[ GINTAMA / OC ] GIRL OF SHINSENGUMI

ตอนที่ 4 : A CAT(3/3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    14 เม.ย. 62





- 4 -






                    ท้องฟ้าถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นเหนือนภาถูกย้อมไปด้วยสีเลือด เพลิงไหม้รุกลามไปทั่วเนื้อไม้ ลอยเด่นขึ้นเหนือหัวไม่หยุดยั้ง ร่างกายหมดเรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันหายไปปริดทิ้ง ข้าวของกระจัดกระจายไม่ถูกที่ เบื้องหน้าคือบ้านของเธอที่ถูกแต่งแต้มด้วยเพลิงไหม้
                    หยดน้ำไหลริน เอ่อร้นรอบขอบดวงตา หัวใจบีบรัดแน่นจนเจ็บปวด บ้านที่อาศัยมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวของเธอถูกมอดไหม้ตรงหน้า มือเล็กกำแน่น เธอทำอะไรไม่ได้เลย
                    นอกจากมองดูเพลิงไหม้นี่รุกลามไปทั่ว ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเป็นสาย
                    หวังลึกว่าเขายังคงปลอดภัย ทุกคนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บถึงแม้จะเป็นความหวังอันล้มๆแล้งๆแต่นัตสึมิก็ยังคงหวังอยู่อย่างนั้น เธอทำใจไม่ได้ที่จะยอมรับว่าสูญเสียมันไป บ้านที่โตมาตั้งแต่เด็ก ความทรงจำมากมายที่สะสมมาไหลวนเวียนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
                     
แล้วถ้าเขายังอยู่ในนั้นล่ะ? ถ้ามีคนอยู่ในบ้านหลังนั้นล่ะ?

                    ขาทั้งสองข้างต่างพากันก้าวจะไปตัวข้างใน เธอไม่ได้กลัวเศษไฟที่กระเด็นมาโดนผิวให้แสบร้อนและเป็นแผล สมองไม่ได้ไตร่ตรวน  ความคิดที่ว่าอาจจะมีคนอยู่ในนั้นอยู่เหนือทุกสิ่ง เธอต้องไปช่วยเขา
                    ไม่ใช่..
                    ไม่..
                    มันแค่ข้ออ้าง เธอรู้ตัวดี ข้ออ้างของเด็กที่ไม่มีแม้แต่สติสัมปัชญะ ความจริงคือเธอไม่ได้คิดจะไปช่วย หากคนอันเป็นที่รักอยู่ในนั้น ดับสิ้นลมหายใจเธอก็พร้อมที่จะอยู่ข้างเขา พร้อมที่จะฝ่าฟันเพลิงไหม้ที่แผดเผาไปยังตัวเขา นัตสึมิไม่ปฎิเสธตัวตนอีกด้านที่พาเธอก้าวเข้าไปกลับกันเธอยินยอมแด่โดยดีในการคิดสั้น

                    หมับ

                    ร่างเล็กๆถูกดึงจนตัวเซ รู้ตัวอีกทีก็มีอ้อมแขนของใครสักคนกอดรัดไว้ คำก่นดาดังขึ้นข้างหู เสียงทุ้มที่คุ้นเคยแม้จะไม่ได้ยินมานานยังคงจำได้ดีแต่มันไม่ใช่เขา ไม่ใช่คนที่ถ่อหนีออกจากที่นั้นมาหา
                    ความชื้นเปียกกลางหลังทำให้เธอรู้ว่าเขาเสียใจไม่ต่างจากกัน คำบอกเล่าที่เขาพูดออกมาดังก้องอยู่ในหัว ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรง ร่างกายโอนอ่อนอยู่ในอ้อมกอดของคนเป็นพี่ชาย ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเป็นสายไม่อาจห้ามได้ ก้อนเนื้อด้านซ้ายเจ็บปวดเกินกว่าที่จะอดทนไหว
                    นัตสึมิเพิ่งเข้าใจว่าหัวใจแตกสลายเป็นเช่นไร
                    เขาอยู่ในนั้น
                    ผู้ชายคนนั้นอยู่ในกองเพลิงที่ไม่มีทางดับหายในเวลานี้



                    ถ้าถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่รู้สึกแย่ที่สุด นัตสึมิตอบได้เต็มปากว่าการที่พาตัวเองไปเจอเรื่องกระทบจิตใจคือสิ่งที่แย่ที่สุด
                    บ้านที่ถูกเพลิงไหม้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวพร้อมกับคำบอกเล่าที่ตัดสินชีวิตของเขา มันแย่ที่สุดที่เคยเจอแต่การที่เรื่องทั้งหมดผ่านมานานมากโขแต่ยังคอยหลอกหลอนวนเวียนอยู่ในห้วงความฝันดันเป็นเรื่องที่แย่มากกว่า
                    ไม่สามารถทำอะไรได้ เธอทำได้เพียงยอมรับความจริงว่าเขาสูญสิ้นชีวิตไปแล้ว
                    นัตสึมิกระพริบตาเพื่อปรับโฟกัสภาพตรงหน้า ร่างกายถูกมัดไว้กับเสาหลักของตึก เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้แถมฝันยังไม่ดีอีก สมองทบทวนกับเรื่องที่ผ่านมาก่อนจะเรียบเรียงทุกอย่าง
                    พวกเธอถูกจับตัว เป็นตัวประกันโง่ๆที่ทำตัวเป็นผู้ชมที่ดีโดยการนั่งนิ่งๆกับเสา
                    ที่นั่งนิ่งๆเพราะถูกจับมัดไว้น่ะ
                    ครั้งแรกที่ถูกล้อมรอบ เธอคิดว่าโอคิตะจะชักดาบออกมา เธอตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุขว่าเขาจะทำยังไงในสถานการณ์แบบนั้น นัตสึมิชอบเรื่องวุ่นวายแต่ผลที่ออกมาดันตรงกันข้าม โอคิตะยินยอมให้พวกนั้นจับตัวได้แบบง่ายดาย โวยวายไปหลายรอบเขาก็ทำเพียงแค่บอกให้อยู่เงียบๆไป
                    พวกชามูไรพวกนั้นแค้นโอคิตะมากขนาดที่จะฆ่าแกงกัน เหตุผลไม่รู้และเธอเองก็ไม่ได้อยากรู้อะไรมากนัก เธอคิดว่าพวกนั้นจะฆ่าโอคิตะให้เรื่องมันจบแล้วแยกย้ายแต่เธอก็คิดผิด มันไม่ใช่อย่างที่คิด เธอไม่เข้าใจพวกนั้นทั้งที่มีคนที่ตัวเองเกลียดอยู่ตรงหน้าทำไมไม่ล้างแค้นให้จบสิ้นกลับมานั่งจับมัดกับเสาไม่ให้ไปไหน
คนพวกนี้เป็นอะไรกันหมดหรือเป็นเธอเองที่ไม่เข้าใจความคิดของผู้ใหญ่?
                    "ฝันร้ายรึไง"
                    คนข้างกายดึงสติให้กลับมา นัตสึมิไม่ได้หันไปมอง เธอถูกดูออกหมดจดหรือเผลอแสดงอาการออกมารึเปล่าก็ไม่รู้
                    "เธอสะดุ้ง"
                    อ่า ยังคงเป็นฝันที่ทำให้สะดุ้งตื่นทุกครั้งเลยแฮะ
                    "อ่า ฝันร้ายมากๆ"นัตสึมิไม่ปฎิเสธ เธอยืดขาให้ร่างกายตัวเองสบายดีสุด มองซามูไรที่คิดจะมีเรื่องกับตำรวจตรงหน้าที่คุยกัน ไม่ได้สนใจใยดีพวกเธอเท่าไร
                    "ขนาดนั้นเชียว?"
                    "อือ"ริมฝีปากเม้มแน่น"บ้านฉันถูกเผา ครอบครัวเพียงคนเดียวถูกไฟครอกตายทั้งเป็น"นัตสึมิไม่เข้าใจตัวเองเท่าไรว่าทำไมต้องมาเล่าให้คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาฟัง โอคิตะทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ได้พูดอะไรนอกจากรอให้เธอพูดต่อ"รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆของป๋า"
                    "อ่า หน้าเธอไม่เหมือนป๋าถึงนิสัยจะคล้ายกันก็เถอะ"
                    เธอหัวเราะ ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องเท่านี้นอกจากคนในตระกูลมัตสึไดระ โอคิตะขี้สังเกตุพอๆกับเธอ แต่น่าแปลกใจดีที่ดูออกเพียงแค่หน้าตาเท่านั้น
                    "ฉันถูกเลี้ยงและโตที่บ้านนอก ครอบครัวจริงๆฉันไม่รู้หรอกเพราะผู้ชายคนนั้นก็เก็บฉันมาเลี้ยงอีกที--แต่ฉันก็นับถือเขาเป็นพ่อคนนึงนะ เรามีความสุขกันดี เขาเลี้ยงฉันเหมือนลูกในไส้แต่สุดท้ายก็ถูกผลักใส่ให้ผู้ชายคนนึง"
                    เธอเม้มปาก ความทรงจำย้อนไปยังเรื่องในอดีตแม้แต่ตอนที่เธอถูกลากออกจากบ้าน ผู้ชายคนนั้นยังไม่แม้แต่มองมา
                    "ฉันไม่ชอบความเรียบหรูเท่าไร เข้าใจใช่ไหมว่าคนที่โตมากับดินมันไม่เหมาะที่จะอยู่บนฟ้า ไม่มีทางที่ดินทรายจะกลายเป็นดวงดาวได้ ฉันเลยตัดสินใจหนีออกมา หนีออกมาเพื่อพบกับความเจ็บปวดที่ไม่มีทางหาย"ไฟไหม้ครั้งนั้นยังติดอยู่ในหัว กลิ่นเผาของไม้ผุพังยังติดอยู่ที่จมูก
                    "คนที่ฉันต้องการเจอหน้ามากที่สุดอยู่ในกองเพลิงกลายเป็นเศษขี้เถ้าที่ไม่มีใครต้องการ ใจร้ายดีว่าไหมที่ไม่ว่าตอนที่เขามีชีวิตอยู่หรือจากไปเขาก็ไม่เคยคิดจะบอกลาฉัน เขาไม่เคยพูดออกมาสักคำ ใบหน้าแค่ครึ่งเสี้ยวฉันก็ไม่เคยเห็น"
                    แผ่นหลังที่เดินห่างออกจากเธอทุกฝีก้าวลอยเข้ามาอยู่ในหัว เธอกรีดร้องเรียกชื่อเขาหลายครั้งหลายคราแต่สุดท้ายก็ไม่มีวี่แววที่ผู้ชายคนนั้นจะหันมา เราสองคนได้พบกันอีกทีก็ตอนที่เขากลายเป็นขี้เถ้าแล้ว
                    "คนอะไรเล่าเรื่องที่เศร้าด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มแบบนั้น"
                    ริมฝีปากยังคงแย้มยิ้มอยู่เช่นเดิมกับคำพูดของโอคิตะ
                    "เขาเป็นคนบอกให้ยิ้มกับทุกเรื่อง"
                    เธอแค่อยากเป็นแบบเขา ผู้ชายที่แย้มยิ้มได้ตลอดเวลาแม้จะเจอเรื่องสาหัสเพียงใด
                    "ก็แค่ข้ออ้าง เขาแค่ไม่อยากเห็นลูกสาวตัวเองร้องไห้"
                    "เป็นผู้ชายที่แย่เนอะ"
                    เธอหัวเราะแผ่วเบา ไม่ได้ตอบประโยคของโอคิตะต่อ
                    "แล้วนายล่ะ?"นัตสึมิเหล่มองผู้ชายที่ทำแบบเดียวกับเธอ เขานิ่งไปสักพักก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องตัวเอง
                    "ฉันก็เป็นแบบเธอแต่แค่คล้ายๆ"คำพูดกำกวนจังแหะ"ฉันเป็นเด็กกำพร้า เกิดที่ไหนไม่รู้รู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่นั้นเลี้ยงดีอยู่หรอกแต่มีปัญหาเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน พวกเด็กที่เหลือไม่ค่อยชอบฉันเท่าไร--ฉันหนีออกมา เร่ร่อนอยู่ที่ชายเมือง กลายเป็นเด็กไร้บ้าน อดทนอยู่ด้วยขาทั้งสองข้างสักพักก็มีคนมารับเลี้ยงดู ตลกดีที่คนพวกนั้นคือครอบครัวที่เฉกหัวฉันทิ้งตั้งแต่เป็นทารกแต่กลับมารับเลี้ยงดูตอนที่ฉันดูแลตัวเองได้"
                    "ครอบครัวฉันมีอยู่แค่สองคน มีพ่อแล้วก็พี่สาวหนึ่งคนอยู่ไปได้สักพักพ่อก็ตายไป พี่สาวที่ฉันเคารพมากก็จากไปติดๆกลายเป็นว่าฉันกลับไปอยู่ตัวเดียวอีกรอบแต่มันยังดีหน่อยที่ตอนนั้นรู้จักกับพวกนั้นแล้ว"พวกนั้นที่ว่าคงหมายถึงคอนโด้กับฮิจิคาตะถ้าเธอเข้าใจไม่ผิด
                    "เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แย่กับคำว่าครอบครัว"

                    นี่มันช่วงระบายความในใจของตัวละครหลักรึไงนะ

                    โอคิตะหยุดพูดเพียงแค่นั้น เธอหันไปมองว่าทำไมเรื่องทั้งหมดถูกหยุดไปดื้อๆหรือมันจบเพียงแค่นี้แต่ภาพตรงหน้าทำเธอหน้าเหวอ โอคิตะก้มหน้า ตัวสั่นไม่หยุด นัตสึมิสังเกตุเห็นที่หยดน้ำที่ไหลรินออกมา
                    ระ หรือว่าหมอนี่ร้องไห้?
                    เฮ้ยย หัวหน้าหน่วยที่ 1 อ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้เหรอ!?
                    "อะ โอคิตะ เป็นอะไร จะ..ใจเย็นๆนะฉันรู้ว่านายเศร้าแต่อย่ามาร้องไห้ตอนนี้นะเว้ย ฉันปลอบคนไม่เป็น"นัตสึมิทำตัวไม่ถูก เธอไม่เคยโอ๋ใคร ปกติเธอจะเป็นที่ถูกโอ๋มาตลอด ตอนเด็กๆกินโทกิชอบแกล้งจนเธอร้องไห้จะไปฟ้องพ่อทุกครั้งแต่ก็ถูกโอ๋แกมขอร้องไม่ให้ไปฟ้องตลอดเลยกลายเป็นนิสัยเคยตัว
                    "ฉะ ฉัน.."
                    น้ำเสียงตะกุกตะกักดังขึ้น โอคิตะเงยหน้าขึ้นมา สภาพทุเรศยิ่งกว่าคอนโด้ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อที่ผุดขึ้นมาเหมือนน้ำที่เปิดก๊อก ขาทั้งสองข้างบิดไปมา

                    "ปวดฉี่โว้ยยย ช่วยด้วยๆๆ! ฉันอยากเข้าห้องน้ำ จะราดแล้วว"

                    ...
                    "อย่าราดนะโว้ยยยยย"
                    เธอแหกปาก ดีดดิ้นจะหลุดออกจากเชือกที่รัดตัวนี่ ถ้าโอคิตะฉี่ราดออกมาคนแรกที่ซวยคือเธอ มือที่ล็อคเชื่อมกันอยู่ไม่ได้ถูกปลดแถมเชือกที่รัดตัวก็เหนียวยิ่งกว่าปลาหมึก พวกซามูไรต่างพากันมามุงดู หน้าโอคิตะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ สาบานว่าเธอได้ยินเสียงซี๊ดดังมาจากปากหมอนั้น!
                    "ชะ ช่วยแกะเชือกพวกเราที หมอนี่ฉี่จะราดแล้ว!"
                    "งั้นก็ราดไปตรงนั้นแหละ"

                    ไอ้เวรนี่!

                    "ตลกแล้ว! ถ้าหมอนี่ฉี่ราดมันต้องเลอะฉันแน่ๆ ฉันไม่อยากเห็นภาพอุจาตตานะโว้ยเพราะงั้นพวกนายต้องปล่อยพวกเรา! สาบานว่าจะไม่หนีไปไหน ไม่เชื่อพวกนายก็มัดเราไว้ก็ได้แต่ต้องให้หมอนี่ไปฉี่ดีๆ!"
                    นัตสึมิโวยวาย ดีดดิ้นจะให้หลุดออกเชือก โอคิตะเปลี่ยนท่านั่งแล้ว ยิ่งนานหน้าก็ยิ่งซีดทำเธอเหงื่อตกไปด้วย พวกซามูไรงั่งมองหน้ากันเลิกลั่นสุดท้ายก็ปลดเชือกพวกเธออกแต่เปลี่ยนเป็นมัดเธอไว้กับโอคิตะอีกที ปลายเชือกอยู่ที่มือพวกนั้น ไม่วายยังถือดาบจ่อมาติดๆ
                    "รีบๆทำธุระของแกซะ"
                    หนึ่งในนั้นพูดหลังจากที่พามายังซากหักๆก้อนนึงที่สามารถบังคนได้ โอคิตะเดินบิดไปมาทางนั้นและนัตสึมิก็ต้องจำใจเดินตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

                    เดี๋ยวนะ..
                    มือล็อคกัน > ตัวติดกัน > ต้องไปด้วยกัน > โอคิตะปวดฉี่ = เธอต้องอยู่ด้วย
                    ม่ายยยยยยยยยยย

                    นัตสึมิหน้ามืดแปดด้าน โอคิตะดูทนไม่ไหวจริงๆหมอนั้นพยายามจะรูดซิปด้วยมือข้างที่ไม่ถนัดแต่ก็รูดไม่ลงสักที เธอเผลอสบตากับใบหน้าอ้อนวอนที่อยู่ๆก็ถูกส่งมา ยังไม่ทันจะได้ขัดขืนอะไรก็จำยอมต้องหันไปทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สายตาโฟกัสอะไรต่อมิอะไร หลังมือข้างที่ถูกล็อคติดกันสัมผัสถึงเนื้อผ้ากางเกง
                    หัวใจแทบหยุดเต้น เธอทำตัวไม่ถูกกับสถานการ์ณแบบนี้ไม่กล้าหันไปแม้แต่เสี้ยวเดียว ภาวนาไม่ให้มือตัวเองไปโดนอะไรต่อมิอะไร แก้มใสเห่อร้อนขึ้นมาซะเฉยๆตอนที่ได้ยินเสียงน้ำกระทบกับหินแถวนั้น
                    เธออยากไม่รู้สึกอะไรเหมือนกับพวกซามูไรที่ยังมองคนฉี่ด้วยท่าทางเฉยชา ดาบที่จ่อเธอยังไม่น่าหวั่นใจเท่าความเสียวว่ามือตัวเองจะไปโดนอะไรต่อมิอะไรของโอคิตะรึเปล่าแต่มันเป็นเรื่องปกติที่เธอจะเขินอาย ใช่ เธอเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเท่านั้น อายุยังไม่ 16 เลยด้วยซ้ำ เธอไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เธอไม่ผิดที่จะรู้สึกอับอายกับเรื่องแบบนี้

                    ให้ตายเถอะ เมื่อไรโอคิตะจะฉี่เสร็จเนี่ยเธอจะบ้าตายอยู่แล้วว

                    "อ่า.."
                    สาบานว่าเธอได้ยินไม่ผิด เสียงครางด้วยความสุขสบายดังมาจากคนข้างหลังยิ่งส่งผลให้แก้มเธอร้อนขึ้นกว่าเก่า ยิ่งข้อมือตัวเองขยับอีกครั้งด้วยการชักนำของอีกคนด้วยแล้วสติก็ยิ่งกระเจิง
                    แม่จ๋า หนูจะตายแล้ว แงง
                    "เสร็จแล้วค้าบ"
                    นัตสึมิไม่เคยอยากกัดหัวใครเท่าโอคิตะ หมอนั้นพูดด้วยท่าทางสบายอารมณ์ที่ได้ปลดปล่อยแล้วยังเสนอหน้าไปบอกพวกซามูไรที่เฝ้าดูอยู่ พวกนั้นพยักหน้ารับแล้วพาตัวพวกเธอไปมัดกับที่เดิม
                    "โอ๊ะ"
                    ผ้าเช็ดหน้าสีขาวล่วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อของคนที่เดินนำหน้า มันตกก่อนที่เราจะถูกมัดและโอคิตะยังไม่ทันที่จะได้ก้มเก็บก็ถูกดันให้มัดเข้าที่เดิมและเพราะความรีบร้อนของพวกซามูไรที่กลัวว่าเราจะหนีเลยต่างเหยียบผ้าผืนนั้นกันจ้ารวัล นัตสึมิคิดว่าพวกเขาคงไม่เห็นหรืออาจไม่ได้สนใจมันตั้งแต่แรกเลยเผลอเหยียบแต่อีกคนกลับกัน โอคิตะมองผ้าผืนนั้นไม่วางตาแม้มันจะคลุกไปด้วยรอยเท้ากับฝุ่นตลบมากแค่ไหน
                    "เพิ่งรู้ว่าคนอย่างนายก็พกของแบบนั้น"
                    เธอเอ่ยทำลายความเงียบ เขาดูสนใจผ้าผืนนั้นมาก นัตสึมิคิดว่าน่าจะเป็นของสำคัญถึงได้มองไม่หยุดแบบนั้น อาจจะเป็นของพี่สาวที่เขาเคยพูดหรือเป็นของคนอื่นที่สำคัญกับตัวเขาเพราะคนแบบโอคิตะไม่น่าจะพกของที่ดูนุ่มนิ่มแบบนั้น ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่สลักลายอะไรสักอย่างนั้นน่ะ มองไม่ชัดเละแหะ
                    "ไม่ได้อยากพกเท่าไร"โอคิตะว่า"มีคนให้มาน่ะ"
                    เธอทำปากเป็นรูปตัวโอ โคลงหัวเข้าใจ บอกแล้วว่าผู้ชายสมัยนี้ไม่พกอะไรแบบนั้นหรอกแต่ถ้าบอกว่าเอาไว้เช็ดเลือดตอนทำงานเสร็จก็พอเชื่ออยู่
                    "แต่นายดูไม่เคยใช้ผ้าผืนนั้น"
                    นัตสึมิมองไปยังผ้าเช็ดหน้าสีขาว ตอนที่มันตกเธอเห็นว่ามันเหมือนไม่เคยถูกใช้ ไม่ได้เหลืองเพราะเหงื่อ ยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนตอนที่เธอเคยซื้อผ้าผืนอื่นๆมา เธอคิดตามที่ตัวเองเคยใช้ผ้าเช็ดหน้าน่ะนะ ยิ่งผ้าขาวๆมันยิ่งเลอะง่ายแต่ผืนนี้กลับไม่มีรอยเลอะนอกจากตอนนี้ที่มีแต่รอยเท้า
                    "อ่า ฉันตั้งใจจะคืนให้เจ้าของน่ะเลยไม่อยากใช้"
                    "แต่เขาให้นายนี่?"
                    เป็นอีกครั้งที่เธอไม่เข้าใจโอคิตะ
                    ของของที่คนอื่นให้แต่กลับไม่รับไว้ทำไมไม่คืนเขาไปตั้งแต่แรก จะเก็บไว้ทำไมกับตัวเองตลอดเวลาแถมยังดูแลรักษาอย่างดีซะอีก
                    "แล้วทำไมนายไม่คืนเขาตั้งแต่แรก"เธอถามด้วยความสงสัย"ถ้านายคืนเขาตอนนี้คิดว่าเขาจะจำได้เหรอ?"
                    "นั้นสินะ.."ดวงตานั้นหม่นแสง"เขาคงลืมไปแล้ว"

                    เฮ่ย ดราม่าฟ่ะ

                    วันนี้เธอได้เห็นบุคลิคของหัวหน้าหน่วย1หลายด้าน นอกจากด้านกวนตีนเธอแล้วยังมีด้านซื่อบื้อเหมือนคนอกหักด้านนี้ด้วย มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าคนให้สำคัญแค่ไหน หมอนี่ต้องแอบชอบผู้หญิงคนนั้นแน่ๆคิดแบบนั้นริมฝีปากก็ยิ้มเยาะคนที่นั่งทำหน้าเศร้า จุดอ่อนหมอนี่คือผู้หญิงคนนั้นแต่เธอก็ไม่รู้จักผู้หญิงที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ได้เหมือนกัน อยากจะเย้ยแต่ก็ดันไม่รู้ข้อมูลอะไรมากอีก
                    แต่ถ้าผู้หญิงให้มางั้นก็คง..
                    "เขาอาจจะไม่ได้ลืมก็ได้"
                    สุดท้ายนัตสึมิก็เลือกที่จะพูดปลอบใจคนข้างกาย
                    "ฉันหมายถึงว่าถ้านายคืนไปเขาอาจจะไม่รับ ยังไงผ้าผืนนั้นเขาก็ให้นายมาแล้ว มันคือของของนาย ฉันคิดว่าเขาคงดีใจที่นายใช้ผ้าผืนนั้นมากกว่าเอาไปคืน"
                    เป็นเธอ เธอก็ดีใจกว่าได้ของคืนเหมือนกัน อีกอย่างผ้าเช็ดหน้ามันก็ซื้อได้ใหม่ตลอดเวลา ไม่มีใครสนใจใช้ผืนเดิมซ้ำๆหรอก สกปรกกันพอดี เผลอๆเบื่อลายเดิมด้วย พวกผู้หญิงให้ความสำคัญกับลายมากกว่าประโยชน์ซะอีก
                    "เธอคิดงั้น?"โอคิตะตอนนี้เหมือนไม่ใช่คนที่เธอรู้จัก หมอนี้ดูใสชื่อเกินกว่าจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหน่วย
                    "อือ เพราะถ้าเป็นฉัน ฉันก็ดีใจที่เขาใช้มัน"
                    โอคิตะโคลงหัวตัวเองเป็นอันเข้าใจ
                    บทสนทนาถูกจบลงเพียงแค่นั้น ท้องฟ้ามืดลงแล้วพวกซามูไรจุดไฟที่ตะเกียงตั้งไว้ให้แสงสว่างแทน เธอเบื่อที่จะนั่งรอแล้ว ไม่เข้าใจว่าพวกนั้นใช้โทรศัพท์เธอโทรไปบอกพวกคอนโด้เพื่ออะไรในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีใครโผล่มาสักคน นัตสึมิเหมือนถูกจับตัวมาเรียกค่าไถ่อะไรทำนองนั้นทั้งที่จุดประสงค์ของพวกนั้นคือการฆ่าล้างโอคิตะแต่เป้าหมายพวกมันยังนั่งทำหน้าระรื่นอยู่ข้างกัน ดูไม่ได้สนใจที่ตัวเองถูกจับเลยสักนิด
                    เอ้ะ หรือพวกนี้เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นเธอนะ
                    เฮ้อ คิดแล้วปวดหัวเปล่าๆ พูดถึงเป้าหมายก็ฉุดคิดมาได้ว่าตัวเองก็มีภารกิจที่สำคัญอยู่อย่าง นัตสึมิหน้าซีด เธอลืมเรื่องแมวไปสนิท ฮิจิคาจะคงได้บ่นจนหูชาแน่ๆแล้วยิ่งโดนจับตัวอยู่แบบนี้มีหวังลุงเธอยิ่งห่วงมากกว่าเก่าอีก
                    โอ้ย แม่จ๋า ลูกเครียด
                    แล้วแบบนี้เธอได้บู๊ตามที่หวังไหมเนี่ยยย
                    เอาจริงๆนี่ก็มีโอกาสได้บู๊หลายครั้งแล้วเหมือนกันแต่โอคิตะกลับไม่ยอมเปิดสักที นัตสึมิรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่โค่นลงได้ง่ายๆแต่การที่ยินยอมโดนจับแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าหมอนั้นคิดอะไรอยู่ ตอนพาไปฉิ่งฉ่องก็มีโอกาสที่จะทำแต่โอคิตะก็ปัดโอกาสนั้นออกแบบไม่ใยดีแถมยังเสนอหน้าบอกเขาว่าทำธุระเสร็จแล้วเชิญจับกลับที่เดิมได้เลยอีก
                    เธอเลยไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม นัตสึมิถอนหายใจ เอนตัวลงพิงเสาหลักของตึกนี้ มันใหญ่มากเธอเลยคิดว่าน่าจะเป็นเสาหลัก อากาศเย็นๆที่พัดผ่านร่างมาทำเคลิ้มได้ง่าย หลับตาลงไม่ถึงนาทีเธอก็เต็มใจดิ่งลงสู่ห้วงความฝันอีกรอบ
                    ในแต่ละวันเด็กๆสมควรนอนสามช่วงจริงๆนั้นแหละ

                    "นัตสึ--"

                    โอคิตะเงียบลง เขาตั้งใจจะชวนเธอคุยอีกสักรอบแต่กลับพบว่าเด็กผู้หญิงข้างตัวคอพับไปแล้ว จำใจพับความตั้งใจที่จะชวนคุยลงปล่อยให้เด็กหญิงหลับเพลิ้มไป
                    โอคิตะหวังว่าเธอจะไม่ฝันร้ายอีก
                    ตอนที่นัตสึมิสะดุ้งตัวโหยงเขาตกใจไม่แพ้กันที่อยู่ๆคนที่หลับเป็นตายก็เป็นแบบนั้นแต่ที่ตกใจมากกว่าคงเป็นน้ำที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างแถมเจ้าตัวก็ดูไม่รู้ว่าตัวเองร้องไห้เพราะฝันนั้น

                    จะยังไงนัตสึมิก็ยังคงเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ

                    เขาแปลกใจนิดหน่อยที่เธอเลือกจะพูดเรื่องอดีตของตัวเองให้ฟัง โอคิตะทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีแม้จะสงสัยอยู่บ้างเขาก็ไม่ชักถามพอเธอถามกลับเขาก็ไม่ปฎิเสธที่จะปิดบัง เขาเล่าทุกอย่างยกเว้นที่เจอกับเจ้าหล่อนและดูเหมือนนัตสึมิเองก็จำไม่ได้ว่าเคยเจอเขามาก่อน
                    ยิ่งคุยกันเรื่องผ้าเช็ดหน้าก็ยิ่งตอกย้ำว่าเธอจำเขาไม่ได้
                    โอคิตะไม่คิดจะรื้อฟื้น เขาพับความคิดนี้ลงตั้งแต่เห็นหน้าเธอโผล่มาที่ชินเซ็นงุมิ โอคิตะไม่แปลกใจเท่าไรที่เธอจะมีอำนาจมากถึงขนาดจะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนเดียวของหน่วย การเป็นลูกของผบ.ตร.เป็นเรื่องง่ายที่จะพาตัวเองมาที่นี่ แค่กระดิกนิ้วหรือพูดสิ่งที่ต้องการเธอก็สามารถทำได้ทุกอย่างแต่เป็นอีกครั้งที่โอคิตะแปลกใจกับผู้หญิงคนเดิม เธอถูกไหว้วานจากป๋ามัตสึไดระเพราะถูกให้ทำภารกิจสำคัญที่เสี่ยงต่อชีวิตและนานหลายเดือนจนกำหนดระยะเวลาไม่ได้เลยได้มาอยู่ที่นี่ โอคิตะไม่ได้รู้ลึกถึงรายละเอียดแต่คอนโด้รู้และเลือกที่จะไม่พูดถึง คอนโด้เป็นอาถึงจะเป็นอาที่ไม่แท้แต่เขารู้ดีว่าคอนโด้ห่วงนัตสึมิมากแค่ไหน
                    เขาอยู่กับคอนโด้ตั้งแต่ก่อนที่ชินเซ็นงุมิจะก่อตั้งแต่ทำไมเขาไม่เคยเห็นหน้าเธอตอนอยู่กับคอนโด้สักครั้งนั้นเป็นสิ่งที่โอคิตะตั้งคำถามในใจ
                    เรื่องที่นัตสึมิไม่ใช่ลูกจริงๆของมัตสึไดระเขาก็แค่พอเดาได้ เขาเคยเห็นครอบครัวของป๋าแม้จะแค่รูปถ่ายแต่ไม่มีใครหน้าตาใกล้เคียงกับนัตสึมิเลยสักคนเดียวแต่ที่เหมือนคงเป็นนิสัยควาญผ่าซากของเจ้าหล่อนและเป็นอย่างที่คิด นัตสึมิไม่ใช่ลูกของมัตสึไดระจริงๆ เธอพูดออกมาเหมือนเรื่องชมนกชมไม้ ไม่ได้เสียใจแต่แววตาที่พูดถึงผู้ชายอีกคนกลับสั่นไหว โอคิตะไม่ได้โง่ที่จะมองผู้หญิงไม่ออก ท่าทางอ่อนแอเหมือนจะร้องไห้ล่อมล่อถูกแสดงออกมา

                    ยิ่งย้ำว่าคนที่อยู่ข้างเขาเป็นแค่เด็กอายุ 16 คนนึงเท่านั้น

                    เขาถอนหายใจ ไม่ชอบตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้ ดวงตาเศร้าหมองลงไม่เหมาะกับผู้หญิงที่ดูมีความสุขตลอดเวลา ถึงจะเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยมากแค่ไหน รอยยิ้มก็ยังคงประดับอยู่ที่ริมฝีปากบางนั้นตลอดเวลา
                    แสร้งทำตัวเข้มแข็ง ไม่คิดอะไรแต่ตัวเองเจ็บเจียนตาย

                    "ถ้าพวกชินเซ็นงุมิไม่มาแล้วเราจะเอายังไงดีครับลูกพี่"
                    "มันต้องมาอยู่แล้ว ยัยเด็กผู้หญิงนั้นสำคัญกว่าพวกมันจะตาย"
                    "แต่ถ้ามันมาโจมตีเราล่ะครับ!? นั้นหน่วยซินเซ็นงุมิเลยนะ เราจะรอดเหรอลูกพี่"
                    "เอ๊ะไอ้นี่ มึงก็จับยัยเด็กนั้นเป็นตัวประกันพวกมันก็ไม่กล้าทำอะไรแล้ว--ท่าทางทำอะไรไม่เป็นแบบนี้คุณหนูชัดๆ เรารีบเอาเงินแล้วก็รีบปิดปากพวกนั้นก็สิ้นเรื่องส่วนไอ้เจ้าโอคิตะนั้นแกก็จัดการฆ่ามันซะ ไม่เห็นต่อต้านพวกเราเลยด้วยซ้ำหมอนั้นไม่เห็นจะน่ากลัวตามที่ข่าวว่ามาเลยสักนิด"

                    บทสทนาทุกประโยคลอยเข้าหูโอคิตะทั้งสองข้าง เขาร้องเหออกมา ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะถูกว่าไร้น้ำยาออกมาจากปากคนที่หมาหมู่แบบนี้ เขาสบตากับลูกน้องที่รับมอบหมายให้ปิดปากเขาซะ ท่าทางเก้ๆกังๆไม่กล้าฆ่าคนน่าขำจนเผลอยิ้มเยาะ ดาบที่อยู่ในมือสั่นไหวไม่กล้าแม้แต่จะวาดฟันเขา
                    "ให้สอนวิธีใช้ดาบให้ไหม"เขาว่า น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมเป็นจังหวะเดียวกับที่คนตรงหน้าวาดดาบคิดจะปิดชีพเขาตรงๆ โอคิตะยิ้มเยาะพร้อมกับเลือดที่สาดกระเสนมาโดนใบหน้า

                    "อะ..อ๊ากกก!!"

                    คนตรงหน้าร้องโหยหวน ร่างกายโดนฟันยาวตั้งแต่หัวไหล่มายังลำตัวแล้วล้มลงหมดสติอยู่ปลายเท้า เรียวลิ้นแลบเลียเลือดสีแดงฉานที่กระเด็นโดนหน้า
                    โอคิตะหย่อนเชือกที่รัดตัวเองลง เขาปลดกุญแจข้อมือออก สะบัดปลายดาบที่เลอะเลือดศัตรูให้พ้นทาง ซามูไรกิ๊กก๊อกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูหันปลายดาบมาหาพร้อมเพรียงกัน
                    พวกนั้นดูตกใจนิดหน่อยที่เขาหลุดออกมาจากเชือกได้ทั้งที่ทั้งวันมานี้สงบเสงี่ยมไม่ดุกดิกแม้แต่น้อย โอคิตะก้มเก็บผ้าเช็ดหน้าของตัวเอง สะบัดผ้าที่คลุกไปด้วยฝุ่นและรอยเท้าออก เขาแสยะยิ้มอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ
                    "มาดูกันดีกว่าว่าระหว่างพวกแกจะฆ่าฉันหรือฉันจัดการพวกแกเสร็จอะไรมันจะเกิดก่อนกัน"
                    แล้วความชลมุนก็เกิดขึ้น โอคิตะวาดดาบใส่คนที่เข้ามาอย่างไม่ใยดี เขาไม่สนใจเสียงกรีดร้องทรมาณ ตั้งใจจะเป็นศัตรูกับเขาก็เตรียมรับซะตากรรมที่บอกว่าตายได้โดยไม่มีข้อกังขา โอคิตะกระชับดาบที่อยู่ในมือ ปลายดาบถูกย้อมไปด้วยน้ำเลือดที่ไม่ใช่ของเขาสักหยด
                    โอคิตะไม่ได้ทำกุญแจล็อคข้อมือหายตั้งแต่แรกตั้งใจจะกวนนัตสึมิเฉยๆ การติดแหง็กกับผู้หญิงที่ตัวเองสนใจมันไม่ได้เลวร้ายและเขาจงใจที่จะบอกว่าทำหายเพื่อยื้อเวลาอยู่กับเธอ เขาเห็นทุกอย่าง รับรู้ทุกอย่างไม่ว่าจะตอนที่เธอแกล้งเขาตอนหลับก็ตามแม้แต่ตอนที่ถูกชาวสวรรค์พวกนั้นลวนลามโอคิตะก็เห็นแต่การล็อคตัวเธอมันง่ายกว่าไอ้เจ้าพวกนั้น การแต่งตัวบ่งบอก ตราสัญลักษณ์ตรงปกคอเสื้อไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องเข้าไปยุ่ง โอคิตะเลยตัดสินใจที่จะจับกุมเธอข้อหาก่อความชลมุน นั้นก็เป็นข้ออ้างประเด็นหลักมันอยู่หน้าย่อแรก เขาแค่ต้องการอยู่กับเธอเท่านั้น
                    ตอนเจ้าพวกนี้โผล่มามันง่ายนิดเดียวที่จะแกว่งดาบปลิดชีพแต่มันดูจะน่าสนุกกว่าไหมถ้าหากโดนจับไป? เชือกที่รัดตัวก็ไม่ได้ยากที่ปลด โดนคมดาบนิดเดียวมันก็พร้อมที่จะสะบั้นลง

                    แต่มันหมดเวลาเล่นแล้ว

                    ทุกอย่างเลยเถิด พวกนั้นรู้ว่านัตสึมิคือใคร โอคิตะรู้ดีว่าพวกมันต้องการอะไรแต่การฆ่าปิดปากหัวหน้าหน่วยที่ 1 ที่ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เจ้าพวกนี้คิด เขาไม่ได้สนใจที่พวกมันโทรเรียกค่าไถ่กับพวกคอนโด้แต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าคอนโด้จะปรี่เข้ามาเพราะเป็นห่วงหลานสาว นัตสึมิอาจจะถูกนั่งๆนอนๆอยู่แต่ในห้องมากกว่าเตร่เที่ยวเล่น โอกาสที่เธออยู่ข้างนอกมันเข้าหาง่ายกว่าตอนอยู่แต่ในหน่วยที่มีคนแต่คนรู้จักพลุกพล่าน
                    แผนเขาเสียหมดพอดี
                    โอคิตะย่างกายเข้าหาหัวหน้าของเจ้าพวกงั่ง ซามูไรที่หมาหมู่แบบนี้อย่าเรียกว่าซามูไรเลยดีกว่า การแกว่งดาบมั่วชั่วทำเขาเหลือทน ลูกกะจ๊อกพวกนี้ไม่ได้ทำเขาเหนื่อยอ่อนแต่ก็ช่วยบริหารตัวได้ดีอยู่ในระดับนึง

                    "บิงโก"

                    เขากดสายตาลงต่ำมองคนฉี่ราดไม่อายฟ้าดิน วาดดาบปิดชีวิตคนที่คิดจะมาหาเรื่องแม้จะอ้อนวอนขอชีวิตมากเพียงใด โอคิตะสะบัดปลายดาบให้เลือดกระเด็นออกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเก็บเข้าฝักตามเดิม

                    เมี้ยว

                    แมวดำที่นัตสึมิตามหาร้องเรียก มันแกว่งหางตัวเองมีความสุขแม้ภาพตรงหน้าจะไม่พิศมัย โอคิตะมองตามแมวตัวเล็กที่เดินไปฟุบหลับข้างเด็กหญิง มันมองเขาเพียงนิดเดียวก็เพลิ้มตาหลับลง
                    เรื่องแมวของขุนนางเขาก็รู้ บอกแล้วว่าเขาไม่ได้หลับอย่างที่ใครคิด ภารกิจที่ฮิจิคาตะวานให้นัตสึมิทำเขาเลยรู้ทั้งหมด ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องยากแต่โอคิตะก็อดขอบคุณมันที่เอาแต่วิ่งหนีนัตสึมิไม่ได้มันทำให้เขาได้อยู่กับเธอนานขึ้นหน่อย
                    มองๆดูแล้วแมวตัวนั้นก็ไม่ได้ต่างจากนัตสึมิจริงๆ คล้ายกันทั้งสีตาและนิสัย มันแสนรู้และดูมีความสุขตลอดเวลาแม้แต่ตอนที่เขาลงมือสังหารคนพวกนี้มันก็ยืนดูห่างๆ หางที่แกว่งไปมาว่ามีความสุขนั้นทำเขารู้เลยว่าเจ้าแมวตัวนี้ชอบเรื่องวุ่นวายมากแค่ไหน
                    โอคิตะย่อตัวลงต่อหน้าเด็กสาว เขาปลดกุญแจมือออกจากข้อมือของนัตสึมิ มันแดงนิดหน่อยเพราะถูกเหล็กนาบไว้เป็นเวลานานและเจ้าตัวออกแรงลากถูไถเขามาตลอด โอคิตะไม่ลืมที่จะปลดปลอกคอออกด้วยถึงหล่อนจะไม่ได้โวยวายแต่เธอคงไม่พอใจเป็นแน่ เขาคิดว่าเธอคงลืมเรื่องนี้ไปแล้วเพราะมัวแต่สนใจตามหาเจ้าแมว

'...เพราะถ้าเป็นฉัน ฉันก็ดีใจที่เขาใช้มัน'

                    โอคิตะล้มตัวลงนั่งข้างกัน หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ดูจะสกปรกนิดหน่อยขึ้นมา พลิกหาด้านที่สะอาดที่สุดก่อนที่จะเอามันเช็ดเลือดที่กระเด็นโดนหน้าตัวเอง เสียงสะท้อนที่อยู่ในหัวทำให้เขาตัดสินใจที่จะใช้มันถึงนัตสึมิจะจำไม่ได้แต่โอคิตะก็หวังว่าเธอจะดีใจที่เขาใช้มันอย่างที่พูดจริงๆ
                    โอคิตะใช้เวลาที่เหลือกว่าที่พวกคอนโด้จะมาด้วยการนั่งมองหน้าเด็กหญิง เขาว่างชนิดที่ว่าสามารถนับเส้นผมบนหัวของนัตสึมิได้แต่เขาก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะพาเธอกลับไปที่หน่วย อีกอย่างเขาไม่อยากปลุกคนที่อยู่ในห้วงความฝันนั้นให้ตื่นเผลอๆแมวที่เจ้าหล่อนวิ่งวุ่นตามหาทั้งวันได้กระโดดหนีไปอีกเขาเนี่ยสิจะเป็นคนที่ซวยให้
                    โอคิตะบีบหนวดระหว่างคิ้วของเด็กสาว หัวคิ้วที่ขมวดกันจนเป็นปมบ่งบอกว่าเจ้าของมันคงไม่ชอบใจกับฝันในหัว ใช้เวลาอยู่สักพักหัวคิ้วถึงจะคลายลง เขาเอนเอียงใบหน้าหวานให้มาซบที่ไหล่ตัวเอง
                    "ฝันดียัยตัวแสบ"
                    เขานึกขำตัวเอง ถ้ามีคนมาเห็นสภาพแบบนี้เข้าคงไม่เชื่อกัน ผู้ชายซาดิสต์แบบเขาทำตัวอ่อนโยนต่อหน้าเด็กผู้หญิงที่เอาแต่แส่หาเรื่องใส่ตัว
                    แต่เขาก็พร้อมที่จะโอนอ่อนก็ต่อเมื่อเธอไม่รู้ตัว
                    เฮ้อ ความสนใจในตัวเด็กนี้อันตรายจริงๆ
                   



                    ควันฟรุ้งลอยขึ้นไปในอากาศ ฮิจิคาตะปล่อยให้ควันบุหรี่ออกมาทางปากอย่างทุกที ไฟตำรวจสีแดงที่ติดอยู่หน้ารถสาดแสงไปทั่วบริเวณที่มาถึงแต่ภายในกลับแดงฉานยิ่งกว่า
                    สภาพศพที่เรี่ยราด ตามพื้นเต็มไปด้วยหนองเลือดสีแดง การที่เขารีบมาเพราะเป็นห่วงเจ้าของโทรศัพท์คงต้องถูกพับเก็บเอาไว้เมื่อเจอสภาพของเจ้าตัวอยู่ครบสามสิบสองแม้จะไม่ได้เดินเข้าไปใกล้แต่เขารู้ดีว่านัตสึมิไม่มีทางมีลอยขีดข่วนเป็นแน่
                    "ว่าไงฮิจิคาตะ นัตสึปลอดภัยไหม"คอนโด้ปรี่เข้ามาหลังจากที่รู้เรื่อง สภาพสะบัดสะบอมไม่ต่างจากซามูไรที่เกลื่อนกลาดตรงนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโดนแม่สาวโอทาเอะกระทึบมา
                    "อยู่ครบสามสิบสองครับ"เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาอีกครั้ง
                    "โอ้ สงสัยว่าเรามาเสียเปล่าละล่ะ"คอนโด้หัวเราะ มองตรงไปยังที่เดียวกับเขา ฮิจิคาตะเพียงแค่ยิ้มแล้วเดินกลับออกมา
                    ภาพที่เห็นคือนัตสึมินอนซบไหล่โอคิตะแล้วเจ้าเด็กเหลือขอที่ชอบหาเรื่องเขาตลอดเวลาก็นอนซบหัวเธออีกที ทั้งคู่ดูสบายดีรวมถึงเจ้าแมวดำของขุนนางที่นอนเอกขเนกอยู่ข้างกันนั้นด้วย
                    ฮิจิคาตะไม่แปลกใจเท่าไรถ้าซามูไรที่โทรมานั้นจะหมดสภาพเกลื่อนแบบนี้ถ้ามีโอคิตะอยู่แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแปลกใจคือโอคิตะมาที่นี่ได้ยังไงและสองมือที่กอบกุมกันอยู่มันหมายความว่าอะไร
                    แต่ก็
                    ช่างเถอะ
                    เขาเองก็หวังว่าแมวกับจิ้งจอกแสนเจ้าเล่ห์ตัวนั้นจะญาติดีกันได้สักครั้ง



_______________________

♡TALK♡

ในที่สุดก็จบตอน A CAT ซะที
ไม่คิดว่าแมวตัวเดียวจะให้มีเรื่องวุ่นวายมากขนาดนี้55555555
นัตสึมิเองก็ยังคงซื่อบื้อดูโอคิตะไม่ออกอยู่วันยังค่ำ นังโอคิตะก็ชอบแกล้งน้อง ต้องเข้าใจว่าโอคิตะทำตัวไม่ถูก(คิ้กค้าก) ฮิติคาตะนั้น คิดอะไรก็ไม่ทราบนะจ้าว

สุขสันต์วันสงกรานต์นะค่า มาช้าแต่มาชัวร์นะเอิ้กๆ ขอให้รีดเดอร์ทุกคนมีความสุขนะงับ

■ อ่านแล้วเม้นกันหน่อยน้า เม้นเยอะเม้นน้อยก็ขอคนละ 1 เม้นก็ยังดี เค้าจะได้มีกามลางจาย อิอิ

จุ๊บๆฮะ♡♡♡♡

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 01:18

    หนูฟินถึงขีดสุดอร้ายยยย
    #45
    0
  2. #40 bossvorkorn (@bossvorkorn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 01:06
    okikagu เท่านั้น nottoki??
    #40
    1
  3. #7 Jennie-42022 (@Jennie-42022) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 08:33
    ฟิน~~>///<
    #7
    0