แม่ทูลหัวของฉัน(yuri)

ตอนที่ 6 : ปลดปลงสลักสไบนาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ก.ค. 63




บทที่๕

ปลงสลักสไบนาง



ล่วงเข้าวันใหม่อันเป็นวันใกล้วันเข้าพรรษาด้วยความที่เมื่อกลางดึกมีฝนตกลงมาเทกระหน้ำพอเช้ามืดเวลาพระตีระฆังดังแว่วมาไกลไกลจึงมีบรรยากาศเย็นสบายมิร้อนอบอ้าวเช่นหลายวันที่ผ่านมา

ซึ่งแม่เอิบก็ตื่นแต่ตีสี่เพื่อล้างหน้าล้างตาเอาเกลือถูฟันให้สะอาดเกลี้ยงเกลาก่อนลงจะไปในครัวใหญ่ตามเสียงเจื้อยแจ้วอันคุ้นเคยและจึงพบว่าเห็นคนน้องกำลังนั่งบนกระต่ายขุดมะพร้าวอย่างเเข็งขันช่วยแม่สำราญแม่ครัวใหญ่ทำครัวอย่างคล่องเเคล้วทะมัดทะเเม่ง


วันนี้เจ้าน้องแต่กายด้วยผ้าแพรคาดอกสีเนื้อมะปรางอ่อนขับผิวขาวผ่องให้เอิบอิ่มแลนุงผ้าซิ่นสีเขียวแก่ทอลายตีนจกดูเหมาะงามทั้งที่เมื่อคืนนั่น

แม่คุณไม่ยอมใส่เสื้อผ้าจนต้องตีแขนเสียหลายทีกว่าจะยอมใส่

พอยิ่งเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ยิ่งได้แม่นายใหญ่ของเรือนก็ยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากรัดเกล้าแม่คุณที่ร้อยกรองดอกมะลิวันสีขาวห้อยชายเป็นกลีบกุหลาบมอญสีสดสกาวดูงามตาเข้ากันกับเส้นผมดำขลับราวเส้นไหมที่ครึ่งหนึ่งถูกปล่อยสยายคลุมถึงหัวไหล่มนเสมือนสาวรามัญมาจากมอญ


แถมแลตัวออเจ้าก็เล็กนักหนาดังภูตพรายมาแปลงตนให้คนหลง


"ตื่นก่อนใยไม่ปลุกกันบ้างเล่า"

แม่เอิบเอ็ดเสียงเย็นแต่ในใจไม่ได้นึกเคืองจริงจังพอนงคราญเธอได้ยินดังนั้นจึงหันมายิ้มแฉล้มเพื่อง้อคนเจ้าคนพี่


"เห็นคุณพี่หลับสบายเลยไม่อยากจะปลุกหนิเจ้าคะก็เลยลงมาที่ครัวเพื่อหาอะไรทำพอนางประกายบอกว่าวันนี้คุณพี่จะทำขนมบัวลอยไข่หวานไปวัดก็เลยกะว่าจะมาช่วยขูดมะพร้าวคั้นกระทิรอ"

"ขอบน้ำใจแม่เหลือ..แล้วจะไปวัดด้วยกันไม่เล่าเพราะฉันไปคนเดียวกับบ่าวสองคนไม่ได้มีหมู่ไปมากไอ้ครั้นจะชวนแม่นวลไปก็เห็นว่าคุณพระท่านคงไม่ยอมยืมเมียไปแน่ๆ "

คนพี่เธอถามพลางนั่งลงข้างๆ คนน้องแล้วลงมือเทน้ำลงในกระทะทองเหลืองและเอาแป้งข้าวเหนียวใส่ลงไปขย้ำนวดให้แป้งเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ

ด้วยความที่แต่ก่อนเคยถวายงานในวังแผนกต้นเครื่องจัดปรุงสำรับถวายเสด็จท่านจึงได้ทำอย่างชำนิชำนาญทะมัดทะแม่ง

นั่งเลยทำให้เจ้าพุดน้อยได้ลอบแอบดูข้อมือขาวเนียนของคนพี่ที่มีเรียวนิ้วยาวราวลำเทียนค่อยๆ ขย้ำแป้งข้าวเหนียวให้เข้ากับน้ำที่ละนิดด้วยความรู้สึกราวต้องมนต์อารัมพรายสะกดให้ตราตรึงกับท่วงท่าขย้ำแป้งนวดแป้งของคุณพี่คนงาม

ในสายตาคนน้องไม่ว่าคนพี่จะทำอะไรก็งามในตาเธอหมดเสียทุกอย่างซึ่งคนพี่ก็มีแอบเหลือบมองเห็นบ้างเป็นบางทีแต่ก็หลุบตามองแป้งที่ยิ่งขย้ำนวดก็จับกำเป็นก้อน

"ไปสิเจ้าค่ะน้องนึกว่าคุณพี่จะไม่ชวนกันเสียแล้ว"

"ถึงพี่ไม่ชวนเจ้าได้เจ้าก็คงขอพี่ไปด้วยอยู่ดีมิใช่ดอกฦ"

คนพี่เธอเอ่ยยิ้มละไมพลางค่อยๆ เทน้ำลอยดอกมะลิลงไปผสมทีละน้อยในตอนนั้นเองนางหมาหลงก็ยกหม้อดินที่ต้มฟักทองจนนิ่มมาให้อย่างรู้งาน

ตามมาด้วยนางกลมที่ยกหม้อเผือกม่วงต้มสุกเข้าตั้งข้างกันจนควันขึ้นฉุยส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเผือกม่วงที่ถูกต้มจนสุกแล้วใส่เกลือต้มฟืนลงไปให้พอมีรสมันๆ ผสมกับน้ำตาลแดงสักเล็กน้อยเพื่อตัดเค็ม

"ได้เจ้ามาช่วยงานแบบนี้เห็นทีคงเสร็จไวขึ้น"

"เห็นแล้วนึกถึงตอนที่น้องเจอคุณพี่ครั้งแรก"

"เอิ่ม..ตอนนั้นแม่เป็นเด็กซุกซนเที่ยววิ่งไม่ระวังจนทำฉันล้มหัวเข่าแตกน่ะหรือ"

พอฟังวีรกรรมอันลืมมิลงคนน้องก็ยู่ปากเล็กน้อยก่อนจะขำกลบเกลื่อนและแตะหน้าตักคนพี่อย่างเชิงขอร้องให้หยุดล้อกันเสียเถิดอายบ่าวอายไพร่มันที่กำลังทำครัวแต่มีเอียงหูฟังในสิ่งที่เจ้านายทั้งสองคุยกัน

"ตอนนั้นน้องยังไม่รู้ความหนินาเจ้าค่ะ"

"ตอนนั้นพี่จำได้แม่นเช่นกันเพราะเกิดพึ่งจะเจอพุ่งชนจนขนมหกตกพื้นครั้งแรกจนต้องเสียเวลาเดินกลับไปเปลี่ยนใหม่"

ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อนในตอนนั้นเข้าเดือนห้าดอกคูณเบ่งบานย้อมทั่วอร่ามให้เหลืองทองสดใสทาย้อมทั่วทั้งพระนครพุดตาลเป็นสุวรรณปฐพี

ในครานั้นคุณเอิบเธอพึ่งพ้นวัยโกนจุกมาได้เพียงสามวันก็ต้องมีเหตุเข้าไปช่วยงานที่ห้องต้นเครื่องของเสด็จในกรม

โดยเพียงเจ้าคุณเธอดูเขาทำให้ยลแค่เดี๋ยวเดียวก็จำแม่น

แลยังเรียนรู้งานทุกอย่างรวดเร็วจนคุณท้าวลออชมเชยมิขาดปากและปลื้มปิติอยู่ในใจที่ได้ลูกศิษย์มีครบครันทั้งพระสวรรค์กับพรแสวง

จึงไม่ลังเลที่จะถ่ายทอดตำรับอาหารทั้งคาวหวานสูตรชาววังจนหมดใส้หมดพุงเรียกได้ว่าศิษย์จะอยากเรียนสิ่งไหนก็ช่างครูท่านก็เต็มอกเต็มใจถ่ายทอดวิชาให้

เพียงไม่นานทั้งตำหนักเสด็จในกรมก็มีข่าวล่ำลือขจรทั่วว่าคุณท้าวลออนั่นเล่ามิทันไรก็เกิดมีตัวตายตัวแทนเสียตั้งแต่ยังไม่สิ้นลม

เพราะแม่หญิงเอิบเธอในวัยสิบห้าก็ได้เรียนรู้ทุกศาสตร์ทุกแขนงของกุลสตรีศรีเรือนจบภายในสามเดือนซึ่งเร็วมากในรุ่นวัยเดียวกันที่ยังคงหั่นหมูชิ้นโตเท่าฝาเรือนหรือหุงข้าวซดน้ำก็ยังหุงแฉะ

จนกระทั้งอยู่มาวันหนึ่งแม่เอิบในวัยสิบสี่หนาวได้ทำบัวลอยสามสีหม้อใหญ่ใส่โถเบญจรงค์เพื่อที่จะยกนำไปให้แม่หัวโขนหน้าประตูวังเพื่อชิมรสมือดูเป็นสินตอบแทนน้ำใจที่คอยเอาน้ำตาลมะพร้าวหวานมาฝากเมื่อวันก่อน

ทว่าระหว่างที่สองมืออุ้มตะกร้าอยู่นั้น

ใครเล่ามันจะคาดคิดว่าดันมีเด็กหัวจุกมาลัยพุดซ้อนทะลึ่งมาชนหลังจนหล่อนล้มจับกบหน้าจมดินและมิวายทำโถบัวลอยตกแตกดังสนั่น

ทั้งขนมทั้งเศษกระเบื้องกระจายกราว

"โอ้ย! ผู้ใดหนอมาชนฉัน-ไม่มีตาม้าตาเรือหรืออย่างไร"

แม่เอิบโอดครางต่อว่าด้วยความหงุดหงิดซึ่งพอลืมตาดูคู่กรณีก็พบว่าเป็นแม่คนผิวขาวราวไข่ปอกตาตี่ดังลูกคนจีนแต่ทว่าวงหน้าออเจ้าก็งามจำจับจิตแต่แรกเห็น

แม่คุณน่าจะอายุห่างกันกับเธอไม่ถึงปีนัก

แต่งกายด้วยสไบสีลูกจันทร์

นุ่งโจงกระเบนสีเขียวแก่เข็ดขัดนาถเข้าเสียด้วย

สงสัยคงเป็นนางกำนัลน้อยตำหนักอื่นที่ยังไม่แจ้งต่อกฏวังดีเสียกระมัง

ด้วยคิดได้ดังนี้โธสะที่มีในใจจึงผ่อนลง

"ตาฉันมีแต่เมื่อกี้ไม่ระวังเพราะเอาแต่วิ่งเล่นเพลิน"

สาวน้อยม้าคึกที่ชนแม่เอิบตอบด้วยเสียงอู้อี้เนื่องเพราะเจ็บพอๆ กันพลางรีบลุกไปประคองแม่เอิบให้ลุกขึ้นด้วยความสำนึกผิดที่เอาแต่ห่วงมองหลังจนไม่รู้ทางข้างให้ดีๆ เลยนำให้แม่หญิงที่งามดังเพ็ญแรมได้รับแผลถลอกที่หัวเข่า

"ขอษมาด้วยเถิดนะจ้ะว่าแต่ท่านชื่อ? "

"ไม่เป็นอันไรดอก...ฉันชื่อเอิบเป็นข้าหลวงตำหนักเสด็จในกรมแล้วแม่เล่า"

"ฉันชื่อพุดซ้อนเป็นหลานของคุณท้าวลออที่ห้องต้นเครื่อง"

คนที่ปลอมตัวมารีบโป้ปดเร็วไวเพราะถ้าหากบอกความจริงไปเกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อคนตรงหน้านัก

ดีไม่ดีถ้าเลวร้ายยิ่งกว่านั้นท้าวเธอคงมีสิทธ์เจอกักตัวอยู่แต่ในตำหนักจนไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันเป็นแม่นมั่น

"อ้อ..ฉันลูกศิษย์คุณท้าวลออแล้วนี่แม่จะรีบเร่งไปไหนกันเล่าถึงสะดุดเท้าตนล้มจนชนฉัน"

"ก็จะออกไปหาเก็บสายบัวที่คลองหลังวังเจ้าค่ะ"

"ไปเก็บสายบัวหรือ? "

"ไม่ใช่...ข้าไปเพราะทางนั้นมันมีทางออกไปตลาดได้-พี่สาวอย่าบอกผู้ใดเชียวว่าข้าไป"

"เจ้าคนนิสัยไม่ดี"เอิบว่าคนเตี้ยกว่าตัวเองที่ช่างใจกล้าบ้าบิ่นไม่เกรงกลัวกฏในวังเอาเสียเลย

"คิก...แล้วข้าบอกพี่สาวตั้งแต่เมื่อไหร่กันเล่าว่าข้านั่นเป็นคนดี"

"จะไปก็รีบไปเถิดแต่ช่วยชดใช้ค่าบัวลอยข้าด้วยหนา"

"ได้"

เงินพุดด้วงกองใหญ่ถูกเอาออกมาใส่มือคนสูงกว่าก่อนที่เจ้าพุดน้อยจะรีบวิ่งจากไปอีกทาง

พอตกกลางดึกที่เรือนนอนแม่เอิบก็ถูกถูกบางอย่างโยนเข้ามาทางหน้าต่างตกปุ๊ลงบนที่นอนทำให้เผลอทิ้งมาลัยที่กำลังร้อยอยู่ด้วยความตกใจ

"ฉันเห็นข้างนอกขายเลยใจดีซื้อมาฝาก"

คนที่โยนขึ้นมาบอกด้วยการขยับปากไร้เสียงซึ่งพอหญิงสาวลองไปเปิดห่อผ้าดูก็พบว่ามันเป็นดินสอพองสีขาวทำเป็นทรงหยดน้ำถูกห่อมาด้วยใบตองอบควันเทียนอย่างดี

"ขอบน้ำ-"

พอจะบอกก็ต้องชะงักเพราะร่างของผู้มาให้ได้หายไปเสียแล้ว...

นับแต่นั้นเป็นต้นมาแม่เอิ่บก็ให้ความสนิทกับแม่พุดซ้อนถึงกันเป็นเพื่อนเล่นเวลาแม่เอิ่บไปที่ใดก็มักมีแม่พุดเธอตามติดเสมือนเงาตามตัวตนเลื่องลือไปทั้งวังว่าที่ตำหนักเสด็จในกรมจะหานางในใดงามเทียบพระเพื่อนพระแพคู่นี้เป็นไม่มีแต่ทว่าพุดซ้อนในตัวตนที่แม่เอิบรู้คือหลานชาววังหาใช่เป็น

เจ้าฟ้าหญิงพุทธลักษิกา พระธิดาหญิงคนเล็กของพระเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแห่งเมืองพุดซ้อนคนที่โหรหลวงทำนายทายทักไว้ว่าจะทำให้รอดจากการเสียเอกราชที่จะมีขึ้นในรัชกาลถัดจากผู้เป็นบิดา


"แม่รู้มั้ยว่าสงกรานต์เมืองเราเกิดจากพระเจ้าบุเรงนองเป็นคนก่อตั้งนะ"

แม่เอิบพูดขึ้นในตอนเช้าที่ทั้งสองนั่งปั้นแป้งบัวลอยด้วยกันซึ่งแม่เอิบเธอพอเห็นคนน้องอยากรู้เลยเล่า

"แล้วยังไงต่อหรือเจ้าคะ? "

"ถ้าอยากรู้อีกก็มานอนห้องฉันคืนนี้สิ"

ยามดึกสงัดทั่วท้องนภาพราวพร่างไปด้วยมวลดาราจรัสพริบพราวส่วนเดือนดวงยังคงเคลื่อนคล้อยลอยเด่นเพื่ออวดโอ่ความงามโสภาของมัน

ลมค่ำนี้พัดโชยเอื่อยๆ ให้รู้สึกเย็นสบายแท้ๆ แต่ภายในอกของเด็กบางคนนั้นเล่ากลับหาได้เย็นลงตาม

เมื่อแม่พุดซ้อนย่างเดินมาถึงหน้าประตูห้องคนพี่หัวอกยุวมาศก็พลันเต้นระส่ำตื่นเต้นไม่กล้าที่จะเอินเอ่ยเสียงดังนัก

“คุณพี่เจ้าขา..น้องมาแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงถอดสลักไม้จากภายในดังขึ้นก่อนที่ใบหน้าที่หอมกรุมของแป้งสารภีจะปรากฏขึ้นเพื่อยื่นหน้ามามองเจ้าน้องเธอชัดๆ และก็นึกชอบใจในผ้าแถบคาดอกสีกลีบบัวอวดลาดไหล่ขาวเนียนราวบัวบูชาอีกทั้งผมเจ้าก็เกล้าไว้กลางกระหม่อมคล้องมาลัยมาศเหมาะงามราวตุ๊กตาวังน่าเอ็นดู

ส่วนทางพุดซ้อนเองก็พิศมองดูคนพี่อย่างตกตะลึงลานความงาม

เพราะว่าพี่หญิงเอิบเธอคืนนี้ได้ปล่อยผมยาวสยายราวนางไม้ที่กรรณาทัดดอกกระดังงาหอมจรุงใจอีกไหนจะกลิ่นแป้งอบสารภีหอมหวานจะเปรียบเปรยว่างามดุจดังนางฟ้านางสวรรค์ก็ไม่เกินไปนัก

"มาแล้วหรือแม่-มาเถิดเข้ามาก่อนสิ"

"เจ้าค่ะ"

หลังคนน้องก้าวเข้ามาในห้องแล้วแม่เอิบก็ปิดประตูลงกลอนไม้ในทันทีจากนั้นก็มาจับมือคนน้องให้ไปนั่งด้วยกันที่เบาะลงนอนตรงปลายตีนเตียง

"กินอะไรมารึยัง-หิวรึไม่”

คนพี่ถามด้วยความห่วงใยพลางเอือมฝ่ามือไปหยิบใบมะขามออกมาจากหัวของน้องให้

ทำให้พุดซ้อนได้กลิ่นดอกมะลิออกมาจากซอกคอคนพี่จนจิตใจปั่นป่วนมวนท้องไปหมด

"กินแล้วเจ้าค่ะ"

"พี่เตรียมบัวลอยเอาไว้ยังมิทันเย็นเลย..เเม่อยากลองรสมือพี่หรือไม่เล่า"

"คุณพี่ทำเยอะหรือเจ้าคะ"

"ไม่ดอกแม่คุณเพราะพี่ทำให้เจ้ากินคนเดียว"

"..."

หลังฟังจบคนน้องก็หลุบตามองต่ำด้วยความขวยเขินปรางเยาว์สองข้างแดงปลั่งดุจลูกตำลึงแก่จะหลุดขั้ว

"รอก่อนนะพี่จะยกมาให้"

ว่าจบคนพี่ก็ลุกไปเพื่อจะเดินไปตรงมุมห้องฟากตะวันตกเพื่อจะยกโถลายครามเบจรงค์ลายกินนรีฟ้อนที่ปิดฝาชีไว้มาวางตรงหน้าคนน้องต่อจากนั้นก็บรรจงเปิดฝาให้ควันเทียนลอยฟุ้งออกมายั่วยวนให้น้ำลายสอ

เจ้าบัวลอยสามสีในโถเบญจรงค์ถูกตักด้วยกระบวยเงินใส่ลงถ้วยเเก้วลายขอบทองก่อนจะส่งสู่อุ้งมือคนน้องที่มองท่าทีตักขนมอันแสนอ่อนช้อยจนเพลินอีกแล้ว

พลันฉุดคิดในใจว่าจำเป็นด้วยหรือที่คนเราจะหยิบจับอันใดก็งามไปหมด

"รีบกินสิประเดี๋ยวก็เย็นกันพอดี"คนพี่เตือนเสียงหวาน

ในระหว่างเห็นคนน้องตักขนมบัวลอยแม่เอิบก็กลับมาลดตัวลงนั่งพับเพียบตรงข้ามและเริ่มเล่าตำนานวันสงกรานต์ที่ตนได้อ่านมาให้ฟังด้วยน้ำเสียใสกังวานดังระฆังแก้ว

"เมื่อครั้งพระเจ้าบุเรงนองเจ้าผู้ชนะสิบทิศได้เข้ามายึดพุดตานได้คราแรกทรงสร้างเจดีย์ภูเขาทองไว้เพื่อเตือนใจชาวโยเดียว่าครั้งหนึ่งเจ้าเคยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าต่อมาด้วยความที่อโยธยาเป็นเมืองร้อนจึงให้มีคำสั่งเผยแพร่การเล่นน้ำสงกรานต์ขึ้น"

"อ้าวแล้วนิทานกบิลพรมหล่ะเจ้าคะ? "

คนน้องรีบเข้าไปถามใกล้ๆ หลังทานบัวลอยจนหมดถ้วยไปเเล้ว

"นั่นคนแก่เล่ากันมาเยอะแล้วเจ้าจะฟังอะไรซ้ำอีก"

"ถ้างันมันก็จบแล้วหรือเจ้าคะ"

"อื้ม"

"ถ้างันน้องคงต้อง"

ขณะที่น้องเธอจะขอตัวกลับก็ถูกดึงเข้าอกคนพี่อย่างรวดเร็วสองมือแม่เอิบรักตัวเจ้าน้องแน่นพลางไล้แผ่นหลังเจ้าเด็กเบาๆ

"แม่ยังไม่ได้จ่ายค่าบัวลอยให้พี่เลยจักด่วนกลับไปใยคืนนี้ก็ค้างที่นี้เถิด"

"แต่ว่าน้องไม่ได้เอาอัฐิมาพลัดไว้พรุ่งนี้มิได้หรือ? "

หญิงเอิบเชยคางคนน้องมาจ้องตาใกล้ๆ วงหน้าของเจ้าพุดซ้อนเพลานี้ดูตื่นตูมน่าแกล้งโดยแท้

“ใครว่าพี่จะเอาอัฐิกัน”

“แล้วคุณพี่จะเอาสิ่งใดเจ้าคะ? "

ริมฝีปากคนพี่ทาบลงกลีบปากของคนน้องอย่างรวดเร็วแทนคำตอบทำเอาคนน้องนิ่งงันเพราะไม่เคยถูกทำเช่นนี้มาก่อนเลยนิ่งงันฝ่ามือแม่เอิบลูบไล่เต้าปูนสาวสองข้างก่อนจะดึงปมด้านหน้าออกเพื่อดูสองประทุมตูมอูมยอดปลายชมพูอ่อนที่คัดตึงสู้ฝ่ามือหลังเจอบีบนวดเคล้นคลึง..

พอชิมรสปากอย่างอิ่มหน้ำคนพี่เธอก็ลากไล้ปากมาดูดนมเจ้าน้องต่อความที่เคยเล่นเพื่อนอย่างครึ่งๆ กลางๆ กับคุณท้าวละออเมื่อคืนส่งผลให้พออ้อยอ่อนอย่างพุดซ้อนมาเข้าปากแม่เอิบจึงกัดขบดูดจนคนน้องกัดปากร้องอู้อี้เพราะเสียวซ่านที่นมตนฝ่ามือเล็กก็จับผ้าม่านมุงแน่น..ปล่อยให้คนเป็นพี่ใช้ทั่งปากท้้งมือบีบลูบไปทั่วตัวจนร้อนเพร่าไปหมด

เมื่อเชยชมถันสองข้างเสร็จแม่เอิบก็ไล่ปากลงไปจูบที่หน้าท้องน้อยขาวๆ ก่อนจะแก้เข็มขัดนาถเส้นเล็กๆ ออกเพื่อปลดโจมกระเบนของน้องเธอพอแก้เสร็จก็แทรกตัวเข้าหว่างขา

เอานิ้วแทงลงในกลางตัวคนน้องไปครึ่งข้อนิ้วบดขยี้ตุมกระสันจนมันหลั่งน้ำมธุรสใสมาจนแฉะฉ่ำนิ้วเรียว

และเพิ่มความเร็วชักเข้าออกจนแม่พุดซ้อนยกสะโพกขึ้นปากก็คำรามอืออึงในลำคอเพราะถูกคนพี่ก้มเอาลิ้นทั้งแทงทั้งเลียอย่างบ้าคลั่งราวคลื่นกระทบฝั่ง

"พี่รักเจ้านะพุดซ้อน..เป็นของพี่เถิด"

"อื้ออ~พี่คะน้อง"

“ตกลงหรือไม่”

สองนรีเริงเลห์รสสวาทกันจนฉับพลันก็รุ่งสางคาตาในตอนเฮือกสุดท้ายที่คนน้องได้สุขสมแม่เอิ่บก็ดึงคว้าคอน้องมากอดแน่นบดอัดสะโพกถูไถหนักหน่วงขึ้น

จนถึงสวรรค์วิมานพร้อมๆ กัน

ต่อจากนั้นสองกัลยาก็มักจะมีการเล่นเพื่อนต่อกันทุกค่ำคืนจนแม่เอิบถูกพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสมรสกับคุณพระวรรณทางเจ้าน้องเธอก็ชวนหนีเพื่อลองใจว่าจะไปด้วยกันหรือเปล่า

ซึ่งเสด็จพ่อทรงลงความเห็นว่าถ้าหนีก็จะให้ทหารพาแม่เอิบไปยังนครพุดตานพอจบปัญหาเกมส์การเมืองแล้วบ้านเมืองสงบค่อยกลับมากันตามเดิมส่วนเรื่องเล่นเพื่อนนั่นไซร้…ฝ่าบาทก็ทรงทำเป็นปิดหูปิดตาขอให้พระธิดาอย่าแสดงออกประเจิดประเจ้อก็เป็นพอแล้ว

แต่คาดเดาจากนิสัยที่เห็นแก่ครอบครัวแล้วก็มิแคล้วต้องทำตามพระบัญชาแลก็จริงตามนั้น

พอนึกทวนความหลังจบคนเป็นพี่ก็ยักยิ้มตรงมุมปากขณะมองคนน้องคนข้าวในขันทองใส่บาตรพระคุณท่านที่นั่งเรือมาถึง

ส่วนตัวเองก็รับกระทงใส่แกงสายบัวจากยายประกายมาใส่ตามจนกระทั้งเอาดอกบัวถวายปิดท้ายและพนมมือรับพรกันทั้งนายบ่าว

ถึงแม้ว่าเรือพระหลวงตาจะแล่นไปไกลแล้วน้องเธอก็ยังหลับตาตั้งจิตไม่หยุดจนคนพี่สงสัยเอามือมากระตุกชายสไบกันถามขณะเดินกลับเรือนกันนั่นทำให้น้องเธอหันมา

เหมียนมองด้วยความสงสัย

"แม่อฐิษฐานขอสิ่งใดตั้งนานนม? "

"ขอให้ชาติหน้าได้คู่กับคุณพี่"

"ถ้าพี่ยังไม่เกิดเล่าเเม่จะไม่ห้อยคานหรือ? "

"น้องก็จะรอ..รอจนสองเราได้พบกันสักชาติและสมหวังกันเจ้าค่ะ"

คนฟังเกิดความความรู้สึกอุ่นวาบในหัวอกแต่ยังคงรักษาอารมณ์ให้นิ่งไม่ให้น้องรู้ว่าตนหวั่นไหวตามคำสอนกุลสตรีที่ดี

ในตอนนั้นเองก็ได้เอ่ยด้วยสีหน้าใคร่จะชวนคุยสิ่งที่อยู่ในใจตนมาแสนนาน

สิ่งที่มุ่งหวังจนคิดว่าตนนั่นคาดหวังสูงเสียเหลือเกิน

“แม่คิดหรือว่าต่อไปในภายหน้าบ้านเมืองของเราจะไม่มองว่ารักเพศเดียวกันเยี่ยงพวกเราจะสามารถชอบพอกันได้อย่างถูกต้องหรือไม่”

“น้องคิดว่าคงมีเจ้าค่ะ”

“เหตุใดถึงคิดเช่นนั้น?”

“เพราะคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็คงดีเลยคิดว่าต่อไปภายหน้า…สภาพสังคมเปลี่ยนไปมันไม่มีสิ่งใดมั่นคงจีรังทุกสิ่งอย่างหรอกเจ้าค่ะ”

แม่พุดซ้อนพูดไปตามที่ตนคิดโดยหารู้ไม่ว่านับจากที่หล่อนพูดมาสี่ร้อยกว่าปีต่อมามันจะเป็นขึ้นจริงๆ ตามที่หล่อนคาดหวัง…

คาดหวังว่าเเม่หญิงและแม่หญิงด้วยกันจะสามารถฝูกสมัครรักใคร่กันอย่างเปิดเผยไม่ต้องหวั่นเกรงว่าผู้ใดจะมาลงโทษฑันณ์

ไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่รู้สึกนั่นผิดบาปจนต้องนำร่างไปเผาทั้งเป็น

หรือเฆี่ยนตีกระหน้ำจนตาย


#ไรท์

สวัสดีค่ะคนอ่าน..เราได้คุยกันสักทีแล้วนะคะหลังจากที่ไรท์เอาแต่อัพๆ ให้อ่านโดยที่ไม่มีทอคคุยกันท้ายตอนเลยอันที่จริง

ไรท์ซุ่มๆ อีบุ๊คเรื่องนี้หลังจากแต่งตอนจบเสร็จค่ะแต่ด้วยความเผลอพลาดทำตอนที่หนึ่งหายไปด้วยความซุ่มซ่ามก็เลยต้องมาเริ่มนับหนึ่งไปจากเดิมเรื่องนี้จะจบใน7ตอนก็คาดการณ์เอาไว้ว่าน่าจะยาวประมาณ10ตอนหรือ9ตอนค่ะ…สำรับสุดท้ายนี้ลาไปก่อนนะคะรักษาสุขภาพดีๆ ด้วย

ไรท์รักพวกเธอนะคะมาร่วมพูดคุยกันได้ที่ทวิตเตอรฺ์'แมวน้อยพันราตรี'กันได้นะคะ




นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น