ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 8 : 八 เริ่มเรียนรู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,236
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,725 ครั้ง
    1 มิ.ย. 63

 

ช่วงระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมานี้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าชีวิตตนนั้นค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งนัก เช้าเรียนกับอาจารย์สามท่านที่ผลัดเปลี่ยนวันกันมาสอน ตอนบ่ายก็เรียนกับท่านลู่จิงประมาณสองชั่วยาม ตกค่ำก็เป็นอันต้องถูกน้องสามลากไปฝึกวิชาตัวเบาที่ตำหนักหย่งอวี้ ไหนจะต้องตื่นเช้าไปถวายพระพรเสด็จพ่อทุกเช้า

 

นี่เป็นครั้งแรก...ทั้งสองชาติของเย่ซืออวิ๋นที่ตนใช้ชีวิตได้ดูมีอันใดทำขนาดนี้

ดูท่า...หนทางแห่งการเป็นองค์ชายว่างงานของตนนั้นจะเป็นไปได้ยากยิ่งเสียแล้ว

 

ยังดีที่เสด็จพ่อไม่ทรงโหดร้ายกับตนเกินไปนัก เดี๋ยวนี้เย่ซืออวิ๋นสามารถไปฝากท้องที่ตำหนักจิ้งหยางได้ทุกเวลาแล้ว เรียกได้ว่าฮ่องเต้เสวยเวลาใดมักจะเรียกท่านเกาจิ้นให้มาตามเย่ซืออวิ๋นเสียทุกครั้งไป ซ้ำตกดึกว่านกุ้ยเฟยก็มักนำของว่างอร่อยๆ มาให้เป็นลาภปากอยู่เสมอ

“พี่ใหญ่ ท่านเหม่ออันใดอีกแล้ว” เสียงทักเบาๆ พร้อมมือที่โบกไปมาตรงหน้าทำให้เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ มองคนเรียกก่อนจะเอียงหน้าเล็กน้อย

“น้องสี่หรือ?” เย่ซืออวิ๋นคล้ายไม่แน่ใจเท่าใดนัก “เหตุใดเจ้ามาได้เล่า” ปกติน้องสี่ผู้นี้ดูจะไม่ค่อยอยากสนิทสนมกับเย่ซืออวิ๋นเท่าใด แม้เสด็จพ่อทรงรับสั่งให้น้องชายทั้งสามผลัดกันมารับเย่ซืออวิ๋นไปห้องเรียนของท่านลู่จิงที่เปลี่ยนไปมาตลอด แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่น้องสี่มารับตน

“ทำไม? ข้ามารับท่านไม่ได้...แค่ก” เย่หานแกล้งไอคอกแค่กหนึ่งเสีย พลางยกมือลูบหน้าอกตัวเองช้าๆ เย่ซืออวิ๋นเลยเบิกตาโต รีบคว้ามือน้องชายแล้วดึงเข้าไปในตำหนักลั่วสุ่ยทันที ปากก็บ่นงึมงำเบาๆ แต่มิอาจรอดพ้นประสาทสัมผัสของเย่หานและเจิ้งปินที่ตามมาอารักขาได้

“น้องสี่นี่นะไม่ไหวเลย ไม่ค่อยแข็งแรงก็ยังวางท่าใหญ่โต...ไม่รู้จักถนอมสุขภาพตัวเอง น่าตีนัก!”

เย่หานเลิกคิ้วมองมือเล็กๆ ที่ลากตนช้าๆ เดินเข้าไปด้านในตัวตำหนัก พี่ใหญ่ผู้นี้เป็นคนแรกที่เชื่อในการเสแสร้งของเขาอย่างเต็มเปี่ยม เชื่อแบบไม่สงสัยใดๆ ด้วย ซ้ำยังดูแลเสียดิบดีทุกอย่าง ทั้งใส่ใจอาหารการกิน เสื้อผ้าอาภรณ์

 

ใช่แล้ว...ราวเสด็จแม่ฮองเฮานั่นล่ะ

 

“ท่านหรือจะตีข้า” เย่หานเหยียดตามองเจ้าของตำหนัก เจตนายียวนชัดเจน แม้เขาจะสร้างภาพให้ตนขี้โรคแต่ก็ยียวนไม่น้อย อาจเพราะตนถือว่าสูงใกล้เคียงเย่ซืออวิ๋นทั้งๆ ที่อายุน้อยกว่าสามปีด้วย

 

เลยไม่ค่อยมองเย่ซืออวิ๋นเป็นพี่ใหญ่เท่าไหร่นัก

 

“ดื่มน้ำอุ่นก่อน ประเดี๋ยวใส่เสื้อคลุมทับด้วย ร่มน้ำมันที่ข้าให้เจ้าคราวก่อนเล่า?” เย่ซืออวิ๋นขอให้อันกงกงไปเตรียมตะกร้าผ้าและน้ำอุ่นให้ พลางยื่นแก้วหยกขาวชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับพระราชทานมาใส่น้ำอุ่นๆ แล้วส่งให้เย่หาน

“ร่มนั่น...” เย่หานเลิกคิ้ว พลันถลึงตามองเย่ซืออวิ๋นแวบหนึ่ง ทำเอาพี่ใหญ่กระพริบตาปริบๆ ว่าตนไปทำอันใดให้น้องสี่จอมอันธพาลผู้นี้เข้า “มิต้องมามองข้าตาใส เพราะร่มคันนั้นของท่าน ข้าเลยโดนเสด็จพ่อสั่งคัดธรรมสูตรหนึ่งร้อยจบ!”

คราวก่อนตอนไปเข้าเฝ้าตำหนักจิ้งหยางเย่หานนำร่มคันนั้นติดมือไปด้วย เพราะตนชอบลาดวาดบนร่มคันนั้น ใครจะนึกว่ายามเสด็จพ่อทอดพระเนตรเห็นจะขอดูและทรงยึดไว้เสียแล้ว ซ้ำยังสั่งให้ตนคัดลอกพระธรรมสูตรตั้งหนึ่งร้อยจบ หากไม่มีเจิ้งปิงที่เลียนแบบลายมือเขาจนชำนาญแล้วคอยช่วย เย่หานต้องมือชาเป็นแน่

 

แล้วดูคนต้นเรื่องสิมาทำตาใสใส่กันอีก!

 

“ข้าเกี่ยวอันใดด้วยเล่า” เย่ซืออวิ๋นทำแก้มป่องราวตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม พลางรับตะกร้าผ้าจากอันกงกงมาถือไว้ “อันกงกง ฝากไปถามท่านเกาจิ้นให้ข้าทีนะว่าวันนี้รับสำรับยามไหน”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” อันกงกงยิ้มให้องค์ชายผู้น่ารักใคร่เอ็นดูของตำหนักลั่วสุ่ย ฝากฝังองค์ชายของตนกับองค์ชายสี่เรียบร้อยก็สั่งนางกำนัลคนหนึ่งให้คอยรับใช้

“เราไปกันเถิดน้องสี่ วันนี้เรียนกับท่านอาจารย์ลู่ที่ไหนหรือ?” เย่ซืออวิ๋นจูงมือเย่หานไว้ พลางแกว่งเบาๆ หันมายิ้มหวานให้ เย่หานขมวดคิ้วมองพี่ใหญ่ที่ไร้รัศมีความเป็นพี่ใหญ่ อย่าคิดนะว่าเมื่อครู่เขาไม่เห็นว่าอีกฝ่ายสะดุดพื้นเรียบๆ แล้วยิ้มกลบเกลื่อนน่ะ เย่หานแย่งตะกร้าไม้สานนั่นมาก่อนจะส่งให้เจิ้งปิน ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายจูงมือเย่ซืออวิ๋นไว้แทน

“ศาลาคิมหันต์ทางทิศตะวันออก...ที่นี่อยู่ใกล้สวนดอกท้อ แม้ยามนี้ดอกท้อยังไม่บานทิวทัศน์ก็งดงามเหมาะกับการเล่าเรียน”

เย่ซืออวิ๋นลองจินตนาการภาพศาลางดงามและสวนดอกท้อที่แม้ไม่บาน ก็ยังมีกิ่งก้านงดงามสะท้อนแสงแดดยามสนธยา ซ้ำยังมีเหล่าผู้คนหน้าตาหล่อเหลางดงามนั่งอยูด้วยตั้งหลายคน

 

ต้องงดงามจับตาเป็นแน่!

คิดแล้วก็อยากวาดภาพนัก!

 

“ท่านไม่เคยไปหรือ?”

“ไม่...ข้าไม่ค่อยอยากออกไปไหนนัก มีเรื่องให้ทำตั้งมากมาย...ในวังก็มีทิวทัศน์งดงามจับตาอยู่ไม่น้อยสินะ” ชาติก่อนตนก็เก็บตัวมิได้ไปไหน มาชาตินี้ก็มีเรื่องวุ่นวายให้ทำตั้งมากก็ไม่ได้ไปไหนอีก

“ใช่แล้ว ออกมาข้างนอกเสียบ้างเถิด ระวังท่านจะซีดจนคล้ายวิญญาณติดตำหนักลั่วสุ่ยไปได้”

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว ทำแก้มป่องใส่น้องชายหนึ่งที “วาจาเจ้านี่นะน้องสี่”

“ท่านมีปัญหา?” เย่หานหัวเราะ กระแอมไปเบาๆ เย่ซืออวิ๋นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นห่วงแล้ว ขอกาน้ำอุ่นจากเจิ้งปินมารินใส่แก้วแล้วรีบส่งให้เย่หานดื่มทันที

“ไม่มีปัญหากับเจ้าแล้ว ดื่มน้ำอุ่นก่อน อย่าเพิ่งยียวนข้า...ค่อยๆ หายใจนะน้องสี่” เย่ซืออวิ๋นช่วยลูบหลังให้เย่หาน มองอย่างห่วงใยด้วย ทำเอาเจิ้งปินที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ นั้นได้แต่เบือนหน้าไปทางอื่น ราวไม่อยากเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเจ้านายรังแกองค์ชายใหญ่ผู้จริงใจและน่าเอ็นดูยิ่งผู้นี้

“เจ้านี่นะ ไม่ชอบหน้าข้าแล้วเหตุใดต้องทำให้ตัวเองลำบากนะ” เย่ซืออวิ๋นใช้ผ้าอุ่นๆ ซับโครงหน้าให้น้องชายอย่างอ่อนโยน คำพูดนั้นทำให้เย่หานนิ่งงันก่อนจะหลุบตาต่ำลง เขาจับจ้องใบหน้างดงามที่อยู่ใกล้เพียงคืบ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของใบหน้างามนี้คือดวงตา...

 

ดวงตาที่กลมโต งดงามสุกสกาวดุจดวงดารา

ทั้งยังใสซื่อบริสุทธิ์ยิ่งนัก

 

อาจจะจริงอย่างที่พี่ลู่ว่า...ดวงตาเช่นนี้ยากจะพานพบ

 

“ข้าไม่ได้ไม่ชอบหน้าท่าน”

“อืม ข้ารู้...เพราะน้องสี่นั้นใจดี เราไปกันเถิด ขืนเดินช้าประเดี๋ยวท่านอาจารย์ลู่จะลงโทษเราทั้งสองคนได้” แม้จะใจดีเพียงใด แต่ยามเรียนแล้วท่านอาจารย์ลู่นั้นเข้มงวดและจริงจังมาก ขนาดน้องรองหรือถิงอวี่ยังถูกลงโทษอยู่บ่อยครั้งยามมาสาย หรือแอบหลับในวิชาเรียน

คนที่เพิ่งเคยถูกชมว่าใจดีอย่างเย่หานนิ่งไปแล้ว ปล่อยให้มือเล็กๆ ลากตนไปตำหนักคิมหันต์ราวกับรู้ทางไป สุดท้ายก็เลี้ยวผิดทางจนเจิ้งปินต้องรีบไปขวางไว้แล้วชี้ไปอีกทาง เย่ซืออวิ๋นยิ้มแหะๆ ให้หนึ่งทีก่อนจะจูงมือเย่หานเปลี่ยนทิศทาง ทำเอาท่านองค์รักษ์เจิ้งที่ปกติเงียบขรึมเย็นชานั้นอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ แต่ขณะที่มองแผ่นหลังขององค์ชายทั้งสอง มุมปากเรียบตึงนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นมา

 

เขาสัมผัสได้ถึงสายลมของการเปลี่ยนแปลง

และมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี

 

....................

 

“วันนี้จบบทเรียนเพียงเท่านี้ องค์ชายทุกท่านโปรดกลับไปทบทวน พรุ่งนี้กระหม่อมจะสอบทุกท่าน...ปากเปล่า” ลู่จิงตวัดอักษรตัวสุดท้ายบนสมุดบันทึกเสร็จก็ส่งยิ้มให้ลูกศิษย์ทั้งสี่ที่มองตนตาขวาง...ไม่สิ มีเพียงองค์ชายใหญ่เท่านั้นแลที่กระพริบตาปริบๆ ราวกับกำลังออดอ้อนอยู่

“อาจารย์ลู่เช่นนี้จะโหดร้ายไปกระมัง พวกเราเพิ่งสอบกับท่านไปวันนี้...เมื่อครู่ วันพรุ่งยังจะสอบอีกเหรอ?” เย่เซียวผู้ขี้เกียจอ่านตำราท้วงติงขึ้นคนแรก ขนาดเย่หานผู้ชมชอบขัดพี่สามทุกเรื่องยังพยักหน้าเห็นด้วย

“ทำเช่นนี้จะได้ไม่ลืมบทเรียนอย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงยิ้มน้อยๆ สามารถรับมือกับองค์ชายทั้งหลายได้เป็นอย่างดี “ถ้าใครสอบผ่านกระหม่อมจะทูลขอฝ่าบาทให้ไปเป็นแขกที่จวนอัครเสนาบดีสักวันดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

คำว่าแขกที่จวนอัครเสนาบดีนั้นฟังดูแล้วยั่วยวนมาก ทำให้องค์ชายทั้งหลายตาวาวอย่างยินดีนัก เพราะการเป็นองค์ชาย เป็นเชื้อพระวงศ์นั้นทำให้โอกาสในการออกนอกวังแต่ละครั้งยากเย็นเหลือเกิน ซ้ำแต่ละครั้งยังต้องพาองค์รักษ์และทหารไปด้วยไม่น้อย ขาดความเป็นส่วนตัวไม่อาจทำตามใจได้ แต่ถ้าหากเป็นจวนอัครเสนาบดีลู่และคำขอของท่านลู่จิงนั้นย่อมตางออกไป

 

สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้นอกจากวังหลวงแล้ว

ก็มีจวนอัครเสนาบดีลู่อีกแห่ง

 

“ตกลง!” เหล่าองค์ชายขานรับพร้อมกันทันมี แม้องค์ชายรอง องค์ชายสามและองค์ชายสี่จะเคยไปเยือนจวนสกุลลู่มาบ้างแล้ว แต่จวนแห่งนั้นก็น่าประทับใจจนอยากไปอีกหลายครั้ง

“ถิงอวี่บ้านของเจ้าต้องน่าอยู่มากเป็นแน่” เย่ซืออวิ๋นมีท่าทีตื่นเต้น ยิ้มตาหยีไม่หยุด พลางมองลู่ถิงอวี่ที่กำลังนั่งรินชาส่งมาให้ตน

ยามที่เข้าเรียนกับท่านอาจารย์ลู่นั้นลู่ถิงอวี่จะมานั่งเรียนด้วยทุกครั้ง ลู่จิงเองก็สอนบุตรชายของตนเช่นเดียวกับที่สอนเหล่าองค์ชาย แม้สายตาคนภายนอกเช่นนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมไปบ้างแต่ในเมื่อเป็นรับสั่งของฮ่องเต้เย่เทียนหลงผู้ใดเล่าจะกล้าขัด ลู่จิงเองก็บอกได้ไม่เต็มปากว่าลู่ถิงอวี่นั้นเป็นลูกศิษย์ตน

 

เพราะอาจารย์จริงๆ ของลู่ถิงอวี่ ที่สอนสั่งเขาแทบจะทุกอย่าง

เป็นฮ่องเต้...เย่เทียนหลง

 

“เรือนฝูซิงนั้นกล่าวได้ว่างดงาม เจ้าต้องชอบเป็นแน่...” ลู่ถิงอวี่ยิ้มจาง คนแก้วชาด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนโยน เขาไม่ได้เติมน้ำผึ้งเพราะองค์ชายน้อยมิใคร่จะชอบรสหวาน ชอบรสดั้งเดิมของชาเสียมากกว่า...นิสัยเช่นนี้คล้ายฝ่าบาทอยู่หลายส่วน “ให้เจ้าไปนั่งวาดภาพได้ไม่รู้เบื่อ”

“จริงหรือ” เย่ซืออวิ๋นตาโต ชาติก่อนตนก็เคยได้ยินมาว่าจวนอัครเสนาบดีลู่นั้นงดงามมาก แต่เดิมที่ตรงนั้นเป็นอุทยานหลวงนอกวัง ต่อมาฮ่องเต้ในอดีตก็พระราชทานจวนให้คนสกุลลู่ กล่าวว่าที่นั่นมีบุปผานับร้อย งดงามทุกช่วงฤดูกาล ตอนเขารับลู่ถิงอวี่มาตำหนักนอกวังยังเคยได้ยินเหล่าข้ารับใช้จับกลุ่มกันคุยเลยว่าตำหนักนั้นสู้จวนอัครเสนาบดีไม่ได้สักกะผีก

 

เห็นทีต้องไปดูให้เต็มตาสักหน่อย!

 

“จริงสิ...ดื่มชาก่อน เรื่องสอบเรามาอ่านหนังสือด้วยกันดีหรือไม่” ลู่ถิงอวี่ยิ้ม น้ำเสียงไพเราะที่น่าฟังเป็นพิเศษของเขานั้นทอดเสียงแผ่วคล้ายกำลังออดอ้อน ฟังแล้วยุบยับในหัวใจจนเย่ซืออวิ๋นแก้มร้อนผ่าว อ้าปากน้อยๆ พลางกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่รู้ตัว

 

ถิงอวี่นี่ช่าง...งามเกินไปแล้ว!

ดูดีเกินไปแล้ว!

 

ลู่ถิงอวี่ที่เห็นท่าทางเช่นนั้นกลับยิ่งยกยิ้มมากขึ้น ดวงตาดอกท้อของเขาเป็นประกายแวววาวงดงาม มือขาวซีดแตะมือของเย่ซืออวิ๋นเบาๆ แม้มือนั้นจะค่อนข้างเย็นแต่สำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้ว มันอุ่นมาก

 

อุ่นไปจนถึงหัวใจ

 

“ซืออวิ๋นพวกเราอ่านหนังสือสอบกันสองคนดีหรือไม่?”

“อ้ะ...ดีสิ! ดียิ่ง” พอได้สติกลับมาเย่ซืออวิ๋นก็เป็นฝ่ายกระชับมือลู่ถิงอวี่ไว้พลางคลึงไปมาให้เกิดไออุ่น ก่อนจะถอนหายใจกระซิบเบาๆ “แต่ว่าข้าไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาวันนี้เท่าไหร่นัก ต้องรบกวนถิงอวี่แล้วนะ...แต่ถ้าเจ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน อย่างไรก็ต้องถนอมร่างกาย”

“ไหวสิ เรื่องแค่นี้เอง”

“จำได้หมดเลยหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต บทเรียนของท่านลู่จิงนั้นไม่ได้ยาก แต่ก็ไม่ได้ง่าย ไม่ได้ซับซ้อนแต่จับเป็นต้องคิดตริตรองให้ดี...แต่ลู่ถิงอวี่กลับบอกว่าเรื่องแค่นี้ ราวกับมันง่ายดายมาก

“หมดเลย” ลู่ถิงอวี่พยักหน้ารับ พลางกระซิบตอบกลับเสียงเบา แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผลเพราะทุกคนในที่นี้ ยกเว้นองค์ชายใหญ่ต่างก็เป็นวรยุทธ์กันทั้งนั้น

“ถิงอวี่เก่งเหลือเกิน! หนทางการไปจวนอัครเสนาบดีของข้าต้องฝากเจ้าแล้ว”

“ได้สิ”

“อื้อ! ข้าเชื่อถิงอวี่ ถ้าเจ้าบอกว่าได้ก็ได้...เช่นนั้นคืนนี้เจ้ามาพักตำหนักลั่วสุ่ยของข้าดีหรือไม่ พวกเราอ่านหนังสือกัน ข้าจะวาดภาพให้ถิงอวี่ด้วย”

“ถ้าอ่านหนังสือแล้วเบื่อ ข้าจะบรรเลงพิณให้ซืออวิ๋นฟัง”

“ถิงอวี่! เจ้าช่างแสนดีเหลือเกิน” เย่ซืออวิ๋นมองลู่ถิงอวี่ด้วยดวงตาเป็นประกายราวลูกแมวได้เนื้อปลาชั้นดี ขาดเสียก็แต่จะกระโดดมาคลอเคลียแล้ว ลู่ถิงอวี่กลั้นยิ้มมององค์ชายใหญ่ด้วยแววตาเอ็นดูที่ซุกซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้สายหนึ่ง เขาปล่อยให้มือเล็กๆ นั่นกุมมือตนทั้งสองข้างไว้เช่นนั้น

“แฮ่ม! เกรงว่าแค่สองคนคงไม่ได้กระมัง” เย่เซียวกระแอมไอขึ้นมาหนักๆ องค์ชายสามจับจ้องคุณชายลู่ตาขวาง ถลึงตามองพี่ชายจอมซื่อบื้อที่กำลังเอียงหน้างงๆ หนึ่งที

 

เจ้าพี่ใหญ่จอมบื้อนี่! เสียรู้เจ้าลู่ถิงอวี่ไปตั้งเท่าไหร่แล้วมิรู้ตัวบ้างเลยหรือ!

 

เย่เซียวหันมองเย่เฟิงพลางถามทางสายตา ‘ท่านดูสหายรักของท่าน!’

เย่เฟิงหรี่ตามองเพื่อนสนิทหนึ่งทีสบกับดวงตายิ้มๆ ของลู่ถิงอวี่แล้วส่ายหน้า ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนให้พี่ชาย “ข้าเองก็ต้องสอบ เช่นนั้นไปอ่านหนังสือกับพี่ใหญ่ด้วยได้ใช่หรือไม่?”

“เอ๋? อื้ม...ได้สิ คนเยอะจะได้ช่วยกันจำ ตำหนักลั่วสุ่ยเองก็กว้างขวาง”

“ข้าไปด้วย” เย่เซียวแทรกขึ้นมา “อย่าลืมว่าแม้สอบท่านเองก็ต้องฝึกวิชาตัวเบาต่อ”

“น้องสาม...เจ้าช่างเข้มงวดเกินไปแล้ว” เย่ซืออวิ๋นช้อนดวงตาราวกับจะร้องไห้มองน้องสามของตน เพียงแต่เย่หานไม่คิดจะใจอ่อน ยังยักคิ้วแล้วก็ใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนมาจิ้มหน้าผากพี่ใหญ่จึกๆ คล้ายกำลังสั่งสอนหนึ่งยก เย่เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่

 

แต่บางที...พี่ใหญ่ก็ควรต้องถูกทำเช่นนี้บ้าง

มิเช่นนั้นอาจถูกคนบางคนหลอกลวงเอาตลอดได้

 

ลู่ถิงอวี่...ชวนไปที่ไหนไม่ไป เปิดปากก็ชวนไปเรือนนอนของตนเองทันที ซ้ำยังรู้นิสัยพี่ใหญ่และความชอบอีกฝ่ายเป็นอย่างดีเลยนำมาหลอกล่อ

 

เย่เฟิงรู้ว่าลู่ถิงอวี่นั้นเจ้าแผนการซ้ำยังเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าน้องสี่

แต่ไม่คิดว่าจะทำได้หน้ายิ้ม ท่าทางสงบนิ่งราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นนี้

 

ตนก็เริ่มจะคิดเหมือนเสด็จพ่อ...บางทีลู่ถิงอวี่นี่ก็ช่างขัดนัยน์ตาเสียเหลือเกิน

 

“ในเมื่อพี่รอง พี่สามไป ข้าเองก็ไปด้วย...พี่ใหญ่ตำหนักท่านคงมีที่ให้ข้าซุกนอนกระมัง” เย่หานถลึงตามองพี่ลู่แวบนึง พลางหันไปทางเย่ซืออวิ๋นที่กำลังพยักหน้าหงึก

“ดีๆ ข้าต้อนรับทุกคน ตำหนักลั่วสุ่ยมิได้ครื้นเครงมานานแล้ว” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง ดีใจยิ่ง...ชาติก่อนตำหนักของตนเงียบเหงาวังเวง แต่ชาตินี้กลับมีน้องชายรวมถึงลู่ถิงอวี่มาเยือนบ่อยครั้งจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรเล่า

ความรู้สึกอ้างว้างบางอย่างที่ติดมาจากชาติภพก่อนเบาบางลงจนแทบจะจางหายไปหมดแล้ว แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่แทรกสอดเข้ามาอย่างแช่มช้า

 

ดีเหลือเกินที่เลือกจะยื่นมือออกมาไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้

 

“ถิงอวี่เจ้าจะค้างตำหนักลั่วสุ่ยคิดว่าเสด็จพ่อของข้าจะอนุญาตเจ้าหรือ?” องค์ชายรองเย่เฟิงโบกพัดหยกในมือเบาๆ พัดคลี่ออกให้เห็นลายวาดปีกหงส์กับขดเกลียวเมฆที่อ่อนช้อยงดงาม ผู้วาดเลือกใช้สีทอง สีแดงและสีฟ้าครามเพียงสามสี แต่กลับลงตัวงดงามราวกับหงส์ฟ้ากำลังถือกำเนิด ดวงตาหงส์ฟ้านั้นคมดุสื่อให้รู้ว่าเป็นหงส์ตัวผู้ ข้างกันยังมีกลอนสั้นเขียนไว้หนึ่งบทเนื้อความเป็นความหมายอันเดียวกับภาพ

 

ผู้วาดเป็นเย่ซืออวิ๋น

ผู้ประพันธ์กลอนเป็นเย่เฟิงเอง

 

องค์ชายสามได้ยินก็ยักคิ้ว พลางคลี่ยิ้มสะใจ...ลู่ถิงอวี่คงไม่ลืมไปกระมังว่าเดี๋ยวนี้เสด็จพ่อค่อนข้างจะชังน้ำหน้าตัวเอง เพราะเจ้าพี่ใหญ่นั่นเอาแต่พูดถึงไม่หยุด ยกเสื้อคลุมให้ไปทุกครั้ง วาดภาพเหมือนให้ ร่มน้ำมัน พัด แบ่งชาดีๆ ให้กลับไปตลอด ลู่ถิงอวี่ก็ไม่เคยปฏิเสธทำราวกับจวนอัครเสนาบดีลู่ขาดแคลนของดีไปได้

“เรื่องนี้...” ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูคล้ายไม่ทุกข์ร้อนใจอันใด เขาไอเบาๆ หนึ่งทีไม่ทันได้ทำอันใด ผ้าผืนเล็กพร้อมแก้วน้ำอุ่นก็ถูกดันมาตรงหน้าพร้อมดวงตาใสแจ๋วที่มองสบอย่างเป็นห่วง ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ ตบหลังมือเรียวของเย่ซืออวิ๋นเป็นเชิงบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร ไม่สนใจสายตาที่รอดูความเดือดร้อนของตนจากองค์ชายทั้งสาม...พลางนึกในใจว่าคนพวกนี้มิใช่ในอดีตบอกว่าคือสหายคือพี่ชายกันหรือ เหตุใดยามนี้จึงคล้ายจะสะใจเขาเสียเหลือเกิน

 

มิตรภาพนี่หนอช่างอ่อนไหวไปตามกาลเวลาเสียจริง

 

คุณชายลู่มองบิดาที่นั่งฟังพวกเขาพูดกันยิ้มๆ ไม่พูดแทรกอะไร แต่พอเห็นสายตาบุตรชายมองมาลู่จิงก็พลันรู้สึกขนลุกอย่างน่าประหลาด ท่านอัครเสนาบดีลู่ผู้ชาญฉลาดคล้ายสังหรณ์ใจบางอย่างได้

“เรื่องนี้...คงต้องรบกวนท่านพ่อเสียแล้วล่ะขอรับ ข้าจะทูลขอฝ่าบาทให้ท่านพ่อพักค้างในวังหลวงด้วยเพื่อความสบายใจของพระองค์” น้ำเสียงลู่ถิงอวี่เรียบรื่นไพเราะน่าฟัง มองบิดาตนเองยิ้มๆ ราวบุตรชายที่กำลังช่วยบิดาหาทางออก แต่ใจความจริงๆ นั้นคือ...

 

เจ้าลูกบ้านี่กำลังจะขายตน!

 

“เดี๋ยวๆ ถิงอวี่...”

“รบกวนท่านพ่อแล้ว” ลู่ถิงอวี่ยิ้มหนึ่งคราแล้วหันไปพยักหน้าให้เย่ซืออวิ๋นว่าเรียบร้อย มิมีอันใดต้องห่วง ทำเอาท่านอัครเสนาบดีลู่ร้องไห้ไม่ออกทันใด

 

ไม่น่าปล่อยให้เจ้าฮ่องเต้น่าตายผู้นั้นสั่งสอนจนถิงอวี่เสียคนเช่นนี้เลย!

เหิมเกริมถึงขั้นกล้าขายบิดาเช่นตนแล้ว!

 

เย่เทียนหลงท่านมัน...มัน...

ฮึ่ม!!

...................

ตำหนักลั่วสุ่ยที่ปกตินั้นค่อนข้างเงียบสงบ ยามนี้ข้ารับใช้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นนางกำนัลหรือเหล่าขันทีก็ต่างวิ่งวุ่นวายเตรียมห้องหับสำหรับแขกผู้ทรงเกียรติทั้งสี่ท่าน ในใจก็โอดครวญเจ้าของตำหนักที่เดินมาบอกตาใสว่าจะมีคนมาพักเพิ่มนะ

 

คนอื่นไม่ว่าดันเป็นองค์ชายรอง องค์ชายสาม องค์ชายสี่

ไหนจะคุณชายลู่อีก

 

พวกเขาต้องเตรียมรับรองเพื่อไม่ให้ขายหน้าเจ้าของตำหนักได้ องค์ชายก็ไม่ยอมแจ้งล่วงหน้ามาก่อน ตอนนี้จะเตรียมการได้ทันอย่างไรกันเล่า

แม้แต่ละคนจะบ่นในใจแต่พอเห็นดวงตาซื่อใสและคำกล่าวจำพวก ‘ฝากด้วยนะ’ กับรอยยิ้มเชื่อมั่นแสนน่ารักน่าชังขององค์ชายใหญ่นั้นแล้วทุกคนก็พร้อมวิ่งวุ่นไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน...ข้ารับใช้ตำหนักลั่วสุ่ยนี่ทั้งหมดล้วนเป็นพวกหลงนายทั้งนั้นละ

เย่ซืออวิ๋นมือหนึ่งจูงมือลู่ถิงอวี่อีกมือจูงมือเย่หาน เพราะคิดว่าทั้งคู่นั้นร่างกายอ่อนแอเลยต้องช่วย แต่ทั้งสองนั่นแหละที่ดึงองค์ชายใหญ่ผู้ซุ่มซ่ามไม่ให้สะดุดล้มพื้นเรียบๆ ไปเสียก่อน เย่ซืออวิ๋นนำทั้งหมดเข้ามาในห้องส่วนตัวที่แสนกว้างขวาง

“เลือกนั่งได้ตามใจเลย ถิงอวี่ น้องสี่ พวกเจ้าสองคนไปนั่งบนเตียงข้าเถิดตรงนั้นอุ่น อย่านั่งชิดหน้าต่างนะเดี๋ยวลมจะต้องร่างกายเอาได้” เย่ซืออวิ๋นจูงมือทั้งคู่ไปนั่งบนเตียงอุ่นของตัวเอง ก่อนหันไปบอกนางกำนัลให้เอาเตาอุ่นเข้ามาเพิ่ม

“น้องรอง น้องสาม...ทั้งสองคนหนาวหรือไม่ ตำหนักลั่วสุ่ยน้ำค้างเยอะ ตอนเช้ากับกลางคืนค่อนข้างหนาว”

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะพี่ใหญ่” เย่เฟิงยิ้มบางให้พี่ชาย เลือกนั่งตรงโต๊ะหยกใกล้ริมหน้าต่าง เช่นเดียวกับเย่เซียวที่นั่งตรงข้ามกัน

“ใช่แล้ว ข้ากับพี่รองนั้นมิได้อ่อนแอเหมือนสองคนนั่น” เย่เซียวเลิกคิ้วปรายตามองคนอ่อนแอสองคนที่ว่าก่อนจะเหยียดยิ้ม ในดวงตาจุดประกายความหงุดหงิดไม่น้อย

 

พี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อประคมประหงมถิงอวี่กับน้องสี่เสียดิบดีจนขัดสายตาเสียจริง!

 

“เอาล่ะๆ อย่าทะเลาะกัน...พวกเรามาดื่มชากันก่อน แล้วค่อยอ่านหนังสือ” เย่ซืออวิ๋นรีบเอ่ยขัด เพราะขืนปล่อยให้น้องสามกล่าววาจาต่อ มีหวังได้เปลี่ยนเป็นต่อล้อต่อเถียงกันไม่เลิกราเป็นแน่

 

ตกลงพวกเจ้าเสแสร้งแกล้งทะเลาะกันให้คนนอกเห็นหรือความจริงแล้วไม่ชอบหน้ากันเลยเอาเรื่องแกล้งทะเลาะมาบังหน้ากันแน่นะ...จริงๆ เลย

 

พี่ใหญ่จัดการชงชาใส่กาแล้วรินใส่แก้วยื่นให้ทุกคน ของเย่หานกับลู่ถิงอวี่นั้นเย่ซืออวิ๋นใช้น้ำที่ร้อนกว่าของคนอื่นในการชง เย่ซืออวิ๋นยกไปให้ทั้งคู่ก่อนจะแตะหน้าผากลู่ถิงอวี่ก่อนเป็นลำดับแรก

“ตัวเย็นเล็กน้อย ประเดี๋ยวเอาผ้าชุบน้ำอุ่นๆ เช็ดนะถิงอวี่”

“ข้าเชื่อฟังเจ้า” ลู่ถิงอวี่จับมือเรียวเล็กนั้นไว้ ก่อนจะดึงให้นั่งข้างตน เป่าแก้วชาที่องค์ชายใหญ่เอามาให้ตัวเองเบาๆ แล้วยื่นไปชิดริมฝีปากแดงนั่น “ดื่มก่อน...เจ้าเองก็ตัวเย็น”

“แต่ว่าข้าชงมาให้ถิงอวี่...” เย่ซืออวิ๋นเอียงคอสงสัย ทำท่าจะคัดค้านแต่พอเห็นรอยยิ้มหวานของลู่ถิงอวี่แล้วก็ได้แต่นิ่ง

 

เหตุใดรู้สึกว่าตน...ขัดรอยยิ้มนี่ไม่ลงกันนะ

แล้วก็...ถิงอวี่ช่างยิ้มได้งดงามเหลือเกิน! งามจนตาพร่า!

 

“ซืออวิ๋นข้าเชื่อฟังเจ้า เจ้าเองก็ต้องฟังข้าบ้าง...นะ” ปลายเสียงของลู่ถิงอวี่สั่นไหว ราวสายพิณที่ถูกบรรเลงฟังแล้วเสนาะหูยิ่งนัก น้ำเสียงเช่นนี้อ่อนโยนจนคล้ายจะหลอกล่อให้เจ้าของเสียงได้ในทุกสิ่งที่ตนต้องการ เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ รู้ตัวอีกทีก็ถูกลู่ถิงอวี่ป้อนชาให้ส่วนเขาก็กลืนมันลงลำคอเรียบร้อยแล้ว มือเย็นของลู่ถิงอวี่แนบแก้มเย่ซืออวิ๋นแล้วยิ้มอีกครา

“เด็กดี”

“แฮ่ม! แค่กๆ พี่ใหญ่...ข้าเองก็รู้สึกตัวเย็นมาก” เย่หานที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เอ่ยขัด พลางยื่นมือไปปัดมือลู่ถิงอวี่ออกแล้วดึงตัวพี่ชายจอมซื่อมาไว้อีกข้าง ส่วนตัวเองนั้นกั้นกลางระหว่างลู่ถิงอวี่และเย่ซืออวิ๋น องค์ชายสี่ส่งสายตาไปหาพี่ใหญ่และพี่สาม

 

‘ดูสหายของพวกท่านทำ’

 

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว ยกมือแตะผิวแก้มน้องสี่ก็รู้สึกว่าเย็นนิดๆ จริงๆ แม้จะไม่เท่าถิงอวี่ก็เถอะ “น้องสี่ดื่มชาก่อน ประเดี๋ยวข้าจะช่วยเช็ดตัวให้นะ”

“ได้...รบกวนท่านแล้ว” เย่หานว่าง่ายอย่างที่นานๆ ครั้งจะทำ ก่อนจะจูงมือเย่ซืออวิ๋นให้ไปนั่งกับเย่เฟิงและเย่เซียว เพราะคิดว่าดีกว่าให้นั่งข้างลู่ถิงอวี่

“มัวแต่ใส่ใจถิงอวี่กับน้องสี่ พี่ใหญ่เองก็ตัวเย็นเช่นกันนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงกุมมือเย่ซืออวิ๋นไว้ ก่อนจะริมชาอุ่นๆ ให้ดื่ม พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มและรอยยิ้มจางๆ แต่เย่ซืออวิ๋นคล้ายกำลังรู้สึกว่าน้องรองกำลังน้อยใจอยู่ใช่หรือไม่หนอ ถึงจะสุขุมเช่นไรแต่น้องรองก็ยังเป็นน้อง น้องสามก็ด้วย

 

เฮ้อ...การเป็นพี่ใหญ่นี่ไม่ง่ายเอาเสียเลย

 

“เช่นนั้นวันนี้ท่านไม่ต้องฝึกวิชาตัวเบาก็ได้ ข้าให้วันหนึ่ง” น้องสามผู้เข้มงวดเอ่ยขึ้นทำให้เย่ซืออวิ๋นตาโตแล้วหันไปยิ้มหวาน แทบจะลุกขึ้นไปบีบนวดไหล่เย่เซียวเสียเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

 

นานๆ ทีน้องสามจะใจดีเช่นนี้!

 

เย่เซียวจิ้มหน้าผากพี่ใหญ่จึกๆ ต่อให้ใครบอกว่าไม่เหมาะเขาก็เปลี่ยนนิสัยไม่ได้เสียแล้ว

“เอาล่ะ มิใช่พวกเราบอกว่าจะมาอ่านหนังสือกันหรอกหรือ มาเริ่มกันเถิด” เย่เฟิงคลี่พัดขึ้นโบกเบาๆ เปิดที่ตนจดไว้ขึ้นมาประกอบด้วย ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นแม้จะขี้เกียจก็ตาม แต่การอ่านหนังสือด้วยกันหลายคนเช่นนี้สนุกมาก ลู่ถิงอวี่กับเย่หานเองก็มานั่งรวมกันที่โต๊ะกลมขนาดใหญ่

.................

 

เหล่าข้ารับใช้ต่างลัดเปลี่ยนหมุนวนกันมาไม่ขาดสาย บ้างมาเติมถ่านให้ความอบอุ่น บ้างก็ยกน้ำชาและของว่างเข้ามา บ้างก็นำเสื้อคลุมและผ้าห่มมาให้องค์ชายทั้งหลายเพิ่มความอบอุ่น ข้ารับใช้แต่ละคนต่างยิ้มเกลื่อนใบหน้ากันทั้งนั้น

 

ภาพที่เหล่าองค์ชายทั้งหลายอยู่ด้วยกันเช่นนี้น่ามองเหลือเกิน

แล้วดูสินั่นแต่ละคนกำลังมิรู้ว่าช่วยหรือกลั่นแกล้งองค์ชายใหญ่เจ้านายของพวกตนอยู่กันแน่ องค์ชายน้อยตาฉ่ำปรือราวแมวน้อยง่วงนอน เอนพิงองค์ชายรองที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

“ง่วงแล้วหรือ” ลู่ถิงอวี่ถามขึ้นเบาๆ เมื่ออ่านหนังสือกันเสร็จสิ้น ผลัดกันทบทวนบทเรียนจนถึงปลายยามจื่น เย่ซืออวิ๋นก็ตาปรือราวจะหลับเสียให้ได้ ก็เพิ่งรู้วันนี้แหละหนาว่าน้องรองกับถิงอวี่นั้นยามจริงจังขึ้นมาแล้วโหดยิ่งกว่าร้องสามเสียอีก

“อือ...ง่วงมากเลย” เย่ซืออวิ๋นที่กลิ้งหน้ากับไหล่น้องรองหันมากลิ้งกับไหล่กับลู่ถิงอวี่ที่นั่งข้างกันต่อ เพราะเย่ซืออวิ๋นนั้นขี้เกียจที่สุด ทั้งคู่เลยต้องเข้มงวดมากหน่อย “ในที่สุดก็ทบทวนบทเรียนจบสักที...ถิงอวี่กับน้องรองเข้มงวดเหลือเกิน”

“แต่ก็ช่วยได้ดีใช่หรือไม่” ลู่ถิงอวี่ยิ้มพลางไล้มือไปตามเส้นผมนุ่มๆ ที่ราวกับขนแมวนั้น “ข้าบรรเลงเพลงให้ฟังสักเพลงดีกว่าจะได้นอนหลับสบาย”

“เอ้ะ...ได้เหรอ แต่ว่านี่ดึกแล้วนะ ถิงอวี่จะไหวหรือเปล่า?” แม้จะอยากฟังเสียงพิณของลู่ถิงอวี่แต่เย่ซืออวิ๋นก็เป็นห่วงสุขภาพอีกฝ่ายเช่นกัน

“ไหวสิ อยากฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน กุมมือเล็กไว้ช้าๆ ปรายตามององค์ชายสามและองค์ชายสี่ที่หาววอดราวจะหลับเสียตรงนี้แล้ว ส่วนองค์ชายรองนั้นก็นั่งเท้าคางหลับไปเรียบร้อยแล้วกระมัง

“ข้าฟังได้ทั้งนั้น ถิงอวี่เล่นเพลงไหนก็ไพเราะทุกเพลงอยู่แล้ว” เย่ซืออวิ๋นชื่นชมอย่างเต็มที่ ดวงตาหรือก็เป็นประกายระยิบระยับดุจแสงดารา มองลู่ถิงอวี่ในระยะใกล้ แพขนตาสวยนั้นกระพือแผ่วเบาราวทำให้ใจคนอ่อนยวบ ลู่ถิงอวี่ยื่นมือแตะข้างแก้มนิ่มพลันรู้สึกอยากตามใจเจ้าของดวงตาอันแสนงดงามนี้ไปเสียทุกอย่าง

“ได้สิ”

ลู่ถิงอวี่ขอให้คนไปนำพิณที่มาให้ ไม่ถึงเวลาถ้วยน้ำชาพิณงามก็ปรากฏขึ้นบนตักของลู่ถิงอวี่ เขาจูงมือองค์ชายใหญ่ออกไปด้านนอกตำหนักที่ปูพรมอุ่นไว้มุมหนึ่ง ก่อนจะนั่งพิงเสา วางพิณบนตัก ขยับท่าทีเล็กน้อย ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็นั่งเท้าคางอยู่ด้านข้างดูตั้งอกตั้งใจไม่ต่างกับยามเล่าเรียนเลย

 

น่าเอ็นดูยิ่งนัก

 

“ถิงอวี่หนาวหรือไม่?” ยามราตรีกาลนั้นลมหนาวพัดผ่าน กับคนที่สุขภาพร่างกายอ่อนแออย่างถิงอวี่นั้นไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่กระมัง “ในห้องไม่อุ่นกว่าหรือ?”

 

เพราะในห้องมี...อืม...คนขัดขวางหลายคนกระมัง

 

“ไม่หนาว”

“จริงหรือ...เอาเสื้อคลุมมาคลุมไว้มิดีกว่าหรอกหรือ”

“ไม่ต้องหรอก”

“ถิงอวี่ อย่าดื้อกับข้าสิ...ต้องฟังข้านะรู้หรือไม่?” เย่ซือวิ๋นทำสีหน้าจริงจัง ดวงตากลมโตถลึงใส่หนึ่งแวบ ก่อนจะหันไปหานางกำนัลที่รอรับใช้อยู่ไม่ไกล “ไปหยิบเสื้อคลุมมาให้ข้าที”

“เพคะองค์ชาย”

ไม่นานนักเสื้อคลุมสีขาวตัวหนานุ่มก็มาอยู่ในมือเย่ซืออวิ๋น เขาขยับตัวมาใกล้ลู่ถิงอวี่ก่อนจะวางวางพาดเสื้อคลุมบนไหล่อีกฝ่ายแล้วผูกเชื้อไว้หลวมๆ

“ขอบคุณนะซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่หลุบนัยน์ตาต่ำลง ทำให้เขาดูงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม เปลวเทียนสะท้อนวูบไหวตกเป็นเงากระทบอันมีมนต์ขลัง ดูสูงส่งราวกับเทพเซียน “ลำบากให้เจ้าคอยดูแลข้าเช่นนี้”

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า ยิ้มหวาน “ไม่ได้ลำบาก ข้ายังจะดูแลถิงอวี่ให้ดีกว่านี้...ก็ข้าบอกแล้วว่าจะปกป้องเจ้าเอง เชื่อข้าได้เลย”

ลู่ถิงอวี่ขยับยิ้มอย่างดงาม ก้มหน้าลงเล็กน้อยให้ดวงตาของตนอยู่ระดับเดียวกับดวงตาของเย่ซืออวิ๋น คุณชายลู่ผู้ถูกกล่าวขานว่างดงามยิ่งนั้นดูราวจะรู้จักใช้รูปลักษณ์ของตนให้เป็นประโยชน์เสียเหลือเกิน มือขาวซีดแตะข้างแก้มของเย่ซืออวิ๋น ปลายนิ้วเรียวยาวเชยคางเรียวเล็กขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วโป้งเสียดสีกับขอบปากแดงเรือของเย่ซืออวิ๋นทำให้องค์ชายใหญ่แก้มร้อนวาบ

 

ถิงอวี่ช่าง...งดงามจนมิอาจพรรณนาได้จริงๆ

 

“เชื่อเจ้า...ต้องฝากซืออวิ๋นดูแลตัวข้าแล้ว” ลู่ถิงอวี่มองดวงตาที่งดงามยิ่งกว่าดวงดารานั้นก่อนจะแย้มยิ้มอีกครา ยามที่ภาพของตนสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่สวยนั่น

 

เขาก็พึงพอใจยิ่งนัก

 

ลู่ถิงอวี่ก็แปลกใจในตัวเองไม่น้อย...นี่เป็นครั้งแรกเลยกระมังที่ตนสนใจคนผู้หนึ่งขนาดนี้ และด้วยนิสัยของตัวเองแล้วลู่ถิงอวี่รู้ดีว่ามันหาใช่จบลงที่ความสนใจ

“อื้อ!”

“ซืออวิ๋นเด็กดี” เสียงชมของลู่ถิงอวี่นั้นไพเราะยิ่งนัก เขาจงใจยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายกลิ่นน้ำค้างจากร่างองค์ชายใหญ่ ส่วนเย่ซืออวิ๋นน่ะหรือ...อ้าปากค้าง เบิกดวงตากลมโตกับความใกล้ชิดอันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

 

ตะ...แต่ ถิงอวี่ตัวหอมยิ่ง

ไม่ใช่สิ! ห้ามคิดนอกเรื่องนะเย่ซืออวิ๋น!

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะในลำคอเสียงเบา ยืดตัวกลับมานั่งพิงเสาตามเดิม มือเรียวไล้สายพิณแผ่วเบาเอ่ยเสียงนุ่มนวล “คำอวยพรจากดวงดารา”

 

เป็นชื่อบทเพลงที่เขาจะบรรเลงในค่ำคืนนี้

 

ติง...

ติง...

 

เสียงพิณอันแสนไพเราะเริ่มบรรเลง ปลายนิ้วเรียวนั้นเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วงดงาม ดุจปักษาขยับปีก บางครั้งรวดเร็ว บางครั้งแช่มช้า ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองอันแสนไพเราะก้องไปทั่วทั้งตำหนักลั่วสุ่ย เย่ซืออวิ๋นที่สติกลับคืนมาแล้วทำตาเป็นประกาย นั่งฟังอย่างตั้งใจอยู่ข้างกายลู่ถิงอวี่ ยิ้มหวานจนดวงตาหยีลงยามที่ผู้บรรเลงมองสบตาตน

 

ฟากฟ้ายามราตรีกาลงดงามกระจ่าง

ดวงดาราทอแสงคู่เคียงพระจันทร์

ส่งคำอวยพรแด่ผองชน

ให้เป็นค่ำคืนที่งดงาม

 

ฟิ้ว~

 

แว่วเสียงผิวปากแผ่วเบาดังขึ้นมาด้านหลังทั้งคู่ องค์ชายรองเย่เฟิงคลี่พัดในมือ ยิ้มน้อยๆ เดินมานั่งข้างกายเย่ซืออวิ๋น พลางผิวปากต่อ...เสียงผิวปากของเขาคลอไปกับเสียงพิณของลู่ถิงอวี่ได้เป็นอย่างลงตัว

“น้องรอง” เย่ซืออวิ๋นกุมมือน้องชายไว้ ทำสีหน้าสนอกสนใจยิ่งเพราะตนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องรองผู้นี้จะมีความสามารถในด้านการผิวปากเป็นเสียงเพลงด้วย

 

สมกับที่เป็นน้องรองของข้า!

 

เย่เฟิงยิ้มให้พี่ชาย กุมมือเรียวเล็กไว้แล้วเกลี่ยเล่นเบาๆ หรี่ตามองสหายสนิทด้วยความไม่พอใจแวบหนึ่งแต่ลู่ถิงอวี่ก็ไม่ได้ตอบโต้อันใดนอกจากยิ้มน้อยๆ ส่งคืน

“พี่ลู่ ข้าว่าท่านน่ะเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าข้าเสียอีก” องค์ชายสี่ถือไหสุราเล็กๆ เดินเข้ามานั่งร่วมวงด้วย แต่เพราะเป็นสุราฤทธิ์อ่อนและไม่ส่งกลิ่น ทำให้เขาไม่ถูกเย่ซืออวิ๋นบ่นเอา

 

พี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อไม่รู้หรอก...มิเช่นนั้นต้องพร่ำบ่นไม่หยุดเป็นแน่

 

“หึ! เจ้ามันช่างแผนการจริงๆ ถิงอวี่!” องค์ชายสามเย่เซียวถลึงตาใส่สหายหนึ่งแวบ คุณชายลู่ผู้ร่างกายอ่อนแอรู้ดีว่าพวกเขานั้นง่วงจนจะหลับแล้ว ซ้ำก็ไม่มีอันใดให้ต้องกังวลเลยคลายความระมัดระวังตัวลงแล้วก็เผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็เห็นใครบางคนขโมยพี่ใหญ่ผู้อื่นมานั่งกันสองคนแล้ว!

 

เรื่องนี้ต้องถึงพระกรรณเสด็จพ่อ มิเช่นนั้นคนบางคนต้องเหิมเกริมเกินไปจนหลอกกินเต้าหู้พี่ชายผู้อื่นตลอดเป็นแน่! แต่จะโทษถิงอวี่คนเดียวก็มิได้ดูจะเป็นการลำเอียงเกินไป ผู้ใดให้เจ้าพี่ใหญ่นั่นซื่อบื้อยิ่งนักเล่า!

 

องค์ชายสามถลึงตาใส่พี่ใหญ่ที่กระพริบตาปริบๆ เอียงหน้าใสซื่อราวไม่รู้ว่าตนทำอันใดให้น้องสามโมโหอีกแล้ว

 

ทำหน้าบึ้งเสียขนาดนั้น

 

เย่เซียวแย่งไหสุราของเย่หานมาดื่ม น้องสี่ถลึงตาใส่ไปสองที แต่รู้ว่าแย่งกลับมามิได้เพราะในบรรดาพี่น้องทั้งหมด วรยุทธ์ของพี่สามนั้นยอดเยี่ยมที่สุด สุดท้ายเลยประนีประนอมแบ่งกันดื่ม

“น้ำชาหรือ? เหตุใดใส่ไหหยกมาเล่า ข้าดื่มด้วย” เย่ซืออวิ๋นยื่นมือมา แต่กลับถูกเย่เฟิงดึงมือไว้เสียก่อน องค์ชายรองเลิกผิวปากแล้วยิ้มให้พี่ชาย

“ในไหนั่นเย็นแล้ว พี่ใหญ่ดื่มอะไรอุ่นๆ จะดีกว่า” ว่าแล้วก็หันไปสั่งนางกำนัลให้ยกน้ำอุ่นมาแทน เย่ซืออวิ๋นอยากจะถามว่าเหตุใดน้องสี่ที่ร่างกายอ่อนแอกว่าตนจึงดื่มได้ แต่เห็นสายตายิ้มๆ ที่คล้ายจะแฝงความเข้มงวดของน้องรองแล้ว

 

ไม่ถามต่อก็ได้

น้องรองนี่ช่างคล้ายเสด็จพ่อเข้าไปทุกวันแล้ว...

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้มยามเห็นเหล่าองค์ชายทั้งหลายออกมากันหมดแล้ว ตนก็รู้ว่าประเดี๋ยวทุกคนต้องตื่น ประสาทสัมผัสแต่ละคนดีกันมิน้อย เอาเถิด...ก็ถือว่าช่วงชิงช่วงเวลาจากเหล่าน้องชายที่หวงพี่มาได้เค่อหนึ่งก็ดีแล้ว ขนาดองค์ชายสี่ที่บอกว่าตนไม่ชอบพี่ใหญ่ยังหวงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ถลึงตาใส่ลู่ถิงอวี่อยู่ร่ำไป

 

ให้ค่อยเป็นค่อยไปคงจะดีกว่า

 

แล้วเขาเองก็ชอบที่ได้อยู่ท่ามกลางมิตรสหายเช่นนี้...

มิตรภาพที่เกิดขึ้นมาได้ยากกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ มิรู้ว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แต่ในเมื่อยามนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่แสนงดงาม มิถูกแปดเปื้อนหรือย้อมด้วยสิ่งที่เรียกว่าอำนาจ

ก็พึงซึมซับพรอันล้ำค่านี่ไว้

 

ลู่ถิงอวี่พลันเปลี่ยนท่วงทำนองจากนุ่มนวลเมื่อครู่เป็นเร่งเร้าร่าเริงขึ้น ใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มยามทอดสายตามององค์ชายแต่ละคนและยิ่งยิ้มมากขึ้นยามสบตาองค์ชายใหญ่

“ท่วงทำนองแห่งเยาว์วัย” เสียงไพเราะเอ่ยขานบทเพลง พลางขยับปลายนิ้วไปอย่างรวดเร็วไปด้วย เย่ซืออวิ๋นยิ้มหยีพิงไหล่น้องร้องที่กำลังเริ่มผิวปาก ส่วนองค์ชายสามกับองค์ชายสี่นั้น คนหนึ่งเคาะไหสุราหยก อีกคนตบหน้าขาตัวเอง สร้างจังหวะและดนตรีคลอไปกับเสียงพิณของลู่ถิงอวี่

ผืนฟ้าราตรีกาลทอดยาว ดวงจันทร์กลมโตส่องสว่างสุกสกาวงดงามบนฟากฟ้า มีดวงดารานับร้อยพันทอแสงระยับเคียงคู่ ตำหนักลั่วสุ่ยที่เคยสงบเงียบยามนี้มีเสียงอันแสนไพเราะสอดผสานกันเกิดขึ้น ท่วงทำนองแห่งมิตรภาพอันแสนงดงามในคืนธรรมดาๆ

 

แต่กลับเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าและชวนให้คิดถึง...ยามเติบใหญ่

ช่วงของวัยเยาว์อันแสนงดงาม

 

..............

 

“ช่างเป็นภาพที่ดีจริงๆ เพคะ ได้เห็นภาพเช่นนี้หม่อมฉันก็รู้สึกว่าตนตายตาหลับแล้ว”

“ตายอันใดกันน้องหญิง! เจ้าห้ามพูดจาเช่นนี้กับข้าอีกนะ เจ้ายังต้องอยู่กับข้าไปอีกนาน ช่วยข้าดูแลตำหนักใน ดูแลเหล่าองค์ชาย ไหนจะต้องยังรับมือกับฮ่องเต้ผู้เอาแต่พระทัยตัวอีกเล่า”

“ภาระของพี่หญิงใหญ่หลวง น้องเลยจะกล้าทิ้งไปเพคะ”

“คนดีของข้า มีแค่เจ้าที่เข้าใจข้าที่สุดแล้ว”

“สำหรับหม่อมฉันก็มีแค่พี่หญิงเช่นกันเพคะ”

เสียงหวานสองเสียงนั้นพลัดกันพูดเจ้าคำหม่อมฉันคำ ชมกันไปมาไม่หยุดหย่อน จนฮ่องเต้ผู้เอาแต่พระทัยที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่ขมวดคิ้ว ข้างๆ นั้นยังเป็นท่านอัครเสนาบดีที่กลั้นหัวเราะจนปวดท้องไปหมด

 

ใต้หล้านี้สตรีที่กล้าว่าโอรสสวรรค์เย่หลงเทียนต่อเบื้องพระพักตร์ได้

ก็เห็นทีจะมีแต่ฮองเฮาสกุลจ้าวและว่านกุ้ยเฟยท่านั้น

 

เย่เทียนหลงขมวดคิ้วมากขึ้น นี่ฮองเฮากับกุ้ยเฟยของพระองค์ยังเห็นพระองค์เป็นฮ่องเต้อยู่อีกหรือไม่หนอ ทั่วทั้งวังหลวงต่างลือกันมิใช่หรือว่าฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยชังน้ำหน้ากันนัก แย่งชิงความโปรดปรานกันเสมอ...พวกนางชังน้ำหน้ากันที่ไหน? แย่งชิงความโปรดปรานกันที่ไหน?

“เจ้าเลิกหัวเราะสักที” เย่เทียนหลงหันมาหาคนข้างกาย ลู่จิงหัวเราะก่อนจะกระแอมเบาๆ แล้วก็หัวเราะต่อทำให้เย่เทียนหลงขมวดคิ้วมากกว่าเดิมจนแทบจะเป็นปมอยู่แล้ว

 

อัครเสนาบดีก็ไม่ฟังตน!

ประเดี๋ยวเถอะลู่จิง!

 

“สายสัมพันธ์ของเด็กๆ น่าจะแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ นะเพคะฝ่าบาท...พวกเราคงไม่ต้องห่วงแล้วกระมังเพคะ”

“ยังหรอก” เย่เทียนหลงตอบเสียงเรียบ พระเนตรมังกรหรี่มองเหล่าองค์ชายทั้งหลายที่เปลี่ยนมานั่งพูดคุยกันแทนแล้ว ดวงตาดุขึ้นยามเห็นโอรสองค์โตของพระองค์เอนพิงไหล่บุตรชายอัครเสนาบดีข้างๆ “ยังไม่พอ”

ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยชะงัก มองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจแล้วยิ้มให้กัน “เช่นนั้นหน้าที่นี่ก็ยกให้ฝ่าบาทกับท่านอัครเสนาบดีไปแล้วกันเพคะ หม่อมฉันกับว่านกุ้ยเฟยจะทำหน้าที่ปลอบโยนเด็กๆ เอง...เราไปกันเถอะ ข้าจะหาของอร่อยไปเจอองค์ชายใหญ่เสียหน่อย อิจฉาเจ้านักที่ได้มาเจอเขาบ่อยๆ”

“องค์ชายใหญ่กล่าวถึงฮองเฮาอยู่เสมอเพคะ แต่หม่อมฉันเห็นด้วยที่พี่หญิงจะนำของอร่อยไปล่อ องค์ชายน้อยผู้นั้นเห็นแก่กินยิ่ง” ว่านกุ้ยเฟยผุดรอยยิ้มงดงาม จูงมือฮองเฮาไปอย่างสนิทสนม ก่อนจะเหลือบดวงตาหงส์งดงามมามองฮ่องเต้ ย่อกายลงถวายเคารพอย่างอ่อนช้อย “ฝ่าบาท...ดึกแล้วก็ทรงกลับไปบรรทมเสียนะเพคะ”

“ฝ่าบาทพระองค์ทรงงานหนักมาทั้งวันเดินกลับตำหนักดีๆ นะเพคะ...ท่านลู่จิงฝากท่านด้วยนะ” ฮองเฮาย่อกายอย่างงดงามหนึ่งที ก่อนจะจูงมือว่านกุ้ยเฟยจากไป

“ข้ายังเป็นฮ่องเต้ในสายตานางทั้งสองอยู่อีกหรือไม่?” เย่เทียนหลงถอนหายใจอย่างปลงๆ ส่วนลู่จิงนั้นหัวเราะ เขานับถือวีรสตรีทั้งสองยิ่ง

“ฝ่าบาทยังต้องถามกระหม่อมอีกหรือ ถ้ามิใช่ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยทรงเห็นพระองค์เป็นฮ่องเต้ ป่านนี้พระองค์...”

 

คงถูกพระนางทั้งสองป่วนจนไม่ได้อยู่สุขสบายนักหรอก

 

“อ้อ...แล้วเจ้าเล่าอัครเสนาบดีลู่ ยังเห็นข้าเป็นฮ่องเต้อยู่อีกหรือ?” เย่เทียนหลงหรี่ตาอย่างอันตราย ส่วนลู่จิงก็ก้าวถอยหลังออกมาสองก้าวอย่างรู้ดีว่าข้าขืนตนอยู่ใกล้วรกายฮ่องเต้มีหวัง...

“ฝ่าบาทเป็นฝ่าบาทของของกระหม่อมอยู่เสมอพ่ะย่ะค่ะ”

 

เพราะถ้าไม่ใช่เช่นนั้นข้าทุบท่านไปแล้วข้อหาสั่งสอนจนลูกชายข้าเสียคน

 

“โยนคำราชาศัพท์ของเจ้าทิ้งไป” เย่เทียนหลงใช้วิชาตัวเบาไปจับท่านอัครเสนาบดีไว้ในอ้อมแขน “กลับเถิด...”

“มีเรื่องให้ต้องวางแผนกันอีกยาว สกุลฉินต้องกลับเมืองหลวงมาในสักวันเป็นแน่...ระหว่างนั้นพวกเราคงต้องพยายามให้องค์ชายทั้งหลายรักใคร่กัน เอ้ะ...เย่เทียนหลงท่านจะทำอะไร...เดี๋ยวๆ ปล่อยข้านะ!”

“อย่าโวยวายน่า” มือใหญ่ปิดปากทานอัครเสนาบดีไว้ ดวงตาคมกล้าคล้ายยิ้มคล้ายยั่วเย้า ประกายตาแวววาวนั่นทำเอาลู่จิงชะงัก

“ท่าน...”

“ราตรีนี้ข้ารับข้อเสนอของถิงอวี่...แต่มิได้เป็นเช่นนี้ตลอดหรอกนะลู่จิง เช่นนั้นคืนนี้เจ้าต้องรับผิดชอบเสียแล้ว”

“เดี๋ยว...”

“ข้ารอให้อัครเสนาบดีมาปรนนิบัติอยู่”

“เย่เทียนหลง! ท่านมัน...ท่าน...”

“หึๆ”

เย่เทียนหลงหัวเราะในลำคอ ปรายตามองไปยังตำหนักลั่วสุ่ยอีกครั้งก่อนจะผินกายกลับ...

 

ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเรียนรู้...ว่ายามเยาว์วัยนั้นแสนงดงามและล้ำค่า

เมื่อเติบใหญ่ไปแล้วก็อย่าได้ลืม

อย่าให้สิ่งใดมาย้อมหรือเปลี่ยนตัวตนของเจ้าไป

 

เรียนรู้...ที่จะรักษาช่วงเวลาเช่นนี้ให้เกิดขึ้นซ้ำๆ แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน

และเรียนรู้...ที่จะเติบโตพร้อมมิตรสหายข้างกาย

 

...........................

 

คนเราทุกคนย่อมต้องโตขึ้น...องค์ชายทั้งหลายก็เช่นกันค่ะ ดังนั้นเราเลยอยากเขียนความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปของทุกคน องค์ชายใหญ่เองแม้ชาติก่อนจะอายุยี่สิบแล้วแต่น้องไม่พบปะใคร ไม่เข้าหาใคร มีสามสามีสี่อนุก็เท่านั้น ในเรื่องผู้คนน้องเลยยังใสซื่อมาก ซื่อจนไม่รู้ว่าพี่ลู่นางไม่ได้บอบบางงงอ่อนแอขนาดนั้น555 น้องคือตั้งอกตั้งใจจะปกป้องพี่ลู่สุดๆ เหมือนเป็นการชดเชยที่ชาติก่อนน้องทำให้พี่สูญเสียอะไรหลายๆ อย่าง ชาตินี้น้องเลยเหมือนมีฟิลเตอร์ที่หนามากเลยค่ะ แล้วก็เป็นพี่ชายที่แอบเห่อน้องชายด้วย น้องทำอะไรก็เก่งไปหมด ดีไปหมด จะค่อยๆ

ถ้าเจอคำผิดหรืออะไรแปลกๆ ก็ทักได้เลยน้าาา ขอบคุณสำหรับเรื่องชื่อพี่ลู่ที่แจ้งมานะคะ ทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้วค่าาาถ้าใครตรงไหนไม่ใช่หรืองงๆ ก็บอกเราได้นะคะ เราไม่กัดและยินดีรับฟังค่าาา

วันนี้เราเพิ่งสอบมาสองวิชาสมองจะเบลอๆ หน่อยนะคะ มาเสียดึกด้วย สอบเสร็จตอนสี่โมงก็นอนเลย ตื่นมาอัพนิยายแล้วก็ว่าจะไปนอนต่อแล้วค่ะ 555 ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ช่วงนี้หน้าฝนแล้ว ระวังพวกยุงลายด้วยน้าาา

 

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

ดีใจที่ทุกคนชอบนิยายเรื่องนี้นะคะ ปลื้มมากกก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.725K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,283 ความคิดเห็น

  1. #4118 tamtawax (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 21:45
    เราว่าคนที่ฆ่าน้องต้องไม่ใช่หนึ่งในสี่องค์ชายก็ได้นะ อาจจะคนในสกุลฉิน
    #4,118
    0
  2. #3944 Dinamite (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2564 / 18:58
    ปนะทับใจคุณชายลู่.... แม้แต่พ่อตัวเองก็ยังเอามาใช้ประโยชน์ได้ 😅
    #3,944
    0
  3. #3818 [F.S]Fang_041 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 23:04
    โห มันดีมาก คือลึกซึ้งอ่ะ ช่วงเวลาวัยเด็กคือช่วงที่ดีที่สุดแล้วอ่ะ เราไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือเศร้าเลย เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก พอโตมามองกลับไปมันก็คิดถึงเนอะ โลกที่เคยสดใสพอเวลาผ่านไปมันก็ค่อยๆเทาอ่ะ บทนี้ดีมากๆ นอกจากจะได้ย้อนมององค์ชายแล้วก็เหมือนได้ย้อนมองชีวิตวัยเด็กของตัวเอง แงงงงงง ดืออ่ะ ประทับใจ
    #3,818
    1
    • #3818-1 [F.S]Fang_041(จากตอนที่ 8)
      9 มีนาคม 2564 / 23:05
      คือพูดเหมือนตัวเองแก่ แต่ก็ไม่ขนาดนั้น555555 แต่ประทับใจจริงๆนะ ขอให้อนาคตไม่มีอะไรมาพรากความรักของพี่น้องไปได้ รู้สึกถึงความหนักหน่วงในอนาคตเลย
      #3818-1
  4. #3740 knunkim (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 16:45
    บ้าเอ้ย.. ฉันหุบยิ้มไม้ได้ นั่งอ่านกลางห้างอีกคนข้างๆนี่ก็มองเราจริ๊งงงง ทำไมชอบสนใจเรื่องคนอื่นจังหะ55555
    #3,740
    0
  5. #3661 Musevv (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:45
    ดีมากกกกกก
    #3,661
    0
  6. #3654 SONE07 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:12
    ตอนนี้มันนุบหนับมากเลยค่ะอ่านไปยิ้มไปมีความสุขมากๆเลย แต่ว่าฮองเฮากับกุ้ยเฟยแหะๆใช่ใช่มั้ยคะ5555555555
    #3,654
    0
  7. #2963 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 18:26
    สรุปพี่เต้กับท่านลู่รักกัน และ ฮองเฮากับกุ้ยเฟยใช่ป่ะ แหมมมมม ส่วนเด็กๆคือน่ารักมากกกกกกก สู้ต่อไปต้าวทั้งหลายยยย
    #2,963
    0
  8. #2884 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 11:52
    มันอบอุ่นนุบหนับหัวจัยมากเลยค่ะ แงงงงงงงง อยากให้พวกเค้ามีความสุขแบบนี่ตลอดไปเลย หวังว่าเรื่องราวในอนาคตจะใจดีกับพวกเค้าด้วยนะคะ🥲
    #2,884
    0
  9. #2657 มากิริจัง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 11:06
    บทนี้ดีลึกซึ้งมากค่ะ
    ประทับใจความสัมพันธ์แต่ละคน
    ดูมีมิติมีชีวิต...อ่านแบ้วชุมชื่นหัวใจ
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกด
    #2,657
    0
  10. #2593 mothergod (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 20:34
    คนเขียนบิ้วมากกกก ถ้าไม่เห็นหน้าปกที่บอกไม่ค่อยม่าคือ ไม่กล้ากดอ่านต่อเลยนะเนี่ย55555
    #2,593
    0
  11. #2547 Oiljang89 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 20:30
    ฮ่อเต้กับท่านลู่เป็นกิ๊กกัน?... กุ้ยเฟยกับฮองเฮาก็รักกันแปลกๆ
    #2,547
    0
  12. #2490 chutikranta (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 22:06
    คู่พ่อนี่เกินไปแล้วค่า ออกนอกหน้าสุด
    #2,490
    0
  13. #2299 kunkhonlekkk (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 12:16
    ไม่อยากให้โตแล้ว รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องไม่ดีเลย ไรท์ก็บิ้วมาหลายตอนจนเครียดแล้วนะคะเนี่ย รอดูว่าตอนต่อๆไปจะเป็นยังไงค่ะ
    #2,299
    0
  14. #2281 monana13 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 04:41
    เห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวแล้วปลื้มใจอะมันน่ารักน่าเอ็นดูมาก ดูแล้วความเงียบเหงาในชีวิตน้องก็มาจากตัวน้องเองที่โดนฆ่าอาจจะเป็นเพราะตัวน้องเองด้วยก็เป็นได้
    #2,281
    0
  15. #2066 taemynnn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 01:44
    ตอนนี้เค้ารักกันมาก กลัววันที่เค้าแตกคอกันขึ้นมาจัง (กลัวไปล่วงหน้าเฉยๆ ;-;) หรืออาจจะรักกันดี
    #2,066
    0
  16. #2060 ay_ben (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 10:06
    ไปไหนใครก็รัก
    #2,060
    0
  17. #1944 예뻐요 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 03:42
    อ่านไปยิ้มไปจนปวดแก้มแน้ววว
    #1,944
    0
  18. #1901 MikaelaChan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 02:48

    ต้องมีอะไรแน่ๆเลย นี้สงสัยว่าองค์ชายใหญ่อาจจะไม่ใช่ลูกของฮ่องเต้จริงๆก็ได้ อาจจะเพราะเป็นลูกของหญิงในดวงใจเลยรับเลี้ยงมา ลู่ถิงอวี่ยังดูเหมือนเป็นลูกของฮ่องเต้มากกว่าเลย ทั้งนิสัยแถมฮ่องเต้เป็นคนสอนเกือบทุกอย่าง อาจจะเพราะร่างกายอ่อนแอเลยไม่สามารถเป็นองค์ชายได้งี้

    #1,901
    0
  19. #1675 khunsom08 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 06:53
    มิตรภาพเยาว์วัย
    #1,675
    0
  20. #1582 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2563 / 23:18

    โอ้ยยยยยย เรือผีเรือบาปเต็มไปหมด ไม่รู้จะโดดขึ้นลำไหนแล้ว!!!

    #1,582
    0
  21. #1551 Djeldh (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2563 / 19:04
    อยากให้มีคู่ท่านเต้กับเสนาคู่นี้เรือนำหน้าลูกมากกกกก
    #1,551
    0
  22. #1330 Fujibarbiebabib.i (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 15:41
    ดีมากๆๆเลยค่ะใจฟู่มากๆ🥺
    #1,330
    0
  23. #1119 Hinigo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 16:57
    ซื้อง่ายขายคล่องไปหมด 5555555
    #1,119
    0
  24. #937 _Daonuea_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 02:56
    ดีมากเลยตอนที่น้องอยู่กับครอบครัว อ่านแล้วอบอุ่นใจมาก
    #937
    0
  25. #875 PPR-11 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 21:05
    คุณพ่อเหมือนจะมีเรือเป็นของตัวเอง งั้นกูจิ้นพี่น้องก็ได้โว้ยยย~ //พายเรือศีลธรรม
    #875
    0