ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 6 : 六 ชาตินี้...และชาติก่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,558
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,881 ครั้ง
    17 พ.ค. 63

.六.

 

“แล้วตกลงท่านเป็นอะไร?” องค์ชายสามเย่เซียวมองคนที่กำลังไถลตัวซุกหน้ากับหมอนใบใหญ่ ยึดเตียงของเขาไปครึ่งหนึ่ง เจ้าของห้องและเจ้าของตำหนักเช่นเขาเลยต้องมานั่งดื่มชาอยู่ข้างเตียง จะให้ไปแย่งเตียงกับเจ้าแมวอย่างพี่ใหญ่ก็ใช่เรื่อง

วันนี้ตนเพียงแค่แวะไปดูพี่ชายจอมตะกละเสียหน่อย เพราะเสด็จแม่ทำขนมมาให้ เลยตั้งใจจะเอาไปแบ่งและไปสืบข่าวเล็กน้อย ใครจะนึกว่าไม่ทันก้าวเข้าตำหนักลั่วสุ่ย เดินออกมาไม่ไกลจากตำหนักตัวเองก็ถูกอีกฝ่ายโถมกอดจนแทบล้ม ถามอะไรก็ไม่ตอบ ทำหน้าจะร้องไห้เหมือนถูกคนรังแกมาเล่นเอาเย่เซียวทำตัวไม่ถูก สุดท้ายก็เลยลากเย่ซืออวิ๋นมาตำหนักหย่งอวี้ของตนเอง

“ไม่...ไม่มีอะไร” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ากับหมอนนุ่มๆ ผมยาวสยายเพราะแถบผ้าไหมสีขาวของเขาหลุดไปเสียแล้ว ดวงตากลมโตนั้นฉ่ำวาวคลอน้ำตา ประดุจลูกแมวน้อยที่ถูกมนุษย์ใจร้ายรุมรังแก เย่เซียวถอนหายใจแผ่ว แต่ดวงตาของเขากลับหรี่ลงและเฉียบคมมากขึ้น พลางเกิดคำถามขึ้นในใจ

 

ว่าใคร...หรืออะไรที่กล้ามาทำให้เจ้าพี่ใหญ่ตัวซื่อบื้ออยู่ในสภาพเช่นนี้ได้

 

“น้องสาม...เจ้ารู้จัก...” เย่ซืออวิ๋นเม้มปากแน่น ช้อนตาฉ่ำๆ มองน้องชาย “รู้จักลู่ถิงอวี่หรือไม่?”

เย่เซียวเลิกคิ้ว...เหตุใดถึงถามถึงเจ้าลู่ถิงอวี่นั่นได้ คงมิใช่ว่าเจ้านั่นเป็นคนทำให้อีกฝ่ายเป็นเช่นนี้หรอกนะ? ลู่ถิงอวี่สุภาพบุรุษ เป็นสุภาพชนอย่างแท้จริง ฝีมือร้ายกาจ สุขุมลุ่มลึก และไม่ทำร้ายใครโดยไร้เหตุผล โดยเฉพาะคนที่ไร้พิษภัยอย่างพี่ใหญ่นี่ยิ่งไม่มีทาง แค่เจ้านั่นอ่อนแอมากไปหน่อย อ่อนแอจริงๆ มิได้เสแสร้งแกล้งทำเช่นจิ้งจอกน้องสี่นั่น

 

ลู่ถิงอวี่เป็นเด็กหนุ่มที่ทำให้เหล่าอาจาจารย์ผู้ทรงภูมิทั้งแผ่นดินกล่าวคำเดียวกันว่า...เสียดาย

 

“รู้จักสิ เขาเป็นสหายร่วมเรียนกับข้ากับพี่รอง”

“อือ...แล้วเขา...เขา” เย่ซืออวิ๋นเม้มปากอีกรอบ ก่อนจะซุกหน้าลงกับหมอนนุ่ม เมื่อครู่เขาไม่ได้อยู่ถามต่อ แค่รู้ว่าเด็กหนุ่มรูปงามคนนั้นคือลู่ถิงอวี่เย่ซืออวิ๋นก็หนีมาทันที

 

เขาทำหน้าไม่ถูก ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี

 

เขากลัวลู่ถิงอวี่...เพราะชาติที่แล้วลู่ถิงอวี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องการ และกลัวความอ่อนโยนของอีกฝ่ายนัก...อ่อนโยนทั้งที่ไม่รัก ใส่ใจทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้สึกดีด้วย

 

มันเจ็บปวดเกินไปสำหรับเขา...

 

สำหรับลู่ถิงอวี่...เย่ซืออวิ๋นไม่เคยเกลียด เขาชื่นชม นับถือ...และรักคนผู้นี้จากใจจริง แต่ชาติก่อนตนเองที่เป็นคนทำร้ายลู่ถิงอวี่ ทูลขอสมรสพระราชทาน...ทำให้ลู่ถิงอวี่ไม่มีสิทธิ์เป็นอัครเสนาบดีต่อจากท่านลู่จิงทั้งๆ ที่เขามีความสามารถ ทำให้สกุลลู่สายหลักไร้ผู้สืบทอด ซ้ำยังทูลขอสามีอีกสองคนและอนุชายอีก 4 คน...เป็นการหยามเกียรติลู่ถิงอวี่อีกทางหนึ่ง

 

แม้จะชดเชยด้วยการดีกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน...เย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ เขาชดใช้ให้อีกฝ่ายไม่พอ

 

ลู่ถิงอวี่ไม่เคยโกรธ ไม่เคยด่าว่า ไม่เคยมองตนด้วยสายตาขุ่นข้องหรือเหยียดหยาม มีเพียงความอ่อนโยนที่มอบให้กันเสมอ...ยิ่งตอกย้ำให้เย่ซืออวิ๋นในชาติก่อนรู้ซึ้งไปอีกว่า...

 

ตนไม่คู่ควรกับคนคนนี้

 

เป็นองค์ชายแล้วอย่างไร...ก็แค่องค์ชายไร้ค่า ไร้ความสามารถ แต่อีกคนเป็นถึงชายหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งของแผ่นดิน มากความสามารถ...บริสุทธิ์สูงส่งดุจหยกล้ำค่า

ลู่ถิงอวี่ในชาตินี้...แวบแรกที่เจอแม้จะรู้สึกบอกไม่ถูก แต่เย่ซืออวิ๋นก็นับอีกฝ่ายเป็นสหายไปแล้ว หมายมั่นว่าจะดูแลอีกฝ่ายอย่างดีเพราะเป็นสหายที่ร่างกายอ่อนแอนักผู้หนึ่ง

 

เจ้าชอบดีดพิณไม่ใช่หรืออย่างไร ชมชอบใส่ชุดขาวมิใช่หรอกหรือ!

แล้วมาดีดฉินมาใส่อาภรณ์สีอื่นทำไมกันเล่า! ข้าเข้าใจผิดไปหมดแล้ว!

 

“สรุปว่าลู่ถิงอวี่เป็นคนท่านร้องไห้?” เย่เซียวถามเสียงเย็น ราวกับว่าหากคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจเขาจะไปจัดการลู่ถิงอวี่เสียตอนนี้

“ไม่ใช่หรอก...ข้าก็แค่กลัว”

“กลัว? ลู่ถิงอวี่อ่อนแอขนาดนั้น ท่านผลักเขาทีเดียวแล้วตีซ้ำเขาก็สู้ท่านไม่ได้อยู่แล้ว ไม่สิ...ที่จริงแล้วท่านน่าจะอ่อนแอกว่าเจ้านั่น” เย่เซียวเลิกคิ้ว เพราะหากไม่จำเป็นจริงๆ ลู่ถิงอวี่ไม่ลงมือหรอก...ก่อนจะหัวเราะหึเมื่อถูกตาโตๆ ของเจ้าพี่ใหญ่ถลึงมองแวบหนึ่ง แล้วเจ้าตัวก็กลับไปซุกหมอนต่อ

 

หายใจออกหรือไงนะ...แล้วนั่นก็หมอนเขาด้วย

อีกอย่าง...ขู่เช่นนั้นมันน่ากลัวที่ไหนกันเล่า เหมือนลูกแมวเสียมากกว่า

 

“นี่พี่ใหญ่ ข้าไม่รู้นะว่าท่านกลัวอะไร...แต่อย่าได้ลืมว่าท่านเป็นองค์ชาย เป็นโอรสของเสด็จพ่อ ถ้าลู่ถิงอวี่ทำอะไรท่าน ทำให้ท่านกลัว ก็ไปทูลเสด็จพ่อ...ต่อให้เป็นลูกชายอัครเสนาบดีก็คร้านต้องถูกโบยหลายทีแน่”

“ไม่เอาสิ” เย่ซืออวิ๋นรีบเงยหน้ามามองเย่เซียว ก่อนจะส่ายหน้ารัวๆ ทันที ลู่ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอ ถ้าถูกโบยต้องเจ็บมากเป็นแน่ แล้วก็อาจจะป่วยหนัก...ยิ่งคิดแล้วเย่ซืออวิ๋นยิ่งไม่อยากเห็น นิสัยและความเคยชินที่ต้องดูแลลู่ถิงอวี่ที่ติดมาจากชาติก่อนเริ่มกำเริบอีกแล้ว “เขาไม่ได้ทำอะไรข้าสักหน่อย”

 

เป็นข้าที่คิดมากไปเอง...หวาดกลัวไปเอง

 

“นี่น้องสาม...ถ้าในความฝัน เจ้าฝันว่าคนคนหนึ่งดีกับเจ้ามากๆ แต่ในฝันนั้นเจ้ากลับทำร้ายเขาแบบเงียบๆ และไม่รู้ตัว...ไม่สิ...รู้ แต่เจ้าก็ทำอันใดมากไม่ได้ ทำได้เพียงดูแลเขาให้ดีเท่าที่จะทำได้ แล้วเขาก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าในความฝันนั้นต้องตาย...ถ้ามาเจอกันในความเป็นจริงจะทำอย่างไรดี?”

เย่เซียวขมวดคิ้ว คำถามนี้...คล้ายจะมีอะไรบางอย่าง แต่ก็คล้ายจะเป็นเพียงความฝันธรรมดา เช่นกัน “ท่านเป็นพวกนักพยากรณ์หรือพวกนักทำนายหรืออย่างไร?”

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า

“เช่นนั้นมันก็แค่ความฝัน สำหรับข้า...ข้าแบ่งแยกมิตรศัตรูชัดเจน แบ่งแยกบุญคุณความแค้นแจ่มชัดยิ่งกว่า ใครดีต่อข้า ข้าก็ดีกลับ ใครร้ายมาข้าจะร้ายกลับยิ่งกว่า...ถ้าในความจริงเขาไม่ใช่ศัตรู ไม่สร้างความแค้นกับข้าก็ปล่อยไว้เฉยๆ แต่ถ้าเขาดีกับข้าและจริงใจต่อข้าก็คบหาเป็นสหายได้”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าเข้าใจ...ชาตินี้ลู่ถิงอวี่ไม่ได้ทำอะไรตน ไม่สิ...ชาติก่อนอีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำอะไรตนเหมือนกัน ซ้ำชาตินี้ก็ยังเจอกันตั้งแต่วัยเยาว์ พูดคุยแล้วรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยคล้ายมิตรสหาย คิดแล้วก็พาลนึกถึงบุรุษผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนผู้นั้น ดวงตาดอกท้อที่มองมาอย่างอ่อนโยนเสมอนั่น...

 

ชาติก่อนข้าผิดพลาดไปแล้ว...ทำร้ายท่านอย่างไม่น่าให้อภัย

เช่นนั้น...ชาตินี้ที่ข้ามีโอกาส ข้าจะชดเชยให้ท่านทุกอย่าง...ลู่ถิงอวี่

 

จะดูแล จะปกป้อง จะคุ้มครอง ให้เท่าที่ความสามารถของข้าจะทำได้

 

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้ากับตัวเอง ทำสีหน้าหมายมั่นเรียบร้อย กำมือหลวมๆ ชูขึ้นฟ้า แล้วยิ้มกว้างก่อนจะหัวเราะเบาๆ เมื่อคลายปัญหาหนักใจได้

 

นั่นสิ! จะคิดมากไปใย!

ชาติที่แล้วก็คือชาติที่แล้ว

ชาตินี้ก็คือชาตินี้!

 

นอกจากหาตัวฆาตกรชาติก่อน มีชีวิตยืนยาวแล้วก็เพิ่มเป้าหมายอีกอย่างไป...ก็คือดูแลลู่ถิงอวี่!

 

เย่เซียวกลอกตา ยกชาขึ้นดื่มจนหมดแก้ว...สงสัยเสียจริงว่าพี่ใหญ่ใกล้บ้าแล้วสินะ ประเดี๋ยวก็ทุกข์ใจกลัดกลุ้ม ทำหน้าตาราวถูกใครรังแก ต่อมาก็ตั้งคำถามแปลกๆ จากนั้นก็หัวเราะราวคนตัดสินใจได้

 

เห็นทีคงต้องตามหมอหลวงแล้ว

 

“ขืนท่านหัวเราะต่อไป คนตำหนักข้าจะหาว่าท่านบ้า” เย่เซียวจัดการเอาขนมใส่ปากเย่ซืออวิ๋นเพื่อตัดรำคาญ แต่พี่ใหญ่เขากลับเคี้ยวจนแก้มป่อง ทำตาโตกับความอร่อยของขนม แล้วอ้าปากขออีกรอบจนน้องสามคิ้วกระตุก จัดการหยิบอีกชิ้นป้อนให้ถึงปาก

“อร่อย...นุ่มลิ้นแล้วก็หอมหวานมาก นี่ขนมอะไรหรือน้องสาม?” เย่ซืออวิ๋นหายเครียดแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าท้องหิวขึ้นมานิดหน่อย เขารับแก้วชาที่เย่เซียวยื่นมาให้ก่อนจะดื่มรวดเดียว...นี่ก็ค่อนข้างดึกแล้ว ตนยังไม่ได้รับอาหารเลย

 

หิวจัง...

 

“ขนมกุ้ยอวี้ มาจากตำหนักของเสด็จแม่ของข้า”

“จริงหรือ! รสชาติอร่อยล้ำจริงๆ” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต หยิบกินอีกหลายชิ้น ท่าทางราวลูกแมวหิวโหยจนเย่เซียวถอนหายใจอีกเฮือก

 

กลับมาเป็นตัวตะกละเหมือนเดิมแล้วสินะ ถ้ากินได้อย่างนี้ก็คงรู้สึกดีขึ้นแล้ว

แต่ว่า...

 

องค์ชายสามหรี่ตาลงเล็กน้อย มองคนที่กำลังกินอย่างมีความสุขจนเศษขนมหล่นลงบนหมอนของเขา เย่เซียวลุกจากเก้าอี้ไปนั่งข้างเตียง พิจมองใบหน้าที่งดงามนั้น เย่ซืออวิ๋นทำตาโตใส่คล้ายจะถามว่าจะกินด้วยเหรอ? แต่เย่เซียวกลับส่ายหน้า เห็นดวงตาคู่นั้นยังฉ่ำน้ำและยังหลงเหลือร่องรอยความเสียใจตกค้างอยู่

 

ลู่ถิงอวี่เช่นนั้นหรือ...

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ...ว่านกุ้ยเฟยเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ” ก่อนที่เย่เซียวจะได้ถาม องค์รักษ์ของเขาก็มารายงานเสียก่อน เย่เซียวพยักหน้าก่อนจะเดินออกไปรับมารดาของตนที่หน้าประตูตำหนัก เย่ซืออวิ๋นเองก็รีบกลืนขนมชิ้นสุดท้ายแล้วดื่มชาตามก่อนจะรีบเดินตามน้องชายออกไป

“ถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” เย่เซียวทำความเคารพ ก่อนจะเข้าประคองเสด็จแม่ของตนทันที แม้นางจะแข็งแรงอยู่มากก็ตาม ว่านกุ้ยเฟยเป็นสตรีที่แม้จะมีบุตรชายแล้วก็ยังงดงาม และมีความสง่างามอยู่เต็มเปี่ยม นางไม่ได้อ่อนหวานเช่นบุตรีในสกุลสูงศักดิ์คนอื่น แต่กลับมีความเข้มแข็งทระนง สมเป็นบุตรีที่เติบโตมาจากจวนแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดิน

ว่านกุ้ยเฟยในชุดสีม่วงเข้มปักลายดอกกุ้ยงดงาม เสื้อเป็นเสื้อแขนกว้างประดับด้วยเครื่องเงินเล็กๆ ส่วนกระโปรงนั้นเป็นกระโปรงรัดเอวจีบบาน ยามนางเคลื่อนกายก็ดูงดงามดุจดอกไม้แย้มกลีบ ดวงตาเรียวสวยอ่อนโยนยามทอดมององค์ชายสามบุตรชาย เส้นผมถูกรวบเป็นมวยเรียบง่ายปักเพียงปิ่นหยกงามไม่กี่อันเท่านั้น

 

แม้ดูเรียบง่ายแต่สง่างามและน่ายำเกรง

 

“แม่เพิ่งตุ๋นรังนกกับน้ำแกงลำไยเสร็จ ทำปลาหิมะนึ่งกับเกี๊ยวปลาหลู่มาให้เจ้า” น้ำเสียงนั้นไพเราะและอ่อนโยน ก่อนพระนางจะหรี่ดวงตาลงเมื่อสังเกตเห็นว่าบุตรชายไม่ได้อยู่คนเดียว เห็นเด็กหนุ่มใบหน้างดงามท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ พอเห็นว่าตนถูกจับจ้องเย่ซืออวิ๋นก็ประสานมือคาราวะอย่างงดงาม และเปี่ยมมารยาท

“ถวายพระพรว่านกุ้ยเฟย กระหม่อมเย่ซืออวิ๋นพ่ะย่ะค่ะ” การแนะนำตัวของเย่ซืออวิ๋นนั้นทำให้ทั้งกุ้ยเฟยและเย่เซียวชะงัก

 

เพราะตามศักดิ์แล้วสนมของฮ่องเต้นั้นถือว่ามียศตำกว่าเหล่าองค์ชาย แต่เย่ซืออวิ๋นกลับคำนับแบบผู้ที่มีศักดิ์ต่ำกว่า...และกลับทำราวกำลังคาราวะเคารพผู้ใหญ่

ถ้าหากว่านกุ้ยเฟยเป็นมารดาของเขาก็แล้วไป แต่นี่ไม่ใช่...เขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้

 

“องค์ชายใหญ่หรือเพคะ?” ว่านกุ้ยเฟยเลิกคิ้วงามขึ้น พิจมองเย่ซืออวิ๋นให้ชัดตา...นางรู้จักองค์ชายใหญ่ผู้นี้ดี อาจเพราะนางจดจำฉินกุ้ยเฟยผู้ถูกกล่าวขานว่างดงามล่มเมืองผู้นั้นได้อย่างไม่ลืมเลือนกระมัง องค์ชายใหญ่เองก็ราวกับจะถอดแบบผู้เป็นมารดามาเสียทุกอย่าง...โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้น

 

มิรู้ว่ายามทอดพระเนตรเห็นแล้วฮ่องเต้ทรงรู้สึกอย่างไร...

 

“ลูกรบกวนฝากเสด็จแม่ดูแลพี่ใหญ่สักครู่ ประเดี๋ยวลูกจะกลับมา” เย่เซียวยิ้มให้ว่านกุ้ยเฟย นางมองหน้าบุตรชายนิ่งก่อนจะพยักหน้า เย่เซียวเลยหันไปหาเย่ซืออวิ๋น “เดี๋ยวข้ากลับมา...อย่าขโมยของกินข้าจนหมดตำหนักเล่า”

เย่ซืออวิ๋นยิ้มเจื่อน น้องสามนี่นะ...ช่างไม่ไว้หน้ากันเสียเลย พูดเช่นนี้ต่อหน้าว่านกุ้ยเฟยได้อย่างไรกัน เดี๋ยวเขาก็กลายเป็นตัวตะกละในสายตาพระนางพอดีน่ะสิ

เย่เซียวจิ้มหน้าผากเย่ซืออวิ๋นอย่างหมั่นไส้ทีหนึ่ง ก่อนจะคำนับมารดาแล้วเดินออกจากตำหนักเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ตำหนักลู่จื่อขององค์ชายรอง เพราะเย่เซียวมั่นใจว่าดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ท่านอัครเสนาบดีลู่คงต้องค้างในวังหลวงเป็นแน่ และลู่ถิงอวี่ก็ต้องอยู่ที่ตำหนักของพี่รอง

 

ก็ไม่ได้เป็นห่วงหรืออะไรนักหรอก...แค่อยากถามให้แน่ใจเท่านั้นเอง

ว่าลู่ถิงอวี่ทำอันใดเจ้าพี่ใหญ่ซื่อบื้อนั่นไปกันแน่...จะได้คิดว่าควรซัดเจ้านั่นอย่างไรดี!

 

.................

 

เย่ซืออวิ๋นได้แต่กระพริบตาปริบ ในใจก็โอดครวญเจ้าน้องสามที่ทิ้งเขาไว้กับว่านกุ้ยเฟยแค่สองคน “เอ่อ...ว่านกุ้ยเฟยท่านเข้ามานั่งก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ว่านกุ้ยเฟยยิ้มจาง นางให้นางกำนัลอีกสองคนเข้ามาด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข่าวลือเสียหาย เพราะถ้าพลาดก็มีนางสนมอีกมากรอซ้ำเติมอยู่ ส่วนนางกำนัลที่เหลือนั้นรออยู่ด้านนอก ก่อนที่ว่านกุ้ยเฟยจะนั่งลงบนเก้าอี้กุ้ยเฟย “องค์ชายมิต้องสุภาพกับหม่อมฉันนักหรอกเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสนมแต่พระองค์เป็นถึงองค์ชาย”

เย่ซืออวิ๋นรินชาให้ว่านกุ้ยเฟยด้วยสองมือ แล้วยื่นแก้วส่งให้ ก่อนจะยิ้มหวาน “ท่านเป็นมารดาของน้องสาม และเป็นกุ้ยเฟยเพียงองค์เดียวของเสด็จพ่อ...กระหม่อมสุภาพกับฮองเฮาและท่านเท่านั้น อย่าได้ห่วงไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“เพราะเหตุใดหรือเพคะ”

“เพราะพวกท่านทั้งสองคู่ควรกับเกียรตินี้” เย่ซืออวิ๋นกล่าว ไม่ว่าจะชาติที่แล้วหรือชาตินี้ ฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยต่างก็เป็นสตรีที่น่านับถือ และเป็นมารดาที่น่ายกยอง...อีกทั้งยังเปี่ยมความสามารถรอบด้าน คนหนึ่งปกครองวังหลังได้อย่างน่าชื่นชม อีกคนทระนงองอาจยิ่งกว่าบุรุษ

ว่านกุ้ยเฟยนิ่งไปทันที นางเมียงมององค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นใหม่อีกครั้ง...เคยเจอกันเมื่อนานมาแล้ว แต่หลังจากสิ้นฉินกุ้ยเฟย องค์ชายใหญ่ก็เก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักลั่วสุ่ย น้อยครั้งที่จะออกมาพบผู้คน นอกจากไปถวายพระพรฮ่องเต้ทุกเช้าก็ไม่เคยไปไหนอีกเลย นางเองก็ไม่อยากทำความรู้จักเพราะนางไม่ชอบฉินกุ้ยเฟยเป็นการส่วนตัว

 

แต่ไม่ชอบมารดา...ก็หาใช่เหตุผลที่ต้องมาลงกับบุตรชายหรอก

 

ถ้าพูดถึงความน่าสงสารแล้ว...นางรู้สึกเห็นใจองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นนัก เรื่องราวในปีนั้นทิ้งบาดแผลและความโหดร้ายดำมือของราชวงศ์ไว้ และผู้ที่รู้เรื่องราวในปีนั้นดีก็มีน้อยคนเต็มทีแล้ว ถ้าในวังหลังนี้ก็มีเพียงแค่นางกับฮองเฮาเท่านั้น ว่านกุ้ยเฟยอยู่ในห้วงคำนึงก่อนจะเลิกคิ้วเรียวเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง...

 

เสียงคล้ายลมในกระเพาะ?

 

“แหะๆ ...พอดีกระหม่อมหิวน่ะพ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย ยังไม่ได้ทานอะไรเลย” เย่ซืออวิ๋นเกาแก้มตัวเองแกรกๆ พลางช้อนตาใสแป๋วมองว่านกุ้ยเฟยคนงามที่กำลังกลั้นหัวเราะอย่างเอ็นดู นางกระแอมเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะโบกมือให้นางกำนัลทั้งสองคนนำกล่องไม้มาวางบนโต๊ะ มือขาวเรียวค่อยๆ เปิดกล่องออก อาหารหน้าตาน่าทานที่เรียงรายอยู่นั้นทำให้เย่ซืออวิ๋นกลืนน้ำลายลงคออึกๆ ทันที

 

ดูน่ากินมาก และที่สำคัญกลิ่นหอมมาก!

ดูสิเนี่ย...ท้องเขาร้องดังหนักกว่าเดิมอีก

 

“องค์ชายใหญ่ทานได้เลยเพคะ เดิมทีหม่อมฉันทำมาให้ลูกเซียว แต่ปล่อยไว้จะเย็นเสียก่อน องค์ชายก็หิวแล้วเสวยเถิดเพคะ”

“ไม่เป็นไรหรอก...ท่านเก็บไว้ให้น้องสามเถิด” แม้เย่ซืออวิ๋นจะหิวจริงและอยากกินจริงแต่ว่าเขาก็ไม่แย่งของกินน้องชายหรอก

 

ว่านกุ้ยเฟยเหลือบมองใบหน้างดงามขององค์ชายใหญ่แล้วก็กลั้นขำอีกรอบ เหมือนแมวน้อยกำลังหิวโหยอยู่ชัดๆ นางใจร้ายไม่ลงหรอก

 

องค์ชายใหญ่ทรงน่ารักยิ่งกว่ามารดานัก

 

“มิเป็นไรเพคะ หากลูกเซียวหิวประเดี๋ยวหม่อมฉันจะทำเพิ่มให้เอง ปล่อยให้ท้องหิวไม่ดีหรอกเพคะ...หลิงซา เอาตะเกียบให้องค์ชายใหญ่”

“เพคะกุ้ยเฟย”

เย่ซืออวิ๋นปฏิเสธไม่ได้ ยื่นมือไปรับตะเกียบเงินมาจากนางกำลังของว่านกุ้ยเฟย แต่ก่อนจะหยิบอาหารทาน เขาก็ช้อนดวงตามองเสียก่อน “กุ้ยเฟยมิต้องใช้คำชาราศัพท์กับกระหม่อมหรอกพ่ะย่ะค่ะ พูดอย่างที่ท่านพูดกับน้องสามเถิด”

 

แม้เขาจะเป็นองค์ชายแต่กับผู้ใหญ่ที่น่าเคารพก็ไม่อยากให้สุภาพนักหรอก

 

ว่านกุ้ยเฟยขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากัน ครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นก็พยักหน้า...เอาเถิดก็คงไม่เสียหายอันใดนักหรอก

“ท่านใจดีนัก!” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน ก่อนจะหยิบจับอาหารเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ทำว่านให้กุ้ยเฟยขยับยิ้มอย่างยินดี

 

องค์ชายใหญ่เป็นคนแรกเลยกระมังที่กินอาหารของนางแล้วทำสีหน้ามีความสุขได้ขนาดนี้

 

“ฝีมือทำอาหารของกุ้ยเฟยเลิศล้ำมากเลยพ่ะย่ะค่ะ...จริงด้วย...” เย่ซืออวิ๋นเอาตะเกียบเขี่ยเนื้อปลา ก่อนจะช้อนตามองกุ้ยเฟยอีกรอบ “เอ่อ...กระหม่อม...จะได้กินของอร่อยๆ เช่นนี้บ่อย ๆ เหมือนน้องสามหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

 

ฝีมือทำอาหารของว่านกุ้ยเฟยนั้นอร่อยมากจริงๆ ชาติก่อนเขาไม่มีโอกาสได้ลองกิน ชาตินี้มีวาสนาแล้ว!

 

ว่านกุ้ยเฟยเท้าคางมองเด็กน้อยงดงามที่กำลังเคี้ยวอาหารอย่างมีความสุข พลางคิดในใจว่าที่อีกฝ่ายอยากสนิทสนมกับนางนั้นเพราะเรื่องของกินใช่หรือไม่หนอ...

 

เป็นตัวตะกละน้อยเหมือนเช่นที่ลูกเซียวว่าจริงๆ ด้วย

 

.................

....................

 

“เจ้าสีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ...ให้ข้าตามหมอหลวงหรือไม่?” เย่เฟิงถามสหายสนิทที่วันนี้มาพักค้างตำหนักลู่จื่อของเขา เห็นลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้วทำสีหน้าคิดหนักอย่างหาได้ยากยิ่ง ทั้งยังซีดเซียวมิน้อยก็อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้

“ไม่เป็นไร...ข้าเพียงครุ่นคิดบางอย่างเท่านั้น” กับสหายเช่นองค์ชายรองและองค์ชายสามแล้วนั้น ลู่ถิงอวี่ได้รับการงดเว้นคำราชาศัพท์และมารยาทต่างๆ เพราะพวกเขาคบหากันด้วยความจริงใจ สนิทสนมกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ เรียนด้วยกัน...เล่นด้วยกัน ทะเลาะกันก่อเรื่องด้วยกัน ความสัมพันธ์ที่บ่มเพาะมาหลายปีนั้นมิเกี่ยวข้องกับยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

แต่วันนี้...มีเรื่องที่ทำให้ลู่ถิงอวี่ผู้ได้ชื่อว่าสงบนิ่งดุจสายธารลึกไม่สบายใจ...องค์ชายน้อยผู้นั้น วิ่งหนีเขาไปโดยไม่อธิบายอันใด นอกจากเบิกดวงตาโตคล้ายลูกแมวกำลังหวาดกลัวและเสียใจแล้วก็วิ่งหนีออกมาเลย ทิ้งให้ลู่ถิงอวี่ได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถามจากบิดาและสายพระเนตรคมกล้าจากฮ่องเต้ ดีที่ท่านพ่อเสียสละตัวเองยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างรู้เท่าทัน โอรสมังกรเลยไม่ได้พิโรธใส่เขาเสียก่อน เพียงแต่คาดโทษไว้หนึ่งประโยคว่าพรุ่งนี้ต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังโดยห้ามมิให้ตกหล่นสักครึ่งคำ

 

ดูเหมือนว่าลู่ถิงอวี่จะเผลอไปทำให้ฮ่องเต้เย่เทียนหลงขุ่นเคืองพระทัยขึ้นมาแล้ว

 

ลู่ถิงอวี่ถามตัวเองอยู่หลายครั้งตั้งแต่ที่อีกฝ่ายวิ่งหนีไปว่าตนเคยไปทำอันใดให้องค์ชายตัวน้อยผู้นั้นหวาดกลัวหรือเสียใจหนอ อีกฝ่ายมองเขาราวเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้รับความรักความอ่อนโยน ในดวงตาคู่นั้นยังแฝงแววเศร้าสร้อยรู้สึกผิด

แต่จากความทรงจำที่ผ่านมาทั้งหมด ลู่ถิงอวี่จำได้ว่าวันนั้นที่เขาเข้าวังมาดีดฉินและอีกฝ่ายแอบวาดภาพตน นั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาสองคนได้เจอกัน...และวันนี้นับเป็นครั้งที่สอง อีกทั้งยังมั่นใจว่าตนไม่เคยทำอันใดให้องค์ชายใหญ่เสียพระทัยหรือหวาดกลัวเป็นแน่

 

แล้ว...มันเกิดอันใดขึ้นหนอ

 

“ลู่ถิงอวี่! เจ้าไปทำอันใดมา!” น้ำเสียงหงุดหงิดของเย่เซียวดังขึ้นในตำหนักลู่จื่อ เขาเดินผ่านองค์รักษ์ตำหนักลู่จื่อมาอย่างไม่ยากเย็นนัก รอบตัวองค์ชายสามนั้นเต็มไปด้วยรังสีความหงุดหงิดชัดเจน เย่เฟิงเหลือบตามองน้องชายจากนั้นก็โบกมือแล้วส่ายหน้าเบาๆ ให้เหล่าองค์รักษ์ออกไป

 

ยามน้องสามโมโหขึ้นมา...ใครก็ห้ามได้ยาก

 

เย่เซียวตบโต๊ะดังปังหนึ่งที โต๊ะไม้เนื้อดีเกิดรอยร้าวเพราะคนตบใส่ลมปราณไปด้วยเพื่อระบายอารมณ์ “อธิบายมาสิ!”

“น้องสาม...ใจเย็นและนั่งลงก่อนเถิด” เย่เฟิงปรามเบาๆ รินน้ำชาใส่แก้วแล้วยื่นให้เย่เซียว ก่อนจะเอ่ยถาม “เกิดอันใดขึ้นกันแน่ เจ้าถึงได้โมโหใส่ถิงอวี่เช่นนี้”

“พี่รองก็ถามดูสิว่าเจ้าคนหน้าเป็นนี่ไปทำอันใดพี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อนั่น ถึงไปได้นั่งอมทุกข์อยู่ตำหนักข้าได้” เย่เซียวทรุดนั่งลงบนเก้าอี้จนเกิดเสียงดัง คว้าแก้วชามาดื่มรวดเดียวแล้วส่งสายตาเยือกเย็นใส่ลู่ถิงอวี่ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้ดวงตาคมของเจ้าของตำหนักอย่างเย่เฟิงเยือกเย็นขึ้น เขาหรี่ตามองสหายสนิทหนึ่งคราพลางเอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้ารังแกพี่ใหญ่?”

 

พี่ใหญ่ผู้นั้นน่าแกล้งน่ารังแกก็จริง แต่ก็ใช่จะยอมให้ผู้ใดมารังแกได้โดยง่าย...ต่อให้เป็นลู่ถิงอวี่ก็ตามเถอะ

 

ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจเบาๆ มององค์ชายรองกับองค์ชายสามที่กำลังส่งสายตากดดันเขาอยู่ พลางส่ายหน้าช้าๆ “ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าตนไปทำอันใดให้องค์ชายใหญ่ ถึงได้วิ่งหนีข้าไปเช่นนั้น...เขา...ไปหาเจ้าที่ตำหนักหย่งอวี้หรือ?”

“อืม...ไปถึงก็ทำราวกับถูกใครรังแก ซ้ำยังถามถึงแต่เจ้า...จะไม่ให้ข้าหงุดหงิดได้อย่างไร” กับเจ้าพี่ใหญ่นั่นแม้ไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก แต่เย่เซียวถืออีกฝ่ายว่าอยู่ในการปกป้องของตัวเองแล้ว ดังนั้นเขาไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกหรอก

“เขาถามถึงข้าว่าอย่างไรบ้าง” ลู่ถิงอวี่เอามือเกลี่ยของแก้วชาช้าๆ พลางถอนหายใจแผ่วเบาอีกครา นั่งฟังที่องค์ชายสามเล่าแล้วขมวดคิ้วไปด้วย...

 

ความฝันเช่นนั้นหรือ...

 

องค์ชายทั้งสองมองคนที่นั่งนิ่งไปราวตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่ง...นี่นับเป็นครั้งแรกที่เห็นลู่ถิงอวี่ครุ่นคิดอย่างจริงจังเช่นนี้

ลู่ถิงอวี่เคาะนิ้วกับโต๊ะเบาๆ เป็นท่าทีประจำที่เขาทำยามขบคิดปัญหาต่างๆ ทั้งเย่เซียวและเย่เฟิงเองก็ปล่อยให้ลู่ถิงอวี่ตกอยู่ในห้วงความคิดของตนต่อไป บรรยากาศเงียบสงบกับเสียงเคาะนิ้วแผ่วเบา เย่เซียวเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อฟังเสียงเคาะนิ้วแล้วคล้ายกับเสียงดนตรีอันน่าฟัง

 

เจ้าลู่ถิงอวี่นี่เหลือเกินจริงๆ เคาะนิ้วอย่างเดียวก็ยังไพเราะ!

 

“เอาล่ะ...เรื่องขององค์ชายน้อย...องค์ชายใหญ่ข้าจะจัดการเอง” ลู่ถิงอวี่เปลี่ยนคำพูดทันทีเมื่อสายตาดุๆ ของสององค์ชายมองตนตาขวางยามเรียกขานว่าองค์ชายน้อย

 

น้องหวงพี่หรือ?

 

ลู่ถิงอวี่ไอเบาๆ “ข้ารับปากพวกเจ้าทั้งสองว่าจะไม่ทำอันใดให้องค์ชายใหญ่ขุ่นข้องใจเป็นแน่”

“เจ้าสัญญา?” เย่เฟิงจิบน้ำชาแล้วทวนเสียงเรียบ เช่นเดียวกับเย่เซียวที่แม้ไม่ได้ทวงคำตอบแต่ก็ใช้สายตาคาดคั้นเช่นเดียวกัน

“ข้าสัญญา” ลู่ถิงอวี่ให้คำมั่น...น้ำเสียงไพเราะของเขานั้นน่าฟังมาก และคำสัญญาจากปากของลู่ถิงอวี่นั้นก็หนักแน่นพอที่องค์ชายทั้งสองจะเชื่อใจ

“ได้ จำไว้ว่าถ้าเจ้าทำเจ้าตัวตะกละนั่นร้องไห้ ข้าจะซัดเจ้าให้หนัก!” วรยุทธ์ของเย่เซียวนั้นดีกว่าลู่ถิงอวี่มาก แต่ทุกครั้งเวลาประลองกันกลับเสมอทุกคราไป เพราะคนบางคนมักใช้แผนการมาสู้ รู้จุดอ่อนจุดแข็งของเขาดี ผลเลยออกมาเสมอตลอด!

“ได้...ข้าจะยอมให้เจ้าซัด” ลู่ถิงอวี่พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ได้ข่าวว่าเจ้าเรียนวรยุทธ์เพิ่มหรือ?”

“นี่ต้องขอบคุณน้ำใจจากพี่รอง!” เย่เซียวปรายตามองเย่เฟิงอย่างหงุดหงิด เหตุใดจะไม่รู้ว่าเพราะภาพเหมือนที่พี่ใหญ่วาดให้ตน พี่รองก็แค่อิจฉาที่เขาได้ก่อน...ซ้ำยังทำให้เสด็จพ่ออิจฉาเขาด้วย “ท่านช่างเป็นห่วงน้องชายอย่างข้าเสียจริงๆ”

“อืม...มิใช่เจ้ามักบ่นหรอกหรือว่าว่างๆ” เย่เฟิงยิ้มน้อยๆ สายตาโมโหของน้องสามทำอันใดตนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย “ช่วงนี้ข้ากับเจ้าไม่ได้หาเรื่องทะเลาะใดๆ กัน ประเดี๋ยวคนอื่นจะสงสัยเอาได้”

 

เย่เฟิงก็แค่...ทำเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้เป็นเรื่องเดียวกันก็แค่นั้น..เพราะเขายอมรับว่าตนค่อนข้างจะหมั่นไส้น้องสามที่ได้ภาพเหมือนจากพี่ใหญ่ก่อนตน

 

“ข้าว่านะท่านจงใจมากกว่า...ช่างเถิด ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะหาเรื่องอาละวาดใส่ท่านก็แล้วกัน จะได้สร้างเรื่องสร้างราวได้บ้าง”

“แต่ข้าว่าอีกไม่นานเจ้าไม่ต้องหาเรื่องข้าแล้ว เพราะน้องสี่...จะกลับมาแล้วล่ะ”

“เจ้าสี่?” เย่เซียวขมวดคิ้ว พลางทำสีหน้าเหม็นเบื่อ “ข้าชังน้ำหน้าเขาเหลือเกิน เขาเสแสร้งเก่งจนรำคาญสายตา ถิงอวี่...คราวหลังเจ้าก็ให้เย่หานมาเรียนกับเจ้าสักหน่อยเถิดว่าคนป่วย คนร่างกายอ่อนแอนั้นเป็นอย่างไร”

“ข้าร่างกายอ่อนแอจริง...มิได้แสร้งทำเสียหน่อย” ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ “เขาก็ทำได้เหมือนอยู่”

“ท่านตาบอกข้าว่าสกุลฉินติดต่อกับคนตระกูลจ้าวหรือ?” เย่เซียวโยนแก้วชาที่ทำจากกระเบื้องเคลือบชั้นดีเล่น พลางเอนตัวไปด้านหลังจนเก้าอี้โยกไปมา การทรงตัวขั้นสูงและวรยุทธ์ที่สมดุลถูกนำเอาออกมาใช้เล่นราวเด็กๆ นี่หากอาจารย์ที่สอนมาเห็นคงแทบจะเป็นลม 

 

ตระกูลจ้าวของฮองเฮา

 

“ใช่แล้ว” เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ ดวงตาเป็นประกายเยือกเย็น แต่ใบหน้ากลับไร้รอยยิ้มโดยสิ้นเชิง “ตระกูลจ้าวหลายคนกำลังอยากให้ข้าเป็นรัชทายาทจนตัวสั่น...พวกเขาหวังตำแหน่งพระญาติไว้สูงเหลือเกิน พยายามเข้าเฝ้าเสด็จแม่บ่อยครั้ง จนพระนางรำคาญต้องอ้างว่าจะสวดมนต์สงบจิตใจมิพบผู้ใด”

“หือ...เช่นนั้นท่านก็รีบเป็นเสียสิ” เย่เซียวหัวเราะบ้าง เล่นโยนแก้วสูงขึ้น “จริงด้วยพี่รอง...ท่านมิคิดว่าเจ้าพี่ใหญ่ตัวซื่อบื้อนั่นอยากเป็นรัชทายาทกับเขาบ้างหรือ?”

“เจ้าทำราวกับไม่รู้จักพี่ใหญ่...แววตาของเขาไม่มีคำว่ากระหายอำนาจเลยด้วยซ้ำ”

 

ใสซื่อ บริสุทธิ์ และมีความงดงามที่หาได้ยากยิ่ง

 

“พี่ใหญ่มิต้องการ แต่น่าแปลกเหลือเกินที่ญาติๆ ของเจ้าตัวกลับหวังให้เขาได้ตำแหน่งนั้น” เย่เซียวโยกเก้าอี้ไปมา หรี่ดวงตาลงอย่างครุ่นคิด “คงต้องรอดูกันไปก่อน”

เย่เฟิงพยักหน้า “เช่นนั้นระหว่างนี้เจ้ากับข้าก็ต้องชังน้ำหน้ากันไปเรื่อยๆ”

“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น...ถิงอวี่ ประเดี๋ยวเจ้าเองก็ต้องเลือกข้าง” เย่เซียวยักคิ้วอย่างนึกสนุก 

ส่วนลู่ถิงอวี่เพียงยิ้มขำน้อยๆ “ถ้าให้ต้องเลือกข้าง...ข้าเลือกข้างองค์ชายใหญ่มิดีกว่าพวกเจ้าสองคนหรือ อีกอย่าง...ทำเช่นนี้ก็ดูจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามิใช่หรอกหรือ” 

“หึ” ทั้งเย่เฟิงและเย่เซียวส่งเสียงหึในลำพร้อมกัน นี่เป็นอีกครั้งที่พวกเขาสองคนรู้สึกตรงกันว่า...เจ้าลู่ถิงอวี่นี่ช่างน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน!

 

..................

 

เช้าวันนี้เย่ซืออวิ๋นตื่นขึ้นมาอย่างสบายใจกว่าทุกวัน เหมือนปัญหาหนักอกบางประการนั้นหายไปแล้ว เลยทำให้เขาหลับสบายได้กว่าทุกวัน เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นบิดซ้ายขวา ไม่ต้องส่งเสียงเรียกอันกงกงก็เข้ามาช่วยดูแลทันที เตรียมน้ำอุ่นและเสื้อผ้าอาภรณ์ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

“อันกงกงนี่ช่างดีจริงๆ หนอ” เย่ซืออวินชมพลางยิ้มกว้าง เงยหน้าให้อันกงกงใช้ผ้าช่วยเช็ดหยาดน้ำออกจากผิวกาย

“องค์ชายทรงปากหวานแต่เช้าเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” แสดงว่าวันนี้ต้องอารมณ์ดีเป็นแน่...เห็นทีแล้วต้องบอกให้ห้องเครื่องเตรียมมื้อเที่ยงไว้ให้มากหน่อย เพราะมื้อเช้าองค์ชายจะรับสำรับเช้าที่ตำหนักอวิ้นหยางเป็นประจำ

“ข้าปากหวานเฉพาะคนหรอก” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ มองอันกงกงที่ช่วยเลือกผ้าผูกผมให้เขา...ดูตั้งอกตั้งใจเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นเย่ซืออวิ๋นเขาจะคว้าส่งๆ มาสักอัน แต่อันกงกงกลับเลือกสรรอย่างตั้งใจ ดูใหเข้ากับอาภรณ์ที่ตนสวมอยู่ด้วย

“องค์ชายของกระหม่อมน่าเอ็นดูและดูดีมากพ่ะย่ะค่ะ”

“ขอบใจนะอันกงกง” พอแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็ยังเหลือเวลาอีกประมาณเค่อกว่าๆ ก็จะได้เวลาไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักจิ้งหยางแล้ว เย่ซืออวิ๋นคิดว่าควรไปเดินเล่นแถวอุทยานสักหน่อย 

“องค์ชายเพคะ...คุณชายลู่มาขอเข้าเฝ้าเพคะ” นางกำนัลหน้าตำหนักมารายงาน ทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงัก กระพริบตาปริบๆ พลางทวนในใจ

 

ลู่ถิงอวี่มาเหรอ?

เขามาทำไมกัน?

 

ไม่สิ...ประเด็นคือนี่ก็ยังเช้าอยู่มาก ตำหนักลั่วสุ่ยเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ยามเช้าเลยค่อนข้างชื้นและมีน้ำค้างเต็มไปหมด...ลู่ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอจะมารอหน้าตำหนักได้ยังไง

“อันกงกง เตรียมผ้าสะอาดกับน้ำอุ่นให้ข้าที” เย่ซืออวิ๋นพูดพลางก้าวออกจากตำหนักอย่างรีบเร่ง ดีที่กองอาภรณ์ตัดส่งอาภรณ์ใหม่มาให้แล้ว ไม่ให้ยาวระพื้น องค์ชายใหญ่เลยไม่สะดุดอาภรณ์ตัวเองล้มอีก พอเขาออกไปข้างนอกก็เห็นเด็กหนุ่มร่างสูงในชุดอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มแบบเรียบง่ายยืนชมทิวทัศน์อยู่ ดวงตาคู่นั้นทอดมองไปไกล แพขนตาต้องละอองน้ำจนคล้ายภาพลวงตา

 

ดูสูงส่งงดงาม...

นี่อาจเป็นครั้งแรก...ทั้งชาติก่อนและชาตินี้...ที่ตนสามารถมองลู่ถิงอวี่ได้เต็มตาและไม่กังวลใจใดๆ

 

ราวรู้ว่าถูกมอง ลู่ถิงอวี่หมุนตัวกลับมา ยิ้มน้อยๆ ประสานมือคำนับ “องค์ชายใหญ่...กระหม่อมมารบกวนเวลาขององค์ชาย...”

“เข้ามาก่อน ข้างนอกน้ำค้างลง ไม่ดีต่อร่างกาย” เย่ซืออวิ๋นไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ คว้ามือของลู่ถิงอวี่แล้วลากเดินเข้ามาในห้องด้านใน “นั่งก่อน...อันกงกง ข้าขอชาน้ำค้างด้วยนะ”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” อันกงกงส่งผ้าสะอาด และวางน้ำอุ่นไว้บนโต๊ะ ก่อนจะออกไปเตรียมชาให้ตามรับสั่งขององค์ชายใหญ่ แม้จะสงสัยว่าเหตุใดคุณชายลู่ถึงมาตำหนักลั่วสุ่ยแต่เช้าเช่นนี้ได้

เย่ซืออวิ๋นเอาผ้าชุมน้ำ บิดพอหมาดๆ แล้วส่งให้ลู่ถิงอวี่ “โดนน้ำค้างมา เช็ดตัวเสียก่อน...เดี๋ยวจะไม่สบาย”

ลู่ถิงอวี่แปลกใจเล็กน้อย แต่ก็รับผ้าสะอาดนั้นมาถือไว้อยู่ดี เขาค่อนข้างงุนงงจนเย่ซืออวิ๋นหลุดหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง

 

น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นลู่ถิงอวี่เป็นเช่นนี้...

ชาติก่อนอีกฝ่ายมักสุขุมอ่อนโยนอยู่เสมอ...แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวของชาติก่อน

 

ส่วนชาตินี้...ตอนนี้...ตรงหน้าตนนี้

คือลู่ถิงอวี่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องราวเหล่านั้นเลย...ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ยังไม่มีเรื่องให้ต้องผิดใจกัน สามารถเป็นสหายที่ดีต่อกันได้

 

และเป็นคนที่เย่ซืออวิ๋นสัญญากับตัวเองว่าจะชดใช้หนี้จากชาติก่อนรวมถึงปกป้องดูแลอีกฝ่ายให้ดี

 

“ข้าเอง” เขาย้ายตัวเองไปนั่งข้างๆ ยกมือลู่ถิงอวี่ขึ้นมาบรรจงเช็ดอย่างเบามือ ท่วงท่านุ่มนวลเอาใจใส่ ทำให้ลู่ถิงอวี่นิ่งไปทันที สุดท้ายเขาก็เอ่ยปากถามเสียงเบา

“องค์ชาย...มิทรงโกรธกระหม่อมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ข้าไม่ได้โกรธเจ้า” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจ พลางเปลี่ยนไปเช็ดอีกข้าง “เพียงแต่...ช่างมันเถิด เอาเป็นว่าขอโทษด้วยที่วิ่งหนีเจ้าไปเช่นนั้น ข้ายังตั้งตัวไม่ได้...แต่ว่าจะไม่หนีแล้วล่ะ!” เขาช้อนดวงตาใสแจ๋วขึ้นมองสบตากับดวงตาของลู่ถิงอวี่

 

ดวงตาคู่สวยกลมโต เป็นประกายระยิบระยับดุจดวงดารานับพันหมื่นส่องสว่างอยู่ใจกลางนัยน์ตานั้น

ใสซื่อ...บริสุทธิ์และ...งดงามยิ่งนัก

 

ลู่ถิงอวี่เผลอจดจ้องดวงตาคู่นั้นนาน ก่อนจะหาเสียงตนเองเจอ “กระหม่อมนึกว่าตนล่วงเกินองค์ชายโดยไม่ตั้งใจ...”

“ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก...จริงๆ นะ ข้าเพียงแต่มีเรื่องให้กลัดกลุ้มจริงๆ...ข้าน่ะสิต้องขอโทษเจ้า ตกใจหรือเปล่า?” ลู่ถิงอวี่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงหากตกใจไปจะไม่ดีต่อร่างกาย 

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจการกระทำขององค์ชายใหญ่เลยจริงๆ เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้องค์ชายใหญ่ยังวิ่งหนีตนอย่างไม่ทราบสาเหตุ ยามนี้กลับมาสนิทสนมใกล้ชิด 

 

ดวงตาคู่นั้นมิได้โกหก สะท้อนความจริงใจออกมาเต็มเปี่ยม

จนเขาที่ตั้งใจจะมาขอโทษและลองสืบหาสาเหตุ...ได้แต่นิ่ง

ซ้ำยังถูกดูแลอย่างดีจนได้แต่สับสน

 

“เอ่อ...ลู่ถิงอวี่ ถ้าไม่พอใจข้าก็บอกได้ตรงๆ นะ มิต้องเกรงใจว่าข้าเป็นองค์ชาย” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเบาๆ ตนเป็นฝ่ายหนีแท้ๆ ยังให้คนอื่นยังมาหาเองถึงตำหนักอีก “แล้วก็...ถ้าเจ้า...เอ่อ...ถ้าเจ้าไม่ว่ากระไร...เรา...พวกเรามาเป็นสหายกันดีหรือไม่?”

 

กว่าจะพูดประโยคนั้นได้เย่ซืออวิ๋นต้องรวบรวมความกล้าและใช้พลังใจเปี่ยมล้นเลยทีเดียว

ชาติก่อนเขาไม่ได้...แต่ว่าชาตินี้...ระหว่างพวกเราเริ่มเช่นนี้ ตนก็อยากคว้าโอกาสที่ชาติก่อนไม่เคยได้รับไว้ และจะดูแลลู่ถิงอวี่ให้ดีด้วย

 

“ตะ...แต่ว่า ถ้า...เจ้า...”

“ได้เป็นสหายขององค์ชายนับเป็นเกียรติของกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน มองคนแก้มแดงด้วยแววตาขำขันที่ซ่อนไว้ลึก ใบหน้าที่แสดงออกก็ยังสุขุมน่ามอง เขาพลิกมือขององค์ชายใหญ่มากุมไว้เบาๆ ใช้ผ้าสะอาดเช็ดมือเปียกชื้นให้ บิดผ้าแล้ววางไว้บนถาดเงิน ก่อนจะรินชาที่อันกงกงยกมาวางไว้ให้อีกฝ่าย 

“อ้ะ...ขอบใจนะ” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ รู้สึกราวมีตรงไหนไม่ถูกต้องสักอย่าง แต่เขาก็มิได้คิดอะไรมากความ เป็นสหายกันได้ก็ดีแล้ว! “จริงด้วย...ในเมื่อพวกเราเป็นสหายกัน ก็อย่าใช้คำราชาศัพท์กับข้าเลย แล้วมิต้องเรียกว่าองค์ชายด้วย”

“แต่ว่า...”

“ลู่ถิงอวี่...อย่าดื้อสิ” เย่ซืออวิ๋นทำดวงตาโตๆ ที่คิดว่าดุใส่หนึ่งที จนลู่ถิงอวี่กระแอมไอเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าเชื่อฟัง เขาเลยได้รับรอยยิ้มหวานกลับมา “ดีมาก”

“จะให้กระหม่อม...อืม ให้ข้าเรียกชื่อตรงๆ เลยหรือ?” เขาเปลี่ยนคำถามทันทีเมื่อถูกทำตาดุใส่อีกรอบ...มิรู้มิใครเคยบอกองค์ชายใหญ่เขาหรือยังว่าทำดวงตาเช่นนั้นไม่ดุเลยสักเพียงนิด

 

ราวถูกลูกแมวอ้อนเสียมากกว่า

 

“มิได้หรือ?” องค์ชายใหญ่กระพริบตา พลางขมวดคิ้ว ชาติก่อนลู่ถิงอวี่ก็มิได้เรียกชื่อตนเช่นกันนี่นา เรียกแต่องค์ชายอยู่เสมอๆ หรือว่า...ตอนนี้ก็ไม่ได้นะ...

เห็นดวงตาที่หมองประกายลงแล้วลู่ถิงอวี่ก็เรียกขานเสียงเบา “ซืออวิ๋น”

“ห่ะ...หา!” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต ก่อนจะลุกพรวดทันที เขามองหน้าลู่ถิงอวี่อย่างไม่อยากเชื่อ...เมื่อครู่นั้น... “ข้าหูฟาดเหรอ? ไม่สิ...”

“ซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่จิบชาพลางเรียกอีกรอบ ก่อนจะยิ้มน่ามองให้...รอยยิ้มนั้นของเขาทำเอาเย่ซืออวิ๋นชะงัก พวงแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาอ้าปากน้อยๆ กระพริบตาปริบๆ คล้ายไม่อยากเชื่อ มองมือขาวเรียวที่ยื่นมากุมมือของเขาไว้ ออกแรงดึงเบาๆ ให้กลับไปนั่งที่เดิม “ซืออวิ๋น”

น้ำเสียงไพเราะเรียกขานนามอีกครั้ง...เส้นเสียงที่พิเศษของลู่ถิงอวี่นั้นน่าฟังมาก ดุจเสียงของเครื่องดนตรี แล้วยิ่งใช้เรียกชื่อของเขาอย่างอ่อนโยนอีก...

 

มันก็...

ก็...

 

ลู่ถิงอวี่รินชาใส่แก้วให้องค์ชายน้อยที่ยามนี้แก้มแดงจัด มองเขาราวลูกแมวตัวน้อยที่น่าเอ็นดู “เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าว่าถิงอวี่เถิด”

“อ่ะ...อื้อ!” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึกๆ ดวงตาเป็นประกาย รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่เขามีความสุขมาก ไม่รู้เหตุใดเหมือนกัน

 

แค่ได้ยินเสียงนั้นเรียกชื่อตนเอง...

มันก็ดีใจจนสั่นไหวไปทั้งร่าง

 

“ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นลองเรียกอีกครั้ง 

“หืม?”

“ถิงอวี่”

“อื้ม...ดืมชาก่อนนะ”

“ถิงอวี่”

“อืม...เติมน้ำผึ้งหรือไม่?”

“ถิงอวี่! ดีใจจังเลย...ไม่ต้องเติมน้ำผึ้งนะ ข้าชงเองดีกว่า” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง การได้เรียกชื่ออีกฝ่ายแล้วเขาขานรับทุกคำเช่นนี้เป็นอะไรที่พิเศษมาก! ปากยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย พลางยื่นมือมาแย่งชาไปชงเองให้ทั้งตนและลู่ถิงอวี่ 

ลู่ถิงอวี่เท้าคางยิ้มๆ มองเย่ซืออวิ๋นอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะกำลังครุ่นคิดว่าองค์ชายใหญ่ผู้นี้น่าสนใจและน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก นิสัยเช่นนั้น...แตกต่างจากองค์ชายทุกองค์ 

 

แล้วก็...

 

“แค่กๆ” ลู่ถิงอวี่ไอเบาๆ ทำให้เย่ซืออวิ๋นชะงัก ก่อนจะรีบช่วยลูบหลังแล้วส่งแก้วน้ำอุ่นให้เขาดื่มทันที 

“ถิงอวี่! น้ำ...ค่อยๆ ดื่ม เพราะเจ้าตากน้ำค้างตอนเช้านั่นแหละ ตำหนักลั่วสุ่ยน้ำค้างเยอะกว่าที่อื่น...ค่อยๆ ดื่มน้ำอุ่น” 

“ขะ...ขอบใจนะ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มบางๆ “ร่างกายข้าไม่ค่อยแข็งแรงเช่นนี้ ลำบากท่านแล้ว”

“ไม่ๆ ข้ามิได้ลำบาก...เจ้าอย่าคิดมาก” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้า “เจ้านั่งรออยู่ตรงนี้ก่อน...อย่าดื้อนะ” เย่ซืออวิ๋นปรามเสียงเข้ม ก่อนจะเดินเข้าไปห้องด้านในแล้วหยิบเอาเสื้อบุขนแกะตัวหนาออกมาหนึ่งตัว ก่อนจะยื่นให้ลู่ถิงอวี่ พอเห็นเขาลังเลเย่ซืออวิ๋นก็ใช้วิธีเดิม คือสวมให้ลู่ถิงอวี่เอง ผูกเชื้อไม่แน่นเกินไปไม่หลวมเกินไป แล้วก็ยิ้มหวาน 

“ต้องดูแลตัวเองนะ...แต่ว่าตั้งแต่นี้ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้ม...แม้ในใจจะกำลังตกตะลึง

เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซ้ำยังมีศักดิ์สูงถึงองค์ชายมาบอกว่าจะปกป้องเขา...ดูแลเขาเช่นนี้

 

“จริงด้วยนี่ก็ได้เวลาไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักจิ้งหยางแล้ว พวกเราไปกันเถิดดีกว่า” เย่ซืออวิ๋นจูงมือลู่ถิงอวี่ออกไปจากตำหนักลั่วสุ่ย อันกงกงเองก็รีบตามไปด้วย ลู่ถิงอวี่หลุบตามองมือขาวเรียวที่เรียวเล็กกว่ามือเขากำลังจูงเขาเดินช้าๆ ด้วยจังหวะไม่ช้าไม่เร็วอาจเพราะรู้ว่าเขาร่างกายไม่แข็งแรงเท่าไหร่ด้วยกระมัง

 

เสื้อคลุมขนแกะตัวหนาให้ความรู้สึกอบอุ่นกับร่างกาย...และบางอย่างก็อุ่นพร่าไปจนถึงหัวใจ

เพียงแต่ว่า...เมื่อคืนตอนฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนตัวเขาก็มิพอพระทัยแล้ว ยามนี้ถ้าหากทรงทอดพระเนตรเห็นเสื้อคลุมขนแกะตัวนี้...จะยิ่งไม่พิโรธกว่าเดิมหรือ?

 

แต่...ช่างเถิดท่านพ่อก็อยู่ด้วยนี่

หน้าที่คลายความพิโรธของฝ่าบาทเป็นของอัครเสนาบดีอยู่แล้ว...

 

..................

#ใครฆ่าองค์ชายใหญ่

พี่ลู่นั้นความจริงแล้วอ่อนแอจริงแต่ไม่ได้หมายความว่าใสซื่อนะคะ 555 พี่เขาร้ายกว่าที่เห็นจริงๆ นะคะ แอบกระซิบนิดนึงว่าเวลาพี่ลู่ไอทุกอย่างเพิ่งเชื่อนะคะ บางทีก็จริง...แต่บางทีก็...ส่วนองค์ชายใหญ่ของเรานั้นก็ปกป้องพี่เขาต่อไปค่ะ ภาพจำน้องพี่ก็คือคนอ่อนแอ บอบบาง สูงส่งนิดนึง โตขึ้นน้องก็เปลี่ยนความคิด 55555

เราปิดโปรเจคจบไปแล้วหนึ่ง ช่วงนี้เลยมีเวลาพักผ่อนวันสองวัน ดีใจมากเลยค่ะ ทุกคนเองก็อย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.881K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #4243 วายุจัง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 / 02:46
    ที่ท่านเสนาไม่มีเมียเพิ่ม ก็เพราะ ฝ่าบาท 555+
    #4,243
    0
  2. #3815 [F.S]Fang_041 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 21:41
    ชาติก่อนน้องคือหัวเดียวกระเทียมลีบมาก คือไม่รู้อะไรเลยแล้วก็ไม่ได้มีพวกด้วย ชาตินี้ดีขึ้นมากๆ นี่ว่าคนที่ฆ่าน้องคือองค์ชายสี่ แต่เราตะงิดตรงที่เรียกว่าซืออวิ๋นตอนนั้นอ่ะ มันคําเดียวกัยที่พี่ลู่เรียกน้องเลย

    คือสงสารน้องอ่ะ

    อยู่เฉยๆก็โดนฆ่า แง

    ลูกแม่

    โอ๋ๆนะคะ
    #3,815
    0
  3. #3738 knunkim (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 14:47
    ลู่ถิงไม่ห่วงพ่อเล้ยยย.. งานนี้ขอเนียนๆแอ้มน้องไปก่อนสินะ555 ส่วนชาย4 ตามจริงอยากให้พี่น้องญาติดีกันนะ หวังว่าน้องจะเป็นกาวใจเชื่อมทุกคนได้ มันจะได้กลายเป็นชายสี่หมี่เกี๊ยว😂😂
    #3,738
    0
  4. #3656 nwyxa529 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:28
    อืม.. งั้นชาติที่แล้วน้องก็โดนรุมอะดีเจ้ารองเจ้าสามพี่ถิงสนิทกันขนาดนี้แกะในฝูงหมาป่าชัดๆ😐
    #3,656
    0
  5. #2961 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 16:47
    ไม่ว่าใครจะฆ่าน้องมันก็เจ็บปวดอยู่ดีอะ สงสารน้องเลย แงงง น้องแค่อยากมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆเอง
    #2,961
    0
  6. #2888 AtitayaSomkaew (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 01:13
    ทำไมยิ่งอ่านยิ่งมีความรู้สึกว่าเป็นพี่ถิงที่ฆ่าน้อง แงงง แล้วพี่ถิงจะฆ่าน้องทำไมอ่ะ ทั้งที่ดูก็รู้ว่ามีความรู้สึกดีกับน้องเหมือนกันในชาติที่แล้ว
    #2,888
    0
  7. #2881 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 01:33
    ไม่ว่าใครจะฆ่าน้องนี่ก้ว่ามันเจ็บปวดอยุ่ดีอ่า ยิ่งเปนคนที่อยุ่ใกล้ตัวอีก เจ็บจึก น้องจะเสียใจขนาดไหนนะลูกแม่;------;แอแงงงงงงง
    #2,881
    0
  8. #2846 มิสึรุ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มกราคม 2564 / 04:41
    ใครฆ่ากันแน่ หรือเป็นคนที่สนับสนุนน้อง? แต่เพราะชาติก่อนน้องไม่อยากขึ้นครองราชย ทำตัวเสเพล จึงโกรธหรือเปล่า ??? ว่าแต่ตระกูลฉินเป็นตระกูลของน้องไหม ??? 555 เริ่มงง
    #2,846
    0
  9. #2840 kiki3k (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 23:54
    น่ารักจนคิดไม่ออกเลย ว่าใครฆ่าน้อง
    #2,840
    0
  10. #2594 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 22:59
    เราควรมองข้ามอันกงกงหรือป่าว5555
    #2,594
    0
  11. #2591 mothergod (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 19:41
    แง เรื่องนี้คือน่ารักสุดๆๆๆๆ
    #2,591
    0
  12. #2545 Oiljang89 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 18:40
    องค์ชายใหญ่ดูแลดีเกินไปจนออกหน้าออกตาไม่เห็นต้องขนาดนี้เลย
    #2,545
    0
  13. #2488 Foxgo_O (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 18:30
    คือนึกภาพไม่ออกว่าใครฆ่า แต่ถ้าให้เดา เราจะเดาว่าพี่ถิง แต่พี่ถิงจะฆ่าทำไมแค่นั้นแหละ ประเด็น
    #2,488
    0
  14. #2279 monana13 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 03:15
    เดี๋ยวววพี่ลู่ไม่ห่วงพ่อเลยหรอส่งไปรับหน้าแบบนั้น555555
    #2,279
    0
  15. #2230 Missjust (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 20:35
    พี่ถิงคือคนฆ่ามั้ย
    #2,230
    0
  16. #2227 neenaomfern (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 12:16
    พออาถิงเรียก ซืออวิ๋น ฉันก็สงสัยเลยว่า อาถิงเป็นคนฆ่าน้องรึป่าง แล้วคนที่เป็นพระเอกเนี่ยคืออาถิงด้วยอะป่าว
    #2,227
    0
  17. #2166 Mew (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 22:04

    ประโยคสุดท้าย เหมือนอาถิงจะรู้เรื่องระหว่างฝ่าบาทกับพ่อตัวเองเลย

    #2,166
    0
  18. #2116 littlefoolmoon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 00:16
    เป็นคนอ่อนโยนที่ร่างกายอ่อนแอแต่ไม่ได้อ่อนแอ
    #2,116
    0
  19. #2103 PikazZA (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 14:23

    ใครคือพระเอกนะ?

    #2,103
    0
  20. #2059 ay_ben (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 09:37
    รักพี่ใหญ่กันทุกคนอะบอกเลอ
    #2,059
    0
  21. #2002 Panawin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 22:16
    ในใจแอบคิดนะคะ ย้ำ! ว่าแค่แอบ คือ... พี่ลู่อาจจะเป็นคนฆ่า หรือไม่นะ? ._.
    #2,002
    2
    • #2002-1 Chonlada2546_14(จากตอนที่ 6)
      10 พฤศจิกายน 2563 / 17:39
      คิดเหมือนกันเลย
      #2002-1
    • #2002-2 taemynnn(จากตอนที่ 6)
      10 พฤศจิกายน 2563 / 18:14
      คิดเหมือนกันเลยค่ะ ว่าอาถิงแต่ว่าน้องน่าจะโดนคนอื่นสั่ง นี่แอบคิดว่าอัครเสนาบดีเป็นสั่งหรือไม่ก็ได้รับคำสั่งมาจากคนในตระกูลอีกที เพราะตอนชาติที่แล้วตอนฆ่าเสร็จก็ดูอาลัยอาวรณ์
      #2002-2
  22. #1823 smile_2543 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 08:32
    เงื้ออออ นี่แบบมีความคิดที่ว่ากรือชาติที่แล้วพี่ลู่จะเป็นคนฆ่าองค์ชายใหญ่อะะะ
    #1,823
    0
  23. #1779 iiวมlwรน้oe (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 22:16
    ก็ไม่คิดว่าพี่ลู่จะใสหรอกค่ะ จากการที่ชาติที่แล้วก็เป็นสามี
    #1,779
    0
  24. #1670 khunsom08 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 03:03
    ดีงามมากๆ
    #1,670
    0
  25. #1575 Bongnahungg (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 20:33
    นะ..นี้มันเปลี่ยนโพ
    #1,575
    0
  26. #1212 Dadaude (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 00:30
    เราอยากบอกว่า ที่เราไม่ชอบฉากฮ่องเต้และลู่จิงนั้น เราเข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะมีสนมและแม่ของน้องมาก่อนนั่นเอง เราไม่สามารถทำใจได้เลย เหมือนถูกหักหลังนิดหน่อย ฟีลประมาณนั้น เจ็บปวดมาก เป็นไปได้อยากให้โฟกัสแค่เรื่องน้อง ไม่อยากลับลู้เรื่องความรักของฮ่องเต้กับลู่จิงนั่นเลยจริงๆ แบบมันอธิบายไม่ถูก ฮืออออ แต่ยังไงคุณน้องก้อนก็น่าร้ากกกกกกกกกกกก
    #1,212
    3
    • #1212-3 Pompaii(จากตอนที่ 6)
      6 ตุลาคม 2563 / 06:15
      เราเข้าใจคุณนะ เราก็ไม่อินกับคู่รองเหมือนกัน เหมือนเคมีมันไม่เข้ากัน อธิบายไม่ถูก แต่ไม่อิน

      ไม่อินไม่ได้แปลว่านิยายไม่ดีนะคะ นิยายดีมาก ๆๆๆ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามันก็ต้องมีคนชิปและไม่ชิปปน ๆ กันไป

      อย่างคู่แฮรี่กับน้องรอนเราก็ไม่ชิปนะ ไม่อินเลยด้วย แต่ก็ยังชอบอ่านแฮรี่พอตเตอร์มาก ๆ
      #1212-3