จันทร์ซ่อนเงา

ตอนที่ 1 : จันทร์ซ่อนเงา (อัพแล้ว)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,782
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    25 ก.ค. 55

 

 

สวัสดีค่ะ

          หายหน้าหายตาไปนานมาก แต่ตอนนี้ “จันทร์ซ่อนเงา” กำลังอยู่ในขั้นตอนรีไรท์ค่ะ หัทจะพยายามมาอัพให้ได้ทุกวัน วันละ 1 ตอน จนกว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่รีไรท์เสร็จนะคะ

          จันทร์ซ่อนเงาที่ลากยาวถึง 4 ปี กลายเป็นนิยายในไหดองซึ่งเป็นตำนานซะแล้ว

          แต่หน้าปกมาถึงแล้วนะคะ หัทจะนำมาโชว์ในครั้งถัดไปค่ะ

เจ้าแม่จอมดอง

หัทยาวดี


จันทร์ซ่อนเงา โดย หัทยาวดี

ตอนที่ ๑ จันทร์ซ่อนเงา

            แสงแห่งทินกรโอบโลกให้สว่างไสวและอบอุ่นละม้ายอยู่ในอ้อมอกมารดา สายลมเย็นพัดแผ่วประกอบกับไอเย็นของแม่น้ำชวนระรื่นชื่นใจ ต้นไม้โบกไสวราวกับกำลังกล่าวคำอำลากับก้อนเมฆบนท้องฟ้า นกน้อยใหญ่บินผกผินอย่างอิสระร่าเริงคล้ายเริงระบำไปกับท่วงทำนองบทเพลงของธรรมชาติเพื่ออวดแก่สายตาของมนุษย์ที่อยู่บนเรือแพเบื้องล่าง

เรือแพหลังนี้เป็นเรือโดยสารให้กับเศรษฐีร่ำรวยล้นฟ้าหลายคน ทุกคนต่างแย้มยิ้มหัวเราะกันอย่างสนุกสนานสลับกับการชื่นชมบรรยากาศสองริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยโดยมีบอดี้การ์ดยืนคอยระวังภัยให้อยู่ไม่ไกล แม้เหล่าบอดี้การ์ดจะอยู่ในชุดสูทสีดำสนิทเป็นพิธีการแต่ทุกคนก็มีสีหน้าเบิกบาน ทั้งนี้เป็นเพราะอากาศสดชื่นเหลือเกิน ยกเว้นโสม พยัคฆ์ดำรงที่ยืนหน้าซีดหน้าเซียวอยู่ใกล้นายจ้างของตนจนกระทั่งทนไม่ไหวอีกต่อไปต้องรีบหันไปส่งสายตาฝากฝังหน้าที่ชั่วคราวให้กับเพื่อนร่วมงานก่อนที่จะพาร่างสูงเพรียวของตนเดินลิ่วๆ ไปด้านหลังของเรือแพ เกาะระเบียงเอาไว้แน่นแล้วสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หวังขับไล่อาการคลื่นเหียนจากการเมาเรือออกไป

ลืมกินยาแก้เมาเรือมารึไง นายธนุ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทเดินเลียบเคียงเข้ามาหาด้วยท่าทางกวนโทสะจึงได้รับการค้อนจากดวงตาคมสีไพลินมาเป็นรางวัล

ว่างรึไงธนุ นายเอาเวลาที่มาล้อเลียนฉันไปทำงานดีกว่า เจ้าของร่างสูงเพรียวพูดเสียงฉุน ตาขวางอย่างน่ากลัวแต่ก็ไม่ทำให้นายธนุกลัวได้เลย หรืออยากไปทำงานอย่างอื่นแล้ว

อืม นายธนุกอดอก เอามือลูบคางทำท่าครุ่นคิด ที่จริงฉันก็เบื่องานพวกนี้แล้ว รูปร่างหน้าตาของฉันก็เป็นพระเอกได้สบายๆ ฉันคิดไว้เหมือนกันว่าเสร็จงานนี้แล้วจะลองไปเทสต์หน้ากล้องดู เผื่อได้แจ้งเกิดเป็นพระเอกกับเขาบ้าง

ฉันรู้มาว่ามีกองถ่ายหนังเรื่องหนึ่งกำลังต้องการพระเอกหน้าใหม่นะ โสม พยัคฆ์ดำรงเผยยิ้มใสซื่อ ทำให้ดวงหน้าคมคายแต่ซีดเซียวเพราะเมาเรือน่ามองยิ่งขึ้น หน้าตาท่าทางนายก็ใช้ได้ ฉันคิดว่าไม่มีใครที่จะเหมาะกับบทพระเอกหนังเรื่องนี้ได้เท่านายอีกแล้ว

จริงหรือ นายธนุเลิกคิ้วขึ้นสูง หนังเรื่องอะไร

ฝ่าดงตีน!”

ธนุหน้าหงายไปแทบทันทีที่สิ้นเสียงซึ่งเต็มไปด้วยความสะใจของโสม ชายหนุ่มมองคนเมาเรือเงยหน้าหัวเราะเสียงดังขึ้นฟ้าดูท่าทางแจ่มใสกว่าเมื่อครู่เล็กน้อยด้วยแววตากึ่งยิ้มกึ่งหมั่นไส้ เพื่อนร่วมงานของเขาคนนี้หน้าตาคมคายแต่ก็แฝงความนุ่มนวลของสตรีไว้ได้อย่างลงตัว ดวงตาคมสีไพลินมีเสน่ห์อย่างที่ผู้ชายทุกคนอิจฉา ทั้งคิ้วคมเข้ม จมูกโด่งได้รูป และริมฝีปากอิ่มรูปสวยเป็นสีระเรื่อ เป็นริมฝีปากเจ้าเสน่ห์ที่น่าจุมพิตสักครั้งเป็นที่สุด

ผิวคล้ำขึ้นรึเปล่าโสม เขาเอ่ยถาม ดวงหน้าเจ้าเสน่ห์เบนมามองชั่วแวบหนึ่งก่อนตอบ

อืม... งานที่แล้วไปเป็นบอดี้การ์ดให้คู่สามีภรรยาเศรษฐีระหว่างฮันนีมูนที่มัลดีฟส์ พูดจบก็มองสำรวจผิวที่คล้ำลงโผล่พ้นเสื้อสูทแขนยาวของตน

จะทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือ ไม่คิดจะไปทำอย่างอื่นบ้างรึไง นายธนุถามเสียงจริงจัง มีความเป็นห่วงเจืออยู่ในน้ำเสียงจนสัมผัสได้ เธอเป็นผู้หญิงนะโสม งานนี้มันเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้หญิง

ทำงานด้วยกันมากี่งานแล้วธนุ นายก็เคยเห็นฝีมือฉันไม่ใช่รึไง

ธนุรู้ดีว่าหญิงสาวเป็นคนมีฝีมือแค่ไหน เธอปราดเปรียว แคล่วคล่องว่องไว ฉลาดเฉลียว เข้าใจสถานการณ์และมีสัญชาติญาณในการต่อสู้ดีเยี่ยมจนก้าวขึ้นเป็นบอดี้การ์ดแนวหน้าของบริษัทตั้งแต่เข้ามาทำงานได้เพียงสองปี แต่เขายังเห็นว่าเธอไม่สมควรทำงานนี้ตลอดชีวิตเพราะงานนี้ค่อนข้างอันตราย ทุกคนเคยได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน เธอควรมีชีวิตที่สงบสุขมากกว่านี้ มีความสุขอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งสมควรได้รับ

โสม แม่ฉันกำลังต้องการลูกมือช่วยทำขนม เธอก็เป็นคนมีฝีมือ ไม่ลองไปหาแม่ฉันล่ะ ชายหนุ่มเกลี้ยกล่อม มารดาของเขาเป็นเจ้าของกิจการขนาดกลางขายของฝากจำพวกขนมหวานสูตรไทยโบราณ โสมเป็นคนมีฝีมือในการทำขนมมากและมีหลายครั้งที่โสมอาศัยหาเงินจากการเป็นลูกมือช่วยแม่เขาทำขนมขาย

ทำไมนายไม่ไปทำเอง บ้านก็มีธุรกิจรุ่งเรืองดีดันไม่ทำ อยากมาทำงานเสี่ยงๆ หญิงสาวยอกย้อน

ฉันเป็นผู้ชาย ตอนนี้ก็แค่อยากทำอะไรตามใจตัวเอง สนุกกับชีวิตโลดโผนอีกสักหน่อย ในอนาคตข้างหน้าก็ไม่แน่ว่าฉันอาจจะกลับไปช่วยแม่ทำงานก็ได้

ฉันว่านายควรเลิกทำงานนี้ได้แล้ว นายมีทางเลือกที่ดีกว่า โสมหันหน้าไปหาสหาย หน้าตาซ่อนความหม่นหมองยามพูดประโยคต่อไป อีกอย่าง นายควรถนอมเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวให้มาก เพราะชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครได้รู้ล่วงหน้าหรอก     

โสม ธนุมองโสมด้วยความเห็นใจ หญิงสาวเสียครอบครัวไปเมื่อหลายปีก่อน ญาติพี่น้องที่พึ่งได้ก็ไม่มี เขาไม่รู้ว่าเธอผ่านความยากลำบากมาได้อย่างไรเพราะเพิ่งรู้จักกับเธอเมื่อสองปีที่แล้ว และเธอเองก็มีโลกส่วนตัวสูง แต่เขารู้ว่าเธอคิดว่าตนไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว ฉะนั้นในการปะทะที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานทุกครั้งเธอจะบ้าระห่ำสู้ไม่กลัวตายดุจเห็นความตายเป็นมาตุภูมิ

“เดี๋ยวเสร็จงานนี้เราไปดื่มกันดีกว่า” โสมรีบเปลี่ยนเรื่อง “ไม่ได้เมาด้วยกันมานานแล้ว”

“จะดีหรือโสม” ธนุทำหน้าตาแปลกๆ ละม้ายพิพักพิพ่วนใจ

ยายนี่ไม่ระวังตัวเอาเสียบ้างเลย เป็นเพราะไว้ใจว่าเขาจะไม่ทำเกินเลยหรือว่าไม่ได้มองว่าเขาเป็นผู้ชายกันแน่

“ฉันไม่ได้ดื่มแบบเต็มเหนี่ยวมานานแล้วนะ มันเพราะใครกันล่ะ พอมีโอกาสได้ดื่มทีไรก็ห้ามฉันทุกที”

“เหล้าไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกนะโสม”

นายไปทำงานต่อเถอะธนุ ฉันจะยืนรับลมอยู่ตรงนี้สักพัก เดี๋ยวจะเข้าไป โสมเอ่ยไล่ เธอรู้ว่าเพื่อนต้องการจะพูดอะไร แต่เธอไม่ต้องการรับความสงสารจากใคร

ตามใจ ธนุไหวไหล่ มองเพื่อนด้วยสายตาแสดงความเป็นห่วงก่อนเดินกลับเข้าไปทำหน้าที่ของตนต่อ โดยไม่รู้เลยว่าเขาจะได้เห็นเธอเป็นครั้งสุดท้าย!

หญิงสาวเหม่อมองไปยังสุดฟ้ากว้าง รู้สึกเคว้งคว้างไร้สถานสำหรับตนจนบังเกิดความเหงาและท้อถอยในการดำรงชีวิต ในเมื่อเธอไม่มีใครให้ต้องห่วงใย ไม่มีใครให้ทดแทนบุญคุณ ไม่มีบ้านที่อบอุ่นให้กลับไป ในบางครั้งที่จิตใจฟุ้งซ่านเธอจึงคิดว่าโลกอันโหดร้ายและอยุติธรรมใบนี้ไม่ใช่บ้านของเธอ

สวรรค์เอ๋ย... โปรดบอกว่าบ้านที่แท้จริงของฉันอยู่หนไหน

โสมถอนใจอย่างหนักหน่วง เธอไม่ได้สัมผัสกับคำว่าบ้านมานานหลายปีจนลืมเลือนแล้วว่าความอบอุ่นของบ้านนั้นเป็นอย่างไร เท่าที่จำความได้ ตั้งแต่สูญเสียครอบครัว ตัวเธอก็เคว้งคว้างและไร้จุดมุ่งหมาย ต้องไปอยู่ในความดูแลของญาติฝ่ายแม่ที่แม่ตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก หารู้ไม่ว่าท่านคิดผิดเพราะพวกเขานำเงินของเธอมาจับจ่ายใช้สอยสนุกมือ ในขณะที่เธอไม่ได้ใช้เงินก้อนนี้เลย พวกเขาใช้งานเธอราวกับเป็นคนรับใช้ ให้เธอนอนในห้องเก็บของเก่า มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบกับผ้าห่มเก่าบางๆ ผืนหนึ่งให้เท่านั้น เสื้อผ้าและรองเท้าก็ต้องรับของเก่ามาใส่ ใส่จนขาดแล้วขาดอีก ซ่อมแล้วซ่อมอีก ไม่เคยได้ของใหม่มาใช้สักชิ้น ทั้งยังถูกกดขี่ข่มเหงจนไม่อาจทานทนได้ เธอจึงซมซานหนีออกจากบ้าน เดินทางอย่างไร้จุดมุ่งหมายและทิ้งสิ่งที่เรียกว่ามรดกของพ่อแม่ไว้เบื้องหลัง

เธอทำตัวเหมือนวณิพก ค่ำไหนนอนนั่น เดินทางไปเรื่อยๆ อย่างลืมวันลืมคืนจนข้ามจังหวัดมาถึงจังหวัดราชบุรี เธอผ่านความลำบากมามากมาย ยังจำความหิวแสบท้องที่สุดในชีวิตได้ ยังจำเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ร่างกายผอมซูบ และบาดแผลที่เกิดจากการทำร้ายเมื่อเธอลักขโมยอาหารแล้วถูกจับได้ เธอต้องอยู่ลำพังในคืนที่แสนทรมานเมื่อไข้รุมเร้า นอนหนาวสั่นอยู่ในป่าแถบชายแดน ฝนที่กระหน่ำลงมาไม่ยั้งเหมือนมุ่งซ้ำเติมชีวิตบัดซบนี้ให้จมธรณี สมองอันมึนชาและความปวดร้าวทุกรูขุมขนแทบจะพรากวิญญาณของเธอไป นัยน์ตาอันพร่ามัวของเธอมองเห็นรองเท้าก้าวเข้ามาอยู่แทบปลายจมูก และก่อนที่โลกจะมืดไปเธอรู้สึกว่าร่างของตนกำลังลอยสู่ที่สูงจนอดคิดไม่ได้ว่าคงกำลังขึ้นสวรรค์แล้วกระมัง แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งกลับพบว่าชีวิตได้พลิกผันไป ทหารจาก ฉก.ทัพพญาเสือเป็นผู้ไปพบเธอและนำมารักษายังสถานอนามัยจนหายดี แต่เธอไม่พูดกับใครแม้ทุกคนจะพยายามถามว่าเธอเป็นใคร มาจากไหนเพราะเธอไม่อยากจะไปอยู่กับครอบครัวใดก็ตามที่พร้อมจะกดขี่เธอ เธอยอมตายดีกว่าจะยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีก

เรื่องนี้คงสร้างความเดือดร้อนให้ใครหลายคน จนในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจจะส่งเธอให้ไปอยู่ในความดูแลของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าระหว่างรอการสืบหาแฟ้มประวัติเด็กหายทั่วจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เธอเองก็ยอมรับอย่างเสียไม่ได้เพราะอย่างไรก็คงดีกว่าคลำทางหาที่ไปในความมืดด้วยตนเอง แต่ก่อนที่จะมีการดำเนินการอะไรไปมากกว่านั้น บุคคลคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาเป็นผู้พลิกผันชีวิตเธออีกครั้ง

ชายหน้าตาดุขึงขังในชุดทหารแลดูองอาจยืนจ้องเธอที่นั่งอยู่บนเตียงคนไข้ราวกับจะอ่านให้ลึกเท่าที่ต้องการ แม้ในใจของเธอจะนึกหวั่นความน่าเกรงขามของเขา แต่โดยนิสัยแล้วเป็นคนไม่ยอมคน ดวงตาสีน้ำเงินละม้ายบิดาจึงจ้องตากลับอย่างไม่ยอมจำนน

ชื่ออะไร เสียงห้าวกังวานขึงขังเอ่ยออกมาในที่สุด เธอทำเพียงแค่จ้องมองเขาเขม็ง แต่ไม่ยอมพูดโต้ตอบ อีกฝ่ายจึงตะคอกสั่ง ตอบมา!’

อย่ามาตะคอกฉันนะ!’ ด้วยความโมโหจึงขึ้นเสียงกลับไป ก่อนจะคิดได้ว่าไม่ควรทำเสียเลย จะถูกตีรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะทหารที่อยู่ตรงหน้าท่าทางจะยศสูงและเจ้าระเบียบ คงไม่มีทางยอมให้เด็กมาก้าวร้าวแน่

ชื่อแปลกดี... อย่ามาตะคอกฉันนะ ใครตั้งให้

หา?!’ เธอมองนายทหารชั้นผู้ใหญ่ตรงหน้าราวกับเห็นมนุษย์ต่างดาวที่พูดคนละภาษา หรือบางทีอาจเป็นเธอที่ฟังผิดไปเอง

อย่ามาตะคอกฉันนะ... เธอน่ะ มาจากที่ไหน เสียงขึงขังถามต่อ ใบหน้าดุเพิ่มระดับความเข้มขึ้นมาอีก

อะไรนะ

ชื่อเธอไม่ใช่รึไง... อย่ามาตะคอกฉันนะ น่ะ

ไม่ใช่ ฉันชื่อโสม พยัคฆ์ดำรง กว่าจะรู้ตัวก็บอกชื่อเขาไปเสียแล้ว เธอตกใจจนหน้าซีดเผือด เช่นนี้หากเขาส่งเธอกลับบ้านไปผจญนรกนั่นอีกล่ะจะทำอย่างไร

ชื่อโบราณคร่ำครึจริงๆ ชายหนุ่มบอกหลังจากนิ่งงันไปพักหนึ่ง

เอ๊ะ! น้าพูดอย่างนี้มีปัญหาอะไรกับชื่อฉันรึเปล่า เพราะถูกพูดจาคล้ายหมิ่นชื่อที่พ่อและแม่ตั้งให้จึงเกิดโทสะอีก

ชื่อเธอไม่มีปัญหา แต่มีปัญหากับตัวเธอ ยายเด็กหนีออกจากบ้าน

ไม่ใช่หน้าที่ของทหารเสียหน่อย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเถอะ!’

พ่อแม่ไม่สั่งสอนรึไง ถึงได้พูดจาอย่างนี้!’

อย่ามาว่าพ่อแม่ฉันนะ!’ ดวงตาคมสีน้ำเงินลุกวาบ ท่านเสียไปแล้วก็ให้ท่านนอนอย่างสงบเถอะ

... แล้วญาติเธอเขาไม่สั่งสอนเธอบ้างหรือ กิริยามารยาทเธอมันใช้ไม่ได้เลย เขาพูดขึ้นหลังจากทำสีหน้าคล้ายมั่นใจอะไรบางอย่างแล้ว

เฮอะ! สอนหรือ เธอเหยียดปาก ยิ้มหมิ่นแคลน พวกนั้นวันๆ ก็เอาแต่จิกหัวฉันใช้ทำงานทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เรียนก็ไม่ให้เรียน สอนลูกตัวเองให้ดียังไม่ได้ ปล่อยให้ทำตัวเกะกะระรานคนอื่นแบบนั้นแล้วจะมีปัญญามาสอนฉันได้ยังไง

เขาเงียบไปและจ้องมองเธออย่างครุ่นคิดลึกซึ้ง เธอไม่สามารถอ่านสายตาของเขาออกได้แม้สักนิดจึงค่อนข้างกังวลว่าความคิดของเขาจะทำให้เธอแย่ลงเพราะเธอแสดงกิริยาไม่ดีหลายอย่างออกไป

ฉันยังไม่มีลูก เสียงเขาทอดบอกเบาลงนิดหน่อยแล้วเงียบลงไปนาน จนเธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าเขา จึงเห็นดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูมองมาจนหัวใจอันแห้งแล้งกลับมีชีวิตชีวาขึ้นบ้างราวกับต้องหยดน้ำทิพย์ หากเธอคิดว่าทนความลำบากของการเป็นลูกทหารได้ ฉันจะรับเธอเป็นลูกบุญธรรม

อะไรนะ เธอจ้องมองเขาอย่างมีความหวังระคนสับสนและเคลือบแคลงใจ

ฉันได้ยินเรื่องเธอตั้งแต่เธอมาที่นี่ เธอเป็นเด็กที่ไม่ยอมพูดไม่ยอมจาอะไรเลย ท่าทางหน้าตาดื้อรั้น สร้างความเดือดร้อนให้ใครหลายคนโดยไม่รู้สึกผิด

ถ้าจะด่ากันอีกฉันนอนก่อนล่ะ เบื่อ!’

ได้เห็นเธอก็ยิ่งเชื่อว่าเธอมันเหลือขอ ไร้การอบรมสิ้นดี แต่ฉันชอบแววตาเธอ...

ชอบเด็กหรือ

ปากเสีย หาคุกหาตารางมาให้ฉันแล้วไหมล่ะ

ใครจะไปรู้ เธอเหลือบมองด้วยสายตาหวาดระแวง

ประเดี๋ยวยันโครม ไม่พูดเปล่า คนที่เธอคิดว่าเกรงขามเป็นผู้ใหญ่กลับทำท่าจะยกเท้าขึ้นยันเธอที่นั่งอยู่บนเตียงคนไข้จริงๆแม่เธอก็ท่าทางเรียบร้อย หรือเธอได้นิสัยกวนโอ๊ยแบบนี้มาจากแดนเนียล

น้ารู้จักพ่อกับแม่ฉันหรือ!’ เธอแทบจะโผไปจับไหล่กว้างนั้นเสียแล้ว ยังดีที่ยั้งตัวไว้ทัน

ฉันรู้จักทั้งพ่อและแม่ของเธอ ฉันยังเห็นเธอนอนตัวเหี่ยวตัวแดงในตู้อบทารกก่อนใครด้วยซ้ำยายเปี๊ยก!’

หลังจากนั้นเขาก็เล่าให้เธอฟังว่า เขาเป็นเพื่อนกับแม่ของเธอมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนตามที่ตนใฝ่ฝันแต่ก็ติดต่อกันอยู่เสมอจนกระทั่งแม่ของเธอแต่งงานกับแดนเนียลซึ่งเป็นหนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกัน เขาก็ยังสนิทสนมกับครอบครัวของเธอ และวันที่แม่เธอปวดท้องคลอดกะทันหันเขาก็เป็นคนพาแม่เธอไปคลอดที่โรงพยาบาลเพราะขณะนั้นแดนเนียลกำลังออกไปซื้อผลไม้ที่แม่เธอบ่นอยากทาน เขาจึงได้เห็นเธอก่อนแดนเนียลที่กระหืดกระหอบตามมาในภายหลัง เขาเปรียบเสมือนพ่อทูนหัวของเธอทีเดียวเพราะช่วยครอบครัวเธอทุกอย่าง เขายังเล่าอย่างขบขันว่าเธอเคยไปฝากรักเปียกๆ ใส่เครื่องแบบทหารของเขาถึงสองสามครั้งจนต้องกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อใหม่ก่อนทำงานต่อ ทั้งยังเคยเลี้ยงเธอตอนพ่อแดนเนียลและแม่รัตนาวดีของเธอไม่สบายกันทั้งสองคน แต่ก็ต้องมาห่างไปเพราะต้องย้ายไปประจำการไกลจากจังหวัดกาญจนบุรีมากทีเดียว แล้วก็ขาดการติดต่อไป

เขาได้ทราบข่าวว่าทั้งแดนเนียลและรัตนาวดีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถคว่ำแล้วจึงติดตามหาข่าวเธอจึงได้รู้ว่าอยู่ในความดูแลของญาติ เขาอยากจะไปเยี่ยมเธอแต่ก็กลัวเธอจำเขาไม่ได้จึงได้แต่ติดตามข่าวอยู่ห่างๆ เมื่อรู้ว่าเธอหนีออกจากบ้านก็รีบติดตามหาตัวแต่ไม่ได้ข่าว จนกระทั่งได้ยินข่าวจากพวกทหารว่ามีเด็กคนหนึ่งถูกนำมารักษาไข้ แต่พอหายไข้กลับไม่ยอมพูดจา ท่าทางเหมือนเด็กหนีออกจากบ้านจึงมาดูด้วยความหวัง หลอกถามเธอจนได้รู้ว่าเป็นลูกสาวของแดนเนียลและรัตนาวดีเพื่อนของเขาแน่แท้แล้วจึงคิดรับอุปการะ ส่วนโสมเองนั้น เมื่อได้รู้ว่าเขาเปรียบเสมือนพ่อทูนหัว เธอก็รู้สึกว่าพบที่พึ่ง เหมือนนกที่บินอย่างอ่อนแรงในมหาสมุทรแล้วกลับเจอแผ่นดินใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ เธอตัดสินใจว่าจะเป็นลูกสาวของเขา เขาจึงจัดการทุกอย่างเพื่อที่จะมีอำนาจปกครองเธออย่างถูกต้อง และทุกสิ่งก็เป็นไปตามที่หวังไว้หลังจากนั้นสองปี โดยเขาต้องเสียเงินให้ญาติของเธอเพื่อแลกกับลายเซ็นยินยอมยกเธอให้เป็นบุตรบุญธรรมของเขา

ชีวิตของเธอมีความสุขจนโลกที่เคยมืดกลับสว่างสดใส แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็พออยู่พอกินสุขกายสบายใจ เธอได้รับการอบรม ได้รับการศึกษา ได้รับความรักความอบอุ่นจาก พ่อพฤกษ์ ของเธอ พ่อสอนเธอทุกอย่างที่ทหารทำได้ ทั้งยุทธการทหาร การประกอบและการใช้อาวุธต่างๆ หรือแม้กระทั่งศิลปะการป้องกันตัวมือเปล่า คู่ซ้อมก็ไม่ใช่ใครไหนอื่นนอกจากทหารใต้บังคับบัญชาของพ่อที่ต่างก็เต็มใจที่จะมาเป็นคู่ซ้อมให้เพราะเธอมักจะมีลีลาการต่อสู้ที่พลิกแพลงแปลกใหม่เนื่องมาจากการผสมผสานระหว่างศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเท่าที่ร่ำเรียนมา

วีรกรรมที่เธอก่อในค่ายทหารเล็กๆ แห่งนี้มีมากมาย ถูกทำโทษตามวิธีของทหารเท่าที่ผู้หญิงจะโดนทำโทษได้ก็หลายครั้ง แต่นั่นไม่ทำให้เธอหยุดความอยากรู้อยากเห็นได้ เธอเคยทำแม้กระทั่งสวมเสื้อทหารแอบติดตามทหารหน่วย แรงเยอร์ไปปฏิบัติภารกิจแถบชายแดนถึงสองวันโดยเขียนจดหมายบอกพ่อพฤกษ์ก่อนแอบหนีมา ประจวบกับที่แรงเยอร์หน่วยนี้ถูกทหารชนกลุ่มน้อยของพม่าโจมตี จึงมีเธอที่ยิงตลบหลังทหารกลุ่มนั้นอีกทีหนึ่ง แม้จะไม่มีประสิทธิภาพนักแต่ก็ทำให้อีกฝ่ายเกิดความระส่ำระสายและสับสน หน่วยแรงเยอร์จึงสามารถพลิกสถานการณ์ออกมาจากความเสียเปรียบได้สะดวกขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เธอถูกพ่อทำโทษด้วยก้านมะยมจนลายพร้อยไปทั้งตัว ทั้งยังถูกกักบริเวณอยู่ในห้องนอนกว่าสองอาทิตย์  แต่การถูกทำโทษแค่นี้ไม่ได้ทำให้เธอเข็ดแต่อย่างใด ฉะนั้น หลังจากงัดทุกกลเม็ดเด็ดพรายออกมาใช้เพื่อออดอ้อนพ่อพฤกษ์ให้ฝึกเธอตามวิธีของหน่วยแรงเยอร์ ในที่สุดพ่อก็ยอมใจอ่อน ขอความสมัครใจจากทหารหน่วยแรงเยอร์ให้สละเวลาอันน้อยนิดมาผลัดกันฝึกเธอในค่ายทหารเล็กๆ แห่งนั้น แม้จะลำบากเธอก็ไม่เคยบ่นเพราะรู้ว่าที่เธอกำลังฝึกอยู่ไม่เข้มงวดเท่าที่ฝึกจริง จะโอดโอยไปให้เสียเกียรติตัวเองทำไม

โลกอันสว่างสดใสกลับกลายเป็นมืดมิดในเช้าวันหนึ่งที่เธอมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ทหารนายหนึ่งที่เธอจำได้ว่าอยู่ในชุดปฏิบัติการของของพ่อมากดกริ่งเรียกเธอด้วยสีหน้าลำบากใจระคนเศร้า เธอกวาดตามองร่องรอยบาดแผลของเขาก่อนจะเปิดประตูรับ

ครั้งนี้ได้รับบาดเจ็บมานี่

เมื่อคืนนี้หน่วยของเราปะทะกับทหารพม่า เพราะเกิดความเข้าใจผิดกันเล็กน้อย ทหารนายนั้นบอกเบาๆ มองเธออย่างอึดอัดและสงสารจนเธอสังหรณ์ใจไม่ดี

พ่อพฤกษ์ให้มาบอกว่าไม่ต้องรอหรือคะ ยังเคลียร์งานไม่เสร็จใช่ไหม

ท่านเสียชีวิตแล้ว ผมมารับคุณไปหาท่าน สิ้นเสียงที่เปรียบเสมือนลูกปืนแล่นเข้าตัดขัวหัวใจของเธอ โสมรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท่าสั่นไหวอย่างรุนแรง ร่างที่ยืนหยัดทรุดฮวบลงจนผู้แจ้งข่าวเกือบรับเอาไว้ไม่ทัน ท่านกล้าหาญมาก เป็นผู้บังคับบัญชาที่พวกเรารักเหมือนพี่ชาย ท่านเสียสละให้พวกเราถอยร่นในขณะที่ท่านคอยยิงสกัดรั้งท้าย แต่... ท่านพลาด

... แล้วพวกมันล่ะ เธอถามเสียงแผ่วแหบโหย เรี่ยวแรงเหือดหาย

 ‘พวกเราหกคนตัดสินใจยิงต่อสู้จนอีกฝ่ายตายหมดทุกนาย

เธอไม่รู้ว่าเดินออกจากการประคองของทหารนายนั้นได้อย่างไร แต่เธอก็ใช้สองเท้าของเธอเดินไปยังค่ายทหารเล็กๆ อันเต็มไปด้วยความทรงจำตามการนำของทหารนายนั้น แล้วเธอก็เห็นพ่อในกระโจม... พ่อนอนสงบอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศกของผู้ใต้บังคับบัญชาที่เคารพและรักพ่อ ร่างของพ่อถูกห่มด้วยตัวแทนของสิ่งที่พ่อทุ่มเททั้งจิตวิญญาณเพื่อพิทักษ์ปกป้อง เป็นภาพที่เศร้าสะเทือนใจและองอาจอย่างที่เธอไม่เคยเห็นพ่อองอาจได้เท่านี้มาก่อน เธอตรงเข้าไปคุกเข่าใกล้ศพท่านแล้วกอดท่านไว้ ร่ำไห้ในใจแต่ไร้น้ำตา เธอนึกถึงปณิธานของพ่อ พ่อพูดเสมอว่าเกิดมาเป็นคนไทยก็ต้องตายเพื่อชาติไทย มีชีวิตเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเป็นทหาร เป็นรั้วของชาติ รับใช้แผ่นดิน ต้องพร้อมเสียสละทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แล้วพ่อก็ได้บรรลุปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพ่อด้วยการพลีชีพเพื่อชาติ!

งานศพของพ่อถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติของทหารกล้า ทุกคนตรงมาดูแลเธอด้วยความเป็นห่วงเพราะยังไม่มีใครเห็นเธอร้องไห้เสียน้ำตาแม้แต่น้อย มีเพียงความนิ่งเงียบที่น่าหวาดหวั่นเท่านั้น พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเธอร่ำไห้อยู่ในใจด้วยความทุกข์ทรมาน ที่ไม่แสดงออกก็เป็นเพราะพ่อฝึกเธอไม่ให้เสียน้ำตาให้ใครเห็นง่ายๆ และซ่อนเร้นอารมณ์ของตนไม่ให้ใครรับรู้

หลังจากเปิดพินัยกรรมแล้วมรดกทุกอย่างก็ถูกโอนมาให้เธอ เธอจึงใช้มันเพื่อศึกษาเล่าเรียนจนจบเนติบัณฑิต สอบได้ตั๋วทนายแล้วใช้วิชาความรู้ทวงความยุติธรรมที่เธอควรได้จากป้าแท้ๆ ของเธอจนสำเร็จ แต่หลังจากนั้นแทนที่เธอจะใช้ความรู้ในวิชาอาชีพกฎหมาย เธอกลับเลือกสมัครงานเป็นผู้คุ้มกันบุคคลสำคัญกับบริษัทรักษาความปลอดภัยยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชีย เธอใช้เวลาพิสูจน์ฝีมือตนเองเพียงสองปีก็กลายเป็นมือดีของบริษัท ได้รู้จักนายธนุ ได้สัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวจากครอบครัวของธนุอีกครั้งแม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความสุขสำหรับเธอก็ตาม

ขณะที่ความคิดอันหดหู่กำลังครอบงำจิตใจอยู่นั้น ฉับพลันเรือแพก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โสมได้ยินเสียงไม้แพหักมาจากทิศใดไม่ทราบได้ ก่อนที่พื้นใต้ฝ่าเท้าจะโคลงเคลง แพไม้แยกออกจากกันและร่างที่กำลังเสียหลักก็ดิ่งจมลงสู่ใต้น้ำทันที หญิงสาวตั้งสติมั่นแหวกว่ายในกระแสธารขึ้นสู่ผิวน้ำ หากแต่ขณะที่ไม่ทันระวังตัวนั้น ท่อนไม้ไผ่ปล้องใหญ่อันเป็นส่วนประกอบของเรือแพที่กำลังจมดิ่งลงน้ำก็ตรงมายังเธอและเข้าปะทะที่ท่อนขาจนเธอไม่อาจทนความเจ็บปวดใช้ขาตีน้ำได้อีก เธอตะเกียกตะกายตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด อากาศในปอดสำลักออกมาจนหมดก่อนจะถูกแทนที่ด้วยน้ำจำนวนมากที่ทะลักเข้าสู่ปากและจมูกจนปวดแสบปวดร้อนไปหมดเหมือนคนถูกเอาน้ำร้อนจับกรอกไปทุกทวารบนร่างกาย ชั่ววินาทีนั้นเธอตระหนักได้ทันทีว่าอาจจะสิ้นบุญที่ทำมาในชาตินี้แล้ว

แล้วจะกลัวอะไรเล่าโสม เธอเองก็ไม่ได้พิศวาสโลกใบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ แต่ถึงอย่างไรเธอก็รักชีวิตนี้นี่นา แม้จะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่การปล่อยให้ตัวตายโดยไม่หวงแหนชีวิตที่บุพการีมอบให้ย่อมเป็นบาป

โสมฮึดสู้ที่จะหนีจากเงื้อมมือของยมทูตอีกครั้ง หญิงสาวพยายามตะเกียกตะกายแต่กลับพบว่าเรี่ยวแรงของตนถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาก็พร่าลาย สุดท้ายร่างทั้งร่างเหมือนถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่โดยมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็นฉุดลงสู่ก้นบึ้งแห่งมรณะจนไม่อาจยื้อยุดชีวิตเอาไว้ได้อีกต่อไป!

 

แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องไปทั่วตำหนักจันทรา จนกระทั่งตำหนักเกิดแสงมลังเมลืองราวกับต้องมนต์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด มีเสียงดนตรีแผ่วพลิ้วมาตามสายลม จนรูปปั้นนางนางอัปสรที่มีใบหน้าแย้มสรวลดูราวกับจะเริงระบำไปตามเสียงเพลงนั้นอย่างมีชีวิต ไม่นานก็เกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ใจขึ้น เมื่อบ่อจันทราเปล่งแสงเรืองรองขึ้น และปรากฏลูกไฟสีน้ำเงินหลายร้อยหลายพันดวงลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ไม่กี่อึดใจต่อมา ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวและทะลึ่งพรวดขึ้นมาบนผิวน้ำ ร่างนั้นหอบหายใจแรงก่อนพยายามตะเกียกตะกายว่ายมาแตะที่ขอบบ่อ แล้วขึ้นมานอนแผ่อย่างเหนื่อยอ่อน

ร่างนั้นอยู่ในชุดสูทสีดำสนิท รูปร่างสูงเพรียว ผมซอยสั้นเข้ารูป ดวงหน้าคมคาย คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตาคมดุสีน้ำเงิน ล้อมกรอบด้วยแพขนตายาว จมูกโด่งสวย ริมฝีปากอวบอิ่มทรงเสน่ห์ มือเรียวบางแต่กร้านเพราะใช้อาวุธอยู่เป็นประจำ ยกขึ้นลูบน้ำออกจากใบหน้า ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความฉงนฉงาย

ที่นี่ที่ไหน

เกิดเสียงเคลื่อนไหวดังอยู่ใกล้ๆ ตัว ทำให้ร่างสูงเพรียวหันไปหาต้นเสียงนั้นทันทีด้วยสัญชาตญาณระวังภัย ซึ่งบอดี้การ์ดทุกคนได้รับการฝึกฝนมาให้มีประสาทสัมผัสที่ไวในเรื่องพวกนี้ ก่อนจะเห็นร่างสูงกำยำในชุดคลุมดำสนิทมายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า คนๆ นั้นสวมหน้ากากสีดำทะมึนดูน่าสะพรึงกลัวนัก ทำให้ร่างสูงเพรียวรู้สึกหวาดหวั่น จึงถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่ง ทันใดนั้นร่างในชุดคลุมสีดำก็ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วกระชากร่างสูงนั้นให้เข้ามาหาตัว ก่อนพูดว่า

เจ้าผุดขึ้นมาจากบารายจันทรา หรือเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับแม่หญิงจันทรวดี!” ราชันไพสัณฑ์ตรัสถามชายหนุ่มหน้าตาคมคายในชุดแต่งกายประหลาดด้วยความตื่นเต้น ตอบข้ามา! แม่ข้าส่งเจ้ามาใช่รึไม่!”

ร่างสูงเพรียวยืนแน่นิ่งไม่ตอบคำถาม เพราะกำลังหวาดหวั่นและสับสน เมื่อถูกเขย่าและเร่งเร้าให้ตอบนานเข้า จึงเปิดปากพูดออกมาว่า

ที่นี่ที่ไหน

ราชันไพสัณฑ์ทรงหรี่พระเนตรลง ก่อนจะทรงนึกฉงนพระทัยว่าเหตุไฉนชายหนุ่มหน้าตาคมคายผู้นี้ถึงได้มีเสียงคล้ายสตรี หรือบางทีอาจเป็นเพราะเจ้าตัวเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาที่นี่กระมัง ฉะนั้นจึงประทานคำตอบให้ด้วยพระสุรเสียงห้าวห้วนและหนักแน่นว่า

กณวรรธน์นคร!” พระองค์สังเกตได้ว่าชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายประหลาดเบื้องหน้ามีอาการผงะนิ่งงันไปชั่วครู่หนึ่งก่อนที่ดวงตาสีน้ำเงินคู่สวยจะฉายรอยบางอย่างที่พระองค์แปลไม่ออก

ฉันคงกำลังฝันไป โสมพูดกับตัวเองเบาๆ แต่ราชันหนุ่มทรงสดับชัดเต็มสองพระกรรณ

เจ้าไม่ได้ฝันไป

ฉันไม่เชื่อ หญิงสาวส่ายหัวแรงๆ ก่อนจะมีอาการหน้ามืด พื้นใต้เท้าโคลงเคลงจนร่างโอนเอนจะล้ม แล้วทุกสิ่งก็ดับวูบลง มีเพียงความเงียบงัน

 

โสมกำลังล่องลอยอยู่ในความมืดและความว่างเปล่าที่แสนเย็นยะเยือก หญิงสาวรู้สึกว่ากายเบาหวิวประหนึ่งไม่มีตัวตน สมองมึนงงละม้ายอยู่ในห้วงนิทรา พลันแสงสว่างจุดเล็กในที่อันไกลโพ้นก็ส่องเข้ามาในดวงตา มันขยายใหญ่ขึ้นพร้อมเสียงบทสวดอันแสนเยือกเย็นที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดแสงสว่างอันเจิดจ้าก็ทำให้เธอตาพร่าจนต้องหลับตา ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าสติสัมปชัญญะที่หายไปกลับมาครบถ้วนอีกครั้ง  

เธอกำลังอยู่ในงานศพของใครกัน

โสมมองสำรวจศาลาที่ใช้จัดงานศพด้วยความงุนงง เห็นแขกเหรื่อผู้มีใบหน้าเศร้าหมองซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นเคยกัน ทั้งเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ทหารอดีตใต้บังคับบัญชาของพ่อและครอบครัวของธนุผู้เป็นสหายสนิท หญิงสาวแปลกใจที่ทุกคนไม่เห็นเธอ แม้เธอจะเพียรพยายามติดต่อกับพวกเขา และแล้วสายตาก็พบกับภาพที่ตั้งอยู่หน้าศพ เป็นภาพที่ทำให้เธอเย็นเฉียบไปทั้งตัวคล้ายถูกน้ำเย็นสาดใส่

รูปของเธอตั้งอยู่หน้าศพ!

หญิงสาวก้าวเท้าไปใกล้รูปนั้นและจดจ้องมันอย่างคาดหวังว่าในวินาทีใดวินาทีหนึ่งเธอจะพบว่าตาฝาดไป แต่แล้วก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อความจริงเปิดเผยอยู่เบื้องหน้า เสียงพระสงฆ์บริกรรมบทสวดอันสงบเย็นสั่นสะท้านไปทั้งวิญญาณ ภาพบรรยากาศงานศพของ โสม พยัคฆ์ดำรง ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโลกถล่มทลายอยู่เบื้องหน้า ภาพความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาจนทำให้เข้าใจกระจ่าง

เธอตายแล้ว... ตายในอุบัติเหตุเรือแพอับปาง!

เธอยืนตะลึงงันกับความจริงอยู่ครู่ใหญ่จึงเหลือบมองพวงหรีดที่ตั้งอยู่รายรอบแล้ววกไปที่โลงศพโลงใหญ่ประดับประดาสวยงาม สองเท้าเบาหวิวก้าวเข้าไปใกล้คล้ายละเมอ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คุณป้ากาญจนาผู้เป็นแม่ของธนุเดินมาเคาะโลงศพอันงดงามด้วยใบหน้าเศร้าหมอง

แม่วางข้าวไว้ตรงนี้นะลูก ของโปรดของหนูทั้งนั้น ทานให้อิ่มนะจ๊ะ เสียงของคุณกาญจนาสั่นเครือและดวงตาก็รื้นน้ำปริ่มจะรินไหล นางสูดจมูกแรงๆ หนึ่งที วางถาดอาหารที่เต็มไปด้วยของโปรดของโสม พยัคฆ์ดำรงเอาไว้ใกล้ๆ โลงศพ ปักธูปหนึ่งดอกบนสำรับ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งในตำแหน่งประธานของงานคู่กับนายธนุ

โสม พยัคฆ์ดำรงอยากจะหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยอาวรณ์ แต่ไม่รู้ว่าทำไมน้ำตาจึงไม่รินไหล หญิงสาวยื่นมือเข้าไปหวังจะหยิบอาหารแต่กลับพบว่าไม่สามารถแตะต้องวัตถุใดได้เลยแม้จะลองครั้งแล้วครั้งเล่า พลันให้รู้สึกปลดปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความอาลัยอาวรณ์ที่บังเกิดก่อนหน้านั้นมลายหายไปทีละเล็กทีละน้อยและจะหมดไปในที่สุด

อาหารสำรับนี้มีประโยชน์อะไรกับคนที่สิ้นกายหยาบไปแล้วอย่างเธอ ดอกไม้ที่ประดับอยู่ในงานไม่ได้ให้อะไรแก่เธอ ความสวยงามของโลงศพไม่เป็นประโยชน์อันใด เพราะร่าง ซึ่งทอดกายอยู่ในนั้นจะเหลือเพียงเถ้ากระดูกเพียงกำมือหนึ่งเมื่อสิ้นการฌาปนกิจ

อะนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโข

สังขารทั้งหลาย มีความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับสลายไป การเข้าไปทำความสงบแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเหตุแห่งความสุข

โสม พยัคฆ์ดำรงพริ้มตาหลับสดับฟังเสียงพระสงฆ์ด้วยจิตอันผ่องใส หญิงสาวสามารถเข้าใจบทสวดภาษาบาลีนี้ได้อย่างน่าประหลาด รับรู้เหมือนปลาที่ต้องอยู่ในห้วงธารา เหมือนนกที่รู้ว่าสามารถบินได้บนท้องฟ้า คำถามของเธอมีคำตอบอยู่ในบทนี้เอง

คุณหมอใหญ่มาแล้วธนุ ลูกช่วยไปต้อนรับเขาที แม่เดินไม่ไหว เสียงคุณกาญจนาลอยมากระทบการรับรู้ของหญิงสาว เธอเห็นนายธนุลุกขึ้นไปต้อนรับแขกที่เพิ่งเข้ามาใหม่อย่างนบน้อม เขาเป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่นมาก ร่างสูงโปร่งเหมือนมีประกายบางอย่างที่ทำให้คนเกิดความเลื่อมใส อบอุ่นใจ สบายใจแต่ก็เกิดความยำเกรงคล้ายกับมีรัศมีแห่งอำนาจเปล่งประกายออกมาจากรอบตัวเขา

สวัสดีครับคุณหมอใหญ่ ธนุยกมือไหว้ชายหนุ่มที่มีอายุมากกว่าเขา พร้อมผายมือเชิญให้ไปนั่งร่วมกันในตำแหน่งประธานของงาน

ขอโทษด้วยที่ไม่ได้มาช่วยคุณก่อนเริ่มงาน เสียงทุ้มนุ่มที่เปล่งออกมาทำให้โสมรู้สึกอบอุ่นใจ เธอจึงก้าวเท้าเข้าไปหาเขาที่กำลังทรุดลงนั่งข้างคุณกาญจนาและประนมมือไหว้นางอย่างงดงาม

ไม่เป็นไรครับ ผมต้องขอบพระคุณหมอใหญ่และครอบครัวมากกว่า ธนุเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง เพราะคุณหมอใหญ่ท่านนี้เป็นผู้จัดการเกี่ยวกับศพของเพื่อนรักของเขาในช่วงแรกทั้งหมด แถมยังช่วยเป็นประธานงานศพร่วมกับครอบครัวของเขาที่นับเอาผู้ตายซึ่งไม่เหลือญาติพี่น้องที่สามารถพึ่งพาได้เป็นคนในครอบครัวมานานแล้ว ทำให้ความวุ่นวายและปัญหาที่ควรจะติดขัดกลายเป็นเรื่องง่ายไปในพริบตา

ผมทำเพื่อมนุษยธรรม เขาตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสงบ ริมฝีปากรูปสวยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อยแต่ทำให้ผู้มองประทับใจได้มากล้น

ถ้าโสมได้รับรู้ เธอคงปลื้มใจ คุณกาญจนาพูดจบก็ทำท่าจะน้ำตาร่วงอีกครั้ง มือใหญ่ขาวราวกับน้ำนมของคุณหมอใหญ่กอบกุมมืออวบอูมเอาไว้อย่างสุภาพนุ่มนวล เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาด้วยเสียงที่ราวกับอันอบอุ่น

ผมคิดว่าเธอรับรู้ความรู้สึกของทุกคน และเธอคงไม่สบายใจหากคนที่เธอรักและเคารพนับถือเป็นทุกข์ อย่าให้เธอต้องมีห่วงมีกังวลเลยนะครับ ปล่อยวางอารมณ์ที่เศร้าหมองลงเถอะ

คุณกาญจนากล้ำกลืนน้ำตา สงบจิตสงบใจอยู่ชั่วครู่หนึ่งอาการจึงเกือบเป็นปกติ นางหันมายิ้มให้นายแพทย์ใหญ่ผู้จิตใจงดงามแทนคำขอบคุณ โสมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำจิตน้ำใจอันงดงามของเขาที่ทำให้ญาติผู้ใหญ่ที่เธอนับถือเริ่มตระหนักได้ถึงการปล่อยวาง

ขอบคุณค่ะ โสม พยัคฆ์ดำรงเอ่ยบอกเขา และหากเธอตาไม่ฝาด ดวงตาสีเทากระจ่างราวกับเพชรน้ำงามที่แฝงเร้นพลังอำนาจของเขาเลื่อนมาสบตาเธอชั่วอึดใจหนึ่งพร้อมรอยยิ้มปรานีก่อนที่ทั้งหมดจะหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

หรือเขาจะเห็นเธอ!

คุณเห็นฉันใช่ไหมคะ เธอเอ่ยถาม แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากเขา อย่างน้อยขอให้ฉันได้ทราบว่าคนที่มีน้ำจิตน้ำใจงดงามอย่างคุณชื่ออะไร

ดวงตาสีเทากระจ่างทอแสงอ่อนโยนหันมาสบนิดหนึ่งก่อนเบือนไปยังกระดานที่เขียนบอกว่าใครเป็นประธานในพิธีวันนี้ หญิงสาวมองตามแล้วอ่านชื่อของเขา อธิษฐานว่าหากชาติหน้ามีจริง หากเธอได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไซร้จะขอมาตอบแทนบุญคุณของเขาให้จงได้

นายแพทย์กณวรรธน์ แพทริค แดนเจอร์มอนด์

คุณพระ! เธอไม่มีทางอ่านผิดว่าเขาชื่อกณวรรธน์!

ภาพความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองทันที นิมิตแปลกประหลาดที่มีชายสวมหน้ากากน่ากลัวคนหนึ่งบอกเธอว่าที่ในความฝันแห่งนั้นคือกณวรรธน์นคร มันคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ชื่อเหมือนกันชวนให้พิศวงในใจ ดวงจิตอันฟุ้งซ่านของเธอคงทำให้เกิดภาพนิมิตอันแปลกประหลาดไปเท่านั้นกระมัง

เมื่องานเลิกและแขกเหรื่อทยอยกลับกันจนหมด นายแพทย์หนุ่มก็อยู่ช่วยจัดการธุระต่างๆ จนเสร็จก่อนลากลับ นางกาญจนาและธนุจึงเดินมาส่งชายหนุ่ม โสมเองก็ตามไปจนกระทั่งถึงรถคันงามทั้งสามก็เอ่ยลากัน หญิงสาวเองก็จะก้าวเข้าไปขอบคุณเขาเพราะมั่นใจว่าเขารับรู้ถึงการมีตัวตนของเธอแน่ แต่กลับถูกตรึงไว้ด้วยสายตากึ่งปรานีกึ่งตักเตือนของหญิงในชุดขาวที่ปรากฏขึ้นเพื่อขัดขวางไม่ให้เธอเข้าไปใกล้รถของนายแพทย์ใหญ่ได้

แม่ย่านางรถอย่างนั้นหรือ

ขึ้นรถสิ คุณโสม เสียงอันแผ่วเบาของนายแพทย์หนุ่มทำให้ปราการขัดขวางทะลายลง หญิงในชุดขาวมองเธออย่างปรานีชั่วพริบตาหนึ่งก่อนหายไป แล้วเธอก็พบว่าสามารถเข้ามานั่งในรถตรงเบาะข้างคนขับได้โดยอาศัยเจตจำนงของจิตที่จะสัมผัสกับวัตถุนั้น

คุณจะพาฉันไปไหนคะ หญิงสาวถามเขาที่กำลังเลื่อนรถทะยานออกจากบริเวณวัดสู่ถนน นายแพทย์กณวรรธน์ แพทริค แดนเจอร์มอนด์ไม่ตอบในทันที เสี้ยวหน้างดงามถูกแสงจากท้องถนนสร้างแสงเงาให้ใบหน้านั้นแลดูลึกลับแต่ก็น่าดูยิ่งนัก รอยยิ้มอ่อนหวานและแสงตาอันลึกซึ้งเปล่งประกายจำรัสยิ่งกว่าดวงดาราบนผืนฟ้าในเดือนแรมแทบทำให้เธอตาพร่าก่อนที่น้ำเสียงทุ้มนุ่มราวกับคีตาจะเอ่ยตอบ

ไปหาภรรยาของผม เธอคงอยากพบคุณและบางทีเธออาจจะช่วยคุณได้!”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


เปิดนิยายเรื่องนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2551 (นับตามคอมเมนท์แรกในหน้านิยาย)

แก้ไขครั้งแรก 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

แก้ไขครั้งที่สอง 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แก้ไขครั้งที่สาม 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แก้ไขครั้งที่สี่ 22 เมษายน พ.ศ.2552

แก้ไขครั้งที่ห้า 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

แก้ไขครั้งที่หก 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

4,215 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 กรกฎาคม 2555 / 14:02
    เย้ๆ กลับมาแล้ววววว รอติดตามแบบรีไรท์อยู่นะค้า รูปเล่มออกเมื่อไรแจ้งด้วยนะค้า รอตามเก็บเข้าคลังสมบัตินะค้า
    #4144
    0
  2. #4142 GoldFish (@13933) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2555 / 11:22
    ในที่สุดก็กลับมาแลัววว!> < ยินดีต้อนรับการกลับมาของจันทร์ซ่อนเงาค่ะ จะคอยติดตามและเป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ
    #4142
    0
  3. #4141 Craxy (@l3ossclub) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2555 / 10:24
    อภิมหากาพย์จริงๆ นิยายเรื่องนี้ อ่านตั้งแต่ต้นปี 52 จนถึงบัดนี้

    ชอบเรื่องนี้มากๆ เลยนะ ถ้าออกเป็นหนังสือจะจองสักเล่มนึง

    ปล. ติดตามตั้งแต่ ภาคหนูวรรณ แต่ภาคยาวนานมาก ฮ่าๆ
    #4141
    0
  4. #4135 รัชนี (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 / 01:07
    ชอบมาก ๆค่ะ
    #4135
    0
  5. #4043 รัก (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2554 / 11:29
    ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ อย่าพึ่งท้อ จะติดตามผลงานค่ะ
    #4043
    0
  6. #3630 poon (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 มกราคม 2554 / 21:37
    นิยายดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 5555

    แต่งเก่งมากค่ะ ทั้งสำนวน ข้อคิด การดำเนินเรื่องเจ๋งสุด ^^
    #3630
    0
  7. #3222 white wind (@joeejakkbo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กันยายน 2553 / 15:10

    ชอบนัสัยแบบอคิราภ์ มากกว่าแฮะ นิสัยเพชรมันดูแล้วนุ่มๆไงมะรู้(ถึงจะยังเจ้าเล่ห์อยู่ก็เหอะ แต่ชอบแบบแสดงออกมากกว่า) อย่างเล่มที่แล้ว ถ้าเป็นอคิราภ์ต้องเป็นคนจัดการให้เด็ดขาดไปเลยยย

    #3222
    0
  8. #2814 Chii_Elda (@digital_lady) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มีนาคม 2553 / 09:24

    อ่านไปตอนพ่อบุญธรรมเสียชีวิตแล้วรู้สึกขนลุก

    #2814
    0
  9. #2786 minami (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มีนาคม 2553 / 21:58
    แก้ไขครั้งที่ห้า 15 มีนาคม 2553 ไม่ใช่หรอค่ะ เดือนมิถุนายังมาไม่ถึงนะค่ะ
    #2786
    0
  10. #1902 อโยธยานารี (@kluipiengaor) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กันยายน 2552 / 19:16

    แต่งได้ดีมากค่ะ สำนวนสุดยอดเลย

    ตามมาจากหนังสือเล่ห์เสน่ห์จันทร์ค่ะ

    ตอนนี้ใกล้สอบ แอบมาอ่านไปตอนนึงให้อยากก่อน

    แล้วสอบเสร็จจะมาอ่านต่อนะคะ 

    สนุกมากค่ะ

    #1902
    0
  11. #1517 พันดารา (@pundara) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 / 18:00
    แต่งได้น่าสนใจจังค่ะ ภาษาก็ดี ลื่นมากเลย

    ส่วนเรื่องคนลอกนี่ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ของแท้หรือจะสู้ของเทียมได้ แต่ไม่ว่าใครจะพูดยังไง ทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจที่สุดดีกว่าค่ะ ยังไงเราไม่ผิด ไม่เสียหายอะไรอยู่แล้ว สู้ๆนะคะ
    #1517
    0
  12. #1484 Chii_Elda (@digital_lady) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2552 / 18:32
    รีไรท์ใหม่ ดีกว่าเดิมมากเลยนะคะ

    ได้รู้อดีต ที่มาที่ไปของโสม

    และที่ชอบใจเป็นอย่างยิ่งคือ  คุณหัท แปลภาษาบาลีให้เราเข้าใจความหมายด้วยค่ะ
    #1484
    0
  13. #695 ใบตองกล้วย (@rinmukda) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2552 / 22:39

    ยังคงแต่งได้เยี่ยมเช่นเคยค่ะ

    #695
    0
  14. #694 artista (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 / 18:24
    นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาอ่านนิยาย และได้มาโพสต์คอมเมนต์ในเด็กดีนะคะ

    ก็แหม...มันอดใจ (อดมือ) ไม่ได้จริงๆ

    เพราะว่าติดตามงานเขียนของคุณหัทยาวดีมาทุกเรื่อง (จากหนังสือ)

    ที่ได้มาอ่านในเว็บครั้งนี้เพราะว่าอดใจไม่ได้ อยากจะอ่านภาคต่อของเล่ห์เสน่ห์จันทร์ใจจะขาด

    ก็เลยลอง search ดู แล้วโชคดีเหลือเกินที่ได้มาเจอในเด็กดีเข้า ขอบคุณสวรรค์จริงๆ ^-^

    แต่งได้ดีเหมือนเดิมค่ะ น่าประทับใจมาก และสัญญาว่าจะติดตามงานเขียนของคุณเสมอ

    ว่าแล้ว ก็ขอไปอ่านตอนต่อไปก่อนนะคะ



    ปล. ประมาณบรรทัดที่ 40 คำว่า "ครอบครัว" พิมพ์ผิดเป็น "ครองครัว" นะคะ (แอบบอกนิดนึง ^-^)
    #694
    0
  15. #693 phrom99 (@phrom99) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2552 / 14:05
    ชอบคะ  เป็นกำลังใจให้นะคะ  อยากอ่านแบบรวมเล่นจังเลย
    #693
    0
  16. #692 ติดหนึบ (@haruprae) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2552 / 08:04
    เย้ เย้ เย้
    กลับมาแล้วววววววว
    #692
    0
  17. #691 FZ.เด็กเมา (@gigala00) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2552 / 00:28
    มาเสียที สิ้นสุดวันที่รอคอย เอิ้ก
    #691
    0
  18. #690 ainoo (@ainoo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2552 / 00:24
    อะฮ้า มาอัพแล้ววววว แต่รู้สึกว่าฉบับรีไรท์นี้

    มันจะกระชับจนขาดความลื่นไหล ความสวยงาม

    และที่สำคัญความฮา ถูกบั่นทอนลงไปนะที่รัก

    บางครั้งก็ใช้ภาษากึ่งทางการจนเกินไป ทำให้ขาดอารมณ์

    ความเป็นมนุษย์ที่ปกติใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น

    " หากโสมรับรู้ได้ เธอคงซาบซึ้งใจ" อาจปรับให้ดูเบาลงเป็น

    "ถ้าโสมได้รับรู้ เธอคงดีใจ" แทนนะจ๊ะ

    แต่ส่วนอื่นๆ ดีอยู่แล้วจ้า และคนอ่านกำลังติดตามตอนต่อไปอยู่นะ

    เป็นกำลังใจให้จ้า พยายามเข้าทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงาน

    " ชัยชนะ เป็นของผู้ที่ฝึกฝน "
    #690
    0
  19. #689 kanyanee (@kanyanee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 มกราคม 2552 / 10:58
    หวัดดีคะ เกริ่นเรื่องไว้น่าติดตามมาก

    สำนวนภาษา น่าอ่าน เรื่งราวน่าสนใจ

    ชอบแนวย้อนยุค ลึกลับแบบนี้มากเลย

    #689
    0
  20. #688 ~aIrI~ (@sassygirlygirl) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2551 / 23:15

    ฮ่า  อ่านพ่อพฤกษ์ของโสมทีไรคิดถึงอุดมการณ์ของหมวดตี้

    #688
    0
  21. #687 '...KAPII~z . . . กะปิ* (@kapiiz) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2551 / 09:24
    หนุกกกกกกกกกกกกกกก ><

    สู้ๆๆๆ 
    อยากอ่านเร็วๆอ้ะ.. เด่วเปิดเทอแร่วไม่ได้อ่าน TT^TT
    #687
    0
  22. #686 ~aIrI~ (@sassygirlygirl) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2551 / 14:50
    สงสารพ่อบุญธรรมของโสมจัง  
    #686
    0