My Lady เกมรัก เเผนร้าย

ตอนที่ 26 : เตรียมตัวเพราะหน้าที่...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 มี.ค. 62

ระหว่างทางที่ฟ้าใสเดินเท้าไปที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล  เธอก็มีความรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเดินตามหลังเธออย่างประชิดตัว ขึ้นมาเรื่อยๆจนเธอมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยตัวเธอเอง  บุคคลปริศนาก็เดิน เข้ามาใกล้กับตัวเธอขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้เธออยากจะ วิ่งออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้

เจอเหตุการณ์แบบนี้  แล้วอยู่คนเดียวแบบนี้จะรออะไรล่ะคะ ได้เวลาโกยสิ!)

จนบุคคลปริศนาเร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้น  เดินเข้ามาหาตัวเธอแล้วรีบจับไหล่ จังหวะนี้แหละฉันคิดทุกอย่างไว้ในหัวฉันจะควักวิทยายุทธทุกอย่างที่ฉันเคยทำ จะนำมันเอาออกมาใช้ให้หมดเลย)

เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แล้วมาจับตรงไหล่ฉัน จังหวะนั้นแหละ มันทำให้จิตใจฉันตกวูบไปถึงตาตุ่ม และฉันก็เตรียมป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ กลัวที่จะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!

“ เดี๋ยวคุณ…!”

เฮ้ย….! ทำไมมาแบบนี้ตกใจหมด สมมุติให้ฉันหัวใจวายขึ้นมาทำยังไงเนี่ย

“ ถ้าคุณ  หมดสติไปผมก็รักษาตัวให้หายเหมือนเดิมสิ”

“ นิ  ฉันเพื่อนเล่นคุณหรอ!”

“ โอ้!  เเกล้งพิมพ์แค่นิดเดียวเองโมโหไปได้  ว่าแต่แค่นี้เองทำไมคุณตกใจในขนาดนั้นได้ล่ะ

เอาแล้วไง!   เจอคำถามแบบนี้ จะตอบกลับเข้าไปยังไงดีล่ะ เมื่อตะกี้ก็แสดงทีท่าตกใจมากเป็นพิเศษซะด้วยสิ ตอนแรกนึกว่าเป็นคนที่ มาทำร้ายเราที่ร้านซะสให้ไปที่ ให้ไป อีก

“อะ….เออ ปะ เปล่า ว่าแต่คนตามฉันมาที่ลานจอดรถมีอะไรหรอทั้งๆที่เพิ่งแยกกันเมื่อตะกี้นี้เองนะ

“อ้อ ( เกือบลืมไปแล้ว)  เมื่อตะกี้แม่โทรมาบอกว่าให้เราไปลองชุดด้วยกัน”

ห๊ะ!  ตอนนี้เนี่ยนะ”

“ใช่สิตอนนี้เลย!”

พูดยังไม่ทันขาดคำ  ผู้ชายที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ก็ดึงแขนฉันไปโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำเลย  ถามฉันสักคำไหมว่าอยากไปด้วยหรือเปล่า! ( ถ้าแล้ว ฉันทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วไปกับเขา แล้วรถฉันจะกลับยังไงล่ะ!)

“ เดี๋ยวๆ  คุณ แล้วถ้าฉันไปกับคุณแล้วรถฉันล่ะ”

“ เดี๋ยวผมให้คนขับรถของผมจัดการให้  แต่ตอนนี้คุณต้องไปกับผมให้เร็วที่สุดเพราะว่าตอนนี้พวกท่านกำลังรอเราอยู่ที่ร้าน”

ห๊ะ!.... ว่ายังไงนะ เขามาบอกอะไรแบบนี้โดยที่ฉันไม่ได้ตั้งตัวทำอะไรเลย  เหมือนกับทางผู้ใหญ่ เขาเสร็จทุกอย่างให้เราเรียบร้อยแล้ว( ดูไม่มีอิสระ!) แถมตอนนี้ทุกพวกเขาทั้งหมด ก็ยังไปรอพวกเราที่กำลังอยู่ที่โรงพยาบาลให้ไป ที่ร้านตัดชุดวิวาห์อีกต่างหาก  และด้วยเหตุผลนี้ฉันก็เลยต้องทำใจของตัวเอง เดินทางไปเขา ทั้งทั้งที่ในใจคิดไปอีกแบบนี้

30 นาทีผ่านไป`......

ตลอด ระยะเวลาที่ฉันนั่งรถของเขา 30 นาทีผ่านไป ตลอดการเดินทางพวกเราสองคนก็ไม่ได้พูดอะไรกันมากนอกจาก ทำลายความเงียบที่กำลังมาเยือนอยู่ภายในรถ  ส่วนที่เหลือ ระหว่างทางเขาก็พยายามเปิดเพลงคลอเบาๆระหว่างขับรถ เพื่อไม่ให้บรรยากาศ ภายในรถที่พวกเรานั่งกันมา เงียบสนิทมากจนเกินไป และในที่สุดพวกเราทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงร้านตัดชุดที่คุณพ่อคุณแม่ของพวกเราทั้งสองคนกำลังรออยู่ภายในร้าน

“ นี่…..  นาย ปล่อยฉันนะ ฉันเดินเองได้ไม่จำเป็นให้ต้องจูงหรอก

“ ไม่ผมไม่ปล่อย

“ ปล่อยเถอะ…. เดี๋ยวคนอื่นไม่เห็นเข้าแบบนี้มันจะดูไม่ดี!

“ ใครกันล่ะ  ผมมองยังไม่เห็นเลย เราไปกันเถอะพวกท่านรออยู่ข้างในกันนานแล้ว เดี๋ยวจะโดน กริ้ว เอา!

ผู้ชายคนนี้ ยิ่งคุยด้วยก็ยิ่งปวดหัวนะ! ยิ่งพูดด้วยก็ทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากทํา จะเอายังไงกันแน่เนี่ยยิ่งคุยด้วยก็ยิ่งปวดหัว ยิ่งตอนนี้เนี่ยนะ พูดไป ก็ยิ่งทำตรงข้ามกับสิ่งที่พูดเสมอ ตอนนี้นางจะมือฉันให้เดินเข้าไปใกล้เท่านั้นไม่พอ ฉุดกระชากลากถูฉันเข้าไปในร้านตัดชุด พร้อมกับเขาอีก เคยถามบ้างไหมว่าฉันอยากจะเข้าไปพร้อมเขาหรือเปล่าถ้าไม่ใช่ว่าครั้งนี้มันเป็นภารกิจจำเป็นจริงๆนะฉันล่ะจะขัดขืนให้ถึงที่สุดเลย

พอเราสองคนเข้าไปถึงภายในร้าน พนักงานภายในร้านก็ผายมือให้ไปเจอกับครอบครัวของเราสองคนที่นั่งรอและเลือกชุดให้พวกเราบางชุดรออยู่แล้ว เพราะพวกเราสองคนเดินไปถึง ก็ได้เจอกับรอยยิ้ม ที่พวกเขายิ้มต้อนรับพวกเรา อยู่ที่โซฟารับแขก  กลางร้าน!

“ มากันเลยทั้งสองคนเลย

“ มาแล้วครับ/ ค่ะ’

“ มาๆ เราสองคน ยืนอยู่ทำไม มาเลือกชุดที่เราจะใช้ในงานแต่งงานของเราสองคนสิ ยืนนิ่งอยู่ทำไม

“ เออ… ครับ/ ค่ะ


หลังจากที่พวกเรา ทั้งสองคนได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาทั้งสองด้านเราก็เลยนั่งอีกฝั่งของตัวชุดโซฟาเพื่อจะเลือกชุดตาม Concept ที่พวกท่านเลือกเอาไว้ให้เราทั้งสองก่อนแล้ว  พวกเรา รับหนังสือแบบชุดทั้งงานเช้าและงานเย็นมาคนละ 2 เล่มจากมือของผู้ปกครองของเราทั้งสองคน พวกเราก็ต่างคนต่างอยู่เราเลือกชุดที่เราชอบเรามาแชร์กันตรงกลาง แต่ก็ยังดีนะที่พวกท่านยัง  ปล่อยให้พวกเราเลือกของชำร่วย การ์ดที่จะไปแจกผู้ใหญ่และรูปที่จะตั้งภายในงานแต่งงานของพวกเรา ดีที่ดีที่พวกท่านก็ไม่ได้คุมเองทำซะหมด

อีกด้านหนึ่งของร้านตัดชุดวิวาห์ ที่ภูเขาทั้งสอง มาตัดชุดพร้อมกัน ก็มีการแอบดูจากทางด้านในร้าน ซึ่งคนที่กำลังซุ่มดูพวกเขาสองคนอยู่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  นอกเสียจาก เหล่าบรรดาคุณพ่อคุณแม่ของพวกเขาทั้งสองคน ที่พวกเขากำลังแอบดู ความหวานระหว่างลูกของพวกเขา ว่ามีความคืบหน้าไปประมาณไหนแล้ว

“จะว่าไปแล้ว  เด็กสองคนนี้ก็เหมาะกันดีเหมือนกันนะคะคุณพี่”

“ นั่นน่ะสินะ!

คุณแม่ฝ้ายที่เป็นคุณแม่ของน้องฟ้า  เอ่ยปากบอกกับคุณแม่นิดซึ่งเป็นคุณแม่ของ ทักษกร มีความเห็นงตรงกันที่ว่าเด็กทั้งสองคน ดูเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกพวกเขาเลือกคู่ให้กับลูกของตัวเองไม่ผิด และต้องหาแนวร่วมเป็นสามีของพวกเขาทั้งสองคน

““ เห็นไหมล่ะพวกคุณ ว่าดิฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ ว่าน้องฟ้า เหมาะที่จะเป็น ลูกสะใภ้ฉันที่สุด”

“ จ้า….. คุณนาย ว่าแต่เราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ถ้ายังอยู่กันต่อแบบนี้เนี่ยนะ ผมว่าพวกคุณเงียบๆกันก่อนเถอะเดี๋ยวดีๆเข้าจะสงสัยเอา

เมื่อหัวหน้าครอบครัวกราบแบบนั้นในแต่ละคน พวกเขาคิดตั้งหน้าตั้งแต่แอบดูลูกสาวและลูกชายของตัวเองอย่างขะมักเขม้น โดยที่คนอีกฝั่งไม่รู้เลยว่ากำลังมีคนบางกลุ่ม มองพวกเขาอยู่

[ บันทึกวิเศษ ของทักษกร]

วันนี้ ผมตรวจคนไข้มาทั้งวัน รู้สึกไม่ดีเหมือนกันนะเนี่ย ความเมื่อยเนี่ย รายนี้คงจะเป็นรายสุดท้ายของวันนี้แล้วนะที่ต้องวันแม่อยู่ตรงจุดอายุรกรรมเนี่ย งานต่อไป เป็นงานเอกสารสินะ เมื่อผมคิดได้แบบนั้นผมก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ ห้องทำงานใหญ่ของเราทันทีเลยจ้าไม่รอช้าแล้วแหละ….. ผมกำลังคิดที่จะขึ้นไปที่ห้องทำงานของตัวเอง อยู่ดีๆ เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ติดตัวของผมก็ดังขึ้น  ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากแม่บังเกิดเกล้าของผมนั่นแหละ!

“ ฮัลโหลครับคุณแม่ คุณนายแม่โทรมามีอะไรหรอครับ”

“ กว่าจะรับสายได้…. รอตั้งนานนะเราอ่ะ”

“ ขอโทษค่ะคุณราชินีว่าแต่ราชินีโทรมาหาผมมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ รอทำงานจนลืมอะไรไปหรือเปล่า

( พอผมได้ยินคำถามจากปากของแม่ของผมแบบนั้น  ปราสาททางสมองก็คิดว่าเราลืมอะไรหรือเปล่าส่วนทางหูเราก็ฟังเพื่อไขข้อข้องใจว่าผมกำลังลืมอะไรที่สำคัญเกี่ยวกับครอบครัวไปหรือเปล่าแค่นั้นเอง)

“ แล้วผมลืมอะไรไปหรือเปล่าครับราชินี”

กะแล้วว่าเราต้องลืมทำงานจนลืมใช่ไหม”

เอ๋.,!

“ ตอนนี้เราอยู่กับน้องใช่ไหม?

“ เฮ้ย! แม่รู้ ได้ยังไงเนี่ยว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่กับน้องปล่อยน้องกลับบ้าน

“ เราลืมจริงๆใช่ไหมว่าวันนี้เราต้องไปดูชุดแต่งงานในเมื่อเราสองคนอยู่ด้วยกัน  พี่พาน้องมาที่ร้านตัดชุดแต่งงานเดี๋ยวแม่จะไปที่ร้านก่อนแล้วไปเจอกันที่ร้าน

 พูดยังไม่จบเรายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ วางสายไปก่อน วางสายเสร็จแล้วผมก็มองซ้ายมองขวา ลองหาตัวการอยู่คนที่จะเดินทางไปที่ร้านตัดชุดพร้อมกับผม  ทั้งที่ผมพึ่งปล่อยเธอกลับไปเมื่อกี้ ตอนนี้เธออยู่ไหนกัน ผมพยายามต่อสายโทรหาเธอ แต่สุดท้ายก็ไม่ติด โทรไปประมาณ 2 รอบตอนนี้หวังว่าคงไม่ได้ไปไหนไกลมากนะนะ ถ้าสมมุติว่าไปไหนไกลคงตามหาตัวยากแน่

ผมหาอยู่นานในที่สุดผมก็เจอสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือเธอกำลัง ที่จะเดินไปที่รถของตัวเองแล้วมั้ง ผมเห็นหลังของเธออยู่ไกลๆ ไม่เห็นแล้วผมก็เดินสาวเท้าอย่างเร็ว ถ้าไปหาตัวเธอแล้วไปจับที่หลังของเธอ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมานั่นก็คือ เกือบจะโดนทำร้ายลับหลังแล้วไม่ล่ะ

“ คุณ…”

“ว้าย..

( ดูจากท่าทางแล้วเธอคงจะตกใจอยู่ไม่น้อย พี่ผมเดินย่องมาข้างหลังเธอแบบนี้ อี๊แต่จะว่าไปแล้ว ท่าทางอาการตกใจแบบนี้ก็คงไม่พอ ก็คงเร่งเดินตามหลังเธอมา)

“ เงียบๆแบบนี้ฉันก็ตกใจหมดสิ

“ ตามผมมา”

หลังจากวัดว่าเธอได้และพบตัวเธอผมก็ไม่รอช้าที่จะพาเธอไปที่ร้านตัดชุด  ที่คุณนายแม่ของพวกเรากำลังรออยู่อย่างขะมักเขม้น ป่านนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าพวกเขา จะเลือกชุดให้พวกเราไปถึง ไหนตอนไหนแล้วก็ไม่รู้ คงใช้เวลาไม่นานในการขับรถจากโรงพยาบาลมาถึงร้านตัดชุดที่เป็นเป้าหมาย ของเราในวันนี้

แต่ทันทีที่พวกเรามาถึง ผมก็รู้สึกแล้วว่าตลอดการเดินทางที่ผมขับรถมาถึงที่นี่ถึงแม้ว่ามันจะใช้เวลาไม่นาน แต่ผมก็รู้สึกว่า  มีความเงียบสงบแบบแปลกๆ ผมน้อยกว่าสายตามองไปทั่วภายในรถก็พบว่า ผู้โดยสารที่โดยสารมาพร้อมกับผมเธอได้ นอนนิ่งๆสงบไปตั้งแต่ผมเริ่มออกรถจากโรงพยาบาลแล้ว ( เวลาเธอเงียบๆแบบนี้ก็ น่ารักเหมือนกันนะ!)

( ทักษกรมอง ฟ้าใสที่นอนหลับไหลอยู่ จากความเหนื่อย อยู่สักพักก่อนที่จะดึงสติตัวเองให้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน นั่นก็คือ โฟกัสสิ่งที่อยู่ข้างหน้า เขาให้ดีที่สุด คำว่าโฟกัส จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันเลยทำให้ ทักษกร ฟื้นสติจาก โลกของความฝันของตัวเอง)

ไม่เหนื่อยขนาดนี้เลยนะเนี่ยนั่งรถแป๊บเดียวถึงกับหลับเลย  เห็นแบบนี้แล้วน่าตีจริงๆเลย ทั้งๆที่ตัวเองเพิ่งหายป่วยร่างกายก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ดี ยังจะกลับมาตรวจร่างกายคนเดียวอีกมันน่าตีไหมล่ะ ความจริงมันควรจะให้มีคนติดตามสักคนนะเนี่ย เบื่อตัวเองเป็นลมเป็นแล้งไปจะทำยังไงกันล่ะ คิดแล้วมันน่าตีจริงๆเลยเด็กคนนี้ ไม่ได้ละต้องปลุกซะแล้วแหละเพราะว่านี่ก็นานแล้วเดี๋ยวผู้ใหญ่เขาจะรอนานเดี๋ยวจะโดนเอ็ดเอา

“ คุณ….. คุณ!”

“หือ….

“ ถึงแล้วหรอ?”

“ ใช่ คุณ! ลองไปกันเถอะเดี๋ยวผู้ใหญ่เขาจะรอนะ

พูดจบประโยคเราสองคนก็เดินออกจากรถพร้อมกันและผมก็ไม่รอช้าไม่ต้องให้เธอพูดอะไรสักคำผมก็เลยถือโอกาส จับมือเธอเดินเข้าไปถ่ายในร้านโดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปากอะไรสักคำ ถึงแม้ว่าเธอจะมีน้ำเสียงไม่พอใจอยู่บ้าง แต่แค่นี้นะหรออย่าได้แคร์ ก็ในเมื่อพวกเราต้องเล่นละครกันอยู่แล้วจับมือนี้จับมือหลายแค่นี้ มันจะเป็นอะไรไป  ทันทีที่ผมเข้าเข้าไปภายในร้านผมก็พยายามมองซ้ายมองขวา ทุกๆท่านที่รอพวกเราอยู่ อยู่ตรงไหนของร้านกันนะและผมก็เห็นเป้าหมายของเรานั่งอยู่โซฟากลางร้านโดยที่ไม่ต้องเอ่ยอะไรสักคำ มาพร้อมเพรียงกันเชียว

“ มากันแล้วหรอเราสองคน”

“ ครับ/ ค่ะ”

“ อ้าว!  เราสองคน มากันพร้อมแล้ว ก็วัดตัวกันได้เลยนะ เผื่อไม่รอช้า เชิญค่ะคุณเจ้าของร้าน

[จดบันทึกพิเศษ ของ ทักษกร]

เมื่อเราสองคนได้ยินแบบนั้น ไม่กล้าขัดคำสั่งจากผู้ใหญ่ เราก็เลยทำการเคลียร์ตัวเองด้วยกันที่นั่งตรงที่คอระฆังระหว่างครอบครัวของใครของมัน แต่สุดท้ายก็ถูกบังคับให้เราสองคนมานั่งใกล้กันอยู่ โดยที่ผู้ใหญ่ให้เหตุผลกับพวกเราว่า ที่เรานั่งอยู่ใกล้ๆกันนี่แหละจะได้ดูแบบตัวอย่างของชิ้นงานได้สะดวกและสุดท้ายเราก็ได้นั่งข้างกันอยู่ดี

“ แล้วพวกเราสองคนอยากได้ งานแต่งแบบไหนล่ะพี่เขาเจ้าของร้านเขาจะได้จัดให้พวกเราถูก”

เมื่อเราทั้งสองคนได้ยินประโยคนั้นจบ มีข้อสงสัย ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเขาจะมีข้อสงสัยเหมือนกับที่ฉันสงสัยอยู่หรือเปล่า แต่ฉันคิดว่าถ้าเราสงสัยเราก็ควรถาม จริงไหมแต่ในที่สุดฉันก็ยังไม่ได้ถามพอทางด้านของคุณป้าซึ่งเป็นคุณแม่ของเขาพูดจบฉันก็หันหน้ามองไปที่เขาทันทีแล้วก็รู้สึกว่าใจเราจะตรงกันด้วยเขาหันหน้ามามองฉันทันทีที่ฉันกำลังจะลืมตาเขา ไม่รู้เขาคิดยังไงกับฉันกันแน่ตอนนี้

แต่ในใจตอนนี้ฉันก็คิดว่า…..

โอ๋คุณแม่!  จะเลือกให้เราซะทุกอย่างขนาดนี้ไม่ต้องให้จำเป็น ถ้าพวกเรามาเลือกเองก็ได้มั้งถ้าเตรียมพร้อมๆไปซะขนาดนี้แล้วแต่ก็ยังดีที่พวกถ้ายังปล่อยให้ฉันกับเขาได้เลือกประมาณว่าการ์ดของชำร่วยที่เก็บไว้ในงานแต่งอยู่บ้านก็เถอะถือว่าได้เฉลี่ยประมาณ 20% ในร้อยเปอร์เซ็นต์ของตัวงานทั้งหมดแล้วกัน

“ ทรงผมอยากได้รูปแบบงานเป็นแบบไหนคะเดี๋ยวดิฉันจัดให้ค่ะ”

ตอนแรกฉันกะว่าจะบอกกับพนักงานภายในร้านเองว่า เราจะขอเวลาดูแบบอีกสักแป๊บนึง แล้วค่อยพิจารณาแต่ละรูปแต่ละคนเสพของงาน ก็แล้วกัน   แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าคนข้างๆจะเสมอไวกว่าฉันเขารีบตอบกลับพนักงานไปอย่างเดียวกับที่ฉันคิดไว้ในหัวว่าขอเวลาคิดดูสักหน่อยก่อนที่จะมีข้อตกลงระหว่างการทำงาน

“ งั้นขอเวลาผมดูแบบอีกสักแป๊บนึงนะครับถ้าได้แบบที่ผมกับน้องเขาต้องการแล้วผมจะบอกคุณอีกครั้งนะครับ”

“ อ๋อค่ะ….. งั้นเชิญดูแบบตามสบายนะคะถ้าได้แบบที่ต้องการแล้วนะคะคุณลูกค้ากรุณาเรียกดิฉันด้วยนะคะ

“ ค่ะ/ ครับ

พวกเราตอบพร้อมเพียงกันโดยที่ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนจากคำปิดท้ายจากเจ้าของร้านตัดชุดแต่งงานของพวกเราที่นั่งรออยู่ภายในร้าน สำหรับผู้ชายคนนี้จะว่าไปแล้วเขาก็เป็นคนละเอียดอ่อนดีเหมือนกันนะคอยที่จะใส่แต่คนอื่นดีเหมือนกันแต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นช่วงโปรหรือเปล่า แล้วถ้าสมมุติว่ามันหมดโปรโมชั่นแบบอะไรแบบนี้แล้ว ฉันจะหมดคุณค่าในตัวเขาแล้วหรือเปล่า เรื่องแบบนี้มันก็น่าคิดอยู่เหมือนกันนะ หลังจากที่พนักงานประจำร้านเดินออกไปจับงูที่เราได้อยู่เราก็นั่งมองหน้าเขาแบบเงียบๆ แต่มันคงเงียบจนผิดสังเกตจนเขายื่นคำถามมา 1 อย่างเพื่อปกปิดความเงียบที่เกิดขึ้น  พร้อมกับยื่นแบบตัวอย่างของงานแต่งมาให้ฉันอีก 1 ฉบับ

“ อันนี้ของคุณ…..”

“ ให้ฉันหรอ?

“ ก็ใช่น่ะสิครับคุณผู้หญิง ถ้าไม่ใช่ผมให้ คุณ แล้วผมจะเอาไปให้ใครเราก็นั่งกันอยู่สองคนอยู่แบบนี้

( หมอนี่….. จะคุยดีๆแบบคนอื่นเขาบ้างไม่เป็นหรือไงเนี่ยทำไมต้องพูดกวนประสาทกันด้วย ฉันมาพร้อมกับเขาได้นานขนาดนี้ก็บุญเท่าไหร่แล้วเนี่ย ฉันก็อุตส่าห์จะคุยดีๆกับเขามั่งนะ แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลับไม่ใช่ ไม่อยากจะคิดเลย ว่าต่อไปฉันจะทนเขาได้นานสักแค่ไหนกันเนี่ย)

“อะ…… ขอบใจนะ”

“ ด้วยความยินดี….

“ ว่าแต่นายจะพูดดีๆกับฉันสักครั้งจะเป็นไปได้ไหม”

“ เห็นทีจะไม่ได้ล่ะ  ถ้าผมไม่แกล้งคุณชีวิตคุณก็หมดสนุกกันพอดีสิ ว่าแต่คุณอยากได้ให้งานแต่งของเรา ออกมาในรูปแบบไหนหรอ

( ยังไงกันแน่เนี่ยหมอนี่…. เมื่อตะกี้ยังพูดกวนประสาทฉันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับมาพูดดีๆใส่ฉันตกลงเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่นอกจากการกวนประสาทไปวันๆแบบนี้เนี่ย บอกตามตรงเลยนะ ฝ่ายตรงข้ามแบบนี้ฉันตามอารมณ์ไม่ทัน!)

“ เธอทำฉันหรอ ตอนนี้ในหัวของฉันคิดตั้งแต่ผลงานออกมาเป็นแบบเรียบๆง่ายๆแล้วให้ทุกคนมาอยู่รวมกันในงานของเรา ค่อยๆเก็บเงินครอบครัวง่ายๆสบายๆ

“ เป็นแบบนั้นเองหรอ….. แต่ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็คิดไม่ผิด ว่าความคิดของเราคล้ายกัน

( ที่เขาพูดหมายความว่ายังไง มันจะใช่ในสิ่ง เราคิดไว้หรือเปล่า)” นี่นาย…..

“ อะไรผมก็แค่บอกว่าความคิดของเราคล้ายๆกันเท่านั้นเอง คุณคิดอะไรกันเนี่ยคิดไปไกลนะเราอ่ะ”

“ ปะ…. เปล่า”

“  ก็ดี เราจะได้ เลือกแบบงานต่อ

เขาพูดไปพร้อมยื่นคำแบบของงานมาให้ฉันดู พร้อมกับที่เราเลือกแบบงานพร้อมกัน  แต่พออยู่กับเขานานๆเข้าฉันก็เริ่มรู้สึกว่าเขามีมุมอ่อนโยนดีเหมือนกันนะ แถมเขาเป็นคนละเอียดอ่อนดีเหมือนกันนะเนี่ย  หายากดีเหมือนกันนะชายที่มีนิสัยแบบนี้และเหยียดอ่อนกว่าผู้หญิงด้วยซ้า มันก็ถือว่ามันเป็นโชคดีของฉันละกันนะ ที่ฉันจะต้องอยู่กับเขาไปอีก 2 ปีข้างหน้า


1 ชั่วโมงผ่านไป….

1 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก พวกเราทั้งสองคนก็ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับงานแต่งของพวกเราทั้งหมดได้เรียบร้อยแล้ว  ทั้งในรูปแบบของรูปแบบของงานแต่ง เอเจนซี่ต่างๆ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางร้านที่อำนวยความสะดวกเรื่องของชุดประจำตัวเจ้าสาวหรือชุดที่ฉันจำเป็นก็ต้องใส่ในงานแต่งงานของฉันในครั้งนี้ด้วยเช่นกันฉันก็ขอตัดทิ้งอันนี้เป็นที่เดียวกันเลยแล้วกันนะเพื่อเป็นการไม่เสียเวลา

นี่ฉันนั่งที่โซฟานี้มันกี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย  ก้มดูจากนาฬิกาก็แค่ชั่วโมงเดียวเองแต่ทำไมรู้สึกว่าร่างกายมันจะมีความรู้สึกว่าเพลียๆแบบแปลกๆ ทั้งๆที่ปกติไม่เคยจะเป็นแบบนี้เลย  รู้สึกว่ามันจะมีความรู้เกี่ยวกับร่างกายของฉัน แล้วถ้าเป็นแบบนี้เนี่ย ฉันจะกลับบ้านคนเดียวได้ยังไงก็ได้ยังไงฉันก็ต้องรบกวน เขาจริงๆใช่ไหมเนี่ย

“ ในที่สุดธุระทุกอย่าง มันก็เสร็จสักที… หลังจากที่เรานั่งอยู่ตั้งนานมันเมื่อยดีเหมือนกันนะเนี่ย

( แหม….. ทำเป็นบ่นนะทำยังกะไม่เคย นั่งนานๆแบบนี้ทั้งๆที่ไหนทำอาชีพเป็นหมอนะ  ทำเป็นพูดก็ปกติเลยก็ทำงานที่นั่งเก้าอี้นานๆอยู่แล้วไม่ใช่หรอ)

“ แล้วเรื่องคนจะกลับยังไงล่ะ”

“ เออคือว่า…..”

“ งั้นรอผมอยู่ตรงนี้นะเดี๋ยวโอนรถมารับ

“ แบบนั้นจะดีหรอ”

“ เอาล่ะงั้นรอผมอยู่ตรงนี้ก่อนนะ


[ บันทึกพิเศษ ของ ทักษกร]

 ใครจะปล่อยให้เธอกลับคนเดียวกันล่ะ เพียงแค่นี้ผมก็เป็นห่วงเธอจะแย่อยู่แล้ว  ถ้าผมปล่อยเธอไปในสภาพแบบนี่ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ในฐานะที่ผมอยู่กับเธอในตอนนี้ ก็ถือโอกาสว่าไปส่งเธอสักหน่อยก็แล้วกันถ้าทำแบบนี้ไปก็ถือว่าหายห่วงไปรับนึงคงไม่มีใครมาจ้องทำร้ายเธอได้อีกละมั้ง

ก็ดูจากตอนนี้สิ…. แค่ตอนนี้เธอขึ้นรถมาแป๊บเดียว เธอก็หลับปุ๋ย คอพับคออ่อนแทบจะทันทีเลยด้วยซ้ำนี่แหละคงจะเหนื่อยอย่างแท้จริงนั้นแหละ

“ ตอนนี้ผมพออย่างเดียวแหละ  อย่าไปคอพับคออ่อนแบบนี้ที่รถใครล่ะ

ตอนนี้ก็ปล่อยให้เธอนอนไปก่อนแล้วกันคุณจะเหนื่อยมากขอพักก่อนซะขนาดนี้ ที่บ้านเธอแล้วค่อยปลุกแล้วกันตอนนี้ก็ปล่อยให้เธอนอนแบบสบายๆ  ระหว่างเดินทางไปก่อนละกันนะ

ระหว่างนั้นทักษกรได้ถือโอกาสหาพื้นที่เหมาะในการจอดรถบนทางด่วนบนท้องถนน เพื่อปรับเบาะให้ผู้โดยสารของเขานอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น  เมื่อเขาปรับองศาของเบาะที่นั่งข้างคนขับได้ตามที่ต้องการคิดว่าผู้โดยสารจะนอนได้สบายแล้ว เขาก็ ได้ออกรถเดินทางไปที่บ้านพักของตัวเองต่อไป

[ จบบันทึกพิเศษ ของทักษกร]

•••••••••••••••••

   1 เดือนผ่านไป

  อย่างที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรกทั้งแผน ที่จะเตรียมงานแต่งงาน แล้วก็แผนที่ เราจะต้องปรับตัวเข้ากับบ้านเขาให้ได้ ฉันเริ่มทำแบบนี้  มาได้ประมาณ 1 เดือนครึ่งเห็นจะได้ ขนาด ไม่ได้นับอะไรนะ แต่ตอนแรกฉันคิดว่า มันคงจะน่าลำบากน่าดูที่เราจะต้องเข้าไปอยู่ภายในบ้านของเขา โดยที่เราเป็นสมาชิกใหม่ ตอนแรกก็คิดว่ายาก แต่พอมาวันนี้ กลับรู้สึกไม่เป็นแบบนั้นเลย ทุกคนภายในครอบครัวของเขา รู้สึกว่าจะต้องต้อนรับฉันดีเป็นพิเศษ มันดีซะจนฉันรู้สึกว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านของเขาแล้วจริงๆ  จนฉันมีความรู้สึกว่า เวลามันผ่านไปไวเหมือนโกหกทุกอย่างที่เตรียมไว้เริ่มที่จะเข้าที่ มากขึ้นทั้งชีวิตของฉันและชีวิตของเขา ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา นอกจากที่ฉันจะพยายามปรับตัวตัวเองแล้ว ฉันก็พยายามเข้าๆ ออกออกบ้านของเขาเป็นประจำเพื่อความ คุ้นชิน ของตัวฉันอีกทางหนึ่ง แล้วที่ผ่านมาฉัน ไปที่บ้านและที่ทำงานเขาให้บ่อยขึ้น ( ที่ตามไปไม่ใช่ว่าฉันต้องห่วงหรอกนะ! แต่เพราะที่ตามไปก็คือหน้าที่ของฉันล้วนๆ มันก็คือหน้าที่ของฉันในอนาคตที่ฉันต้องถูกบังคับ)

  และมาวันนี้ก็ไม่แตกต่างจากเหมือนทุกๆวันที่ฉันเคยทำ นั่นก็คือการที่ไปที่บ้านเขาตั้งแต่เช้า ตามคำสั่งของนายแม่ผู้บังเกิดเกล้า ของฉันเอง  ที่บอกว่าพี่ขับรถมาที่บ้านของเขาเพื่อมาเป็นเพื่อนคอยอยู่บ้านกับคุณหญิงแม่คุณแม่ของ ตาหมอหนึ่งบ้า นั่น!

แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่แม่ของเขาจะใช้ให้เราวนรถมาหาเขาที่โรงพยาบาลอยู่ดี   ถ้ารู้แบบนี้เนี่ยนะฉันไม่เสียเวลาขับรถไปที่บ้านเขาก่อนหรอก ก็คงมานั่งเฝ้าเขาที่โรงพยาบาลซะรู้แล้วรู้รอดไปเลย ทำไมการมาโรงพยาบาลของฉันแต่ละครั้งมันถึงรู้สึกกดดันแปลกๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆเดินตรงไปที่ลิฟท์แล้วกดชั้นสูงสุดเพื่อลงไปที่ห้องทำงานของเขา  ลดทันทีที่ฉันมาถึง ก็ต้องพบกับด่านแรกนั่นก็คือโต๊ะทำงานของเลขาส่วนตัว ของคุณหมอ ทักษกร

“ wow…. คุณฟ้ามาแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่มาซะแล้วนะคะ

“ สวัสดีค่ะพี่บัวคนสวย  ทำไมพี่ถึงคิดแบบนั้น คะ

“ อ้าว!  เราไม่ได้เจอกันตั้ง 8 ชั่วโมง นี่คะ พี่ก็ต้องคิดเป็นธรรมดาจริงไหม ตอนแรกพี่คิดว่า เราคงพอใจไปแล้วแหละ

(55555…ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่มาแล้วนะ)  ไม่หรอกค่ะ เพราะว่ามันที่หนูทำอยู่นี่มันก็คือหน้าที่ของหนู

“ หน้าที่!

( อุ้ย! คลิปหลุดปากไปหมดประโยคแล้วสิเรา ขอให้พี่บัวเขาไม่จับผิดให้ฉันไปมากกว่านี้เถอะ คงไม่มีข้อแก้ตัวอะไรที่มันจะดีไปกว่าการบอกความจริงอีกแล้วแหละเพราะฉะนั้น  ขอให้พี่เขาไม่สงสัยอะไรฉันเพิ่มเติมอีกแล้วกันนะ ถ้าไม่งั้นแย่แน่!)

“ เออคือ…. ช่างมันเถอะค่ะคิดว่าหูฝาดไปละกัน ว่าแต่เจ้าของห้องเขาอยู่ไหมคะ

“ ขอโทษค่ะ... คุณหมอเขาก็อยู่ในห้องนี้นะคะแต่เดี๋ยวช่วงบ่าย  คุณหมอเขามีการตรวจคนไข้ที่ ห้องคนไข้นะคะ แล้วจะให้พี่แจ้งไหมคะว่าใครมาหาคุณหมอ

“ ไม่เป็นไรหรอกคะ”

“ เซอร์ไพรส์สินะ…. ดีจัง พี่เริ่มอิจฉาคู่ของพวกหนูแล้วสิ

“ เออ…. เรื่อง ของการเซอร์ไพรส์มันน่าจะใช่ แต่ส่วนที่เป็นคู่หวานน่ะ มันไม่น่าจะรอดนะคะ”

เอาเถอะๆ ถึงตอนนี้ เราสองคนเองอาจจะไม่รู้ตัว ว่าเป็นยังไงแต่สำหรับคนภายนอกแบบพี่เนี่ย เชื่อว่าดูออกกันทั้งนั้นแหละ  จะมาหาเจ้านายพี่ใช่ไหมคะ อยู่ในห้องนะคะ เชิญค่ะ

“ ลืมไปเลยค่ะ… มีของฝากค่ะ”

“ อะไรหรอคะน้องฟ้า”

“ มันเป็นเค้กที่หนูทำเอง  หนูก็เลยทำเผื่อให้พี่อีกชิ้นนึงถ้าอร่อยหรือไม่อร่อยยังไงช่วยติชมหน่อยนะคะ แล้วเดี๋ยวรบกวนพี่บัว ส่วนที่เหลือปิดเกษตรจาก ให้ทีนะคะ

“ รับทราบค่ะ  ส่วนเรื่องเที่ยวไปในห้องทำงานกรุณารอสักครู่นะคะ”

“ ขอบคุณมากนะคะ”

เมื่อฉันเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของ พี่หนึ่ง  ฉันก็ได้เจอกับเลขาที่ชื่อ ดูพี่บัวซึ่งตอนนี้เราก็ถือว่าเป็นพี่สาวที่สนิทคนนึงสำหรับฉัน เลยทีเดียวฉันก็เลยยืนคุยกับเขาอยู่สักพักก่อนที่เขาจะเอ่ยปากขออนุญาตให้ฉันเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านายของเขาโดยที่ไม่มีข้อกังขา  แต่ฉันก็ไม่ลืมที่จะเอาของที่ติดไม้ติดมือฉันมาตั้งแต่แรก ที่มาจากบ้าน ของพี่หนึ่งที่ฉันไปทําเค้ก กับคุณแม่ของเขามาตั้งแต่เช้าติดมือมาด้วยเพื่อกลับมาเป็นของฝาก และของว่าง สำหรับ คุณหมอมือดีกับเลขาประจำตัวของเขา มันเป็นเค้กสดใหม่ที่ฉันทดลองทำกับคุณแม่ของพี่หนึ่งเป็นครั้งแรก ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่ารสชาติมันจะออกมาเป็นยังไงแต่เท่าที่ฉันชิลๆไปหน่อยจากห้องครัวที่ทำมาจากเมื่อเช้า ก็ถือว่ารสชาติใช้ได้สำหรับฉัน  แต่สำหรับต่อมรับรสของคนอื่นนั้นมันจะเท่ากับที่ฉันมีความรู้สึกกับเค้กชิ้นนี้หรือเปล่า ฉันฉันก็เลยไม่พลาดที่จะ ยิปมันออกจากบ้านพามันมาที่โรงพยาบาลกับฉันด้วย

เมื่อฉันได้รับอนุญาต จากเลขาประจำห้องของเขาแล้วฉันก็ ฝากขนมให้เขาไปจัดใส่จานให้เรียบร้อย แล้วส่วนตัวของฉันก็เดินเข้าไปที่ห้องทำงานเขา อย่างไม่รอช้า ขอบประตูสักหน่อยละกัน พี่เป็นการมีเสียงเรียกมากเกินไป

[ก๊อก...ก๊อก]

“ เชิญครับ…..”


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น