง
               'เก็บเอาไว้เป็นความลับ..'



               เด็กหญิงถอนหายใจ อยู่ๆความทรงจำเก่าๆก็ผุดขึ้นมาตอกย้ำตราบาปที่ติดตัวตลอดเวลา เธอเหยียบย้ำ ขุดมันลงไป เก็บซ่อนทุกเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นภายในใจ ฉีกยิ้มทำตัวว่าง่ายต่อทุกคนเพื่อไม่ให้มีใครรู้ว่ามือคู่นี้เปื้อนเลือดมาก่อน


               และเพราะเป็นเรื่องนั้นล่ะมั้งถึงได้ออกเดินทุกครั้งในวันที่ฝนตก ช่วยเหลือชีวิตคนเท่าที่ทำได้เพื่อลบล้างตราบาปออกจากตัวแต่กลับกัน ยิ่งทำมากเท่าไรมันยิ่งตอกย้ำว่าเกิดอะไรขึ้น


               เธอคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์


               แต่น่า..เรื่องมันนานแล้ว เธอควรลืมมันไปได้สักที


               "หวดแรงอีก!"


               ร่างเล็กๆสะดุ้งตัวโหยง เธอดึงสติกลับมาได้เพราะเสียงตระโกนดุดันของคอนโด้ พอรู้ตัวอีกทีก็โผล่มาถึงโรงฝึกดาบแล้ว นัตสึมิมองการฝึกดาบของหน่วยชินเซ็นงุมิบางส่วน มีคอนโด้เป็นคนนำ คราบคนใจดีหายวับไปกับตากลายเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องเคารพ ริมฝีปากยกยิ้มยามที่จ้องมองไปยังคนเป็นอา เขาดีเสมอ ถึงบางครั้งจะบ้าๆบอๆไปบ้างแต่คอนโด้ อิซาโอะเป็นคนดีและเป็นคนที่นับถือได้


               และเป็นคนที่หยิบยื่นชีวิตที่มีแต่ความสนุกให้เธอ


               ในวันที่ฝนตก เธอได้พบกับหัวหน้าหน่วยชินเซ็นงุมิเป็นครั้งแรก



               'ไงจ๊ะคุณหนู เหงาเหรอ?'
               นัตสึมิวัยเด็กเงยหน้าจากเท้าน้อยๆที่เปลือยเปล่า เม็ดฝนตกลงมาไม่หยุดหย่อนกระทบกับผิวเนื้อจนรู้สึกเย็นวูบวาบ
               'อย่ามาเรียกว่าคุณหนูนะ!'
               ปากเล็กๆคว่ำลงเพราะความไม่ชอบใจ เธอถูกยัดเยียดให้ใครไม่รู้ท่าทางน่ากลัว ได้อยู่สุขสบายภายใต้กฏต่างๆที่แสนจะอึดอัด เด็กที่โตมากับบ้านนอก กลางทุ่งและธรรมชาติไม่เหมาะที่จะอยู่แต่ในบ้านหลังใหญ่แบบนั้นเลย
               นัตสึมิไม่ชอบ ไม่ชอบทั้งพี่เลี้ยงที่เอาแต่กดขี่เธอ ไม่ชอบเด็กผู้หญิงผมส้มที่โตห่างจากเธอไม่กี่ปี หล่อนเรียกตัวเองว่าพี่สาวได้เต็มปากทั้งที่นัตสึมิไม่เคยเรียกหล่อนว่าพี่เลยสักครั้ง ไม่ชอบผู้ชายหัวหงอกที่เอาแต่สูบบุหรี่นั้นด้วย! ท่าทางเหมือนยากูซ่าแบบนั้นใครจะไปชอบกัน!
               'โอ้ว ดุจังนะตัวแค่นี้น่ะ'อีกฝ่ายหัวเราะ ยื่นมือมาลูบหัวทุ้ยแต่โดนสะบัดออกจนต้องยกมือขึ้นเหนือหัว ทั้งที่โดนทำท่าไม่ดีใส่แต่เขายังคงยิ้มและดูใจดีเสมอ ผู้ชายคนนั้นนั่งยองๆอยู่ข้างหน้าเธอ
               เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงแสนอบอุ่น'แล้วจะให้ฉันเรียกเธอว่าอะไรดีล่ะ?'
               เด็กตัวน้อยครุ่นคิด เธอไม่รู้ว่าควรบอกชื่อตัวเองออกไปไหม อีกฝ่ายก็เป็นคนแปลกหน้าแต่ว่า..เขาดูเป็นคนดี
               "นัตสึมิ..นัต--ฉันชื่อนัตสึมิ'
               'โอเค นัตสึมิ ฉันชื่อคอนโด้ อิชาโอะ'คนตรงหน้าฉีกยิ้มใจดี สว่างไสวเหมือนดอกไม้ทานตะวัน เธอมองรอยยิ้มของเขาก่อนที่ริมฝีปากจะแย้มยิ้มตามบ้าง
               เขาเหมือนกับคนคนนึงที่เธอรู้จัก คอนโด้เหมือนกับกินโทกิ
               'เอาล่ะ ทีนี้ก็เลิกเล่นซ่อนแอบได้แล้วนะนัตสึ'คอนโด้ว่า หนีบคันร่มที่ใช้กันฝนเข้ากับบ่าและลำคอแกร่ง นัตสึมิมองคอนโด้ที่หยิบรองเท้าคู่เล็กออกมาจากกระเป๋า มันเป็นรองเท้าของเธอเองถึงจะแปลกใจที่เขาเอามาได้ทั้งที่ตั้งใจถอดเอาไว้ในตัวบ้านแท้ๆ
               เท้าเล็กเปอะเปื้อนไปด้วยน้ำดินเปียกชื้น มีบางส่วนที่แดงกล่ำด้วยการวิ่งมาตลอด นัตสึมิจำไม่ได้ว่าตัวเองไปเหยียบอะไรมาถึงได้มีเลือดเกาะติดหน่อยๆ คอนโด้ยกเท้าเธอขึ้น จัดการสวมรองเท้าห่อหุ้มข้อเท้าเล็กเอาไว้ นัตสึมิมองการกระทำนั้นไม่วางตาจนกระทั่งเขายืนขึ้นแล้วส่งมือมาทางเธอ
               'ไปกัน'
               ไปไหน?
               และเหมือนคอนโด้จะรู้ความคิด อีกฝ่ายยิ้มตาหยีพูดประโยคที่ทำให้เด็กน้อยเอือมมือไปจับกับมือแสนอบอุ่น เราเดินจูงมือกันท่ามกลางสายฝนที่ค่อยๆลดลงพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องทักทายหลังพายุ
               'ฉันยังไม่พาเธอกลับบ้านตอนนี้หรอก ไปเดินเล่นสักหน่อยไหม?'
               'เอา! ไอติมด้วย!'
               'ไอติมด้วยรึ? โอเค งั้นไปกันเลย!'




               บางทีคอนโด้ อิซาโอะอาจจะไม่ได้เป็นดอกทานตะวันอย่างที่คิด


               เขาอาจจะเป็นพระอาทิตย์ที่ดอกไม้อย่างพวกเธอหันหน้าเข้าหาตลอดเวลา ถ้าเปรียบได้ก็เหมือนที่ซินเซ็นงุมิรักและปกป้องคอนโด้ตลอดคล้ายกับดอกทานตะวันที่หันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์เสมอ


               "เอ้า พักได้!อีก 10 นาทีมาฝึกต่อด้วย"


               เสียงร้องอวดครวญมาจากลูกน้องแต่ละหน่วย นัตสึมิกลั้วหัวเราะ มองความวุ่นวายแสนอบอุ่น คอนโด้เป็นมิตรกับทุกคนเสมอ เที่ยวเล่นกับใครก็ได้ไม่ขัดข้อง ไม่แปลกใจนักถ้าเขาจะทีคนที่คอยรักและสนับสนุนเขามากขนาดนี้


               "แอบมองกันแบบนี้ฉันก็เขินแย่เลยนะนัตสึ"แต่บางครั้งคอนโด้ก็หลงตัวเองไปซะหน่อย ลุงเดินเข้ามาหา ค้ำดาบไม้ลงกับพื้น ตามตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อแต่เจ้าตัวยังคงมีรอยยิ้มประดับเอาไว้เสมอ


               "เขินทำไมกัน ฉันไม่ใช่พี่โอทาเอะซะหน่อย"


               "นั้นสินะ ถ้าคุณโอทาเอะมองมาฉันคงทำตัวไม่ถูกแน่เลย"


               "ลุงเคยทำตัวถูกบ้างไหมล่ะ"แต่ละทีก็โคตรจะสโต๊กเกอร์ โคตรจะโรคจิต คอนโด้หัวเราะตามฉบับแบบเจ้าตัว


               "จะมาฝึกด้วยกันไหมล่ะแต่ต้องไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ พวกนี้คงมีแรงบันดาลใจมากที่มีสาวๆสวยๆมาฝึกด้วย"นิ้วกร้านชี้ไปยังคนที่เหลือ นัตสึมิมองตาม บางคนในหน่วยมีแอบชำเลืองเธอ พอสบตาก็รีบกุจีกุจอหันหน้าหนี ตลกดี


               "ฉันเป็นแค่เด็กนะ คนพวกนั้นไม่สนใจเด็กกระโปกๆแบบฉันหรอก"นัตสึมิโบกมือปฎิเสธ เธออายุยังไม่ถึงเกณฑ์เลยด้วยซ้ำ หน้าตา ส่วนสูง รูปร่างก็เหมือนเด็กมัธยมต้นธรรมดาๆ"อีกอย่างมีเวรตรวจเมืองคงฝึกด้วยไม่ได้"


               "โอ้ งั้นเรอะ เอ้า!ได้ยินไหมพวกแก คุณหนูเขาไม่อยากฝึกร่วมกับคนแบบพวกแกอ่ะ ฮ่าๆ"คอนโด้ตระโกนดังลั่น พวกคนที่เหลือโวยวายที่หัวหน้าพูดกันแบบนั้น


               "โอ้โห คุณคอนโด้ครับ! คนแบบพวกผมมันก็คนแบบคุณนั้นแหละค้าบบบ"


               "โห่ยยย นึกว่าจะได้เห็นนัตสึมิจังหวดดาบบ้างอ่ะ!"


               "เดี๋ยวได้หวดแน่"


               "นัตสึมิจังหวดดาบ?"


               "ข้าเนี่ยแหละหวดเอ็งงงง!!"


               นัตสึมิเริ่มงงนิดหน่อยว่ามันหมายความว่ายังไงแต่เห็นหน้าเสียอกเสียดายของลูกน้องหน่วยก็พอเข้าใจได้ เธอหัวเราะเสียงใสที่ลูกน้องในหน่วยต่างพากันเถียงเรื่องเธอ เสียงค่อนข้างดังตามประสาพวกเอะอะโวยวายแต่มันกลับอบอุ่นเสมอยามที่ได้มอง


               เหมือนกับโรงเรียนของเธอ


               "?"เด็กหญิงเอียงคอ มองสบตากับดวงตาสีเฉกเดียวกัน โอคิตะตัวท่วมไปด้วยหยาดเหงื่อเหมือนกับคนอื่น อีกฝ่ายจับด้ามไม้ไว้ไม่ปล่อยแถมยังมองมาทางเธอกับคอนโด้ตาไม่กระพิบพออีกฝ่ายรู้ตัวว่ามองนานเกินไปก็หลบสายตาไปนั่งพักกับคนอื่นๆ อะไรของเขา? หรือว่าหวงคอนโด้ หวงหัวหน้าตัวเองได้เหรอวะหรือเธอพลาดอะไรไป มีรักร่วมชายคาในนี้เหรอ? บ้าน่าพวกเขาเป็นผู้ชายกันหมดเลยน้า เอ้ะ แต่สมัยนี้ผู้ชายก็คบกันได้นี่หว่า


               นัตสึมิเลิกคิดอะไรไร้สาระ รู้สึกปวดตับกับความคิดตัวเองมากขึ้นทุกวัน เธอละสายตาจากโอคิตะแล้วมองรอบๆให้ทั่ว การที่โอคิตะสงบเสงี่ยมแบบนี้ย่อมน่าผิดปกติและใช่ เมื่อสายตากวาดไปทั่วแล้วไม่พบคนที่อยู่ในความคิดก็พอรู้เรื่อง ฮิจิคาตะไม่อยู่ที่นี่

              แต่มันไม่ใช่เรื่องของเธออยู่ดี เขาจะไปไหนก็เรื่องของเขา ฮิจิคาตะเองก็โตแล้วด้วยที่สำคัญก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไร

               นัตสึมิบอกลาคอนโด้และให้กำลังใจคนอื่นๆ เวลาล่วงเลยจนหมดเวลาพัก คนในหน่วยเริ่มอวดครวญอีกครั้งแต่พอได้ยินคอนโด้บอกว่าเธอให้กำลังใจก็เริ่มเสียงดังเถียงกันเรื่องเธออีกรอบ


               "เอ้อ นัตสึ"เจ้าของชื่อหยุดเดิน เธอหันหน้ามามองคอนโด้"เจ้าโทชิน่ะ"


               "..?"


               "ช่วยดูแลมันหน่อยนะ แค่วันนี้ก็ได้"


               เด็กหญิงมองคนไหว้วาน คอนโด้เดินกลับไปฝึกต่อแล้วทิ้งให้เธอยืนอยู่ตรงนั้นที่เดิม


               สุดท้ายเรื่องที่เธอไม่อยากยุ่งก็ชอบเข้ามาหาเองตลอดเลยสินะ


               ถึงจะไม่รู้ว่าฮิจิคาตะเป็นอะไรแต่ถูกยัดงานมาขนาดนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เธอเองก็ต้องรับงานไปแบบช่วยไม่ได้ วันนี้คุณรองหัวหน้าปีศาจขี้บ่นได้กลายเป็นคนที่เธอต้องคุ้มครอง? อืม..ดูแล ไม่ถนัดปากเลยเชียว จะมีอะไรให้ดูแลอีก เขาเองก็ออกจะเก่ง โตขนาดจะแต่งงานได้แล้วให้เธอไปดูแลอะไรอีกฟะ มีคนลอบโจมตี? ก็ไม่ใช่อีก อีกคนอย่างกับหมาบ้าถ้ามีคนคิดลอบสังหารก็ฟันคอได้ไม่ลังเลแน่ๆ เฮ้อ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว


               ทำไมคิดอะไรไร้สาระขนาดนี้นะ


               คอนโด้คงมีเหตุผลที่ให้งานเธอมาแบบนั้นล่ะมั้ง


               แหมะ!


               "โอ๊ะ?"


               นัตสึมิกระพริบตา เมื่อกี้เหมือนมีอะไรผ่านหน้าไปแถมยังรู้สึกเปียกข้างแก้มอีก เธอยกมือขึ้นมาลูบ เป็นหยดน้ำที่ล่วงมาจากท้องฟ้า ยังไม่ทันได้เงยหน้ามองต้นเหตุสายฝนก็พากันกระหน่ำลงมา


               นัตสึมิกางร่มกันหยาดน้ำฝนในขณะที่ฝีเท้าก็ย้ำไปทางข้างหน้า ร่มคันสีดำสนิทถูกกางออกมาป้องกันเธอจากหยาดน้ำ ให้ความรู้สึกเดิมๆกลับมา ความรู้สึกที่ต้องเดินแบบนี้ท่ามกลางสายฝนแต่ก็ช่างมันเถอะ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตอนนี้สำคัญกว่า


               ก่อนอื่นต้องทำตามเป้าหมายแรกนั้นคือการลาดตระเวน ดูจากเมืองคร่าวๆแล้วชีวิตทุกคนก็ยังดูปกติดี ไม่มีการก่อความวุ่นวาย การชิงทรัพย์ก็ไม่มี ไม่มีคดีก่อมันก็ดีอยู่หรอกแต่ได้ออกมาลาดตระเวนทั้งทีอยากให้มีเรื่องมากกว่าอ่ะ เจอแบบนี้มันจะไปสนุกอะไร๊


               หือ?


               ขาทั้งสองข้างหยุดเดิน สายน้ำเอื่อนเอื่อยขยับพริ้วไหวตามแรงของหยาดน้ำที่ตกกระทบ พื้นหญ้าเปียกแซะยามที่ก้าวเดิน กลิ่นดินเปียกลอยเข้ามาติดจมูกที่แห่งนั้นถูกปกคลุมด้วยผู้ชายเพียงคนเดียว ไม่มีสิ่งอื่นป้องกันจากฝนบนฟ้านอกจากชุดที่สวมใส่ เขายอมโดนฝนกระหน่ำแบบไม่ขัดขืน


               นัตสึมิมองแผ่นหลังกว้างขวางของรองหัวหน้า ความรู้สึกอ้างว้างและโศกเศร้าลอยปะเดเข้ามา แผ่นหลังแข็งแกร่งนี้แบกรับอะไรบางอย่างที่หนักอึ้ง ไม่ใช่ในฐานะรองหัวหน้าของหน่วยแต่เป็นฐานะของผู้ชายธรรมดาคนนึงเท่านั้น


               เพราะแบบนี้เองสินะ คอนโด้ถึงให้เธอออกมาดูแลเขา


               "เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก"


               คนที่ปล่อยตัวให้เนื้อตัวเย็นเฉียบไม่แม้แต่หันมามองขนาดไปยืนอยู่ข้างๆก็ยังไม่แม้แต่ชำเลือง นัตสึมิกางร่มกันสายฝนที่พากันตกให้ทั้งตัวเองและคนข้างกาย ถึงจะเป็นถึงรองหัวหน้าที่สู้ได้กับทุกอย่างแต่คงสู้กับไข้หวัดไม่ได้แน่นอน


               เธอลอบมองใบหน้าด้านข้างของอีกคน แอบสังเกตอารมณ์และท่าทางแต่พบเพียงแต่ใบหน้านิ่งเรียบไม่แสดงอะไรออกมา


               "มีอะไร..ไม่สบายใจรึเปล่า?"


               เขายังคงเงียบ


               เธอถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เหมือนในหัวฮิจิคาตะกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ อะไรบางอย่างที่เขาไม่อยากให้เธอรับรู้ นัตสึมิคิดว่าคงเป็นเรื่องส่วนตัว เธอไม่คิดจะก้าวก่ายอะไร หน้าที่ของเธอมาเพียงแค่ดูแลเท่านั้น


               "นี่เธอ? จะทำอะไร"


               กว่าฮิจิคาตะจะพูดออกมาได้ก็ปาไปตอนที่เธอตัดสินใจลากเขาออกจากตรงนั้น เด็กหญิงจับท่อนแขนอีกฝ่ายไว้แน่น เสียงฮิจิคาจะแหบแห้งจนน่ากลัวว่าจะไม่สบาย อีกฝ่ายปากซีดตามประสาคนตากฝนเป็นเวลานาน


               "วันนี้ฉันมีหน้าที่ดูแลนาย"จะดูแลทั้งกายและใจเท่าที่ทำได้ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้ม มองคนที่เริ่มตัวเปียกเพราะฝนอีกครั้ง"เอาตำแหน่งกับหน้าที่การงานออกไปก่อน วันนี้ฉันจะมาดูแลในฐานะเพื่อนคนนึงเท่านั้น"


               "เพื่อนงั้นเหรอ?"


               "อืมมม..เพื่อนก็ต้องดูแลเพื่อนใช่ไหมล่ะ ถึงอายุจะห่างกันแต่นายก็ถือว่าเป็นเพื่อนฉันคนนึง วันนี้ก็ถือว่าลืมเรื่องสถานะการงานไป มาเที่ยวเล่นผ่อนคลายบ้าง"คำสั่งคอนโด้ล้วนๆไม่มีอะไรผสมถึงแม้ตอนแรกจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำแต่สภาพฮิจิคาตะตอนนี้ก็อดที่จะยื่นมือมาช่วยไม่ได้


               "นัตสึมิ ฉันอยากอยู่--"


               "พูดอะไรไม่ได้ยินเลยแฮะ วันนี้มันวันฟรีเดย์นะ"เธอออกแรงลากแขนฮิจิคาตะอีกครั้งแม้เขาจะฝืนหน่อยๆก็ตาม นัตสึมิถอนหายใจกับความดื้อดึง เธอเลื่อนมือจากลำแขนแกร่งมากอบกุมมือใหญ่ สัมผัสที่ได้รับเย็นเฉียบไม่ต่างจากที่คิด


               "ฉันไม่รู้ว่านายไปเจออะไรมาหรือมีเรื่องรบกวนจิตใจมากขนาดไหนแต่การปล่อยให้ตัวเองแย่ก็ไม่ใช่เรื่องดี นายอ่อนแอได้แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองแย่จะได้รึเปล่า"เธอหันไปสบตากับคนข้างหลัง มอบรอยยิ้มบางเบาให้คนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน


               "วันนี้มาผ่อนคลายแบบคนธรรมดาๆดีกว่านะ พี่โทชิ"






               สายฝนยังคงตกประปราย ดูจากสภาพอากาศและเมฆที่ลอยตัวต่ำแล้วนัตสึมิคิดว่าฝนคงไม่หยุดตกง่ายๆ คงจะตกแบบนี้ทั้งวัน หนักบ้าง เบาบ้างสลับกันไปแต่การค้าและการใช้ชีวิตอยู่ของชาวคาบูกิโจก็อยู่ดีมีสุข ตอนเดินผ่านมาก็มีพ่อค้าบางคนที่ขายตามแผงลอยที่ใช้เสื่อยื่นในการบังฝนไม่ให้ของเปียก ทุกคนก็ดูดำเนินชีวิตตัวเองต่อไปไม่มีอะไรน่าห่วงนัก

               แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ


               "เอาไปเปลี่ยน ฉันไม่อยากใส่ชุดสีชมพูหวานแววนี้"


               "ฉันไม่ชอบสีฟ้า"


               "ชุดทุเรศจริง ฉันจะใส่ชุดนี้ ไม่เปลี่ยนมันอะไรทั้งนั้น"


               ฮิจิคาตะปฎิเสธทุกชุดที่พยักงานหยิบยื่นมาให้ นัตสึมิกอดอกมองอยู่เฉยๆ พออีกคนให้ความร่วมมือโดยการเดินตามมาเงียบๆแล้วเธอก็ผลักส่งมาร้านเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าเปียกปอย ผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพเหมือนหมาตกน้ำใครจะยอมทน นัตสึมิก็ต้องจัดการแปลงสภาพกันซะหน่อยแต่ไม่คิดว่าฮิจิคาตะจะดื้อถึงขนาดนี้


               พนักงานส่งสายตาเว้าวอนมา ท่าทางดูไม่รู้จะทำยังไงกับคุณผู้ชายที่ไม่สนใจแม้แต่ชุดเดียว เธอถอนหายใจออกมาแผ่วเบา สุดท้ายตัวเองก็เป็นคนตัดสินใจ เธอมองฮิจิคาตะตั้งแต่หัวจรดเท้าและเท้าจรดหัว


               เขายังอยู่ในชุดยูนิฟอร์มซินเซ็นงุมิเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือเริ่มอับซื้นเพราะตากฝนและมาเจอห้องแอร์ถ้าอยู่ต่อในสภาพแบบนี้มีหวังไข้หวัดถามหาไม่ต้องสงสัย


               นัตสึมิเดินไปเลือกชุดที่พอเหมาะให้กับเจ้าตัวโดยมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอด ฮิจิคาตะดูจะไม่ค่อยพอใจก็ไม่เชิง อารมณ์เหมือนเบื่อหน่ายและไม่รู้ควรทำอะไร เธอจัดแจงเลือกชุดออกมาให้กับพนักงาน ทุกตัวเป็นสีขาวและดำ


               "เอาไปลอง"ฮิจิคาตะมองชุดในมือพนักงานสลับกับมองเธอ"อย่าให้ฉันพูดเป็นครั้งที่สอง"


               กร็อบ~!


               พร้อมกับหักนิ้วโชว์เป็นพร็อบเจ้าตัวถึงได้ยอมไปเปลี่ยนชุดแต่โดยดี ได้ยินเสียงบ่นงึมงำว่าจะมาดูแลแต่ทำไมดูเหมือนข่มขู่เขามากกว่า นัตสึมิหัวเราะกับประโยคบ่นงุบงิบนั้นแต่ไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้เขาเปลี่ยนชุดไปในห้องลอง


               "เอาใจยากจังเลยนะคะ"เธอเลิกคิ้ว มองพนักงานสาวที่วิ่งวุ่นไปเลือกเสื้อให้ฮิจิคาตะแทบทุกนาที นัตสึมิหัวเราะเห็นด้วยกับประโยคของเจ้าหล่อน


               "ถ้ารู้ทริคเขาก็จะอ่อนให้นะคะ"พูดพร้อมขยิบตาข้างนึง อย่างเมื่อกี้ที่ฮิจิคาตะยอมก็เพราะเธอหักนิ้วโชว์แล้วส่งสายตาว่าถ้าไม่ลองได้ตายแน่อีกฝ่ายก็ยอมโดยไร้ข้อกังขา


               "แต่เขาก็ดูดีจริงนะคะ ใส่ชุดอะไรก็ดูเหมาะไปหมดทั้งที่สภาพเปียกปอนขนาดนั้นยังดูหล่อเลยล่ะค่ะ"พนักงานสาวกระซิบกระซาบ เธอแอบเห็นสายตาเพ้อฝันจากดวงตาของเจ้าหล่อน นัตสึมิเองก็ไม่เถียง ฮิจิคาตะเป็นคนดูดีมากในระดับนึง ใบหน้าคมสัน จมูกสันทัด ริมฝีปากบางเฉียบไหนจะดวงตาคมกริบที่ใช้เป็นอาวุธพิชิตใจสาวๆได้อีกถึงแม้เจ้าตัวจะไม่รู้ว่าตัวเองมีเสน่ห์แต่สภาพเปียกๆที่ลากมาที่นี่ได้ก็มีคนมองเยอะพอสมควร


               หน้าตาดี รูปร่างดีแต่สติไม่มี


               มายองเนส..


               ลอยเข้ามาในหัวเลยแฮะ


               "อิจฉาคุณหนูจังที่มีแฟนหล่อแบบนี้ เป็นตำรวจด้วยนี่ค่ะ เท่จัง"


               ห๊ะ?


               นัตสึมิดึงสติกลับมาได้เพราะคำพูดของพนักงานสาว เจ้าหล่อนยังพูดเกี่ยวกับฮิจิคาตะไปเรื่อย ปากก็บอกว่าอิจฉานู้นนี่แต่เดี๋ยวนะ เมื่อกี้หล่อนบอกว่าฮิจิคาตะเป็นแฟนเธองั้นเหรอ? เฮ้ย..เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว


               ยังไม่ทันจะได้แก้ตัวคนที่อยู่ในห้องก็เดินออกมา ทิ้งเธอให้อ้าปากค้างเตรียมจะแก้ข่าวไว้คนเดียวเพราะเจ้าหล่อนกุจีกุจอไปเก็บชุดเก่าของฮิจิคาตะ


               คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง แค่คนเดียวเข้าใจผิดคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น


               นัตสึมิมองคนตรงหน้าด้วยความภูมิใจ เธอเดินเข้าไปใกล้คนตัวโตกว่ามากขึ้น จับแปลงเสื้อให้เข้าที่ กะอีแค่เสื้อเชิ้ตธรรมดาสวมด้วยเสื้อกั๊กกับกางเกงแสลคสีดำนี่ทำให้พนักงานผู้หญิงกรี๊ดกร๊าดได้ขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย


               เธออมยิ้ม กระแซะแขนเขาเป็นการหยอกล้อ


               "หล่อนะเนี่ย สาวกรี๊ดใหญ่เลยนะเรา"


               ฮิจิคาตะทำหน้าเหม็นเบื่อแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นัตสึมิหัวเราะเสียงใส ลากแขนเขาไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ เธอวานให้พนักงานช่วยซักอบแห้งแล้วส่งไปที่หน่วยแทนวันพรุ่งนี้ซึ่งทางร้านก็รับทราบ ไม่มีข้อขัดแย้งเพราะเธอซี้ปึกกับร้านนี้พอสมควร


               ชุดกิโมโนเกินครึ่งที่เธอมีซื้อจากร้านนี้ไปแล้ว 70% จะบอกให้


               "จะพาไปไหนอีกเนี่ย"ฮิจิคาตะเริ่มบ่นเสียงกระปอดกระแปด เธอหยุดเดิน มองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่สื่อว่าไม่รู้จริงดิก่อนที่จะเอือมมือไปปัดผมหน้าม้าทรงวีเชฟของท่านรอง


               "ผมเปียกขนาดนี้จะให้ไปไหนได้ถ้าไม่ใช่ร้านทำผม"เธอว่า ฮิจิคาตะเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเอือมมือไปจับๆหัวตัวเองตาม


               เหมือนเด็กเลยแฮะ


               "แต่เดี๋ยวมันก็แห้งเองน่า"


               "ไม่ได้หรอก ไม่สบายขึ้นมาเดี๋ยวจะแย่เอา"ฮิจิคาตะทำท่าจะอ้าปากเถียงอีกรอบแต่นัตสึมิยกมือขึ้นมาชี้หน้าว่าห้ามพูดซะก่อน"ห้ามดื้อด้วย!"


               เป็นอันจบข่าว ฮิจิคาตะอ้าปากพะงาบเพราะน่าจะไม่เคยโดนแบบนี้ เธอจัดการออกแรงลากฮิจิคาตะไปยังร้านทำผมที่รู้จักทันทีด้วยท่าทางอารมณ์ดี ฮิจิคาตะเหมือนเด็กมาก พอเป็นแบบนี้ไม่มีลุคของท่านรองหัวหน้าเลยสักนิด ก็ดูน่ารักดีเนอะ


               "ยินดีต้อนรับครับ"เสียงพนักงานดังขึ้นพร้อมกับกระดิ่งหน้าร้านที่ติดห้อยกับประตู นัตสึมิยิ้มทักทายคนที่อยู่ด้านใน เด็กหนุ่มพนักงานร้องเอ้า"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะนัตสึจัง"


               "คิก นานมากเลยล่ะ"เธอหัวเราะคิกคัก ร้านนี้ก็รู้จักกันดีพอสมควรเพราะชอบมาสระผมกับนั่งตากแอร์อ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ที่นี่(ส่วนใหญ่มาเพราะเหตุผลข้างหลัง) มัตสึไดระก็ชอบมาสระผมที่นี่บ่อยๆเพราะติดพวงเสน่ห์ของสาวแซ่บเจ้าของร้าน ใครก็รู้ว่าป๋าเธอนิสัยเป็นแบบไหน เรื่องผู้หญิงต้องยอมให้เขาเลยล่ะ


               "วันนี้มาทำอะไรล่ะ สระไดร์? หนีบผม?"เขาว่า มองเลยไปข้างหลังที่ฮิจิคาตะยืนเกาหัวอยู่"หรือจะให้บริการแฟนเธอ?"


               "ย่าห์ ไม่ใช่แฟนซะหน่อย"เธอแกล้งต่าง ทำไมมีแต่คนคิดว่าเธอเป็นแฟนกับฮิจิคาตะนักนะ เจ้าตัวก็ไม่แก้ต่างอะไรด้วยเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรมากกว่า พนักงานที่รู้จักกันดีพยักหน้าขึ้นลงได้แบบโคตรเสแสร้ง มองลงที่มือที่จับกันอยู่แล้วทำหน้าล้อเลียน


               "ไม่ใช่แฟนแต่จับมือกันแน่นเลยหนา"


               จะอ้าปากเถียงก็ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องจริง พอโดนแซวแบบนั้นนัตสึมิก็รีบปล่อยมือหนาทันทีที่เธอจับเอาไว้ก็เพราะให้ฮิจิคาตะเดินตามต่างหาก! เดี๋ยวดื้อไม่ยอมตามเธองี้ไง


               พนักงานหนุ่มหัวเราะขำเสียงดังที่เห็นสาวเจ้าหน้าบูดบึ้ง นัตสึมิดันหลังฮิจิคาตะให้เดินไปนั่งเก้าอี้


               "ฝากหมอนี่ด้วย สระผมกับไดร์ก็พอ"


               "อือๆ จะดูแลแฟนเธออย่างดีเลย"


               "ไม่ใช่แฟน!"


               ฮึ่ย! เธอเกลียดสายตาล้อเลียนกับรอยยิ้มขำนั้นซะจริง!


               แล้วฮิจิคาตะ! ไม่คิดจะแก้ต่างหน่อยเรอะ!


               เป็นอีกครั้งที่นัตสึมิได้แต่กัดฟันกรอดเพราะเถียงไปยังไงก็ไม่มีทางชนะเสียงหัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจของพนักงานหนุ่มไม่ได้ พอมองลงที่ตัวต้นเหตุที่ถูกหาว่าเป็นแฟนก็พบกับรอยยิ้มขบขันที่มุมปาก ดวงตาสีดำสนิทเงยสบตาสะท้อนจากบานกระจก เธอแอบเห็นแววตาเป็นประกายในดวงตาคมคู่นั้น


               หมอนี่จงใจแกล้งเธอ!


               มิน่าถึงได้ไม่ตอบโต้เลยสักนิด!


               "โทชิ! นาย--"


               "อะไร? เขินเหรอที่คนอื่นรู้ว่าเราคบกัน?"นัตสึมิอ้าปากพะงาบ ชี้หน้าใส่คนที่เอนหลังนอนลงกับเบาะนั่งเตรียมตัวสระผม ฮิจิคาตะเงยหน้ามองพนักงานหนุ่มที่อมยิ้มอยู่ก่อน"เธอก็เป็นแบบนี้แหละครับ เขินแล้วเป็นแบบนี้ทุกที"


               ว้อยยยยยยยยยย


               หมอนี่แกล้งเธอ!แถมยังตีบทเนียนตามน้ำพนักงานนี้ไปอีก แค้นกันนักใช่ไหมฮิจิคาตะ เป็นคนแบบนี้ใช่ไหมโทชิ๊ เธอแค่ลากไปไหนมาไหนด้วยเพราะหวังดีนะเว้ยยย


               "ครับ ผมก็ว่างั้น รบกวนช่วยดูแลนัตสึจังด้วยนะครับ เธอค่อนข้างเอาแต่ใจ"


               "ไม่บอกก็ดูแลอยู่แล้วครับ เนอะนัตสึ?"


               นัตสึมิไม่ถูกใจสิ่งนี้


               อยากกรีดร้องงงงง


               หลังจากนั้นพนักงานหนุ่มก็หัวเราะร่าเสียงใสจนน่าฟ้องผู้จัดการให้มาตักเตือนกับความซ้ำเติมด้วยความสะใจนี้ นัตสึมิฟึดฟัดออกนอกหน้า เธอสะบัดหน้าหนีสายตาขบขันของฮิจิคาตะไปนั่งกระแทกหลังที่เบาะรองนั่งของร้านแทน


               ฮึ่ย ฝากไว้ก่อนเถอะ!


               เวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นานฮิจิคาตะก็ถูกจัดทรงด้วยไดร์เป่าผมให้แห้ง กระจกสีใสสะท้อนภาพชายหนุ่มใบหน้าคมสัน ฮิจิคาตะมองตัวเองในกระจกนิ่งงัน มุมปากยกยิ้มที่เห็นภาพสะท้อนเด็กหญิงที่อาสามาดูแลตัวเองกำลังมองทาทางนี้ นัตสึมิเบะปาก สะบัดหน้าหนีอ่านนิตรสารในมือแทนสบตาแวววับของคนในกระจก


               หมั่นไส้ซะจริงแต่ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง


               เธอทำปากขะมุบขะมิบบ่นกระปอดกระแปดคนที่นั่งอยู่หน้ากระจก ไม่นานเกินรอพนักงานร้านที่รู้จักกันดีก็บอกว่าเสร็จแล้ว นัตสึมิเงยหน้าจากภาพแฟชั่นที่ฮิตกันอยู่ในช่วงนี้เงยหน้าขึ้นมองหน้าคนที่สะท้อนในกระจกอีกครั้ง


               ก็เหมือนเดิม ฮิจิคาตะคนเดิม เพิ่มเติมแค่แปลกต่างเพราะชุดที่ใส่


               เด็กหญิงลุกขึ้น วางนิตรสารไว้ที่เดิม เดินไปหาคนที่มองเธอในกระจกอยู่แล้ว นัตสึมิก้มๆเงยๆมองหน้าฮิจิคาตะสักพัก เธอค่อนข้างเบื่อทรงผมธรรมดาๆของฮิจิคาตะซะจริง แค่โผล่มาแค่วีเชฟก็รู้แล้วว่าเป็นท่านรอง


               ฮิจิคาตะยังคงมอง เริ่มคิดไม่ตรงกับทรงผมตัวเอง มองตามนิ้วเล็กๆที่เกลี่ยเข้าที่ปอยผมด้านหน้า นัตสึมิจับๆปัดๆสักพักก่อนที่ตัวเองจะนึกอะไรขึ้นมาได้


               "ช่วยเปลี่ยนทรงผมนิดนึงได้ไหม?"


               "ฉันไม่ตัดผมนะ"ฮิจิคาตะแย้งทันที เธอไม่ได้ตอบรับคำขอของคนที่อยู่ด้านล่าง เด็กหญิงสางเส้นผมหนานุ่มของคนที่ขึ้นชื่อว่าน่ากลัวที่สุดในชินเซ็นงุมิ


               "ไม่ตัดหรอกแค่จะเอาไอ้นี่ขึ้นเฉยๆ"


               ว่าเพียงแค่นั้นก็พยักเพยินให้พนักงานจัดการเสยผมหน้าฮิจิคาตะขึ้นผลที่ได้ออกมาดีกว่าที่คิด ใบหน้าคมสันดูสว่างขึ้นทันตาเห็นแถมยังดูเพิ่มเสน่ห์ให้ฮิจิคาตะน่ามองมากกว่าเก่า เธอผิวปาก นับถือความคิดตัวเองที่ไม่เคยมองพลาด อีกฝ่ายดูไม่ค่อยพอใจเท่าไรแต่ก็บอกว่าก็ไม่ได้แย่ ดูย้อนแย้งดีเนอะ


               "คิก.."


               นัตสึมิหัวเราะคิกคัก ยอมรับเลยว่าฮิจิคาตะตอนนี้ไม่มีลุคท่านรองอยู่เลย เป็นเพียงผู้ชายหน้าตาดีคนนึงเท่านั้น เสื้อผ้าที่สวม ทรงผมที่แต่งทำให้เขาโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่เริ่มเบียดเสียดออกมาจับจ่ายซื้อของ


               ภารกิจแปลงรูปสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีพร้อมกับฟ้าหลังฝนที่เริ่มโผล่มาให้เห็น แสงแดดสาดส่องมาไม่แรงมากเป็นเพียงแสงอ่อนๆให้ความรู้สึกอุ่นๆดีเท่านั้น ตามพื้นมีนองน้ำหลังจากที่ฝนหายตกอยู่แต่ก็นั้นแหละ ทุกอย่างเหมือนวางมาให้เป็นวันของฮิจิคาตะ


               "ขำอะไรของเธอน่ะห๊ะ"


               สภาพอากาศก็เริ่มดีแล้วแต่เขาก็ยังติดอาการเหวี่ยงๆไม่ค่อยพอใจอยู่ดี เด็กหญิงส่ายหัวจนปลายผมพริ้วไหว


               "ก็ไม่มีอะไร สาวๆมองเต็มเลยน้าโทชิจังง"เธอกระทุ้งศอกเข้าที่สีข้างคนตัวหนา"ฮึ่ย ฮอตเว่อร์อ่ะ"


               "รำคาญตาจะตายชัก"เขาบ่น มือหนาล้วงเข้าไปหาของที่อยากได้ในเวลานี้ตามตัว นัตสึมิได้ยินเสียงสบถแผ่วตามลมประสาคนหูดี เธอหัวเราะคิกคัก พอเดาออกว่าฮิจิคาตะหาอะไรอยู่


               ผู้ชายอย่างเขาน่ะขาดไม่ได้อยู่ 2 อย่าง ไม่มายองเนสก็บุหรี่


               "ถ้าหาซองบุหรี่ ฉันแนบไปกับเสื้อชินเซ็นงุมิแล้วนะ"เด็กหญิงว่า หันไปมองคนที่ทำหน้าเซ็งสุดขีด เขาถอนหายใจออกมาไม่ค่อยสบอารมณ์

               หนึ่งสิ่งที่รับรู้ในวันนี้ ฮิจิคาตะขี้หงุดหงิดกว่าที่คิดแต่ไม่พูดออกมา

               "วันนี้ก็เลิกวันนึงซี่ เห็นสูบทุกวันก็พักปอดบ้างซะเถอะ"


               แต่ละวันนัตสึมิเห็นฮิจิคาตะสูบบุหรี่วันหลายม้วน ขั้นต่ำ 2 มากสุดเกิน 4 เธอเกรงว่าก่อนที่เจ้าตัวจะได้แต่งงาน ตกลงปลงใจกับสาวได้เป็นโรคมะเร็งปอดตายก่อนแน่


               "แล้วมีอะไรมาแลก?"


               ฮิจิคาตะเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ


               "ฉันติดบุหรี่ ให้เลิกกระทันหันมันยาก"เขาเสริม


               "แล้วจะเอาอะไรล่ะ? เลิกแค่วันเดียวก็ไม่ได้เหรอ"เอียงคอถามประกอบ เธอไม่เคยติดบุหรี่เลยไม่รู้ว่าเวลาเลิกมันเป็นยังไงแต่รู้แค่ว่าสูบมากๆมันไม่ดีต่อสุขภาพถ้าให้เปรียบว่าบุหรี่เหมือนช็อคโกแลคนี่ก็พอเข้าใจอยู่ ถ้าเธอโดนขอให้เลิกกินช็อคโกแลตไปตลอดชีวิตก็เจ็บปวดไม่น้อย นัตสึมิอาจจะได้ขาดใจตายแน่ๆ


               เริ่มจะเข้าใจฮิจิคาจะขึ้นมานิดๆแล้วแฮะ


               "อืม.."ฮิจิคาตะนิ่งคิดไปสักพัก"ลองเรียกฉัน"


               "ห๊ะ?"นัตสึมิร้องออกมาแปลกใจแค่เรียกชื่อก็เลิกได้แล้วเหรอ ปกติก็เรียกอยู่ทุกวัน คำขอพิลึกจังแหะ


               "โทชิคุง"


               เรียกไปแบบปกติ ฮิจิคาตะส่ายหัว


               "ไม่ใช่"


               คราวนี้นัตสึมิขมวดคิ้วไม่เข้าใจ


               "โทชิจัง?"นอกจากลงท้ายด้วยคุงกับจังก็ไม่เคยเรียกว่าอะไรอีก ไม่เคยเรียกเขาว่าฮิจิคาตะเฉยๆด้วย ท่านรองเรียกแค่ในใจแต่ดูท่าคนที่ถูกดัดแปลงลุคก็ยังไม่ชอบใจ


               "ไม่ใช่แบบนี้"


               แล้วแบบไหนวะ..หรือว่า


               "โทชิจางงง"เรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนเสียงหวาน เธอดัดเสียงให้เล็กแล้วเขาไปกระแหนะกระแนนผู้ชายตรงหน้า ได้ยินเสียงฮิจิคาตะถอนหายใจ มือหนารวบมือเธอที่เกาะแขนออก


               "ไม่ใช่สิ ไม่ใช่แบบนี้"ยิ่งขมวดคิ้วมากกว่าเดิมซะอีก นัตสึมิกอกอก มองด้วยความไม่เข้าใจว่าจะให้เรียกแบบไหนกันแน่"เรียกชื่อฉัน"


               "ก็โทชิไง"


               ฮิจิคาจะยังดูไม่ค่อยพอใจเท่าไรกับการเรียกชื่อนี้


               "เธอบอกเองว่าให้ผ่อนคลาย"


               แล้วโทชิจังไม่ผ่อนคลายตรงไหน?


               เธอยืนนิ่วคิ้วขมวด ยังไม่เข้าใจเท่าไรว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร ฮิจิคาตะถอนหายใจหน่ายใจเหมือนปลงสุดขีด เอ้า ก็เขาไม่บอกอะไรเลยแล้วเธอจะไปรู้เรอะ เรียกงู้นเรียกนี่ก็ไม่พอใจแล้วจะให้เรียกอะไรอ่ะถามจริ๊ง


               "หิวจังแหะ ไปหาอะไรกินกันดีกว่าน่าพี่โทชิ"นัตสึมิตัดบท ถ้าให้เดาต่อไปคงไม่ได้อะไรขึ้นมาแน่ เด็กหญิงจับแขนลากอีกฝ่ายแต่พอออกเดินกลับยืนนิ่งซะงั้น


               จะหันไปถามก็ได้แต่ซะงัก นัตสึมิสังเกตุเห็นความพึงพอใจในดวงตาคู่นั้น


               "เรียกอีกรอบสิ"


               "พี่..โทชิ?"พูดเสียงแผ่วเบา


               "หึ"เธอได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะในลำคอ แอบเห็นมุมปากหยักยันขึ้นคล้ายยิ้มบางเบาพร้อมกับเสียงคลอตอบกลับมา


               ฮิจิคาจะเดินนำหน้าแทนทิ้งให้นัตสึมิยืนนิ่งงันอยู่ข้างหลัง เธอมองแผ่นหลังหนาภายใต้เสื้อที่เลือกให้ นึกถึงคำพูดที่เขาเพิ่งพูดออกมาเมื่อกี้


               "ก็น่ารักดี"


               หมายความว่าไงนะ?


               ยังไม่ทันได้คิดอะไรคนที่เดินนำไปไกลลิ่วก็หันกลับมาอีกรอบ


               "จะกินไหมข้าวน่ะ?"


               นัตสึมิเกาหัว พยักหน้าขึ้นลงแล้วรีบไปเดินข้างคนตัวสูง ไม่รู้ว่าฮิจิคาตะเดินเร็วไปหรือว่าช่วงขาเธอมันสั้นถึงได้เดินตามไม่ทัน กว่าจะได้ตีคู่ก็ต้องพาตัวเองก้าวยาวๆไปหลายก้าวได้


               เราสองคนตัดสินใจเลือกกินข้าวข้างทางแทน เป็นร้านที่ประกอบขึ้นด้วยไม้ธรรมดาทั่วไป ดูมีอายุอานามยาวนาน ฮิจิคาตะบอกว่านี่เป็นร้านโปรดของเขาเลยก็ว่าได้เพราะที่นี่ทำอาหารอร่อยถูกปากมาก นัตสึมิก็ทำเพียงแค่พยักหน้าเท่านั้น ไม่ได้เอออออะไรเพราะเธอเองก็ยังไม่เคยลองชิมฝีมือร้านนี้เหมือนกัน


               นั่งรอไม่นานของที่สั่งไปก็ถูกวางไว้ตรงหน้า นัตสึมิสั่งอาหารง่ายๆอย่างข้าวแกงกะหรี่(เมนูสิ้นคิดที่ไม่รู้จะสั่งอะไรกิน) กลิ่นหอมอบนวลไปด้วยเครื่องเทศผสมกับกลิ่นหวานเปรี้ยวของมายองเนส


               ใช่ มายองเนสของฮิจิคาตะ


               "ฮิจิคาตะสเปเชี่ยลได้แล้วจ๊ะ"ป้าคนขายดูสนิทกับฮิจิตาตะจริงๆพอเห็นเจ้าตัวก็ทำให้โดยไม่ต้องออกปากสั่ง ข้าวอะไรสักอย่างที่ถูกปกคลุมด้วยมายองเนสจนไม่เห็นหน้าถูกวางเสิร์ฟตรงหน้าฮิจิคาตะ


               เธอมองมันด้วยความแหยงพร้อมกับความหลังที่มีต่อของเหลวสีขาวเหลือง จะอ้วก--


               "อันนี้ก็กินโทกิสเปเชี่ยลจ้า"


               พร้อมกับข้าวหน้าถั่วแดงเหนียวเหนอะถูกวางไว้ตรงหน้าพื้นที่ข้างเธอ


               "เฮ้ย--"


               นัตสึมิหันไปมองตามเสียงแบบเชื่องช้า เห็นชามูไรผมขาวหยักศกที่มีคนเดียวในโลกกำลังสวาปามข้าวหน้าถั่วแดงอย่างเอร็ดอร่อยพอหันไปมองคนที่อยู่ข้างๆก็กำลังสวาปามข้าวหน้ามายองเนสแบบเอร็ดอร่อยเช่นกัน


               เธอแค่นหัวเราะในลำคอ ยิ่งเห็นของเหลวสีขาวเหลืองไหลเข้าคอฮิจิคาตะไม่หยุดก็ยิ่งรู้สึกพะอืดพะอม


               ฮิจิคาตะหันมามอง โชว์ขวดที่พกติดตลอดมาแล้วพูดว่า"สักหน่อยไหม มายอง"


               มายอง(ติ๊ด)อะไรเล่า!


               นัตสึมิส่ายหัว ลงมือกินของตรงหน้าบ้างแต่ก็ต้องชะงักกับข้าวที่กำลังตักเข้าปาก ทำไมแกงกะหรี่เธอถึงมีถั่วแดงเหนียวๆอยู่ในจานไปครึ่งนึง?


               "รู้อะไรไหมโทชิคุง นัตจังน่ะชอบถั่วแดงรู้ไว้ซะด้วย"


               ไม่--เธอไม่ได้ชอบถั่วแดงเลยสักนิด


               "สารพัดรับจ้าง? แกสะเออะมาทำไมที่นี่"


               ปากพูดออกไปแบบนั้นแต่ทำไมถึงบีบมายองเนสใส่ข้าวครึ่งซีกเธอล่ะ โทชิคุง..


               "แล้วทำไมฉันจะมาไม่ได้ นี่ร้านประจำคุณกินเลยนะ"


               แล้วข้าวหน้าถั่วแดงก็ถูกประกบมาอีกครึ่งซีก มาแบบทั้งข้าวทั้งถั่วเหนียวๆ


               "แล้วนั้นทรงผมบ้าอะไรอย่างกับบ๋อย เอ้า ขอเครื่องดื่มหน่อยค้าบๆๆ"กินโทกิปิดปากดัดจริตพูด ชี้นิ้วใส่ทรงผมของฮิจิคาจะที่อยู่อีกฟาก เด็กหญิงที่นั่งอยู่ตรงกลางมองจานข้าวของตัวเองด้วยความอาลัยไม่ได้สนใจเสียงเส้นประสาทที่แตกไปอีกเส้นของฮิจิคาตะเลยสักนิด หมดกันแกงกะหรี่สิ้นคิดของเธอ


               "แกอิจฉาล่ะซี่กับทรงผมใหม่ฉันน่ะ หน้าอย่างแกมีปัญญาไปทำผมเท่ๆแบบนี้ได้รึเปล่าล่ะ"


               "ห๊า? ใครจะไปอิจฉาทรงผมห่วยๆนั้น ละดูการแต่งตัวของแกจะไปเสิร์ฟน้ำที่ไหนล่ะบ๋อยจ๋า"


               "ว่าไงนะ ไอ้ถั่วแดงโสโครก"


               "ก็ว่าอย่างนั้นแหละ ไอ้มายองเนสเน่า"


               เปรี้ยะ


               แล้วก็มีสายฟ้าแล่นสู่สายตาจากทั้งคู่มาปะทะกันอย่างรุนแรงโดยมีนัตสึมิสั่งข้าวแกงกะหรี่จานใหม่อยู่ตรงกลาง เธอเทข้าวหมา เอ้ย ข้าวที่ถูกผสมปนเปจนแยกไม่ออกว่าคืออะไรใส่จานชามของทั้งคู่อย่างละครึ่ง


               ใส่ซีกมายองเนสใส่ชามของกินโทกิ


               ใส่ซีกข้าวถั่วแดงใส่ชามของฮิจิคาตะ


               "ถามจริงเหอะแกไปทำผมไรมา ทุเรศ"


               ฉึก!


               เหมือนนัตสึมืขะรู้สึกเหมือนโดนอะไรแทงสักอย่าง


               "แต่งตัวก็เชย"


               ฉึก!


               "ไร้รสนิยมเป็นบ้า"


               ฉึก!


               "เฮ่ย..สารพัดรับจ้าง"เสียงฮิจิตาตะแผ่วเบา เหล่ตามองเด็กสาวที่นั่งอยู่คั่นกลางให้รู้ความหมายที่กำลังสื่อแต่คงลืมไปสนิทว่ากินโทกิโง่เกินกว่าที่จะรู้เรื่อง


               "อะไรของแกวะ เรียกร้องความสนใจจากคุณกินรึไง--ฉันน่ะพูดถูกทุกอย่างอยู่แล้ว เนอะ นัตสึ"


               กินโทกินิ่งเงียบไป ก้มมองเด็กสาวก็เห็นว่าหน้ามืดกันไปข้าง รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เงยหน้ามองฮิจิคาตะที่เหงื่อท่วมพอก้มมองนัตสึมิอีกทีก็เห็นดวงตาสีแดงนั้นตวัดมองมา


               "อะ เอ่อ..ฉันมะ หมายถึงมันดูดีมะ--อ้ากก!!!"


               แก้ตัวยังไม่ทันได้ครบประโยคมือเล็กๆนั้นก็กอบกุมใบหน้าเขาด้วยมือเพียงข้างเดียวก่อนที่หัวเขาจะโดนทุ่มใส่ชามข้าวอันเป็นที่รักจนแตกกระจาย


               เพล้ง!/เพล้ง!


               "แล้วทำไมฉันถึงโดนไปด้วยเนี่ยยย!!"


               "กินเข้าไปอย่าให้เหลือซาก ไม่งั้นพวกแกเละแน่"


               และหลังจากนั้นทั้งกินโทกิและฮิจิคาตะก็สวาปามข้าวที่หน้าตาไม่พิษมัยเข้าไปจนหน้าขึ้นสีม่วงโดยมีเด็กผู้หญิงนั่งคั่นกลางด้วยรอยยิ้มเย็นเฉียบ


               แม่จ๋า ช่วยกินจังด้วยยยย




               กินโทกิและฮิจิคาตะมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ทั้งคู่โก่งคออ้วกเอาอาหารที่กินไปเมื่อครู่ออกมาจนหมด พวกเขาทำท่าจะว่าเธอที่เอาอะไรไม่พิษมัยมาให้กินแต่พอเห็นสายตาเฉือดเฉือนของเด็กสาวก็พากันหุบปากฉับ


               สายฝนสาดลงมาอีกครั้งถึงจะไม่หนักมากเท่าเมื่อเช้าแต่หากตากฝนนานก็พากันเป็นหวัดได้ง่ายๆ นัตสึมิกางร่มที่พกมาขึ้นกันตัวเองพร้อมกับความรู้สึกอัดแน่นสองข้างตัวที่ถูกขยับมาโดยอัตโนมัติ


               "เฮ้ย แกจะมาเบียดอะไรวะสารพัดรับจ้าง ร่มคันนี้มันทีที่ให้แค่ฉันกับนัตสึเท่านั้นเว้ย"


               "นัตสึ? นี่แกสนิทถึงขั้นเรียกชื่อสั้นๆแบบนั้นได้ละเรอะไอ้บ๋อย แล้วฉันจะยืนอยู่ร่มคันเดียวกับน้องสาวสุดน่ารักของฉันไม่ได้รึไง"


               "ฉันสนิทมากกว่าแกสักทีไอ้หัวหยิก"นัตสึมิได้ยินเสียงอะไรกระตุก คล้ายจะเป็นเส้นประสาทของคุณรองหัวหน้า"แกอยู่ร่มคันเดียวกับน้องแกได้แต่กับลูกสาวฉันไม่ยอมแน่"

               ลูกสาว? นี่เธอกลายเป็นลูกสาวเขาละเรอะ?


               "โอ้โห! ลูกสาว! ยังไม่มีเมียเลยมีลูกละเหรอท่านร๊อง"กินโทกิขึ้นเสียงสูง ท่าทางไม่เชื่อแจ่มแจ้ง


               ปี๊ด


               เป็นอีกครั้งที่นัตสึมิได้ยินเสียงเส้นประสาทของฮิจิคาตะอีกรอบ


               "แล้วจะทำไม นัตสึก็เหมือนลูกฉันแหละโว้ย"


               "หาเมียให้ได้ก่อนเถ๊อะ อายุปูนนี้แล้วอย่ามัวแต่เล่นพ่อแม่ลูกเล๊ย"


               "บอกตัวเองเถอะไอ้หัวหยิก แกก็อายุไม่ต่างจากฉันล่ะวะ"


               "นี่แกกำลังบอกว่าฉันไม่มีใครเอาเรอะ!"กินโทกิแค่นเสียง"อย่างคุณกินน่ะเป็นฝ่ายเลือกเว้ยจะบอกให้"


               นัตสึมิกรอกตา ไม่ทนฟังเสียงกัดกันเหมือนสุนัขตัวโตของฮิจิคาตะและกินโทกิ เธอออกเดินตัวปลิวทิ้งให้ทั้งคู่เปียกปอย


               ไม่นานนักก็เป็นกินโทกิที่วิ่งหน้าตั้งฝ่าฝนมาหาเธอ ปอยผมเปียกลู่ลงไม่เป็นทรงเดิม เขาพยายามจะเบียดตัวเองเข้ามาภายใต้ร่มคันเล็กๆ ไม่ทันได้ป้องตัวเองออกจากห่าฝนก็ล้มหน้าคะมำด้วยฝ่าเท้าของฮิจิคาตะที่วิ่งมาถีบเข้ากลางหลัง


               ทั้งคู่วิ่งด่าทอกันเหมือนเด็กๆ มีการใช้กำลังตามประสา นัตสึมิมองคนแก่กว่าที่เล่นกันเหมือนเด็กก็ได้แต่ยกยิ้มหน่ายใจ


               'นายมันช้ากินโทกิ!'
               'หุบปากแกไปเลยซึระ! พวกแกก็หยุดวิ่งสิฟะ'
               'วิ่งช้าเองก็อย่าโทษคนอื่นสิกินโทกิ'
               'หน็อย อย่าให้ถึงตัวพวกแกนะ!'
               'อย่าวิ่งเร็วนัก ระวังโคลนด้วย'


               ดวงตากลมหลับลงไล่ภาพสมัยเด็กที่ฉายซ้อนทับในหัวสมอง นัตสึมิตั้งสติแล้วออกเดินอีกครั้ง ตีคู่กับพวกกินโทกิและฮิจิคาตะที่ตีกันไม่เลิก เธอหลุบมองฝ่ามือตัวเอง ไม่มีความอบอุ่นที่ผู้ชายคนนั้นกอบกุมคือสิ่งเด่นชัดว่าตัวเองผ่านอะไรมา


               "ออกไปเลยน่ะแก เบื่อขี้หน้าจะตายซัก"


               "ทำเหมือนฉันอยากเจอหน้าแกตายล่ะ"กินโทกิแยกเขี้ยว สภาพทั้งคู่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝน ฮิจิคาตะรีบเบี่ยงตัวเข้าตัวร่มทันที นัตสึมิเพิ่งมารู้ว่าตัวเองเดินมาถึงร้านสารพัดรับจ้างของกินโทกิ

               เจ้าของบ้านยืนเยื้องอยู่ใต้หลังคาของร้านโอทาเซะ สภาพเหมือนหมาเปียกน้ำ หน้าตามู่ทู่

               "ทำไมทำหน้าแบบนั้น"เธอถาม งุนงงกับสายตาเคืองแอบน้อยใจของกินโทกิ


               กินโทกิไม่ตอบ ใบหน้าคมนั้นสะบัดหนีแสนง้องอน


               "น่าหมั่นไส้นัก"


               เป็นครั้งแรกที่นัตสึมิเห็นด้วยกับฮิจิคาตะ


               เธอแอบเห็นเรียวตาคมนั้นเหล่มอง คล้ายอยากให้เธอง้อแต่นัตสึมิก็คิดทบทวนดูแล้วก็ไม่พบความผิดที่เธอทำ


               แล้วนั้น ท่าทางสุนัขหูลู่นั้นคืออะไร เรียกร้องความสนใจเรอะ?


               เธอสบตากับดวงตาลูกหมาของกินโทกินิ่งงัน


               และตัดสินใจ


               หันหลังเดินกลับแบบไม่คิด


               "ไปกันเถอะพี่โทชิ"


               ฮิจิคาตะทำตามแทบทันที


               "พี่โทชิ!? ฉันเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กเธอไม่เห็นเรียกฉันพี่สักครั้งง--แล้วนั้น! ฉันงอนหล่อนนะเว้ย ง้อน่ะง้อ นัตสึจางงงงง!"


               นัตสึมิไม่สนใจเสียงร้องโหยหวนของกินโทกิ เธอแสร้งแคะขี้หูออก ทำท่าไม่อยากจะฟังคนที่เอาแต่โวยวายอยู่ข้างหลังเลยสักนิด


               เห็นจากหางตาว่าฮิจิคาตะหันกลับไปทำหน้าเขม้นใส่ด้วย


               ไปๆมาๆสองคนนี้ก็ตลกดีชะมัด


               "ยิ้มอะไร"คนข้างตัวถาม นัตสึมิเพิ่งรู้สึกตัวว่ามุมริมฝีปากทั้งสองข้างยกขึ้น เธอแตะมันเบาๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะหุบยิ้มได้ในเร็วๆนี้


               "แล้วพี่ยิ้มอะไร"


               ฮิจิคาตะเองก็ยิ้มไม่ต่างจากเธอนัก


               เราสองคนมองหน้ากันสักพักก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะแผ่วเบาออกมาทั้งคู่


               คลับคล้ายว่าอุณหภูมิเย็นเฉียบของสายฝนไม่ได้ทำให้เราหนาวเหน็บนักหากมีความอบอุ่นแปลกๆที่เริ่มก่อตัวขึ้นมารอบตัว


               "หายเครียดหรือยัง"


               หลังจากที่พอตั้งสติกันได้ก็เอ่ยถาม ฮิจิคาตะเลิกคิ้วขึ้น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าข้างนึงก่อนจะยื่นมือมาจับด้ามร่มเป็นเชิงว่าจะถือให้ นัตสึมิปล่อยมือให้กับอีกฝ่าย


               "ก็นิดหน่อย"


               เพียงแค่นั้นก็โล่งใจ


               อย่างน้อยรองหัวหน้าหน่วยก็ดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าตอนเจอกันครานั้น


               "ฉันไม่รู้จะเขียนจดหมายถึงหมอนั้นยังไง"อยู่ๆเขาก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มจับได้ถึงความกังวล นัตสึมิเห็นแววตาวูบไหวของฮิจิคาตะ


               คนสำคัญ เธอรู้ได้จากแววตาของเขา


               "ก็เขียนตามที่ตัวเองรู้สึก"


               สองขาหยุดเดินส่งผลให้ฮิจิคาตะหยุดลง สายฝนยังคอยโปรยปรายไม่หยุด นัตสึมิมองไปยังสุสานข้างทาง รู้ตัวว่าถูกจับจ้องอยู่


               "เข้าไปกันไหม"


               นัตสึมิไม่ได้เอ่ยปากถาม มันเป็นเพียงประโยคบอกเล่า เธอเดินเข้าไปอย่างคุ้นชิน มีฮิจิคาตะรีบเดินตามมาเพราะกลัวว่าเธอจะเปียก


               "เดี๋ยวสินัตสึมิ!"


               สถานที่คุ้นเคย


               ผ่านหลุมแล้วหลุมเล่า


               เธอหยุดยืนอยู่สุดทางของสุสาน ป้ายไม้สลักถูกตอกอยู่ข้างกัน


               เธอเห็นตัวเองเมื่อก่อนยืนอยู่ตรงนั้น


               ริมฝีปากเม้มแน่น มองป้ายหลุมฝังศพที่สลักชื่อด้วยตัวบรรจง เรียบง่าย ไม่หวือหวาแต่มีแรงดึงดูดทุกครั้งที่สองเท้าก้าวเข้ามา


               "นี่มัน.."


               มือเย็นเฉียบแตะเข้าที่เนื้อผิวของป้ายชื่อ สัมผัสคุ้นเคยที่ได้รับมาตลอดหลายปี ดวงตากลมข่มลงเพียงครู่เดียวก็ลืมตามองมันใหม่อีกครั้ง


               "พี่รู้สึกยังไงก็ควรบอกไปแบบนั้น"นัตสึมิเว้นช่วง"ก่อนที่จะไม่มีโอกาส"


               ดวงตากลมวูบไหว ฮิจิคาตะดูช็อคไปไม่น้อยกับสุสานตรงหน้า


               "และช่วย..เก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วยนะคะ"


               เธอหันไปสบตากับคนตัวโตกว่า ฮิจิคาตะมองเธอด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เขาเห็นความกลัวอยู่ในแววตาคู่นั้นแต่เพียงครู่เดียวกลับกลายเป็นเพียงความเรียบเฉย


               "พอดีเพื่อนฉันไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย"


'ชินอิจิโร่ ฮิโรชิ'


               ลูกชายเพียงคนเดียวของขุนนางชั้นสูง อิทธิพลเหนือกว่าสิ่งใด เป็นรองเพียงโชกุนผู้เดียว


               เพื่อนคนแรกเพียงคนเดียวของนัตสึมิ


               และสิ้นชีพด้วยน้ำมือของเธอเช่นเดียวกัน





               พลบค่ำ พวกเราทั้งคู่กลับมาถึงหน่วยชินเซ็นงุมิด้วยสภาพไม่ต่างจากกันเท่าไรนัก มีเพียงความเงียบและอึดครึมเป็นเพื่อนประสานเราทั้งคู่เข้าด้วยกัน อ้อ และร่มเล็กๆหนึ่งคันด้วย


               นัตสึมิไม่รู้ว่าฮิจิคาตะคิดยังไง หัวสมองของรองหัวหน้ากำลังประมวลผลอะไรอยู่ เธอไม่อาจรู้ ถึงแม้จะอยากรู้มากเท่าไร นัตสึมิก็เลือกที่จะไม่สุ่มสี่สุ่มห้าถาม


               เราแยกกันตรงทางเดิน ท้องฟ้ายังกลายเป็นสีมืดเพราะสายฝน ไม่รู้เวลา ฮิจิคาตะขอแยกตัวกลับไปชำระล้างตัวและไปทำงานต่อที่ห้องทำงาน เธอเพียงแค่พยักหน้ารู้เรื่องเท่านั้น


               นัตสึมิกลับมาถึงห้องโดยไม่มีใครก่อกวน โอคิตะไม่อยู่หรืออาจจะอยู่แต่เธอไม่เห็น ในสุดของห้องรับรองไม่มีแสงไฟเปิดอยู่ นั้นบอกได้ดีว่าไม่มีใครอยู่สักคน


               เธอเห็นถุงกระดาษของร้านที่พาฮิจิคาตะไปเปลี่ยนชุด จำได้ว่าตัวเองบอกให้ทางร้านส่งมาให้พรุ่งนี้แต่ไหงดันมาวางอยู่กลางห้องได้ซะนี่


               ละใครเป็นคนเอามาวาง นั้นก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสงสัย


               นัตสึมิไม่ได้มีปัญหากับเสื้อผ้าของฮิจิคาตะที่ถูกซักรีดจนหอมฟรุ้ง ถือว่าทางร้านทำงานเร็วและดีก่อนกำหนด เธอจัดแจงดูว่าของครบไหม เครื่องแบบทุกอย่างมีพร้อมแต่สิ่งที่ร่วงลงมาจากถุงใบใหญ่เป็นไฟแช็คกับซองบุหรี่ที่ดูจะบ๊องแบ๊วไม่สมกับเป็นรองหัวหน้า


               ลายมายองเนส? อันนี้ก็พอเป็นเขาอยู่ นัตสึมิคิดสงสัยว่าคนแบบนั้นเป็นสาวกมายองเนสหนักขนาดไหน อะไรทำให้เขาเป็นได้ขนาดนั้น


               พอคิดถึงคำตอบที่ได้รับก็คงหนีไม่พ้น ก็มันอร่อย พร้อมกับหน้าตาฟินๆของท่านรองอะไรแบบนั้น


               "เหอะๆ"แค่นหัวเราะกับความคิดตัวเอง


               นัตสึมิตัดสินใจหอบถุงกระดาษไปให้กับฮิจิคาตะ ถึงตอนนี้อีกฝ่ายก็คงเตรียมตัวเคลียร์งานอยู่ที่ห้องที่ทำงานของรองหัวหน้า เธอเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย มีแสงไฟจากโคมไฟด้านนอกและจากโคมไฟเพดานเป็นช่วงๆทำให้มองเห็นทางเดินได้


               หยุดเดินเมื่อหูทั้งสองข้างได้ยินเสียงดังกุกกักจากหัวเลี้ยว นัตสึมิกอดถุงกระดาษไว้แน่น ตั้งใจว่าหากมีตัวอะไรไม่พิศมัยโผล่มาจะซัดให้หน้าหงาย


               ยิ่งอากาศเริ่มเย็นชื้น ฝนตกไม่ขาดสาย ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา


               หัวสมองหมุนติ้ว คิดไปๆต่างๆนาๆว่าเป็นตัวอะไรที่จับต้องไม่ได้แล้วลมก็แทบจับ ยังดีที่มีสติประคองอันน้อยนิดเหลืออยู่พอจะต่อกรกับตัวอะไรบางอย่าง


               แกร็ก..


               นัตสึมิเห็นอะไรบางอย่างกลิ้งมาจากหัวมุมโค้งพร้อมกับมือเรียวยาวขาวซีด ถึงตัวเองจะไม่ได้คิดเชื่อเรื่องผีสางอะไรมากขนาดนั้นแต่พอมาเจอกับตัวแล้วนัตสึมิไม่ปฎิเสธเลยสักนิดว่าขาตัวเองสั่นมากขนาดไหน


               แต่เดี๋ยวนะ ทำไมปลายแขนเสื้อมันคุ้นๆ


               กึก


               มันออกมาจากหัวมุมเลี้ยว มองเธอด้วยสายตาเรียบเฉยไม่ต่างจากที่ตัวเองยิ้มแหยะให้กับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง


               ไม่มีคำพูดหรือคำจิกกัดกันเหมือนที่เคย โอคิตะเพียงแค่มองนิ่งๆแล้วเดินผ่านไปแบบไม่เลียวมอง บรรยากาศไม่คุ้นชินจู่โจมมากระทันหัน นัตสึมิมองตามแผ่นหลังที่ออกห่างไปเรื่อยๆ


               รู้สึกแปลกๆแหะ


               เธอเกาหัวตัวเอง งงกับการกระทำของอีกคน ปกติถ้าโอคิตะเห็นเธอเปิดช่องโหว่(น่าอับอาย)จะหาเรื่องเล่นงานกันทุกครั้ง ถ้าให้สมมุติเหตุการณ์นัตสึมิคงได้ยินเสียงหัวเราะกับหน้าตาน่าเกียจแล้วบอกเธอว่า 'อุ้ยๆ กลัวอะไรอ่ะ คิดอะไรอยู่เหรอนัตสึมิ' อะไรแบบนั้น(/ทำหน้าเบื่อหน่ายตอนได้ยินเสียงโอคิตะในหัว)


               แต่ช่างมันเถอะ--ไม่น่ามีอะไรหรอกมั้ง


               นัตสึมิก้าวเดินต่ออีกครั้ง กว่าจะถึงห้องทำงานฮิจิคาตะก็ทำระแวงได้ไม่น้อย(เสียงฝนกับฝีเท้าดังกึกๆไม่ใช่เรื่องน่าล้อเล่น) ในขณะที่เปิดบานประตูนัตสึมิเห็นฮิจิคาตะนั่งอยู่บนชานระเบียงอีกฝั่ง เขาไม่หันมาแม้แต่น้อยแม้ว่าเธอจะเลื่อนประตูปิดแล้วก็ตาม


               โต๊ะเตี้ยเล็กๆมีซองจดหมายวางอยู่พร้อมกับภู่กันและหมึก ทุกอย่างถูกวางเก็บไว้เรียบร้อย ฮิจิคาตะคงเขียนจดหมายถึงคนนั้นเสร็จแล้ว


               เธอหย่อนตัวนั่งข้างรองหัวหน้า สายฝนตกปอยลงมาให้ความเย็นอยู่ไม่น้อย มีบางส่วนที่ตกมากระทบผิวเนื้อ


               "มีอะไร?"


               "แค่เอาชุดมาคืน"


               เกิดความเงียบขึ้น


               นัตสึมิยื่นของบางอย่างไป ของที่ฮิจิคาตะขาดไม่ได้


               "ต้องการใช่ไหม?"


               เขาไม่ตอบ เพียงแค่คว้ามันไปแล้ววางไว้ข้างตัว นัตสึมิแปลกใจนิดหน่อยที่ฮิจิคาตะไม่คิดจุดสูบมันตอนนี้ทั้งที่ขาดนิโคตินมาทั้งวันแล้ว


               เธอมองเสี้ยวใบหน้าคมคาย ริมฝีปากแย้มรอยยิ้มบางเบา ตัดสินใจเลื่อนมือไปหยิบบุหรี่มาม้วนนึงแล้วคาบไว้ที่ริมฝีปากบาง ฮิจิคาตะทำท่าจะโวยวายแต่ก็ต้องหุบไว้เมื่อเธอยัดบุหรี่อีกม้วนเข้าที่ริมฝีปากหนานั้น


               "ทำอะไรของเธอ"


               "ก็อยากลองดูบ้าง"นัตสึมิว่า พยายามจุดไฟแช็ค


               "เธอยังไม่พ้นวุติภาวะด้วยซ้ำ มาสูบบุหรี่แบบนี้มันไม่ดี--"


               "หนวกหูจริง ลองเฉยๆแหละน่า"กว่าจะจุดไฟได้ก็ปาไปหลายนาที นัตสึมิค้นพบว่ามันยากในการจุดไฟแช็คแถมยังเจ็บนิ้วหน่อยๆด้วย เธอจัดการจ่อเปลวไฟดวงเล็กเข้าที่ปลายม้วนบุหรี่สีขาว กลิ่นนิโคตินตีเข้าจมูกพร้อมกับควันสีเทารอยฟุ้ง ทำท่าเลียนแบบฮิจิคาตะที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ใช้นิ้วกลางกับนิ้วนางคาบบุหรี่ไว้แล้วสูบอัดเอานิโคตินเข้าปอด..


               "แค่กๆๆ"


               "ฮ่าๆ สมน้ำหน้า"


               นัตสึมิสำลักนิโคตินจนหูดำตาแดง เด็กหญิงเอาม้วนบุหรี่ออกจากปาก ไอคอกแคกออกมาจนน้ำตาไหลในขณะที่ฮิจิคาตะหัวเราะร่วนกับการปล่อยไก่แบบไม่ได้ตั้งใจ โอเค นัตสึมิคิดว่าการสูบบุหรี่มันเท่ดีแต่ไม่คิดว่าการอัดเข้าปอดจะแย่ขนาดนี้ ไม่เข้าใจว่าฮิจิคาตะทนความขมปร่าที่เข้าคอแบบนี้ได้ยังไง


               นัตสึมิเช็ดน้ำตาที่เอ่อร้นรอบขอบดวงตาทั้งสองข้าง ม้วนบุหรี่ถูกฮิจิคาตะดับไปแล้ว เธอไม่ขัดขืน เข็ดหลาบจำจนไม่กล้าแหยม


               มายองเนส สกีและบุหรี่


               เพิ่มลิสต์เข้าไปในส่วนที่ไม่ต้องการแตะต้องทันที


               "หยุดเลย"


               นัตสึมิชกเข้าที่ไหล่ของรองหัวหน้าดังปั่กแต่เขายังไม่หยุดรอยยิ้มขบขันนั้น


               "เอาคืนไปเลย"เธอโยนไฟแช็คไป ฮิจิคาตะรับมันได้แบบจับวาง มือหนานั้นกอบกุมไฟแช็คจนมิด เขาจุดสูบเข้าที่ปลายม้วนด้วยท่าทางคล่องแคล่ว อัดนิโคตินเข้าปอดแล้วปล่อยควันสีขาวออกมาทางริมฝีปาก กริยาบททุกอย่างเหมือนเยาะเย้ยว่าความจริงมันทำกันยังไง--ยิ่งน่าหมั่นไส้เข้าไปใหญ่


               "งอนเหรอเนี่ย"เย้าแหย่ เธอแยกเขี้ยว


               "ไม่ได้งอน!"


               "เด็กหัดสูบบุหรี่ ครั้งแรกก็เป็นแบบนี้"


               เธอล่ะเกลียดน้ำเสียงที่ดูเหมือนสอนเด็กกันนั้นซะจริง นัตสึมิคิดหาคำตอบที่จะตอกกลับแต่ความคิดนั้นกลับลอยหายวับเมื่อมือหนาที่เพิ่งจัดการจุดไฟแช็คนั้นวางแหวะเข้าที่กลุ่มผมนุ่ม


               เลื่อนมันไปมาแผ่วเบา คล้ายจะเอ็นดู


               "ขอบคุณ"


               พร้อมกับน้ำเสียงอบอุ่นที่ถูกมอบมาให้กับดวงตาทอประกายแสงอ่อนโยนไม่เหมือนกับรองหัวหน้าขี้บ่น


               ไม่ชินเลยแหะ


               บ้าเอ้ย




TBC.
ก็น่ารักดีนะ








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น

  1. #29 l a b e l l e (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 19:40
    ชอบมุมมองนี้ของพี่โทชิมากเลยอ่ะ ชอบคุณกินด้วย รู้สึกชอบนิยายเรื่องนี้นะ

    คุณเขียนโดยยังคงเอกลักษณ์​ของเรื่อง นั้นคือ ต่อให้อยู่ในสถานการณ์​ไหน ก็จะยังคงความตลกไว้เสมอ

    การดำเนินเรื่องโดยมีตัวหลักเป็นนัทสึมิ มันทำให้มีมุมมองต่างไปจากทุกที ถือเป็นสเน่ห์​ที่ดี

    เราอยากอ่านไปเรื่อยๆ จนรอคามุอิ ออกมามีบทบาทแล้วค่าาาาา ชอบคามุอิมากกกกกก
    #29
    0
  2. #27 °N_naya° (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 06:24
    ขอลงเรือนี้ได้ไหม55555
    #27
    0
  3. #26 °N_naya° (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 22:33
    ตอนนี้รู้สึกถึงความสั่นของเรือ
    #26
    0
  4. วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 21:30

    ทำไงดี ชอบทุกเรือเลย !!!
    #25
    0
  5. #24 จันทิรารัตน์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 21:23
    ไม่ทิ้งแน่ค่าาาา รออยู่ๆๆๆ
    #24
    0
  6. #23 pnc-cc (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 21:16
    เอ๊ะ..เรือใหม่หรอ!? เรือใหม่สินะ พี่โทชิ!!!!!!!
    #23
    0