๗ อาถรรพ์ในโรงเรียน

ตอนที่ 13 : รอยปื้อนที่ลบไม่ออก by. Mind Phantom

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 ก.พ. 57

อาถรรพ์ในโรงเรียน

รอยเผื้อนที่ลบไม่ออก”

Mind Phantom เขียน

 

คุณเคยได้ยินเรื่องราวอาถรรพ์ของโรงเรียนคุณหรือเปล่า?

แล้วรู้สาเหตุไหมว่ามันเป็นมายังไง?

 

ท้องฟ้ายามเช้ามืดครึ้ม เต็มไปด้วยเมฆฝนที่อาจจะตกลงมาในไม่ช้านี้ เด็กนักเรียนต่างเดินเข้ามาในโรงเรียน

อย่างไม่ค่อยสดชื่นเท่าไรนัก บรรยากาศแบบนี้...เหมือนลางร้ายชัดๆเลย

เฮ้! มาโคโตะ” เจ้าของชื่อหันมามองตามเสียงเรียก เขาชื่อ’อาคาซากิ มาโคโตะ’

เด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ที่พึ่งเข้ามาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนของโรงเรียนนี้เมื่อเทอมก่อน

อีกทั้งหน้าตาที่หล่อเหลาและนิสัยเข้ากับคนง่ายมันจึงทำให้เขาเป็นที่นิยมอยู่พอสมควร

ไงรัตน์ มาโรงเรียนเช้าได้เหมือนกันนี่” รัตน์ หรือ’ธัญญรัตน์’เขกกะโหลกเพื่อนไปเบาๆหนึ่งที

พลางทำหน้าไม่สบอารมณ์

ฉันมาเช้าบ่อยนะเว้ย!” เขาเถียงเสียงดัง เสยผมสีดำขลับที่ปรกหน้าออกนิดหน่อย ใบหน้าเรียวออกแนวน่ารักมากกว่าหล่อในสายตาของตนอื่นๆซึ่งตอนนี้กำลังหน้าบึ้ง

แน่ใจนะ” เด็กหนุ่มเถียงไม่ออกในเมื่อเขามาถึงโรงเรียนเกือบเข้าแถวแทบทุกวัน

ทั้ง2คนเป็นเพื่อนสนิทกันชนิดที่ว่า ตัวติดกันตลอด ใครไปไหนอีกคนไปด้วย

วันนี้บรรยากาศดูไม่ดีเลยว่ะ” รัตน์พูดเปลี่ยนเรื่อง มองท้องฟ้าด้วยแววตากังวลเล็กๆ

คิดมากน่า เข้าโรงเรียนกันเหอะ” เด็กหนุ่มผมดำหยักหน้าเดินตามเพื่อนสนิทของเขาไป

แต่ก็ยังไม่เลิกกังวลอยู่ดี

มันรู้สึกไม่ดีจริงๆนี่นา’ เขาคิดเช่นนั้น

รัตน์... รัตน์ เฮ้ย! ไอ้รัตน์!!!” เด็กหนุ่มสะดุ้งรีบหันมามองเพื่อน

มีอะไรวะ ตะโกนซะดัง?”

ก็เรียกตั้งหลายรอบ แล้วแกไม่ยอมหันมานี่หว่า เหม่อไรอยู่วะ?”

มาโคโตะมองเพื่อนตัวเองอย่างสงสัย อะไรจะเป็นกังวลมากขนาดนั้น

เปล่าๆ เข้าห้องเหอะ” ว่าพลางดันหลังอีกคนให้เดินไปข้างหน้า

มีเรื่องอะไรก็เล่าดิวะ” เขามองด้วยสายตาคาดคั้น รัตน์มองหน้าเพื่อน ถอนหายใจเล็กน้อย

ก่อนพยักหน้าอย่างช้าๆ

เออ เดี๋ยวคาบโฮมรูมเล่าให้ฟัง”

...............................................

หึ...หึ... อีกไม่นานพวกเราก็จะหลุดพ้นจากที่นี่ได้ซักที’

ใช่... อีกไม่นานหรอก’

...............................................

แล้วตกลงมีเรื่องอะไร?” มาโคโตะถามระหว่างที่อาจารย์มาชี้แจงเรื่องต่างๆให้ฟัง ที่นั่งของพวกเขา

อยู่ที่แถวริมหน้าต่างแถวที่สามจากนับจากหน้ากระดานลงมา

แกเชื่อเรื่องอาถรรพ์ของโรงเรียนรึเปล่า มาโคโตะ?” ธัญญรัตน์มองหน้าเด็กหนุ่มลูกครึ่งด้วยสายตาจริงจัง

มาโคโตะทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง

ก็ไม่รู้เหมือนกัน เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งมั้ง” เขามองหน้าเพื่อนสนิทอย่างสงสัย

เหตุใดจึงถามเขาเช่นนี้ หรืออาจเป็นเพราะโรงเรียนแห่งนี้กัน

ที่ฉันจะเล่าก็คือเรื่องอาถรรพ์นี่แหละ มันเกิดที่โรงเรียนของเรา และที่ห้องของเรา”

มาโคโตะมีท่าทีตกใจเล็กน้อย แต่ก็ถามย้ำเพื่อสนิทอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

แกหมายว่าไง? ที่นี่? ห้องนี้?” ธัญญรัตน์พยักหน้า ก่อนจะเริ่มเล่ารายละเอียดต่างๆที่ตนนั้นได้รับรู้มา

ห้องนี้... เคยมีคนเล่าว่า... มีเด็กนักเรียนชายกับเด็กนักเรียนหญิงคู่หนึ่ง ทั้งสองเป็นคู่รักที่รักกันมาก

จนเพื่อนในโรงเรียนพากันอิจฉาในความรักของทั้งคู่ เพราะทั้งสองนั้นต่างรักอีกฝ่ายอย่างจริงใจจากใจของตนเอง

ไม่เคยมีคนอื่นหรือมือที่สามเข้ามาสอดแทรกเลยซักนิด แต่แล้ววันหนึ่งฝ่ายเด็กผู้หญิงกลับต้องลาออกจากโรงเรียน

เพราะงานของพ่อ เธอคัดค้านจนถึงที่สุดแต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นทั้งคู่เลยตัดสินใจด้วยการ...

ฆ่าตัวตาย’…” ธัญญรัตน์เว้นระยะการเล่าไปซักครู่ รู้สึกถึงสายตาของอาจารย์ที่จับจ้องมาทางที่นั่งของเด็กหนุ่มทั้งสอง

แต่สิ่งที่เขากลัวกลับไม่ใช่อาจารย์ แต่มันเป็นความรู้สึกเหมือนมีใครจับจ้องเขาอยู่ จากที่ไหนซักแห่งในห้องเรียนนี้

มาโคโตะหยุดหายใจไปชั่วขณะ ความอยากรู้ทวีเพิ่มมากขึ้น ลมหายใจเริ่มติดขัดพอๆกับเพื่อนสนิทของเขา

แล้วไงต่อ?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามในที่สุด หลังจากอาจารย์ละสายตาไปจากพวกเข้าแล้ว

ธัญญรัตน์ถอนหายใจเบาๆครั้งหนึ่งจึงเริ่มเล่าต่อ

คือ...ในยามค่ำคืนหนึ่ง เด็กนักเรียนทั้ง2คนนัดพบกันที่โรงเรียน พวกเขาแอบเข้ามาในโรงเรียน

โดยไม่มีใครจับได้ จากนั้นก็มาที่ห้องเรียน...ห้องที่เรานั่งเรียนอยู่นี่แหละ

แล้วทั้งสองคน...ก็กรีดข้อมือตัวเองเพื่อเป็นการฆ่าตัวตายโดยเอาเลือดของพวกเขาป้ายไปยังโต๊ะทุกโต๊ะใน

ห้องเรียนเป็นรูปอะไรสักอย่างโดยที่พวกนั้นเชื่อว่ามันจะทำให้วิญญาณของพวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดไป’

มาโคโตะมองไปที่โต๊ะเรียนของตัวเอง และมันก็จริงอย่างที่เพื่อนว่าโต๊ะเรียนของเขา

มีรอยเปื้อนสีดำอยู่จริงๆ เขาทำหน้าพะอืดพะอมแม้ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันจะใช่รอยเลือดจริงหรือเปล่า

แต่เขาก็อดกลัวไม่ได้

แล้วทำไมที่โรงเรียนไม่เปลี่ยนโต๊ะใหม่วะ? ”

ก็เพราะกลัววิญญาณของเด็กสองคนนั้นน่ะสิ รู้ปะว่ามีอยู่ปีนึงที่ผอ.สั่งให้เปลี่ยนโต๊ะชุดใหม่

ไม่กี่วันต่อมา ก็เจอเด็กนักเรียนฆ่าตัวตายโดยไม่รู้สาเหตุ เพราะงั้นเลยเอาตัวเก่ามาใช้น่ะสิ” ธัญญรัตน์เล่าด้วยสีหน้า

กลัวๆไม่ต่างจากเพื่อนสนิทมากนัก

แล้ว...มันเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?” สิ้นคำถามของมาโคโตะ ก็มีลมพัดแรงเข้ามาในห้อง

หน้าต่างปิดดังปัง!จนทุกคนสะดุ้ง เด็กหนุ่มทั้งสองมองหน้ากัน ใจสั่นด้วยความตื่นกลัว

หยิบสมุดกับหนังสือเรียนขึ้นมาเมื่อเห็นว่าใกล้เวลาที่อาจารย์จะเข้าสอนแล้ว

พวกเขาทำเป็นตั้งใจเรียนทั้งๆที่ไม่มีสมาธิจดจ่อกับเรื่องที่เรียนเลยสักนิด

ช่วงเย็น...

เด็กนักเรียนต่างทยอยเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน มาโคโตะถอนหายใจด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

วันนี้เป็นครั้งแรกเลยตั้งแต่เขาย้ายมาเรียนที่นี่แล้วเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เพราะไอ้รัตน์แท้ๆเลย

ที่ทำให้เขาคิดนู่นคิดนี่จนไม่เป็นอันเรียน เด็กหนุ่มบ่นอุบในใจ

ไงมาโคโตะ เรียนรู้เรื่องปะวันนี้ ฉันเรียนไม่รู้เรื่องเลยว่ะ” ธัญญรัตน์ขมวดคิ้วด้วยใบหน้าเซ็งๆ

ส่วนมาโคโตะที่กำลังเก็บสมุดเข้ากระเป๋าก็เอาไปตีหัวเพื่อนเป็นการตอบแทนที่เล่าอะไรก็ไม่รู้ให้ฟัง

โอ๊ย! อะไรของแกวะ??”

เพราะแกแหละที่ทำให้ฉันเรียนไม่รู้เรื่อง”

อ้าว... ก็แกบอกว่าอยากฟังเองนี่” มาโคโตะกำลังจะอ้าปากเถียงแต่ก็โดนธัญญรัตน์พูดขัดไว้ก่อน

พอเลยๆ กลับบ้านกันเหอะ” เขามองรอบตัวด้วยความรู้สึกแปลกๆ แม้ทั้งห้องจะมีคนอยู่เยอะ

แต่กลับรู้สึกแย่อย่างหาสาเหตุไม่ได้ นักเรียนทุกคนต่างเก็บของเตรียมกลับบ้านอย่างปกติดังเช่นทุกวัน

มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่รู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันแปลกออกไป

ราวกับว่ามีใครบางคนจับตามองพวกเขาอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องเรียนแห่งนี้

มาโคโตะพยักหน้า ก็ดีเหมือนกัน หลังจากรู้เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจากปากของเพื่อนสนิทแล้ว

เขาก็ไม่ค่อยอยากจะอยู่ในห้องนี้นานนักหรอก อาจจะเพราะความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นมา

มันรู้สึกว่าในห้องนี้มันมีบรรยากาศที่น่าอึดอัดแปลกๆ กลิ่นคาวบางอย่างคล้ายกลิ่นสนิมหรือกลิ่นเลือด

โชยเข้ามาปะทะจมูกชวนให้อยากจะอาเจียน ยิ่งเมื่อเห็นรอยเปื้อนสีดำบนโต๊ะทุกตัวในห้อง

ก็ยิ่งตอบรับประสาทสัมผัสให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

มาโคโตะ แกรู้สึกถึงอะไรแปลกๆรึเปล่าวะ?”ธัญญรัตน์ถามขึ้นจนอีกคนสะดุ้ง

คง...เหมือนแกล่ะมั้ง กลับเหอะ” ทั้งสองรีบเก็บของกลับบ้านแล้วเดินออกจากห้องเรียนโดยเร็ว

...............................................

วันนี้จะไปไหนปะ?” ธัญญรัตน์เอ่ยถาม คนถูกถามส่ายหน้า

ไม่ว่ะ อยากกลับไปทำการบ้าน ต้องส่งพรุ่งนี้นะ”

เออ... จริงด้วยว่ะ” เขาพูดอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ ที่สำคัญช่วงนี้ก็ควรรีบกลับบ้านน่าจะปลอดภัยกว่า

ทั้งสองรู้สึกอย่านั้น...

บ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกลกันมาก ชนิดที่ว่าเดินไปไม่กี่นาทีก็ถึง บ้านของมาโคโตะอยู่ซอยถัดจากบ้าน

ของธัญญรัตน์เพียงซอยเดียว เด็กหนุ่มอยู่คนเดียวเพราะพ่อทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นส่วนแม่ก็ทำงานที่ไกลจากระแวกนี้

ดังนั้นจึงไม่ได้มาหาเขาบ่อยๆ พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรขนาดไม่ใหญ่มาก

ทุกบ้านจะมีลักษณะคล้ายกันคือเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีสนามหญ้าเล็กๆอยู่หน้าบ้าน

ทุกซอยจะมีลักษณะเช่นนี้เหมือนกันหมดแต่ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านที่คนอาศัยอยู่เยอะ

มันก็จัดได้ว่าเป็นที่ที่เงียบสงบมากทีเดียว

บางครั้งมาโคโตะก็จะไปอยู่บ้านธัญญรัตน์ เพราะพ่อแม่ของพวกเขารู้จักและสนิทกันดี

พ่อแม่ของธัญญรัตน์จึงเห็นมาโคโตะเหมือนลูกอีกคนหนึ่ง เลยขอให้มากินข้าวด้วยกันบ่อยๆ

งั้นฉันเข้าบ้านก่อนนะ แล้วเจอกัน” มาโคโตะเอ่ยลาพร้อมหยิบกุญแจบ้านขึ้นมาไข

เออ แล้วเจอกัน” ธัญญรัตน์โบกมือลา แล้วเดินกลับไปยังบ้านของตัวเอง

เด็กหนุ่มถอนหายใจเล็กๆ เมื่อรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของวันนี้ถูกสูบไปไหนหมดก็ไม่รู้ ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้กันนะ?

แต่จู่ๆเด็กหนุ่มกลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ รีบหันมองไปข้างหลังแต่ทุกอย่าก็ยังคงปกติดี

เขารีบเร่งฝีเท้าเพื่อกลับไปให้ถึงบ้านแต่โดยเร็ว

ทางด้านมาโคโตะ เด็กหนุ่มวางกระเป๋าลงบนโซฟาห้องรับแขก ตาสีเข้มแสดงความอ่อนล้าออกมาให้เห็น

เขารีบเข้าไปอาบน้ำ หวังว่าความกังวลที่มาจากสิ่งใดก็ไม่อาจรู้ได้จะถูกพัดพาไปกับสายน้ำ

เมื่อเขาทำธุระส่วนตัวทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็รีบวิ่งขึ้นไปบนบ้าน เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยความร้อนใจ

เมื่อหน้าจอแสดงผล เขาก็รีบเข้าอินเทอร์เน็ต นิ้วเรียวพิมพ์บนแป้นพิมพ์ด้วยความรวดเร็ว

รอโหลดไม่นานเขาก็รีบเลื่อนลงไปดูหัวข้อที่ปรากฏขึ้น

แล้วเขาก็ไปเจอเว็บไซต์หนึ่ง หัวข้อหน้าเว็บดูเด่นสะดุดตา ‘ความจริงของการฆ่าตัวตายของนักเรียนโรงเรียนxxx’

แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรแต่พอคลิกเข้าไปแล้วกลับเป็นกระทู้ๆหนึ่ง ในนั้นใส่ชื่อโรงเรียนที่เขาเรียนอยู่อย่างไม่คิดจะปิดบัง

มาโคโตะอ่านข้อความในนั้นอย่างรวดเร็ว และก็เป็นไปตามคาดข้อความในนี้ตรงกับที่ธัญญรัตน์เล่าทุกประการ

เขาตรวจเช็คข้อมูลที่เคยลงข่าวตามเว็บต่างๆ แต่ก็ไม่ค่อยได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมากนัก

คิดไปก็ปวดหัวเปล่า ทำการบ้านดีกว่าแฮะ” ว่าแล้วก็หยิบสมุดการบ้านที่ต้องส่งในวันพรุ่งนี้ขึ้นมา

พยายามไม่เอาเรื่องอื่นมาใส่ใจและตั้งสมาธิไปกับการบ้านตรงหน้า

เพียงไม่นานการบ้านทุกอย่างก็เสร็จลง เด็กหนุ่มมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่ายังไม่ดึกมากนัก

เขาถอนหายใจอย่างอ่อนล้าเดินไปที่เตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง พอหัวถึงหมอนเปลือกตาก็ค่อยๆปิดลง

..............................................................

ที่นี่ที่ไหนกัน?” เด็กหนุ่มมองไปรอบตัวแต่ก็เจอเพียงความมืดมิด

มีใครอยู่ไหมครับ!?”

มาโคโตะตะโกนแต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบรับ ฉับพลันรอบข้างก็มีแสงสว่างขึ้นมา เพียงนิดเดียว…

เด็กหนุ่มเบิกตาโพลง เพราะรอบข้างมีแต่เลือดสีแดงสดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งจนอยากจะอาเจียน

เขารีบวิ่งหนีรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ทันทีที่ออกวิ่งเขาก็สัมผัสได้ทันทีว่ามีคนกำลังตามเขามา

แต่พอหันไปกลับพบแต่ความมืด พอออกวิ่งเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาอีก... ใกล้เข้ามา...มากขึ้น...มากขึ้น

เหวอ!!!”เด็กหนุ่มร้องลั่น เมื่อจู่ๆก็มีร่างโชกเลือดปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

เป็นเด็กผู้หญิงที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา จะแตกต่างตรงที่เธอหน้าซีดไม่มีสีเลือด

และเสื้อผ้ามีแต่รอยเปื้อนเลือดเต็มไปหมด

มาโคโตะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว กล่าวภาวนาในใจ...หากนี่เป็นเพียงฝันก็ขอให้ตื่นทีเถอะ...

แต่ดูจะไม่เป็นเช่นนั้น

ธะ...เธอเป็นใคร” เขาแข็งใจถามออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ หากแต่ร่างนั้นก็ยังคงนิ่งเงียบ

สายตามองมาหาเด็กหนุ่มอย่างเยือกเย็น คิดจะขยับขาวิ่งหนีแต่ก็ไม่สามารถขยับได้

ราวกับท่อนขาของเขาถูกตรึงไว้กับอะไรซักอย่างที่มองไม่เห็น

เด็กสาวร่างโชกเลือดค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่ดวงตาก็ยังจ้องอีกฝ่ายไม่กระพริบ

ปากที่มีแต่เลือดค่อยๆขยับ เปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบากพร้อมกับเลือดที่กระเซ็นออกมาด้วย

อย่ายุ่ง...” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ทั้งกลัวทั้งสงสัย วิญญาณตรงหน้าต้องการจะบอกอะไรกับเขากันแน่

แล้วร่างโชกเลือดก็เปลี่ยนไป ดวงตาลึกโบ๋จนเห็นเป็นหลุมลึกๆในดวงตาพร้อมตะโกนอย่างกราดเกรี้ยว

อย่ายุ่งกับเรื่องนี้!!!” มันพูดด้วยน้ำเสียงที่เสแสร้งในความคิดของเขา...

เฮือก!” มาโคโตะสะดุ้งสุดตัว เหงื่อไหลโซมกายหัวใจเต้นรัวอย่างกับผ่านการออกกำลังกายอย่างหนักมา

เด็กหนุ่มหันมองรอบๆก็พบว่าเขายังนอนอยู่บนเตียงภายในห้องนอนของเขา

จังหวะการหายใจค่อยๆกลับมาเป็นปกติ เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกที่มันเป็นเพียงแค่ฝันร้าย

แต่จิตใต้สำนึกก็ส่งเสียงเตือนว่ามันอาจไม่ได้เป็นแค่ฝัน มันอาจมีบางอย่างที่มากกว่านั้นก็ได้

เด็กผู้หญิงคนนั้น ต้องการจะบอกอะไรเรากัน?’

แสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง เด็กหนุ่มรีบลุกลงจากเตียง

จัดการทำธุระของตัวเองให้เสร็จก่อนแต่งตัวไปโรงเรียนด้วยเวลาที่เช้ากว่าปกติ มีเรื่องที่ต้องถามจากใครซักคน

ร่างสูงในชุดนักเรียนยืนอยู่ในห้องสมุดที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาใช้นักในเวลาเช้าแบบนี้

แต่ก็ยังมีเด็กนักเรียนอ่านหนังสือและหาข้อมูลเพื่อทำการบ้านอยู่บ้างประปราย

ได้แล้วจ้ะหนังสือรุ่นของปีที่เธออยากได้ ว่าแต่จะเอาไปทำอะไรเหรอ มันนานพอดูแล้วนะ”

คุณครูบรรณารักษ์ถามอย่างสงสัย ยื่นหนังสือรุ่นเล่มเก่ามาให้

มีญาติที่รู้จักกัน เขาอยู่ปีนี้น่ะครับ เลยอยากดูข้อมูลหน่อย”เขาคิดโกหกขึ้นมาอย่างไม่ค่อยจะเนียนเท่าไหร่นัก

อันที่จริงเขาแค่อยากหาข้อมูลของปีที่มีเด็กนักเรียนฆ่าตัวตายมากกว่า

เมื่อเช้านี้ตอนไปถึงโรงเรียนเขาก็ลองไปเลียบๆเคียงๆถามลุงที่เป็นภารโรงของโรงเรียนมา

แต่อีกฝ่ายกลับตอบว่าไม่รู้ท่าเดียว แถมยังทำท่าลุกลี้ลุกลนอีกต่างหาก พอไปถามป้าแม่บ้านก็มีท่าทาง

ที่ไม่ต่างกันนัก แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ไปถามยามที่น่าจะอยู่ที่โรงเรียนนี้นานแล้ว ยามคนนั้นก็ตอบกลับมาอย่างที่

เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก

อย่ารู้มากจะดีกว่า ที่สำคัญเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว จะไปขุดคุ้ยขึ้นมาอีกทำไม ถ้ายังอยากอยู่อย่างสงบ

ก็เลิกยุ่งเรื่องนี้ซะ”

เมื่อโดนพูดกลับมาแบบนี้ก็ทำให้เด็กหนุ่มยอมถอยออกมาอย่างเสียไม่ได้ แต่ในใจก็ยังคงคิดว่า

ถ้าเขาไม่หาคำตอบของเรื่องนี้ มันต้องไม่จบง่ายๆแน่!

มาโคโตะกล่าวขอบคุณครูบรรณารักษ์ ก่อนเดินไปหามุมเงียบๆเปิดหนังสือรุ่นด้วยใจที่เต้นระทึก

และก็เจอจริงๆ เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่อยู่ในรูป เป็นคนๆเดียวกันกับที่เขาฝันเมื่อวาน

ดวงตาของเด็กสาวในรูปเปล่งประกายบอกถึงความมีชีวิตอยู่ ข้างๆเธอมีเด็กหนุ่มตาตาหล่อเหลายืนยิ้มอยู่ข้างๆ

ภายในรูปถ่ายรวมแล้วเด็กหนุ่มและเด็กสาวสองคนนี้เป็นที่สะดุดตาของเขาที่สุด

คนคนนี้คงเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่ไอ้รัตน์เล่าเมื่อวานสินะ?’เขาตั้งคำถามกับตัวเองในใจ

ดูจากในรูปทั้งสองคงจะมีความสุขมากแล้วแท้ๆ ถึงขนาดที่ว่าหนังสือรุ่นเล่มนี้ยังมีชื่อของพวกเขา

บ่งบอกถึงผลการเรียนดีเป็นอันดับต้นๆของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ แต่ทั้งสองกลับเลือกที่จะฆ่าตัวตาย

แค่ไม่อยากจากกันต้องทำขนาดนี้เลยงั้นเหรอ?

...............................................

มาโคโตะเดินเข้าห้องเรียนด้วยสีหน้าไม่ค่อยสดชื่น ดวงตาคล้ำเล็กน้อยซึ่งอาจเกิดจากฝันร้ายเมื่อคืน

เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงบนที่นั่งของตัวเอง ฟุบลงกับโต๊ะแทบจะทันที

ไม่นานร่างของธัญญรัตน์ก็เดินเข้ามาในห้อง มองคนที่นั่งโต๊ะข้างๆตัวเองอย่างแปลกใจ

ปกติมาโคโตะจะไม่ค่อยมานอนฟุบหลับที่โต๊ะแบบนี้สักเท่าไหร่นัก เขาเดินเข้าไปใกล้ๆค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้อย่างแผ่วเบา

มองคนข้างๆที่ตอนนี้จังหวะการหายใจเป็นไปอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกให้รู้ว่าเขาได้หลับไปแล้ว

ธัญญรัตน์ปล่อยให้คนข้างๆนอนหลับไปก่อนหยิบการบ้านขึ้นมาทำต่อเงียบๆเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนที่นอนอยู่

ไอ้มาโคโตะดูเหนื่อยแบบแปลกๆนะวันนี้ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า หรือว่าเพราะเรื่องนั้น...’

เขาคิดไปถึงเรื่องที่เล่าให้เพื่อนฟังเมื่อวาน นึกต่อว่าตัวเองในใจ ไม่น่าเล่าให้มันฟังเลยจริงๆแฮะ...

มาโคโตะ มาโคโตะ” เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาเจอคนเรียกชื่อของเขายืนมองอยู่

รัตน์? มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?” เขาถามเสียงงัวเงีย ก่อนหาวเป็นการปิดท้าย

สักพักแล้ว เห็นแกหลับเลยไม่อยากปลุก ไปเข้าแถวกันเหอะได้เวลาแล้ว”

มาโคโตะพยักหน้าลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ความง่วงเริ่มคลายออกไปเล็กน้อย

ไปทำอะไรมาวะ อย่างกับไม่ได้นอนทั้งคืน”

คนถูกถามหน้าซีดเล็กน้อย ก่อนพูดออกมาเสียงเบา

เมื่อคืนฉันฝันร้ายว่ะ” ธัญญรัตน์มองอย่างฉงน

ฝันเรื่องอะไรวะ?”

เดี๋ยวเล่าให้ฟังตอนเข้าแถวแล้วกัน”
 

เด็กหนุ่มเล่าความฝันให้ผู้เป็นเพื่อนฟังธัญญรัตน์ถึงกับหน้าถอดสีเบิกตากว้างอย่าตกใจ

ทำไมเขาถึงดูตกใจขนาดนี้น่ะเหรอ? ก็เพราะเมื่อคืนเขาก็ฝันเหมือนกันน่ะสิ!!!

แถมยังเหมือนกับที่ผู้เป็นเพื่อนเล่าแทบจะทุกอย่างอีกต่างหาก

กะ...แกแน่ใจนะ ว่าฝันแบบนี้?” เขาถามย้ำให้แน่ใจ

ก็ใช่น่ะสิ ว่าแต่แกเหอะ เป็นอะไรวะหน้าซีดเชียว” เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

พยายามเปล่งเสียงออกมา

ก็เมื่อคืน... ฉันก็ฝันแบบนี้”

หา!!! แก... แกว่าไงนะรัตน์?”

ฉันฝันเหมือนที่แกเล่าทุกอย่าง... ยกเว้น...” เขามองหน้ามาโคโตะเป็นเชิงหวาดกลัว

ไม่สามารถมีคำอธิบายอะไรกับเหตุการณ์ในฝันครั้งนี้ได้เลย

ยกเว้นอะไร?”

ฉันฝันว่าฉันเห็นห้องเรียนห้องหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นที่นี่แหละแต่มันอยู่ในสภาพเละเทะ

โต๊ะกระจัดกระจายเต็มไปหมด ที่สำคัญ...มันมีรอยเลือดเปื้อนอยู่บนโต๊ะทุกตัว

มันเหมือนรูปหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ ฉันไม่ค่อยแน่ใจ” เด็กหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันอย่างใช้ความคิด

เหตุใดพวกเขาถึงได้ฝันเหมือนกัน แต่ความฝันอีกอย่า

ของธัญญรัตน์ล่ะ มันคืออะไรกันแน่???

วันนี้ลองไปถามครูดีไหมวะ?” มาโคโตะเสนอความเห็น หลังจากทั้งคู่จมลงไปกับความคิดของตัวเอง

นานหลายนาที ธัญญรัตน์ส่ายหน้าเล็กน้อย

แกคิดว่าพวกครูจะยอมบอกงั้นเหรอ ฉันว่าไม่ รู้อะไรไหมตอนที่มีข่าวเรื่องนี้ทางโรงเรียนก็ใช้เส้นสายปิดข่าว

ไม่ถึงอาทิตย์ข่าวนี้ก็แทบจะหายไปหมดแล้ว”

งั้นเหรอ วิธีนี้คงไม่ได้สินะ” มาโคโตะพูดอย่างลำบากใจ เขาไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้เท่าไหร่นักหรอก

แต่เมื่อคืนกลับฝันแบบนั้น แสดงว่ามันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่

มีวิธีเดียว...” ธัญญรัตน์เปรยขึ้นมา จนเพื่อนสนิทรีบหันมามองแล้วถามอย่างอยากรู้

วิธีอะไร?”

ต้องสืบหาด้วยตัวเองเท่านั้นไง” มาโคโตะถอนหายใจ ถ้าการสืบหามันทำได้ง่ายก็ดีน่ะสิ

เมื่อเป็นดังนั้น เด็กหนุ่มจึงเล่าสิ่งที่เขาหาเจอในห้องสมุดมา รวมถึงเล่าเรื่องที่เขาไปถามลุงยาม

แล้วได้คำตอบแปลกๆที่ฟังแล้วไม่เข้าใจนั่นด้วย แล้วธัญ

รัตน์ก็นึกไอเดียดีๆออก

เอางี้... วันนี้เราไปเที่ยวกัน เอาเสื้อผ้ามาค้างบ้านฉันเราต้องลืมเรื่องนี้ให้ได้ แต่ถ้าพวกเรา

ฝันแปลกๆอีกค่อยว่ากัน” เด็กหนุ่มพยักหน้า นั่นสินะ ไปเที่ยวให้ลืมเรื่องพวกนี้ก็ดีเหมือนกัน

เพราะส่วนหนึ่งพวกเขาก็คิดว่า... ไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้...

ครู่ต่อมาครูประจำชั้นก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อเริ่มคาบโฮมรูมเช่นทุกวัน แต่วันนี้จะแปลกก็ตรงที่

ครูสาววัยกลางคนที่ปกติจะสดชื่นและเข้มงวดกับนักเรียนตลอดกลับมีสีหน้าอมทุกข์

นักเรียน ครูมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ” นักเรียนทุกคนมองไปยังครูอย่างสงสัย

เมื่อคืนนี้ ‘อังสิตา’เพื่อนของพวกเธอถูกพบเป็นศพอยู่ที่บ้านของเธอเอง สาเหตุน่าจะเป็น...การฆ่าตัวตาย”

ครูพูดเสียงแผ่วอย่างอ่อนแรง นักเรียนทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก เพราะรู้กันดีว่าอังสิตานั้น

เป็นคนน่ารักและร่าเริงมาก เธอเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในห้อง เรื่องที่เธอจะฆ่าตัวตายมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

มาโคโตะและธัญญรัตน์มองหน้ากัน สังหรณ์บางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจบ่างสิ่งที่บ่งชี้ว่า

มันต้องมีอะไรซักอย่างที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ อะไรบางอย่างที่อาจมาจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

อาจไม่ใช่แค่การฆ่าตัวตาย และอาจยังไม่จบแค่นี้...

เอาล่ะนักเรียน เดี๋ยวคืนนี้ห้องเราจะเป็นเจ้าภาพจัดงานศพนะ ขอให้นักเรียนทุกคนไปร่วมงานด้วย”

ทุกคนพยักหน้ารับ ในเมื่อเป็นเพื่อนกันก็ต้องไปอยู่แล้วสิ

แต่สีหน้าของพวกเขาเหล่านั้นแสดงถึงความหม่นหมองและหวาดกลัวในขณะเดียวกัน

บางคนถึงกับร้องไห้ให้กับการจากไปอย่างกะทันหันของเพื่อนร่วมห้อง

เห็นทีว่าเรื่องเที่ยววันนี้ต้องยกเลิกซะแล้วว่ะ”

นั่นสิ”

หลังจากที่คาบโฮมรูมหมดไปแล้วซักพักคุณครูประจำวิชาก็เดินเข้ามาในห้องเรียนและเริ่มการเรียนการสอน

ส่วนพวกนักเรียนก็ได้แต่ฟังที่อาจารย์สอนโดยที่สติไม่อยู่กับตัวซักคน

คาบเรียนอันแสนน่าเบื่อจบลงนักเรียนทุกคนต่างเก็บของ บ้างก็นัดแนะถึงสถานที่นัดพบก่อนไปงานศพ

บางคนก็กลับไปเปลี่ยนเสื้อ บางคนก็ไปทั้งชุดนักเรียนซึ่งส่วนใหญ่มักจะทำอย่างหลัง

มาโคโตะและธัญญรัตน์เดินออกจากห้องเรียนและตกลงกันว่าจะไปงานศพของผู้เป็นเพื่อนเลย

......................................................

ที่วัดมีคนเพียงบางตา ศาลาแห่งหนึ่งถูกจับจองถ้ามองเข้าไปจะเห็นโลงศพสีขาวตั้งอยู่

ใกล้ๆกันมีรูปของเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ใต้รูปมีคำกำกับถึงวันที่ชาตะและมรณะดูจากอายุแล้ว

เธอไม่น่าที่จะต้องจบชีวิตเช่นนี้เลย

ผู้เป็นแม่ร้องไห้ปานจะขาดใจโดยที่มีสามีคอยปลอบอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

นักเรียนทุกคนพากันไปทักทายพ่อและแม่ของเพื่อนแต่ดูเหมือนแม่ของเธอจะไม่ได้สติสักเท่าไหร่

เธอยังร้องไห้ไม่หยุด ความเสียใจถาโถมเข้ามามากถึงมากที่สุด

แม่ของ’ตา’ดูแย่มากเลย”

นั่นสิ ขนาดพวกเรายังเศร้าขนาดนี้ แล้วแม่ตาล่ะจะเศร้าขนาดไหน”

เด็กสาวกลุ่มหนึ่งพูดขึ้น พวกเธอเป็นเพื่อนที่อังสิตาสนิทด้วยมากที่สุด

นี่ ฉันว่ามันมีอะไรแปลกๆไหม” เด็กสาวคนนึงพูดขึ้นมา

อะไรแปลกล่ะ?”

ก็เรื่องของตาไง ฉันว่าตาไม่น่าเป็นคนที่จะคิดสั้นแบบนั้น” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

นั่นเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนรู้กันดี อังสิตาเป็นคนที่ขยัน และเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในชั้น

อีกทั้งตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ก็ดูไม่เหมือนคนกำลังคิดสั้นสักนิดเดียว

หรือว่าตาจะไม่ได้ฆ่าตัวตาย?” เด็กสาวสวมแว่นเอ่ยขึ้น เพื่อนทุกคนหันมามองเธอเป็นทางเดียว

แล้วถ้าไม่ได้ฆ่าตัวตาย ตาจะตายได้ไงล่ะ?”

หรือว่า...จะมีคนฆ่าตา” เพื่อนอีกคนนึงพูดขึ้น ทุกคนมีสีหน้าเครียดอาจจะจริงอย่างที่ว่าก็ได้

จะเป็นไปได้ไงล่ะ คิดมากไปแล้ว” เด็กสาวคนเดิมพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับยิ้มแห้งๆไม่ให้คนอื่นเครียด

ในความคิดของตนเองมากนัก

นั่นสิ พวกเราอาจคิดมากกันไปเองก็ได้นะ”

นี่พระจะสวดแล้วนะ หยุดคุยก่อนดีกว่า” ทุกคนพนมมือขึ้นฟังที่พระสวดอย่างตั้งใจ

มาโคโตะและธัญญรัตน์นั่งฟังบทสนทนาของกลุ่มเด็กสาวอย่างเงียบๆ พวกเขาก็คิดเหมือนกัน

มันอาจมีอะไรแปลกๆซ่อนอยู่หลังเรื่องนี้ก็ได้ แวบนึงที่พวกเขาคิดคืออังสิตาไม่ได้ฆ่าตัวตาย

แต่อาจถูกใครบางคนฆ่า แต่ก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

มาโคโตะ...” ธัญญรัตน์เรียกเพื่อนเสียงเบาเพราะพระกำลังสวดอยู่

อะไร?” เจ้าของชื่อหันมาหา

เดี๋ยวพอพระสวดจบพวกเราไปหาพ่อแม่ของอังสิตาหน่อยดีกว่า อยากไปถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

มาโคโตะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ตอบตกลงกับเพื่อนสนิทบางทีอาจได้รู้อะไรสักอย่างก็ได้

หลังจากที่พระสวดจบไม่นาน นักเรียนบางคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านส่วนพวกมาโคโตะยังไม่ไปไหน

ทั้งสองเดินไปหาพ่อกับแม่ของเพื่อนร่วมชั้นพร้อมไหว้อย่างสุภาพ

สวัสดีครับ พวกผมเป็นเพื่อนของอังสิตาน่ะครับ เราอยากรู้ว่า ทำไมตาถึง...ฆ่าตัวตาย”

คนเป็นแม่ร้องไห้โฮโผกอดสามีแน่นจนเด็กหนุ่มทั้งสองตกใจ พ่อของอังสิตากอดตอบพลางพูดปลอบเธอ

สักพักจึงหันมามองพวกเขาส่งยิ้มอันเศร้าสร้อยมาให้

พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่จริงตาเค้าเป็นเด็กดีมาตลอดนะ ไม่รู้ทำไมถึงคิดสั้นแบบนั้นได้...”

นัยน์ตาของผู้เป็นพ่อทอแววเจ็บปวด

แล้วก่อนเธอตาย เธอมีวี่แววไหมครับว่าจะคิดสั้น”ชายหนุ่มส่ายหน้า เปล่งเสียงที่เริ่มสั่นเครือเบาๆ

ไม่นี่... ตาก็ดูปกติดี” เขาปาดน้ำตาที่เริ่มคลอออก

จริงๆแล้วไม่เหมือนคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายเลยสักนิด แต่พอเข้ามาในห้องก็เจอเค้า

กรีดข้อมือตัวเองตายไปแล้ว...”

สองหนุ่มพยักหน้าก่อนไหว้พ่อและแม่ของเพื่อนเพื่อเอ่ยลา

พวกผมเสียใจด้วยนะครับ”

.....................................................

มาโคโตะ แกว่าตาฆ่าตัวตายจริงเหรอ” ธัญญรัตน์เอ่ยขึ้น ตอนนี้มาโคโตะอยู่ที่บ้านของธัญญรัตน์

หลังจากงานศพเขาก็กลับไปเอาเสื้อผ้าจากที่บ้านเพื่อมานอนค้างบ้านของเพื่อนสนิท

ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ามันแปลกๆ เหมือน...มีคนทำ”เด็กหนุ่มเงียบไปแค่นั้น

สีหน้าดูตรึงเครียด ความรู้สึกบางอย่างเริ่มเข้ามาก่อกวนในจิตใจมันบอกว่าอาจเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกก็ได้

ฉันว่าคราวนี้ เห็นทีเราต้องสืบเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วล่ะ” ธัญญรัตน์เป็นฝ่ายพูดขึ้น

ซึ่งมาโคโตะเองก็พยักหน้าเห็นด้วย บางทีถ้ารู้เรื่องในห้องเรียนของพวกเขาทั้งหมด

ก็อาจแก้ปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าได้ แต่...จะเริ่มสืบจากที่ไหนดีล่ะ ธัญญรัตน์ยิ้มกว้าง

อย่างกับรู้ความคิดของเพื่อนสนิท

ฉันมีรุ่นพี่ที่รู้จักอยู่คนนึง เธอน่าจะช่วยพวกเราได้” มาโคโตะเริ่มยิ้มออกก่อนตีหัวเพื่อนไปทีนึง

แล้วทำไมแกไม่บอกให้เร็วกว่านี้วะ?” ธัญญรัตน์หัวเราะแห้งๆก่อนพูดในสิ่งที่

มาโคโตะได้ยินแล้วอยากตีหัวเพิ่มอีกสักสองสามที

ฉันลืมว่ะ”

พรุ่งนี้วันหยุด งั้นเราโทรนัดรุ่นพี่ของแกให้มาเจอกันเป็นไง”

มาโคโตะเสนอความคิด อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเพราะมันเป็นความคิดที่ดีที่สุดที่คิดได้แล้วในตอนนี้

ธัญญรัตน์กดเบอร์โทรศัพท์หารุ่นพี่คนนั้นแต่พอโทรไปอีกฝ่ายกลับไม่รับสายเด็กหนุ่มจึงวางสาย

แล้วโทรไปใหม่อีกครั้ง คราวนี้โทรติดหญิงสาวคนหนึ่งรับสายด้วยน้ำเสียงสดใส

สวัสดีจ้า ไม่น่าเชื่อนะเนี่ยว่าธัญญรัตน์จะโทรมาหาพี่ตอนนี้น่ะ’ เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อทำหน้ามุ่ย

ในขณะที่อีกคนกำลังกลั้นหัวเราะอยู่

มีเรื่องอยากจะปรึกษารุ่นพี่นิดหน่อยน่ะครับ”เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

จนคนที่ถือสายอยู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

เรื่องอะไรล่ะ?”

คือ... เรื่องของห้องเรียนของพวกผมน่ะครับ” ปลายสายเงียบไปเหมือนรอฟัง

เด็กหนุ่มจึงพูดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้เธอฟัง

เมื่อวานนี้เพื่อนร่วมห้องของผมถูกพบเป็นศพ สาเหตุน่าจะฆ่าตัวตายครับ”

โดนแล้วสินะ...”ปลายสายรำพึงเบาๆแต่ประโยคนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มอีกสองคนอดสงสัยไม่ได้

หมายความว่ายังไงเหรอครับ?”

ก็หมายความว่า ตอนที่พี่เรียนอยู่ชั้นเดียวกับเธอก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นน่ะสิ”

ธัญญรัตน์และมาโคโตะมองหน้ากัน กลืนน้ำลายลงคอย่างยากลำบาก

พรุ่งนี้ขอนัดเจอกันได้มั๊ยครับ มีเรื่องอยากถามอีกเยอะเลย”

อืม... ถ้าช่วงเช้าคงได้ล่ะนะ ซักแปดโมงครึ่งได้ไหม?”

ธัญญรัตน์ตอบตกลงนัดแนะสถานที่เสร็จแล้วจึงวางสาย หันมามองหน้าเพื่อนสนิท

ท่าทางคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วว่ะ”

นั่นสิ”มาโคโตะพูดอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะวันนี้เขาเจออะไรหนักๆตั้งมากมาย ไหนจะไปสืบหา

อะไรต่อมิอะไรกับพวกยาม และยังไปงานศพของผู้เป็นเพื่อนอีก เหนื่อยชะมัดเลย

ธัญญรัตน์มีสีหน้าเหนื่อยอ่อนไม่แพ้กัน เขาหยิบหมอนกับผ้าห่มส่งให้เพื่อน

นอนเหอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้านะ”

มาโคโตะพยักหน้าหยิบผ้าห่มและหมอนมาก่อนล้มตัวลงนอน ธัญญรัตน์เอื้อมมือไปปิดไฟ

แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความมืด

......................................................

ธัญญรันต์เหงื่อไหลท่วมตัวนอนกระสับกระส่ายไปมา ใบหน้าดูซีดจัดและเผยแววหวาดกลัวออกมาให้เห็น

รัตน์... รัตน์... ไอ้รัตน์!” เด็กหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาหอบหายใจแรงๆคล้ายกับคนที่พึ่งออกกำลังกายมาหมาดๆ

เขาหันมองรอบตัวเจอมาโคโตะมองเข้าด้วยสีหน้าเป็นห่วง

เช้าแล้วนี่...”ธัญญรัตน์ถอนหายใจ แสงแดดลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ทั้งห้องสว่างไสว

บ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบสายแล้ว

ฝันร้ายเหรอไอ้รัตน์?” เด็กหนุ่มพยักหน้าแววตาเป็นกังวลปรากฏขึ้นมาให้เห็น

แม้จะจำความฝันไม่ค่อยได้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันน่ากลัวอยู่ดี

จำความฝันไม่ค่อยได้แล้วว่ะ รู้แต่ว่ามันน่ากลัว”

ลืมมันไปเถอะ แกไปอาบน้ำได้แล้วนะเดี๋ยวต้องไปเจอรุ่นพี่แกอีก”

ธัญญรัตน์พยักหน้าก่อนเดินเข้าห้องน้ำไป โดยมีสายตาของเพื่อนมองตามอย่างเป็นห่วง

ความจริงแล้วเขาก็ฝันเหมือนกัน มันเหมือนเรื่องที่เขาฝันก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยนแต่เขาก็ไม่ได้เล่าออกไป

ด้วยกลัวว่าจะทำให้เพื่อนกลัวขึ้นไปอีก

เด็กหนุ่มหันมาเก็บผ้าห่มจัดการพับให้เรียบร้อยเพื่อรอเพื่อนที่กำลังอาบน้ำอยู่

ขณะเดียวกันก็คิดไปถึงเรื่องรุ่นพี่ของธัญญรัตน์ที่กำลังจะนัดเจอกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าว่าเธอคนนั้น

จะรู้อะไรมาบ้าง ยังมีเรื่องที่เด็กหนุ่มสงสัยและค้างคาใจอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่

วันนี้ต้องรู้เรื่องทุกอย่างให้ได้’ เขาหวังอย่างนั้น แม้ไม่รู้ว่าจะได้เรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

เด็กหนุ่มทั้งสองคนเข้ามานั่งในร้านกาแฟที่นัดหมายกับรุ่นพี่ของธัญญรัตน์เอาไว้

เพียงไม่นานหญิงสาวอายุน่าจะอยู่ในช่วงมหาลัยก็เดินเข้ามา มองหาในร้านสักพักก็เจอพวกของธัญญรัตน์นั่งอยู่

เธอเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม

สวัสดีจ้ะ เป็นไงบ้างสบายดีไหม?” มันดูเป็นคำถามธรรมดาแต่ก็เจือแววกังวลอยู่เล็กๆ

ก็สบายดีครับ ถ้าไม่เกิดเรื่องอย่างนั้นล่ะนะ” หญิงสาวหัวเราะแห้งๆก่อนหันไปทางมาโคโตะอย่างสนใจ

นี่มาโคโตะ เพื่อนผมครับ” เธอยิ้มกว้าง ธัญญรัตน์มองมายังเธอก่อนจะเอ่ยกับเพื่อนสนิทให้รู้จัก

นี่รุ่นพี่พิงค์ เป็นรุ่นพี่ฉันเอง”

ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

ยินดีที่ได้รู้จักครับ”มาโคโตะยิ้มบางๆให้หญิงสาว เมื่อทำความรู้จักกันเรียบร้อยแล้ว

พวกเขาจึงเรียงพนักงานมาสั่งออเดอร์ พอทุกอย่างเรียบร้อยหญิงสาวจึงเป็นคนเปิดประเด็น

แล้วมีอะไรอยากถามพี่งั้นเหรอ?” มาโคโตะพยักหน้าก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของเราน่ะครับ พี่พอจะรู้อะไรบ้างไหม?”

ไม่รู้อะไรมากหรอกนะ ก็อย่างที่พวกเธอรู้นั่นแหละ” สองหนุ่มพากันถอนหายใจอย่างผิดหวัง

หญิงสาวมองทั้งสองคนด้วยความเป็นกังวล เพราะเมื่อก่อนเธอก็เจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว

เอาน่า ไม่เป็นอะไรหรอก” มาโคโตะถามขึ้นเบาๆอย่างสงสัย

แล้ว... จะเกิดอะไรขึ้นอีกไหมครับ?” พิงค์มีท่าทีอึกอักเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

ตอนที่พี่เรียนอยู่ห้องนั้น เคยมีคนตายไปสี่คนน่ะ”

ความเงียบเริ่มครอบงำทั้งกลุ่ม แต่ละคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเองจนกระทั่งพนักงาน

นำของที่ลูกค้าสั่งมาเสิร์ฟให้ ธัญญรัตน์โพล่งขึ้นมาอย่างหวาดกลัว

แล้วตอนนี้ล่ะครับ จะมีคนตายอีกกี่คนกันล่ะ!!??”

ไม่มีใครตอบได้เลย แต่สิ่งที่ทุกคนคิดคือ... ต้องปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก็เท่านั้น

เมื่อพิงค์กลับไปแล้วทั้งธัญญรัตน์และมาโคโตะก็พากันกลับไปที่บ้าน โชคดีที่พ่อกับแม่ของธัญญรัตน์ยังไม่กลับ

เด็กหนุ่มจึงถือโอกาสปรึกษากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ฉันว่า ต้นเหตุมาจากห้องเรียนของพวกเรา” มาโคโตะพูดโดยมีเจตนาบางอย่างไว้ภายในใจ

ซึ่งเพื่อนสนิทก็อ่านความคิดของอีกฝ่ายออกทันที

แกอย่าบอกนะว่า...” เด็กหนุ่มลูกครึ่งพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

คืนนี้เราไปโรงเรียนกัน ถ้าไปที่ห้องเรียน...”

เราคงรู้เรื่องทั้งหมดสินะ”ธัญญรัตน์พูดต่ออย่างไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นัก

เพราะถ้าเป็นจริงอย่างที่รุ่นพี่สาวบอกขึ้นมา นั่นก็หมายถึงชีวิตของพวกเขาเองกำลังตกอยู่ในอันตรายด้วย

แต่ฉันว่ามันอันตรายนะ กับสิ่งที่มองไม่เห็นพรรคนั้นน่ะ”ธัญญรัตน์พูดขึ้นแต่พอได้ยินที่เพื่อนเขาพูด

ก็ถึงกับเถียงไม่ออก

มันอาจจะมีคนตายอีกก็ได้นะ...” มาโคโตะบอกด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย จนเด็กหนุ่มอีกคนถอนหายใจ

เออ ไปก็ไป”ธัญญรัตน์พูดเสียงหนักแน่นจนอีกคนหันมามองธัญญรัตน์ยิ้มกว้าง

แม้จะเป็นรอยยิ้มที่เจือความหวาดกลัวมาด้วยก็ตาม

เพื่อนก็ต้องไม่ทิ้งเพื่อนสิวะ”

ขอบใจแกมากนะไอ้รัตน์”มาโคโตะยิ้มบางๆ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเพื่อนแท้ที่ดีแบบนี้

ในชีวิตเราน่ะ ก็ต้องมีสักคนที่จะเป็นเพื่อนแท้ของเราตลอดไปล่ะนะ แล้วธัญญรัตน์ก็พูดสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่

หัวเราะออกมาได้ แม้ว่ามันจะไม่น่าขำสักเท่าไหร่ก็ตามเถอะ

อีกอย่างถ้าให้แกไปเจอผีคนเดียว แล้วแกเกิดหัวใจวายตายขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ

จะเจอทั้งทีก็ต้องเจอทั้งสองคนสิ”

แกน่ะทำเป็นปากดี ถ้าเจอจริงๆก็อย่าวิ่งหนีเป็นคนแรกแล้วกันนะ”

มาโคโตะพูดเป็นเชิงล้อเลียน ความเครียดบรรเทาไปไม่มากก็น้อย

ที่โรงเรียนยามดึกสงัดเป็นอะไรที่ดูน่ากลัวมากสำหรับเด็กนักเรียนวัยมัธยมอย่างพวกเขา

เพราะมันเงียบเสียจนได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองยามเดินได้ชัดเจน แม้ว่าตอนกลางวันที่โรงเรียนจะไม่มีอะไร

แต่ตอนกลางคืนล่ะ จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีทางรู้ได้ บางทีตอนกลางคืนอาจจะมีร่างที่ไร้ลมหายใจ

เดินวนเวียนอยู่ก็ได้นะ

ธัญญรัตน์และมาโคโตะถือไฟฉายขนาดพกพามาคนละกระบอก ย่ำเท้าเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะกลัวว่ายามจะมาเจอเข้า

โรงเรียนตอนดึกโคตรน่ากลัวเลยว่ะ”มาโคโตะพูดขึ้นเสียงเบาเพื่อทำลายความเงียบ

นั่นดิ เงียบมากเลยแฮะ แบบนี้ถ้ามีอะไรน่ากลัวโผล่มาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วแหละ”

ธัญญรัตน์กระซิบแล้วหยุดฝีเท้าลงฉับพลัน มาโคโตะมองอย่างสงสัยเพื่อนสนิทนำนิ้วชี้มาอยู่ที่ปากของตนเอง

บ่งบอกว่าให้เงียบเสียง

ตึก...ตึก...ตึก...

ทั้งสองมองหน้ากันเองแล้วแสงไฟฉายกระบอกที่สามก็ค่อยๆสว่างขึ้นมา เด็กหนุ่มเริ่มมองหาทางหนี

ยามมา ซวยแล้วไง!”

ธัญญรัตน์รีบชี้ไปที่ห้องที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งสองรีบวิ่งเข้าห้องนั้นด้วยความเร็วอย่างที่สุด ‘ห้องวิทยาศาสตร์’

เด็กทั้งสองปิดปากเงียบพยายามไม่ส่งเสียงออกไปสักพักเสียงคนเดินก็ค่อยๆไกลออกไปมากขึ้น

พวกเขาต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกไปตามๆกัน

เกือบไปแล้วไหมล่ะ” ธัญญรัตน์หันไปสำรวจรอบๆห้อง ทั้งเด็กดองเอย ชิ้นส่วนอวัยวะของคนและสัตว์

ถูกสต๊าฟเอาไว้ในตู้กระจก เป็นสถานที่ที่ไม่ควรอยู่นานเอาซะเลย

ไอ้มาโคโตะ ไปห้องเรียนของเรากันเหอะ”อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องวิทยาศาสตร์อย่างแผ่วเบา

เพียงไม่นานเขาก็มาถึงหน้าห้องเรียนทั้งสองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

ก่อนจะค่อยๆเปิดประตูเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ

เฮ้ย!!!” พวกเขาอุทานอย่างตกใจสภาพในห้องเรียนตอนนี้แตกต่างจากปกติเป็นอย่างมาก

โต๊ะเรียนกระจัดกระจายเต็มห้องไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือบางสิ่ง...บางสิ่งที่ถูกตั้งอยู่บนโต๊ะของอาจารย์

...มันคือหัวกะโหลกของมนุษย์!!!...

ทั้งสองหน้าซีดเผือดนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ แล้วไอ้กะโหลกนั่นมาจากไหน?

นั่นมันอะไรวะ!?”มาโคโตะตะโกนขึ้นเสียงดังลั่น ทั้งกลัวทั้งสับสนกลิ่นความไม่ชอบมาพากล

เริ่มโชยเข้ามา เด็กหนุ่มตาเบิกกว้างถ้าเป็นอย่างที่เขาสงสัยจริงๆล่ะ? หรือว่า... เขาหันไปมองข้างๆ

ฉึก!!!’

มีดเย็นเฉียบเสียบทะลุท้องของเขา มาโคโตะกระอักออกมาเป็นลิ่มเลือด กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง

เด็กหนุ่มมองคนที่แทงเขาอย่างไม่เชื่อสายตา คนที่เขาเคยคิดว่าสนิทด้วยมากที่สุด...
 

ธัญญรัตน์!!!’
 

ทะ...ทำไม?”สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เมื่อก่อนกับตอนนี้ช่างแตกต่างกันมาก

รอยยิ้มที่เขาคิดว่าน่ากลัวที่สุดในชีวิต

ขอโทษนะ แต่แกรู้เรื่องนี้มากไปแล้ว และอีกอย่าง...”ธัญญรัตน์เว้นช่วงไว้แค่นั้นก่อนค่อยๆประคองมาโคโตะ

เขาไปในห้องเรียนด้วยความเงียบที่สุดก่อนปิดประตูห้อง

ถ้ามีคนมาขวาง... ก็จบเห่น่ะสิ!!!’

ทำไม...ต้องทำอย่างนี้...”มาโคโตะพูดอย่างยากลำบาก หน้าเริ่มซีดเพราะขาดเลือด

หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเด็กหนุ่มคงไม่รอด

ก็เพื่อช่วยพี่สาวฉันไง”

คนถูกถามตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อนราวกับเรื่องที่เขาทำมันดูธรรมดามากเหลือเกิน

พี่...พี่สาวนาย?”

ธัญญรัตน์นั่งลงข้างๆร่างของมาโคโตะ จับหน้าของเด็กหนุ่มให้หันมามอง

ใช่... ฉันมีพี่สาวต่างแม่อยู่คนหนึ่ง เด็กผู้หญิงที่ตายในห้องนี้ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังไง”

!!!”

ตกใจสินะ... เอาเถอะ ฉันจะเล่าเรื่องนี้ให้แกฟังก็ได้ไหนๆก็จะตายอยู่แล้วนิ”

ธัญญรัตน์มองเด็กหนุ่มที่บัดนี้ชุ่มไปด้วยเลือดผ่านสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก

พี่สาวต่างแม่ของฉัน เธอน่ะนิสัยดีมากเลยนะถ้าไม่เจอไอ้ผู้ชายคนนั้นล่ะก็... เธอก็คง

จะไม่เป็นแบบนี้หรอก”ธัญญรัตน์ยังคงเล่าต่อไป ประกายในตาส่อแววเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

ส่วนมาโคโตะนั้นอยู่ในอาการย่ำแย่ หายใจหอบแรงเลือดยังคงไหลออกมาจากปากแผลไม่หยุด

ที่ฉันเคยเล่าให้แกฟังน่ะมันคือเรื่องจริงทั้งหมด แต่สาเหตุมันไม่แค่นั้นน่ะสิพี่ฉันฆ่าตัวตายก็เพราะ-

โดนพ่อกับแม่บังคับให้เรียนในสิ่งที่เธอไม่ชอบ ประกอบกับต้องแยกจากไอ้ผู้ชายคนนั้นด้วย

สุดท้าย...ก็เป็นอย่างที่เห็น” น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาของเด็กหนุ่ม มาโคโตะที่ฟังอยู่นาน

ก็ตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

แล้วแกจะทำแบบนี้กับฉันทำไมวะ!?”

เขาคิดถึงเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา ความเป็นห่วงของธัญญรัตน์ที่เคยมีให้กับเขา

ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องโกหกงั้นเหรอ น่าแปลกเหมือนกันนะที่เขาไว้ใจเพื่อนคนนี้มากจนเกินไป

โดยที่ไม่ได้ระแวงอะไรเลย

ก็... ถ้าฆ่าแกเป็นคนสุดท้าย พี่สาวฉันก็จะกลับมาไงล่ะ”ธัญญรัตน์พูดด้วยน้ำเสียงสุดจะยินดี

ในขณะที่อีกคนมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา

แก... แกว่าไงนะ?”

ก็หมายความว่า..ทุกคนที่ตายน่ะ ฝีมือของฉันทั้งหมดไง ทั้งเพื่อนของรุ่นพี่พิงค์ ทั้งอังสิตา

เป็นฝีมือของฉันเอง” เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างสะใจนึกถึงทุกคนที่เขากรีดเลือดมาเพื่อใช้ทำพิธีอะไรสักอย่าง

แม้จะไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่าก็ตาม

ถ้าฆ่าครบ 6 คนแล้วล่ะก็ พี่สาวของฉันจะต้องฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแน่!!!”

เป็น...เป็นไปไม่ได้หรอก...”มาโคโตะฝืนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ดวงตาเริ่มพร่ามัวขึ้นทุกที

มันต้องได้ผลสิวะ! มันต้องได้ผล”ธัญญรัตน์พูดพร้อมปาหนังสือเล่มหนึ่งลงตรงหน้าของเพื่อน

ที่’เคย’สนิท แค่...เคยสนิทด้วยเท่านั้น

มาโคโตะมองตาม มันเป็นหนังสือเล่มเก่าหนา กระดาษที่ดูจากภายนอกเห็นเป็นสีเหลืองซีดจางๆ

ปกหน้าเต็มไปด้วยตัวอักษรที่อ่านไม่ออก

“ ‘พิธีกรรมชุบวิญญาณ’ มันเป็นหนึ่งในเรื่องที่เขียนอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ของที่ต้องใช้ทำพิธีคือ

เลือดของมนุษย์ที่ถูกฆ่าตายจำนวน 6 คน ซึ่งแกก็เป็นคนสุดท้าย ขอโทษจริงๆนะแต่ฉันจำเป็นต้องทำ”

พูดจบเขาก็จัดการนำเลือดที่ไหลออกจากตัวของมาโคโตะโดยใช้มือกดบาดแผลของอีกคนจนมือตัวเองชุ่มไปด้วยเลือด

พร้อมกับพึมพำบทสวดอะไรสักอย่าง

แกน่ะ... ไม่มีวันทำสำเร็จหรอก...”ดวงตาของคนถูกแทงเริ่มมัวขึ้นและปิดลงอย่างช้าๆ

ธัญญรัตน์ยังคงพูดสิ่งที่จับใจความหมายไม่ได้ต่อไป เมื่อบทสวดจบลงเขาก็นำเลือดไปป้ายที่โต๊ะเรียน

ที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว

เขาป้ายโต๊ะเรียนจนครบพร้อมเอ่ยชื่อของพี่สาวที่เขารัก จนในที่สุดเมื่อโต๊ะในห้องเรียนที่ตั้งเรียงกัน

ถูกป้ายด้วยเลือดไปหมดแล้ว ก็เกิดรูปบางอย่างขึ้นมา รูปที่เมื่อก่อนนี้ก็ถูกวาดขึ้นโดยเด็กนักเรียนที่ฆ่าตัวตายไปพร้อมกัน

รูปหัวใจ’

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ธัญญรัตน์หน้าซีด คิดอย่างกระวนกระวายใจ

หรือว่า...มันจะไม่ได้ผลจริงๆ’

พอมาลองคิดๆดูแล้ว มันก็จริงอย่างที่เพื่อนเขาว่า ไม่เคยมีใครสักคนที่บอกได้ว่าถ้าทำพิธีกรรมนี้มันจะได้ผลจริงๆ

สติของเขาเริ่มฟุ้งซ่านขึ้นเรื่อยๆ ในหัวมีแต่ความกังวลอยู่เต็มไปหมด ถ้ามันไม่ได้ผล...แล้วทั้งหมดที่ทำลงไปล่ะ!?

ไม่! มันต้องได้ผลสิ มันต้องได้ผลอยู่แล้ว!!!

แต่พอเวลาผ่านมานานเท่าไหร่ก็คงยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กหนุ่มเริ่มใจเสียร่างกายสั่นเทา

อย่างควบคุมไม่อยู่ น้ำตาไหลอาบแก้ม เขามองเพื่อนสนิทที่บัดนี้นอนไร้ลมหายใจ

ดวงตาของเขาก็คงไม่ต่างอะไรกันมากนัก มันดูเลื่อนลอย... และไร้ชีวิต

มาโคโตะ... ฉันขอโทษ ไอ้มาโคโตะ ฉันขอโทษนะ เพราะงั้นแกต้องฟื้นสิ!!” เขาเขย่าตัวเพื่อนแรงๆ

แต่ก็ไร้การตอบสนองใดๆกลับมา

ฮือๆ ฉันไม่น่าทำแบบนี้กับแกเลย”เด็กหนุ่มร่ำไห้ ร้องโวยวายเสียงดังลั่นห้อง

จิกทึ้งผมของตัวเองคล้ายคนเสียสติ

ธัญญรัตน์มองมีดที่ใช้แทงมาโคโตะเพื่อนที่เขาเคยคิดว่าสนิทด้วยที่สุด ดวงตาไร้แววหวาดกลัวใดๆทั้งสิ้น

เขาหยิบมีดขึ้นมาอย่างไม่ลังเล มองเพื่อนที่นอนอย่างไม่มีวันฟื้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและน้ำตา

ขอโทษนะไอ้มาโคโตะ ฉันขอชดใช้ในสิ่งที่ฉันทำกับแกลงไปด้วยชีวิตของฉันเอง”

ธัญญรัตน์หลับตาลง จ้วงมีดเย็นเฉียบเสียบลงทะลุขั้วหัวใจของเขาในครั้งเดียวก่อนที่เด็กหนุ่มจะล้มลง

อย่างไม่มีลมหายใจอีกต่อไป...

......................................................

ร่างวิญญาณของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายปรากฏขึ้นมา พวกมันยิ้มให้กับภาพที่เกิดขึ้น

ในที่สุดพวกเราก็ได้ตัวตายตัวแทนซักทีสินะ” วิญญาณเด็กสาวพูดขึ้นก่อนหัวเราะร่วน

ใช่ สมกับที่รอคอยมานาน พวกเราคงไปได้แล้วล่ะ”

แล้วร่างของทั้งสองก็ค่อยๆหายลับไป พร้อมกับวิญญาณตัวตายตัวแทนสองดวงใหม่ที่ถูกเข้ามาแทนที่

ตอนนี้ทั้งห้องเหลือเพียงคราบเลือดและร่างไร้วิญญาณของเด็กหนุ่มทั้งสองคน

...เหลือแค่รอคนมาพบเท่านั้นแหละ...

......................................................

 

เทอมใหม่เริ่มต้นขึ้นนักเรียนต่างมาโรงเรียนด้วยความตื่นเต้นกับโรงเรียนใหม่

จะเจอเพื่อนใหม่เยอะไหมนะ?

น้ำ เด็กหญิงผมยาวสีดำขลับรวบผมไว้ด้านหลังเดินเข้ามาในโรงเรียน พลางมองไปรอบๆ

เพื่อสังเกตสถานศึกษาที่พึ่งย้ายเข้ามาเรียนเป็นปีแรก ที่โรงเรียนแห่งนี้ก็จัดว่าเป็นโรงเรียนที่ดีพอสมควร

พื้นที่ในโรงเรียนกว้างขวาง ให้ความสำคัญทั้งเรื่องเรียนและเรื่องกีฬาอย่างเต็มที่

จะติดอยู่ตรงที่ว่า... บรรยากาศดูอึมครึมและน่ากลัวแปลกๆแค่นั้นเอง

ปลายนี่มันรอยอะไรน่ะ?” เด็กสาวหน้าตาน่ารักถามคนชื่อ’ปลายฟ้า’ หรือ ’ปลาย’ด้วยความสงสัย

เธอหันมามองโต๊ะนักเรียนที่มีรอยเปื้อนสีดำคล้ำอย่างสงสัยไม่แพ้กัน

ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ อาจจะเป็นพวกสีหรืออะไรเปื้อนก็ได้มั้ง ว่าแต่ ’น้ำ’ เถอะ เตรียมตัวเรียนได้แล้วนะ

อย่ามัวสนใจอะไรพรรคนี้เลย” น้ำพยักหน้าหยิบหนังสือและสมุดเรียนขึ้นมา

แต่ก็ยังอดที่จะจ้องไปยังรอยเปื้อนนั้นไม่ได้

มันคือรอยอะไรกันนะ?’

แต่คิดไปก็เท่านั้น มันคงไม่ได้คำตอบอะไรหรอก เธอก็แค่รู้สึกเหมือนโดนดึงดูดแปลกๆเท่านั้นเอง

ไม่นานนักอาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้อง น้ำฟังที่อาจารย์สอนอย่างตั้งใจจนไม่ทันได้ยินเสียงที่แผ่วเบาราวกับสายลม

ผ่านเข้ามาพร้อมกับปรากฏร่างของเด็กผู้ชายสองคนในรูปร่างโปร่งแสง

พวกเขายิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่น่าดึงดูดและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

อีกไม่นานสินะ... อีกไม่นานแล้ว”

วิญญาณอีกตัวพูดขึ้นมาบ้าง

ใช่ อีกไม่นาน...ตัวตายตัวแทนของเรา... ”

END.

 

ตอนพิเศษ “รอยเปื้อนที่ลบไม่ออก”

Makoto ’Part

 

นี่...ผมตายแล้วงั้นเหรอ? ผมมองไปรอบตัวที่มีแต่ความมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด

ทำไมนะ...มันถึงรู้สึกว่างเปล่าจัง คนตายนี่จะเป็นอย่างนี้ทุกคนเลยงั้นเหรอ?

ผมพึ่งมารู้ตอนนี้เอง

ใช่...ผมถูกธัญญรัตน์ เพื่อนที่ผมคิดว่าสนิทด้วยที่สุดฆ่า ถ้าจะถามว่าผมโกรธมั๊ย?

ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะว่าไอ้รัตน์เองก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจตั้งแต่ที่พี่สาวของเธอตาย

มันเลยแสดงออกมาในรูปแบบนี้ ทำให้ไอ้รัตน์เชื่อว่ามีวีธีที่จะทำให้พี่ของเธอกลับมาจริงๆ

แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกจริงมั๊ย? คนตายน่ะไม่มีทางฟื้นขึ้นมาอีกหรอกนะ

ผมอยากจะเตือนมันแบบนี้จริงๆเลย แต่ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

ผมพึ่งมารู้ทีหลังว่าไอ้รัตน์ฆ่าตัวตายหลังจากที่ผมตายไม่นาน

หรือสาเหตุมันจะมาจากผมนะ ผมรู้สึกเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อยากจะร้องไห้แต่ก็แต่ก็ทำไม่ได้ มันเหมือนกับไม่มีน้ำตาอยู่ในตัวผมแล้ว

ผมลองกอดตัวเองดู ร่างกายของผมเย็นชืดไม่มีความอุ่นเลยซักนิด

ก็ผมตายไปแล้วนี่นา...

ผมเผลอยิ้มอย่างนึกขำตัวเอง

แอบโทษตัวเองอยู่เหมือนกัน รัตน์มันไม่น่าคิดสั้นเลย

อย่างน้อยก็มีพ่อกับแม่ที่ยังอยู่กับมัน เฮ้อ...พอคิดเรื่องนี้ผมก็อดที่จะคิดถึงพ่อกับแม่ของผมไม่ได้

ผมอยากเจอพวกท่าน ผมอยากไปบอกลาพวกท่าน

แต่มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้…

ขนาดผมตายแล้วผมยังไม่เจอไอ้รัตน์เลย ผมอยากจะพูดคุยปรับความเข้าใจกับมันนะ

โอเค... ผมยอมรับก็ได้ ผมคงไม่โกรธมันแล้วแหละ

ตั้งแต่ที่ผมตาย ความรู้สึกทั้งหมดมันเหมือนถูกดูดออกไป

ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเหงาเท่านั้นที่ยังอยู่ในตัวผม

ถึงรอบข้างจะมืดไปหมด แต่ผมรู้สึกได้ว่าที่นี่คือห้องเรียน...

ห้องที่เกิดเหตุทั้งหมด

ทั้งพี่สาวของไอ้รัตน์กับแฟนของเธอที่ฆ่าตัวตายพร้อมกับรอยเลือดที่ถูกนำไปใช้อะไรก็ตามที่ทั้งสองคนนั้นคิด

พวกเขาคงคิดว่าหากนำเลือดของตัวเองมาป้ายรวมกันเป็นภาพอะไรสักอย่าง

มันก็จะทำให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน

แต่มันไม่เพียงแค่นั้น...

สิ่งที่พวกเขาทำลงไปมันเป็นการกักขังวิญญาณของตัวเองให้อยู่ในสถานที่แห่งนั้น

มันทำให้พวกเขาไปไหนไม่ได้ วิธีเดียวที่ทำให้พวกเขาถูกปลดปล่อยคือต้องหาตัวตายตัวแทน

ซึ่งตัวตายตัวแทนนั่นก็อาจจะเป็นผมกับธัญญรัตน์

มันคงเกิดอะไรผิดพลาดซักอย่าง ไอ้รัตน์มันเคยฆ่าคนไป5คนเพราะมันคิดว่าจะทำให้พี่ของมันกลับมา

แต่จริงๆแล้วสิ่งที่มันทำเป็นการหาตัวตายตัวแทนให้พี่สาวของมันนั่นเอง แล้วทำไมทั้ง5คนนั้นถึงไม่ได้เป็นล่ะ?

เรื่องนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

ทันใดนั้นเองทุกสิ่งรอบตัวของผมก็เริ่มสว่างขึ้น

ผมหันไปมองรอบข้างอย่างแปลกใจ แล้วก็จริงอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด

ที่นี่คือห้องเรียนของพวกผม ห้องเรียนที่ผมไม่สามารถเข้าไปใช้ชีวิตตามปกติได้อีกแล้ว

มาโคโตะ...”

ผมเบิกตากว้าง เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นข้างหลังผม รู้สึกตกใจและดีใจไปในเวลาเดียวกัน

รัตน์!!!”ผมรีบหันกลับไปมอง เจอเพื่อนสนิท...ผมจะเรียกมันแบบนี้ได้มั๊ยนะ?

มันยิ้มเศร้าๆมาทางผม

ขอโทษ ที่ทำให้แกเป็นแบบนี้นะ”รัตน์พูดกับผมด้วยเสียงเศร้าสร้อย มันกับผมก็คงเหมือนกัน

คิดถึงครอบครัว... ที่เราจากมาอย่างไม่มีวันหวนกลับ

อืม ไม่เป็นไรหรอก...”ผมพูดบ้าง

ฉันเองก็ต้องขอโทษแกเหมือนกัน แล้วแกจะฆ่าตัวตายทำไมวะ” ผมขมวดคิ้วมองหน้ามัน

ประโยคสุดท้ายผมถามออกไปทั้งๆที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

ฉันก็แค่...อยากชดใช้ความผิดทั้งหมดที่ฉันได้ทำลงไป”

ไอ้รัตน์ก้มหน้าลง เห็นได้ว่าไหล่มันสั่นน้อยๆ ผมจึงเดินไปหาและตบบ่ามันเบาๆ

ช่างเถอะ ยังไงเราก็ตายไปแล้ว”

ฉันขอโทษแกอีกครั้งนะมาโคโตะ ถึงแม้ว่าแกจะไม่ยกโทษให้ฉันก็ตาม แต่อยากให้แกรู้ไว้ว่าฉันเสียใจจริงๆ”

ผมพูดกับมันด้วยเสียงสดใสที่เจือปนกับความเศร้าไปด้วย

แกเป็นเพื่อนสนิทฉันนะ แค่นี้ฉันยกโทษให้แกได้อยู่แล้ว”

ทั้งๆที่ฉันทำแบบนั้นกับแกไปเนี่ยนะ?”

ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา”

ไอ้รัตน์เริ่มยิ้มออก แล้วแกล้งทำเป็นพูดเปลี่ยนเรื่องเพื่อซ่อนความดีใจจนจะร้องไห้ไว้

แล้วเราจะเป็นยังไงกันต่อเนี่ย?”อันนี้ผมก็ตอบไม่ถูกแฮะ

ไม่รู้สิ คงต้องหาตัวตายตัวแทนมั้ง”ธัญญรัตน์พยักหน้าแบบเข้าใจ มิตรภาพเริ่มกลับคืนมาอีกครั้ง

แม้ว่ามันจะสายไปสำหรับการมีชีวิตอยู่ก็ตาม

ตัวตายตัวแทนของพวกเรา จะเป็นใครกันนะ???’

END.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

57 ความคิดเห็น

  1. #56 Mai Mono (@mai1271) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 19:49
    คอมเม้นเริ่มหาย
    #56
    0