[ GINTAMA / OC ] GIRL OF SHINSENGUMI

ตอนที่ 5 : CAKE [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 541
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    7 ม.ค. 64

 

 

 

- 5 -

CAKE


 

 

                    นัตสึมิไม่เคยคิดว่าเวรกรรมมีจริง ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่เธอไม่เคยพบเจอ ทุกอย่างมีเหตุและผลเสมอ ผลลัพธ์ที่ได้มาย่อมมาจากการกระทำ ไม่มีทางที่มันจะผุดขึ้นมาทำร้ายเอง

                    แต่ความคิด ความมีเหตุผลต้องถูกพับเก็บลงไปกับหัวข้อนี้

                    เธอเริ่มเชื่อสนิทใจว่ามันต้องมีแน่ๆก็เมื่ออยู่ดีๆท้องน้อยก็ส่งเสียงร้องโครกครากทำลายสมาธิในการนอน

                    เธอตื่นขึ้นมาด้วยสภาพไม่สู้ดีนัก ท้องส่งเสียงโครมครามตลอดเวลาเหมือนมีคนรบสู้ฟันอยู่ภายใน วันนี้ไม่มีงาน คอนโด้ให้เธอพักหลังจากที่ช่วยทำเอกสารหลายกองคราวนั้นเสร็จ นัตสึมิหวังไว้สูงมากว่าวันนี้ต้องแฮปปี้ที่สุดแต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง

                    บางทีเจ้ากรรมนายเวรของเธออาจจะมาในรูปแบบความหิว

                    เด็กสาวเปลี่ยนชุด เลือกกิโมโนเรียบๆใส่แทนยูนิฟอร์มตำรวจ ยอมแพ้ที่จะต่อกรกับท้องที่เปล่งเสียงร้องเอาแต่ใจ มันกรีดร้องบอกให้เธอสมควรหาอะไรให้มันกิน

                    นัตสึมิตัดสินใจตั้งความหวังไว้กับตู้เย็นของชินเซ็นงุมิ เธอหวังเล็กน้อย(ถึงมากที่สุด)ว่าจะมีอะไรลงท้องสักอย่างสองอย่าง

                    ระเบียงทางเดินยังคงเงียบไร้ผู้คน ตรงนี้ค่อนข้างอับเพราะเป็นริมในสุด ห้องเธอติดกับโอคิตะก็จริงแต่อีกฝั่งก็มีห้องนึงอยู่ นัตสึมิไม่เคยเห็นเจ้าของห้อง รู้แค่ว่าเป็นหัวหน้าในหน่วยเท่านั้นและเธอก็ไม่ได้กระตือรืนร้นที่จะอยากรู้อยากเห็นถ้าคนจะโผล่เดี๋ยวก็คงโผล่มาเอง

                    ลมอ่อนพัดโชยมาพร้อมกับหูที่รับโสดประสาทได้ดีเยี่ยม อีกหน่อยจะถึงใจกลางทาง สมาชิกบางส่วนมักอยู่แถวนั้นไม่ก็โรงฝึกแต่ส่วนใหญ่ชอบเอ้อระเหยในสวนซะมากกว่า

                    ยกตัวอย่างเช่นยามาซากิที่ฝึกตีแบต

                    นัตสึมิก็ยังคงงงอยู่วันยังค่ำว่าการตีแบตมันเกี่ยวอะไรกับสนามรบ

                    ?

                    เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้ทำให้เธอละความสนใจจากยามาซากิแล้วหันไปมอง แม้การย่ำเท้าจะเบาจนไร้เสียงแต่คนหูดีก็ยังหูดีวันยังค่ำ คนที่เดินมาเป็นผู้ชายร่างสูงโปร่ง ใบหน้าถูกปิดไว้ตั้งแต่สันจมูกจนถึงลำคอ เด่นสุดคงเป็นทรงผมเอฟโฟ่สีส้ม เขาไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด ไม่มีแม้แต่การชายตามอง เพียงแค่เดินผ่านไปเท่านั้น เราไม่ได้ทักทายกันเพราะนัตสึมิเองก็ไม่รู้จักเขา

                    แต่การที่เขาเดินไปทางนั้นก็พอที่จะประติดประต่อเรื่องราวได้ ห้องริมในสุดมีแค่สามห้องและเจ้าของห้องปริศนาคงหนีไม่พ้นคนเมื่อกี้

                    ว่าแต่เขาชื่ออะไรนะ?

                    "เขาชื่อไซโต้ ชิมารุครับ" 

                    อยู่ๆยามาซากิก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ พ่อสายลับเผยความรู้ใหม่ให้เหมือนอ่านใจกันออก"หัวหน้าหน่วยที่ 3"

                    เธอร้องโอ้ เพิ่งจะเคยเห็นหัวหน้าหน่วยอื่นเป็นครั้งแรก

                    "ฉันไม่เคยเห็นเขาเลย"มองตามหลังที่ห่างกันออกไปเรื่อยๆ"เขาทำหน้าที่อะไรอ่ะ"

                    "สืบสวนภายในครับ เขาเป็นคนเงียบๆขนาดที่ว่าคนในหน่วยยังไม่เคยได้ยินเสียงเขาเลยล่ะ"ยามาซากิป้องปากกระซิบ จากคำที่บอกเล่ามาเขาดูเป็นคนที่ลึกลับมากแต่เพราะเป็นแบบนั้นแหละ ก้อนเนื้อด้านซ้ายถึงได้สั่นไหว

                    ไซโต้น่าสนใจมาก! ยิ่งไม่มีใครเคยได้ยินเสียงเขานั่นก็ยิ่งอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง นัตสึมิตัดสินใจแล้วว่าต่อจากนี้เธอจะตีสนิทเขา! ยึดมั่นคำประกาศิตที่ประกาศกร้าวในใจด้วยความมุ่งมั่น

                    หลังจากที่เธอประเคนหาอะไรให้ลูกรักกินแล้วเธอจะเริ่มภารกิจตีสนิททันที!

                    นัตสึมิฮึดฮัดในใจ ขอบคุณยามาซากิที่ยังทำหน้าตางงๆกับปฎิกิริยาของเธอเอง ก้าวเดินไปหาเป้าหมายแรกที่ยังไม่ลืมมันลง แหม จะลืมลงได้ไง ขืนมันดังขึ้นมาพร้อมกัดกินกระเพาะเธอแทนจะเป็นเรื่องเอา

                    "อะไรวะเนี่ย"

                    เด็กหญิงสบถ ตู้เย็นของหน่วยไม่มีอะไรน่าอภิรมย์อย่างเช่นของหวานอะไรแบบนี้ ไม่มีเลยสักอย่างนอกจากมายองเนสของฮิจิคาตะที่ทำเธอจำรสชาตได้ขึ้นใจ

                    ก็อย่างว่า คิดจะคาดหวังก็เตรียมใจที่จะต้องผิดหวัง

                    เธอปิดตู้เย็นอย่างเซ็งๆ หน้ามู่ทู่เพราะท้องเริ่มประท้วงอีกครั้ง วิธีสุดท้ายที่ทำได้คือการตัดสินใจออกนอกหน่วยไปหาอะไรกินจริงจังแม้ว่าจะเริ่มโซชัดโซเชก็ตาม

                    ความหิวไม่เข้าใครออกใคร เข้านัตสึมิแล้วไม่ออกอีกเลย

                    พร้อมกับหายใจปลงๆกับความคิดตัวเองไป 1 ที

                    "จะไปไหน"

                    และเริ่มปลงไปอีกตอนที่มีคนทัก เสียงแบบนี้มีคนเดียว ไม่หันไปก็รู้ว่าเป็นโอคิตะ ทักเธอมันได้ทุกที่เลยให้ตาย นัตสึมิโบกมือ ไม่หันไปมองคนถามแต่เริ่มเดินออกจากชินเซ็นงุมิแทน

                    "ไปซื้อคัพเค้ก หิวมากๆ"เธอว่า ตอนนี้แค่เดินยังขี้เกียจและเธอก็ขี้เกียจที่จะทำสงครามกับโอคิตะด้วย

 

 

 

 

 

                    เด็กหญิงเดินไปเรื่อย เส้นทางคาบูกิโจเธอจำได้ขึ้นใจแล้ว สองสามวันมานี้ตอนได้ลาดตระเวนเธอสำรวจเส้นทางทุกอย่าง ไปมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซอยเล็ก ซอยย่อยหรือซอยเปลี่ยวมากขนาดไหนนัตสึมิก็อ้างว่ามันเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดูแลความปลอดภัยของประชาชน

                    เป็นคนดีจริงๆเลยน้าตัวเรา

                    เธอฮัมเพลงในลำคอ วันหยุดงานแสนแฮปปี้ที่คิดว่าตัวเองจะหมกตัวอยู่แต่กับหมอนไม่ใช่อีกต่อไป เธอขี้เซ้าก็จริงแต่นัตสึมิคิดว่าความหิวสำคัญกว่าการนอน เธอพูดได้เพราะมันส่งผลโดยตรงกับกระเพาะตัวเองแต่การออกมาเดินหาอะไรกินก็ไม่ได้แย่ ยิ่งไม่มีใครตามมาด้วยแล้วยิ่งดีเข้าไปใหญ่

                    อิสระที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น!

                    นัตสึมิหยุดชะงักข้างซูปเปอร์มาร์เก็ต ดวงตาสีโกเมนมองเข้าไปด้านใน กระจกสีใสสะท้อนตัวเด็กสาวกลับมา ดวงตาสีแดงขลับ ผมสีดำสยายกลางแผ่นหลัง นัตสึมิไม่เคยวิจารณ์หน้าตัวเองและไม่สนใจว่าใครจะวิจารณ์มัน เธอไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นแต่บางครั้งก็มีบ้างที่เสียเฟลเพราะได้ยินคำติ


                    อย่างกับตุ๊กตาผี


                    ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้ากัน เสียงทุ้มดังกังวานในโสตประสาท เรื่องมันผ่านมานานแล้วก็จริงแต่การนึกถึงก็ไม่ใช่เรื่องดี นัตสึมิหันไปยืนมองเงาสะท้อนตัวเองตรงๆ มือเล็กปัดปอยผมบางส่วนที่ปรกหน้าออก เป็นจังหวะเดียวกับที่มีคนผุดยืนขึ้นตรงหน้าชั้นวางหนังสือ

                    เราสบตากันอัตโนมัติ

                    มือเล็กค้างไว้กับท่าปัดปอยผมขณะที่อีกฝากมองมาที่เธอด้วยหน้าปลาตาย

                    เขาเป็นคนเดียวกับเจ้าของเสียงทุ้มในหัว

                    'รออยู่ตรงนั้นเดี๋ยวไปหา'

                    นัตสึมิอ่านปากได้อย่างนั้น เด็กหญิงรีบดึงสติกลับมาเป็นปกติ รอเพียงไม่นานกินโทกิก็เดินออกมาพร้อมหนังสือซิคิสในถุงพลาสติก

                    "เดี๋ยวนี้หัดห่วงสวยรึไงห้ะ"แล้วท่อนแขนหนักๆก็โถมใส่หัว ส่งเสียงจิ๊จ๊ะไปก็เท่านั้นในเมื่อตัวเองไม่ได้สะบัดตัวหนีกินโทกิ ปล่อยให้เขาใช้หัวตัวเองเป็นที่วางแขนชั่วคราว

                    กินโทกิตัวสูง เป็นส่วนสูงสมส่วนดีกับผู้ชายอายุอานามยี่สิบกว่าในขณะที่นัตสึมิตัวเท่าศอกกินโทกิ จะบอกว่าตัวสูงกว่าคางุระนิดนึงก็ไม่ผิดนัก

                    ใครๆก็บอกว่าเธอตัวเล็กเกินไป

                    "เปล่า ผมมันแค่บังหน้าเลยปัดออก"

                    "อ้อ"กินโทกิทำปากเป็นรูปตัวโอ ไม่ได้เชื่อเธออย่างที่พูดจริงจัง แขนหนักๆนั่นเลื่อนลงไปอยู่ข้างตัวเจ้าของเอง

                    "ไม่ต้องห่วงมากนักหรอก ปกติมันก็ดีอยู่แล้ว"

                    "ฮึ?"

                    คิ้วเลิกขึ้นงุนงงกับคำพูดของคนด้านหลัง ได้ยินไม่ค่อยชัดกับคำพูดงึมงำ

                    "ฉันหมายถึงมันดีแล้ว เธอสวยแล้ว.."

                    ท่าทางเกาแก้มแก้เก้อกับดวงตาที่เหล่ไปทางอื่นไม่ยอมสบตากันทำให้นัตสึมิยิ่งงงใจเข้าไปใหญ่ เธอไม่ใช่ดูไม่ออกว่ากินโทกิเขินแต่ไม่เข้าใจว่าเขินทำไมมากกว่า เราโตมาด้วยกันไม่เห็นจะต้องมาอายอะไรเลยด้วยซ้ำแล้วนี่ดูเหมือนเขาจะชมตามมารยาทซะอีก

                    เธอโคลงหัว แก้หยอกให้หมั่นไส้เล่น"ก็พอรู้อยู่"

                    เป็นไปตามคาด กินโทกิเบะปากแล้วดันหัวเธอออก นัตสึมิขำออกมาน้อยๆ เด็กหญิงจับเส้นไหมสีดำทำหน้าตาบ็องแบ๊ว

                    "หนูน่ารักไหมคะพี่กิน"

                    "แหวะ จะอ้วก"

                    นัตสึมิเบะปาก เมื่อกี้ยังชมว่าเธอสวยอยู่หยกๆ

                    "แล้วนี่ไม่ทำงาน?"กินโทกิเป็นฝ่ายเปิดหัวข้อบทสนทนา เด็กสาวส่ายหัวจนผมพริ้วไหว

                    "วันนี้ลุงให้ฟรีวันนึงเลยออกมาเดินเล่น"

                    "แล้วจะไปไหนต่อ"

                    เธอฉุดคิดถึงเป้าหมายของตัวเอง"จะไปร้านเค้ก"

                    เท่านั้นแหละนัตสึมิเหมือนเห็นหูกับหางโผล่ออกมาจากกินโทกิ เขากระวี้ดกระว้ายเหมือนสาวแรกแย้ม

                    "ไปด้วย!"

 

 

 

 


                    เธอเองก็ไม่ได้อะไรมากที่จะมีคนติดห้อยสอยตามไปด้วยท่าทางเหมือนหมาเจอของกิน นัตสึมิกับกินโทกิเหมือนกัน พวกเราชอบกินของหวานแต่ต่างกันตรงที่กินโทกิชอบสตอเบอร์รี่ส่วนเธอชอบช็อคโกแลต เธอชอบความหวานปนขมน้อยๆแต่กินโทกิชอบหวานถึงขั้นหวานมาก

        คิดสภาพไม่ออกเลย ถ้าเธอกับเขาอยู่ด้วยกันน้ำตาลในเลือดอาจจะสูงเกินกว่ามาตรฐานเพราะในตู้เย็นมีแต่ของหวานพอลองมาคิดๆดูแล้วเธอก็กินหวานเยอะมาเหมือนกันแฮะ อาจจะต้องลดลงมาหน่อยป้องกันตัวเองเผื่อจะเป็นเบาหวาน


                    แต่โทษทีเหอะ เธอคงทำได้ตายล่ะ ถ้าการแค่มองคัพเค้กหลายชิ้นอยู่ในตู้โชว์ทำให้น้ำลายไหลได้ขนาดนี้ นัตสึมิกลืนน้ำลายดังอึก มันน่ากินไปหมด กลิ่นหอมเย้ายวนชวนน่าซื้อไปลองแทบทุกชิ้น

                    "นัตสึจังคุณกินอยากกินชิ้นนั้น"

                    กินโทกิชี้ไปชิ้นด้านในสุด สตอเบอร์รี่ชีสเค้ก หน้าเค้กถูกแต่งแต้มด้วยสตอเบอร์รี่ลูกใหญ่ ตัวเค้กถูกโบกด้วยวิปคลีมหนาแสนหวาน

                    เป็นอีกครั้งที่นัตสึมิกลืนน้ำลายดังอึก

                    และนี่เป็นครั้งแรกที่นัตสึมิอยากลองกินสตอเบอรี่ลูกนั้น

                    เราสบตากัน ประกายในแววตาทั้งคู่บ่งบอกชัดว่าคิดอะไร 

                    "มีเงินไหม"

                   "ซื้อซีคิสหมดแล้ว"

                    ...

                    "แล้วจะเดินมานี่ทำห่าพระแสงอะไรเนี่ย!"

                    "เอ้า ก็ตอนแรกจะเดินมาเป็นเพื่อนแต่ไม่คิดว่าตัวเองจะอยากกินด้วยนี่"ประโยคสุดท้ายสุดแผ่วเบา ผู้ชายที่ทำตัวเด็กไม่สนขนาดตัวจิ้มนิ้วเข้ากัน ช้อนตามองเด็กหญิงตรงหน้า

                    "ไม่ต้องมาอ้อน!"

                    "แง่งง นัตจัง เค้าอยากกินอ่ะตะเองงง"

                    "ขนลุกโว้ย ออกไปเลย! อย่ามากอด!"

                    เรายื้อแย่งกันอยู่แบบนั้น นัตสึมิพยายามแงะมือที่โอบตัวเองออก กินโทกิดื้อดึงที่จะอยากกินเค้กชิ้นนั้นท่าเดียว เจ้าของร้านมองมาทางพวกเราที่ทะเลาะกันเหมือนเด็กด้วยรอยยิ้มแห้งๆ

                    "ถือว่าเป็นค่าที่ฉันจ่ายค่าเสียหายตอนนั้นให้ไง นะๆ"

                    เขาคงจะหมายถึงตอนที่เราเจอกันครั้งแรก

                    แต่นั่นเป็นเพราะเขาบอกจะจ่ายเองนี่!

                    "ตอนนั้นนายบอกจะเลี้ยง!"เลี้ยงทั้งที่เธอยังไม่ทันจะได้กินสักคำด้วย!

                    "เพราะเลี้ยงนั้นแหละฉันถึงหมดตัวนี่ไง!"

                    "แล้วจะเสนอหน้ามาเลี้ยงทำไมเล่า"

                    "ก็--เอ้อ! ช่างมันเถอะน้าแต่คุณกินขอแค่ชิ้นเดียว น้าา" 

                    โครกกกก

                    คราวนี้ไม่ใช่เสียงท้องร้องของนัตสึมิเหมือนทุกที แต่เป็นของคนหัวขาว กินโทกินิ่งค้างไปก่อนจะแย้มยิ้มแหยมาแทน

                    สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็จบลงที่เธอยอมเจียดเงินเลี้ยงคัพเค้กคนเป็นพี่ชายตัวดีไปชิ้นนึงและของตัวเองอีกหกชิ้น(เน้นย้ำว่าของเธอคนเดียว!)

        นัตสึมิใช้กินโทกิให้เป็นประโยชน์ด้วยการถือกล่องเค้กแสนรัก เจ้าตัวทำตามอย่างโดยดีแม้จะเหงื่อตกตอนเธอขู่ว่าถ้าหน้าเค้กเละเธอจะเชือดไอ้นั้นเขาทิ้งก็ตาม

      เราสองคนเดินออกมาจากร้านเค้ก กินโทกิเอาแต่บ่นงุบงิบว่าเค้กชิ้นเดียวอาจจะไม่พอยาไส้ นัตสึมิแสร้งแคะขี้หูไม่อยากรับรู้เสียงอวดครวญ

                    ซื้อให้แล้วยังจะบ่นอีก

                    "หุบปากเถอะน่า ก็เป็นขอเองว่าแค่ชิ้นเดียว"เธอกอดอก"ไม่พอใจหรือยังไง"

                    "ฉันแค่ลืมคิดว่าควรจะให้คางุระ ชินปาจิ ซาดาฮารุด้วย"

                    กินโทกิหน้าหมอง เธอกรอกตา รู้จักกันมากี่ปีหมอนี่ไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ แสร้งทำตัวพูดถึงเจ้าพวกนั้นแต่ลอบไปกินคนเดียวล่ะสิไม่ว่า

                    "โกหกไม่เนียนค่อยไปเรียนมาใหม่"

                    ถ้าพูดถึงเรื่องขนมหวาน กินโทกิคือคนที่สมควรเป็นเบาหวานตายที่สุด

                    นัตสึมิเลือกที่จะไม่สนใจเสียงโวยวายสลับกับคำบ่นกระปอดกระแปดของคนอายุมากกว่า ร่างเล็กกระชับผ้าที่สวมใส่เข้าหาตัวให้แน่นยิ่งขึ้น ช่วงนี้ก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว อากาศเย็นลงเห็นได้ชัด เธอไม่ชอบอากาศเย็นเท่าไรเพราะมันทำให้ขี้เกียจ

                    เสียงกินโทกิเงียบลงพร้อมกับขาที่ก้าวตามหยุดลงข้างกัน  ถนนตรงหน้าถูกปกครองไปด้วยผู้คนมากมายที่มุงดูอะไรกันสักอย่าง นัตสึมิสังเกตเห็นคนที่อยู่กลางวง สวมใส่เครื่องแบบที่คุ้นเคย ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ก้าวขาเข้าไปในวงแบบไม่ต้องคิด

                    "เกิดอะไรขึ้นเหรอโทชิจัง"

                    เป็นอย่างที่คิด คนที่อยู่ตรงกลางคือฮิจิคาตะ

                    เขาหันมามองเพียงแวบเดียว สบถไม่สบอารมณ์

                    "ตัวปัญหาโผล่มาทำไม"

                    "ว่าไงนะแก!!"

                    นัตสึมิหัวเราะแหะๆ ฮิจิคาตะไม่ได้หมายถึงเธอแต่หมายถึงคนที่อยู่ข้างกัน กินโทกิก็ไม่สบอารมณ์ โผล่หน้าไปทะเลาะกับตำรวจถึงที่ เจอกันทีไรทะเลาะกันทุกทีเลยสิเนี่ย

                    "อย่าทะเลาะกันน่า"เธอเอ่ยปรามทั้งคู่

                    "ไอ้มายองเนสเน่าอย่างแกจะมีปัญญาปกป้องอะไรประชาชนได้ แกเอาแต่นั่งนอนกินภาษีของประชาชนล่ะเส่"

                    "ว่าไงนะไอ้หัวหยิก! แกมีสิทธิอะไรมาพูดแบบนี้คนที่ไม่ทำอะไรเลยอย่างแกมีสิทธิออกความเห็นด้วยเหรอ กระดิกตีนนั่งกินนอนกินไปวันๆแล้วมีเงินจ่ายค่าเช้าบ้านรึยังเห๊อะ"

                    ...

                    คำห้ามปรามดูไม่มีความหมายเลยเวลาทั้งคู่เจอกันแต่ละครั้ง เธอแค่นหัวเราะในลำคอในขณะที่มอลงคนที่เริ่มแยกเขี้ยวใส่กันไม่ต่างจากหมา นัตสึมิขี้เกียจที่จะห้ามปรามเลยปล่อยเลยตามเลย เธอมองหาสาเหตุที่คนมุงดูก่อนที่จะเงยหน้าไปข้างบนตามสายตาของคนที่อยู่ด้านล่าง

                    บนตึกสูงเกือบสิบกว่าชั้น ดาดฟ้าที่เปิดโล่งตรงนั้นมีหญิงสาวยืนอยู่เพียงคนเดียว

                    เฮ้ย..

                    นั่นมันคนคิดสั้นชัดๆ

                    แล้วไอ้ตำรวจตรงนี้ก็เอาแต่แว้งกัดกันซะงั้น ไม่ได้สนใจประชาชนที่ยืนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นความตายเล้ย 

                    "ไม่มีใครสนใจฉันสักคน! ชีวิตเน่าเฟะของคนไร้ค่าอย่างฉันอยู่ไปก็ไร้ประโยชน์! รกบ้านรกเมือง..ฉันน่าจะตายๆไปเสียเลยดีกว่า!" 

                    นัตสึมิอ้าปากพะงาบ ผู้หญิงคนนั้นตะโกนลงมาอย่างเหลืออด น้ำเสียงสั่นเครือและการตะโกนนั่นดึงดูดความสนใจของคนที่ทะเลาะกันได้ดี

                    "เฮ่ยๆ ฮิจิคาตะคุงแค่ผู้หญิงคิดสั้นคนเดียวแกยังทำไม่ได้เลยเหรอเนี่ย"

                    "หุบปากไปสารพัดรับจ้าง ฉันกำลังไกล่เกลี่ยอยู่ต่างหาก"

                    ฮิจิคาตะขบเคี้ยวฟัน คุณรองหัวหน้าถอนหายใจเหนื่อยหน่าย"ฉันสมควรได้กลับไปนอนสักพักแล้วทำงานเล็กๆต่อให้เสร็จ ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ"

                    ท่าทางเหนื่อยหน่ายใจของฮิจิคาตะเป็นการบอกปลงๆว่าเขาขี้เกียจไกล่เกลี่ยแล้ว นัตสึมิเห็นแบบนั้นก็เห็นใจ เธออยากจะช่วยแบ่งเบางานภาระนี้บ้าง(?)

                    "เอ้า อยากตายมากนักก็กระโดดลงมาเลยจ้า"นัตสึมิประกาศใส่โทรโข่ง เสียงใสดังก้องกังวาน

                    "เฮ้ยย!! เธอทำบ้าอะไรเนี่ย!"

                    ฮิจิคาตะโวยวายในขณะที่กินโทกิช็อคไปแล้วกับความบ้าบิ่น นัตสึมิกะพริบตาปริบ ไม่เข้าใจว่าทำไมฮิจิคาตะต้องโวยวายอะไรขนาดนั้นทั้งที่เธอพยายามช่วยงานให้เสร็จไวๆแทน

                    "ก็เขาอยากตายก็ให้เขาตายซะสิ นายจะได้พักผ่อนด้วยไงโทชิคุง"ฮิจิคาตะยังไม่ทันได้อ้าปากเถียง นัตสึมิก็กรอกเสียงลงไปอีกครั้ง"ชีวิตไร้ค่ามากใช่ปะ มันไร้ค่ามากล่ะสิถึงได้อยากตายขนาดนั้นถ้าเธออยากตายนักล่ะก็กระโดดลงมาเลย เสียเวลาตำรวจทำมาหากินต้องมาไกล่เกลี่ยเธอเนี่ย"

                    "ฉะ ฉันไม่ได้ขอให้เขามาไกล่เกลี่ยสักหน่อย ตำรวจนั่นก็มาเองด้วยซ้ำ ฉันแค่อยากตาย!"

                    "เอ้าไอ้นี่ พูดมาหลายครั้งว่าอยากตายแล้วทำไมไม่ตายสักทีล่ะ ตำรวจมีหน้าที่ปกป้องชีวิตประชาชนการที่เธอมายืนโหวกเหวกโวยวายบอกเจตจำนงของตัวเองต่อหน้าประชาชนพวกนี้เขาก็ต้องออกมาปกป้องเธอปะวะ ถ้าอยากตายจริงๆทำไมไม่หาเชือกผูกคอตายที่บ้านเองอ่ะมายืนกลางเมืองแบบนี้คิดดีล่ะอ่อ ตายมาศพไม่สวยนะจะบอกให้"

                    ผู้หญิงคนนั้นเงียบไปอึดใจ นัตสึมิมองขึ้นไปบนนั้น

                    "คิดจะเรียกร้องความสนใจสร้างความเวทนาให้กับตัวเองรึไง อยากให้คนอื่นรู้นักเหรอว่าชีวิตตัวเองไร้ค่า ไม่มีอะไรดี? เขาได้อยากรู้ปะถามจริง? ก็ไม่ปะ?"

                    "นะ นัตสึมิ..พอเถอะ"

                    "หุบปากไปไอ้หัวหงอก"

                    เธอหันไปแว้งใส่ กินโทกิประกบมือเข้าด้วยกันทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัว

                    "ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเธอไปเจออะไรมาถึงได้คิดแบบนั้น เราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกที่สู้และเผชิญหน้ากับปัญหาพวกนั้นได้ คนเราเกิดมาย่อมแตกต่างกัน คนอื่นไม่เห็นค่าแล้วยังไงอ่ะ ชีวิตเธอมันขึ้นอยู่กับคนพวกนั้นอ่อ"

                    "..."

                   "ถ้าเขาไม่เห็นค่ามากนักก็ช่างหัวมันสิ เธอทำให้ตัวเองมีค่าได้ คนทุกคนสิ่งของทุกอย่างมันมีค่าของมัน ใช้สมองเค้นสักนิดว่าอะไรควรไม่ควร การดับชีวิตมันง่ายนิดเดียวแต่การที่เธอยืนอยู่ตรงนี้ถามจริงเหอะ อยากตายจริงๆรึเปล่า?"

                    "ฉ..ฉันอยากตายจริงๆนะ! การตายคงมีความสุขกว่าชีวิตที่แสนจะโสมมนี้"

                    นัตสึมิเงียบไปอึดใจแล้วกรอกเสียงลงไปใหม่

                    "กระโดดลงมา"

                    "เอ้ะ?"

                    "ฉันบอกให้กระโดดลงมา!!"เธอตะคอกลงไป กิริยาของผู้หญิงบนดาดฟ้าดูลังเลไม่น้อย นัตสึมิเหยียดยิ้ม

                    "ฉะ..ฉัน"

                    "อยากตายไม่ใช่เหรอ กระโดดลงมาสิ"

                    "นัตสึ--"ฮิจิคาตะเงียบลงทันทีเมื่อเห็นสายตาเฉือดเฉือนที่ถูกส่งมา เด็กหญิงไม่รู้สึกอะไรกับการที่พูดออกไปเมื่อกี้ เธอพูดถูกทุกอย่าง การดับชีวิตมันง่ายนิดเดียวแต่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรมาล้อเล่น

                    "กระโดดลงมา!!!"

                    เธอตระคอกลงไปอีกครั้งและเพียงเสี้ยววิเธอเห็นการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยการลังเลของหญิงสาว สายลมพัดโบกให้กิโมโนของผู้หญิงคนนั้นพริ้วไหวท่ามกลางเสียงกรีดร้องของคนมากมาย

                    "นัตสึมิ!"กินโทกิหันมามอง ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้แต่ยังไม่ได้จะได้เอ่ยปากอะไรก็ถูกเท้าเล่มงามเตะเข้าไปกลางวง กว่าจะตั้งตัวได้ทันก็มีคนหัวดำถูกโยนมาทับอีกที

                    "อะไรเนี่ย! ทำไมเธอ--อ่อก!"

                    ฮิจิคาตะยังต่อประโยคไม่จบก็อันเป็นต้องเงียบเสียงลงเพราะมีอะไรมาหล่นทับ ข้อศอกของผู้หญิงคนนั้นกระแทกเข้าที่ปลายคางอย่างจัง

                    ทั้งเจ็บทั้งจุกแต่ก็บ่นไม่ได้ ผู้หญิงที่ทับเขาอยู่หลับตาปี๋แต่กลับไม่พบเจอกับความเจ็บปวดใดๆนอกจากสัมผัสนุ่ม

                    ตอนนั้นเองที่ฮิจิคาตะรู้ถึงความต้องการของเด็กสาวพลังช้างที่เหวี่ยงเขามาทับกับเจ้ากินโทกิ เธอมองตรงมาทางนี้ ย่างก้าวสามขุมด้วยใบหน้านิ่งเรียบ

                   ฮิจิคาตะเหงื่อตกกลัวว่าน้ตสึมิจะด่าทออะไรหญิงสาวที่คิดสั้นเหมือนกับก่อนหน้านี้แต่ผิดคาด มือเล็กๆถูกยื่นมาตรงหน้าแทนคำพูดทั้งหมด

                    "ลุกขึ้นสิ คงไม่อยากนั่งทับตำรวจนานๆใช่ไหม"เอ่ยเสียงเรียบ ผู้หญิงตรงหน้าลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมส่งมือมา นัตสึมิจับข้อมือขาวแล้วดึงให้ยืนขึ้น

                    ใบหน้าคนตรงหน้าธรรมดาทั่วไป ใต้ตาคล้ำและร่างกายซูบผอม เธอพอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้คิดเช่นนั้น คงเจอมาหนักน่าดู

                    "ค คือ"

                    "รู้แล้วใช่ไหมว่ามันรู้สึกยังไง"เธอชิงพูดขึ้นมาก่อน"ความรู้สึกที่จะเข้าใกล้ความตายทุกทีมันเป็นยังไงเธอคงรู้ดีแล้ว แบบนี้ยังจะอยากตายอยู่อีกรึเปล่า"

                    นัตสึมิมองสบเข้าไปในดวงตาผู้หญิงตรงหน้า ความลังเลฉายชัดเจน หญิงสาวค่อยๆส่ายหัวไปอย่างช้าๆ เธอแย้มยิ้มบางเบา

                    "งั้นก็ดี อย่าได้คิดแบบนั้นเป็นครั้งที่สองเชียว ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไม่ช้าก็เร็ว"เธอลูบหลังมือผอมแห้ง"แต่การที่อยู่กับอะไรแล้วมันแย่ต่อตัวสมควรที่จะถอยออกห่าง เธอสร้างชีวิตใหม่ได้ตัวเอง ต่อจากนี้ฉันอยากให้เธอเข้มแข็ง อย่าได้หนีปัญหาและคิดสั้นบ้าๆแบบนี้อีก"

                    หล่อนพยักหน้าช้าๆ น้ำตารื้นไหลล้อมรอบดวงตาสีน้ำตาลขุ่น

                    "ไหนลองบอกฉันว่าเธอควรทำยังไง"

                    "ฉะ ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่า จะไม่คิดย่างกายเข้าหาความตายอีก ฉันรู้แล้วว่ามันสิ้นหวังขนาดไหน"

                    หล่อนแทบปล่อยโฮออกมาระลอกใหญ่ท่ามกลางฝูงชนที่หายใจโล่งอก ทุกอย่างกลับกลายเป็นปกติ คนมุงดูรอบข้างเบาบางลง นัตสึมิยังคงแย้มยิ้ม ลูบมือหญิงสาวเป็นการปลอบประโลม

                    "งั้นก็ดีแล้วแต่ก่อนอื่นเธอต้องสร้างชีวิตใหม่"

                    แกร๊ก

                    เสียงแม่เหล็กล็อคเข้าหากันทำให้หญิงสาวก้มมองดู กุญแจมือถูกล็อคไว้ทั้งสองข้าง เธอร้องเอ้ะเบาๆแต่นัตสึมิกลับโบกไม้โบกมือแล้วยัดเธอใส่รถตำรวจแทน

                    "เธอถูกจับข้อหาสร้างความวุ่นวายและชลมุน เชิญสร้างชีวิตใหม่ในคุกนะจ้ะ"

                   "เหหหห๊!??"

                    ไม่ใช่แค่หญิงสาวร่างกายซูมผอม ตำรวจหนึ่งนายและผู้ชายอู้งานก็ร้องไปตามกับเขาด้วย นัตสึมิบอกให้ลูกน้องขับออกไปได้เลย ไม่ต้องสนใจเสียงร้องทักท้วงของนักโทษและผู้ชายสองคนที่เหลือ

                    "ทำไมทำแบบนั้นล่ะนัตสึ ยัยนั่นแค่คิดสั้นถึงขนาดต้องเข้าคุกเลยเหรอ"เจ้าของชื่อสะบัดผมที่พันกันออก หันหน้าไปหากินโทกิ

                    "ก็ก่อความวุ่นวายยังไงก็โดนจับอยู่ดี ถ้ามีคนมาประกันก็รอดไปถ้าไม่มีก็นอนคุกเล่นเอา"

                    กินโทกิอ้าปากค้าง เขายังไม่ได้คิดบัญชีกับเธอเรื่องเตะตูดเขามาเลยแต่พอรู้เหตุผลที่ทำก็เอาผิดไม่ถูก

                    ควันบุหรี่ลอยฟุ้งอากาศที่เราสามคนยืนอยู่ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม แสงย้อมเงาถูกฉายชัดเข้าที่ครึ่งหน้าของรองหัวหน้าปีศาจ

                    "จบด้วยดีก็ดีแล้ว"ฮิจิคาตะว่า อัดบุหรี่เขาปอดอีกระลอก"ที่เธอจับยัยนั่นไปเพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครประกันตัวใช่ไหม"

                    นัตสึมิไม่ตอบ แสงสีส้มสาดส่อง ขับให้ผิวพรรณของเด็กสาวเปล่งปรั่ง ฮิจิคาตะสบเข้ากับดวงตาสีแดงทอประกายเพราะแสงอาทิตย์

                    มุมปากยกยิ้ม ปล่อยควันพิษลอยฟุ้งในอากาศอีกครั้ง

                    "เพราะถ้าผู้หญิงคนนั้นอยู่ในคุกที่มีข้าวครบสามมื้อคงดีกว่า ใช่ไหม?"




 

                    ตกเย็นเราแยกย้ายกันกลับบ้าน กินโทกิน้ำตาซึมกับเค้กที่เละจนดูไม่ออกของตัวเองทั้งที่มีเพียงแค่ชิ้นเดียวและคนที่เป็นคนซื้อให้คือเธอ! นัตสึมิสมควรที่จะเป็นคนร้องไห้อวดครวญมากกว่าซะอีกในเมื่อเค้กที่ซื้อมาเละไม่เป็นท่า สาเหตุหลักก็ผิดที่เธอเองนั่นแหละ เพราะเธอถีบรุ่นพี่หัวหงอกนั้นไปเป็นฐาน กล่องเค้กที่อยู่ในมือหนาก็พาลละเนละนาดไปด้วย

                    อาการท้องร้องก็บรรเทาลงเพราะฮิจิคาตะพาไปเลี้ยงข้าว เขากล่าวขอบคุณการช่วยเหลือแสนจะยั่วยุให้ตายจริงๆของนัตสึมิแต่แฝงไปด้วยอะไรหลายอย่าง เธอไม่รับคำขอบคุณแค่บอกไปว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ เธอรู้ดีว่าความตายเป็นเช่นไร หากเขาเรียกร้องอยากจะตายจริงๆคงไม่ยืนนานสองนานให้คนมาแห่มุงเยอะแยะ

                    และหากมีครั้งที่สองที่หล่อนเรียกร้องหาความตายอีก นัตสึมิก็ไม่ลังเลที่จะปลิดชีพผู้หญิงคนนั้นเองกับมือ

                    ในเวลานี้หน่วยชินเซ็นงุมิเงียบสงัน มีเพียงเปลวไฟเล็กๆที่ถูกจุดไว้ตามทางให้มองเห็น กับแสงไฟสลัวที่ออกมาจากตัวเรือน เธอกลับมาพร้อมกับฮิจิคาตะ ตอนนี้ฝ่ายชายคงเอารถไปเก็บในโรง นัตสึมิทอดน่อง มุ่งหมายปลายทางคือห้องพักตัวเอง

                   แต่แสงไฟสลัวที่ออกมาจากห้องตรงข้ามกลับดึงความสนใจไปหมด

                    ห้องของหัวหน้าหน่วย 3

                    แผนภารกิจตีสนิทลอยกระเด็นขึ้นมาในหัว

                    แต่ดึกขนาดนี้และเขาก็กำลังทำงาน การตีสนิทเลยถูกเก็บพับไว้ก่อน เธอค่อยๆมองลอดเข้าไปในช่องประตูที่ถูกแง้มไว้อยู่อย่างระมัดระวังว่าจะเกิดเสียงแล้วจะถูกจับได้ ภายในเหมือนกับทุกห้องแต่การจัดเรียงแตกต่าง ตรงกลางมีชายหนุ่มนั่งอยู่ นัตสึมิสังเกตเห็นการขยับไหวของข้อมือ ดูได้ชัดว่าอาจกำลังเขียนรายงานบันทึก

                    "มองอะไรอยู่เหรอ"

                    ร่างบางสะดุ้งโหยง รีบออกห่างจากประตูกลัวว่าเจ้าของห้องจะรู้ว่าแอบมอง นัตสึมิถอนหายใจ มองหน้าเจ้าของเสียงเมื่อครู่ โอคิคะอยู่ในชุดลำลอง หน้าตาตายด้านเหมือนเช่นเคย

                    "นึกว่าใคร นายนี่เอง"เธอทำท่าโล่งอก

                    "แล้วจะให้เป็นใคร แล้วมองอะไร? รุ่นพี่ไซโต้เหรอ"

                    "เปล่า!"เธอตอบเสียงดังฟังชัด ตกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน"ฉันแค่มองเฉยๆว่าเป็นใคร ไม่เคยเห็นหน้า"

                    "แล้วเมื่อกี้บอกว่าเปล่า"

                    นัตสึมิหลบสายตาที่เหมือนจะคุกคามอยากรู้ความจริง เธอเบี่ยงตัวเองจะไปอีกทางแต่โอคิตะกลับมายืนขวางหน้า พอหลบไปอีกทางก็เป็นอีกเช่นเดิม

                    หมอนี่กำลังกวนเธออยู่รึไง

                   "หาว~ ง่วงจังแหะ"

                    และเหมือนโอคิตะจะรู้ถึงได้แสร้งอ้าปากหาวออกมา เขาเลิกกวนประสาทแล้วเดินเข้าห้องไป นัตสึมิมองตาม มองให้แน่ชัดว่าประตูปิดสนิทแล้วถึงได้เปิดเข้าประตูห้องตัวเองตาม

                    "เน้"เธอสะดุ้งโหยง หันไปมองโอคิตะที่แง้มประตูมาอีกครั้ง หน้าตากวนเบื้องล่างถูกส่งมา"เปล่า ไม่มีไร"

                    "ไอ้นี่!"

                    เธอได้แต่กัดฟันเข่นเขี้ยวแล้วรีบเปิดประตูเข้าไปทันที แว่วได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอตามสายลม

                    มันน่าขำตรงไหนกัน เธอไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด

                   เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด มือน้อยๆควาญหาปุ่มสวิตแล้วจัดการเปิดไฟ คิ้วเรียวเลิกขึ้นสงสัย ตรงโต๊ะเตี้ยที่ใช้ทำงานประจำถูกจับจองด้วยกล่องสีขาว

                    เธอจำลักษณะกล่องแบบนี้ได้ดี มันเป็นกล่องเดียวกันกับที่ให้กินโทกิเป็นคนถือ พอเปิดกล่องออกมาก็พบกับคัพเค้กมากมาย หน้าของมันถูกแต่งแต้มอย่างสวยงาม

                    ดวงตาสีแดงก่ำมองโพสอิทสีเหลืองเขียวที่เขียนเด่นชัดว่า'ของเหลือ'นิ่งเรียบ

                    ของที่มีเต็มกล่องแบบนี้เรียกของเหลือได้งั้นเหรอ?

                    ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้แต่ขอบคุณสำหรับขนมหวานแสนน่ารักนี่ เธอดึงโพสอิทออกแล้วเก็บเอาไว้ ลิ้มลองความสุขที่เปี่ยมล้นด้วยของหวานแสนรักแทน





 

__________________________
เม้นกันโหน่ยยย♡♡♡♡
 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

70 ความคิดเห็น

  1. #9 Jennie-42022 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 02:00
    แหมๆ โอคิตะคุงเป็นพวกซึนสินะคะ ฮุๆ
    #9
    0
  2. #8 AREA​ CHAN (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 21:43

    อ่าา​ ในที่สุดก็เจอความละมุ่นหลังจากความฮาร์ดคอร์​ที่ผ่านมา​
    #8
    1
    • #8-1 เอเอ็น(จากตอนที่ 5)
      20 เมษายน 2562 / 21:45
      เดี๋ยวมีละมุนกว่านี้แน่นอนนน
      #8-1