ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 7 : 七 องค์ชายสี่...เย่หาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,260
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,783 ครั้ง
    24 พ.ค. 63

บรรยากาศในตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นเยือกเย็นเป็นอย่างมาก ตอนแรกโอรสสวรรค์ก็กำลังพูดคุยสนทนากับอัครเสนาบดีลู่เรื่องการบ้านงานเมืองอยู่หรอก องค์ชายรองและองค์ชายสามที่มีเรื่องผิดใจกันเมื่อคืนก็นั่งเงียบๆ จิบชาของตนไป

ข่าวลือในวังว่าเมื่อคืนมิรู้องค์ชายรองผู้สุขุมอ่อนโยนไปทำอันใดเข้า ทำให้องค์ชายสามพิโรธหนักบุกไปถึงตำหนักลู่จื่อทุบทำตายโต๊ะไม้ดำจนแยกเป็นส่วนๆ พาลให้องค์ชายรองเองก็โมโหขึ้นมา สองพี่น้องเลยมิได้พูดคุยอันใดกัน...ทั้งวังหลวง ไม่สิคนทั้งแคว้นต้าเซี่ยต่างรู้ดีว่าองค์ชายรองและองค์ชายสามนั้นไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะตระกูลฝั่งมารดาทั้งคู่เองก็ไม่ถูกกัน ฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยก็ฟาดฟันแย่งชิงตำแหน่งนายหญิงแห่งวังหลังกัน บุตรชายทั้งสองเลยพากันไม่ชอบหน้าไปด้วย

แต่บรรยากาศกลับเยือกเย็นกว่าเดิมเท่าตัวยามที่ขันทีหน้าตำหนักรายงานว่าองค์ชายใหญ่และคุณชายลู่มาขอเข้าเฝ้า...ฮ่องเต้เย่เทียนหลงทอดสาตาเห็นเสื้อคลุมขนแกะบนไหล่ลู่ถิงอวี่ก็ตวัดตาคมๆ ใส่เด็กหนุ่มที่มักชื่นชมอยู่ทันที

“ถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นที่ไม่รับรู้ถึงความกดดันใดๆ นั้นประสานมือคำนับอย่างถูกต้องตามระเบียบ ช้อนดวงตาใสแจ๋วมองเสด็จพ่อปริบๆ

“อืม...เหตุใดเจ้ามากับองค์ชายใหญ่ได้?” เย่เทียนหลงหันไปคาดคั้นกับลู่ถิงอวี่เสียงเย็น เจ้าเด็กน่าชังนี่มากับเจ้าตัวน้อยไม่พอ ยังเอาเสื้อคลุมของอีกฝ่ายไปใช้อีก...ฮ่องเต้ไม่สนใจเสียงกระแอมเบาๆ ของท่านอัครเสนาบดีมือใหญ่เท้าคางแล้วกดดันลู่ถิงอวี่ต่อ

ลู่ถิงอวี่ยิ้มบาง ราวไม่รับรู้ถึงแรงกดดันของโอรสสวรรค์ ถวายคำนับเสร็จแล้วเอ่ยตอบ “กระหม่อมตั้งใจจะไปขอโทษองค์ชายใหญ่ที่ตำหนักพ่ะย่ะค่ะ ได้เวลามาเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว เลยมาด้วยกัน”

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ เมื่อคืนลูกเองที่ผิด...ทำให้เสด็จพ่อกังวลแล้ว ลูกขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเม้มปาก หลุบตามองพื้น ก่อนจะค่อนๆ ช้อนดวงตากลมโตมองฮ่องเต้ เอียงหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นพระพักตร์หล่อเหลายังคงเคร่งขรึม กระพริบตาปริบคล้ายลูกแมวที่ทำความผิดแล้วมิอยากให้เจ้าของลงโทษ จนพระทัยแกร่งของโอรสสวรรค์เริ่ม...อ่อนยวบ

“ช่างเถิด ไม่ได้ถูกรังแกก็ดีแล้ว ไปนั่งที่เถิด” เย่เทียนหลงโบกมืออย่างไม่ถือสา เย่ซืออวิ๋นเลยยิ้มกว้าง จากนั้นก็จับจูงมือลู่ถิงอวี่แล้วเดินไปส่งที่นั่งของอีกฝ่ายก่อนจะกลับที่ตนเอง กิริยานั้นเรียกให้ฮองเต้หรี่ตาลงอีกครั้ง

 

เจ้าลู่ถิงอวี่นี่อย่างไรกัน! เดินไปเองไม่เป็นหรือ...ต้องให้บุตรชายผู้อื่นเขาจูงไปด้วย!

เจ้านี่เริ่มน่าขัดหูขัดตาขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้วสิ!

 

ลู่จิงถอนหายใจเบาๆ พลางมองสบตาลูกชายที่กำลังยิ้มน้อยๆ อยู่...เฮ้อ...อาถิงหนออาถิง ฮ่องเต้ทรงชังน้ำหน้าเจ้าขึ้นเรื่อยๆ แล้วมิรู้ตัวบ้างหรือ ยิ่งทำท่าทีสนิทสนมกับองค์ชายใหญ่มากเท่าไหร่บิดาที่บอกว่าไม่คิดจะหวงลูกผู้นั้นก็ยิ่งหงุดหงิด...พ่อช่วยเจ้าไม่ได้ทุกครั้งหรอกหนา

“ในเมื่อเจ้าใหญ่ตกลงที่จะเรียนกับลู่จิงแล้ว อีกสามวันก็มาเรียนพร้อมเจ้ารองกับเจ้าสาม พวกเจ้านัดหมายเวลากันเอาเอง”

“พ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายทั้งสามตอบรับพร้อมกัน แม้องค์ชายสามจะทำสีหน้าหงุดหงิดคล้ายไม่อยากเรียนและองค์ชายรองจะนิ่งเกินไป ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นมองไปมาระหว่างน้องชายทั้งสองอย่าแปลกใจ

 

เกิดอันใดขึ้นระหว่างสองคนนี้กัน?

 

ดวงตากลมโตที่ฉายคำถามเต็มเปี่ยมทำให้เย่เฟิงและเย่เซียวรีบหลบสายตาทันที...เห็นพี่ใหญ่แล้วรู้สึกราวกับพวกเขาสองคนนี่ช่างนิสัยไม่ดีเอาเสียเลย

“เอ่อ...น้องรอง...น้องสาม” เย่ซืออวิ๋นส่งสียงเรียกเบาๆ เย่เซียวกลับยื่นชาไปให้เพื่อไม่ให้เขาพูด เช่นเดียวกับเย่เฟิงที่ทำเช่นเดียวกัน

“พี่ใหญ่...นี่เป็นชาใหม่เพิ่งส่งมาจากมณฑลกุ้ยหมิงท่านลองดื่มดู”

“เอ่อ...อื้ม หอมจริงๆ ด้วยน้องรอง”

“ใส่น้ำผึ้งด้วย ชามันค่อนข้างฝาด”

“ได้สิน้องสาม”

อัครเสนาบดีลู่กลั้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมด องค์ชายทั้งสามนี่น่ารักกันจริงๆ เลย...ไม่อยากให้องค์ชายใหญ่ถามที่ทั้งสองพระองค์ร่วมกันแสดงละครก็เลยเอาของกินมาปิดปาก ช่างรู้นิสัยพี่ชายดีกันเสียจริง

“อ้ะ...ถิงอวี่เจ้าดื่มชารสฝาดได้หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นหันไปถามลู่ถิงอวี่ที่นั่งอยู่ใกล้อัครเสนาบดีลู่อย่างห่วงใย บางทีชารสฝาดก็ไม่ค่อยดีกับผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ

“ได้พ่ะย่ะค่ะ” ต่อเบื้อพระพักตร์ลู่ถิงอวี่หลีกเลี่ยงถ้อยคำเป็นกันเอง แต่ต่อให้เขาไม่หลีกเลี่ยงพระเนตรคมกล้าก็ตวัดมองมาอยู่ดี

“พี่ใหญ่ดูจะสนิทสนมกับลู่ถิงอวี่ขึ้น?” เย่เฟิงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เมียงมองสหายคนสนิทที่กำลังดื่มชาอย่างนิ่งสงบอยู่...บางทีเย่เฟิงก็เริ่มรู้สึกคล้ายเสด็จพ่อขึ้นมาเช่นกัน

 

ลู่ถิงอวี่นี่ช่าง...น่าหมั่นไส้จริงๆ

 

“คนอ่อนแอก็มักรวมกลุ่มกันหรืออย่างไร?” เย่เซียวเปิดปากหาเรื่อง เลยถูกเย่ซืออวิ๋นถลึงตาดุๆ ใส่หนึ่งที...แต่มันไม่น่ากลัวแม้แต่น้อย ทำให้เขาอมยิ้มขำก่อนจะกลับมาตีหน้ายียวนเช่นเดิม

“น้องสามเหตุใดจึงได้พูดเช่นนี้เล่า ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอก็จริงแต่มากความสามารถนะ อย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้ทำร้ายจิตใจผู้อื่นสิ”

“นี่ท่านเข้าข้างเจ้านั่น?” เย่เซียวเหลือบตามองสหายสนิทพลางเบ้ปากใส่ไปหนึ่งที...เจ้าลู่ถิงอวี่ก็ยังนั่งดื่มชาอย่างสงบอยู่ได้...ขัดตาเสียจริง มิรู้ว่าไม่คุยอันใดกันมาเจ้าพี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อนี่ถึงได้เข้าข้างเสียได้

“ข้ามิได้เข้าข้างเสียหน่อย” เย่ซืออวิ๋นแก้มป่อง ตบหลังมือน้องชายเบาๆ คล้ายปลอบเด็กจนเย่เซียวคิ้วกระตุก และเย่เฟิงได้แต่กลั้นยิ้มจนแทบสำลักชา

 

น้องสามก็มีคนที่สู้ไม่ได้เพิ่มขึ้นแล้วสินะ...

 

“เย่เซียวเรียนวรยุทธ์ไปถึงไหนแล้ว?” เย่เทียนหลงเอ่ยถาม

“กระหม่อมกำลังฝึกเพลงดาบพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ท่านตาส่งอาจารย์มาเพิ่มให้ตามพระบัญชาแล้ว”

“อืม...”

“เย่เฟิงเจ้าเล่า?”

“กระหม่อมไม่ถนัดวิชาดาบ ท่านอาจารย์เลยสอนวิชากระบี่ให้แทนพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

“รู้จักกำลังตนเองเป็นสิ่งดี...ทำไม? เจ้าจะเรียนวรยุทธ์ด้วยหรืออย่างไร?” เย่เทียนหลงถามขึ้นเมื่อเจ้าตัวน้อยเงยมองพระองค์ตาแป๋ว

“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นรีบส่ายหน้ารัวๆ ทันที...ตนไม่อยากฝึกวรยุทธ์ อยากใช้ชีวิตสงบสุข เรียนวรยุทธ์นั้นต้องเรียนตั้งแต่เด็กร่างกายจึงจะคุ้นชิน “ลูกมิได้อยากเรียนวรยุทธ์เพียงแต่ชื่นชมน้องรองกับน้องสามพ่ะย่ะค่ะ ทั้งสองเก่งมากเลย”

องค์ชายใหญ่ยิ้มกว้างทำตาเป็นประกายทำให้น้องชายทั้งสองที่ถูกชมทำสีหน้าไม่ถูกทันที...ตาโตๆ เป็นประกายชื่นชมราวพวกเขาเก่งมาก ดีมากนั่นทำให้รู้สึกอยากตั้งใจเรียนวรยุทธ์มากขึ้นไปอีก

“พี่ใหญ่ควรเรียนวิชาตัวเบาติดตัวไว้บ้าง เผื่อใครรังแกเข้าสู้ไม่ได้ก็หนีได้” เย่เซียวว่า เขาคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เพราะพี่ใหญ่ไม่เหมาะกับการเรียนวรยุทธ์จริงๆ นั่นแหละ...แต่ในฐานะที่เกิดเป็นองค์ชายและเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ควรมีอะไรติดตัวไว้สักเล็กน้อย “เสด็จพ่อกระหม่อมขอให้พี่ใหญ่มาเรียนวิชาตัวเบากับลูกได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม...ก็ดี เจ้าใหญ่หาเวลาไปเรียนกับเจ้าสาม ข้าจะทดสอบความก้าวหน้าของเจ้าด้วยตัวเอง” เย่เทียนหลงตัดสินให้เสร็จสรรพแสร้งทำเป็นไม่มองดวงตากลมโตที่เบิกกว้างของเย่ซืออวิ๋น พลางมองลู่จิงตาขุ่นที่เจ้าตัวหัวเราะไม่หยุด

“เสด็จพ่อ...”

“เจ้าไม่พอใจ?” ฮ่องเต้เท้าคาง ค่อนข้างชอบใจที่ได้กลั่นแกล้งบุตรชาย...ช่วยได้นะเจ้าใหญ่ เจ้าดันทำหน้าตาน่ารังแกเองนี่

“ลูกมิกล้า...” ปากบอกมิกล้าแต่ในใจนั้นบ่นเสด็จพ่อไม่หยุด ซ้ำยังทำตาวาวๆ อย่างอาจหาญใส่ด้วย นี่พระองค์เห็นตนว่างงานเกินไปใช่หรือไม่...ฮึ่ย!

“แฮ่ม...ฝ่าบาทกระหม่อมมีเรื่องหนึ่งอยากจะทูลขอพระราชทานอนุญาตพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อหัวเราะจนพอใจแล้วลู่จิงก็หยิบแก้วชามาดื่ม ก่อนจะประสานมือไปทางฮ่องเต้ “ก่อนเริ่มเรียนอย่างเป็นทางการกระหม่อมอยากทูลขอพาองค์ชายทั้งสามไปศึกษาท้องพระโรงไท่หยวนเสียหน่อยพ่ะย่ะค่ะ ใช้เวลาว่างยามที่ไม่มีงานราชการเพียงแค่หนึ่งชั่วยามก็พอพ่ะย่ะค่ะ”

ฟังคำขอของท่านอัครเสนาบดีแล้วเย่ซืออวิ๋นก็ทำตาโตทันที จากนั้นก็หันไปยิ้มหวานให้...ท่านลู่จิงนี่ช่างสรรหาวิธีจริงๆ นั่นสิ...กฎห้ามตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็จริงว่าห้ามองค์ชายที่ยังมิได้ทำพิธีสวมกวานเข้าไป แต่นั่นในเชิงของการเข้าไปฟังการว่าราชการหรือการประชุมขุนนาง มิได้หมายถึงการไปชมเพื่อศึกษาเสียหน่อย

 

สมแล้วที่เป็นท่านลูจิง!

 

“อ้อ” เย่เทียนหลงส่งเสียงในลำคอ เห็นเจ้าตัวน้อยมองลู่จิงตาวาวด้วยความนับถือแล้วตนก็เข้าใจทันทีว่าทั้งสองคงไปตกลงกันเรื่องโจทย์ที่พระองค์ตั้งไว้ให้คราวก่อน...ก็ช่างหาตัวช่วยเสียจริง “ได้...ข้าอนุญาต แต่ว่ารอให้เจ้าสี่กลับมาเสียก่อน พวกเจ้าค่อยไปพร้อมกัน”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ลู่จิงรับคำแล้วหันไปยิ้มกว้างให้เย่ซืออวิ๋นองค์ชายใหญ่ก็ยิ้มหวานกลับมาอย่างชื่นชม ซึ่งขัดใจฮ่องเต้ไม่น้อย

 

ฮ่องเต้เช่นตนยังมิได้รับสายตาเช่นนั้นจากบุตรชายเลย เจ้าลู่จิงที่เป็นอัครเสนาบดีกลับได้ก่อน!

พ่อลูกสกุลลู่นี่น่าหมั่นไส้พอกันทั้งพ่อทั้งลูก!

 

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยเสียงเบา มองฮ่องเต้หนึ่งครา ยามเห็นเสด็จพ่อเลิกพระขนงขึ้นคล้ายถาม ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวรวบรวมความกล้า นั่นทำให้เย่เทียนหลงสงสัย

 

เจ้าตัวน้อยมีเรื่องสำคัญหรือ?

 

“มีอันใด?”

“เอ่อ...ลูก...ลูกหิวแล้วพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ...เมื่อใดท่านเกาจิ้นจะตั้งสำรับหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

สิ้นคำถามของเย่ซืออวิ๋นฮ่องเต้ก็แทบจะถอนหายใจเฮือก พลางมองบุตรชายอย่างระอาใจ ส่วนองค์ชายทั้งสองนั้นสำลักน้ำชาแทบจะทันที สองพ่อลูกตระกูลลู่ก็ยิ้มขำ ลู่ถิงอวี่มององค์ชายด้วยน้อยด้วยแววตาเอ็นดู

“เจ้านี่นะ...เกาจิ้นตั้งสำหรับเถิด พวกเจ้าก็อยู่กินข้าวที่ตำหนักจิ้งหยางกันก่อนแล้วกัน” เย่เทียนหลงเริ่มไร้คำพูดกับความตะกละของเย่ซืออวิ๋น หันไปบอกขันทีใหญ่ที่ก้มหน้ากลั้นยิ้มไม่หยุด เกาจิ้นรีบเรียกนางกำนัลให้ยกสำหรับขึ้นวางบนโต๊ะกลม แม้น้อยครั้งที่ฝ่าบาทจะทรงรั้งคนอื่นๆ ให้มาทานข้าวที่ตำหนักจิ้งหยาง แต่สำหรับและอาหารต่างๆ นั้นต้องเตรียมไว้ในปริมาณไม่น้อยอยู่แล้ว เพียงพอสำหรับหลายคนทาน

ทั้งหมดย้ายไปนั่งที่โต๊ะกลมขนาดใหญ่ สำรับอาหารหลากหลายและมีบางส่วนที่เกาจิ้นสั่งกำชับเป็นพิเศษเพราะเป็นของที่องค์ชายใหญ่ทรงโปรด เย่ซืออวิ๋นมองอาหารบนโต๊ะด้วยดวงตาเป็นประกาย ล้างมือเรียบร้อยก็จับตะเกียบเตรียมพร้อมทานเต็มที่ เป็นตัวตะกละน้อยๆ ที่ทำให้ทุกคนต้องยิ้มออกมา

องค์ชายใหญ่ทานอาหารอย่างมีความสุข ยังใจดีคีบอาหารให้น้องชายทั้งสอง ลู่จิง และลูถิงอวี่อย่างเอาใจใส่ ส่วนกับฮ่องเต้นั้นเย่ซืออวิ๋นไม่กล้าเท่าใดนัก แต่พอเสด็จพ่อไม่ว่าอันใดก็จัดการเลาะก้างปลาออกให้อย่างชำนาญ อาหารคาวถูกยกไปแทนที่ด้วยของหวานและผลไม้รวมถึงชาหอมๆ ช่วยย่อยอาหาร

 

ตำหนักจิ้งหยางนี่อุดมสมบูรณ์ดียิ่ง

 

“ไปเรียนกันได้แล้ว” เมื่อจบมื้ออาหารก็ใกล้ได้เวลาว่าราชการเต็มที เย่เทียนหลงจึงบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันออกไป ลู่ถิงอวี่เองเห็นท่านพ่อตนเองเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อยอยู่ในชุดขุดนางประจำตำแหน่งก็คาดว่าท่านพ่อคงเข้าว่าราชการเลย ดังนั้นตนคงต้องกลับไปที่จวนเอง “ลู่ถิงอวี่เจ้ารั้งอยู่ก่อน”

เย่เทียนหลงรั้งตัวบุตรชายท่านอัครเสนาบดีไว้ก่อนหนึ่งก้าว ทำให้เย่ซืออวิ๋นที่กำลังก้าวออกไปจากตำหนักพร้อมเย่เฟิงกับกับเย่เซียวชะงัก เหลือบตามองมองทันที

“ไปเถิดพี่ใหญ่” เย่เซียวดึงมือพี่ชายออกไป

“แต่ว่าถิงอวี่...”

“ไม่มีอันใดหรอกพี่ใหญ่ อย่าได้กังวลเลย” เย่เฟิงเองก็ดึงมืออีกข้าง องค์ชายทั้งสองจูงมือองค์ชายใหญ่ออกไปนอกตำหนักจิ้งหยาง เย่ซืออวิ๋นพยักหน้ารับได้แต่มองลู่ถิงอวี่อย่างห่วงใย พออีกฝ่ายส่ายหน้าและยิ้มให้อย่างมั่นใจก็ค่อยๆ วางใจ

 

เสด็จพ่อคงมิทำอันใดหรอก...กระมัง

 

...............

 

องค์ชายใหญ่ถูกน้องชายทั้งสองจูงมือคนละข้างออกมานอกตำหนักจิ้งหยาง พาให้เหล่านางกำนัลและขันทีทั้งหลายต่างก็แปลกใจ แต่พอเห็นใบหน้าบึ้งตึงขององค์ชายสามแล้วก็คิดเหมือนกันว่า

 

อาจจะถูกฝ่าบาทบังคับมาก็เป็นได้...

 

“เมื่อคืนท่านยังวิ่งหนีลู่ถิงอวี่มาตำหนักข้าเลยมิใช่หรือ เช้ามาเหตุใดจึงเป็นห่วงเป็นใยเจ้านั่นเสียขนาดนี้ได้?” หรือว่าเจ้าลู่ถิงออวี่ไปพูดอันใดกับพี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อนี่กัน ยิ่งใสซื่อดูตามใครเขาไม่ทันเสียด้วย...แล้ววาทศิลป์ของลู่ถิงอวี่ก็เป็นเลิศด้วย เจ้านั่นสามารถพูดเรื่องโกหกให้เป็นเรื่องจริงได้ตาใสโดยมิมีใครจับได้จนกว่าจะยอมเฉลยออกมาเอง

“เรื่องข้าน่ะช่างมันก่อนเถิด น้องรองกับน้องสามน่ะสิ...ทะเลาะกันมาหรือ?” เย่ซืออวิ๋นกุมมือน้องชายทั้งสองแน่นขึ้น “ทะเลาะกันไม่ดีนะ พวกเราเป็นพี่น้องกัน แม้จะต่างมารดาแต่ก็อย่าทะเลาะกันเลย”

ชาติก่อนตนเก็บตัวเงียบ ไม่ได้เข้าหาใคร ทั้งกับเสด็จพ่อกับเหล่าพี่น้อง...เพียงหวังว่าจะกันตัวเองออกจากอันตรายทั้งมวล ปกป้องแค่ตัวเอง...และคิดถึงแค่ตัวเอง ทำร้ายผู้คนไปไม่น้อยกับความไม่รู้ตัว

 

บางที...ที่ชาติก่อนข้าต้องโดดเดี่ยว

ก็เป็นเพราะตัวข้าเอง...

 

“ก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันนี่”

“ไม่จริง” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า “น้องสามกับน้องรองมองกันโกรธๆ แถมบรรยากาศก็ดูเยือกเย็นเกินไป ตอนเดินมาตำหนักจิ้งหยางข้ายังได้ยินว่าเมื่อคืนน้องสามไปทำลายข้าวของน้องรองถึงตำหนักด้วย?”

“เอ่อ...ก็แค่ไม่มีอะไรทำ” เย่เซียวตอบกวนๆ แต่ดันถูกถลึงตาใส่อย่างแสนงอน จนองค์ชายสามได้แต่ถอนหายใจอยางระอา “เอาล่ะๆ ข้ากับพี่รองแค่ทะเลาะกันให้ผู้อื่นดูน่ะ ท่านก็อย่ากังวลไปเลย”

 

เล่นทำสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยและดูเดือดร้อนเสียขนาดนี้ ขืนปล่อยให้เข้าใจว่าตนกับพี่รองชังน้ำหน้ากันจริงๆ คงได้วุ่นวายและทำอะไรน่าปวดหัวอีกเป็นแน่

 

“จริงหรือน้องรอง?” เย่ซืออวิ๋นคล้ายไม่แน่ใจนัก เพราะเขาจำได้ว่าชาติก่อนทั้งคู่ก็มิค่อยจะถูกกันเท่าไหร่

“จริงพ่ะย่ะค่ะพี่ใหญ่...เพียงแต่เรื่องนี้อย่าได้บอกผู้ใดไป ถือเป็นความลับระหว่างพวกเราสามคนดีหรือไม่?” เย่เฟิงยิ้มน้อยๆ ก้มหน้าลงถาม เพราะเขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาทำให้เย่ซืออวิ๋นเข้าใจว่านี่เป็นความลับสำคัญ เขาเลยพยักหน้าหงึก กระซิบกระซาบตอบกลับ

“ได้...ข้าจะไม่บอกใคร ดีแล้วที่พวกเจ้าสองคนมิได้เกลียดกันจริงๆ” แสดงว่าชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้กระมัง คนภายนอกมักเข้าใจว่าน้องรองกับน้องสามแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกัน แต่ความจริงแล้วการที่น้องรองสามารถครองตำแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคง...อาจเพราะมีน้องสามสนับสนุนอยู่ก็เป็นได้

 

นี่เป็นเรื่องราวที่ชาติก่อนตนไม่เคยรู้ แต่พอมารับรู้ก็ไม่ได้เสียใจหรือแปลกใจอันใด กลับดีใจเสียด้วยซ้ำที่ถูกน้องทั้งสองดึงมาร่วมแผนการด้วย

 

“ข้าจะช่วยด้วยนะ” เย่ซืออวิ๋นทำตาวาวจนเย่เฟิงและเย่เซียวหัวเราะหนึ่งเสียง อยากจะถามเสียจริงว่าอย่างพี่ใหญ่นี่หาเรื่องทะเลาะกับคนอื่นเป็นด้วยหรือ จะทำตาดุๆ ที่คล้ายลูกแมวนั่นใส่ก็คงไม่เรียกว่าทะเลาะหรอกกระมัง

“หึ...ข้าจะรอชม” เย่เซียวยื่นมือข้างหนึ่งไปจิ้มหน้าผากเย่ซืออวิ๋น

“น้องสามทำกับพี่ใหญ่เช่นนี้ไม่เหมาะกระมัง” เย่เฟิงปรามทันที ดูสิจิ้วแรงจนหัวเล็กๆ ของพี่ใหญ่สั่นไปมาแล้ว

“ทำไม? พี่รองจะท้าตีท้าต่อยกับข้าหรือ?” เย่เซียวเลิกคิ้ว มององค์ชายรองด้วยทีท่าที่มองอย่างไรก็ค่อนข้างหาเรื่อง จนเย่ซืออวิ๋นได้แต่สงสัยว่าตกลงทั้งสองมิได้ชังน้ำหน้ากันจริงๆ ใช่หรือไม่หนอ?

“ข้าไม่นิยมการใช้กำลัง” เย่เฟิงตอบกลับเสียงเรียบ

“พอเถอะ...ทั้งคู่นั่นล่ะ ไปดื่มชาที่ตำหนักลั่วสุ่ยก่อนดีกว่า วันนี้น้องรองกับน้องสามมิมีเรียนช่วงเช้า เช่นนั้นก็ไปนั่งเล่นตำหนักข้ากัน ข้าจะวาดภาพเหมือนให้น้องรองแล้วก็พาน้องสามไปเลือกเครื่องประดับฝากว่านกุ้ยเฟยด้วย”

“ได้สิพี่ใหญ่”

“ก็ได้”

พอทั้งสองคนตอบรับเย่ซืออวิ๋นก็ยิ้มหวานทันที ดวงตาเป็นประกายระยับ แกว่งมือเย่เฟิงและเย่เซียวที่ยังกุมมือของตนอยู่ไปมา ก่อนจะจูงมือทั้งคู่ก้าวเดินไปตำหนักลั่วสุ่ย

“มินึกว่าจะได้เห็นภาพเช่นนี้...ช่างน่าแปลกใจเสียจริงหนอ” แว่วเสียงสายหนึ่งดังขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงเรียบรื่นน่าฟังเจือความเสแสร้งเล็กน้อย ทำให้เย่เฟิงเลิกคิ้ว ส่วนเย่เซียวพาร่างตนเองมาบังเย่ซืออวิ๋นไว้ทันท่วงที

ที่ปลายสะพานอีกฝั่งหนึ่งนั้น...เด็กหนุ่มวัยเยาว์สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทเรียบไร้ลวดลาย เค้าโครงใบหน้านั้นดูคล้ายเย่เฟิงมาก เพียงแต่ดูอ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อย ผิวขาวไปทางซีดคล้ายคนป่วย ได้กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ จากตัวเขายามสายลมพัดผ่าน ดวงตาเรียวหรี่เล็กลงสะท้อนความฉลาดเฉลียวและความเจ้าเล่ห์เกินวัย ก่อนจะซุกซ่อนมันไว้อย่างรวดเร็วแล้วแทนที่ด้วยความหม่นหมองคล้ายคนไม่สบาย มือขาวเรียวยกขึ้นปิดปากแล้วกระแอมไอแรงๆ

“เพิ่งกลับมาถึงหรือ...น้องสี่” เย่เฟิงเอ่ยทักอย่างอ่อนโยน พลางยิ้มให้น้องชาย...

 

เย่หาน...โอรสลำดับที่สี่ที่ถือกำเนิดจากฮองเฮาเช่นเดียวกับเย่เฟิง

 

“พ่ะย่ะค่ะพี่รอง” เย่หานไอเสร็จแล้วก็ประสานมือคำนับ เขามองเย่เฟิงยิ้ม ปรายตามองเย่เซียวหนึ่งคราแต่ก็ประสานมือตามธรรมเนียน แต่เย่เซียวกลับส่งเสียงเหอะในลำคอย่างมิค่อยชอบใจน้ำหน้าน้องชายคนนี้เท่าไหร่ ซึ่งเย่หานก็มิได้สนใจ...เขากลับมองเย่ซืออวิ๋นที่ถูกเย่เซียวบังไว้ต่างหาก

 

น่าแปลก...ช่างน่าแปลกจริงๆ

ดูเหมือนช่วงเวลาที่เขาไปตำหนักพักร้อนนอกวัง...คงมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นมิใช่น้อย

 

เย่หานเหยียดยิ้มมุมปาก ประสานมือคำนับอีกครั้ง “คาราวะ...พี่ใหญ่”

เย่ซืออวิ๋นยื่นหน้าผ่านไหล่เย่เซียวมาก่อนพยักหน้ารับหงึกๆ เขาจะน้องสี่ได้ดี...โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ค่อนข้างน่ากลัวในความรู้สึกของเขา...เพราะชาติก่อนเย่หานมักกล่าววาจาไม่ดีๆ กับเย่ซืออวิ๋นอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าหลีกเลี่ยงได้ตนก็จะหลีกเลี่ยง

 

เพียงแต่ว่าชาตินี้กับชาติก่อนนั้นมิได้เหมือนกัน

ตนดีกับลู่ถิงอวี่ได้ก็ต้องดีกับน้องสี่ได้เช่นเดียวกัน

 

“กลับมาแล้วหรือน้องสี่” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง ก่อนจะมองเลยที่ด้านหลังของเย่หาน ดวงตากลมโตฉายแววแปลกใจและครุ่นคิด...เหตุใดใบหน้าองค์รักษ์ของน้องสี่จึงได้คล้ายคลึงกับใครคนหนึ่งนักนะ แม้จะดูเยาว์วัยกว่าในความทรงจำ...แต่ก็เป็นคนเดียวกันแน่

เย่หานเห็นสายตาเย่ซืออวิ๋นพอดีเขาเลิกคิ้วก่อนเอ่ยถาม “พี่ใหญ่สนใจเจิ้งปินหรือ?”

 

ใช่แล้ว...เจิ้งปิน

เขาก็คือหนึ่งในอนุชายของเย่ซืออวิ๋นในชาติก่อน!

 

แต่...เหตุใดจึงเป็นองค์รักษ์ของน้องสี่ไปได้เล่า!

 

...................

....................

 

“เจ้าเจิ้งปินนั่นมีอะไรน่าสนใจ พี่ใหญ่จึงได้เอาแต่จ้องไม่หยุด” เย่เซียวเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยคทำให้เย่ซืออวิ๋นที่กำลังจับจ้ององค์รักษ์ข้างกายของเย่หานอยู่หันมากระพริบตาปริบๆ ใส่น้องชาย ก่อนจะเอียงหน้างงๆ

“อ่า...ข้าแค่เพียงคิดว่าเขาหน้าตาคุ้นๆ น่ะ” เย่ซืออวิ๋นแก้ตัว จะไม่ให้คุ้นเคยได้ยังไงกันก็ชาติก่อนเจิ้งปินเป็นอนุชายที่เขารับเข้ามา แม้อีกฝ่ายจะค่อนข้างเก็บตัวและไม่ค่อยพูดกับใครแต่ก็เป็นคนงามที่น่าดูชม จำได้ว่าเย่ซืออวิ๋นติดตาก็เพราะการร่ายรำกระบี่ที่ทั้งงดงามและแข็งแรงในงานเทศกาลหยวนเซียวเมื่อชาติก่อน

“เจิ้งปินเป็นบุตรชายคนที่สามของใต้เท้าเจิ้ง...เจิ้งหยู พี่ใหญ่จะคุ้นหน้าก็มิแปลก” เย่เฟิงตอบก่อนจะรินชาใส่แก้วหยกแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเย่ซืออวิ๋น เพราะขณะนี้พวกเขาทั้งสามคน...ไม่สิสี่คนมานั่งอยูที่ศาลาริมน้ำของตำหนักลั่วสุ่ย

เย่ซืออวิ๋นไม่คุ้นหูชื่อนี้แต่จำต้องพยักหน้าเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเกิดความสงสัย...แสดงว่าเจิ้งปินเป็นคนของน้องสี่มาตั้งแต่แรกสินะ หรือว่าแฝงตัวเข้ามาสอดแนมเขา?...ตนในชาติก่อนมีอันใดให้สอดแนมกันได้เล่า อีกอย่างชาติก่อนเจิ้งปินก็ไม่ได้เข้าใกล้เขาสักเท่าไหร่นักด้วย คิดแล้วก็พลางเหลือบมองเย่หาน ดวงตาเรียวที่เจ้าเล่ห์นั้นจับจ้องเย่ซืออวิ๋นอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนประกายตาอย่างรวดเร็วแล้วกระแอมไอเบาๆ แทน

“น้องสี่...เอ้าๆ น้ำอุ่น เจ้าดื่มน้ำอุ่นก่อน อันกงกงท่านไปหยิบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดงในห้องมาให้น้องสี่ที เอาชาดอกท้อมาด้วยนะ” เย่ซืออวิ๋นรีบรินน้ำอุ่นแล้วส่งให้เย่หานทันที พลางมองอย่างห่วงใยด้วย...น้องสี่นี่ร่างกายอ่อนแอเหมือนถิงอวี่เลย ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้แต่ไม่ค่อยสงบเสงี่ยมอ่อนโยนเหมือนถิงอวี่ ชอบกล่าววาจาเสียดสีผู้อื่นอยู่ร่ำไป

 

เอาเถิดเขาก็น่าเห็นใจอยู่

 

“พ่ะย่ะค่ะองค์งชาย”

แววตาเห็นอกเห็นใจและห่วงใยเต็มที่นั้นทำเอาเย่หานชะงักค้าง มือที่ยื่นไปจะจับแก้วชาเปลี่ยนไปจับแก้วน้ำอุ่นที่เย่ซืออวิ๋นรินให้ทันที

 

นี่ไม่รู้จริงๆ...หรือว่าเสแสร้งกันนะ

 

“เขาไม่เป็นอันใดหรอกพี่ใหญ่ เช่นนั้นข้ากลับก่อนล่ะ มิใคร่อยากจะเห็นหน้าใครบางคน มองแล้วรู้สึกไม่จรรโลงสายตา!”

“ดียิ่ง! พี่สามเองก็รีบกลับไปเสียเถิด เห็นหน้าท่านแล้วเลือดลมข้าก็ตีขึ้นมาจนรู้สึกจะป่วยอีกรอบ” เย่หานตอบโต้กลับอย่างไม่ยอมเช่นกัน

“หึ! ให้เลือดลมตีขึ้นให้เจ้าป่วยไปเลยยิ่งดี”

“พอแล้ว อย่าทะเลาะกันสิ” เย่ซืออวิ๋นรีบปราม “น้องสามน้องสี่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง กล่าววาจาเช่นนั้นจะกระทบกระเทือนจิตใจคนป่วยได้นะ” 

เย่เซียวเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาอ้าปากคล้ายจะโวยวายว่าเจ้าสี่น่ะหรืออ่อนแอตรงไหน เห็นได้ชัดว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำ! มีเพียงพี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อคนเดียวเท่านั้นแหละที่มองไม่ออก แต่ก่อนที่เขาจะได้โวยมือขาวเรียวก็เย่ซืออวิ๋นก็ยื่นมากุมมือของเย่เซียวไว้ก่อน จากนั้นก็ยิ้มกว้างให้

“ไม่โกรธๆ ก่อนกลับเจ้าไปเลือกเครื่องประดับกลับไปสักหลายๆ ชิ้นด้วย...นำไปฝากว่านกุ้ยเฟย” คราวก่อนพระนางอุตส่าห์แบ่งอาหารให้เขา หลังจากนั้นก็ยังให้นางกำลังส่งขนมมาให้บ่อยๆ เย่ซืออวิ๋นรู้สึกปลาบปลื้มและนับถือ่านกุ้ยเฟยไปอีกเท่าตัว 

“ก็ได้!” เย่เซียวถอนหายใจหนักก่อนจะนั่งลงแรงๆ ไม่หันหน้ามองเย่หานสักเพียงนิด ทำเอาเย่ซืออวิ๋นได้แต่กระพริบตาปริบๆ

 

สองคนนี้ไม่ชอบหน้ากันจริงๆ สินะ

 

“น้องสี่เจ้าคลุมไว้ก่อนเถิด ตกหนักลั่วสุ่ยละอองน้ำเยอะประเดี๋ยวต้องผิวแล้วจะกระทบต่อร่างกายได้” เย่ซืออวิ๋นรับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแดงก่อนจะยื่นให้เจิ้งปินที่ก้าวออกมารับ...เจิ้งปินผู้นี้แม้จะเยาว์วัยกว่าชาติก่อนที่ตนเคยเจอ แต่เค้าโครงหน้าและลักษณะนิสัยก็ไม่เปลี่ยนไปเลย

 

นิ่งเฉยและเย็นชา

แต่เป็นคนงามที่หาได้ยากผู้หนึ่งจริงๆ...

 

เรือนร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเข้ารูกดูสะดวกและปราดเปรียว เส้นผมีดำยาวสวมกวานสีเงินขนาดเล็กบ่งบอกให้รู้ว่าเขาอายุเลยสิบห้ามาแล้ว ข้างเอวสะพายดาบสองเล่มเหมือนชาติก่อนที่เขาชอบทำ...ดาบสองเล่มนี่เล็กเรียวยาว เย่ซืออวิ๋นจำได้ถนัดตาว่าชาติก่อนที่เจิ้งปินยอมมาเป็นอนุของตนก็เพราะดาบล้ำค่าที่เขาครอบครอง แต่มิใคร่นึกว่านั่นเป็นเรื่องบังหน้าอย่างหนึ่ง

 

เอาเถิด...ชาตินี้ก็จงอยู่ให้ห่าง พูดคุยได้แต่ห้ามไปผูกมิตรด้วย ถ้ามีเรื่องจำเป็นก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือถือเป็นการชดเชยที่เมื่อชาติก่อนตนทำร้ายคนผู้นี้ทางอ้อม

 

เจิ้งปินมององค์ชายใหญ่ที่ถอนหายใจเบาๆ ดวงตาสุกสกาวนั้นจับจ้องเขาจากนั้นก็คลี่รอยยิ้มอันงดงามมอบให้...รอยยิ้มที่ราวบุปผาแย้มบาน แต่งแต้มรอบข้างให้สว่างไสวมีชีวิตชีวา เขารู้สึกว่ามุมปากแข็งๆ ของตนยังกระตุกยิ้มตามขึ้นมาเล็กน้อยเลย

“แฮ่ม! เจิ้งปิน เจ้าเอาเสื้อคลุมมานี่...แค่กๆ ข้าหนาว” เย่หานที่มองทั้งคู่อยู่ส่งเสียงกระแอมไออย่างไม่ค่อยพอใจนัก ที่องค์รักษ์หน้าตาของตนกลับยิ้มให้ผู้อื่น แม้จะเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่ไม่อาจเรียกได้ว่ายิ้ม...แต่สำหรับคนเย็นชาอยู่เสมออย่างเจิ้งปินนั่นก็ถือว่ามากแล้ว

เจิ้งปินรับเสื้อคลุมตัวหนาไปคลุมไหล่ให้เย่หานตามรับสั่ง ความหนานุ่มอันแสนอบอุ่นและความหอมอ่อนๆ คล้ายกินน้ำค้างยามเช้าทำให้เย่เหานอดจะเลิกคิ้วไม่ได้ 

 

เป็นของดี...

 

“ขอบพระทัยพี่ใหญ่...แค่ก ข้าต้องไปก่อนแล้ว...ประเดี๋ยวจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อและเสด็จแม่”

“ได้ๆ เจ้าไปเถิด เข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์เสร็จเรียบร้อยก็รีบไปพักผ่อนเสียล่ะ เอาเต่าอุ่นพกติดตัวไปด้วย กางร่มด้วย เดี๋ยวโดดนละอองน้ำเดี๋ยวโดนแสงแดดจะไม่สบายไปได้...อังกงกงข้าวานท่านอีกรอบ ร่มกับเต่าอุ่น ผ้าสะอาดสักผืนให้น้องสี่”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” อันกงกงรีบทำตามบัญชาขององค์ชายน้อยอย่างรวดเร็ว กลับมาพร้อมร่มหนึ่งคัน เต่าอุ่นหยกและผ้าขาวในตะกร้าสานหนึ่งผืน ในนั้นยังมีแก้วหยกที่ปิดฝาสนิทซึ่งภายในบรรจุน้ำอุ่นอยู่ด้วย

“อันกงกงนี่ช่างรู้ใจกันจริงๆ เลย...” เย่ซืออวิ๋นยิ้มให้กงกงคนสนิท พยักหน้าให้อีกฝ่ายส่งของทั้งหมดให้เจิ้งปิน เย่หานเหลือบมองแวบหนึ่งประสานมือคำนับพี่ชายทั้งสามแล้วเดินออกไปจากตำหนักลั่วสุ่ยทันที

“นั่นเป็นร่มน้ำมันที่ท่านวาดเอง?” เย่เซียวเลิกคิ้วขึ้น เพราะตนจำลายเส้นการวาดภาพของพี่ใหญ่ได้ถนัดตา...ภาพที่มีเอกลักษณ์และมีชีวิตชีวาเช่นนั้นมีไม่กี่คนหรอกที่จะรังสรรค์ออกมาได้

“ใช่แล้ว...เวลาว่างก็วาดน่ะ น้องรอง...จะให้ข้าวาดภาพเหมือนเจ้าวันนี้หรือวันอื่นดี นี่ก็ใกล้จะได้เวลาเรียนแล้ว”

“พี่ใหญ่ว่างเวลาใดก็ให้คนมาแจ้งข้าสักคำเถิด วันนี้คงไม่สะดวกแล้ว” เย่เฟิงยิ้มจางแม้ในใจจะค่อนข้างไม่สบอารมณ์เล็กน้อย น้องสามได้ภาพวาดจากพี่ใหญ่ไปแล้ว น้องสี่ก็ได้ร่มที่พี่ใหญ่วาดเอง...มีเพียงตนที่ดูจะยังไม่ได้?

“เช่นนั้นก็ได้ มิต้องเสียใจนะน้องรอง ข้าจะวาดร่มน้ำมันให้เจ้าอีกคันด้วย” เห็นแววตาน้องชายแล้วเย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าน้องรองผู้สง่างามกำลังน้อยใจอยู่แน่ๆ ในฐานะพี่ชายที่ดีตนไม่อาจปล่อยให้น้องชายน้องใจได้เลยต้องรีบสำทับไปอีกหนึ่งประโยค “วาดภาพในพัดให้ด้วยดีหรือไม่”

เย่เฟิงยิ้มอย่างน่ามองออกมา “ล้วนดีทั้งสิ้น” ได้ช้าแต่ดูว่าเขาจะได้มากกว่าคนอื่น...

“พี่ใหญ่นั่นท่านลำเอียงแล้ว! ข้าเองก็จะเอาทั้งร่มทั้งพัดด้วย” เย่เซียวรีบโพล่งขึ้นมาทันที เรื่องอันใดตนจะยอมกัน ดวงตาสองคู่ขององค์ชายรองและองค์ชายสามสบกัน ประกายตาเยือกเย็นจนเย่ซืออวิ๋นได้แต่กระพริบตาปริบๆ ว่าตกลงน้องรองกับน้องสามแสร้งทะเลาะกันหรือว่าไม่ชอบกันแล้วอยู่แล้วจริงๆ หนอ

“ได้ๆ ให้พวกเจ้าทั้งคู่...ไป น้องรองเจ้าเองก็เลือกเครื่องประดับไปฝากฮองเฮาสักหน่อยเถิด ไว้ข้าจะไปถวายพระพรพระนางด้วยตนเอง” เย่ซืออวิ๋นจูงมือน้องชายทั้งสองไปข้างใน ปลดกุญแจสีทองเล็กๆ ที่คอที่สวมไว้ตลอดออกมาไขห้องประตูสมบัติ...เสด็จแม่ของเขาฉินกุ้ยเฟยมาจากสกุลเก่าแก่ที่ทรัพย์สมบัติมหาศาล ตอนนางเข้าวังมาก็นำสินเดิมติดตัวมาด้วยไม่น้อย แล้วสมบัติส่วนนั้นก็ตกทอดมายังเย่ซืออวิ๋น “พวกเจ้าชอบอันใดก็หยิบไปเลย”

เย่เฟิงกับเย่เซียวกระพริบทันทีกับภาพที่เห็น เครื่องประดับ อัญมณี ผ้าไหมหายาก ภาพวาด ตำราล้ำค่าหลายอย่างเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ทองคำ เงิน ก็หลายหีบ...เป็นคลังสมบัติขนาดย่อมเลยทีเดียว ขนาดเย่เฟิงกับเย่เซียวที่เคยเห็นของมีค่ามาไม่น้อยก็อดรำพึงในใจไม่ได้

 

ตระกูลฉินนี่ร่ำรวยไม่น้อยจริงๆ

แต่...ถ้าคนตระกูลฉินมารู้ว่าหลานชายที่พวกเขาฝากความหวังนำสมบัติที่ว่ามามอบให้ศัตรูจะทำสีหน้าเช่นไรกันหนอ...

 

“พี่คงเป็นสมบัติสวนตัวของฉินกุ้ยเฟยกระมังพี่ใหญ่” เย่เฟิงหรี่ตาไปรอบๆ

“ใช่แล้วของเสด็จแม่ข้าเอง เก็บไว้ก็มิได้ใช้...บางอย่างเป็นของพระราชทานนำออกไปขายหรือจำนำก็ไม่ได้ พวกเจ้าสองคนชอบชิ้นไหนก็หยิบไปเลย ผ้าไหมลั่วสุ่ยงามๆ มีหลายพับหยิบไปได้ตามใจชอบเลย” ชาติก่อนตนก็นำสมบัติที่เสด็จแม่เหลือทิ้งไว้ให้มาใช้ชีวิตเป็นองค์ชายว่างานได้ แม้จะมีวังหลวงคอยดูแลอยู่ แต่เย่ซืออวิ๋นต้องคอยดูแลคนงามทั้งเจ็ดของตนให้อยู่ดีกินดี แม้บางส่วนจะไม่สามารถนำไปขายได้เพราะเป็นของพระราชทานจากฮ่องเต้ อดีตฮ่องเต้

“พี่ใหญ่...ท่านไม่คิดจะเก็บไว้ให้ญาติสตรีผู้น้องต่างๆ ในสกุลเดิมบ้างหรือ?” เย่เซียวเปรยถาม น้ำเสียงคล้ายมีอะไรแต่ก็ฟังคล้ายไม่มีอะไร พอเขาถามเสร็จเย่เฟิงก็หรี่นัยน์ตาลง

“ญาติสกุลเดิม...หมายถึงสกุลฉินของเสด็จแม่หรือ?” เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น เขาถอนหายใจเบาๆ พลางไพล่นึกไปถึงชาติก่อน ตอนที่ตนย้ายไปอยู่นอกวังแล้วนั้น ก็มีคนสกุลฉินมาพบปะอยู่เสมอ มีท่านตา ท่านยาย ท่านน้า ท่านป้า ท่านลุงโผล่มาบ่อยครั้ง หนึ่งในสามสามีของเย่ซืออวิ๋นก็เป็นของสกุลฉิน เพราะท่านตาขอให้รับไว้...แต่ก็ใช่จะรักใคร่ผูกพันอะไรกัน...ต่อให้เขามิใช่ประเภทที่อะไรซับซ้อน แต่เย่ซืออวิ๋นก็ใช้ชีวิตในวังหลวงมาหลายปี

 

เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าในชาติก่อนสกุลฉินเข้าหาตนเองเพราะหวังผลประโยชน์

ไม่สิจะกล่าว่าไม่สนิทชิดเชื้อหรือไม่ผูกพันก็ไม่ได้ มีคนผู้หนึ่งที่เย่ซืออวิ๋นรู้สึกสนิทสนมด้วยเป็นพิเศษ

เพียงแต่...เขาจำหน้าไม่ได้ จำชื่อได้รางๆ

เพราะเหตุใดกันนะที่นึกไม่ออก

 

“พี่ใหญ่” เย่เซียวเรียกเมื่อเห็นพี่ใหญ่เหม่อนิ่งคล้ายคิดอันใดอยู่

“อ้อ...ข้าเหม่อมอีกแล้ว ข้าไม่รู้จักญาติฝั่งมารดาสักคน สกุลฉินไม่ได้อยู่เมืองหลวงกันด้วยมิใช่หรือ ญาติผู้น้องที่เป็นสตรีมีกี่คนข้ายังไม่รู้เลย...”

 

ถึงรู้ก็ไม่ยกให้พวกนางหรอก

 

เย่ซืออวิ๋นยิ้มให้เย่เฟิงกับเย่เซียว “ข้าเป็นคนสกุลเย่ย่อมต้องมอบของมีค่าให้น้องชายอย่างพวกเจ้าอยู่แล้วสิ” 

องค์ชายรองและองค์ชายสามนิ่งไปทันที ก่อนเย่เซียวจะหัวเราะในลำคออย่างมีเลศนัย ส่วนเย่เฟิงก็ยิ้มจางยื่นมือไปกุมมือเย่ซืออวิ๋นไว้ “พี่ใหญ่โปรดจำประโยคนี้ไว้”

 

ไม่ว่าวันหน้าท่านจะได้รับรู้อันใดมา

ขออย่าได้ลืมประโยคนี้ที่ท่านเคยพูด

 

แม้เย่ซืออวิ๋นจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก แต่เขาก็พยักหน้าหงึกพร้อมยิ้มกว้าง จับมือเย่เฟิงแล้วเกี่ยวนิ้วก้อยกันไว้เบาๆ ก่อนจะเขย่าหลายครั้ง มืออีกข้างก็ดึงมือเย่เซียวมาทำเช่นเดียวกัน ก่อนจะยิ้มหวานพร้อมเอ่ยเสียงนุ่มนวลแต่ฟังแล้วหนักแน่นจริงจัง

“ข้าสัญญา”

 

เป็นสัญญาในวัยเยาว์...ที่เย่ซืออวิ๋นไม่รู้ว่าจะช่วยยึดเหนี่ยวตนไว้...ยึดเหนี่ยวพวกเขาทั้งหมดไว้...

ในอนาคต...

 

..............

 

ด้านองค์ชายสี่เย่หานที่เดินออกมาจากตำหนักลั่วสุ่ยนั้นสีหน้าไม่ค่อยจะดีนัก เขาแหงนมองร่มน้ำมันที่วาดลวดลายป่าไผ่อย่างงดงาม คนวาดใช้สีเขียวและสีฟ้าครามทั้งด้านนอกด้านใน สามารถจิตนาการถึงความสงบและความงดงามของฝากฟ้าสีครามกลางป่าไผ่ได้ชัดตา

 

มิรู้ว่าเป็นฝีมือวาดของจิตรกรหรือบัณฑิตท่านใด แต่นับว่าเป็นภาพวาดที่งดงามยิ่ง

 

“เจ้าถือร่มดีๆ” เย่หานเอ่ยเสียงเรียบ ปรายตามองคนข้างกายหนึ่งที เขายกมือกระแอมไอ ผ่อนฝีเท้าเป็นเดินอย่างเชื่องช้าเหนื่อยอ่อน เพราะทุกคนในวังหลวงต่างรู้ว่าองค์ชายสี่เย่หานนั้นร่างกายอ่อนแอ

เจิ้งปินมิได้กล่าวตอบแต่กลับถือร่มให้สูงขึ้นและมั่นคงขึ้น แสงแดดอ่อนๆ ต้องกระทบทำให้ร่มคันงามเป็นประกายวาว 

“ดูเหมือนพี่ใหญ่ของข้าจะชมชอบเจ้ามิใช่น้อยเลยเจิ้งปิน” เย่หานหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด แต่เจิ้งปินก็ยังไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ความเงียบและความเย็นชาเช่นนี้เย่หานคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ถ้าวันไหนเจิ้งปินพูดมากขึ้นมาน่ะสิถึงจะน่าแปลกใจ “ข้ามอบเจ้าให้เขาดีหรือไม่?”

เจิ้งปินชะงักฝีเท้า แม้จะเป็นเสี้ยวเดียวแต่เย่หานที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็กรู้ดีทันที จึงเลิกคิ้วแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้ายินดีจะไปหรือไม่เล่า?”

“หากเป็นประสงค์ขององค์ชาย” เสียงนุ่มทุ้มเยือกเย็นตอบกลับมา แต่กลับทำให้เย่หานไม่พอใจ องค์ชายสี่หยุดเดิน จากนั้นก็ผินกายกลับมาจับจ้องคนที่อายุมากว่าและสูงกว่าตน

“เจ้าหาเรื่องจะไปจากข้ามากกว่ากระมังเจิ้งปิน...เช่นนั้นก็เสียใจด้วย ชีวิตนี้เจ้าคงต้องจมอยู่กับข้าจนมิอาจหนีหายได้อีกแล้ว” พูดจบเย่หานก็หันกลับมาแล้วก้าวเดินต่ออย่างเชื่องช้า พลางยกมือขึ้นไอสองสามครั้งแล้วลูบหน้าอกตนเองไปมา ความเรียบลื่นของผ้าคลุมทำให้เขานึกถึงเจ้าของ

 

ใบหน้างดงามจับตา ดวงตาสุกใสเป็นประกาย ท่าทางจริงใจใสซื่อและน่าเอ็นดู

มองมุมไหนก็ต่างกับตน

 

องค์ชายสี่แค่นยิ้ม...สกุลฉินเป็นปีศาจจิ้งจอกกันทุกคนเสียจริง!

 

เขาไม่ชอบพี่ใหญ่ผู้นี้ แวบแรกที่เห็นก็มิชอบเสียแล้ว...ครั้งอยู่นอกวังได้ยินเสียงลือมาเยอะ จดหมายที่เสด็จพ่อและพี่รองพี่สามส่งมาก็มักกล่าวถึงเรื่องของคนผู้นี้อยู่ไม่น้อย ทำให้เย่หานนึกสงสัยว่าเจ้าคนที่ดีเก็บตัวนั่นมีดีถึงขนาดให้หลายคนกล่าวถึงเลยเชียวหรือ

 

แต่วันนี้ที่กลับมาและได้มองอีกฝ่ายเต็มตาอีกครั้ง...เย่หานพลันรู้สึกว่าพี่ใหญ่ไม่เหมือนเดิม

ไม่เหมือนครั้งสุดท้ายที่ตนได้เจอก่อนออกจากวัง

 

ไม่ได้เป็นคนเก็บตัว ทำเป็นสงบเงียบเจียมเนื้อเจียมตัวผู้นั้นอีกแล้ว ถ้าเป็นเสียอย่างนั้นเขาคงมีข้ออ้างมากมายให้หาเรื่องอีกฝ่าย...เพราะคนประเภทนั้นมักซุกซ่อนความคิดบางอย่างไว้อย่างแยบยลและน่ากลัวมิใช่น้อย แต่พี่ใหญ่ยามนี้ทั้งจริงใจ ดูใสซื่อ บริสุทธิ์ เป็นมิตรยิ่งนัก

 

ซ้ำยัง...

นึกถึงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยและการเอาใส่ที่ออกมาจากใจจริงๆ นั่นก็...

ข้าจะลองดูท่าทีไปอีกสักหน่อยแล้วกัน ถ้าเขาเกิดมีใจคิดเป็นอื่นขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อย หรือซุกซ่อนกลอุบายใดไว้ก็จะไม่ปราณีเด็ดขาด

 

“ถึงตำหนักจิ้งหยางแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งปินหุบร่มก่อนกล่าวบอก เขาปล่อยให้องค์ชายสี่เข้าไปเพียงลำพังส่วนตนนั้นยืนรออยู่ด้านนอกตามกฎขององค์รักษ์ เย่หานก็เข้าใจข้อนี้ดีเลยมิได้ดึงดันต่อ เมื่อเดินเข้าไปในตำหนักก็พบว่านอกจากฮ่องเต้แล้วยังมีท่านอัครเสนาบดีลู่จิงและลู่ถิงอวี่ที่กำลังนั่งเดินหมากกับโอรสสวรรค์อยู่ด้วย

“ถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เย่หานคุกเข่าลงถวายพระพรเต็มพิธีตามธรรมเนียม ได้ยินสุรเสียงทุ้มตรัสให้ตนยืนขึ้น

เย่เทียนหลงที่เพิ่งว่าราชการยามเช้าเสร็จและกำลังเดินหมากกับลู่ถิงอวี่อยู่ยกยิ้มน้อยๆ ให้บุตรชาย “กลับมาเสียที”

“ทำให้เสด็จพ่อ เสด็จแม่เป็นกังวลแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เย่หานค้อมศีรษะลง ก่อนจะยิ้มหยี ไหนเลยจะเหลือมาดองค์ชายร่างกายอ่อนแอจอมหยิ่งยโส “คิดถึงวังหลวงมิน้อยทีเดียว”

“เจ้านี่นะ” เย่เทียนหลงส่ายหน้า บุตรายคนนี้แม้อายุเพียง 9 ขวบแต่กลับชำนาญเรื่องจิตใจผู้คนและการอ่านสีหน้ายิ่งนัก ซ้ำยังฉลาดเฉลียวเจ้าแผนการไม่น้อย...เพียงแต่แผนที่เย่หานวางมักเอามาใช้จัดการศัตรูและคนที่เจ้าตัวไม่ชอบหน้า “ไปตำหนักลั่วสุ่ยก่อนมาที่นี่หรือ?”

แม้เย่หานจะค่อนข้างแปลกใจที่เสด็จพ่อทรงทราบเร็วขนาดนี้แต่ก็ยังพยักหน้าขานรับ “พ่ะย่ะค่ะ ตอนกลับมาบังเอิญเจอพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม ลูกเลยไปนั่งดื่มชาตำหนักลั่วสุ่ยก่อนมา”

“อ้อ” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว พลางวางเม็ดหมากลงไปตรงมุมแม้ไม่ได้มอง แต่ก็ทำให้ลู่ถิงอวี่ที่ตกเป็นรองลำบากกว่าเดิม คุณชายลู่ใบหน้าซีดเซียวจนดูคล้ายกับว่ากำลังถูกฮ่องเต้รังแก 

“ฝ่าบาททรงเลิกทรมานถิงอวี่เถิดพ่ะย่ะค่ะ บุตรชากระหม่อมเดินหมากกับพระองค์มาเป็นกระดานที่สามแล้ว ยังไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย” ลู่จิงทนมองไม่ได้เลยได้แต่เอ่ยขึ้นมา เห็นบุตรชายแสนรักของตนถูกฮ่องเต้นิสัยเสียเจ้าคิดเจ้าแค้นกลั่นแกล้งแล้วตนก็ปวดใจเหลือเกิน ก่อนไปว่าราชการก็รับสั่งให้อาถิงคัดแยกกองฎีกา กลับมาก็ชักชวนอาถิงเดินหมาก ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเดินหมากกับฮ่องเต้เย่เทียนหลงเปลืองทั้งพลังกายและพลังใจ ต้องใช้สมองครุ่นคิดและจะมีช่องว่าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย กระดานเดียวก็เหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว นี่ยังตั้งสามกระดาน

 

อาถิงที่ร่างกายอ่อนแอมีหรือจะทนได้นาน

แค่เรื่องผ้าคลุมสองตัวแท้ๆ

 

“เจ้าจะมาเดินหมากแทน?” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว ปรายตามองลู่จิงเล็กน้อย ท่านอัครเสนาบดีชักสีหน้าใส่โอรสสวรรค์อย่างอาจหาญแล้วดูเหมือนเย่เทียนหลงเองก็มิได้โกรธ กลับเริ่มสนุกสนานขึ้นมากว่าเดิม

 

ได้ทำให้อัครเสนาบดีลู่ผู้เยือกเย็นและสงบนิ่งเปลี่ยนสีหน้าไปมาหรือโมโหได้เป็นอะไรที่น่าชมจริงๆ

 

“ข้ายังมิเห็นว่าถิงอวี่ของเจ้าจะเดือดร้อนตรงไหน” เพราะแม้ถูกพระองค์กดดันหรือแพ้มาสองกระดานรวดเย่ซืออวิ๋นก็ยังคงสงบนิ่ง มุมปากแย้มยิ้มน้อยๆ ไม่เปลี่ยนแปลง สีหน้าแม้ซีดเซียวแต่ก็มิได้หมดหวัง ซ้ำกระดานที่สามนี้เย่เทียนหลงยังรู้สึกว่าลู่ถิงอวี่ตอบโต้ได้ดีกว่าสองครั้งแรกมากนัก

 

เจ้าเด็กนี่...ร้ายกาจ

 

รู้ว่าตนชนะได้ยากสองกระดานแรกเลยเก็บข้อมูล กระดานที่สามนี้เลยวางแผนจากสองกระดานแรกสินะ แม้พระองค์จะชนะก็คงประมาณหนึ่งแต้มหรือครึ่งแต้มเท่านั้น

พระเนตรมังกรจับจ้องมือขาวซีดที่วางหมากลงบนกระดานแล้วหรี่ลง มองหน้าลู่ถิงอวี่ทั้งชอบใจทั้งมิชอบใจ...เจ้าเด็กนี่อะไรๆ ก็ดีไปเสียทุกอย่าง ซ้ำยังกล่าวได้ว่าเป็นลูกศิษย์ที่เย่เทียนหลงภูมิใจ

 

แต่ผู้ใดให้เจ้าไม่มีอะไรทำก็ไปหลอกล่อบุตรชายผู้อื่นกันเล่า

 

“ฝีมือเดินหมากของพี่ลู่ก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว” เย่หานเปรยเบาๆ มองลู่ถิงอวี่ที่เงยหน้ามายิ้มให้ตน เขาเดินไปหาลู่จิงพลางปลอบท่านอาจารย์หนึ่งประโยค มิให้โกรธเกรี้ยวไปมากกว่านี้ “ท่านอาจารย์เองก็ยังสง่างามไม่เปลี่ยนเลย”

“องค์ชายทรงชมกระหม่อมเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เย่หาน จากนั้นก็ทำหน้าบึ้งตึงใส่โอรสสวรรค์...เหตุใดฮ่องเต้ที่นิสัยใจคอคับแคบผู้นี้ถึงได้มีบุตรชายที่ต่างก็เป็นเด็กดีอย่างองค์ชายทั้งสี่ได้หนอ... “กลับมาคราวนี้จะประทับอยู่ในวังนานเท่าไหร่หรือพ่ะย่ะค่ะ”

“อีกสักระยะ คราวนี้ข้าจะได้เรียนกับท่านอาจารย์ลู่จริงๆ จังๆ แล้ว” เย่หานหัวเราะเบาๆ ส่วนลู่จิงนั้นก็ได้แต่ยิ้มพลางส่ายหน้า...ใครๆ ต่างก็รู้ว่าองค์ชายสี่ร่างกายอ่อนแอ ทุกช่วงเปลี่ยนฤดูต้องเสด็จไปประทับที่ตำหนักพักร้อนนอกวังอยู่เสมอ จะมาเรียนแบบ ‘จริงๆ จังๆ’ น่ะไม่มีทาง

“กระหม่อมจะรอพ่ะย่ะค่ะ...ฝ่าบาท พระองค์ปล่อยอาถิงคืนกระหม่อมมาเถิด มิเช่นนั้นยามสอนเหล่าองค์ชายกระหม่อมจะสั่งการบ้านให้หนักหนายิ่ง” คิดว่าท่านรังแกบุตรชายผู้อื่นเป็นฝ่ายเดียวหรืออย่างไรกัน...เว้นองค์ชายใหญ่ไว้หนึ่งพระองค์ลู่จิงมิอาจหักห้ามใจทำใจร้ายได้ลง

“บิดาเจ้าพูดมากยิ่ง”

“ท่านพ่อเพียงแค่มิชอบเดินหมากพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นพินิจหมากในกระดาน หมากดำที่ตนถือครองอยู่ถูกยึดพื้นที่ไปเสียแล้ว...แพ้ชนะตัดสินกันแล้ว

“ครึ่งแต้ม...ฝีมือเจ้าก้าวหน้าไปอีกแล้ว” สุระเสียงแฝงแววชื่นชมทำให้ลู่ถิงอวี่ยิ้มบาง ประสานมือคำนับขอบพระทัย “เกรงว่าถ้ามีกระดานที่สี่คงเป็นเสมอ และกระดานที่ห้าเจ้าอาจชนะ”

“กระหม่อมไม่อาจเดินต่อได้จนถึงกระดานที่สี่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ลู่ถิงอวี่หอบหายใจเบาๆ พลางกล่าวขอบคุณเกาจิ้นที่ส่งน้ำชาให้เขาดื่ม ชวนให้นึกถึงองค์ชายตัวน้อยที่ใส่ใจและดูแลตนอย่างกระตือรือร้น คาดว่าถ้าเห็นเขาหอบหายใจหนักเช่นนี้คงทำตาโตเป็นแน่

“ถ้าหากเป็นผู้อื่นกระดานแรกก็พ่ายแพ้ยับเยินทั้งจิตใจและร่างกายแล้ว” เย่หานเหลือบตามองหมากในกระดานที่ซับซ้อนวุ่นวาย ในใจก็อดนับถือทั้งเสด็จพ่อและลู่ถิงอวี่มิได้...เลิศล้ำในแผ่นดินจริงๆ

“เจ้าจะลองหรือไม่เจ้าสี่”

เย่หานรีบส่ายหน้าทันที แสร้งกระแอมไปแรงๆ แต่กลับถูกพระเนตรคมดุจับจ้อง พระหัตถ์ใหญ่ของเสด็จพ่อยกมาดีดหน้าผากตนแรงๆ “เก็บท่าทีเสแสร้งไม่จริงของเจ้ากลับไป...เจอพี่ใหญ่ของเจ้าแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”

“สำหรับพี่ใหญ่ผู้นี้...ตอนนี้ลูกยังมิอาจบอกเสด็จพ่อได้” นี่เป็นคำกล่าวด้วยความสัตย์จริง เย่หานเพิ่งกลับมาเจอเย่ซืออวิ๋นได้เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ แม้จะไม่ค่อยชอบแต่ตนไม่มีวิสัยตัดสินผู้อื่นเพราะอคติบังตา “เพียงแต่ว่า...หากพี่ใหญ่เป็นเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลงเขาก็จะเป็นพี่ใหญ่ของลูกและเป็นองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์เย่ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

 

หวังเพียงแต่ว่ายามที่เขาได้พบสกุลฉิน ได้พบคนผู้นั้น

เขาจะยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

“กระหม่อมเชื่อในตัวองค์ชายใหญ่” ลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นหนึ่งประโยคทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาทันที เย่เทียนหลงหรี่ตาลงเพราะแม้แต่ตนก็ไม่อาจกล่าววาจาเชื่อมั่นในตัวเย่ซืออวิ๋นได้เช่นนี้ “ดวงตาคู่นั้น...กระหม่อมเองก็ไม่เคยพานพบมาก่อน”

 

บริสุทธิ์ใสซื่อ...ไม่กระหายอำนาจ

จริงใจและอ่อนโยน

 

ใช่แล้ว...ดุจดวงดารานับพันหมื่นบนฟากฟ้ายามราตรีกาล ที่แม้จะมืดมิดเพียงใดดวงดาวก็ยังทอแสงสุกกาวและงดงามจับตาเสมอ

 

“เชื่อว่าเขาจะไม่เปลี่ยนไปมิว่าจะได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่าง”

เย่หานหรี่ตาลงทันที อยากจะถามเหลือเกินว่าพี่ใหญ่ผู้นั้นไปทำอันใดไว้กันแน่หนอถึงทำให้คนอย่างลู่ถิงอวี่มั่นใจในตัวเขาได้ถึงเพียงนี้

 

แต่ว่า...เช่นนี้สิถึงจะสนุก

“ถ้าท่านเชื่อมั่นถึงเพียงนั้น...เราลองมาพนันกันสักตาดีหรือไม่เล่าพี่ลู่”

“องค์ชายสี่อยากพนันอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ สีหน้าและแววตาไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยืนข้างบิดาอย่างสง่างาม

เย่หานเองก็ยิ้มเช่นกัน ประในดวงตาเฉียบคมขึ้นหลายเท่า เอ่ยกล่าววาจาที่ทำให้ฮ่องเต้และท่านอัครเสนาบดีต้องเลิกคิ้ว

“ด้วยตำแหน่งว่าที่อัครเสนาบดีเป็นอย่างไร”

 

..................

องค์ชายสี่เขาเป็นคนร้ายๆ ไม่เบาเลยค่ะ ส่วนพี่ลู่นั้น...ทำไมมีแต่คนสงสัยพี่กันคะเนี่ย 555 พี่ทั้งอ่อนแอแล้วก็บอบบางด้วย ถูกฮ่องเต้ที่คิดมากกับเรื่องเสื้อคลุมสองตัวรังแกเอา แล้วก็จะโดนเรื่อยๆ นั่นล่ะค่ะ องค์ชายสี่ก็ไม่รอดหรอก ฮ่องเต้เขาใจแคบ ^_^

ช่วงนี้ฤดูฝนแล้ว ทุกคนอย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยน้าาา เรานี่ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ ช่วงเปลี่ยนฤดูอากาศแปนปรวนมาก คนเป็นภูมิแพ้แบบเรานี่ตาบวม ผื่นขึ้น น้ำตาไหลพรากๆ ไปทั้งวัน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอกันน้าาา การนอนสำคัญนะคะ ^_^

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^_^

#ใครฆ่าองค์ชายใหญ่

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.783K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,279 ความคิดเห็น

  1. #4263 danaja12062002 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 / 12:16
    อะไรกันคับเนี่ย// นี่คิดว่าคนที่ฆ่าน้องอาจเป็นถิงอวี่นะ แบได้รับคำสั่งให้กำจัดไรอย่างนี้ ปล.เมื่อไหร่จะได้พบเหล่าคนงามทั้งเจ็ดครบกันสักที
    #4,263
    0
  2. #3816 [F.S]Fang_041 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 22:07
    เนี่ยอยากรู้หนักกว่าเดิมอีกว่าชาติที่แช้วเกิดอะไรขึ้น หรือจะเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า
    #3,816
    0
  3. #3739 knunkim (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 16:18
    รู้สึกไรท์จะหลงชื่อตัวละครนะคะ จากลู่ถิงอวี่เป็นเย่ซืออวิ๋น มีหลายบรรทัดเลยค่ะ
    #3,739
    0
  4. #3732 ซีเอชโอเอ็มพียู..yy.. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 23:03
    เด็กเรื่องนี้แต่ละคนไปกันไกลเหลือเกินจ้า กลัว
    #3,732
    0
  5. #3650 SONE07 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:50
    เดาว่าคนผู้นั้นน่าจะเป็นคุณพ่อของน้องรึป่าวคะ หรือว่าญาติฝ่ายแม่? เหมือนทุกคนรู้ทุกอย่างแลเวน้องไม่รู้อยู่คนเดียวเลย น่าสงสารน้องจริงๆค่ะ ทั้งชาตินี้แล้วก็ชาติก่อนน้องก็ไม่เคยรู้อะไรเลยเหมือนกัน หวังว่ารู้ความจริงแล้วน้องจะไม่โกรธทุกคนนะ ;—;
    #3,650
    0
  6. #2962 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 17:51
    น้องโดดเดี่ยวจริงๆอะ ชาติก่อนน่าสงสารมากกก แงงงง ชาตินี้มีโอกาสอีกครั้งขอให้น้องมีความสุขตามที่หวังไว้น้าาาาาาา
    #2,962
    0
  7. #2950 จ่อย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 21:55

    คนที่ฆ่าน้องคนจากสกุลฉินรึเปล่า🤔จะบอกว่าลู่ถิงอวี่ก็ยังตะหงิดๆ555

    #2,950
    0
  8. #2883 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 11:09
    น้องเปนคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยอ่า เหมือนเปนหมากให้ทุกคนเดินเลย สงสัยในตัวน้องไปหมด โอ๋ๆนะลูกนะ;----;
    #2,883
    0
  9. #2874 AyuraBinDawud (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 20:09
    โดดเดียวจัง องค์ชายใหญ่ ชาติก่อนทั้งๆไม่กระหายอำนาจ แต่ก็โดนใช้เป็นหมาก ทั้ง2 ฝั่ง สุดท้ายก็ตายโดยตัวเองไม่ผิดเลย
    #2,874
    0
  10. #2845 นางจิ้งจอก (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 18:02
    จากการได้พบองค์ชายสี่ก็เกิดการมโนว่าชาติการทุกคนใช้องค์ชายใหญ่เป็นหมากในการจัดการตระกูนฉินรึเปล่านะ เพราะดูทุกคนรู้เห็นเป็นใจกันไปหมด
    #2,845
    0
  11. #2842 kiki3k (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 00:32
    น้องเหมือนไม่มีคนอยู่ฝั่งเดียวกับน้องเลยย ทุกคนสงสัยน้องหมด
    #2,842
    0
  12. #2796 luvtaetaev (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 18:35
    โหหห ประโยคเป็นคนสกุลเย่นี่ว้าวจริงนะ แบบว้าววววววว
    #2,796
    0
  13. #2602 Mamon_b (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 02:45
    ตอนลู่ถิงอวี่เพ่งดูกระดาน คุณไรท์เขียนเป็นชื่อน้ององค์ชายใหญ่นะคะ
    #2,602
    0
  14. #2592 mothergod (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 20:08
    ขณะที่ทุกคนกำลังระแวง องค์ชายของหม่อนฉันนั้นยังคงกินดีอยู่ดี555555
    #2,592
    0
  15. #2546 Oiljang89 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 19:28
    เรื่องในอดีตคืออะไร...องค์ชายใหญ่จะแจกสมบัติตลอดก็ไม่ดีนะต่อไปราชสำนักไม่เลี้ยงจะได้มีเงินเลี้ยงตัวเอง555
    #2,546
    0
  16. #2544 จิ้กจอกเก้าหาง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 12:07
    มันเกิดอะไรขึ้นในอดีตเนี่ย อยากรู้จัง ตระกูลฉินทำอะไร ความลับที่ปิดบังองคชายใหญ่คืออะไร
    #2,544
    0
  17. #2506 kristkatt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 10:37
    ไม่มีใครที่ไว้ใจน้องซักคน

    รวมถึงไม่เหลือใครใก้น้องไว้ใจซักคนด้วยเช่นกัน
    #2,506
    0
  18. #2343 :-P /ᐠ。ꞈ。ᐟ\ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 20:54
    สรุปว่าที่ชาติที่แล้วน้องตาย ก็เพราะคนตระกูลฉินมั้ยอ่ะ แล้วยิ่งที่น้องบอกอีกว่าตระกูลฉินส่งคนมาอยู่ในตำหนักแถมน้องไปสนิทคนๆนั้นในตระกูลฉินด้วย เลยทำให้น้องตายมั้ยอ่ะ??

    แสดงว่าตระกูลฉินต้องทำอะไรไม่ดีกับราชวงศ์แน่ๆ ก่อกบฏรึเปล่านะ?? เพราะดูทุกคนในราชวงศ์และรู้เรื่องนั้น จะไม่ชอบตระกูลฉินมากๆ (ออกแนวเกลียดเลยล่ะ)
    #2,343
    0
  19. #2280 monana13 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 04:14
    คนอื่นๆสงสัยน้องเพราะคนตระกูลฉิน รู้สึกไม่ชอบใจตระกูลฉินขึ้นมาเลย
    #2,280
    0
  20. #2170 Mew (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 13:31

    อาถิงก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอเนี่ย แล้วน้องจะไว้ใจใครได้บ้างมั้ย

    #2,170
    0
  21. #2151 กอลลิล่าแพนแพน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 12:23
    กลับมาอ่านอีกรอบแล้วหงุดหงิดเล็กๆ ทุกคนอยู่ฝ่ายเดียวกันหมดเลย ชาติก่อนน้องเราตัวคนเดียวมาก555555 ชอบที่ไรท์อวยน้องค่ะ เอาเลยค่ะ ลูกเราสวยมาก รวยมาก สดใสมาก งดงามที่สุด
    #2,151
    0
  22. #2065 taemynnn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 00:28
    ไม่รำคาญที่ไรท์ย้ำเรื่องน้องซื่อเลยค่ะ อ่านแล้วเอ็นดูน้อง
    #2,065
    0
  23. #1950 อิอิ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 14:15

    ไรท์อวยนายเอกจนเว่อเลยงะ พรรณาถึงความงดงาม ใสซื่อบริสุทธิ์มากเกินจนอ่านแล้วรำคาญ แต่นิสัยตัวละครอื่นโอเคเลยค่ะ ติดที่อวยพี่ชายง่ายไปและเกินจริงนิดหน่อย

    #1,950
    0
  24. #1949 thifu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 13:15
    เหมือนจะเขียนชื่อสลับกันไหมคะบทนี้ ตอนลู่อิงเดินหมาก มีชื่อพี่ใหญ่ปนอยู่น่ะค่ะ
    #1,949
    0
  25. #1947 0814448154 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 12:11
    น้องซื่อจนชั้นขัดใจจจจอ้ากกกกก
    #1,947
    0
  26. #97 wadeenarak (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 04:26
    องค์ชายแต่ละองค์เวลาบรรยายนี่เหมือนอายุ15-16นะคะแต่ในนิยายนี่อายุน้อยไปหน่อย องค์ชายใหญ่นี่น่าจะลูกชู้แน่นอน แต่ทำไมฮ่องเต้ยังเลี้ยงไว้
    #97
    1
    • #97-1 เหมียวๆ(จากตอนที่ 7)
      3 พฤศจิกายน 2563 / 10:47
      อาจจะเป็นข้อตกลงอะไรสักอย่าง
      #97-1