คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #5 : My Mummy? Chapter 5 -- 60%
ความวุ่นวายแบบเอ็กซ์ตร้าบรรลัยเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะความหวังดีของฮีชอลแท้ๆ =__= พอโฮซูร้องขึ้นมาฮีชอลก็ต้องทำหน้าที่เข้าไปห้ามทัพ แล้วบอกให้ฮันคยองลงมาทานข้าวเช้า
จะว่าไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโฮซูพิศวาสอะไรเขาขึ้นมา พอเขาเข้าไปอุ้มออกมาก็หยุดร้องไปเสียเฉยๆ ตอนที่กำลังจะนั่งลงที่โต๊ะก็อ้อนขอนั่งตักเขาอีก พออาหารมาก็คะยั้นคะยอให้เขาป้อน เขาบอกให้กินผักเยอะๆก็หยิบมากิน ว่าง่ายจนคุณแม่บ้านแอบยิ้ม
แหม แต่ว่าง่ายแบบนี้เขาก็ชื่นใจนะ ><
ชริ้ง!
“มี…อะไรติดหน้า…พี่หรอซอลลี่?” เอ่อ…แต่ก็ต้องยอมรับนะ ว่ามีอยู่คนหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ชอบเค้าเอาซะเลย
“ฉันเป็นลูกคนโต ไม่มีพี่” ฮีชอลอึ้งไปเมื่อได้ยินคำตอบ เค้าอยากจะรู้จริงๆว่าเข้าไปทำอะไรให้ซอลลี่โกรธ ทำไมต้องพูดประชดประชันเค้าตลอดเวลา
“ซอลลี่!” แน่นอนว่าสุภาพบุรุษเชื้อสายจีนก็ต้องออกโรงปกป้องฮีชอล ซอลลี่พ่นลมหายใจออกมาอย่างรำคาญก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้า
เถียงอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ ในเมื่อป๊าหลงฮีชอลอย่างกับอะไร
“อ่อ..นี่ฮีชอล เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จแล้ว รอเฮียอาบน้ำแป๊บนึงนะ เดี๋ยวเฮียไปส่ง” จู่ๆฮันคยองก็พูดขึ้นมา ทำเอาโฮซูหันควับไปมอง ก่อนจะหันมามองฮีชอลที่ดูเหมือนจะเป็นเบาะรองนั่งส่วนตัว มือเล็กย้ายจากช้อนมาจับไหล่ฮีชอล
“ฮีชอลจะกลับแล้วจริงๆหรอ ไม่ไปได้ไหมอ่ะ”
“ต้องกลับแล้วล่ะโฮซู เอาไว้ว่างๆฮีชอลจะมาหาใหม่นะ”
“งะ...งื้ออออ~” โฮซูเบะปากเหมือนจะร้องไห้อีกรอบฮีชอลจึงต้องเอามือมาโอบไว้แล้วเขย่าคนตัวไปมา อย่าร้องนะโฮซู ถ้าโฮซูร้องเดี๋ยวฮีชอลก็ร้องด้วยหรอก
“จะร้องไห้อะไรหนักหนาโฮซู ไม่ได้จะตายจากกันซะหน่อย ยังไงฮีชอลก็ต้องดั้นด้นมาเอาอกเอาใจแกถึงที่นี่อยู่แล้วล่ะ!!”ซอลลี่พูดขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ เด็กสาวรวบช้อน ยกน้ำขึ้นดื่มและเดินปึ่งปั่งออกออกไป
“ลูกคนนี้มันเหลือเกินจริงๆ นิสัยเสีย!” ฮันคยองเองก็พลอยโมโห เค้าเองก็สงบสติอารมณ์ที่สุดแล้วนี่ถ้าไม่มีฮีชอลจับมือเค้าไว้ใต้โต๊ะล่ะก็ เช้านี้ได้มีคนถูกตีแน่ๆ
“เฮีย...ไม่เอาน่า อย่าพูดแบบนี้” ฮีชอลปราม
“พี่ซอลลี่ไม่นิสัยเสีย ป๊ะป๋าแหละนิสัยเสีย คุณครูบอกว่าคนที่ว่าคนอื่นเป็นคนไม่ดี!” เด็กบนตักพูดขึ้นมาพลางทำหน้างอนๆ ก็พี่ซอลลี่ไม่เคยลุกไปก่อนฮานึลจะกินข้าวหมดเลยสักครั้ง พี่ซอลลี่จะคอยดูฮานึลให้กินข้าวให้เสร็จและพาไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเสมอ
“โฮซู...ไม่ว่าป๊ะป๋านะครับ” ฮีชอลพูดปรามอีกครั้ง เพิ่งว่าคนพ่อไปหยกๆคนลูกได้ฟังบ้างไหมเนี่ย
“ฮึ!” พ่นลมหายใจบ่งบอกว่างอน ลงจากตักของฮีชอลอ้อมไปดึงมือฮานึลลงจากเก้าอี้ แล้วพากันวิ่งหายไป
= =^^^
ตรูจะบ้า!
สรุปตอนนี้ทั้งโต๊ะเหลือแค่ เฮียกับเขาเท่านั้น
สมัยนี้การเลี้ยงเด็กมันลำบากขนาดนี้เลยหรอ(วะ!!)
ฮีชอลคิดอย่างเหนื่อยใจพลางหันไปมองคนข้างๆ ดูเฮียทำหน้าเข้าสิ มองในมุมของคนอื่นก็เหมือนยักษ์อย่างที่ซอลลี่ว่าไว้จริงๆแหละ
ฮีชอลอยากเอาหัวมุดน้ำในช้อนตาย!!!!
~~~My mummy??~~~
ระหว่างรอฮันคยองอาบน้ำ ฮีชอลก็ออกมานั่งรออย่างสงบที่ห้องรับแขก ดูท่าโฮซูจะงอนเขาจริงๆซะแล้ว ไม่ออกมาเล่นมาคุยด้วยเหมือนเมื่อเช้าเลย เด็กๆนี่อารมณ์แปรปรวนง่ายขนาดนี้เลยหรอ ฮีชอลหลับตาลงแล้วหายใจเข้าลึกๆอย่างเหนื่อยอ่อน
แค่นี้ยังเหนื่อยเลย…
“นี่!” เสียงแหลมๆที่ฮีชอลรู้ทันทีว่าเป็นเสียงใครดังขึ้นข้างหลัง ฮีชอลเปิดเปลือกตาพลางกลอกตาไปมาอย่างเบื่อๆ ไม่เอานะ ไม่อยากเจอน้ำเสียงกับถ้อยคำประชดประชันแบบนั้นอีกแล้ว ไม่อยากจะต่อกรด้วยแล้ว
หารู้ไหมว่า…ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้อีกคนนึงขึ้น
“นี่!! ชั้นเรียกไม่ได้ยินรึไง!” ตะเบ็งเสียงดังขึ้นไม่พอยังเดินเข้ามาใกล้ๆอีก
“…ก็เธอไม่ได้เรียกชื่อ” ฮีชอลตอบออกไปตามตรง ในน้ำเสียงไม่มีความประชดชันหรือกวนอวัยวะเบื้องล่างอยู่เลย เขาแค่เหนื่อย และก็เริ่มไม่พอใจที่เด็กสาวไม่ให้เกียรติความเป็นผู้ใหญ่ของเขา
“อ๋อ!! นี่กวนชั้นหรอห๊ะ! ทำไมแค่นี้ทนไม่ไหวรึไง…ชั้นจะบอกไว้ให้นะ ตราบใดที่เธอยังไม่เลิกยุ่งกับป๊า ชั้นก็จะรังควานเธอแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ!!”
“พูดแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ..ไม่ชอบฉันขนาดนั้นเลยหรอ”
“ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่เกลียด!! พวกแบบเธอน่ะ ถ้าไม่หวังสมบัติก็เป็นพวกจะเอาแต่พ่อคนเดียวไม่เอาลูก แล้วก็เป่าหูยุแยงให้พ่อลูกเขาทะเลาะกัน!!” ซอลลี่ตะโกนลั่นจนฮีชอลตกใจ ดวงตาหวานของซอลลี่มีน้ำตาเอ่อขึ้นมานิดๆ
เด็กคนนี้…เคยเจออะไรมา
ฮีชอลค่อยๆลุกขึ้นจะโซฟา ก้าวเท้าเข้ามาหาเด็กสาว นิ้วเอื้อมไปปาดน้ำตาที่เอ่อล้นเบ้าและหยดลงมาบนแก้มใสของเธออย่างอ่อนโยน
“..ร้องไห้เหรอ”
“ไม่ใช่นะ!! ชั้นไม่ได้อ่อนแอแบบนั้นนะ!!!” ร่างของเด็กสาววิ่งหนีไปทันทีที่พูดจบ ฮีชอลจะเรียกไว้ก็พับความคิดนั้นเก็บลงไป
อะไรที่สามารถทำให้เด็กอย่างซอลลี่ร้องไห้ แล้วทำไมต้องตั้งแง่รังเกียจเค้าตั้งแต่พบหน้าครั้งแรก คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวตลอด ซอลลี่เคยเจอแฟนคนก่อนๆของเฮียทำไม่ดีใส่แล้วพอเจอเค้าก็เลยเกลียดอย่างอัตโนมัติแบบนี้หรอ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยและรู้สึกว่าปัญหานี้ปล่อยผ่านไปไม่ได้
เขาต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ!!
~~~My mummy??~~~
ใช้เวลาอยู่นานกว่าฮีชอลจะเกลี้ยกล่อมให้ฮันคยองส่งเขาที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ฮันคยองก็เอาแต่ถามว่านัดกับใครไว้ จนฮีชอลโกหกไปว่าจะแวะมาหาพวกรุ่นพี่ที่ทำร้านเสื้อผ้าอยู่ในนี้ ร่างหนาไม่ค่อยชอบเวลาที่ผู้หญิงตั้งแต่สามคนขึ้นไปมารวมตัวกัน ฮันคยองถึงยอมปล่อยเขามาตามลำพัง จะให้รู้ไม่ได้ว่านัดกับผู้ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเด็กๆไว้
เดี๋ยวฮันคยองจะหาว่าฮีชอลน่ะ…อ่อน!
“ทึกกี้!”
ดวงตาหวานช้อนจากหนังสือพิมพ์ขึ้นมามองฮีชอลเพื่อนรักที่ก้าวฉับๆมายังโต๊ะที่เขานั่งรออยู่ และนั่งลงเองโดยที่คนมาก่อนอย่างลีทึกยังไม่ทันจะเชิญ มือสวยของฮีชอลยกขึ้นมาขยี้หัวที่ถูกจัดทรงไว้ดีๆเสียยุ่ง
ดูเหมือนจะมีเรื่องไม่สบายใจหนักแฮะ
“ใครกันน้า ที่ทำให้คุณหนูคิมฮีชอลผู้รักสวยรักงามขยี้หัวตัวเองซะยุ่งเป็นรังนกแบบนี้” เสียงหวานปานน้ำผึ้งหยดถามคล้ายจะหยอก ฮีชอลทำปากยู่ใส่น้อยๆ ก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่ตัวเองได้ประสบพบเจอมาให้ฟังแบบไม่มีพักเบรก ถ้าเป็นคนอื่นคงทำตาปริบๆ แต่เพราะลีทึกนั้นเป็นเพื่อนเกาหลีหนึ่งในไม่กี่คนของฮีชอลมาตั้งแต่สมัยม.ต้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ลีทึกจะฟังฮีชอลแร๊พออก
“...เพราะงั้น นายก็เลยนัดฉันออกมา เพื่อจะให้ฉันมาฟังเรื่องเหลือเชื่อของฮันคยองงั้นหรอ” ลีทึกถามทันทีเมื่อฟังจบ แต่อีกคนส่ายหน้าเป็นคำตอบกลับมาแทน เพราะกินน้ำอยู่จึงพูดไม่ได้
“งั้นนายอยากให้ฉันช่วยอะไรล่ะ”
“ทึกกี้เพื่อนรัก ในหมู่คนที่ฉันรู้จัก นายเป็นคนเดียวนะที่เข้าใจเด็ก” ฮีชอลกุมมือลีทึกไว้ สบตาลีทึกอย่างร้องขอกลายๆ เพื่อนของเขาคนนี้มีดีกรีเป็นเจ้าของคลินิกจิตวิทยาเด็กที่ติดท็อปเทนคลินิกที่ดีที่สุดในกรุงโซลเชียวนา แถมยังใจดีอีกตะหาก ฮีชอลยังไม่เคยเห็นเด็กคนไหนดื้อใส่ลีทึกได้เลยสักคน
“แล้ว..?”
“ขอร้องล่ะ บอกฉันที จะทำยังไงให้ฉันเข้ากับเด็กพวกนั้นได้” ลีทึกมองเพื่อนอย่างอึ้งๆเมื่อได้ยิน คนอย่างคุณหนูคิมฮีชอลน่ะหรือจะมาขอวิธีปรับตัวเข้ากับเด็กๆจากเขา
“เอ่อ…ฮีชอล จริงๆแล้วเวลาคนกลายเป็นคุณแม่น่ะนะ เขาจะเรียนรู้พฤติกรรมของลูกและปรับตัวเข้าหาลูกโดยธรรมชาติ แต่ในกรณีของนายน่ะยาก เพราะพวกเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆของนาย บางทีพอเวลาผ่านไปนายอาจจะทนไม่ได้หรือไม่อยากทนขึ้นมา ฟังจากที่นายเล่า ฉันบอกได้เลยว่าเด็กสามคนนั้นนะขาดความอบอุ่นจริงๆ มันทำให้เรื่องมันยากขึ้นไปใหญ่” ลีทึกพูดอธิบายยาวตามประสาผู้เชี่ยวชาญ แต่ฮีชอลกลับรู้สึกท้อถอยไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า ‘ยาก’
ใช่ ลีทึกพูดถูก เขาเองก็เป็นคนที่ไม่ได้ทนทานกับสิ่งต่างๆได้มากนัก
แต่ทำไมกันล่ะ…กระทั่งตอนที่ได้ยินลีทึกพูดว่า ‘พวกเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆของนาย’ ความรู้สึกหดหู่ใจหรือความคิดที่ว่าเด็กสามคนนั้นไม่ใช่ลูกเขา จะเป็นตายร้ายดียังไงไม่เห็นต้องสนใจเลย ไม่มีเลยสักนิด ตรงกันข้ามฮีชอลกลับคิดอีกอย่างว่าถ้าเด็กๆขาดความอบอุ่น เขานี่แหละที่จะเป็นคนเติมความอบอุ่นของเด็กๆให้เต็มจนล้นเลย!!
“…แต่ยังไงฉันก็เอาใจช่วยนะ นายกับฮันคยองรักกันมาตั้งนาน ถ้าต้องมาเลิกกันเพราะเรื่องแบบนี้มันก็ไม่ใช่เรื่อง เด็กทั้งสามคนนั้นก็พยายามไปคลุกคลีกับเขาบ่อยๆแล้วกัน ทำความเข้าใจกับพวกเขาสักหน่อย ให้เขารู้ว่านายใส่ใจและรักพวกเขาจริงๆ ส่วนน้องฮานึลคนนั้นน่ะว่างๆก็ลองพามาหาฉันที่คลินิกนะ อาการที่เกิดขึ้นแบบนั้นต้องรักษา ปล่อยไปนานๆก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก”
“สู้ๆ!!” ลีทึกเอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อนรักเป็นการให้กำลังใจ ทำให้ฮีชอลยิ้มได้ ไม่เสียแรงจริงๆที่รู้จักกันมาตั้งแต่วัยรุ่น
~~~My mummy??~~
Talkative :3
มาต่อก่อน60เปอร์เซ็นจ้าาา มีลีทึกมาช่วยอีกเช่นเคย 555
บ่องตงว่าไรเตอร์ไม่แน่ใจว่าจะได้มาต่ออีกเมื่อไหร่
อาจจะหายไปนานหน่อย การบ้านเยอะมากกกกกกก
แต่ไม่ทิ้งแน่นอนจ้าาา อย่าเพิ่งทิ้งกันไปนะคะรีดเดอร์
*กอดขา* รักรีดเดอร์นะ จุ๊บๆ >3<
ความคิดเห็น