แม่ทูลหัวของฉัน(yuri)

ตอนที่ 2 : ฟังพี่หน่อยเถิดแม่คุณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.ค. 63




​





บทที่๒

ฟังพี่สักหน่อยเถิดแม่คุณ


"แล้วผัวของแม่ยอมให้ออกมาจริงๆ หรือ? "

"เอาเมียรักตัวจริงไปแลกเสียขนาดนั้นไม่ยอมก็มิรู้จะว่าเช่นไรได้แล้ว"

คุณเอิบตอบเพื่อนลูกครึ่งสองเชื้อชาติของตนที่สนิทกันแต่สมัยอยู่วังเพราะแม่หล่อนนั้นติดตามครูแหม่มมาสอนหนังสือลูกท่านหลานเธอในวังเมื่อคราอายุสิบเอ็ดขวบ

หล่อนมีชื่อเหมือนดอกไม้ว่า'ไอริส'เป็นสาวจีนผมสีดำยาวจรดสะโพกแต่มีดวงตาประกายสีฟ้าแวววาวชวนฝันและส่วนสูงที่สูงโปร่งสง่างามเหมือนพ่อที่เป็นชาวเปอร์เซียความคิดความอ่านจึงไปฝั่งตะวันตกเสียหมดรวมถึงเรื่องกามรสหลากหลายจำพวกที่เอามาเล่าให้แม่เอิบฟังจึงส่งผลให้หญิงไทยในห้องหอเช่นเธอได้เปิดโลกทัศน์มากหลายโขแต่ก็แสดงออกอย่างเปิดเผยมิได้ด้วยเพราะกรอบสังคมที่เอาไว้กดสตรี


"แล้วเรื่องแม่พุด-เเม่จะทำเช่นไรต่อเพราะเมื่อเช้าหากมองไม่ผิดฉันนั่นเห็นเขามารดน้ำสังข์ให้ด้วยมิใช่หรือไร"

เสียงถอนลมหายดังพรืดบ่งบอกอารมณ์ถูกถามได้เป็นอย่างดีว่ายามนี้รู้สึกกลัดกลุ้มในหัวอกเพียงใดเมื่อถามหาเจ้าน้องน้อยผู้นั้น

"พรุ่งนี้เจ้าน้องก็มาไหว้ฉันฝากตัวเป็นเมียอีกคนของคุณพระนาถ-ฉันจะลองหาโอกาสอธิบาย"

"น้องเธอจะยอมฟังเหรอ? "

ไอริสเลิกคิ้วนิดระหว่างรินน้ำชาอุ่นลงบนถ้วยกระเบื้องเนื้อบางเฉียบเพื่อยกขึ้นจิบเองในตอนนั้นก็ลอบสังเหตุสีหน้าเกลอที่มีท่าทีสงบนิ่งแต่ทว่าหารู้ไม่ว่าในใจร้อนราวลมบ้าหมูหมุนติ้วๆ ในอก

"ไม่รู้ก็เลยลองเสี่ยงดู"

"อันที่จริงน้องเคืองเพราะแม่ไม่ยอมหนีไปด้วยกันมากกว่านะฉันว่าไม่ใช่เเค่เคืองที่ยูยอมเข้าพิธีแต่งงานวันนี้ดอก"

พอเอ่ยมาถึงเรื่องนี้ก็ชวนให้นึกถึงสีหน้าเศร้าสร้อยของสาวน้อยที่มาระบายแก่ตัวเธอฟังว่าคนพี่ดื้อรั้นไม่ยอมเลือกหนีมาบางบอนเสียด้วยกัน

"จะหนีเพื่อไปตายมันไม่คุ้มหรอกเพราะมันเป็นราชโองการเจ้าเหนือหัวจะขัดก็เจอข้อหากบฏประหารตัดหัวเจ็ดชั่วโครตเชียวนะไอริส-ไอ้ความตายฉันไม่กลัวดอกแต่นี้เล่นประหารทั้งโครตเหง้าแลทั้งญาติโกฉันก็น้อยเสียเมื่อไหร่"

"เข้าใจแม่อยู่ถ้างันฉันก็ขอให้แม่คุยปรับความเข้าใจกับน้องเขาให้ได้แล้วกัน"

เอ่ยจบแม่แหม่มตาฟ้าก็หยิบขนมทองหยิบเข้าปากไปคำแล้วเกือบทำขนมติดคอเมื่อเจอคำถามต่อมา

"ว่าแต่เจ้าล่ะหายไปไหนมาวันนี้ไม่ค่อยเห็นบ่อยเลย"แม่เอิบหันมาถามสารทุกข์สุขดิบเกลอบ้างพลางยกสำรับหมากพลูมาให้เคี้ยวกันเหงาปาก

"ไปทะเลาะกับเถ้าแก่เนี้ยเจินมาเลยหายไปไม่ได้อยู่จนจบพิธีการ"

"อีกแล้วรึ? "นวลเจ้าขมวดคิ้วฉงน

"ใช่...ยายหมวยนั่นปล่อยให้คนในคณะงิ้วตัวเองมาระรานในซ่องของคุณพ่อฉันเข้าเลยปะทะคารมกันนิดหน่อย"

"ครั้งนี้ใครชนะ"คุณเอิบยกยิ้มมุมปากเกิดความอยากรู้โดยมิคิดอำพรางเพราะนานครั้งจะเห็นแม่เพื่อนรักยอมลดตัวไปตบตีกับใคร

"ฝั่งนั้นเพราะนางโลมในซ่องคุณพ่อฉันไปหลอกเงินของผู้ชายของฝั่งนั้นเลยต้องไกล่เกลี่ยให้ยอมความกันไปเล่นเอาปาดเหงื่อ"

"บางทีนั่นอาจเป็นบุพเพสันนิวาส"

"นรกลิขิตละสิไม่ว่า"

แม่เอิบมองหมู่ตัวเองด้วยสายตาสงสานกึ่งสมน้ำหน้าก่อนจะยกแก้วชาขึ้นดื่มเพื่อให้จิตใจสงบส่วนหูก็สดับเสียงครวญจากเรือนหอตัวเองไป

นี่ถ้าหากเป็นแม่หญิงเรือนอื่นสามัธทั่วไปคงได้อกแตกตายกันไปบ้าง

"เอาเถอะบางทีชีวิตคนเรามันเลือกได้เสียที่ไหน-ปล่อยไปตามเวรตามกรรมเถิด"

"พรุ่งนี้เรือสำเภาจีนมาเทียบท่า-เเม่เอิบก็ลองพาน้องไปหาเลือกซื้อผ้าหน่อยเป็นไรไปแล้วก็พาน้องเลือกซื้อขนมกล้วยร้านยายไลกับห่อหมกไก่ของยายหมั่นพอให้ใจดีๆ -เมื่อเด็กมันอิ่มท้องอิ่มใจทางยกอภัยก็ทำกันง่ายไหนๆ ก็ร่วมเรือนกันแล้ว"

ในที่สุดก็วกมาเข้าเรื่องเดิมอีกซึ่ง

คราวนี้แม่เอิบก็ครางอืมในลำคออย่างเห็นด้วยเพราะแม่น้องพุดน้อยชอบปักหมอนปักหมอนฟักทองไม่ก็เย็บปักทำผ้าม่านฉากกั้นอยู่แล้วถือว่าความคิดนี้ดีไม่น้อยทีเดียว

"ที่เธอเอ่ยมาก็ดีเอาไว้จะลองชวนๆ ดู"

"แล้วนี่แม่จะทำยังไงต่อไปเรื่องผัว? "

"ปล่อย-ขอแค่อยู่ใครอยู่มันก็พอแล้วแลคุณพี่นาถเขาก็มีนางในอกตั้งหลายคนถ้าขาดฉันไปเสียคนละก็...พ่อคุณจะอกแตกตายก็ให้รู้กันไป"

"แม่ไม่กลัวตกเป็นขึ้ปากชาวเขารือ? "

คุณเอิบเธอเอนตัวลงนอนตะแคงบนตั่งไม้สักทองแล้วทิ้งหัวลงหมอนสามเหลี่ยมจากนั้นก็หลับลงเอ่ยเสียงเบื่อหน่ายว่า

"คำนินทากาแลมีทั่วไปขนาดพระพุทธรูปท่านตั้งของท่านเฉยๆ ก็มีคนไปติฉินว่างามไม่งามถ้าไม่รับมาใส่อกก็เท่านั้นถ้าใครจะว่าฉันเจอผัวเบื่อตั้งแต่ข้าวยังไม่หายใหม่ก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ"

"ใจเย็นดีแท้"

"ก็ใส่ใจแต่ดอกพุดซ้อนอยู่ดอกเดียวเลยไม่ได้ยุ่งยากดังคนมากไมตรีเช่นแม่หนิ"


คนเหน็บเพื่อนลืมตาขึ้นเพื่อควานหาพัดมาโบกให้คลายร้อนแต่คนเจอตีวัวกระทบคราดนั่นมองจิกเสียตาเขียว

"ฉันแค่รักสนุกไม่อยากด่วนออกเรือนใครจะมารักชอบจะให้ไล่ก็ใช่ที่"

"ไม่สนแม่หมวยปากฉกาจอย่างแม่เจินหน่อยเป็นไร"

"หญิงร้ายกาจพรรคนั้นถ้าร่วมเรือนคงได้ชักดาบฆ่ากันตาย-เล่นเพื่อนอย่าถามเลย

เจอกันทีก็จ้องแต่จะฉกกัดทุกรอบปากคอก็เราะร้ายผู้ใดมันจะเสน่หาได้ลงกัน”

แหม่มฝรั่งคนงามบริภาษอย่างเสียงเขียวโดยหารู้ไม่ว่าในเวลาต่อมากสามวันต่อจากนั้นจะต้องกลืนคำพูดตัวเองลงเพราะว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันชักพาให้ไปหล่อนเธอไปตัวติดกับ'แม่หมวยปากร้าย'

จนเลื่องลือไปทั่วทั้งพระนครพุดตาล

กล่าวขานชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว


และแล้ววันใหม่ก็มาเยือนซึ่งเช้านี้มีเมล็ดฝนโปรยปรายให้ดอกมะลิซ้อนหน้าเรือนแพได้หลุดร่วงลงจากขั้วต้นแลบ่าวในเรือนพากันนำกระลามาขัดถูพื้นกระดาน

จนสะอาดเอียมอ่องคุณเอิบก็ได้เปิดประตูห้องนอนตัวเองออกมาด้วยอาการสดชื่นผิดกลับคุณพระนาถที่ขอหลับนอนเอาแรงส่วนแม่นวลนั้นก็ไปแอบลงไปในทางใต้ดินแต่เจ็ดโมงเช้าแล้ว

"เดี๋ยวน้องจะให้บ่าวมันเอาสำรับยกมาในนี้นะเจ้าคะ"

"อื้ม"

คนผัวรับคำพลางกอดหมอนข้างหลับต่ออย่างอ่อนเพลี่ย

เมื่อเฉียนสไบสีครามลงบนบ่าขวาเรียบงามดีเสร็จคุณหญิงเอิบก็มุ่งไปที่โรงครัวเพื่อหุงหาทำกับข้าวเพื่อใส่บารตด้วยความที่เคยอยู่ห้องต้นเครื่องในวังมาเลยเวลาหยิบกระบ้วยตั้งหม้อเอาข้าสารมาซาวน้ำทิ้งและตั้งกระทะเจียวมันหมูทำเครื่องข้าวต้มเครื่องเครื่องจึงทำรวดเร็วฉับไวจนเหล่าแม่ครัวทำได้แค่ช่วยเล็กน้อยเท่านั้น

พอทำกับข้าวเสร็จจึงแบ่งเป็นสามสำรับโดยอันแรกเอาใส่บารตส่วนอันสองให้สามีอีกสามให้นำไปส่งที่เรือนแม่ยาย

ต่อจากนั้นแม่หญิงเธอก็ไปรอใส่บาตรที่ท่าน้ำระหว่างทางเลยได้เห็นแม่พุดซ้อน

ที่เดินมากับบ่าวไพร่เรือนสิบพอดีจึงยิ้มแฉ่งราวบัวบานรีบสั่งให้ยายประกายเอาของไปรอที่ท่าน้ำก่อนส่วนตนก็เดินมาหาเจ้าน้องเธอด้วยร่มสีแดงคู่ใจ

"มาแต่เมื่อไหร่กันเล่าเหตุไฉนไยมิส่วคนมาบอกก่อนพี่จะได้ไปรับ"

"กราบคุณพี่เจ้าค่ะ"คนน้องยกมือไหว้อย่างนอบน้อมซึ่งแม่เอิบก็พนมมือระดับอกเพื่อรับไหว้

"ได้สักพักแล้วเจ้าค่ะ-น้องเกรงใจคุณพี่เลยไม่ได้ส่งคนไปเกรงว่าจะไปรบกวน"

"แล้วนี่ไปกราบคุณแม่แล้วรึ? "

"กราบแล้วเจ้าค่ะกำลังจะไปรอคุณพระ"

"พี่กำลังจะไปใส่บารตอยากไปด้วยกันไหม? "

"..."

"ว่าอย่างไรหรือเเม่รังเกียจฉัน"

พอถูกบังคับทางอ้อมมีหรือคุณน้องจะกล้าบ่ายเบี่ยงไปตรงๆ ได้

"เปล่าเลยเจ้าค่ะไม่ได้คิดเช่นเพียงแต่น้องมีศักดิ์น้อยควรแล้วหรือไปร่วมตักบารตร่วมขันกับเมียเอก"

"ควร...ฉันว่าควรก็คือควร"

"เจ้าคะ? "

ในตอนนั้นเองคุณหญิงเธอก็เข้าไปคว้าข้อมือคนน้องอย่างถือวิสาสะก่อนจะออกแรงดึงให้ตามตนไปโดยที่บ่าวที่ตามนายมาถึงกับจับอกตกใจนึกว่าแม่เอิบจะหาเรื่องรังแกนายตนแต่กลับเปล่าเลย

นอกจากจะไม่หาเรื่องพาลตียังจักชวนตักบารตพระด้วยใบหน้ายิ้มระรื่นราวมีความสุขที่ได้พบกันเสียอีก

คนน้องเดินตามคนพี่ไปต้อยๆ ราวลูกเป็ดเดินตามแม่ในความรู้สึกลึกๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตนนั้นอุ่นวาบในอกเพียงไหน

ตนยังโหยหาพี่ยาเสมอเพียงแต่ความเคืองก็มีอยู่จึงทำหน้าเรียบเฉยมิยิ้มแต่ก็ไม่ชักสีหน้าจนกระทั้งได้นั่งลงเคียงกัน

เพื่อยกมือนมัสการเรือขรัวตาจู*ที่แล่นมาจอดเทียบท่าเพื่อมารับบิณฑบาตร

"เจริญพรเถิดโยมสีกาเอิบโยมสีกาพุดซ้อน"

"ขรัวตาสบายดีหรือเจ้าคะ"

แม่เอิบทักทายระหว่างเอาขันข้าวทองเหลืองจากบ่าวมาตักใส่บารตของขรัวตาส่วนแม่พุดซ้อนก็รับหน้าที่เอาห่อใบตองหมูสามชั้นทอดเกลือใส่ให้ตบท้าย

เหตุที่เมื่อทั้งคู่เคยไปวัดสุทัศน์ร่วมฟังกัณฑ์เทศน์ด้วยกันมิแปลกที่ขรัวตาจะรู้จักชื่อของโยมสีกาทั้งสองดี

"ก็ตามอัตภาพแล้วนี้มาอยู่กันที่เรือนโยมนาถเพราะตบแต่งเมื่อวานดอกหรือ"

"เจ้าค่ะดิฉันแต่งเมื่อวานส่วนแม่พุดก็พึ่งมาวันนี้"



หลังจากสนทนาได้สักพักขรัวตาจูก็ปิดฝาบารตลงให้สีกาทั้งสองร่วมกันวางช่อดอกบัวจากนั้นก็เอ่ยให้ศีลให้พรก่อนจะจากไปเพื่อไปรับโปรดสัตว์เรือนอื่นต่อ

ส่วนทางแม่เอิบก็สั่งให้ยายประกายนำข้าวของไปเก็บและให้พาบ่าวของผู้เป็นเมียน้อยไปหาเรือนหลับนอนหาข้าวหาปลากิน

เลยทำให้ตอนนี้มีเพียงเธอกับคนน้องที่ไม่แม้แต่จะแลตาดูกันเลย

ในจังหวะที่เจ้าน้องจะก้าวตาบ่าวไปก็ถูกคนพี่คว้าจับข้อมือน้อยๆ เอาไว้แล้วเอ่ยน้ำเสียงวิงวอนอย่างที่ไม่เคยทำต่อใครยกเว้นบุพการี

นั่นเลยทำให้เจ้าพุดซ้อนเธอไม่มีเรี่ยวแรงจะใจแข็งพอที่จะสะบัดข้อมือให้พ้นจากมือคนรักตัวกลัวตาย

"ฟังพี่สักหน่อยเถิดแม่คุณ"

"มีอันใดให้ต้องฟังอีก"

"ที่พี่ต้องแต่งเมื่อวานก็เพื่อทดแทนคุณพ่อแม่จะให้หนีตามแม่ไป-พี่ทำไม่ได้ดอก"

"เจ้าค่ะ...น้องทราบว่าคุณพี่กลัวตาย"

"พี่ตายคนเดียวใยต้องนึกหวั่นแต่โทษขัดรับสั่งพระเจ้าอยู่หัวมีโทษกบฎเจ็ดชั่วโครตสายตระกูลมีกี่ร้อยหัวไหนจะฝั่งเจ้าอีกไฉนไม่นึกเห็น"

คนน้องนิ่งไปอย่างยอมจำนนต่อทุกข้อที่กล่าวมาแต่ความน้อยอกน้อยใจก็มีอยู่เลยนิ่งฟังคนพี่พูดด้วยสีหน้าแครงใจ

"เมื่อคืนพี่ไม่ได้เข้าหอกับคุณพี่นาถเขาทีนี้เจ้าจะยอมยกโทษให้พี่หรือไม่"

คนเป็นน้องหันมามองก่อนจะนั่งลงข้างๆ พลางเถียงค้อนอย่างมาเผ็ดร้อนว่า

"เป็นไปไม่ได้ก็เมื่อคืนน้องมาเฝ้าดูก็…"

ตายล่ะเผลอหลุดปาก! นั่นเองทำให้พุดซ้อนยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองแต่นั่นก็ไม่ช่วยอะไรเพราะคนพี่ได้ยินมันเต็มสองรูหูตัวเอง

"ก็อะไร...นี่แม่แอบดูฉันหรือ"

ในเมื่อมาถึงขั้นนี้คนน้องเลยต้อง

ยอมรับความจริงแล้วสารภาพไปตามตรง

ด้วยสีหน้าหายบึ้งตึงแล้ว

"เจ้าค่ะแอบดูเลยรู้ว่าคุณพี่ไม่ได้ออกมาจากหอนอนจนย่ำรุ่งแถมมีเสียงปานเรือนจะถล่ม"

"ใช่ฉันเสียเมื่อไหร่นั่นเสียงแม่นวลเมียคนแรกของคุณพี่เขานู่น"

"ไหนเล่าหลักฐาน"

"เจ้าคิดว่าพี่เป็นน้ำกลิ้งบนใบบัวขนาดนั้นเชียวรึ? "

คนน้องส่ายหน้าพร้อมกับรู้สึกดีใจที่ได้รับรู้ความจริงและหายเคืองหายงอนไปเสียสิ้นแต่มีหรือว่าตนจะบอกให้คนตรงหน้าได้ใจ

"วันนี้คุณพี่บอกว่าไม่รับแขกเพราะเหนื่อยถ้าดังนั้นเราไปตลาดท่าเรือกันดีไหม? "

"จะชวนน้องเที่ยวฦ? "

"เรือสำเภาจีนมาเทียบท่าเห็นว่ามีผ้าเนื้อลายแบบใหม่มาหลายผืนแล้วยังมีร้านพ่อค้าชาวเปอร์เซียแล้วก็อินเดียมาเปิดใหม่ถ้าเด็กบางคนไปด้วยไม่แน่ว่าพี่อาจจะซื้อให้"

นอกจากจะไม่บอกตรงๆ แต่คุณพี่คนงามก็ใช้วิธีชักแม่น้ำทั้งห้ามาโน้มน้าวเล่นเอาน้องเจ้ายิ้มออกมาจนได้

"งันน้องขอไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ"

"แม่ไปเพราะอยากหรือเพราะฉันจะซื้อผ้าให้”

“ขอบอกตามตรงน้องไปเพราะงกเจ้าค่ะ”


สองกัลยายิ้มแก่กันก่อนจะกางร่มเพื่อจับมือกันฝ่าละอองฝนออกไปจากศาลาทิ้งไว้เพียงความคับข้องใจที่ถูกสายฝนแห่งรักชะล้างลงคลองไปเสียสิ้น

….




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น