๗ อาถรรพ์ในโรงเรียน

ตอนที่ 10 : อาถรรพ์โต๊ะเจ็ดแถวสี่ by. Pigrabit

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 312
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 ก.พ. 57

 

 อาถรรพ์ในโรงเรียน
อาถรรพ์โต๊ะเจ็ดแถวสี่
Pigrabit เขียน


ตอนที่ การพบกัน

            การย้ายโรงเรียนครั้งที่ ในชีวิตของเด็กชายวัย 12 ขวบ เพราะความสามารถในการมองเห็นสิ่งแปลกประหลาดที่คนอื่นทั่วไปไม่สามารถมองเห็นได้ ความสามารถพิเศษนี้ติดตัวเค้ามาตั้งแต่เกิด สร้างความลำบากในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก เด็กชายผมสีดำรับกับดวงตาสีรัตติกาลสะพายเป้ขึ้นหลังในชุดนักเรียนเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสวมกางเกงสีกากี มีหูฟังคล้องอยู่ที่คอเสมอเค้ามักจะใช้มันเปิดเพลงอุดหูเพื่อกันเสียงต่าง ๆ ที่คนทั่วไปไม่ได้ยินแต่เค้ากลับได้ยินมันชัดเจนจนบางครั้งเสียงนั้นถึงกับตามหลอกหลอนและทำร้ายเค้าทั้งในความจริงและความฝันมาตั้งแต่จำความได้ มีหลายครั้งที่น็อกซ์เห็นสิ่งที่คิดว่าเป็นมนุษย์หากมีรูปร่างที่แปลกประหลาดแต่เพื่อนของเค้ากลับมองไม่เห็นมัน เพื่อนร่วมชั้นต่างเริ่มกล่าวหาว่าเค้าโกหกทุกคนเริ่มถอยออกห่าง มีทั้งหวาดกลัว เอือมระอาและรังเกียจในความผิดปกตินั้นต่างพากันล้อเลียนจนถึงขั้นกลั่นแกล้งก็มี และเมื่อย้ายโรงเรียนใหม่อีกครั้งทุกอย่างวนกลับมาเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน มีคนล่วงรู้ความลับแล้วตีตัวออกห่างทิ้งเค้าไว้คนเดียวเช่นเดิม พร้อมมองด้วยสายตารังเกียจและล้อเลียนว่าเป็นตัวแปลกประหลาดชอบโกหกเพื่อเรียกร้องความสนใจ เหตุผลในการย้ายโรงเรียนในครั้งนี้ก็เช่นกัน เด็กชายรู้สึกชินชากับเรื่องนี้ซะแล้ว ทุกครั้งที่มีการย้ายโรงเรียนเค้าพยายามที่จะไม่สนิทกับใครคนไหนเป็นพิเศษด้วยเหตุผลที่ว่า เดี๋ยวก็ต้องย้ายอีกอยู่ดีสู้ไม่พูดคุยหรือยื่นไมตรีความเป็นเพื่อนให้ใครเลยจะดีกว่าน็อกซ์ยิ้มขื่นความฝันเล็ก ๆ ที่ว่า อยากเรียนจนจบโดยไม่ต้องย้ายโรงเรียนอีก อยากมีเพื่อนสนิทเหมือนอย่างเด็กทั่วไปที่คนอื่นเค้ามีกัน คงเป็นได้แค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ สำหรับเด็กแปลกแยกอย่างเค้าสินะ ตราบใดที่ยังคงมีความสามารถพิเศษที่น่ารังเกียจนี้อยู่
            หน้าประตูโรงเรียนช่วงสายของวันอังคาร ในขณะที่นักเรียนคนอื่นเข้าเรียนกันหมดแล้ว น็อกซ์เดินเข้าประตูโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนเอกชนที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไปตั้งอยู่ริมชานเมือง มีสนามฟุตบอลขนาดใหญ่อยู่หน้าโรงเรียนและต้นโพธิ์ยักษ์ขึ้นเด่นอยู่ริมสนามติดกับรั้วโรงเรียนอีกที ตึกเรียนเรียงรายในลักษณะที่ถือว่าแปลกตาทีเดียวถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นโรงเรียนนี้ให้ความรู้สึกราวกับถูกต้อนให้เข้ามาอยู่หน้าทางตัน น็อกซ์ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เสียงอาจารย์กำลังสอนนักเรียนแว่วออกมาจากห้องเรียน เท้าเล็กเดินไปยังห้องพักครูที่เมื่อสองวันก่อนเค้ามาพร้อมแม่ตอนมาสมัครเรียนที่นี่ จึงไม่แปลกใจนักที่เค้าจะจำได้และมาถูกทาง มือเล็กเลื่อนประตูให้เปิดออก พบอาจารย์ผู้ชายวัยไม่น่าจะเกินสี่สิบปีนั่งอยู่ในห้องพักครูเพียงคนเดียว กำลังใจจดใจจ่ออ่านหนังสือพิมพ์รออยู่บนโต๊ะตัวเองเพื่อฆ่าเวลา

            ‘ ครืด ....‘ เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด เค้าถึงหันไปมองต้นเสียง
            “อ้าว...มาแล้วเหรอ” มือใหญ่พับหนังสือพิมพ์เก็บไว้ลวก ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำให้เห็นชุดวอร์มที่สวมอยู่ มันเป็นสีเขียวสะท้อนแสง น็อกซ์ชะงักชั่วครู่ มองผู้ชายคนนี้ที่ต่างจากเมื่อสองวันก่อนลิบลับเพราะวันนั้นถ้าจำไม่ผิดชายคนนี้สวมชุดสูทเข้าชุดหวีผมเรียบร้อยต่างจากวันนี้ที่ผมสีน้ำตาลรองทรงสั้นที่ดูยุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งตื่นนอน กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยออกมาจากตัว เด็กชายคิดในใจอย่างนึกขำ ‘ผู้ชายคนนี้มาเป็นครูได้ไงเนี่ย‘
            “ ฉันรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ “ รอยยิ้มกว้างถูกส่งมาให้เด็กผู้ชายที่มีผิวขาวสะอาด ผมและตาสีดำกลมดูมืดมิดสมกับชื่อรัตติกาล ที่แปลว่าความมืดมิดของกลางคืน ครูธวัชมองเด็กตรงหน้าด้วยความเอ็นดูกึ่งสงสาร จากประวัติการย้ายโรงเรียนบ่อยครั้งด้วยเหตุผลเพราะต้องย้ายที่เรียนตามที่ทำงานของผู้ปกครอง ทำให้ธวัชเห็นใจไม่น้อยจึงใช้สิทธิ์ที่เคยเป็นศิษย์เก่าของที่นี่วิ่งเต้นให้จนสามารถเข้าเรียนได้ในกลางภาคเรียน น็อกซ์หลบสายตารู้ทันด้วยใบหน้าร้อนฉ่า เดินตามชายร่างสูงที่จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาไป โรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างเก่า จึงยังมีอาคารเรียนไม้ทั้งหลังกับอาคารเรียนคอนกรีต นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ใหญ่อยู่บริเวณโดยรอบโรงเรียน ที่เด่นสุดคงไม่พ้นต้นโพธิ์ยักษ์ที่เห็นตั้งแต่เข้ามาแถวสนามฟุตบอลนั้นละ บริเวณโดยรอบดูร่มรื่นต่างจากโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมืองลิบลับ มีแค่ ตึกเท่านั้น เนื่องจากเป็นโรงเรียนม.ต้นไม่มี ม.ปลาย ตึกเรียน ม.1 อยู่ฝั่งตึกไม้ในสุดของโรงเรียนมีด้วยกัน ชั้นเวลาเดินจะมีเสียงพื้นไม้ลั่น ‘ เอี๊ยด ’ แสดงถึงความเก่าแก่ ถึงตัวอาคารเรียนจะเก่าพอสมควรแล้วก็ตาม หากพื้นยังมันเงาวับราวกับได้รับการขัดถูทุกวันด้วยความเอาใจใส่จากลุงภารโรงอายุคงเลยวัยกลางคนไปแล้วหัวขาวโพลนเส้นผมดูเหลือน้อยเต็มทนที่กำลังก้มหน้าก้มตากวาดพื้นอยู่ไม่ไกล ระหว่างทางน็อกซ์เดินมองโน่นนี่ไปเรื่อยเพื่อจดจำรายละเอียด ทางขึ้นลงมีแค่บันไดขึ้นลงตรงกลางอาคารเท่านั้น ระหว่างทางพักของขั้นบันไดจะเป็นห้องน้ำ ชายหญิงสลับตามชั้นกันไป อย่างชั้น เป็นห้องน้ำชาย ชั้น จะเป็นห้องน้ำหญิง ห้องเรียนของเค้าอยู่ชั้นบนสุดคือชั้น ห้องสุดท้ายนับจากบันไดกลางทางซ้ายมือ เสียงจอแจ วิ่งเล่นกันอึกทึก ดังออกมาจากห้องบ่งบอกให้รู้ว่าภายในห้องไม่มีคาบเรียน ทันทีที่เดินถึงประตู ไม้กวาดก็ลอยละลิ่วออกมาจากประตูห้องน็อกซ์กระโดดหลบได้อย่างเฉียดฉิวรอดพ้นจากการเจ็บตัว ด้ามไม้กวาดจึงกระแทกดัง

            ‘ พลั๊ก ‘ โดนหน้าแข้งของอาจารย์ประจำชั้น ทำเอาผู้ที่รับเคราะห์แทนโดนไปเต็ม ๆ ยืนน้ำตาเล็ดสีหน้าเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดสองมือกุมขา ปากตะโกนลั่นด้วยความขุ่นเคืองในความเจ็บแสบของนักเรียนห้องตน
            “ กลับไปนั่งที่ได้แล้ว เจ้าพวกลิงนี่ โอ๊ย ใครขว้างออกมา ยอมรับมาซะดี ๆ !!” สิ้นเสียงทุกคนในห้องเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองด้วยอาการเอื่อยเฉื่อยเซ็งสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะการเล่นในคาบเช้าที่คาดว่าจะว่างในตอนแรก ไม่มีใครสนใจจะฟังอาจารย์ธวัชที่ตะเบงเสียงด้วยความโมโห มือหนาในชุดวอร์มสีเขียวสะท้อนแสงยกไม้กวาดชูขึ้นเพื่อหาตัวการ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงอมเขียวโมโหอย่างเหลืออด น็อกซ์ที่ยืนดูอยู่หน้าประตูห้องเรียนไม่ได้เข้าไปในห้องพร้อมกันตั้งแต่แรก จึงยืนดูอาจารย์จัดการกับนักเรียนในห้อง ระหว่างที่รออาจารย์เคลียร์กับนักเรียนของตัวเอง เด็กชายมองไปยังทางระเบียงยาวข้างหน้าที่เป็นพื้นไม้มันวาว ตรงทางขึ้นลงบันไดปรากฎเด็กชายผมสีขาวสะท้อนแสงเป็นสีขาวน้ำเงินอ่อนหยักศกรองทรงยาวเดินเด่นมาแต่ไกล ในชุดนักเรียนเช่นเดียวกับเค้ากำลังเดินตรงมาทางนี้ น็อกซ์ไม่กล้ากระพริบตากลัวว่ามันเป็นภาพหลอนบอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งตื่นตะหนกด้วยหัวใจเต้นระทึก วินาทีนี้ได้แต่ภาวนาให้มีใครอยู่แถวนี้สักคน ตาดำมองอาจารย์ที่ยังคงหาตัวการทำร้ายร่างกายเค้าอยู่ ไม่ได้สนใจมองมาทางนี้เลย น็อกซ์จึงไม่มีคนจะช่วยยืนยันสักคน เพื่อจะได้รู้ว่าที่เห็นอยู่ตรงหน้าในตอนนี้เป็นคนจริง ๆ เค้าครุ่นคิดอย่างหนักแย้งขึ้นมาในหัว

            ‘แต่จะมีเด็กที่ไหนผมหงอกขึ้นเต็มหัวตั้งแต่เด็กขนาดนั้นละ’

            ใบหน้าเริ่มซีด เหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าเล็ก ยิ่งเข้ามาใกล้ยิ่งรู้สึกได้ถึงกลิ่นไอแปลกประหลาดบวกกับรังสีมืดทะมึนแผ่ออกมาจากตัวคนตรงหน้าที่อยู่ไม่ไกลจากเค้ามากนักในเวลานี้ ดวงตาสีดำสนิทกลมโตราวกับจะดับลมหายใจและดูดกลืนทุกสิ่งที่จ้องมองมัน น็อกซ์กลั้นหายใจตัวเกร็งอย่างลืมตัว มันให้ความรู้สึกยิ่งกว่าเค้าเจอพวกวิญญาณไส้ไหล โดนยิงจนสมองแตกตากลวงโบ๋ซะอีก ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระทึกอยากวิ่งหนีไปซะตอนนี้ชะมัด เด็กตรงหน้าไม่ได้มีใบหน้าน่ากลัวแต่อย่างใด หากแต่มีอะไรบางอย่างบอกน็อกซ์ว่าคนตรงหน้าอันตราย ปากบางเม้มเป็นเส้นตรงมือกำแน่น ลมหายใจเริ่มติดขัดด้วยความเครียดขึงที่ก่อตัวขึ้น เด็กคนนั้นมองเด็กชายที่มีความสูงกว่าตนเล็กน้อยด้วยอาการตาปรืออย่างคนอดหลับอดนอนแล้วอ้าปากหาวหวอดอย่างเกียจคร้าน ทำให้น็อกซ์กลับมาหายใจได้อย่างทั่วท้องอีกครั้งเป็นคนสินะ

            ‘เฮ้อ...’

            เสียงถอนหายใจดังขึ้นจากน็อกซ์ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นปากจากของเด็กชายผมสีขาว เค้าเดินผ่านน็อกซ์อ้อมไปเข้าทางประตูหลังห้องไม่มีใครสนใจเจ้าหัวขาวที่เดินเด่นเข้าไปนั่งลงที่โต๊ะประจำตัวอย่างเกียจคร้านเอามือเท้าคางตาปรือทำท่าจะหลับอีกรอบหัวเอนสัปหงก แม้กระทั่งอาจารย์ที่ยืนบ่นไม่หยุดเรื่องความซนทโมนเป็นลิงของเด็กในห้องนี้ยังไม่สนใจที่จะทักหรือว่ากล่าวอะไร สร้างความแปลกใจให้น็อกซ์อีกครั้ง
            “เอาละ วันนี้จะมีเพื่อนใหม่เข้ามาเรียนห้องเรา เข้ามาสิ “ อาจารย์ธวัช กวักมือเรียก น็อกซ์ที่ยังคงจ้องเด็กผู้ชายแปลกประหลาดคนนั้นไม่วางตา เค้าจำใจต้องเดินไปยืนหน้าชั้นตามเสียงเรียกทั้งที่ยังหายใจได้ไม่ทั่วท้องดีด้วยซ้ำไป
            “เอ้า แนะนำตัวเองสิ “ ทุกคนในห้องต่างแสดงสีหน้าที่แตกต่างกันไปบ้างดีใจที่จะมีเพื่อนใหม่ บางคนก็หันไปกระซิบกระซาบกันถึงการย้ายมากลางคันในช่วงกลางภาคเรียน น็อกซ์กวาดตาไปรอบห้อง เจ้าหัวขาวนั่งเด่นที่สุดอยู่หลังห้องซึ่งตอนนี้หลับไปเรียบร้อยแล้ว
            “ ชื่อ รัตติกาล ชุมมานนท์ “ เค้าแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบข่มความตื่นตะหนกในตอนแรกให้สงบลง ธวัชยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ

            'เออ...มันแนะนำตัวได้สั้นจริง ๆจึงต้องจำใจก้มลงไปกระซิบบอกให้แนะนำชื่อเล่นด้วย
            “ ชื่อเล่น น็อกซ์ “เด็กชายถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แล้วเสียงกวนประสาทก็สวนขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้างเหมือนจะดูเป็นมิตรหากแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่น็อกซ์เองก็รู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูกเช่นกันหรือจะเรียกว่าไม่ถูกชะตาดีนะ นั่นเรียกความสนใจจากนักเรียนใหม่อย่างเค้าได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยมีใครถามความหมายของชื่อเค้ามาก่อนเลยถือว่าเจ้าหัวขาวเป็นคนแรกที่ถามถึงความหมายนั้น
            “ แล้วมันแปลว่าอะไร “ คนถูกถาม จ้องหน้านิ่ง ในใจยังหวั่นเกรงเจ้านั่นอยู่บ้าง
            “แปลว่า ความมืดมิด “ น็อกซ์ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา คนถามพยักหน้ายิ้มรับเป็นเชิงว่ารับรู้ในความหมายนั้นเหมือนต้องการจะลองถามไปงั้น ๆ เอง
            “ เอาละ ไปหาที่นั่งเอาเองละกัน “น็อกซ์หันไปมองอาจารย์ธวัช พูดออกมาได้ไงว่าให้เค้าหาที่นั่งเอง ในเมื่อทั้งห้องมันเต็มไม่มีที่ให้นั่งแล้วทุกโต๊ะมีคนนั่งอยู่แล้ว ธวัชฉีกยิ้มกว้างส่งสายตามาว่า ไปหาโต๊ะและเก้าอี้จากห้องอื่นมาเองละกัน ให้มันได้อย่างนี้สิ

            (ช่วงพักเที่ยง)

            การขนย้ายโต๊ะและเก้าอี้ไม้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับน็อกซ์เลย เค้าแทบไม่ได้ออกกำลังกาย แถมยังเป็นแค่เด็กที่ยังไม่มีแรงมากพอ มือเล็กยกขึ้นปาดเหงื่อแล้วถอนหายใจเมื่อวางเก้าอี้ลงเด็กชายเลือกที่จะนั่งแถว ริมหน้าต่าง คนเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่านั่งริมประตูมันขวางทางเข้าออก
            ภายในห้องมีนักเรียนทั้งหมด 32คน มีโต๊ะเรียนสี่แถวแต่ละแถวมีโต๊ะนั่งเป็นคู่แถวละ คู่ การนับแถวว่าแถวไหนเป็นแถวที่ นับจากประตูทางเข้าห้อง แต่โต๊ะหมายเลขจะนับ จากโต๊ะแรกริมหน้าต่างไล่ลงมาซะงั้น ไม่ได้นับจากแถวตามแนวนอนหน้ากระดานแล้วสายตาก็ไปสะดุดกับโต๊ะตัวสุดท้ายริมหน้าต่างที่ว่างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเค้ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ใกล้ เว้นโต๊ะริมหน้าต่างที่คู่กับตัวเองทิ้งไว้ เค้ามองด้วยสายตาสงสัย มองจากตรงนี้บนโต๊ะมีตัวหนังสือเขียนไว้มากมายแทบอ่านไม่ออก หลากหลายลายมือนับไม่ถ้วนจริง ๆ เค้าจะนั่งตรงนั้นก็ได้นี่ ก่อนออกจากห้องเรียนไป ครูประจำชั้นบอกให้เค้าหาโต๊ะตัวใหม่จากห้องอื่น ทั้งที่ตรงหน้าก็มีที่ว่างเนี่ยนะ เด็กชายคิดด้วยความสงสัย(แต่ไม่สามารถถามอะไรได้เนื่องจากครูได้เข้ามาสอนในวิชาต่อไปแล้ว จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ จนกระทั่งพักเที่ยงจึงตัดสินใจสะกิดเด็กผู้หญิงตรงหน้าที่นั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวในคาบพักเที่ยง เด็กหญิงผมบ๊อบสั้นเลยติ่งหูมานิดนึง ผมสีดำหนาดวงตาสีน้ำตาลมองคนสะกิดหลังรบกวนการอ่านหนังสือของเธอด้วยสีหน้าบึ้งตึง
            “ มีอะไร ! “ เธอถามขึ้นน้ำเสียงห้วนจัด น็อกซ์เลิกคิ้วมองเกาหัวแกรก ๆ ด้วยความรู้สึกผิดเพราะสายตาที่จ้องมาเป็นเชิงต่อว่าที่ไปรบกวนเวลาส่วนตัว
            “ ข้างเธอมีคนนั่งหรือเปล่า “ เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ใบหน้ากลมที่ถูกล้อมกรอบด้วยทรงบ๊อบหนาชะงัก สีหน้าและแววตาเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันทีเหมือนเค้าถามอะไรที่ไม่ควรถามออกไป ทั้งคู่ตกอยู่ในบรรยากาศที่ชวนอึดอัดไม่มีเสียงตอบจากเธอและเค้าก็ไม่กล้าถามอะไรออกไป น็อกซ์สังเกตสีหน้าหวาดกลัวของเด็กผู้หญิงตรงหน้า ดูเหมือนเธอพยายามจะข่มซ่อนความกลัวอย่างเต็มที่แล้วกัดฟันตอบกลับมา
            “ ไม่มี “ เสียงตอบกลับมาอย่างเบาหวิวและสั่นยิ่งกว่าเสียงที่เค้าถามไปซะอีก น็อกซ์แทบจะฟังไม่ออกด้วยซ้ำไปว่าเธอพูดอะไร
            “งั้นฉันก็นั่งตร...”

            “ไม่ได้!!! ”เสียงตวาดดังลั่นจนเด็กทุกคนในห้องที่อยู่ในช่วงพักเที่ยงกำลังจับกลุ่มคุยกัน มีบ้างที่ฟุบหัวลงนอนกับโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมามองทั้ง คนเป็นตาเดียวกันหมด แล้วก็รู้สึกได้ถึงสายตาเย็นยะเยือกชวนเสียวสันหลังวูบ น็อกซ์มองไปยังสายตาที่มองเค้านิ่ง ที่นั่งถัดจากเด็กผู้หญิงตรงหน้าเค้าทางด้านขวา มือขาวยกขึ้นเท้าคาง ผมขาวสะท้อนแสงดูสวยแปลกตา เด็กชายรู้สึกทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาชั่วคราวทุกคนหันมามองทั้งคู่ไม่วางตา ถึงจะเคยถูกจ้องมองด้วยสายตาแปลกประหลาดมานับครั้งไม่ถ้วนก็เหอะ หากสายตาที่มองเค้าตอนนี้เป็นสายตาที่เหมือนจะแตกต่างจากทุกคนในห้องที่มองเค้า พร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนประสาท เหมือนจะได้ยินเสียง ‘เปรี๊ยะ’ ของความอดทนที่ขาดผึง น็อกซ์หยิบกระเป๋าเป้ที่กองอยู่บนพื้นโยนขึ้นมาไว้บนโต๊ะเดินผ่านเด็กผู้หญิงที่ตวาดเค้าเมื่อครู่ผ่านหน้าไปอย่างไม่สนใจเธอจึงหันกลับไปอ่านหนังสือต่อทั้งที่มือกำลังสั่นระริก เด็กชายเดินเข้ามาหาผู้ที่มองมาด้วยสายตาชวนหาเรื่อง
            “ ไง “ เสียงทักขึ้นอย่างยียวน นั่งไขว้ห้างด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ยิ้มกริ่มเหมือนเจอเรื่องสนุกเข้าให้ น็อกซ์มองกลับด้วยสายตาขุ่นเคือง มันน่าขำตรงไหนแล้วเสียงกระซิบเอ่ยขึ้นเหมือนจะจงใจแค่ให้เค้าได้ยินแค่คนเดียว
            “อย่าคิดที่จะนั่งตรงนั้นเด็ดขาด” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม ทำไมเค้าจะนั่งไม่ได้ ในเมื่อมันว่างไม่มีใครนั่ง ไอ้หัวไม้ม็อบขาวนี่จะหาเรื่องเค้ามากไปแล้ว
            “ทำไม? “ ในห้องเงียบกริบเหมือนพร้อมใจกันกลั้นหายใจ
            “มุย ”
            “ ห๊ะ ?”น็อกซ์งุนงงกับสิ่งที่หลุดออกมาจากปากเด็กผู้ชายหัวขาวตรงหน้า
            “ ก็ชื่อฉันไง “ รอยยิ้มกว้างแบบกวนประสาทสุด ๆ ถูกส่งมาให้คำตอบที่ได้มาทำเอาน็อกซ์อ้าปากค้างเหวอไปชั่วขณะเมื่อตั้งสติได้จึงสวนกลับไป
            “ ไม่ได้ถามชื่อเว้ย!” น็อกซ์กรอกตาขึ้น พยายามข่มกลั้นอารมณ์เดือด อยากจะบ้าตาย แล้วหันหลังกลับกระแทกตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเองนับหนึ่งถึงสิบในใจ แปลกไม่ใช่เฉพาะแต่ไอ้หัวขาวนั่นรวมทั้งเด็กทุกคนในห้องนี้ก็แปลกประหลาดที่สุด ทุกคนหันกลับไปทำกิจกรรมของตัวเองที่หยุดเอาไว้เมื่อครู่อีกครั้ง เสียงคุยจอแจดังลั่นห้องอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ตอนที่ เจ้าของโต๊ะ

            ทุกคนล้วนแล้วแต่มีสิ่งที่ตัวเองหวงแหนกันทั้งนั้น
            หากตายไปแล้วสิ่งที่หวงแหนนั้นจะกลายเป็นความอาลัยอาวรณ์แทน..

            เป็นเวลา 1สัปดาห์แล้วที่น็อกซ์ได้เข้าเรียนที่นี่หลังจากวันแรกที่เด็กนักเรียนหญิงโต๊ะตรงหน้าตวาดใส่ก็ไม่มีใครเข้ามาคุยหรือแสดงตัวว่าอยากเป็นเพื่อนกับเค้าเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นอยู่คนเดียวที่เอาแต่วนเวียนอยู่รอบตัวเค้า พยายามจะหาเรื่องกวนประสาทเค้าได้ไม่เว้นวัน อย่างเช่นครั้งนี้ เสียงลากเก้าอี้จากฝั่งตรงข้าม มาหยุดอยู่ตรงโต๊ะเค้า น็อกซ์ยกหูฟังขึ้นอุดหูทันทีทั้งที่ไม่จำเป็น น่าแปลกที่ที่นี่ไม่มีเสียงกระซิบเสียงร้องโหยหวนหรือวิญญาณเดินเพ่นพ่านไปมาให้เห็นเลยสักดวงเดียว ตลอด อาทิตย์ที่ผ่านมา เค้าเอาแต่อยู่ในห้องเรียนในช่วงพักเที่ยงไม่ได้ลงไปวิ่งเล่นเตะบอลเหมือนเด็กนักเรียนชายในห้องสักเท่าไร เพราะอยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ มากกว่า
            ‘ ครืด ’
            เสียงลากเก้าอี้มาจากอีกฝั่งของโต๊ะพร้อมรอยยิ้มกวนประสาทถูกส่งมาให้ น็อกซ์เบือนหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่างทำเป็นไม่สนใจหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่านแทน มุยทำปากจู๋มองคนที่เค้าอุตส่าห์อยากผูกมิตรด้วยเมินหนีซะงั้น หลายนาทีผ่านไป ที่ถูกจ้องมองราวกับหมาน้อยรอคอยเจ้าของรวมทั้งความรู้สึกกดดันที่ถูกส่งมาให้ ทำเอาความอดทนหมดลง น็อกซ์ปิดหนังสือการ์ตูนหันมาสบตากับตัวปัญหา
            “ นายต้องการอะไร เลิกมากวนประสาทได้แล้ว “ น็อกซ์กัดฟันพูดเบา ๆ เพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน ตั้งแต่วันที่เค้าทะเลาะต่อล้อต่อเถียงกับคนตรงหน้าด้วย ก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนในห้องถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้เป็นเหมือนวันนั้นอีก
            “ ก็ฉันไม่มีเพื่อน ” เสียงคนตรงหน้าตอบอย่างแง่งอน น็อกซ์ได้แต่ท่องในใจว่าให้ตัวเองพยายามอดกลั้นอย่าระเบิดออกไป
            “ แล้วถามฉันแล้วยังว่าอยากเป็นเพื่อนกับนายหรือเปล่า “ เค้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใยทำให้เด็กชายผมสีขาวเงินสวยแสดงสีหน้าสลดอย่างเห็นได้ชัด มันยิ่งกว่าหมาถูกทิ้ง น็อกซ์กวาดตาไปรอบห้อง ไม่มีใครกล้าสบตาเค้าสักคน และทุกคนก็ทำเหมือนมุยเป็นธาตุอากาศจริง ๆ ไม่มีเด็กคนไหนสนใจสักคนทั้งที่หน้าตาหมอนี่ออกจะดีเกินผู้เกินคนด้วยซ้ำ มุยค่อย ๆพยุงตัวลุกขึ้นยืนลากเก้าอี้กลับที่นั่งตัวเองด้วยท่าทางห่อเหี่ยวการจะผูกมิตรวันนี้ล้มเหลวเช่นเคย แต่ยังไม่วายหันมาเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาสีดำทะมึนมองสบตรงลึกเข้าไปในตาสีน้ำตาลของเค้า เหมือนจะมองเห็นดวงตาอีกข้างของเค้าที่ไม่ใช่เป็นสีดำ จนต้องเผลอยกมือขึ้นมาปิดตาข้างซ้ายอย่างลืมตัว
            “ ตอนกลางคืน ห้ามนายเข้ามาในโรงเรียนละกัน “ เค้าได้แต่หัวเราะ’หึ’ในลำคอ ใครมันจะบ้ามาโรงเรียนในตอนกลางคืนกันละ

            นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกลางวันซึ่งแน่นอนคนที่บ้าคงเป็นเค้านี่ละ ในมือถือไฟฉายแน่นเดินออกจากบ้านด้วยอาการเซ็งจิตในเวลาเย็นใกล้ค่ำเต็มที เค้าดันลืมสมุดการบ้านวิชาคณิตศาสตร์เอาไว้ใต้โต๊ะจึงจำใจต้องกลับไปเอา ยังโชคดีที่ระยะระหว่างบ้านและโรงเรียนไม่ได้ไกลกันมากนัก บรรยากาศหน้าโรงเรียนในเวลาใกล้ค่ำ เงียบสงบต้นไม้นิ่งไม่ไหวติงไม่มีแม้แต่ลมพัดต่างกับตอนกลางวันที่มีนักเรียนวิ่งเล่น เสียงท่องหนังสือ เสียงอาจารย์สอนหายไปหมดเหลือแต่เพียงความเงียบงัน น็อกซ์ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูรั้วโรงเรียน ด้วยใจระทึก

            มันเงียบเกินไปหรือเปล่า

            เด็กชายยืนลังเลมองประตูรั้วสูงแค่ระดับอก จนสามารถมองเห็นตัวตึกภายในได้ทั้งหมด น็อกซ์มองไปยังชั้นห้องเรียนของตนพบเงาตะคุ่มวูบไหวอยู่ไกล ๆ เด็กชายยกมือขึ้นขยี้ตาเพราะคิดว่าอาจจะตาฝาดไปจนคอนแทคเลนส์เกือบหลุด มือขวากำไฟฉายแน่นให้กำลังใจตัวเองว่าให้รีบวิ่งไปที่ห้องเรียนเอาสมุดที่โต๊ะ แล้วรีบกลับบ้านซะ เค้าจึงเลื่อนประตูรั้วออกเล็กน้อยให้พอเบียดเข้าไปได้ เดินไปยังอาคารไม้ของชั้นเรียน ม.1ที่อยู่ตึกในสุด ซึ่งต้องเดินผ่านหน้าตึก ม.2และ ม.3ที่ตั้งไล่กันมาแต่ละตึกจะมีทางเชื่อมต่อกันแค่เฉพาะชั้น 3เท่านั้น ด้านหน้าเป็นสนามบอลขนาดใหญ่โดยมีต้นโพธิ์ยักษ์ตั้งเด่นอยู่ริมรั้ว แสงจากไฟฉายสาดส่องไปตามทางและขั้นบันได น็อกซ์รีบเดินขึ้นไปด้วยความรวดเร็ว เค้าไม่อยากจะอยู่นานไปกว่านี้ บรรยากาศรอบตัวชวนอึดอัดมากกว่าตอนกลางวันยังไงไม่รู้ อธิบายไม่ถูกขืนอยู่นานกว่านี้ได้เกิดเรื่องขึ้นแน่ จึงรีบเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น ประตูห้องเรียนทุกห้องถูกปิดไว้ รวมไปถึงหน้าต่างทุกบาน ท่ามกลางบรรยากาศที่มืดสนิทเสียงหอบหายใจดังสะท้อนไปทั้งระเบียงทางเดิน เสียงเท้าที่เหยียบลงบนพื้นไม้ลั่นดัง ‘ เอี๊ยด ’

            ‘ ครืด ครืด แกรก แกรก ‘

            เสียงเหมือนมีอะไรเสียดสีหรือขูดดังแว่วสลับกับเสียงฝีเท้าของเค้า น็อกซ์หยุดเดินรอฟังเสียงให้แน่ใจว่าไม่ได้หูฝาดหรือหลอนไปเอง แต่กลับพบแค่เพียงความเงียบชวนอึดอัดเท่านั้น จึงรีบเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องเรียนตัวเองค่อย ๆ เปิดประตูออก
            ' ครืด '
            แทบหลุดเสียงร้องออกมา เด็กชายพบคนนั่งอยู่ในห้องเรียนไฟก็เปิดทิ้งไว้ตัว เด็กชายงุนงงทำไมมองจากข้างนอกแทบไม่เห็นแสงไฟลอดออกมาจากใต้ประตูเลย คน ๆ นั้นสวมชุดนักเรียนชายเสื้อเชิ้ตขาวดูเปื้อนฝุ่นไปทั้งตัว รองเท้าสีกากีเลอะโคลน นั่งตัวงอหลังคุ้มพร้อมโยกตัวไปมางึมงำอะไรสักอย่างที่เค้าไม่สามารถฟังออกว่าพูดว่าอะไร เด็กชายคนนั้นไม่ได้สนใจการมาของน็อกซ์แม้แต่น้อยเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรสักอย่างลงบนโต๊ะตัวที่อยู่หน้าโต๊ะเรียนเค้า เท้าที่สวมรองเท้าแตะเดินเข้าไปใกล้ เด็กชายตัวเปื้อนฝุ่นอยู่บนโต๊ะไม่มีทีท่าว่าจะสังเกตเห็นการมาของเค้าเลยแม้แต่น้อย น็อกซ์จึงก้มลงหยิบหนังสือในลิ้นชักโต๊ะตัวเองอย่างงุนงง เมื่อมองลอดระหว่างแขนเล็กของเด็กชายคนนั้นทำให้เห็นว่ากำลังใช้ปากกาเมจิกเขียนวนไปมาเป็นวงกลมรอบโต๊ะอยู่อย่างนั้น มือที่เปื้อนไปด้วยดินโคลนไหลไปตามแรงลากดึงของปากกามากกว่าเจ้าตัวจะออกแรงเขียนเองมันดูคล้ายกับการเล่นผีปากกา ที่ปากกาจะสามารถเลื่อนไปมาเองได้โดยไม่ต้องออกแรงแค่จับไว้เฉย ๆ ผู้เล่นทั้งสองคนต้องจับปากกาพร้อมกัน พร้อมทั้งท่องคาถาอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการอัญเชิญที่บอกให้วิญญาณหรือเทพพิทักษ์มาสิงอยู่ในปากกานั่นเป็นเรื่องที่ตลกสำหรับน็อกซ์มาก ผีเนี่ยนะจะมาสิงในปากกาได้ เค้ากลับคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ คาดว่าน่าจะเกิดจากการเกิดไฟฟ้าสถิตที่มีอยู่ในตัวมนุษย์เราทุกคนอยู่แล้ว เมื่อคนสองคนมาสัมผัสกันโดยมีตัวเชื่อมโยง อย่างปากกาทำให้ตัวที่อยู่ตรงกลางในฐานะสื่อนำไฟฟ้าสามารถเคลื่อนตัวไปมาเองได้โดยไม่ต้องออกแรง และมีบางคู่ที่เล่นไม่สามารถขยับไปไหนได้หรือจะเคลื่อนตัวช้า เร็วขึ้นอยู่กับไฟฟ้าที่สถิตอยู่ในร่างกายของแต่ละคน

            ‘ แต่ผู้เล่นต้องมีสองคนไม่ใช่เหรอมันถึงจะขยับได้ ’ สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าสร้างความมึนงงให้น็อกซ์ไม่น้อย
ปากกายังคงหมุนเป็นวงกลมในตอนแรกวาดเป็นวงใหญ่อย่างช้า ๆ ตอนนี้เริ่มเล็กลงและถี่ขึ้นความเร็วก็เพิ่มขึ้นเช่นกันเสียงพึมพำในตอนแรกที่ฟังไม่ออกว่าเค้าพูดว่าอะไรตอนนี้กลับได้ยินมันชัดเจนขึ้นเสียงที่แสดงถึงความเคียดแค้นทุกสิ่งด้วยความชิงชัง เด็กชายยืนตัวแข็งทื่อพยายามบอกให้เท้าขยับวิ่งหนีไปจากตรงนี้ ตรงหน้าที่เห็นอยู่ตอนนี้มันผิดปกติแล้ว ถึงจะไม่มีกลิ่นอายอะไรแสดงออกมาในตอนแรก หากตอนนี้เมื่อตระหนักได้ถึงอันตรายที่แอบซ่อนไว้และไม่ทันได้เอะใจ น็อกซ์ก็ได้แต่ด่าตัวเองที่โง่และชะล่าใจ ไม่น่าเข้ามาในห้องตั้งแต่เห็นคนนั่งอยู่ในห้องเรียนตอนมืดค่ำเลย
            ‘ ครืด ครืด แกรก ‘
            ‘ อยู่ อยู่ที่ ..อยู่ที่..ไห..น ’
            มือเล็กเคลื่อนไปตามคำเร็วของปากกาแล้วค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง จนมาอยู่อยู่ตรงกลางโต๊ะ น็อกซ์มองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่ชวนอึดอัดอีกครั้งแม้แต่หายใจเค้ายังไม่กล้า เหงื่อผุดบนใบหน้าขาวซีดตาสีดำสั่นระริกอย่างหวาดหวั่น รู้สึกเย็นวูบไปทั้งตัว เค้าเกลียดความรู้สึกนี้ชะมัด ตลอดมาเค้าไม่เคยเอาตัวเองเข้าไปหาเรื่องยุ่งเกี่ยวกับพวกวิญญาณเลย ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็น ไม่สนใจ น็อกซ์รู้ดีว่าความสามารถในการมองเห็นผีและสิ่งที่อธิบายไม่ได้นั้นจะทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายเฉียดตายมาหลายครั้งแล้ว แม่ที่คอยแสดงสีหน้าหนักใจและเป็นห่วงเค้าตลอดมานั้น สร้างความไม่สบายให้แก่เค้าเช่นกัน จึงได้แค่สัญญาว่าจะไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งกับสิ่งที่จะทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นอันขาดเพราะไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้ลั่นกอดเค้าแน่นด้วยกลัวว่าเค้าจะตายจากไปอีกแล้ว

            เท้าที่เริ่มขยับได้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวถอยหลังออกมาช้า ๆ เพื่อไม่ให้สิ่งตรงหน้าสังเกตเห็นเค้า อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงประตูหลังห้องแล้ว วินาทีนี้น็อกซ์ลืมไปแล้วว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี้ ขอแค่ให้หนีออกไปได้ก็เป็นพอ
            ‘ ตอนกลางคืน ห้ามนายเข้ามาในโรงเรียนละกัน ’
            เสียงเตือนหนึ่งดังขึ้นมันคงจะเกี่ยวกับสิ่งที่เค้ากำลังเห็นอยู่ตอนนี้ใช่ไหม ถ้าใช่ทำไมไม่บอกให้ชัดเจนตั้งแต่แรกว่ะ เล่นใบ้คำอย่างนี้เค้าจะรู้ไหมว่ามันมีอะไร ได้แต่คิดว่าตัวเองคงโดนแกล้งเหมือนทุกทีแน่ เลยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
            ‘ ปุด ปุด ‘
            เสียงเหมือนอะไรสักอย่างผุดขึ้นและแตกตัวเหมือนน้ำที่กำลังเดือดได้ที่จากที่ไหนสักแห่งในห้องเรียน เด็กชายเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศกดดัน แถมยังก้าวไปไม่ถึงประตูห้องเลยด้วยซ้ำ จะทำยังไงดีหากสิ่งตรงหน้าหันหลังกลับมาแล้วเจอเค้ามันคงรู้ได้ในทันทีแน่ว่าเค้าพิเศษ บอกได้คำเดียวว่าไม่มีทางปล่อยให้เค้ารอดออกไปแน่นอน เท้ายังคงก้าวถอยโดยไม่ละสายตาจากตรงหน้า
            ‘ เอี๊ยด ’
            น็อกซ์หยุดกึก พร้อมเสียง ‘ ปุด ’ ที่หยุดไปด้วย
            ขวับ
            ร่างที่นั่งอยู่บนโต๊ะหันกลับมาด้วยความไว มันเจอแต่ความว่างเปล่า ดวงตาที่มีเศษดินเปื้อนเข้าไปถึงซอกเบ้าตากวาดตามองรอบ ๆ หลังห้องด้วยความพิศวงเมื่อพบแต่ความว่างเปล่า มันมั่นใจว่าได้ยินเสียงดังมาจากข้างหลัง จึงรีบหันกลับมามองด้วยความเร็วชนิดที่ว่าคนธรรมดาไม่สามารถทำได้แน่ เชื่อว่าหากมีผู้อื่นล่วงล้ำเข้ามามันต้องเห็นแน่เพราะหลังห้องเป็นที่โล่งเกือบติดผนังห้องเรียนไม่มีที่ให้หลบซ่อนได้อีก มันมองดูอย่างละเอียดและระแวดระวังอีกครั้งโดยไม่ได้ลุกขึ้นยืน หูคอยฟังเสียงที่อาจจะเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน ความเงียบปกคลุมทั้งห้องตาเปื้อนดินทั้งสองข้างกรอกมองไปทางซ้ายขวา ด้วยความหวาดระแวง
            ‘ ครืด ครืด แกรก ‘
            แล้วมันก็หันกลับไปทำสิ่งที่ทำค้างไว้บนโต๊ะอีกครั้ง นั่นคือการใช้ปากกาเมจิกวาดเป็นวงกลมรอบโต๊ะราวกับมีอะไรลากไป น็อกซ์หลบอยู่ใต้โต๊ะตัวใกล้ประตูห้องที่สุดด้วยความไวทันทีที่เท้าเสียดสีกับพื้น เป็นครั้งแรกที่เค้านึกเกลียดพื้นไม้ที่ขัดซะมันวับ มือยกขึ้นอุดปากพร้อมกลั้นลมหายใจด้วยใจที่เต้นระรัว ภาวนาขออย่าให้มันลุกขึ้นมาไม่งั้นเค้าไม่รอดแน่ แล้วโชคก็ยังเข้าข้าง มันหยุดมองแค่ไม่กี่นาทีแล้วหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาเขียนโต๊ะอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่ามันหันกลับไปสนใจสิ่งที่ทำค้างไว้ต่อ เด็กชายค่อย ๆ คลานออกมาจากห้อง สายตาก็คอยจ้องไม่วางตา กลัวว่ามันจะหันกลับมาอีก ขอบคุณสวรรค์ที่ตอนเข้ามาเค้าปิดประตูหน้าห้องไว้จึงไม่มีพิรุธให้มันสงสัยและค่อย ๆ แง้มประตูให้เปิดออกช้า ๆ ด้วยความที่ไม่ได้มองนอกประตูเลย เพราะตาจ้องสิ่งที่อยู่ในห้องไม่กระพริบ
            ‘ อุบ ’
            มือขาวอุดปากไว้ด้วยความว่องไวก่อนที่จะมีเสียงแหกปากลั่น ดวงตาสีดำกลมโตสะกดให้เค้าหยุดนิ่งมองมายังตนอย่างกับที่ครูจับได้ว่าเจอนักเรียนแอบทำความผิด ผมสีขาวเงินสะท้อนกับแสงจันทร์ดูนวลสวยเป็นประกาย ดวงตานั่นแวบแรกน็อกซ์เห็นมันเป็นสีดำสนิททั้งสองข้างไม่มีตาขาวเลยเป็นไปได้ยังไง แล้วในช่วงที่กระพริบตามันก็กลับเป็นดวงตาปกติอย่างมนุษย์ทั่วไปอีกครั้ง วินาทีนั้นน็อกซ์ลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองกำลังจะทำอะไรและกำลังจะไปไหนต่อ เมื่อตั้งสติได้จึงปัดมือขาวออกอย่างเย็นชา มุยเบ้ปากอย่างน้อยใจ เค้าอุตส่าห์มาช่วยแท้ ๆ ดูท่าทางรังเกียจนั่นสิ นั่นมันอะไรกันคิดแล้วอยากจะร้องไห้ สีหน้าเสียใจปรากฏขึ้นน็อกซ์เมินเฉยทำเป็นไม่เห็นไม่สนใจ
            ‘ ไอ้บ้าเอ๊ย ไม่ยอมบอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเพราะคนตรงหน้าทำให้เด็กอย่างเค้าต้องมาเจออะไรน่ากลัวอย่างนี้ ’ น็อกซ์ค่อย ๆ ถอยออกห่างถอดรองเท้าถือไว้ในมือ แล้วเดินก้าวยาว ๆ ไปยังทางลงบันไดด้วยฝีเท้าที่คิดว่าเบาที่สุด ทิ้งให้ผู้มาใหม่ทำหน้าไม่ถูกเดินตามไปติด ๆ ลงมาได้ถึงชั้น น็อกซ์ตัดสินใจเดินตัดไปยังทางเชื่อมของตึก ม. 3ที่เป็นตึกคอนกรีตอย่างน้อยก็ได้เบาใจว่าจะไม่มีเสียงฝีเท้าเวลาก้าวเดิน ไฟฉายถูกเปิดขึ้นอีกครั้งเพื่อใช้ส่องทางเดินที่มิดสนิท ข้างหลังยังคงได้ยินเสียงเดินตามมาอย่างใจเย็น น็อกซ์อยากจะต่อยหน้าไอ้คนที่เดินตามมาสักหมัดสองหมัดแต่ต้องข่มกลั้นความโกรธเอาไว้ ถ้ามาระเบิดแถวนี้คงได้เจอเจ้าผีบนโต๊ะนั้นตามมาบีบคอแน่
            “ ถึงนายจะเดินเร็วแค่ไหนหากยังอยู่ในเขตโรงเรียนคิดเหรอว่าจะหนีพ้น “ เสียงเหมือนพูดขึ้นลอยแบบไม่ได้ตั้งใจจะพูดกับเค้า น็อกซ์หยุดเดินกะทันหันทำให้คนที่เดินตามมาชนหลังเค้าเข้าอย่างจัง มือเล็กกยกขึ้นกุมจมูกโด่งสวยด้วยสายตาจะกินเลือดกินเนื้อ
            “ จะหยุดก็ไม่บอก อูย...จมูกฉัน เฮ้ย!! ”มุยพูดขึ้น เจ็บจนน้ำตาเล็ด ก่อนจะถูกกระชากคอเสื้อนักเรียนสีขาวที่สวมอยู่แน่น ใบหน้าเย็นชาหากแฝงไปด้วยความเดือดดาลมองเค้านิ่งดวงตาสีดำอีกข้างทอแสงเป็นสีดำสนิทหากแวววาวไร้ตาขาวแล้วหายไปในพริบตาเดียว มุยยิ้มละไมเพราะเจ้าคนตรงหน้ามันกำลังอดกลั้นอยู่หน่ะสิ น่าขำชะมัด ท่าทางสบายใจบวกกับใบหน้าเปื้อนยิ้มยิ่งทำให้น็อกซ์กำมือแน่นเข้าไปอีก พยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น

            "หมายความว่าไง คำถามสั้น ๆ เอ่ยถามขึ้น ตากลมโตมองมือที่ยังคงขยำคอเสื้อตนแน่น เป็นเชิงเตือน น็อกซ์จึงคลายมือออก จ้องเจ้าหัวขาวตรงหน้าอย่างรอคอยคำตอบ รอยยิ้มกวนประสาทถูกส่งมาให้

            " หมายความอย่างที่บอก หากยังอยู่ในอาณาเขตโรงเรียนยังไง ๆ นายก็หนีไม่รอดหรอก คำตอบที่ได้มาสร้างความสงสัยให้แก่คนถามเป็นที่สุด วิญญาณตนนั้นไม่ใช่วิญญาณติดที่เหรอ

            " ก็ไม่ใช่หน่ะสิ น็อกซ์สะดุ้งเฮือก ถอยห่างด้วยความเร็ว สายตาหวาดระแวงถึงขีดสุด คนที่อยู่ตรงหน้าเค้าอ่านใจได้ น็อกซ์ไม่เคยเจอใครที่มีความสามารถแปลกเหมือนไอ้เตี้ยที่อยู่ตรงหน้านี่เลย เค้ารู้สึกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจสักเท่าไหร่

            " แกเป็นอะไรกันแน่ ทำไมรู้ว่าฉันคิดอะไร เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นแสงจันทร์ที่ส่องเข้ามายังทางเดินทำให้ มองเห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งที่ต้องแสงจันทร์กระจ่างชัด อีกครึ่งมิดมืด จนไม่สามารถคาดเดาความคิดของคนตรงหน้าได้เลย

            " เฮ้อ ฉันก็เป็นเหมือนนายไง ประเด็นสำคัญตอนนี้ไม่เกี่ยวกับที่ว่าฉันเป็นใคร แต่อยู่ตรงที่ว่านายโดนหมายหัวไว้แล้ว นายต้องตายเท่านั้น คำพูดชวนงงนั่นมันอะไรกัน แล้วยังมาบอกว่าเค้าต้องตายอีก น่าขำ

            " เรื่องอะไรกัน ฉันเนี่ยนะโดนหมายหัวอย่าพูดให้ขำหน่อยเลย เพิ่งย้ายมาอาทิตย์เดียวเอง ยังไม่ได้เอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับใครเลยด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วน็อกซ์ไม่เชื่อ อีกอย่างเค้ามั่นใจว่าที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีวิญญาณหรือสิ่งแปลกประหลาดเลย มุยจึงพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียดต่างจากทุกครั้งที่น็อกซ์เคยเห็น

            " นายแน่ใจเหรอที่พูด จะบอกอะไรดี ๆ ให้นะ ถึงไม่ได้เอาตัวเข้าไปยุ่งแต่ตอนนี้นายก็เข้าไปเกี่ยวด้วยเต็ม ๆ แล้วละฉันเตือนนายแล้ว ตอนนี้เหรอ มันจริงที่ว่าอยู่มาทั้งอาทิตย์ไม่เจออะไร แต่เมื่อกี้มัน จู่ ๆน็อกซ์ก็หนาวสะท้านไปทั้งตัว ขนลุกซู่ คำว่า ฉันเตือนนายแล้ว 'ทำให้นึกอะไรขึ้นได้ หมายความว่า

            " ที่นี่ใช่ว่าไม่มี แค่นายมาไม่ถูกเวลาเอง หากนายมาถูกเวลาแล้ว ต่อให้เป็นร้อย เป็นพันนายก็ต้องได้เจอแน่ ยิ่งโต๊ะที่นายนั่งอยู่ตอนนี้ตรงกับตำแหน่งพอดี "

            " โต๊ะเหรอ โต๊ะอะไรกัน สมองเล็กคิดหนัก เค้าจะบ้าตายอยู่แล้วโต๊ะที่นั่งอยู่ก็เป็นโต๊ะเหลือเอามาจากห้องข้าง ๆ มันเกี่ยวอะไรกัน ไอ้หัวขาวตรงหน้าก็เอาแต่พูดอะไรที่มันกำกวม คอยให้ต้องตีความเอาเอง อาการปวดหัวตุบ ๆ แทบแตก เริ่มปวดหนักขึ้น

            " โต๊ะเลขที่เจ็ดไง นายนั่งมันอยู่ นี่ก็ครบอาทิตย์แล้วด้วย โต๊ะเลขที่เจ็ดเป็นโต๊ะว่างนี่ถ้านับตามเลขในห้องจะนับเลขที่หนึ่งจากริมหน้าต่างหากเป็นแถวที่สี่จากแถวหน้าประตูห้องเรียนทั้งหมดสี่แถวเช่นกัน โต๊ะเค้าเป็นเลขที่สามสิบสาม ไม่ใช่เลขที่เจ็ด

            "นายเข้าใจผิดแล้วละ ฉันนั่งโต๊ะเลขที่ สามสิบสามต่างหาก เลขที่เจ็ดมันอยู่ตรงหน้าฉันไม่ใช่หรอเหมือนจะเริ่มเข้าใจอะไรได้ราง ๆ น็อกซ์จ้องคนตรงหน้าเขม็ง รอคอยให้พูดอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่เค้าคิดอยู่ตอนนี้ต้องไม่ใช่สิ

            " โต๊ะตัวนั้นว่างก็จริง แต่การที่นายเอาโต๊ะมานั่งต่อท้ายโต๊ะเลขที่เจ็ดที่ว่างเปล่าอยู่ก่อนหน้านี้แล้วกลายเป็นว่านายได้นั่งทับที่ตรงนั้นยังไงละ ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วซีดลงไปอีกแทบจะขาวเป็นกระดาษอยู่แล้ว เด็กชายในชุดไปรเวททรุดลงกับพื้นเพราะทรงตัวไม่อยู่ขาอ่อนแรงหัวใจก็อ่อนล้าลงเช่นกันก้มหน้าซบลงกับแขนตัวเองในท่านั่งชันเข่า ในใจเอาแต่พร่ำขอโทษผู้เป็นแม่ภายในใจซ้ำไปซ้ำมาด้วยความเสียใจ

            ' ขอโทษที่ไม่สามารถรักษาสัญญาได้ '

 

บทที่ ท่ามกลางความมืดมิด

            ใช่ว่าทุกคนจะต่อสู้ยืนหยัดได้เพียงผู้เดียวท่ามกลางความมืดมิด

            หากคิดว่าความมืดมิดนั้นคือเพื่อนผู้คอยปลอบประโลมเราอยู่เล่า เท่ากับว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว

            เด็กชายผู้มีเรือนผมสีขาวเป็นประกายสีเงินสะท้อนรับกับแสงจันทร์ในชุดนักเรียน มองคนที่นั่งเอาหน้าซุกแขนตัวเองซ่อนความอ่อนแอแผ่ความรู้สึกเหมือนกับกำลังเผชิญหน้าอยู่กับวิกฤตการณ์วันโลกแตกแล้วก็อดที่จะสมเพชไม่ได้ เค้ารู้สึกถึงพลังพิเศษของคนตรงหน้าได้ ตลอดอาทิตย์ที่เค้าตั้งใจเข้าไปป้วนเปี้ยนใกล้ตัวเพื่อสังเกตดู พลังนั้นเป็นได้แค่พลังในการมองเห็นเท่านั้น ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรไปมากกว่านั้น เมื่อกลางวันจึงตัดสินใจเอาสมุดการบ้านของน็อกซ์ออกจากกระเป๋าใส่ไว้ในลิ้นชักแทน

            เชื่อว่ากลางคืนจะได้เห็นอะไรดี ๆ แต่ที่ไหนได้ กลับเห็นแค่เจ้าโง่ เล่นซ่อนแอบกับผีในห้องเรียนเท่านั้น นั่นสร้างความผิดหวังให้มุยสุด ๆ มีของดีแต่ออกจะไร้ประโยชน์ไปหน่อย เค้าจึงหันตัวกลับ ‘ กลับไปนอนดีกว่ามั้ง ‘

เสียงฝีเท้าที่ออกเดินทำให้น็อกซ์เงยหน้าขึ้นมา มองมุยที่เริ่มออกเดินไปทางตึก ม.1 อีกครั้ง

            " นายจะไปไหน "

            " กลับบ้านไปนอนไง ถามได้ "

            "ห๊ะ กลับบ้านไปนอนไหนบอกว่าออกไปไม่ได้ไง!!" น็อกซ์ตะโกนโวยวายอย่างเดือดดาล หรือว่าที่ผ่านเค้าถูกหลอก ถ้าจริงเค้าจะฆ่าไอ้เจ้าบ้านี่ซะ ใบหน้าเบื่อหน่ายหันกลับมามองเค้า น็อกซ์ตัวแข็งทื่อ หัวใจแทบหยุดเต้น ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

            “ กลับได้สิ แล้วเลิกทำหน้าตาน่าสมเพชอย่างนั้นสักที “

            “ ถะ ถอย ย ออกมา “ เด็กชายผมสีดำต่างกับอีกคนทำปากพะงาบ พยายามจะบอกให้คนตรงหน้ารับรู้ หากไร้ประโยชน์ มุยยังคงบ่นไม่หยุด ข้างหลังเป็นเด็กชายในชุดนักเรียนเนื้อตัวเปื้อนไปด้วยดินโคลนทั้งตัว ดวงตาแดงก่ำสั่นระริกฉายแววตื่นเต้นดีใจมีเศษโคลนเข้าไปอุดตันตรงหัวตาและตามเปลือกตา มือซ้ายกำปากกาเมจิกสีดำไว้แน่น หากอีกมือถือขวานอันใหญ่สีแดงที่อยู่ในตู้นิรภัยออกมา ความคมวาวสะท้อนกับแสงจันทร์ ใบหน้านิ่งในครั้งที่เจอในห้องเรียนบัดนี้กลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เผยให้เห็นฟันที่เต็มไปด้วยเลือดสีดำกรังผสมกับดินชวนขนลุก มือยกขวานขึ้นหมายจะฟันเจ้าเตี้ยหัวขาวตรงหน้าด้วยความกระหายที่เหยื่อตรงหน้าไม่คิดเอะใจถึงการมาของมันด้วยซ้ำไป

            น็อกซ์กัดฟันกรอดรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีวิ่งถลาเข้าไปคว้าแขนมุยแล้วออกแรงดึงตัวมาอย่างแรงส่งผลให้มุยแทบหน้าคว่ำพยายามพยุงตัวไว้ไม่ให้ล้ม แล้วออกวิ่งเต็มฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิต ไม่สนด้วยว่าคนที่ลากมาจะวิ่งตามทันฝีเท้าเค้าหรือเปล่าทั้งคู่วิ่งมุ่งไปยังทางเชื่อมของตึก ม.2 เป็นตึกหน้าโรงเรียน ด้วยหวังว่าอาจจะหนีออกไปทัน มุยพยายามจะบิดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุม เค้าวิ่งแทบไม่ไหวแล้ว ไอ้บ้านี้มันเป็นแชมป์วิ่งเร็วเหรอไงว่ะ วิ่งเร็วแทบไม่หยุดพักหายใจ

            “ พอได้แล้ว ฉันวิ่งไม่ไหวแล้ว “ มุยพยายามพูดออกมาอ้าปากหายใจหอบทางปากไปด้วย ส่วนน็อกซ์มีแค่เหงื่อซึมออกมาจากใบหน้าเล็กน้อย ทั้งคู่หยุดอยู่ตรงบันไดขึ้นลงชั้น 3แล้ว ลงไปอีกสองชั้นก็จะถึงประตูทางออก ตาดำสอดส่ายหาทางหนี เค้าควบคุมตัวเองไม่ได้จึงตะโกนออกไปเสียงดัง เจ้าผีตัวนั้นจึงตามมาเจอ มันเป็นความผิดของเค้าใบหน้าเปื้อนเหงื่อสลดลงอย่างรู้สึกผิด หันมามองคนที่ยืนเอามือเท้าผนังหอบหายใจตัวโยน

            “ เราจะออกไปจากที่นี้ได้ยังไง นายบอกว่าออกไปได้ใช่ไหม “ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มุยมองคนถามด้วยสายตาขุ่นเคือง

            “ เออ ออกไปได้สิ ความจริงฉันกะเข้ามาช่วยนายอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าจู่ ๆ นายตะคอกฉันซะเสียงดังป่านนี้คงได้ออกไปอย่างสบาย ๆ แล้ว “ การที่ทำให้วิญญาณตนนั้นล่วงรู้ถึงการมาของพวกเค้าเป็นเรื่องเกินความคาดหมายของมุยเป็นอย่างมาก เห็นทีคงต้องทำอะไรสักอย่าง ยิ่งเจ้านี้คือคนที่ถูกหมายหัวเอาไว้ด้วย

            “ เห็นทีพวกเราคงจะออกไปไม่ได้ง่าย ๆ อย่างที่คิดไว้ตอนแรกแล้วละ “ ใบหน้าขาวแทบจะกลืนเป็นสีเดียวกับผมเอ่ยขึ้น ความเงียบเกิดขึ้นเหมือนต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง

            “ ผีตนนั้น นายรู้จักมันสินะ รวมทั้งเรื่องโต๊ะเจ็ดอะไรนั่นด้วย “ มุยยิ้มอีกครั้ง ช่างเป็นคนที่ปรับความรู้สึกตื่นกลัวกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไวจริง ๆ

            “ ใช่ โต๊ะเจ็ดคือโต๊ะว่างเปล่าไร้เจ้าของมาตั้งแต่โรงเรียนก่อตั้งแล้ว มันเป็นเหมือนการถือเรื่องพวกคำสาป อะไรทำนองนั้นใครฝ่าฝืนนั่งโต๊ะตัวนั้นจะต้องตาย ” คำว่าตายทำให้น็อกซ์หนาวสะท้าน เอ่ยพูดออกมาด้วยความสงสัย

            “ ทุกรายเลยเหรอ “ คนถูกถามพยักหน้าแทนคำตอบ เค้าจึงถามต่อ

            “ งั้นทำไมตอนฉันเอาเก้าอี้ไปนั่งต่อท้ายโต๊ะตัวนั้นถึงไม่มีใครทักท้วงเลยละ “ น็อกซ์เริ่มเดือดดาล แม้แต่อาจารย์ประจำชั้นยังไม่คิดจะเอ่ยบอก ทุกคนในห้องแปลกเกินไปแล้ว หรืออยากให้เค้าตายจริง ๆ

            “ ไม่มีใครอยากแกว่งเท้าหาเรื่องหรอกนะ หากบอกไปคงได้รับอันตรายกันถ้วนหน้า คนที่ตายไปล่าสุดเพราะนั่งโต๊ะตัวนั้นก็เมื่อสามสิบปีที่แล้ว แถมศพยังหายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย “ เรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังได้ฟังมันดูเหลือเชื่อ

            “ ทุกคนที่นั่งโต๊ะตัวนั้น หรือเสมือนได้นั่งก็ต้องตายเนี่ยนะ ทำไมกัน “ ไม่อยากจะเชื่อ ทุกอย่างต้องมีเบื้องหลังอะไรสักอย่างแถมคนตรงหน้ายังบอกว่าเค้าถูกหมายหัวแล้วถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างได้ตายจริง ๆแน่ แววตาแห่งความหวังที่จะมีชีวิตรอดฉายชัดในดวงตาน็อกซ์ มุยยืนมองนิ่ง

            “ งั้นเราไปหาต้นตอกันเถอะ ฉันมีวิธีกำจัดผีตนนั้นได้ แต่มีข้อแม้ “ รอยยิ้มที่ชวนเสียวสันหลังถูกส่งมาให้ มีวิธีกำจัดผีด้วยเหรอแล้วต้องทำยังไง ทำไมต้องมองเค้าแปลก ๆ ด้วยละ

            “ ข้อแม้อะไร “ น็อกซ์ถามออกไปอย่างหวาดระแวง ก้าวถอยหลังอย่างไม่ไว้ใจ ทำให้รอยยิ้มเดิมที่ยิ้มอยู่แล้วกลับยกยิ้มกว้างมากขึ้นอีก ‘ อันตราย ‘ อีกครั้งที่รู้สึกอย่างนี้กับคนตรงหน้า

            “นายต้องเป็นตัวล่อ “ แล้วก็เหมือนมีของแข็งมาตีเข้าที่ท้ายทอยเค้าอย่างจัง เด็กชายล้มคว่ำกับพื้นทันที ใบหน้าแนบลงกับพื้นคอนกรีตเย็น ทุกอย่างตรงหน้าดูพร่าเลือน น็อกซ์พยายามจะปรับสายตาให้ชัด แต่ก็ทำได้ยากเต็มทน เจ้าหัวขาวในชุดนักเรียนนั่งยองจ้องมองเค้าด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จนน็อกซ์รู้สึกแค้นใจอยากบีบคอให้ตายคามือนัก หากทำอะไรไม่ได้เพราะร่างกายไม่ยอมฟังคำสั่ง ของเหลวเหนียวข้นไหลออกมา ผ่านทางหน้าผากเกือบเข้าตา อาการชาหนึบบนหัวจนรู้สึกได้ แล้วตากลมโตก็ปิดลงพร้อมสติที่ดับวูบ

 

บทที่ เหยื่อล่อ

            ติ๋ง ติ๋ง

            หยดที่แตะลงพื้นสีดำทะมึนยิ่งกว่าก้นทะเลลึก ค่อย ๆ แผ่กระจายกระเพื่อมเป็นวงกว้าง

            ติ๋ง ติ๋ง

            เสียงหยดน้ำยังคงหยดลงบนพื้นต่อไป ขนตายาวเริ่มขยับ เปลือกตากระตุกสองสามทีแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสติที่เคยหายไปเริ่มกลับมาอีกครั้ง คลื่นยังคงแผ่ตัวออกมาเป็นวงกว้างกระทบเข้ากับใบหน้าซีดขาวที่นอนแนบใบหน้าลงกับพื้นเย็นเฉียบสีดำสนิท ระลอกคลื่นกระทบใบหน้าขาวอีกครั้งร่างที่นอนคว่ำแน่นิ่งในตอนแรกลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตกใจ แล้วอาการปวดหัวแปล๊บก็เล่นงานจากท้ายทอย บวกกับความมึนงงทำให้ร่างเล็กทรุดลงทันทียกมือขึ้นแตะบริเวณที่ปวด มีของเหลวข้นเติดมือมา บ้าเอ๊ยหัวแตกเลยเรอะ นึกแล้วก็แค้นใจเจ้าบ้าหัวขาว มันกล้าตีหัวเค้าแตก ว่าแต่แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน ภาพสุดท้ายที่เห็นก็ตอนที่ถูกตีหัวจนล้มลงในทันที มุยนั่งลงข้าง ๆ ส่งยิ้มละไมมาให้แล้วทุกอย่างก็ดับลงฟื้นขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่ ตาสีดำกวาดมองไปรอบตัวไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ความมืด และได้ยินเสียงหยดน้ำ ดัง ‘ ติ๋ง ‘ มาจากที่ไกล ๆ กับวงน้ำที่กระเพื่อมมาโดนขาเค้า หากเป็นแค่ความรู้สึกของระลอกคลื่นที่มากระทบไม่ได้มีน้ำหรือลมมาโดนขาเลยด้วยซ้ำไป

            ‘ เป็นไปได้ยังไงกัน ‘ เค้าก้มมองที่เท้าตัวเอง ยังคงรู้ได้ถึงคลื่นที่แผ่มาโดนตัวเป็นระลอก ในท่วงทำนองช้าเนิบ ราวกับเสียงหัวใจเต้นสม่ำเสมอ รอบตัวมีแต่ความมืด แล้วเค้าจะเดินไปทางไหนในเมื่อข้างหน้ามีแต่ความมืดกับระลอกคลื่นที่แผ่ออกมาโดนตัว

            ‘ จริงสิ ถ้าเดินไปตามทางที่ระลอกคลื่นแผ่มาโดนตัวเค้าละ อาจจะเจอทางออกก็ได้ ’ ตัดสินใจแน่วแน่ว่าอย่างน้อยก็ได้ลองคลำทางดีกว่าต้องยืนนิ่งอยู่กับที่ น็อกซ์หลับตาพร้อมสูดหายใจเข้าเต็มปอด ถอดคอนแทคเลนส์ที่ตาข้างซ้ายออก ใช่ ถ้าเป็นตาข้างซ้ายเค้าจะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณหรืออะไรก็ตาม ต่อให้มืดสนิทแค่ไหน ตาข้างนี้จะเผยให้เห็น ตาสีดำสนิทไปทั้งดวงตาไร้ซึ่งตาสีขาว อย่างมนุษย์ปกติทั่วไปลืมขึ้นข้างหน้าเป็นเส้นสีขาววงขนาดใหญ่แผ่มาโดนตัว เป็นวงน้ำใหญ่แล้วผ่านตัวเค้าไปจนไกลสุดโพ้นสุดสายตาก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ข้างบนเป็นความว่างเปล่าไม่แตกต่างจากด้านหลังนัก แต่ที่ดึงดูดความสนใจในตอนนี้คือ แสงสีขาวนวลราวกับหิ่งห้อยอยู่ไม่ไกลจากที่น็อกซ์ยืนอยู่ เหมือนตรงนั้นคือที่แผ่วงคลื่นสีขาวออกมา น็อกซ์ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปดู ยิ่งเข้าไปใกล้แสงต้นกำเนิดแรงสะท้อนที่แผ่ออกมามากเท่าไรความรุนแรงของคลื่นที่มากระทบเค้ายิ่งรุนแรงมากขึ้น แสงในตอนแรกที่เป็นสีขาวนวลเริ่มอ่อนแสงลงมากกว่าเดิมพร้อมกับรอยกระเพื่อมลดน้อยแผ่วเบาลงราวกับหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น

            “ ถ้าฉันเป็นนาย ฉันจะไม่เข้าไปใกล้มันมากกว่านี้หรอกนะ ” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยบอก น็อกซ์หันหลังขวับด้วย            สัญชาตญาณระวังตัว ต้องอ้าปากค้างเป็นรอบที่เท่าไรของวันแล้วก็ไม่รู้ จะบอกว่าเป็นมุย ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นมุยจริงเหรอ ความลังเลสับสนฉายชัด เมื่อคนตรงหน้าดูเป็นผู้ใหญ่ ตัวสูงราว 170 ซม.ขึ้นไปเทียบกับน็อกซ์ที่สูงแค่ระดับอกเท่านั้น ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวกางเกงแสลคสีดำสนิทราบเรียบตัดกับผมสีขาวเงินยาวเป็นประกายในที่มืดราวกับหิ่งห้อยที่มีแสงในตัวเอง ใบหน้าเล็กรับกับคิ้วหนาพาดเฉียง จมูกโด่ง ดวงตาเป็นสีดำสนิททั้งดวงเหมือนตาข้างซ้ายของเค้า แต่ต่างกันที่คนตรงหน้ามีทั้งสองข้าง ตรงคอมีเชือกป่านมัดเป็นห่วงคล้องคอส่วนปลายเชือกยาวระพื้นปากบางเม้มเข้าหาอย่างขัดเคืองใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า ‘ จะตกใจอะไรกันหนักกันหนา ’

            “ นายเป็นใคร แล้วไอ้ตรงหน้านั่นมันอะไรกัน “ น็อกซ์ตัวสั่นรู้ว่าคนที่ตัวเองยืนคุยด้วยต้องไม่ใช่คนแน่ เค้ากล้าฟันธงได้เลยจากรังสีที่แผ่ออกมาจากตัว ถึงคนตรงหน้าจะมีท่าทางสบาย ๆ ไม่ได้แสดงท่าทางข่มขู่หรือมุ่งร้าย หากสัมผัสทางวิญญาณที่ส่งออกมานั้นรุนแรง จนน็อกซ์ต้องกัดฟันแน่นเพื่อระงับความกลัวสุดขีดเอาไว้ มองชายผมขาวอย่างหวาดหวั่น ดวงตาสีดำสนิทมองไปยังสิ่งที่หรี่แสงน้อยลงทุกทีอยู่ข้างหลังเค้า ด้วยสายตานิ่งเฉย

            “ นั่นคือใจกลางของหลุมดำ รู้หรือเปล่าว่าในหลุมดำมีอะไรบ้าง “ ชายหนุ่มหันกลับมาถามน็อกซ์พลางดันให้เดินเข้ามาใกล้ก้อนที่ขาวนวลมากขึ้น

            “ ดูดี ๆ สิ ฉันว่านายต้องเห็นแน่ว่ามันเป็นตัวอะไร “ เสียงเยียบเย็นเอ่ยบอก น็อกซ์จึงได้แต่จ้องไปยังก้อนสีขาวตรงหน้าที่อยู่ไม่ไกลมากนัก พลางยกมืออีกข้างขึ้นปิดตาปกติใว้ เหลือตาข้างสีดำสนิททั้งดวงไว้ข้างเดียวแทน สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทำให้น็อกซ์ก้าวถอยหลังอัตโนมัติมือหนาดันหลังเค้าไว้ไม่ให้ขยับหนีพลางก้มลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

            “ ดูให้ดี มองให้ลึกเข้าไปถึงแก่นเนื้อแท้ของมัน นี้เป็นสิ่งที่นายต้องกำจัด หากอยากมีชีวิตรอด ” เด็กชายยืนตัวแข็งทื่อ รับรู้ได้ว่าเสียงที่กระซิบข้างริมหูนั้นไม่มีลมหายใจ ภายในดวงตาสีดำแวววาวฉายให้เห็น หนอนสีดำขนาดยักษ์นอนหลับนิ่ง ผิวหนังขยับเต้นตามจังหวะการหายใจและบางใสจนเห็นว่าข้างในที่ขยับได้นั้นไม่ใช่การขยับของผิวหนังตามลมหายใจแต่เป็นเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเค้าหลายสิบคนไม่สิต้องบอกว่าหลายร้อยคนแออัดยัดเยียดจนแทบมองไม่ออกว่าหัว แขน ขา ลำตัว หรือแม้แต่เท้าข้างไหนเป็นของใคร พยายามดิ้นรนจะออกมาจากหนอนตัวนั้นด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดชวนเวทนา อาการคลื่นเหียนชวนอ้วก พุ่งขึ้นมาค้างอยู่ตรงคอ น็อกซ์อยากหันไปโก่งคออาเจียน หากแต่มือหนายังคงรั้งดันให้เค้าไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้ ส่วนหัวของหนอนสีดำเป็นใบหน้าที่คล้ายคนนอนหลับ ความอวบอ้วนของลำตัวกระเพื่อมขึ้นลงพร้อมปล่อยระลอกคลื่นออกมากระทบตัวเค้า แผ่ออกเป็นวงกว้างยาวออกไป นี้สินะต้นตอของคลื่นที่แผ่ออกมา หยดน้ำสีแดงที่หยดลงมาจากข้างบนชโลมลงบนตัวเจ้าหนอนยักษ์หน้าตาชวนอ้วก ชายหนุ่มถอนหายใจอีกครั้งเดินเข้ามาใกล้คนที่ตัวเตี้ยกว่าเค้ามากขึ้น ยกมือที่มีเล็บยาวขึ้นจิ้มแก้มฝ่ายตรงข้าม ความเย็นสัมผัสกับแก้ม เด็กชายคิดอย่างหัวเสีย พร้อมถลึงตาใส่ ทำบ้าอะไรของมัน

            “ น็อกซ์ ถ้าไม่รีบตื่น นายได้ตายจริง ๆ แน่ ” แล้วรอยยิ้มพิฆาตอันคุ้นตาก็ถูกส่งมาให้ มันไม่ใช่คล้ายแล้วละ แต่นั่นคือมุยภาคโตแล้ว เดี๋ยวนะ เมื่อกี้บอกว่าให้รีบตื่นเหรอ!!

            ติ๋ง ติ๋ง

            เสียงหยดน้ำกระทบลงบนพื้นราวกับเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน หัวอันหนักอึ้งบวกกับอาการปวดตุบ ๆ เร่งเร้าให้ต้องพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความยากลำบาก ใบหน้าทาบอยู่กับพื้นราบ ภาพอันพร่าเลือน ปรากฎขึ้น

            ติ๋ง ติ๋ง

            แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟนีออนกระทบเข้าม่านตาของเค้าทำให้ต้องกระพริบถี่ ๆ เพื่อปรับสายตา หัวอันหนักอึ้งยกขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเก้าอี้ ถัดไปข้างหน้าเป็นกระดาน ห้องเรียนเหรอ ของเหลวข้นหนืดหยดลงบนพื้น บนโต๊ะเต็มไปด้วยเลือด มันเป็นเสียงเลือดของเค้าที่หยดลงบนพื้นนี่เอง เมื่อรู้สึกถึงวัตถุในมือข้างซ้ายอันเย็นเฉียบน็อกซ์ก้มมองมือตัวเองที่วางไว้บนโต๊ะ กำปากกาเมจิกเอาไว้ มือของเค้าไม่สามารถขยับได้ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ ความตื่นตระหนกขับไล่ความมึนงงในตอนแรกให้สติกลับคืนมาอีกครั้ง น็อกซ์หันไปข้างหลังเจอโต๊ะเดี่ยววางอยู่หลังเค้า บ้าเอ๊ย นี่มันโต๊ะหมายเลขเจ็ดทั้งแขนถูกตรึงให้กำปากกาไว้แน่นตั้งอยู่กลางโต๊ะ น็อกซ์ลุกขึ้นยืนพยายามออกแรงดิ้นรนให้มือหลุดออก แต่มันกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณบอกว่าให้เค้าดิ้นหนีให้หลุด

            ’ ไม่งั้น นายได้ตายจริง ๆ แน่ ‘

 

บทที่จุดกึ่งกลาง

            ’ ไม่งั้น นายได้ตายจริง ๆ แน่ ‘ ประโยคที่ได้ยินก่อนจะตื่นขึ้นมา เป็นคำเตือนอีกแล้วน็อกซ์ชักจะหงุดหงิดและเกลียดมากขึ้นกับการบอกใบ้ให้คิดเองชวนให้เค้าเฉียดตายมาหลายครั้ง หลังจากพยายามอยู่นาน มันก็ไม่เป็นผล มือข้างซ้ายไม่ยอมหลุดคลายออกจากปากกานาฬิกาข้อมือบอกว่าเวลาใกล้เที่ยงคืนเต็มทีแล้ว เด็กชายหอบหายใจตัวโยนยืนมองมือที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมคลายออกตรึงแน่นอยู่ตรงกลางโต๊ะ ปลายปากกาหยุดอยู่ตรงจุดสีดำเล็ก ๆ บนโต๊ะเลือดที่ไหลอยู่ตรงหน้าผากถูกดูดไหลไปทางมือที่กำปากกาแน่น มันกำลังสูบเลือดอย่างกระหาย งั้นที่เห็นในความมืดนั้น คงเป็นเสียงเลือดของเค้าเองที่หยดลงในตอนแรก เรี่ยวแรงเริ่มอ่อนล้ามากขึ้น จะทำยังไงดีขืนยังติดแหงกอยู่นานไปกว่านี้เลือดคงหมดตัวก่อนพอดี สายตากวาดมองรอบตัวทั่วห้องด้วยความหวังว่าต้องมีสักทางที่จะรอดสิ แล้วร่างเปื้อนโคลนในชุดนักเรียนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า มันยืนจ้องมองน็อกซ์ยกยิ้มแลบลิ้นยาวที่เต็มไปด้วยดินและหนอนตัวเล็กดิ้นชอนไชยั้วเยี้ยทั้งลิ้นยาว บ้างก็เป็นรูโหว่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งออกมาเห็นแล้วชวนสะอิดสะเอียดชะมัด ภายนอกที่ดูปกติหากแค่เปื้อนดินหากข้างในนั้นกลับถูกชอนไชไปด้วยหนอนเล็กใหญ่พรุนไปทั้งร่าง ในมือมันไม่มีปากกาถืออยู่อีกแล้ว จะให้มีได้ไงละ ในเมื่อปากกาเมจิกด้ามนั้นอยู่ในมือเค้าแทน มันค่อย ๆ นั่งลงตรงหน้าโต๊ะฝั่งตรงข้ามน็อกซ์แล้วยกมือขึ้นทาบทับมือเค้า

            “ แว้ก!! โดนมือแล้ว อย่ามาแตะ ไม่นะเอาออกไปนะเว้ย ไอ้ผีบ้า!! “ น็อกซ์ร้องเสียงหลงดิ้นหนีหนักยิ่งกว่าเดิมพร้อมขู่ด้วยความขยะแขยง มือเปื้อนดินซอกเล็บดำสกปรกบีบทับมือเด็กชายแรงยิ่งขึ้นไปอีก แน่นจนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บจนอดคิดไม่ได้ว่าไปเอาแรงช้างแรงควายมาจากไหนว่ะ

            ‘ กรอบ ’ เสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างหักท่ามกลางความเงียบภายในห้องเรียน ทั้งที่เสียงแตกหักไม่ได้ดังมากกลับได้ยินเสียงชัดเจน ปากเล็กกัดแน่นแทบเลือดซึมเพื่อไม่ให้หลุดเสียงร้องออกมา น้ำตาเริ่มซึมตรงหางตา ความเจ็บจากการถูกตีหัวแตกยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เด็กชายจ้องมันเขม็งด้วยสายตาเกลียดชังไม่ได้ตื่นกลัวเหมือนอย่างครั้งแรก ความเจ็บปวดเสียดแทงร้าวไปทั้งมือแผ่ขึ้นมาถึงแขนทั้งข้างเหงื่อเกาะพราวเต็มใบหน้าซีดที่ยังคงเสียเลือดไปอย่างต่อเนื่อง มันต้องการเลือดของเค้านั่นคือสิ่งที่พอจะเดาได้และอาจรวมถึงชีวิตด้วย น็อกซ์ก้มลงมองจุดกึ่งกลางโต๊ะ ปากกาในมือเริ่มสั่นระริก ปากเปื้อนดินเอ่ยอะไรออกมาสักอย่างที่จับใจความไม่ได้ปากกาสั่นมากขึ้นแล้วค่อย ๆ เริ่มเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ จำได้ว่าในครั้งที่เข้าห้องมาเจอผีตรงหน้านั่งขีดเขียนน่าจะมีรอยปากกาสิ ตอนนี้บนโต๊ะกลับสะอาดราวกับไม่เคยมีคนนั่งมาก่อน หัวปากกาเคลื่อนที่ไปทางขวาด้วยอาการเหมือนคนอ่อนแรงเส้นที่ลากผ่านไปจากจุดกึ่งกลางเป็นสีเลือด บ้าเอ๊ย มันใช้เลือดเค้าในการเคลื่อนที่และล่อเลี้ยงตัวมันเองและคาดว่าคนที่ตายไปก่อนหน้านี้คงโดนเหมือนเค้าเช่นกัน เมื่อรับรู้ถึงความจริงนั้นรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เจ้ามุยหายไปอยู่ที่ไหน ตีเค้าให้สลบแล้วเอามานั่งที่โต๊ะตัวนี้เหรอ

            ‘ จริงสิ ข้อแม้ในการกำจัด ต้องเป็นเหยื่อล่อ ’ น็อกซ์หันซ้ายหันขวามุยต้องซ่อนตัวอยู่แถวนี้แน่นอน แต่จะอยู่ที่ไหนละ ไม่ใช่ว่ากะใช้เค้าเป็นเหยื่อล่อให้ผีนั่นสูบเลือดจนหมดตัวเพื่อดึงดูดความสนใจ แล้วแอบหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวหรอกนะไหนบอกจะช่วยไง คิดแบบนี้แล้วตาข้างซ้ายเรืองแสงแวววาวด้วยความโกรธในขณะที่หัวปากกาเคลื่อนที่วนเป็นวงกลมรู้สึกได้ว่าปากกาเบาขึ้นไม่ได้ตรึงแน่นเหมือนในตอนแรกแล้ว ส่วนเจ้าผีที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าชวนอ้วกกำลังให้ความสนใจอยู่แต่ที่ปากกาเท่านั้น

            ตากลมเหลือบมองใต้โต๊ะข้างตัวเห็นดินสอกดด้ามสีเงินโผล่ออกมาจากลิ้นชักควรจะลองเสี่ยงดูไหม ตาเองก็เริ่มพร่าเลือนจากการเสียเลือดมากอีกไม่นานต้องสลบไปเพราะอาการขาดเลือด และเมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่มากพอคงหนีไม่พ้นสมองตายเนื่องจากไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและหัวใจ

            การที่เด็กชายรู้เรื่องทางการแพทย์เกินที่เด็กวัย 11ปีจะรู้เพราะมีแม่เป็นแพทย์ห้องฉุกเฉิน แม่มักจะพร่ำสอนเรื่องการทำแผลและอะไรอีกหลายอย่างกรอกหูเค้ามาตั้งแต่เล็กอะไรที่ไม่อยากฟังไม่อยากรู้ก็รู้ไปเองตามความเคยชิน มือขวาอ้อมไปหยิบดินสอใต้โต๊ะอีกตัวอย่างไม่ให้ถูกจับได้ มือเล็กแตะถูกด้ามดินสอกดเย็นเฉียบแล้วกำไว้แน่น มือข้างซ้ายยังคงวนเป็นวงกลมรอบโต๊ะ ยิ่งวนเร็วมากขึ้นเท่าไร น็อกซ์ก็ยิ่งเสียเลือดมากขึ้น ตอนนี้บนโต๊ะเริ่มเต็มไปด้วยเลือดสีแดงเข้มที่ไม่ได้หยดลงบนพื้น แต่มันกลับถูกดูดหายเข้าไปยังจุดเล็กกลมตรงกึ่งกลางบนโต๊ะแทนและหากปล่อยให้ความเร็วของการหมุนวนปากกาเพิ่มขึ้นการเล็งให้โดนฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งยากมากขึ้น ความแม่นยำของน็อกซ์จะลดลงตามสติที่กำลังจะหลุดลอย

            ‘ แกรก แกรก ‘

            มือเล็กกำดินสอในมือแน่นตัดสินใจว่าต้องดึงความสนใจเพื่อหยุดมันก่อนเลือดไหลไปรวมยังจุดเดียวกันเพราะฉะนั้นต้องสร้างความสนใจจุดที่สอง

            ฉึกดินสอกดปักลงบนมืออีกข้างถึงจะไม่ลึกเท่าไรแต่ก็โดนเส้นเลือดใต้ผิวหนัง เลือดแดงข้นผุดขึ้นมาและเริ่มไหลออกมาแขนข้างซ้ายหยุดหมุนวนทันที น็อกซ์ยกปากยิ้มด้วยใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษที่แผนการสำเร็จ ใบหน้าเปื้อนดินงุนงงจมูกสูดดมกลิ่นเลือดที่สองด้วยความสับสนดวงตาเปื้อนเศษดินสั่นระริก มันกำลังคิดหนักว่าควรจะเลือกอันไหน มันควรมีแหล่งเลือดแค่หนึ่งไม่ใช่สอง เมื่อได้จังหวะ น็อกซ์ยกเท้าที่อยู่ใต้โต๊ะออกแรงถีบด้วยแรงทั้งหมดมี ส่งผลให้ทั้งคู่ล้มหงายหลัง มือซ้ายนิ้วชี้กลางและนางกระดูกบิดเบี้ยวผิดรูปจากการถูกหักก่อนหน้านี้หลุดออกจากปากกาทันที พร้อมเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเค้าเอง น้ำตาไหลอาบแก้มความเจ็บสุดบรรยาย เด็กชายยกมือขาวที่เต็มไปด้วยเลือดปาดน้ำตาลวก ๆ กัดฟันลุกขึ้นวิ่งไปหมายจะเปิดประตูห้อง โดยไม่สนว่าจะวิ่งชนอะไรบ้าง ขาของเค้าอ่อนแรงมากแถมร่างกายยังหนักอึ้ง แทบจะล้มกลิ้งลงจากบันไดพร้อมหอบหายใจทางปากอาการตัวชาและแน่นหน้าอกทำให้ต้องยกมือขึ้นกดไว้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บนั้น มือเล็กฉีกชายเสื้อออกมาใช้พันแผลห้ามเลือด จะปล่อยให้เสียเลือดไปมากกว่านี้ไม่ได้ ตามองมือข้างที่หักอย่างจนปัญญาเพราะไม่รู้จะไปหาไม้จากไหนมาดามจึงจำใจต้องปล่อยให้อยู่ในสภาพนั้นไปก่อน หลังพิงอยู่กับประตูห้องเรียนริมบันไดถัดจากห้องเค้าหนึ่งห้อง ด้วยร่างกายที่อ่อนแรงทำให้ไม่สามารถวิ่งหนีไปได้ไกลกว่านี้ โดยไม่ลืมแง้มประตูเอาไว้นิดหน่อยเพื่อดูเจ้าผีตัวนั้น ตอนนี้เสียงลากขวานดังข่มขวัญ ก้องทั่วระเบียงพื้นไม้ น็อกซ็กัดฟันแน่นมันกำลังค่อย ๆ ล่าเหยื่อ ไล่หาไปทีละห้องด้วยความใจเย็นและคิดว่าเหยื่อของมันคงหนีไปไหนได้ไม่ไกล ถือว่ามันฉลาดพอสมควร

            “ แต่นายไม่ฉลาดเอาซะเลยน้า อีกนิดเดียวก็จะกำจัดมันได้แล้ว ไม่น่าใจร้อนหนีออกมาก่อนเลย แถมเล็งผิดเป้าอีก “ เสียงคุ้นเคยบ่นอย่างเบื่อหน่ายดังขึ้นจากข้างตัว น็อกซ์หันขวับ

            ผัวะกำปั้นขวาเหวี่ยงออกไป แล้วเสียงร้อง ‘ โอ๊ย ‘ ลอยมาติด ๆ ร่างเล็กในชุดนักเรียนล้มลงทันทีมือขาวยกขึ้นกุมแก้มข้างซ้ายน้ำตาซึมแทบจะร้องไห้ด้วยความน้อยใจอยู่รอมร่อ น็อกซ์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อกี้เค้าเผลอปล่อยหมัดออกไปโดยอัตโนมัติเพราะความตึงเครียด ปากบางยกยิ้มอย่างสะใจ

            “ หึ “ มุยเลือดขึ้นหน้าเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะ แทบจะกระโดดกัดคอคนตรงหน้าให้ได้

            “ บ้าเอ๊ย...ต่อยมาได้เจ็บนะโว้ย ” หัวขาวโวยวายเอาเรื่อง แถมยังกุมแก้มทำท่าสำออยราวกับมันเจ็บมากทั้งทีเค้าแค่เหวี่ยงออกไปไม่แรงเท่าไรด้วยสภาพร่างกายอ่อนแรง หากเทียบกับร่างกายในตอนปกติของน็อกซ์หมัดคงแรงกว่านี้หลายเท่าตัว รับรองไม่ใช่แค่แก้มบวมแต่ถึงขั้นอาจทำให้ฟันหักไปเลยก็ได้

            “ งั้นที่ตีหัวฉันแตกไม่เจ็บเหรอ ” น็อกซ์ย้อนถามจ้องหน้านิ่ง ใบหน้าขาวยิ้มเจื่อนในความผิด น็อกซ์ยกเท้าทำท่าจะถีบแถมให้อีกรอบเอาให้หายแค้น เจ้าตัวเหมือนจะรู้ทันกระโดดหลบตัวลอยส่งยิ้มทะเล้นมาให้ การแก้แค้นครั้งนี้จึงพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย

 

ตอนที่ ข้อต่อรอง

            บรรยากาศตึงเครียดตลอดคืนมลายหายไปในพริบตา เมื่อคนตรงหน้าโผล่มาอย่างกับผี น็อกซ์มีคำถามมากมายอยากจะถาม ‘ หายไปไหนมา ทำไมต้องจับฉันไปเป็นเหยื่อล่อ ’  แต่ถึงจะถามไปก็คงไม่ได้คำตอบ แถมยังเฉไฉเปลี่ยนเรื่องพร้อมตีหน้ามึนได้อย่างแนบเนียน เค้าจึงเลือกที่จะเงียบไม่ถามจะดีกว่า ทั้งคู่ตกอยู่ในความมืดมองหน้ากันนิ่ง เสียงของแข็งลากไปกับพื้นไม้หายไปแล้ว น็อกซ์ค่อย ๆ แง้มประตูหลังออกเล็กน้อยพอแค่มองเห็นหน้าห้องเรียนได้ ความเงียบชวนอึดอัดและความรู้สึกของสิ่งผิดเพี้ยนหายไปด้วย

            “ มันหายไปแล้ว “ ความดีใจและโล่งใจเกิดขึ้น จะได้กลับบ้านสักที หากต้องชะงักเมื่อจะลุกขึ้นยืน อีกเสียงเอ่ยขึ้น

            “ เปล่าไม่ได้หายไป มันยังอยู่ “ มุยโผล่ยื่นหัวอยู่ข้างบนหัวน็อกซ์ ใบหน้าขาวดูจริงจังเคร่งขรึม ถ้าไม่รู้จักเจ้านี้ต้องเชื่อไปแล้วแน่ จากการถูกหลอกมาหลายรอบทำให้ชักลังเลว่าจะเชื่อดีไหม หากสัมผัสทางวิญญาณของเค้าบอกว่าไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมอะไรแล้ว ดวงตาข้างซ้ายก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากระเบียงทางเดินมืดที่ว่างเปล่า ตาซ้ายน็อกซ์ตาลีตาเหลือกยกมือข้างที่ไม่เจ็บขึ้นปิดตาข้างซ้ายใจเต้นระส่ำเค้าถูกจับได้อีกแล้ว แล้วเสียงหัวเราะ ‘หึ ‘ ดังขึ้นจากบนหัวเค้าอีกครั้ง สร้างความขุ่นเคืองให้น็อกซ์ได้ในทันที

            “ มันน่าตลกตรงไหน” คนนั่งที่คุกเข่าอยู่กัดฟันถาม น้ำเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น ตาข้างนี้ผิดปกติ แถมยังมองเห็นสิ่งผิดปกติตามไปด้วย น็อกซ์จึงใส่คอนแทคเลนส์มาตั้งแต่เด็ก เพื่อปกปิดมันไว้ทุกคนที่ได้เห็นต่างหวาดกลัว หากคนตรงหน้ายังคงเฉย ยิ้มละไมเอ่ยตอบ

            “ ไม่เห็นว่ามันจะผิดปกตินี่ นายยังมองเห็น ตาไม่ได้บอด นั่นไม่นับว่าดีแล้วเหรอ นึกถึงคนที่ตาบอดสนิททั้งสองข้างมาตั้งแต่กำเนิดสิ พวกนั้นต้องอยู่แต่ในความมืดบอดมาตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่กำเนิด ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า แสงสว่าง ไว้ให้มาก ๆ แล้วนายจะนึกขอบใจ ที่ยังมีตาที่สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ครบทั้งสองข้างไม่ดีกว่าเหรอ ” คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากคนข้างบนทำให้น็อกซ์ลดมือข้างขวาลง เรียกรอยยิ้มกว้างจากคนพูดได้

            “ พูดอะไรที่มีสาระเป็นด้วย ” รอยยิ้มกว้างอันสว่างสดใสราวกับดอกทานตะวันได้รับแสงอาทิตย์หุบลงดังฉับพร้อมคอตกด้วยความน้อยใจ

            “ คำพูดแต่ละคำของนาย ช่างน่าน้อยใจชะมัด รู้งี้ปล่อยให้ตายคาห้องไปซะตั้งแต่แรกดีกว่า “ มุยหันหลังหนีเดินไปยังหน้าต่างทำท่าจะกระโดดลงไป น็อกซ์ถลาวิ่งไปคว้าแขนเอาไว้แทบไม่ทัน

            “ ทำบ้าอะไรของแก !! ” สายตาเชือดเฉือนถูกส่งมาให้ ความรู้สึกผิดนี่มันอะไรกัน เค้าไม่ได้ทำไรผิดสักหน่อย  ต้องรีบแก้สถานการณ์ชวนน่ารำคาญนี้ซะก่อน

            “ มาช่วยฉันใช่ไหม “ มุยหันกลับมา พยักหัวหงึก ๆ ตากลมสีดำจ้องเป๋งเป็นประกายเหมือนลูกหมารอคอยของเล่น น่าขำชะมัด เค้าอยากจะหัวเราะ แต่ต้องกลั้นเอาไว้ มือข้างขวาที่ถูกดินสอกดปักเป็นรูเริ่มระบมและเจ็บมากขึ้น น็อกซ์จึงปล่อยมือจากแขนมุย

            “ งั้นก็บอกวิธีมา ไม่เอาแบบตีหัวสลบ แล้วเอาฉันเป็นเหยื่อล่อแล้วนะเว้ย ” คนที่ถูกใช้เป็นเหยื่อให้ตอนแรกพูดดักคอขึ้นก่อน มุยถอนหายใจ

“ งั้นแกต้องไปกำจัดกึ่งกลางของมัน แล้วฉันจะล่อมันเอง “

            “ กึ่งกลางเหรอ อยู่ที่ไหน แล้วต้องทำยังไง ” น็อกซ์มองหน้าเด็กหัวขาวตรงหน้าด้วยความสงสัย จะให้เค้าจัดการยังไงละ เค้าเป็นแค่เด็กธรรมดานะ

            “ ที่โต๊ะหมายเลขเจ็ดนั้นละ ก่อนหน้านั้นตอนถูกตรึงไว้ที่โต๊ะ น่าจะเห็นจุดสีดำตรงกลางโต๊ะใช่ไหมละ “ คนฟังพยักหน้าอย่างรับรู้ เค้าเห็นมันจริง ๆ มุยจึงอธิบายต่อ

            “ จุดนั่นคือ จุดแห่งการกำเนิดทุกสิ่งของความบิดเบี้ยว และเจ้าผีเด็กนั่น ก็เป็นแค่หุ่นเชิดเนื้อในก็ไม่มีอะไรมีแค่ความว่างเปล่าอันกลวงโบ๋ ไม่น่ากลัวหรอก ต้นตอที่เราต้องกำจัดคือจุดบนโต๊ะตัวนั้น มันก็เหมือนกับการเจาะลูกโป่งให้แตก แต่มีเงื่อนไขตรงที่นายต้องเจาะให้ตรงจุด มันถึงจะสำเร็จ “

            “ พูดออกมาได้ว่าไอ้ผีเด็กนั่นไม่น่ากลัว แกลองไปอยู่ใกล้ ๆ แบบโดนตรึงให้มองเห็นหน้ามันในระยะประชิดเหมือนชั้นเอาไหมละ ” มุยส่ายหน้าหวืดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถามซ้ำอีกรอบ

            “ เอาน่า เดี๋ยวฉันเป็นเหยื่อล่อเอง นายแค่เอาอะไรก็ได้ที่มีปลายแหลมไปแทงตรงจุดกึ่งกลาง “ คนพูดยังคงอธิบายต่อไปราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

            “ แค่นี้ แน่ใจได้ไงว่าจะสำเร็จ ” น็อกซ์มองด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ จนคนถูกมองร้อนตัว

            “ เชื่อดิ สำเร็จล้านเปอร์เซ็นต์ เอาหัวเป็นประกัน ”

            “ หัวเหรอ ถ้าไม่สำเร็จ สาบานได้เลยฉันจะดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดกลับมาเพื่อทึ้งหัวแกแน่ ” ใบหน้าบ่งบอกว่าเอาจริงของน็อกซ์ ทำเอามุยเสียวสันหลังวาบ

            “ งั้นเรามาฟังข้อต่อรองกันดีกว่า ” น้ำเสียงที่อธิบายเรื่อยเปื่อยกลายเป็นระรื่นทันที เมื่อพูดถึงข้อต่อรอง เด็กชายอยากจะบ้า ข้อต่อรองอะไรอีก ไม่มีข้อแม้สักอย่างจะเป็นไรไหม อาการปวดหัวแปลบเล่นงานหนักมากขึ้น เค้าเหนื่อยที่จะคุยกับไอ้คนตรงหน้าเต็มทนแล้ว ถ้าจะบอกว่าไม่ คงปล่อยให้เค้าตายสินะ จึงต้องจำใจขอฟังข้อเสนอ

            “ พูดมา ” เสียง เย้ หลุดออกมาเบา พร้อมทำท่ากำมือชูขึ้นเหนือหัวอย่างคนได้รับชัยชนะ

            “ นายต้องยอมให้ฉันโอนอายุไขทั้งหมดของนายมาเป็นของฉัน หากนายตกลง ฉันรับรองว่าจะทำให้นายกลับบ้านได้อย่างแน่นอน “

            “ ห๊ะ นายจะให้ฉันตายเหรอ บ้าสิ ใครจะยอม “ น็อกซ์แทบจะตะโกนออกมา มือกำแน่นยิ่งโมโหยิ่งรู้สึกอยากจะเป็นลมมากขึ้น เหงื่อผุดบนใบหน้าราวกับโดนสาดน้ำไม่สิต้องบอกว่าสาดทั้งตัวเลยเหอะ

            “ no นายยังมีชีวิตอยู่จนกว่าฉันจะยอมให้นายตายได้ “ ความสงสัยเริ่มมากขึ้น ปากเล็กแห้งผาก จากการเริ่มขาดเลือด อาการปวดหัวเริ่มรุนแรงขึ้น เค้าไม่อยากถามอะไรไปมากกว่านี้แล้วเรื่องที่พูด เป็นอะไรที่ไม่สามารถเข้าใจได้ในตอนนี้ทั้งนั้น วินาทีนี้เค้าแค่อยากกลับบ้าน คนตรงหน้าก็บอกว่าเค้าไม่ได้ตายสักหน่อย สู้เอาแรงที่เหลือไปจัดการเจ้าผีนั่นแล้วรีบกลับบ้านดีกว่า

            “ ตกลง “ เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก การเลือกที่จะคว้าความช่วยเหลือของคนตรงหน้าไว้ จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ พื้นเริ่มวูบไหว จนต้องเอามือยันผนังเพื่อพยุงร่างกายเอาไว้ไม่ให้ล้มหน้าทิ่มลงไปก่อน

            “ งั้นฉันไปก่อนละ จะรีบไปจัดการเอ๊ย ไปล่อเจ้านั่น อย่าลืมสัญญาละ “ ยังไม่วายหันมาย้ำ แล้วเปิดประตูออกไปทันทีโดยไม่กลัวว่าจะเจอเจ้าผีนั่นอยู่หน้าห้อง

            “ แล้วรู้เหรอว่ามันอยู่ไหน “ ใบหน้าซีดเพราะเลือดออกเยอะ ถามขึ้น ภาพเด็กชายผมขาวชักจะพร่าเลือนจนต้องสะบัดหน้าเพื่อปรับสายตา

            “ รู้สิ ของกล้วย ๆ ไปละ “ มุยหันหลังทำท่าจะออกเดินอีกครั้ง เป็นต้องชะงัก เด็กชายตีหน้ายุ่ง

            “ เดี๋ยว นาย “ น็อกซ์ลังเลที่จะถาม แต่หากไม่ถามตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะถามตอนไหน คนรอฟังคำถามขมวดคิ้วรอคอย “ นายมีพี่ชายที่อายุเยอะกว่าหรือเปล่า “

            ” ไม่มี “ คำตอบสวนกลับมาทันทีโดยเจ้าตัวแทบไม่ต้องคิด มุยออกเดิน สายตาสงสัยของน็อกซ์ยังคงมีอยู่

            ‘ งั้นนายเป็นใคร ไม่สิเป็นอะไรกันแน่ ’

            “ ความลับ “ คนผมดำสะดุ้งเฮือก เค้าแน่ใจว่าไม่ได้ถามออกไป แค่คิดในใจ มุยเดินจากไปพร้อมโบกมือลาสองสามทีแม้จะอยู่ในความมืด แต่ผมสีขาวเหลือบน้ำเงินอ่อนสะท้อนกับแสงจันทร์จนสามารถมองเห็นในที่มืดได้ชัดเจน น็อกซ์เองพยายามประคองสติและรวบรวมแรงใจหันหลังกลับ เดินไปยังห้องเรียนของตัวเองถัดไปอีกห้องหนึ่ง ทิ้งความสงสัยทั้งหมดไว้ข้างหลัง เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งหาคำตอบในตอนนี้บวกกับสมองที่คิดอะไรที่ซับซ้อนไม่ออก สู้เอาแรงกับสติที่เหลืออยู่ ลากสังขารไปจัดการเรื่องราวให้มันจบ ๆ ไปดีกว่า

 

ตอนที่ ลืมตาตื่น จบ

          จากคำบอกเล่าของมุยบอกว่าเจ้าผีตัวนั้นไม่ได้อยู่ในห้องเรียนของพวกเราแล้ว น็อกซ์ยืนอยู่หน้าประตูห้องที่แง้มเปิดครึ่งนึงด้วยหัวใจที่เต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ โผล่หัวเข้าไปใช้ตากวาดมองรอบห้องอีกครั้ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าภายในห้องมีแค่ความว่างเปล่า จึงเดินเข้าห้องเรียนมาด้วยความโล่งใจ ความตึงเครียดคลายลง อย่างน้อยเจ้านั่นก็ไม่ได้โกหกเค้าละ

            ‘ แกรก ‘ เท้าเล็กเหยียบเข้ากับดินสอกดสีเงินเปื้อนเลือดที่เค้าใช้จิ้มแขนตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจเจ้าผีตัวนั้นก่อนหน้านี้ ร่างเล็กก้มลงเก็บมันขึ้นมาถือไว้ในมือและกำไว้แน่น ตาสีดำจ้องไปยังโต๊ะเลขที่เจ็ดเกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียน อึดอัดราวกับอากาศรอบโต๊ะถูกบีบอัด น็อกซ์รวบรวมสติให้กำลังใจตัวเอง หากไม่ทำ เค้าจะไม่ได้กลับบ้านตลอดกาล นั่นหมายถึงต้องตายเป็นผีอยู่ที่นี่ การจะหลุดพ้นไปได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ มือกำดินสอกดแน่น เหงื่อผุดเต็มใบหน้า หน้าโต๊ะเจ็ดเหมือนมีพลังดึงดูด เสียงโหยหวนกรีดร้องแหลมน่าเวทนาด้วยความเจ็บปวดทั้งคำสาปแช่ง ขอความช่วยเหลือ เสียดแทงเข้ามาไม่หยุด เด็กชายยกมือขึ้นปิดหู แต่มันไม่ช่วยให้เสียงเหล่านั้นเบาลงได้เลย เพราะมันไม่ได้ดังขึ้นจากภายนอก แต่กลับดังก้องอยู่แค่ในหัวของเค้าคนเดียวเท่านั้น น็อกซ์ใช้แรงที่มีง้างแขนขึ้น ใบหน้าซีดพยายามข่มความเจ็บปวดทางหูที่กำลังปะทุดังรุนแรงมากขึ้นจนมีเลือดไหลออกมาจากหู เหมือนมันรู้ว่าเค้าเป็นตัวอันตรายต่างจากในตอนแรกที่เป็นแค่เหยื่อ ชั่วอึดใจร่างผอมบางกลั้นใจปักดินสอกดลงตรงจุดกลางโต๊ะ

            ‘ เปรี๊ยะ ’

            “ โอ๊ย “ วินาทีที่ปลายดินสอจิ้มลงบนโต๊ะ ราวกับมีคลื่นไฟฟ้าปกป้องมันไว้ แล้วก็ตามก็มาด้วยเสียงร้อง... น็อกซ์ถอยห่างด้วยความเจ็บปวด มือที่กำปากกาเป็นแผลไฟไหม้ขนาดใหญ่จนตัวด้ามดินสอสีเงินเริ่มละลายติดมือเล็ก เลือดไหลซิบ น็อกซ์กัดฟันข่มความเจ็บกลิ่นเนื้อไหม้ผสมกับกลิ่นพลาสติกละลายโชยเข้าจมูก แล้วก็เป็นกลิ่นเนื้อเค้าเองด้วย

            ‘ ให้ตายสิไอ้บ้ามุย ทำไมมันไม่บอกว่ะ ว่าที่โต๊ะมันมีการป้องกันด้วย ’ เค้าไม่กล้าคลายมือออกจากดินสอ เพราะถ้าคลายออกเค้าต้องเป็นลมล้มพับไปเพราะเห็นแผลไฟไหม้อันสยดสยองแน่ จากที่เจ็บตัวสะบักสะบอมเนื้อตัวสกปรกจากการคลานเพื่อหลบซ่อนวิ่งหนีอยู่แล้ว ยิ่งเจ็บหนักเข้าไปอีก

            ตึง ตึง ตึง เสียงวิ่งดังก้องไปทั้งพื้นไม้ น็อกซ์สะดุ้งมองไปยังหน้าประตูห้อง

            “ มันไปทางนั้นแล้ว รีบจัดการเร็ว!!!” เสียงมุยตะโกนมาจากชั้นสามหรือที่ไหนเค้าก็ไม่แน่ใจนัก แต่เชื่อว่าเจ้านั่นต้องตะโกนออกมาสุดเสียงแน่ น็อกซ์ยันตัวลุกขึ้นง้างมือขึ้นอีกครั้ง

            ปัง !! ประตู หน้าห้องเปิดออกอย่างแรก เด็กชายที่กำลังง้างมือกลางอากาศหยุดชะงักหันหน้ากลับมามอง พบเด็กชายในชุดนักเรียนใบหน้าเปื้อนโคลนสีหน้าแหว่งเละไปข้างนึงเลือดสีดำ เข้มส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งราวกับกลิ่นเนื้อเน่า ดูจากแผลที่เกิดขึ้นมันยังสดใหม่เกรี้ยวกราดอย่างเห็นได้ชัด มันกำลังโกรธและมากด้วย

            ‘ มุยมันไปทำอีท่าไหนว่ะ ทำไมมันกลับมาด้วยสีหน้าแทบจะฆ่าล้างโลกอย่างนั้น ’ พร้อมกับเสียง ‘ ผัวะ ’ ประตูหลังห้องเปิดออก เด็กชายหัวสีขาวปนน้ำเงินอ่อนยืนหอบตัวโยนราวกับไปวิ่งแปดร้อยเมตรเสร็จมาหมาด ๆ ใบหน้าขาวถลึงตาใส่เค้าอย่างไม่พอใจเช่นกัน อะไรกันเนี่ยะ ทำไมต้องมีคนทำหน้าไม่พอใจใส่ฉันทั้งนั้น น็อกซ์อยากจะร้องไห้เต็มทน มองคนตะโกนด่าเค้าอยู่ทางประตูหลังห้อง ทำไมมาหลังห้อง แล้วผีตัวนั้นอยู่หน้าห้อง เจ้ามุยมันปีนผนังตึกขึ้นมาหรือไง

            “ ไอ้บ้า มัวแต่ยืนใจลอย ทำไมไม่รีบทำลายมัน จะมัวรออะไรอยู่ห๊ะไอ้เบื๊อก! “ คนที่อดรนทนไม่ไหวยืนตะโกนอยู่หลังห้องแทบจะลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นให้ได้ราวกับเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจ ตาก็มองไปยังผีอีกตัวที่ยืนนิ่งหากใบหน้าที่เค้าทำ ให้เกิดรอยแผลเหวอะหวะเองกับมือตีสีหน้านิ่งโกรธอยู่หน้าประตูอย่างกำลังดู เชิงกันอยู่ เจ้าผีตัวนั้นเองมันก็คงกำลังดูท่าทีของน็อกซ์ไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้เช่นกัน คำว่าไอ้เบื๊อก ช่างเสียดแทงความรู้สึกน็อกซ์เหลือเกิน ได้ยินแล้วชวนหัวเสียยังไงไม่รู้

            “ เฮ้ย มันมาแล้ว รีบลงมือเร็ว “ มุยตะโกนอีกครั้ง เท้าออกวิ่งถลามาเพื่อช่วยกันผีตัวนั้น เล่นกันทีเผลอมันขี้โกงนี่หว่า น็อกซ์ตกใจ มือที่ค้างอยู่กลางอากาศในตอนแรกกลับมาขยับยกและปักลงด้วยความไวอีกครั้ง ขอให้สำเร็จทีเถอะ

            ฉึก วินาทีที่ปลายปากกาปักลงบนโต๊ะและจมหายไปครึ่งด้าม ของเหลวข้นสีเขียวมีฟองผุดทะลัก ไหลเยิ้มเป็นทางมุยวิ่งมาหาด้วยสีหน้าแตกตื่น ตามด้วยเสียงระเบิดสนั่น น็อกซ์หันไปมองต้นเสียงเป็นผีร้ายที่ระเบิดตัวเองเหมือนลูกโป่งแล้วระเหยหาย ไปในอากาศไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นให้เห็น มันกลวงโบ๋จริงอย่างที่มุยบอกไม่มีผิด เด็กชายพยายามดึงมือที่เต็มไปด้วยแผลออกจากด้ามปากกาของเหลวสีเขียวข้นกำลัง จะล้นขึ้นมาถึงมือเค้าอยู่แล้ว ราวกับมันมีชีวิตและกระหายเลือดเนื้อของสิ่งที่อยู่ไม่ไกลมัน ตอนนี้ฝ่ามือเล็กผสานแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับปากกาความเจ็บแสบรุนแรงขึ้น แค่ขยับปล่อยจากปากกา ด้ามก็จะหลุดตามมาด้วย เท่ากับว่าเค้าปล่อยมือออกไม่ได้ ความจริงข้อนี้ทำให้น็อกซ์ตัวชาวาบ เงยหน้าขึ้นคนผมขาวที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า เสียงแหบแห้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

            “ แก รู้อยู่ก่อนแล้วใช่ไหม ว่ามันจะเป็นแบบนี้ “ แวว ตาคนถามเริ่มพร่าเลือน ลำคอตีบตันความสิ้นหวังกำลังเข้าจู่โจม มันโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กอายุแค่นี้ ใบหน้าร้องไห้ราวกับจะขาดใจของแม่ฉายชัดในความทรงจำผุดขึ้น มันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และแม่คงร้องไห้หนักกว่าเก่า ร่างผอมบางทรุดลงมือยังคงกำปากกาแน่น เมื่อรับรู้ว่าชีวิตตัวเองคงต้องจบลงในไม่กี่นาทีข้างหน้า เรี่ยวแรงจะยืนยังไม่มี เด็กชายในชุดนักเรียนผมสีขาวเหลือบน้ำเงินอ่อน นั่งลงตรงหน้าน็อกซ์เช่นกัน เอามือเกาคาง หากสายตากลับทอประกายทำให้คนมองหมั่นไส้ไม่เปลี่ยน

            “ ฉันเห็นแล้วว่า แม่นายร้องไห้ยังไง จำข้อแลกเปลี่ยนได้ไหม “ คำพูดที่ฟังดูลอยมาจากที่ไกลแสนไกลดังขึ้น ทั้งที่มุยก็อยู่ตรงหน้าเค้า ดวงตาที่พร่าเลือนไปด้วยหยดน้ำตา พยักหน้าเป็นเชิงตอบให้ว่าจำได้ มือขาวซีด ยื่นมาตรงหน้า พลางกระดิกมือหงิก ๆ

            “ งั้นก็จับมือฉันไว้สิ เดี๋ยวก็ได้ตายจริง ๆ หรอก “ น็อกซ์ขมวดคิ้วลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงทุกที สมองกำลังจะหยุดทำงานรวมทั้งหัวใจเค้าด้วย ตาสีดำมองเห็นแค่มือขาวยื่นรอให้เค้าจับไว้ ประโยคนี้ฟังดูคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนหมับ

            ‘ มืด ทำไมมันมืดจัง นี่คือความตายเหรอ ‘ แรงสั่นสะเทือนเขย่าหยุกหยิกอยู่ข้างตัวเด็กชายเบี่ยงตัวหลบตีหน้ายุ่ง

            “ น่ารำคาญ “ แรงเขย่ายิ่งเขย่ามากขึ้นความหงุดหงิดพลุ่งพล่าน จะเขย่าอะไรกันหนักหนา

            “ ก็บอกว่ารำคาญโว้ย!! ” เด็กชายผมสีดำรัตติกาลลุกพรวดขึ้นจากการนอนหลับฟุบบนโต๊ะเลขที่เจ็ดเค้ามานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ได้ยังไง จุดและรอยลากของปากกาเมจิกบนโต๊ะไม้หายไปแล้ว สีหน้างุนงงเหมือนยังไม่ตื่นเต็มที่ หน้าต่างทุกบานยังเปิดไว้ แสงแดดสีส้มยามเย็นฉายผ่านหน้าต่างกระทบตาสีดำจนแสบตาต้องยกมือขึ้นป้องกันแสงไม่ให้เข้าตา เสียงโหวกเหวกดังมาจากสนามบอล นี่มันเวลาเลิกเรียนเหรอ

            “ นึกว่าต้องกระโดดขี่คอก่อนถึงจะยอมตื่น “ เสียงเล็ก เอ่ยขึ้นข้างตัว ผมที่เคยเป็นสีขาวเงินเมื่อสะท้อนกับแสงสีส้มของดวงอาทิตย์จนกลายเป็นสีส้มสด

            “ ทำสีผมใหม่เหรอ “ มุยหน้าหงิก ยกมือขึ้นทำท่าจะตบกบาลคนที่นั่งอยู่ ‘ ท่าทางจะยังไม่หายละเมอ ’ หากแต่สายตาดุชวนเสียวสันหลังวาบว่าลองดูสิ โดนถีบแน่ ที่ถูกส่งมาทำให้ต้องจำใจลดลงเปลี่ยนเป็นเกาหัวแก้เก้อแทนแล้วก้าวถอยหลังนิดนึงเพื่อเว้นระยะห่าง ‘ชิ พลาดโอกาสเอาคืนจนได้’ ทั้งคู่ต่างคนต่างเงียบ มุยจึงมองออกไปยังนอกหน้าต่าง เอ่ยพูดราวกับเล่าเรื่องธรรมดา

            “ จุด เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าจุดเกิดจากอะไร ที่ไหน หรือเมื่อไร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งของการให้กำเนิด มันจึงให้กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเส้น จักรภพ เอกภพ แต่สิ่งที่เราเจอกันมันคือความผิดเพี้ยนของจุด กำเนิด แทนที่จะเป็นผู้ให้ แต่กลับเป็นผู้ดึงดูด และ แย่งชิงทุกสรรพชีวิต ” มาถึงตรงนี้ น็อกซ์เริ่มไม่เข้าใจในสิ่งที่มุยกำลังพูดมากขึ้น

            “ จะบอกว่า จุดบนโต๊ะนั้นเหรอที่เป็นแหล่งกำเนิด งั้นทำไมมันมาอยู่ที่นี้” คนอธิบายส่ายหน้า น็อกซ์ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้

            “ บนโลกนี้ จุดใช่ว่าจะมีอันเดียวสักหน่อย ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า ใครเป็นคนทำให้จุดเริ่มผิดเพี้ยนต่างหาก “

            “ มีคนทำให้จุดผิดเพี้ยนได้ด้วยเหรอ “ มุยยิ้มอย่างเอ็นดู น็อกซ์ไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้เลยให้ตายสิเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กยังไงไม่รู้

            “ ได้สิ ถ้าจุด ถูกบรรยากาศรอบข้าง ส่งคลื่นรบกวน ยิ่งเป็นคลื่นในทางลบ ทำให้ความว่างเปล่าของจุดเกิดการเบี่ยงเบนนั่นก็คือ ความเกลียด ความกลัว ความโศกเศร้า รวมถึงคำสาปแช่งเข้าครอบงำ เหมือนกับการที่นายพูดภาษาไทย แล้วมีเพื่อนพูดภาษาต่างชาติ แรก ๆ นายจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เค้าพูด นานวันเข้าจากที่ไม่เข้าใจ นายจะค่อย ๆ เข้าใจและรับภาษานั้นเข้ามาเกิดการเปลี่ยนแปลงตามคนรอบข้างไง จุดอันนี้ที่เราเพิ่งทำลายไปก็เหมือนกัน มันดันมาเกิดผิดที่ อย่างในโรงเรียนที่มีความรู้สึกหลากหลาย สิ่งที่มันดูดซับได้มากที่สุด คือ ความเกลียดชังและการอยากทำลายล้างโดยการสูบชีวิตผู้อื่นเข้ามาเพื่อเติมเต็มการดำรงอยู่ของตัวมันเองใช่ไหม อ.ธวัช” พูดจบเด็กชายทั้งสองคนหันไปทางประตูห้องเรียนพร้อมกันราวกับว่ามีคนอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ยังไม่มีใครด้วยซ้ำไป ร่างสูงในชุดวอร์มสีน้ำตาลเข้มโผล่ออกมาจากหลังประตู ปากยิ้มแหยเมื่อถูกจับผิดได้ มือหนายกขึ้นเกาหัวพลางเดินเข้ามาในห้องเหลือบมองน็อกซ์ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ นิดนึง ด้วยสายตาหวาดกลัวเพียงครู่เดียวแล้วเปลี่ยนเป็นปกติแทบจะในทันที

            “ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเหรอ “ เด็กชายผมสีดำเอ่ยปากถาม และแสดงท่าทางหวาดระแวงออกมาตรง ๆ อย่างไม่ปิดบัง ว่า รังเกียจ แต่กลับได้รับท่าทางค้อนขวับด้วยอาการแง่งอนมาแทน

            “ เกี่ยวสิ จุดนั่นมันเริ่มในสมัยที่ฉันยังเรียนอยู่ที่นี้ ใครที่นั่งโต๊ะตัวนั้นจะต้องมีอาการแปลกประหลาด นั่งพูดคนเดียว เกิดอาการประสาทหลอนร้องโวยวายเสียงหลงแสดงท่าทางหวาดกลัว จนสุดท้ายต้องจบชีวิตบนโต๊ะตัวนั้นทุกราย จึงห้ามไม่ให้มีคนนั่งตัวนั้น โดยการบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ว่าโต๊ะเลขเจ็ดมีอาถรรพ์จากคำสาปแช่ง ใครได้นั่ง หรือแม้แต่เอ่ยถึงจะต้องหายสาบสูญโดยไม่รู้ถึงสาเหตุ แต่ตอนนี้มันคงจบลงแล้วสินะ “ อ.ตีหน้าเศร้าหันมามองทั้งสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก น็อกซ์มองมุยรู้สึกตื้อตันในลำคอพูดอะไรไม่ออก ใช่มันจบแล้ว กว่าเรื่องจะจบลงได้เค้าต้องเจ็บไปตั้งกี่รอบ ต่อสู้กับความกลัวความหวาดหวั่นในใจตัวเองที่ขัดแย้งกันมาเองไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

            “ คนแรกที่นั่งโต๊ะตัวนี้คือเพื่อนของครูเอง เดิมเพื่อนของครูคนนี้เค้าเป็นคนเงียบและเก็บตัวทำให้เพื่อนร่วมชั้นต่างพากันกลั่นแกล้ง มีหลายครั้งที่โดนแกล้งแล้วครูไปช่วยไว้ไม่ทัน มีหลายครั้งที่ครูรู้แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้ไปมากกว่าปลอบใจและเอาผ้าชุบน้ำเช็ดเศษดินโคลนที่เปื้อนตามตัวออกให้ ” ตาสีสนิมเอ่อไปด้วยน้ำตา

            “ เค้าชอบเล่าให้ครูฟังเสมอว่าเห็นอะไรแปลก ๆ ตั้งแต่นั่งโต๊ะตัวนี้ เค้าเล่าว่ามีจุดแปลก ๆ บนโต๊ะ ที่ส่งเสียงเรียกเค้าอยู่ตลอดเวลา ” น็อกซ์ หันมามองมุยอึกอัก จะไม่ให้มีเสียงแปลกประหลาดได้ไง ในเมื่อในโต๊ะตัวนี้มีสิ่งน่ากลัวอยู่ ธวัชเห็นสีหน้าของนักเรียนใหม่ของตนจึงรู้ว่าคงเจอมาเหมือนกับเพื่อนเค้า สินะ ใบหน้าคมสันหม่นเศร้าเมื่อคิดถึงเรื่องในตอนนั้น

            “ การกลั้นแกล้งที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้เพื่อนของครูเลิกพูดคุยกับทุกคนแม้แต่กับครูเอง พ่อแม่ของเค้าต่างพากันเมินเฉย ไม่สนใจ จิตใจของเด็กอายุสิบเอ็ดปีที่ทุกข์ระทมเจ็บปวดสาหัสเกินกว่าจะเยียวยาได้ ”

            “ หลังจากนั้น เพื่อนในห้องที่นั่งใกล้เพื่อนครูก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่มีใครหาตัวพบอีกเลย หากเพื่อนครูกลับเอ่ยขึ้น ว่า เด็กคนนั้นได้ไปยังโลกอันไร้ความสิ้นสุด อยู่ในที่ ๆ เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง ครูยังจำใบหน้าของเพื่อนในตอนนั้นได้ดี มันดูบิดเบี้ยว แววตาดูเลื่อนลอยเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว “ เล่าถึงตรงนี้ร่างสูงสั่นเบา ๆ ราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงของความน่ากลัวอันสยดสยองนั่นอีก ก้มลงมองมือนึกถึงภาพเพื่อนสนิทของเค้านั่งอยู่บนโต๊ะมีดินโคลนเลอะตามตัว สกปรกมอมแมม    ครูธวัชยืนนิ่งไม่ไหวติง มือเย็นเฉียบแตะลงบนมือใหญ่ ธวัชเหมือนจะรู้สึกตัว

            “ อย่าตกลงไปหามันนะ ไม่งั้นนายจะไม่ได้กลับมาอีกแน่ “ ใบหน้าขาวซีดดูจริงจัง แววตาคมกริบจ้องมองมา ผมสีขาวเหลือบน้ำเงินสะท้อนแสงสีส้มยามเย็นดูเป็นผู้ใหญ่เกินเด็ก

            โป๊ก !!

            “ โอ๊ย เจ็บนะ ทำอะไรหน่ะ “ ผู้เป็นเด็กกว่าได้รับมะเหงกหนึ่งทีแรง ๆ มันดังจนน็อกซ์กลั้นยิ้มไม่อยู่ด้วยความตลก  มุยตีหน้าเหมือนเด็กโดนผู้ใหญ่กลั่นแกล้งนึกแล้วอยากจะร้องไห้ คนเค้าอุตส่าห์ช่วยทำไมต้องเขกหัวกันด้วย ธวัชมองมือเล็กที่ยกขึ้นลูบหัวสีขาวของตัวเองราวกับมันเจ็บมากมายจนเกิดอาการหมั่นไส้ขึ้นมาตงิด ให้รู้ซะมั้งว่าใครเป็นผู้ใหญ่ ใครเป็นเด็ก

            “ หรือจะเอาอีกที “ ร่างเล็กกระโดดหนีทำหน้าขยาดกลัว หากยังไม่ลืมแยกเขี้ยวขู่ เมื่อเห็นอาจารย์หนุ่มยกมือขึ้นทำท่าจะแจกมะเหงกอีกรอบ

            “ แล้วเพื่อนของครูละครับ หายไปด้วยเหรอ “ น็อกซ์เอ่ยถามเพื่อให้ทั้งคู่กลับเข้าเรื่องเดิมที่ยังคุยกันไม่จบ ผู้เป็นครูจึงกระแอมไอสองสามทีแล้วเล่าต่อ

            “ ใช่ หายไปต่อหน้าต่อตาครูนี่ละ หายไปตรงที่พวกเรากำลังยืนคุยกันอยู่ตรงนี้ละ ” ธวัชมองโต๊ะตัวนั้นอีกครั้ง หากแววตาไม่แสดงความหวาดกลัวอย่างคราแรก กลับฉายแววเสียใจแทน

            “ เพื่อนครูยิ้มด้วยใบหน้าที่เป็นสุขราวกับจะได้ไปอยู่โลกที่มีความสุขกว่านี้ พร้อมชักชวนให้ครูไปอยู่ด้วย เมื่อครูปฎิเสธเพราะความหวาดกลัว เค้าก็ถูกจุดบนโต๊ะดูดหายเข้าไป “ จนมาถึงทุกวันนี้ ยังเสียใจว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่รั้งตัวเค้าไว้ หรือเพราะ ใบหน้าเปื้อนยิ้มอันมีสุขนั่นหรือเปล่านะ จึงทำให้ธวัชไม่กล้าเอ่ยรั้งตัวไว้ หากอยู่ในโลกนี้เพื่อนเค้าคงต้องทนทุกข์จากการกลั่นแกล้งและ ถูกพ่อแม่หมางเมิน

            งั้นนี่คงเป็นเหตุผลที่มันเลือกเค้าซินะ เพราะมันคิดว่าเค้าเหมือนมัน หมดอาลัยในชีวิต ถูกกลั่นแกล้ง เพื่อนร่วมห้องรังเกียจ สภาพภายนอกที่มันเห็น จึงคิดว่าง่ายต่อการชักจูงให้มาอยู่อีกโลกหนึ่ง’ ในที่สุดน็อกซ์ก็รู้เหตุผลที่ถูกเลือก 

            “ ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนที่นั่งโต๊ะตัวนี้จึงหายตัวไป รวมทั้งคนที่เอ่ยถึงโต๊ะตัวนี้ก็จะตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ จึงมีกฎห้ามนั่งโต๊ะตัวนี้ “

            “ งั้นทำไม ไม่ย้ายมันไปเก็บไว้ที่อื่นละครับ “ น็อกซ์สงสัยมาก ทำไมมันยังอยู่ที่เดิม จากการลองคาดคะเนดูโต๊ะตัวนี้คงอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปีแล้วสิ หากมันอันตรายทำไมไม่มีคนคิดจะย้ายมันไปไว้ในที่ปลอดภัยละ

            “ ไม่ได้หรอก นายเคยแตะต้องมันด้วยความรู้สึกที่คิดจะกำจัดมันแล้วโดนอะไรเข้าไปละ “ มุยบอก พลางมองหน้าน็อกซที่กำลังมองมือตัวเอง แล้วอาการขนลุกขนชันก็เกิดขึ้น ไฟฟ้าช็อตหนะสิถามได้แถมเจ็บมากด้วย

            “ เอาเป็นว่า ตอนนี้โต๊ะตัวนี้ย้ายไปได้แล้ว ทางที่ดี กำจัดมันซะ ไม่อย่างนั้นจุดจะกลับมาอีกครั้ง เพราะโต๊ะตัวนี้เป็นตัวสื่อเชื่อมโยงจุดให้สถิตและเปิดรับทุกสิ่ง โต๊ะตัวที่เจ็ด ไม่จำเป็นต้องมีอีกแล้ว เอามันออกไปซะ ไม่ต้องเอาโต๊ะตัวไหนมาตั้งด้วยปล่อยให้มันกลับเป็นที่ว่างเปล่าก็พอ” ทั้งคู่ฟังมุยพูดด้วยความตั้งใจ น็อกซ์คิดว่าจะกำจัดมันได้สิ้นซากแล้วแท้ ๆ ที่แท้แล้วเราแค่กำจัดตัวภาชนะ ไม่ได้กำจัดแหล่งกำเนิดที่แท้จริง

            “ ขอบใจพวกนายมากนะ “ ธวัชยิ้ม ความโล่งอกในรอบหลายสิบปีเกิดขึ้น เค้าไม่ต้องทนดูเด็กนักเรียนของตนหายตัวไปอีกแล้ว

            “ อย่าลืมข้อแลกเปลี่ยนของเราละ “ เด็กชายผมสีดำในชุดนักเรียนหันมามองเจ้าหัวขาวพร้อมทำท่าทางตกใจ  พร้อมทำปากพะงาบ อ่านได้ว่า

            ‘ แกไปทำข้อแลกเปลี่ยนอะไรเอาไว้อีกว่ะ ‘ หากได้รับรอยยิ้มอันสดใสเอิบอิ่มมาแทน รู้สึกคันมือตงิด ๆ อยากฟาดคนตรงหน้าชะมัด เค้าชักไม่อยากรู้ว่ามุยเป็นอะไร หรือถามอะไรอีกแล้ว ทุกอย่างคือความฝัน หรือความจริง หรืออะไรกันแน่ แค่เจ้าหมอนี่รักษาสัญญาว่าจะพากลับบ้านแค่นั้นก็พอแล้ว

            “ เฮ้อ งั้นเรากลับบ้านกันเถอะ “ น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่รู้จักกันมาความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ เป็นครั้งแรกที่ดีใจและมีความสุขเมื่อได้ยินคำว่ากลับบ้านกันเถอะ น็อกซ์ยกยิ้มนิดนึง นิดนึงจริง ๆ ลุกขึ้นเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเอง คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง ตามองมือข้างที่คิดว่าน่าจะมีรู และมืออีกข้างที่น่าจะเป็นแผลเหวอะเนื้อหลุดจากการถูกละลายจนไหม้มันกลับหายไป มือซ้ายกำแน่น ความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้นยังคงหลงเหลืออยู่

“ กลับบ้านกันเถอะ “ น็อกซ์เอ่ยขึ้น เดินออกจากห้องไป มุยฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมวิ่งตามไปกอดคอ ด้วยอาการดีใจกระโดดตัวลอย อย่าให้เปรียบเทียบเลยว่าเหมือนกับตัวอะไร

            “ เย้ ๆ กลับบ้านกัน “ หากต้องกระโดดหลบเท้าที่ยกขึ้นถีบพัลวัน เสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นทั้งระเบียง อ.ธวัชมองตามหลังศิษย์ทั้ง คนไปด้วยรอยยิ้ม ภาพสมัยเด็กของธวัชซ้อนทับกับภาพปัจจุบัน ครั้งหนึ่งเค้าเคยมีความสุขอย่างที่เด็กพวกนี้มี รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฎขึ้นพร้อมเสียงผิวปากอารมณ์ดีดังก้องไปทั่วเผื่อเสียงเพลงนี้จะส่งไปถึงเพื่อนสนิทของเค้าที่ลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว พร้อมเดินออกจากห้องเพื่อกลับบ้านของตัวเอง...

            จุดยังคงให้กำเนิดต่อไป

 

บทส่งท้าย

            อากาศเช้านี้หนาวเป็นพิเศษเด็กชายผมสีดำยกมือขึ้นควานหาผ้านวมผืนใหญ่ที่หายไปไหนไม่รู้ เพราะรู้สึกหนาวปลายเท้าทั้งที่ตายังปิดอยู่ การดิ้นขยุกขยิกข้างตัวสร้างความรำคาญให้เค้าเป็นอย่างมาก มือเล็กคลำไปจนเจอผ้านวมข้างตัวม้วนเป็นก้อนกลม ทำให้น็อกซ์ต้องลืมตาขึ้นมองก้อนที่ว่านั้น เมื่อวานเจอเรี่องน่ากลัวและทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ จนวันนี้ต้องหยุดเรียนและอ้างกับแม่ว่าไม่สบายอยากหยุดพักผ่อน ร่างเล็กในชุดนอนลุกขึ้นมา คิ้วขมวดเข้าหากัน ผมสีดำยุ่งเหยิงเอียงคอมองก้อนกลม ๆ นั่น ด้วยความสงสัย พลางเอามือไปดึงผ้านวมออก พบใบหน้าขาวซีด นอนหลับตาพริ้ม  ราวกับตกอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุข ผมสีขาวเหลือบน้ำเงินอ่อนยุ่งเหยิงงยิ่งกว่าผมเค้าเท่าตัว นอนตะแคงกอดผ้านวมแน่น ความรู้สึกโกรธพุ่งพรวด แทบจะระเบิด

            โครม คนนอนหลับสบายถูกถีบตกเตียงพร้อมกับเสียงร้อง โอ๊ะ   ใบหน้าขาวสะลึมสะลือ ผมชี้เป็นรังนก  มองไปรอบห้อง เจอเจ้าของเตียงนั่งใบหน้าแดงก่ำราวกับจะพ่นควันออกมาจากปากได้ 

            “ แก เข้ามาในห้องฉันได้ไง แถมยังขึ้นมานอนบนเตียงของฉันอีก ” มุยกะว่าจะเล่นบทตีหน้าเศร้าทำให้ดูน่าสงสาร กลับเป็นยิ้มทะเล้นแทน นั่นยิ่งเพื่มความโกรธเคืองให้น็อกซ์เข้าไปมากกว่าเดิมอีก

            “แม่อนุญาตเองละ “ เปิดห้องนอนเปิดออกพร้อมผู้หญิงสาวผมสีดำสนิทยาวรับเป็นหางม้าเอาไว้ด้านหลังและสวยเกินกว่าจะเชื่อได้ว่ามีลูกโต อายุ 11 ปีแล้ว สวมผ้ากันเปื้อน รอยยิ้มกว้างระบายไปทั้งใบหน้า ผู้เป็นลูกถอนหายใจและสูดหายใจเข้าเพื่อระงับโทสะ

            “ แม่ เจ้านี้มันเป็นหมา แมวหรือไง ถึงอนุญาตให้อยู่ที่บ้านได้หน่ะ !! ”  เสียงราบเรียบเหมือนฟ้าสงบก่อนพายุเข้าน่าเศร้าที่ทั้งสองคนในห้องกลับไม่มีต่อมรับรู้ถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย นิ้วชี้กราดไปยังเจ้าหัวขาวที่นั่งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม แม่แสดงสีหน้าครุ่นคิด ราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร มุยลุกขึ้นไปยืนข้างแม่ทำสีหน้าออดอ้อน

            “ ต๊าย น็อกซ์น้อยใจเหรอลูก ไม่เอาน่า แม่แค่อยากมีลูกชายเพิ่มอีกคน เพิ่มมาหนึ่งแม่ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกไม่ต้องห่วง “ พูดจบผู้เป็นแม่ส่งยิ้มกว้างสดใสมาให้ ไม่ต่างกับไอ้ผมขาวยืนยิ้มด้วยชัยชนะที่เหนือกว่า อ่า เหมือนกันชะมัด ตกลงใครเป็นแม่ เป็นลูกใครกันแน่ว่ะ แล้วทั้งเช้านั้นอาการหัวเสียยังมีต่อไป ผู้เป็นลูกแท้ ๆ จึงได้แต่ยืนควันออกหูใบ้กิน

            “ รู้ว่าแค่เพิ่มมาหนึ่งชีวิตขนหน้าแข้งไม่ร่วง แต่ซี้ซั้วเอาใครไม่รู้มาอยู่ด้วยเนี่ยนะ “

            “ ซี้ซั้วที่ไหน มุยเล่าให้ฟังทั้งหมดแล้วว่าได้ช่วยชีวิตลูกไว้ยังไงบ้าง เอาละ ลงไปกินข้าวกันเถอะ แม่ทำข้าวต้มซี่โครงหมูไว้ให้ “ ใบหน้าสวยเอ่ยขึ้นยิ้มด้วยแววตาที่พราวระยับเปี่ยมสุข

            “ เย้ “ ใบหน้าขาวดีใจระริกระรี้ เออออกันแค่สอง ไม่ถามความคิดเห็นเค้าสักคำ ทั้งคู่พากันออกจากห้องไป น็อกซ์ได้แต่ยืนอึ้ง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!!! 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

57 ความคิดเห็น

  1. #54 Mai Mono (@mai1271) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 19:13
    น่าจะเว้นวรรคหน่อยน่ะ
    #54
    0