My Lady เกมรัก เเผนร้าย

ตอนที่ 23 : ดูเเลอย่างดี....

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ก.พ. 62

บอกให้เรานั่งอยู่ตรงนี้ เขาไปไหนกันปล่อยเราอยู่คนเดียวขา 2 ข้างของฉันก็รู้สึกว่ามันจะหนักยังไงพิกลยกขาก็ยังลำบาก แล้วจะติดตามเขาได้ยังไงในสภาพที่เป็นแบบนี้ เห็นเขาก็ยังบอกว่าที่นั่งรออยู่ตรงนี้ไม่ต้องไปไหน ฉันอยากรู้ที่เขาคิดจริงๆเลย ตอนนี้คิดจะทำอะไร ฉันรออยู่สักพักเขาจะเอาอุปกรณ์อะไรบางอย่างมาเต็มรถเข็นเขียนมาอยู่ตรงที่หน้าของฉัน ยังไม่พอเอาเข้าห้องมาพร้อมกับคุณลุงกับคุณป้า แถมยังมีพ่อกับแม่อีกคู่หนึ่ง

“ โถ…..เป็นยังไงบ้างลูกสาว”

“ก็รู้สึกดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ยังรู้สึกว่าหนักขาอยู่นิดหน่อยนะคะ”

ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา ฉันก็สังเกตอาการดูแลฉันมาตลอดและฉันก็ รู้สึกว่าเขาจะเป็นห่วงฉันจริงๆฉันเห็นปฏิกิริยาเล็กๆเมื่อเขาได้ยินที่ฉันบอกว่าฉันมีอาการหนักขา

“อย่างนั้นหรอ….ถ้าอย่างนั้นผมขอตรวจอาการคุณเพิ่มหน่อยนะ

“อืม…..”

เขาก็เดินมาที่จุดที่ฉันกำลังนั่งอยู่ พร้อมกับในมือถือค้อนอันเล็กๆที่เอาไว้การตอบสนองของกล้ามเนื้อ (ทำไมถึงรู้น่ะหรอ! ปกติฉันจะใช้กล้ามเนื้อของผู้สูงอายุ) เขาเอาค้อนเหล็กใบเล็กๆตามนั้นคอยเขาไปตามจุดต่างๆของกล้ามเนื้อ โดยเน้นไปที่สะบ้าหัวเข่า และดูการตอบสนองของระบบกล้ามเนื้อต่างๆผ่านการเคาะผ่านเหล็กที่ใช้อย่างเบาๆ

“ทำตัวสบายๆนะ ไม่ต้องเกร็ง”

“อืม….”

เขาเอาค้อนใบเล็กๆอันนั้นที่ในมือเคาะ ตามกล้ามเนื้อต่างๆ 2-3 ที แล้วก็เปลี่ยนตำแหน่งการต่อไปเรื่อยๆจนรู้สาเหตุของอาการที่ฉันเป็นอยู่ เท่านั้นยังไม่พอเขายังจะขอให้ฉันตรวจร่างกายเพิ่มเติม เช็คให้แน่ใจว่ามันใช่อาการที่เขาตรวจไว้ตั้งแต่แรกหรือเปล่า!

“อาการที่น้องเป็นนะครับ เพื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรงเนื่องจากที่น้องนอนติดเตียงมาเป็นเวลานานอยู่พอสมควร”

“ห๊ะ! นี่ก็แปลว่า ลูกสาวก็จะเดินไม่ได้หรอ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะคุณป้า อาการเหล่านี้จะเป็นแค่ชั่วคราวเพราะเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานอะไร เพราะฉะนั้นเราเลยต้องทำการฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อกลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็คือผ่านกายภาพบําบัด

“กายภาพบําบัด…..

โอ้โห! ทีแบบนี้ล่ะก็พวกญาติผู้ใหญ่ทั้ง 4 พูดพูดพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมายกับคำว่า กายภาพบําบัด แต่ฉันว่าสำหรับตัวฉันเองการทำกายภาพบำบัดมันก็ดีปอีกแบบ ก็เพราะว่าฉันจะได้ฟื้นฟูร่างกายของตัวเองด้วย ส่วนอีกอย่างนึงก็คงหนีไม่พ้นการที่ไม่ต้องมาอยู่เหงาอยู่ในห้องคนเดียว ถึงแม้ว่าจะมีหล่อพยาบาลเดินเข้าเดินออก ห้องฉันแทบจะ 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ขอให้ฉันได้ออกไปข้างนอกบ้างที่ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบนี้ ถ้าเกิดฉันจะต้องหยุดต่อที่โรงพยาบาลอี๊ แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน

“ ใช่ครับ...น้องฟ้าต้องทำกายภาพบำบัดจนกว่าอาการของน้องฟ้าจะดีขึ้น

“แล้วมันต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสักเท่าไหร่ลูก”

“มันก็แล้วแต่อาการของน้องนะครับว่าน้องจะตอบสนองเยอะขนาดไหน แต่เท่าที่ผมดูก็ประมาณอาทิตย์นึงได้ละมั้ง แต่อันนี้เป็นการสันนิษฐานของผมเองมันก็ยังขึ้นอยู่กับอาการของน้องที่เป็นอยู่ดีๆ

ฉันก็ได้แต่นั่งฟังที่เขาอธิบายให้กับ เราอยากได้ของเราให้เข้าใจระหว่างนั้นฉันก็ทำความเข้าใจกับร่างกายของฉันเองด้วย ว่าต่อไปฉันต้องทำยังไงกับร่างกายของตัวเองที่เป็นอยู่ในสภาพแบบนี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองเครียดแล้วก็ หักโหมร่างกายมากจนเกินไป บางครั้งเขาจริงจังกับงานแบบนี้ก็ดูดีไปอีกแบบเหมือนกันนะ เผลอๆมันจะดีกว่าตอนที่เขากวนประสาทฉันอีก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงวางใจเขารับสายฉันอย่างเต็มที่แบบนี้ ทั้งๆที่เรื่องอื่นพวกเราตีกันแทบตาย

วิธีตกใจไปมากกว่านั้นคือฉันต้องปรับร่างกายให้ตัวเอง ให้ทานการกายภาพบำบัดภายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งในที่เองก็บอกว่า จะคอยดูแลฉันอย่างใกล้ชิดบนทุกครั้ง

•••••••••••••••••••••••


1 อาทิตย์ผ่านไป…

กิจวัตรประจําวันฉันก็ยังเหมือนเดิม นั่นก็คือตื่นเช้ามาก็วอร์มร่างกายตัวเองให้ร่างกายตัวเองพร้อมในการกระทำกายภาพบำบัด ส่วนตอนบ่ายจะมีบุรุษพยาบาลและโรงพยาบาลจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันพาฉันไปที่ แผนกกายภาพบำบัดท่ากายบริหาร กล้ามเนื้อ  ส่วนอีตาหมอหนึ่งนั่นแหละเป็นคนสั่งให้เขาทำแบบนี้ อีกอย่างฉันก็ได้หรอกพยาบาลที่คอยดูแลฉันบอกกับฉันว่า ระหว่างที่ฉันกำลังนอนหลับอยู่นั่นแหละ เขาดูแลฉันเป็นอย่างดี ส่วนเวลาตอนตื่นอย่างปัจจุบันนี้หรอระหว่างที่ฉันทำกายภาพบำบัดอยู่นั้นน่ะเขาก็มีการมาตรวจเช็คดูบ้าง มานั่งเฝ้าบ้านถ้าเขามีเวลา

“คุณฟ้า น่าอิจฉาจังนะคะ “

“ทำไมหรอคะ? (ฉันรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย กับคำพูดวันที่ของพยาบาล)

“อ้าว…. คุณยังไม่เคยสังเกตุเลยสินะคะ พวกคุณดูแลกันดีจังเลยนะคะ ดูแล้วมันน่าอิจฉาจังเลย อยู่ดูแลฉันตอนตื่น แล้วก็ตอนที่ีคุณยังไม่มีสติเลยหรอค่ะฉันเห็นแล้วยังเขินเลย

“แปลกใจแล้วสิ….สิ่งที่เขาพูดหมายถึงอะไรกัน

เมื่อกี้...น้องๆพยาบาลบอกว่าเข้าดูแลฉัน ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเขาดูแลฉันตั้งแต่ฉันเข้ามาที่  โรงพยาบาลสิ เขาไม่เคยบอกอะไรฉันสักคำ ตอนฉันตื่นมาเป็นวันแรกผู้ดูแลฉันเป็นการดูแลอย่างใกล้ชิดอีกต่างหาก ส่วนวันถัดมาก็ดูแลฉันแบบไม่ห่างตามาจนถึงตอนนี้ ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะ เพราะสิ่งที่เขาทำกำลังจะต้องการอะไร

ทำกายภาพอยู่ดีๆ น้องที่ช่วยทำกายภาพให้ฉันก็บังเอิญไปเห็นเขา ที่สงสัยว่าจะตรวจคนไข้ของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มาคอยนั่งเฝ้าดูฉันทำกายภาพบำบัดอยู่ในแผนก สามารถดูได้ทุกทางเลยว่าเขามาถึงที่นี่แล้ว นั่นก็คือบรรดาสาวๆภายในแผนกนี้ก็จะมีอาการกระดี๊กระด๊านั่นแสดงว่าถ้ามาถึงที่นี่ได้แล้วเขามาถึงฉันเองก็ทำกายภาพของวันนี้เสร็จพอดี

“เป็นไงบ้างคุณ….”

“ก็ดีนะร่างกายเบาขึ้นเยอะเลย แล้วมาที่นี่มีอะไรหรอ”

“ คุณอยากออกไปข้างนอกไหม?

ครั้งนี้มาแปลก…..อยู่ดีๆเขาก็ชวนฉันออกไปข้างนอก ทั้งๆที่สภาพฉันยังเป็นอยู่แบบนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับเขาก่อนนะทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ หรือว่าเขาไม่สบายใจอะไร (แล้วฉันจะไปสนใจอะไรเขาทำไมล่ะ ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อยที่จะต้องไปสนใจ แต่มันก็น่าแปลกจริงๆนะกับสิ่งที่เขาทำกับฉันมันดูแปลกตาไปกว่าเดิม) สุดท้ายฉันก็ตกลงออกมาพร้อมกับเขาโดยที่ฉันยังนั่งรถเข็น ปล่อยให้เขาเอาเดินเข็นฉันอยู่ด้านหลัง

“ถึงแล้ว จุดมุ่งหมายที่ผมจะพาคุณมาที่นี่”

เขาพาฉันออกมาจากโรงพยาบาล เดินทางต่ออีกไม่นานพวกเราก็จะมาเจอกับสวนสาธารณะ แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกับโรงพยาบาลนั่นแหละ บรรยากาศดีสดชื่นดีนะ ไม่คิดเหมือนกันนะ ว่าในเมืองแบบนี้จะมีสวนสาธารณะที่มีความเงียบสงบแบบนี้อยู่ด้วย (รู้สึกเหมือนกันนะเขามีมุมแบบนี้กับเขาด้วย)

“ที่นี่….”

“ที่นี่….. เป็นมุมสงบของผมเลยแหละ เพราะว่าเวลาผมรู้สึกไม่สบายใจหรือว่าตอนผมเครียดกับงานก็จะมาที่นี่แหละ ก็เลยอยากจะพาคนมาบ้างก็เห็นช่วงนี้คนเครียดอยู่

“คุณรู้ได้ยังไง ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่….”

ปิดตาหมอนี่รู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งๆที่ฉันก็ไม่ได้แสดงออกอะไรเลยดูจากภายนอกก็คงไม่รู้

“ทำไมผมจะไม่รู้”

(ทักษกร พูดไปพร้อมส่งสายตาเพื่อสื่ออะไรบางอย่าง ให้กับฟ้าใสให้รับรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร เธอกันแน่)

ที่เขาพูดหมายความว่ายังไงกัน ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเลย สิ่งที่เขาพูดออกมาฟังจากน้ำเสียงมันดูเศร้าแปลกประหลาด เขากำลังต้องการสื่ออะไรให้ฉันรู้กันนะคิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ปากเขาก็พูดไป  ส่วนสายตาที่เขามองมาดูเศร้า แปลกมากตั้งแต่รู้จักกับเขามาฉันก็ยังไม่เคยเห็นสีหน้าที่เขาเป็นกังวลเท่านี้มาก่อน

[บันทึกพิเศษ ของทักษกร]

วันนี้ผมก็ทำงานอยู่ทุกวัน ตอนเช้าท่าประชุม ตอนบ่ายออกตรวจคนไข้ตามห้องปกติของคนไข้นอก ส่วนเวลาที่เหลือก็เคลียร์งานให้เสร็จก่อน 5 โมงเย็นแต่ครั้งนี้ พิเศษหน่อยสิช่วงตอนบ่ายผมมีคนไข้น้อยเป็นพิเศษ ผมก็เลยได้มาทำงานเอกสารเร็วกว่าปกติขึ้นมาหน่อย แล้วก็มีเวลาที่เหลือ ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าจะต้องไปที่ไหนต่อ หลังจากที่ทำงาน เรียบร้อยแล้ว!

“คนไข้คนนี้ตายสุดท้ายแล้วนะคะ ของวันนี้เนี่ย!”

“นั่นสิ….หลังจากนี้ผมคงจะได้พักยาว…”

“นั่นน่ะสิคะ เพราะวันนี้คุณหมอก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แต่ดิฉันขอเดานะคะ  คุณคงไม่พักเราหรอก คงจะต้องไปหาคุณฟ้าที่พักอยู่ในห้องพิเศษอีกแน่เลย

“แหม! รู้ดีจังเลยนะครับ

“แน่นอนสิคะ เออ คุณหนึ่งคะ ใกล้ถึงเวลาจะเลิกงานจริงๆแล้วค่ะหลังจากนี้ ดิฉันขอกลับบ้านเลยได้ไหมคะ?

“อ๋อ….ได้สิครับ จะกลับก่อนเลยก็ได้นะคุณก็เหนื่อยมาทั้งวันเหมือนกัน

“ตอนนี้ น้องฟ้าเขาทำกายภาพบำบัดตามคำสั่งของคุณอยู่นะคะ “

“อ๋อ….ครับ”

“อ้าวก็ได้เวลาแล้ว งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ขอให้โชคดีนะคะบอส(ยิ้มอ่อน!)

แมนๆผมก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ก็ในเมื่อพี่เขาชงมาซะขนาดนี้ ชมความรู้สึกเหมือนกับชงกาแฟเลยนะพี่สาวเรา แล้วต่อจากนั้นผมก็นั่งทำงานบนโต๊ะทำงานชั้นบนสุดของตึกโรงพยาบาลต่ออีกนิดหน่อย ก่อนที่จะเคลียร์งานเสร็จ ภารกิจต่อไปของผมก็คงหนีไม่พ้นกับคนตัวเล็กที่กำลังทำกายภาพบำบัดอยู่ที่แผนกกายภาพบำบัด ไม่รู้ว่าวันนี้อาการของเธอจะดีขึ้นหรือแย่ลง ขอไปเช็คดูหน่อยดีกว่านี่ก็เป็นเวลานอกเวลานานแล้ว ถ้าเป็นในความเป็นจริง ถ้านอกเวลางานตามแผนกของโรงพยาบาลเก็บผู้บริการมูลค่าการเสียเวลา เพิ่มอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ลูกค้าแต่ละคนก็เป็นเรื่องปกติที่จะให้เจ้าหน้าที่ทำนอกเวลางาน หรือเรียกอีกอย่างว่าการอยู่เวรทำโอทีนั่นแหละ! มองดูนาฬิกานี่ก็ได้เวลาแล้ว ที่ผมจะต้องลงไปดูเธอสักหน่อย

ผมใช้เวลาไม่นานในการเดินลงมาด้วยเท้าสองข้างผ่านแผนกต่างๆ ภายในโรงพยาบาลเพื่อมุ่งหน้าไปที่แผนกกายภาพบำบัด ที่มีคนตัวเล็กกำลังใจภาพบำบัดตัวเองเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ตอนแรกผมกะว่าถ้าเธอทำกายภาพบำบัดตัวเองเสร็จแล้ว ผมว่าจะชวนเธอออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกโรงพยาบาลสักหน่อย (แต่ตามปกติแล้วการพาคนไข้ที่อยู่ในสัญญาของโรงพยาบาลออกไปภายนอกโรงพยาบาล จะถือว่าผิดกฎโรงพยาบาลอย่างรุนแรง! )แต่ครั้งนี้….ผมยอมผิดกฎเพื่อทำให้เธอสบายใจและตัวคุณสบายใจ เมื่อเห็นเธอยิ้มและใบหน้าที่เธอสบายใจมากขึ้น เพราะตอนนี้เราทั้งสองคนก็ต่างฝ่ายมีเรื่องเครียดกันทั้งนั้น ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการผ่อนคลายหลังจากที่เธออยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแบบตั้งเกือบจะ 2 เดือน

“คุณหมอหนึ่งมาแล้ว….”

ตลอดทางที่ผมเดินไปที่แผนกกายภาพบำบัด มีเสียงเรียกชื่อผมยาวเป็นหางว่าว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากครับเพราะว่าเป็นเรื่องปกติคนที่นี่ (แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าจะเรียกชื่อผมไปทำไม ทำอย่างกับผมเป็นดารานักร้องอย่างนั้นแหละ!) ขนาดภายในห้องกายภาพบำบัดก็ยังไม่เว้น ที่จะมีเสียงเรียกชื่อผมออกมาเป็นระยะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ นอกไปซะจาก ที่ผมจะยิ้มรับสิ่งที่พวกเขามอบให้ผมในแต่ละวัน

“เป็นยังไงบ้างคุณ วันนี้ฝึกเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ดีนะ...ดีกว่าที่ฉันจะต้องอยู่ในห้องเปล่าเนี่ย”

(เธอคงเบื่อจริงๆแหละ วันๆนึงก็อยู่แค่ห้องสี่เหลี่ยมฉาบปูนสีขาวเท่านั้นแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย)

“แล้วอยากจะออกไปข้างนอกไหมล่ะ “

“พูดอะไรของนาย…”

“ถือว่าออกไปเดินกายบริหารออกนอกสถานที่แล้วกันนะ”

และนั่นแหละผมเลยทำตามที่บอกไว้ตั้งแต่แรก ที่จะพาเธอออกนอกสถานที่ คนถ้าเธอมาอยู่ตรงที่สวนสาธารณะใกล้ๆ กับโรงพยาบาลที่สามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มปอด เราก็ได้อยู่กันสองคนบ้างหลังจากที่ไม่ได้อยู่กันมานานอยู่พอสมควร

[จบการบันทึก ของ ทักษกร]

“เดี๋ยวๆ แค่นี้ทำไมต้องอุ้มฉันด้วย”

“อะไร...ผมอุ้มให้ก็ดีแล้ว เดี๋ยวถ้าคุณลงเดินเองเดี๋ยวมันจะหกล้ม”

ห๊ะ!.... เขาเป็นห่วงเราถึงขนาดนี้เลยหรอ แต่พอมาคิดๆดูแล้วเอาตามที่พยาบาล บอกฉันไว้ตั้งแต่แรกก็ ฉันก็แปลกใจพออยู่แล้วนะ มีเรื่องที่เขาคอยดูแลฉันตลอดเวลาในตอนที่ฉันไม่มีสติ นอนติดอยู่บนเตียงแล้วนี่พอฉันมาเจอกับตัวจริง ถึงเวลาที่เขาแค่ตัวฉันจริงๆ มันก็ทำให้ฉันยิ้มอยู่ไม่ขาดทุนกันนะ ภายนอกดูเป็นมิตรแต่ก็ปกติเหมือนกัน ส่วนจิตใจภายในเขาก็ไม่อบอุ่นดี

ฉันเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ คู่กับเขาอีกสักพัก(พักใหญ่แหละ) แล้วก็มานั่งพักตรงจุดที่มีร่มไม้โรงแรมแสงแดดแบกไม่อยู่เพื่อบังกันดำให้ฉันเล่นเอง หลังจากที่ไม่ได้ออกแบบมานานก็ยังกลัวดำอยู่ดี เล่น 2 คนแล้วก็ถือโอกาสเรื่องที่เขาไม่สบายใจอยู่ตอนนี้เลยก็แล้วกัน เขาจะตอบหรือไม่ตอบก็เป็นเรื่องของเขา แต่อย่างน้อยตอนนี้ฉันขอได้แบ่งเบาธุระของเขาเขากลับมายิ้มได้เหมือนเดิม แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วแหละ ถึงแม้มันจะเป็นความคิดเล็กๆของฉันก็ตาม

“ตกลง….นายคุณพาฉันมาที่นี่ล่ะ!”

“คุณอยากรู้จริงๆหรอ ผมพาคุณมาที่นี่ทำไม นอกซะจากจะพาคุณมาสูดอากาศบริสุทธิ์”

(ก็ใช่น่ะสิอีตาบ้า! ไม่งั้นฉันจะกระเสือกกระสนตอนในมาทำไมกันเล่า พูดแล้วมันน่าโมโหกลับทำไมเนี่ย! )

“ผมมีเรื่องคิดหลายอย่างนะ ทั้งเรื่องงาน แล้วก็เรื่องคุณ”

“เรื่องฉัน….”

แล้วทำไมสุดท้าย ถึงมาลงที่เล่นฉันได้ละเนี่ย ยิ่งฟังก็ยิ่งงงนะเว้ย แล้วเขาจะสื่ออะไรที่ฉันไม่รู้อีกไหมเนี่ยแล้วมันเรื่องอะไรล่ะที่เขากลุ้มใจ

ใช่….เรื่องส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของคุณ ที่ผมกำลังกลุ้มใจ

(.......) ขอบคุณนะ”

“เรื่อง…”

“ก็เรื่องที่ลาว ดูแลฉันดีมาตลอดมีทุกเรื่อง ฉันก็เลยอยากจะขอบคุณไง”

“ไม่เป็นไรหรอก เพราะสิ่งที่ผมทำมันก็คือหน้าที่ของผมอยู่แล้วทั้งในอนาคต และในตอนนี้ก็เถอะ คุณเตรียมตัวไว้เลยนะอีก 2 อาทิตย์ทันทีที่คุณออกจาก โรงพยาบาลคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณแล้วก็ผม นัดกันบอกว่าจะพาพวกเราทั้งสองคน ไปดูชุดแต่งงานแล้วก็การ์ดแต่งงานน่ะ”

เวลาก็ผ่านไปด้วยกันนะ….ไม่รู้ว่าฉันหลับไหลไปนานเท่าไหร่ตื่นขึ้นมาอีกที ก็เหลือเวลาอีกนิดเดียว ในการเตรียมทุกอย่าง ตอนนี้นะใจหนึ่งก็อยากไป สวัสดีใจก็อยากที่จะอยู่แบบนี้ไปอีกนานๆ ไม่รู้หรอกว่าการแต่งงานครั้งนี้มันจะยาวนานสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อฉันตัดสินใจที่จะทำแบบนี้แล้วก็ทำมันให้สุดสินะ คิดไปแล้วก็น่าใจหายเหมือนกันนะ ที่ฉันจะต้องย้ายบ้านไปอยู่กับเขาสองต่อสอง

“เอาล่ะ! นี่ก็ดึกมากแล้วนะผมว่าเรากลับกันดีกว่า คุณจะได้พักผ่อนมีงานวันพรุ่งนี้”

“อืม...ได้”

แล้วเขาก็พาฉันมาส่งที่โรงพยาบาลเหมือนเดิม เขาก็ทำหน้าที่ในการเฝ้าไข้ฉันเหมือนทุกๆวัน แต่ปกติเคยมีคนเคยบอกฉันว่า เวลานี้เขาจะเป็นแพทย์ แผนกฉุกเฉินในเวลากลางคืนแต่ทำไมวันนี้ถึงไม่ทำหน้าที่นั้นน่ะ แต่กลับมาทำหน้าที่ในการเฝ้าไข้ฉันแทน


[ร้านกาแฟ]

“ตกลงว่ายังไง ทำไมนายถึงบอกกับลูกค้าของฉันไปแบบนั้น”

“ แล้วถ้าผมบอกว่า…..

หาตัวอยู่ตั้งนานในที่สุดก็เจอสักที ตอนนี้ต้องรอให้ได้ว่าทำไม! เขาถึงตอบลูกค้าคนสำคัญ(ไม่ใช่สิ….ต้องบอกว่าลูกค้าขาประจำดีกว่า)

“ผมชอบคุณล่ะ….คุณยังจะค้นหาความจริงที่ผมทำแบบนั้นอยู่ไหม!”

ฉันยืนนิ่ง….อยู่ชั่วขณะกับคำพูดที่เขาพูดออกมาจากปาก ในเวลานี้เขา พูดมันคือความจริงหรือเปล่า ใจหนึ่งก็อยากจะเชื่อ ใจนึงก็อยากให้มันเป็นแค่ความฝัน ที่วันหนึ่งมีคนมาสารภาพรักฉันต่อหน้า ทำไมรู้สึกว่าตอนนี้ตัวชาไปหมดกับคำพูดของเขา ตอนนี้ที่ทำได้ก็มีแค่ยืนนิ่งเป็นหิน ปล่อยให้เขาพูดอยู่คนเดียว ใช่ว่าฉันจะไม่ได้ยินนะแต่ที่ฉันยืนนิ่งก็เพราะคำพูดที่เขาพูดมันบังคับให้ฉันต้องยืนนิ่งอยู่คนเดียว ทั้งๆที่ใจอยากตอบกับเขาแทบบ้า !

“ทำไม...ถึงกับนิ่งเลยหรอ!กับคำที่ผมบอก”

“เออ….ปะ เปล่า! งั้นเดี๋ยวฉัน...เออ.นี่ก็เย็นมากแล้วได้เวลากลับบ้านแล้วแหละ ฉันว่าเดี๋ยวจะเก็บร้านแล้วก็กลับบ้าน

ผมได้แต่ยิ้มอ่อนกับท่าทางที่เธอกำลังทำต่อหน้าฝนตอนนี้ หลังจากที่ผมสารภาพรักกับเธอไป ก็พูดจาตะกุกตะกัก ที่เป็นอาการหื่นของผู้หญิงคนนี้นั้นหรอ! ก็น่ารักเป็นแบบนะเนี่ยหญิงคนนี้ แล้วนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งแอบรักผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงคนนี้ทำให้พุงยิ้มได้ในเวลาที่ผมมีปัญหา ผู้หญิงแบบนี้แหละที่ผมตามหา! หน้าแดงเวลาเขินเท่านั้นยังไม่พอยังลามมาทางหูทั้งสองข้าง มีความคล้ายเป็นหูหนูกันเลยทีเดียว ก็น่ารักดีนะ รีบตามเธอไปดีกว่าก่อนที่จะหมดโอกาส รีบตามเธอไปทำคะแนนให้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้เลยดีกว่า….. เมื่อผมเข้ามาในร้านกาแฟกบก็ได้พบกับเธอที่ยังมีอาการเขินไม่หาย กับสิ่งที่ผมพูดเมื่อตะกี้ต่อหน้าเธอ แต่พฤติกรรมของเธอกลับเปลี่ยนไป นั่นก็คือเธอเตรียมตัวที่จะกลับบ้านกำนันมอเตอร์เพื่อเคลียร์ทุกอย่างที่อยู่ตามที่ของมันเสร็จเรียบร้อย เห็นเธอบอกว่าหลังจากปิดร้านคือกะว่าจะเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนสาวของเธอสักหน่อย หลังจากที่เธอไม่ได้เยี่ยมเพื่อนคนนี้มาตั้งนาน

“แล้วยังไงอ่ะตัวเองที่ผมบอกไปเมื่อกี้…”

“เออ…. ขอเวลาคิดอยู่แป๊บนึงนะ

ขอเวลาคิดไม่ออก งั้นก็แสดงว่าเขายอมที่จะให้โอกาสเราสินะ…..

“ได้...ถ้าอย่างนั้นผมจะรอจนกว่าคุณจะเปิดใจ

“ได้…”

รอได้รอไป...แต่ยังไงฉันก็กลัวที่จะเป็นของเขาอยู่ดี เขาจะรับปากฉันยังไงก็สวย ยังไงผู้ชายก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี ถ้าเราไม่รู้จักเขาดีจริงสำหรับเรื่องที่จะต้องไปคบกับเขาแบบจริงจัง ฉันขอเวลาคิดหน่อยละกันนะ ยังไม่น่าไว้ใจ

“พริม…. ขอเก็บร้านเรียบร้อยแล้วคุณจะไปไหนต่อหรือเปล่า “

“ฉันว่า….ถ้าฉันเก็บร้านของเพื่อนเสร็จแล้วอ่ะ ฉันจะกลับบ้านเลย เพราะว่าจะไปเตรียมงานของวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้คิดว่าจะไปรีวิวร้านขนมสั่งทำร้านใกล้ๆนี้แหละ

“ อย่างนั้นหรอ ผมกะว่าจะชวนคุณไปร้านบัญชีแถวๆนี้หน่อย

“แน่ใจ ว่าจะไปแค่นั้น ไม่ใช่อย่างอื่นหรอ”

“ก็แค่นั้นแหละ คุณคิดอะไรเพิ่มหรอ เอ๋...แสดงว่า

“ เดี๋ยว….ไปไกลละฉัน แค่จะบอกว่าจะพาไปกินข้าวเพิ่มด้วยนะ นายนั่นแหละคิดเยอะ!

อิตานี่…. มีแบบนี้ด้วยหรอที่เป็นคนเยอะคิดลึกคิดนานอะไรแบบนี้ เพิ่งรู้เหมือนกันนะเนี่ย อย่าว่าแต่เขาเลยเราก็มีคิดอยู่บ้าง กับความคิดของตัวเองและด้วยเหตุผลนี้มันเลยทำให้ ขอทั้งสองคนช่วยกันเก็บร้านอย่างเรียบร้อย เสร็จเรียบร้อยพวกเราก็พากัน ไปหาอะไรกินรองท้อง เฮ้ย! ไม่ใช่แค่การร้องท้องมันคืออาหารเย็นนี่แหละเขาไม่หิว หรือหิวยังไงไม่รู้แต่ตอนนี้ฉันหิว ฉันก็เลยตั้งหน้าตั้งตาเก็บร้านในแบบที่ใช้เวลาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่จะเดินหน้า ออกไปหาอะไรกินเข้ากระเพาะอย่างเร็วที่สุด เพราะตอนกลางวันฉันกินอาหารแค่นิดเดียว เพราะมัวแต่ยุ่งลูกค้าหมุนเวียนมาเต็มร้านแบบไม่ขาดสาย (ถ้ากินข้าวใส่ประมาณนี้ โรคกระเพาะต้องมาเยือนภายในร่างกายอีกแน่เลย แต่ก็ช่วยไม่ได้แล้วนะคนทำงานแบบนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะกินข้าวไม่ตรงเวลา) ฉันเดินออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดให้ทันที่จะมีอาการแทรกซ้อนในการหิวข้าวของฉัน และฉันก็ได้ยินเสียงของวิทย์ตามหลัง แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนะ ว่าตอนนี้ความหิวมันกำลังครอบงำร่างกายฉันอยู่

“รอด้วยสิคุณ….จะรีบไปไหนผมเดินตามไม่ทันแล้ว”

“นั่นก็เรื่องของคุณ แต่ฉันจะรีบออกไปจากที่นี่

“เขินผมหรอ….

( อันนั้นก็แค่หนึ่งส่วนสองของความคิด แต่ส่วนที่เหลือเนี่ยจะเป็นของอาการหิวซะมากกที่จะมาเขินได้นะ ฉันหิวข้าว!)

[โรงพยาบาล]

นานๆทีจะมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกแบบนี้ มันก็ดีเหมือนกันนะหลังจากที่ได้มาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เข้าใจกับคนที่เขาพาฉันมาที่นี่ เขาบอกว่า เรื่องที่เขากลุ้มใจมันเกี่ยวกับฉัน แต่ฉันพอเข้าใจในเรื่องที่เขามีงานเครียด แต่เขาจะระบายความเครียด เงียบสงบอยู่ใต้ธรรมชาติแบบนี้คนเดียวเรื่องนั้นฉันพอที่จะเข้าใจและปรับความเข้าใจกับเขาได้




นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น