คัดลอกลิงก์เเล้ว

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
 เมื่อทุกคนสงสัยว่าทำไมพระหนุ่มไม่มาร่วมทำวัตรตามปกติ เมื่อรู้ความจริงทุกอย่างก็สายไปแล้ว!

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 8 มิ.ย. 60 / 16:25

บันทึกเป็น Favorite



ลายเลือด
* * *
      จากคำให้การของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ! 
               เรื่องราวที่ไม่น่าเกิดบนแผ่นดินถิ่นพระพุทธศาสนานี้มีขึ้นราวหนึ่งช่วงอายุคน
               ณ วัดแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดอุบลราชธานี  พระหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ผู้มีวัตรปฏิบัติงดงามเป็นที่เสื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ได้บวชมาก่อนแล้ว 3 พรรษา เดินทางจากบุรีรัมย์บ้านเกิดมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ที่สำนักแห่งนี้เป็นพรรษาแรก
             เนื่องจากเป็นสำนักเรียนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงทั้งด้านปฏิบัติและด้านปริยัติคือศึกษาทั้งด้านนั่งภาวนาเข้ากัมมัฎฐานพิจารณาชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิด กับทั้งด้านศึกษาท่องบ่น จดจำอ่านเขียนจากหนังสือที่มีการจดจารบันทึกไว้แล้ว  ส่วนรูปใดจะเน้นหนักไปในสาขาใดก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน โดยมี ‘พ่อท่าน’ ผู้เคร่งครัดและแตกฉานในข้อธรรมะอันละเอียดอ่อนเป็นเจ้าสำนักเรียน 
             “ต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าใครสนใจด้านปฏิบัติอย่างเดียวก็จะส่งไปอยู่กับศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ภูพาน ปฏิบัติพัฒนาจิตใจตัวเองให้สะอาด บริสุทธิ์จนบรรลุธรรมชั้นสูง ส่วนคนสนใจด้านปริยัติก็จะให้ไปอยู่กับเจ้าคุณใหญ่ พระราชาคณะ ที่กรุงเทพฯ เพื่อสอบเลื่อนชั้นเป็นมหาเปรียญ เป็นนาคหลวงอุปสมบทที่อุโบสถ์วัดพระแก้วมรกต” พ่อท่านเคยบอกอยู่บ่อย ๆ ถึงอนาคตและความก้าวหน้าของแต่ละสาย
                “ขออย่างเดียวว่า เมื่อทำอะไรแล้วต้องทำจริง เฮ็ดให้สุด ขุดให้ถึง” พ่อท่านเน้นย้ำอยู่เสมอ “ความสำเร็จไม่เคยทอดทิ้งคนที่มีความพยายาม”
             ในแต่ละปีจะมีพระหนุ่มเณรน้อยจากหลายจังหวัดในเขตภาคอีสานเดินทางไปเรียนปีละหลายร้อยรูป สมัยก่อน เด็ก ๆ ชาวอีสานส่วนใหญ่เรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น หากใครจะเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปต้องไปอยู่และเรียนในเมืองเท่านั้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยกับรายได้หรือฐานะทางครอบครัวที่ทำนาหากินตามทุ่งนา ป่าดง ดังนั้น หนทางเดียวที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนดังกล่าวต้องโกนผมห่มเหลืองถือเพศบรรพชิตอย่างเดียว
              สำนักเรียนอยู่ห่างจากถนนใหญ่หรือทางหลวงแผ่นดินประมาณ 3 กิโลเมตร ปากทางสามแยกเป็นเนินหินลูกรังขนาดใหญ่รกร้างไปด้วยป่าจิก ป่ารัง  สองข้างทางที่เชื่อมถึงสำนักเรียนขนาบไปด้วยดงหญ้าคา และดงสาบเสือ สลับกับทุ่งนา ป่าละเมาะ  ในป่าดังกล่าวยังเป็นเขตป่าช้าของหลายหมู่บ้านที่ปรากฏตามจุดต่าง ๆ แล้วแต่จุดนั้นเป็นทิศตะวันตกของหมู่บ้านใด 
                เพราะทิศตะวันตกเป็นที่อยู่ของคนตาย ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาจากยุคขอมโบราณ!
               เมื่อลงรถโดยสารที่สามแยกดังกล่าว  วิธีเข้าถึงสำนักเรียนต้องเดินด้วยเท้าอย่างเดียว ไม่ต้องถามถึงรถราชนิดใด ๆ ทั้งสิ้น  ปีหนึ่งจะได้เห็นรถยนต์ก็ช่วงทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่าเท่านั้น หรือโชคดีหน่อยอาจได้ใช้บริการรถฉายหนังขายยาซึ่งวิ่งเข้า-ออก แต่ก็มีไม่บ่อยนัก  การเดินข้ามดงแห่งนี้ไปได้โดยขนหัวไม่ลุกผ้าจีวรไม่ปลิวจึงเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต้องใช้เส้นทางสายนี้เท่านั้น  เพราะมันเจริญที่สุด พัฒนาที่สุดแล้ว
               ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า สภาพแวดล้อมดังกล่าวจะเป็นที่มาของเรื่องเศร้าสยองของสำนักเรียนแห่งนี้
         ในวันเกิดเหตุ !
               หลังจากเรียนหนังสือภาคความรู้ตามปกติ  โดยช่วงเช้าเรียนนักธรรมสำหรับคนที่ยังสอบนักธรรมไม่ผ่านแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ นักธรรมตรี – โท – เอกตามลำดับ ช่วงบ่ายเรียนภาษาบาลี – สันสกฤต – ภาษาขอม – ภาษาธรรมซึ่งเป็นความรู้ที่จะนำไปสอบในระดับมหาเปรียญคือชั้นประโยค 1 – 9  คนภายนอกเข้าใจว่าเรียน 9 ปี ความจริงแล้วเรียนไม่ถึง  เพราะชั้นประโยค 1 – 2 รวบเป็นชั้นเดียวกัน บางสมัยมีรวบประโยค 3 เข้ามาด้วยในระยะหนึ่ง
              การเรียนทั้งสองช่วงต้องใช้ความมานะ อดทน บากบั่น ความใฝ่ฝันแสนสาหัส เพราะวิธีการเรียนส่วนใหญ่เน้นการ “ท่องจำ” จากตำราเล่มเขื่องให้พระอาจารย์สอนฟังในห้องเรียน ถ้าใครบังอาจท่องไม่ได้ก็จะถูกลงโทษตามความเหมาะสมและบางครั้งก็เลยนั้น บรรยากาศในห้องเรียนค่อนข้างเครียดในแต่ละวันคือมันร้อนรุ่มเหมือนตกนรก วันใดอาจารย์สอนติดภารกิจนิมนต์ข้างนอก วันนั้นนรกก็กลายเป็นสรวงสวรรค์        
            เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่กำลังอยู่ช่วงวัยรุ่นจึงไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจของความเครียด แต่ละคนแต่ละกลุ่มมีวิธีการแตกต่างกัน เช่น แอบฟังเพลง ฟังละครจากวิทยุ แอบเขียนจดหมายรัก แอบอ่านนิยาย อ่านศาลาคนเหงา 
           รวมทั้งรวมกลุ่มเล่นไสยศาสตร์เข้าทรงปลุกจิตสาวสวยในหมู่บ้าน โดยเฉพาะสาว “แหวน” เคยถูกพระหนุ่มจากแดนบุรีรัมย์ปลุกขึ้นมา “จีบ” ผ่านร่างทรงอย่างสนุกสนาน แม้ดูเสงี่ยมเจียมตัว สมถะสำรวม นั่นเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ภายในเป็นเรื่องยากที่จะหยั่งถึง เรื่องนี้เป็นที่รู้กันเฉพาะกลุ่มยังไม่แพร่งพรายไปถึงพระอาจารย์
             ในยามว่าง พระหนุ่ม เณรหนุ่มก็จะง่วนอยู่กับกิจกรรมดังกล่าว   แต่ในวันนั้น พระจอมไม่ได้ขมีขมันมาเล่นวิชาไสยศาสตร์ที่ตัวเองหลงใหลชื่นชอบ กลับเตรียมย่าม เตรียมกระเป๋า แล้วเข้าไปกราบลาพระอาจารย์ “มหาสุโภ” หัวหน้ากุฏิ 
“กระผมขอลากลับไปเยี่ยมบ้านครับ”  
               “คุณจอม บ้านมันก็อยู่ที่เดิม คุณจะไปเยี่ยมมันตอนไหนก็ได้ เพราะเวลานี้อยู่ในช่วงเข้าพรรษา”
               “กระผมจำเป็นต้องไปครับ”พระหนุ่มบอก
               “มีธุระอะไรจำเป็นนักหนา”
               “ธุระสำคัญครับ”
               “สำคัญยังไง”
              “กระ..กระผม...กระผมบอกท่านไม่ได้ครับ”
              “อ้าว...บอกไม่ได้ก็ไม่ต้องไป”
              “ต้องไปครับ  กระผมขอความเมตตาจากท่านเถอะครับ”
              “เพราะอะไร”
              “เพราะว่า..กระผมอยู่ที่นี่ไม่ได้”
              “ใครไล่ นอกจากพ่อท่านแล้วไม่มีใครไล่คุณ”
              “ไม่มีใครไล่ แต่กระผมต้องไปครับ”
              “คุณจอม  ถ้าคุณอธิบายให้ฟังได้อย่างมีเหตุผลว่ามันสำคัญยังไงต่อชีวิตของคุณหรือคนอื่นก็ตาม  ฉันจะอนุญาตให้ไปทันที”
             บานหน้าต่างกุฏิไม้ทรงโบราณเปิดออกรับแสงสว่างจากทิศตะวันตกซึ่งห่างฌาปนสถานไม่ไกลนัก เงาท่อเมรุอันเกิดจากแสงใกล้ยามโพล้เพล้ทอดสลัวลงระหว่างช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ พอลมพัดมาวูบหนึ่ง เสียงบานหน้าต่างกระทบกรอบวงกบดังเปิงปาง เพราะการชำรุดและขาดการซ่อมแซมมานาน  อีกทั้งความเก่าแก่และบรรยากาศอึมครึมของห้องหับคลุกเคล้าอยู่กับกลิ่นของความตายเป็นเรื่องคุ้นเคยจนชาชิน  
             แต่ทว่า ท่าน”มหาสุโภ”ถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมา จ้องหน้าพระหนุ่มที่นั่งประนมมืออยู่ตรงหน้าอย่างเคลือบแคลง ปกติพระรูปนี้ไม่เคยมีกิริยาดื้อดึง กระด้างกระเดื่องเยี่ยงนี้  มีแต่อ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟัง แต่ขณะนี้แตกต่างไปเป็นคนละคน แม้แต่เสียงพูดจายังห้าวหาญวางอำนาจบาตรใหญ่มหึมา
            “ก็แล้วแต่จะคิดเอา!” หัวหน้ากุฏิพูดตัดบทอย่างไม่พอใจ “ถ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นถึงคอขาดบาดตายจริง ๆ ไม่มีใครห้ามคุณได้หรอก เพราะคุณไม่นำธรรมะข้อ “สุตวา” มาพิจารณา  สุตวา แปลว่าอะไรคุณย่อมรู้ดี แต่ไม่นำมาปฏิบัติ”
               พระหนุ่มอึ้งจังงังเมื่อโดนเทศนานอกธรรมาสน์เข้าไปอีกดอกหนึ่ง ถอยฉากออกมาด้วยความรู้สึกแสนกล้ำกลืนฝืนทน ความเร่าร้อนครุกรุ่นแทบเผาร่างให้แหลกเป็นจุณ ในยามนี้ประสาทของเขาไม่อาจสัมผัสสิ่งใดได้เลย นอกจากเสียงลมที่พรูพราวอยู่รอบทิศ
                เสียงระฆังให้สัญญาณทำวัตรเย็นผ่านไป 3 จบ เมื่อชาวบ้านได้ยินต่างยกมือขึ้นเหนือหัวพลางกล่าวว่า “สาธุ”เพื่อร่วมอนุโมทนากับพระเณรผู้ถือศีลกินเพล ไม่ข้องแวะกับเรื่องโลกีย์ เชื่อว่าเป็นการสั่งสมบุญไว้สำหรับชาติหน้าเช่นกัน!
               เสียงกังวานผ่านไปเนิ่นนานแล้ว แต่เสียงหมาหอนยังไม่ยอมสร่างซา มันต่างแยกย้ายกันออกไปหอนทุกจุดที่มีเนินดินสำหรับให้มันขึ้นไปนั่งยอง ๆ สองขาแล้วโหยหวนอย่างเป็นทางการ
                 พระเณรทั้งหมดลงทำวัตรเย็นตามปกติ ยกเว้นพระจอม!
                      
                                           * * * * 
        แสงทองวันใหม่ฉายฉานระบายขอบฟ้าเรืองรอง ไก่ป่าขับขานเจื้อยแจ้ว แว่ววังเวงมาจากชายป่า ดงรังด้านตะวันตกหมู่บ้าน เงามืดสลัวสลางค่อย ๆ ถูกล้างละลายออกไปช้า ๆ กระทั่งมองเห็นเส้นทางเล็ก ๆ เลื้อยเลาะไปตามแนวพงไพร
          หญิงสาวกลุ่มหนึ่งอันมีสาว “แหวน” รวมอยู่ด้วยได้แยกย้ายกระจายออกไปไม่ห่างกันนัก เดินมุ่งหน้าไปตามจุดต่าง ๆ ที่เชื่อว่ามีเห็ดโคนขึ้นประจำทุกปี ท่ามกลางเสียงนกกาเหว่าร้องเว้าวอนบนยอดไม้ เสียงย่ำใบไม้แห้งของเหล่าหญิงสาววัยแรกรุ่นดังกรอบแกรบ ๆ ระคนกลิ่นดอกไม้ป่าโชยชื่นบางเบา 
           สายตาที่จ้องจับไปตามโคนไม้ต้องเบิกโพลง !
              สาวแหวนเกือบทิ้งตะกร้าเห็ดโคน เมื่อได้ยินคล้ายเสียงเคลื่อนไหวอะไรสักอย่าง ไม่ไกลจากจุดที่หล่อนยืน เมื่อเงี่ยหูฟังจึงพอจับได้ว่า มันเป็นเสียงครางแห่งความเจ็บปวดทรมาน สั่นสะท้านไม่ต่างจากผู้บาดเจ็บแสนสาหัส มโนสำนึกของหล่อนรับรู้ทันที่ว่า เจ้าของเสียงนั้นยังรักที่จะอยู่ในโลกนี้ต่อไปและต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน แต่กลับนึกสังหรณ์ใจกับเสียงนั้นไม่หาย  จุดที่มาของเสียงนั้นช่างเลือนรางห่างไกลราวมาจากปรโลก
            มันดังหลอนอยู่ทุกที่ที่หันหลังให้
            พอเรียกสติสัมปชัญญะกลับมา  หล่อนคว้าตะกร้าพร้อมถลกชายผ้าถุงอีกข้างขึ้นเลยเข่า กระโดดตัวลอยข้ามดงหญ้าแทบไม่สนใจสิ่งใด
            “ลำดวน ๆ” หญิงสาวเรียกเพื่อน ๆ พลางสบัดมือไล่มดแดงจากผ้าถุงพัลวัน “สไบ ไหมน้อย อยู่ไหนกันหมด”
             “อยู่นี่ เจอเห็ดเหรอ” 
             “อยู่ไหน !”
             “ทำไม เอ็งเป็นอะไร”
             “มีเสียงอะไรแปลก ๆ แน่ะ” แหวนบอกเพื่อนเสียงสั่น
             “เอ็งอย่าพูดสิ รู้หรือเปล่าว่าเรากำลังอยู่ในป่าอะไร!”
             “เอ็งได้ยินเสียงอะไรเปล่า!”
             “เปล่า!”
             พอสิ้นเสียงลำดวน อีกด้านหนึ่ง เพื่อนสาวหลายคนร้องวี๊ดว๊าด  วิ่งตาตื่นออกมาบนเส้นทางเก่าราวกับนัดกันไว้  แต่ละคนตกอยู่ในอาการอกสั่นขวัญผวา พลางร้องพลางวิ่งกระเจิดกระเจิงชนิดป่าราบ !
            ขณะนั้นพระเณรกำลังเตรียมตัวออกบิณฑบาตนำหน้าขบวนโดยพ่อท่าน แม้ร่างกายของท่านอยู่ในวัยชราภาพแต่ท่านไม่เคยว่างเว้นจากการออกโปรดญาติโยม  
           เมื่อเห็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่เดินแตกตื่นเข้ามาอย่างผิดสังเกตท่านได้ชะงักเท้าลงชั่วขณะ 
            หลังจากรับรู้เรื่องราวโดยละเอียดแล้วท่านหันมาถามหัวหน้ากุฏิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกุฏิกกโก กุฏิกกขาม กุฏิกอไผ่ยังอยู่กันครบทุกรูป ยกเว้นกุฏิตะวันตกเท่านั้นที่มีพระหายไป 1 รูปจากการรายงานของมหาสุโภ   ดังนั้น พ่อท่านจึงมอบหมายให้พระเณรกลุ่มหนึ่งรีบออกค้นหาร่างผู้เป็นเจ้าของผ้าเหลือง ย่าม รองเท้า และกระเป๋า ซึ่งตามคำบอกเล่าของเหล่าหญิงสาวพบว่ามีรอยเปื้อนเลือดหล่นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป หลายคนออกความเห็นเป็นกลาง ๆ ไว้ว่า บางทีอาจเป็นสิ่งของพระธุดงค์จาริกมาจากที่อื่น
          ส่วนมหาสุโภรีบกลับไปที่กุฏิอีกครั้งด้วยใจสั่นระทึก ไม่อาจรู้ได้ว่าคำสวดมาจากไหนมากมายระรัวอยู่ปลายลิ้น ถ้าร่างที่กำลังออกค้นหากันเป็นพระหนุ่มที่เข้ามาหาเมื่อเย็นวานจริง มันช่างตรงกับความฝันเสียเหลือเกิน บวชมายี่สิบพรรษาไม่เคยใส่ใจกับความฝันอันแปลกประหลาดเหลือเชื่อเมื่อคืน กระทั่งไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะถ้าใครได้ยินเข้าคงหัวเราะเยาะเป็นที่เสื่อมศรัทธาแน่ ๆ 
          ในความฝัน พระจอมเดินก้มหน้าเข้ามาไม่พูดไม่จาแล้วหันหลังกลับ ร่างที่เดินออกไปนั้นอยู่ ๆ ก็ไม่มีหัวติดไปด้วย
              พอมหาสุโภเปิดประตูห้องอึมครึมเข้าไปพลันได้กลิ่นเหม็นอับ กระดาษสมุดสีขาวแผ่นใหญ่เปื้อนเปรอะวางอยู่กลางห้องมีลายมือเขียนไว้ขยุกขยิกด้วยสีเลือดแห้งกรัง!
              “สุตวา สาธุ บินสุดขอบฟ้า”
              
                         * * *


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ภูมี ผีน้อย จากทั้งหมด 13 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น