ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 57 : ตอนพิเศษ : ดอกท้อของมังกร (三)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 208 ครั้ง
    7 เม.ย. 64

ตอนพิเศษ

ดอกท้อของมังกร 

 

จากวันแรกที่ได้รู้จักกันจวบจนบัดนี้ผ่านมาเกือบสิบปีแล้วพวกเขาต่างเข้าพิธีสวมกวานครั้งแรก เข้าพิธีปักปิ่นและอีกไม่นานก็จะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

ร่างสูงโปร่งในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายทว่าขับเน้นให้ร่างนั้นดูอ่อนโยน ดวงตาดอกท้อนั้นสงบนิ่งเกินวัย เส้นผมสีดำยาวนั้นรวบไว้ด้วยกวานหยกสีฟ้าอ่อนฉลุลวดลายด้วยทองคำเงางาม ในมือถือม้วนตำราเล่มหนา เดินไปตามทางเดินในตำหนักบูรพาขององค์ชายรัชทายาทอย่างคุ้นชินยิ่ง...

 

เขาคือจ้วงหยวนที่อายุน้อยที่สุดในแผ่นดินต้าเซี่ย

 

“ท่านลู่จิง”

“เกาจิ้น องค์ชายรัชทายาทเล่า” ลู่จิงในวัยสิบเจ็ดปีเอ่ยถามขันทีใหญ่ประจำตำหนักบูรพาอย่างเป็นกันเอง

“องค์ชาย...” เกาจิ้นลากเสียงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ท่านไปดูเองเถิดขอรับ บ่าวก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน” ขันทีใหญ่ส่ายหน้าชี้ไปทางสวนดอกท้อที่ได้รับการดูแลอย่างดี แม้จะยังไม่ใช่ฤดูใบไม้ผลิดที่ดอกท้อเบ่งบานทว่าป่าแห่งนั้นก็งดงามทุกฤดู

“หืม?” ลู่จิงเลิกคิ้วเล็กน้อย พยักหน้า “เตรียมชาไว้ใด้วยนะเกาจิ้น” จากนั้นก็เดินไปยังสวนดอกท้อที่ว่า เกาจิ้นก็ได้แต่ลูบอกตัวเองอย่างโล่งใจ

 

ท่านลู่จิงมาแล้วประเดี๋ยวรัชทายาทก็ทรงพระอารมณ์ดีขึ้น...มีแค่ท่านลู่จิงคนเดียวที่ทำได้! 

 

ลู่จิงทอดฝีเท้าอย่างเชื่องช้า พอถึงส่วนของป้าท้อเขาก็ขมวดคิ้วยามเห็นร่างสูงหนึ่งที่กำลังร่ายรำกระบี่อย่างดุดันอยู่ตรงใจกลางสวน ผืนดินบริเวณนั้นสภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย ไหนจะหินริมสระที่แตกละเอียดไปทั้งแถบนั่นอีก...แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เท่ากับความกดดันและจิตสังหารที่อบอวลอยู่รอบๆ บริเวณ แทบจะทำให้คนหายใจไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

 

เห็นได้ชัดว่าบางคนอารมณ์เสียยิ่งนัก

 

“ยังดีที่ท่านโมโหแล้วไม่ไปลงกับต้นท้อ...อย่างไรเสียต้นท้อที่นี่ข้าก็ช่วยดูแลมา” เสียงนุ่มเอ่ยขึ้น แม้จะแผ่วเบาเพียงใดก็ทำให้ร่างสูงที่กำลังระบายความหงุดหงิดอยู่นั้นได้ยินและชะงัก ก่อนจะตวัดดวงตาคมมามองคนพูด ประกายดุดันจางลง

“เสี่ยวจิง”

“อืม...ในเมื่อระบายอารมณ์เสร็จแล้วก็ไปดื่มชาเถิด ข้าให้เกาจิ้นเตรียมไว้ให้แล้ว” ลู่จิงเอียงหน้า ยิ้มจาง ส่วนร่างสูงในชุดดำก็ถอนหายใจเบาๆ ส่งกระบี่ให้องครักษ์แล้วเดินตามลู่จิงไป องครักษ์ทั้งหลายแทบจะเป่าปาก ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ...

 

รัชทายาททรงพระอารมณ์เสียตั้งแต่กลับมาจากวังหลวง แผ่จิตสังการกดดันจนพวกเขาเองก็รับมือไม่ไหว ได้แต่จนปัญญา

แต่ท่านลู่จิงเพียงกล่าววาจาไม่กี่ประโยคก็คลายความพิโรธนั้นลงได้แล้ว

คาราวะท่านลู่จิง!

 

“เหตุใดวันนี้เจ้ามาที่นี่ได้?” เย่เทียนหลงเอ่ยถาม รับผ้าสะอาดที่อีกฝ่ายยื่นให้มาเช็ดใบหยาดเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะหรี่ดวงตามองลู่จิง

ชายหนุ่มที่สอบจ้วงหยวนได้ตั้งแต่อายุสิบเจ็ดและเข้าทำงานที่สำนักราชบัณฑิตในตำแหน่งหัวหน้าหอตำราหลวงและผู้ช่วยขององค์ชายรัชทายาท งานรัดตัวเสียจนทำเป็นแทบไม่มีเวลา

“ข้าเข้าวังมา...ฝ่าบาทบอกว่าท่านอารมณ์ไม่ดี ข้าเลยแวะมาดู” ลู่จิงรับชาที่เกาจิ้นยื่นให้ รินใส่แก้วจากนั้นก็ส่งให้เย่เทียนหลง “และท่านก็หงุดหงิดมากจริงๆ...ฮองเฮากล่าวอันใดกับท่านอีกหรือ?”

 

เสี่ยวจิงรู้สาเหตุก็ไม่แปลกหรอก...เพราะทุกวันนี้คนที่ทำให้เขาอารมณ์เสียได้ก็มีแค่เสด็จแม่

กับคนตรงหน้านี้เท่านั้น

 

“เจ้าลองเดาดูสิเจ้าจิ้งจอกน้อย” เย่เทียนหลงที่อารมณ์ดีขึ้นแล้วดื่มชารวดเดียวจดหมด ยื่นให้ลู่จิงรินให้อีกแก้ว พลางเลิกคิ้วเท้าคางมองคนตรงหน้า

ดวงตาดอกท้อถลึงใส่อีกคนแวบหนึ่ง “เรื่องคู่หมั้นคู่หมายท่านอีกแล้วหรือ?” 

“เจ้าฉลาดจริงๆ เสี่ยวจิง...ใช่ เสด็จแม่ชักเอาใหญ่แล้ว” ทุกครั้งที่เย่เทียนหลงไปเข้าเฝ้าพระมารดา พระนางต้องพูดเรื่องนี้เสียทุกครั้งไป ซ้ำยังลั่นวาจาว่าต้องเป็นสตรีจากสกุลจ้าวเท่านั้น เพียงแต่สตรีจากสกุลจ้าวที่เขาพอจะพูดคุยด้วยได้ก็มีเพียงเสวี่ยเหมยที่นับเป็นสหายคนเดียว อีกทั้งนางเองก็มีบุรุษที่พึงใจอยู่แล้วด้วย

“ยิ่งฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นฉางเล่อก็คงเร่งท่านอยู่ทุกวันสินะ” ลู่จิงมองเย่เทียนหลงอย่างเห็นใจ เขากล่าวถึงฉินฉางเล่อโฉมสะคราญล่มเมือง บุตรสาวที่สกุลฉินรับเข้ามาเมื่อหลายปีก่อน แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นคนสกุลฉินแต่ก็ค่อนข้างสนิทสนมกับจืออิงและเสวี่ยเหมยอยู่บ้าง เห็นบางครายามเมืองหลวงมีงานเทศกาลพวกนางก็ไปเที่ยวชมด้วยกัน หรือบางที...ก็ร่วมมือกันจัดการบรรดาสตรีที่มาหาเรื่องพวกนาง

 

ส่วนวิธีการนั้นลู่จิงมิขอกล่าวถึง...ได้แต่คาราวะในใจด้วยความนับถือเท่านั้น

 

“ฉางเล่องดงามราวเทพธิดาจำแลง...ท่านไม่หวั่นไหวเลยสักนิดจริงๆ หรือ” ลู่จิงถามเสียงแผ่ว หลุบดวงตาดอกท้อลงต่ำ ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกตีวนอยู่ในหัวเขา อีกทั้งหัวใจก็ยังบีบรัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ...เขาเลือกที่จะปัดความรู้สึกนี้ออกไปทุกครั้ง

 

แต่มันก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี...

 

เย่เทียนหลงหรี่ดวงตาคมลง ประกายตาเยียบเย็นเล็กน้อย “เซ่าเจ๋อกล่าวอันใดกับเจ้า?” 

คนที่พูดแล้วทำให้เสี่ยวจิงคิดมากได้นอกจากพวกตนไม่กี่คนแล้วก็ยังมีฉินเซ่าเจ๋อ...บุตรชายคนที่สามของสกุลฉิน แต่โดดเด่นยิ่งกว่าใครในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เขาเป็นคนที่ได้ขุนนางทั้งราชสำนักให้ความสนใจด้วยอัจฉริยะภาพและความสามารถทั้งบุ๋น บู๊ ราชครูฉินได้หน้าเพราะบุตรชายคนนี้ไปมากโข อีกทั้งเสด็จพ่อก็ตรัสชมอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง

 

แม้ไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่าเป็นสหาย แต่ก็สนิทสนมกันอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนฉินเซ่าเจ๋อจะสนิทสนมกับลู่จิงมากที่สุด

จน...น่าหงุดหงิด

 

“เขาบอกข้าว่าฉางเล่อ...ชมชอบท่าน”

 

เย่เทียนหลงหล่อเหลา องอาจสง่างาม ส่วนฉางเล่อก็งดงามที่สุด...เหมาะสมกันยิ่งกว่าอะไร

 

“แต่ข้าไม่ได้ชอบนาง ไม่เคยมองนางมากไปกว่าความเป็นสหาย...และตัวป่วน” ยามที่นางกับเสวี่ยเหมยและจืออิงร่วมมือกันจัดการผู้อื่นนั้นเป็นตัวป่วนจริงๆ “เจ้าอยู่ข้างกายข้ามานาน รู้ดีมิใช่หรือ...เสี่ยวจิง”

 

ว่าสายตาข้า...ไม่เคยมองใคร

ว่าสายตาข้า...หยุดอยู่ที่ใคร

 

ลู่จิงเงยหน้าขึ้นมองคนพูด มองเห็นใบหน้าหล่อเหลานั้นยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดวงตาคมอ่อนโยนลงจนแทบจะเป็นความละมุน...ที่ทำให้แก้มของตนร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“อะ...เอ่อ...แฮ่ม! ได้ยินมาว่าที่แคว้นเย่าเกิดจลาจลกลางเมืองรึ?” ลู่จิงกระแอมเปลี่ยนเรื่อง ยามสู้ดวงตาคมเปี่ยมเสน่ห์คู่นั้นไม่ได้เขาก็เสสายตาไปทางอื่น แต่ก็หันควับมาถลึงตาใส่ยามได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอ

 

ต่อให้ท่านโตแล้วข้าก็ทำให้ท่านคัดพระธรรมพันจบได้นะ!

 

“หึๆ...ใช่ แม่ทัพหยางได้รับพระบัญชาไปควบคุมความสงบเรียบร้อยด้วยตนเอง สุ่ยชิงก็ไปด้วย เรื่องนี้ยังไม่เข้าท้องพระโรงเจ้ากลับรู้แล้วรึ?”

“ท่านอย่าลืมสิว่าบิดาข้าเป็นใคร” ลู่จิงยักคิ้ว แต่ที่เขารู้เพราะฝ่าบาทเป็นผู้ตรัสบอกต่างหาก ซ้ำยังโบกพระหัตถ์สั่งให้คนมาส่งเขาที่ตำหนักบูรพาด้วย

 

ฝ่าบาทชอบส่งตนมารับหน้าบุตรชายตนเสมอ ท่านพ่อของเขาก็ด้วย

รับมือองค์ชายรัชทายาทผู้เปรียบเสมือนปีศาจจอมเอาแต่จนพระองค์นี้ลำบากยิ่งกว่าอ่านตำราหลวงให้หมดหอตำราเสียอีก!

 

“แต่...” เย่เทียนหลงเอ่ยเรียบๆ ขมวดคิ้วครุ่นคิด ทำให้ลู่จิงขมวดคิ้วตามไปด้วย ต่อให้อีกฝ่ายร้ายกาจอย่างไรแต่ความสามารถของบุรุษผู้นี้เป็นของจริง “ข้าเกรงว่าจะไม่ง่ายดายเหมือนภายนอก”

“เหตุใดทำให้ท่านคิดเช่นนั้น สถานการณ์แคว้นเย่ามิได้หนักหนาไม่ใช่หรืออย่างไร?”

“เจ้ารู้รายชื่อผู้ติดตามท่านลุงหยางหรือไม่?”

“ข้ารีบมาเพราะกลัวท่านจะพังตำหนัก จึงมิได้ไต่ถาม” ลู่จิงขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเบิกตากว้าง “หรือว่า...หลัวจื่อโจวก็ไปด้วย!”

 

คู่หมั้นของหยางจืออิง

 

เย่เทียนหลงพยักหน้า ฉลาดเฉลียวสมกับเป็นลู่จิง “หลายปีมานี้สกุลหลัวได้รับคำชื่นชมจากบนและล่างไม่น้อย สั่งสมบารมี แม้มิใช่สกุลใหญ่แต่พวกเขาก็นับได้ว่าเป็นสกุลที่มีเกียรติ”

 

ดังนั้นย่อมมีหลายสกุลที่ไม่พอใจ...โดยเฉพาะสกุลฉิน

 

“พวกเขาไม่อยากให้สกุลหยางกับสกุลหลัวเกี่ยวดองกันเป็นแน่ เบื้องหลังผู้ที่เสนอรายชื่อติดตามท่านลุงหยางต้องเป็นราชครูฉิน!”

 

การไปแคว้นเย่าครานี้ย่อมเป็นแผนที่วางเอาไว้แล้ว!

 

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ฝากสุ่ยชิงคอยดูแลหลัวจื่อโจวแล้ว” เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ เขาไม่อยากนึกเลยว่าถ้าหากหลัวจิ่วโจวเกิดเป็นอันใดขึ้นมาจืออิงจะทำเช่นไร

 

ต่อให้เก่งกาจหรือเจ้าเล่ห์ซุกซนอย่างไร...นางก็เป็นสตรีผู้หนึ่ง ที่วาดหวังได้เคียงคู่และออกเรือนกับบุรุษที่ตนรัก 

 

“คงมิใช่ว่าคนรักของเสวี่ยเหมยก็ด้วยกระมัง...เขาเป็นบุตรชายตระกูลคหบดีใหญ่ มักติดตามกองทัพไปด้วยเสมอ...” ลู่จิงรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาแล้วจริงๆ เสวี่ยเหมยนางมีปัญหาเรื่องครอบครัวอยู่มากพอแล้ว ถ้าหากว่าเกิดเรื่องกับคนรักของนางอีก...

 

ไม่อยากจะนึกเลย!

 

“ข้าให้องครักษ์ลับไปสืบแล้ว เจ้าอย่าได้กังวล” เย่เทียนหลงเอื้อมมือไปดึงผมของลู่จิงเบาๆ ดวงตาดอกท้อเบนมาสบก่อนจะถอนหายใจ

“ข้าได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่ข้าคิดไว้ในหัวไม่เกิดขึ้น...และได้แต่วาดหวังว่าราชครูฉินจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเราบ้าง...สักเล็กน้อยก็ยังดี”

 

แม้จะเป็นไปได้ยากก็ตามที...

 

เย่เทียนหลงมิได้ตอบคำ แต่ดวงตาของเขานั้นกลับเยียบเย็นลง...เพราะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ผู้เฒ่าฉินมีกระหายอำนาจมาแต่ไหนแต่ไร สกุลฉินเองก็เป็นสกุลใหญ่เป็นรองเพียงสกุลของราชวงศ์เท่านั้น ราชครูฉินทำทุกทางเพื่อรักษาอำนาจของตน การที่สกุลฉินไม่มีผู้ใดสอบได้ลำดับต้นๆ ในปีที่ผ่านมาก็ทำให้ฉินเมิ่งโมโหแทบบ้าอยู่แล้ว เขามีหรือจะพลาดโอกาสกำจัดและริดรอนอำนาจของสกุลอื่น

“เจ้าจะรอข่าวอยู่ที่นี่ก็ไปเดินหมากกับข้า เกาจิ้น...ให้คนไปแจ้งอัครเสนาบดีว่าลู่จิงจะพักค้างที่นี่” เย่เทียนหลงรวบรัดตัดตอน ดึงข้อมือของลู่จิงขึ้นแล้วลากไปด้วยกัน แม้จะเติบโตขึ้นแต่ก็ลากได้อย่างชำนิชำนาญไม่ต่างจากครั้งยังเยาว์เท่าไหร่ เกาจิ้นเองก็รับบัญชาทำตามที่องค์ชายรัชทายาทตรัสให้คนไปแจ้งจวนสกุลลู่ ส่วนตนก็รีบไปเตรียมกระดานหมากไว้รอท่า

 

นี่เป็นเรื่องปกติยิ่ง ถ้าหากวันใดที่ท่านลู่จิงมาเยือนตำหนักบูรพาแล้วล่ะก็...ไม่ได้กลับไปหรอก

 

“ข้าเดินเองก็ได้” ลู่จิงงึมงำเบาๆ โดนลากฉิวติดมือใหญ่ไปได้ง่ายดายนัก “วันพรุ่งข้าอยากไปเยี่ยมจืออิงกับเสวี่ยเหมย ข้ากลัวพวกนางเหงาจนคิดมาก”

“อืม ข้าจะพาเจ้าไป” เย่เทียนหลงตอบโดยที่ไม่หันกลับมา ที่สวนเล็กๆ ข้างเรือนนอนของตำหนักบูรพามีกระดานหมากที่ทำจากหยกสีเขียวใสวางไว้อยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองคนแยกกันนั่งคนละฝั่ง หยิบเม็ดหมากออกมาเตรียมพร้อม แต่ก่อนที่จะได้เสี่ยงทายหมากว่าผู้ใดเดินก่อนลู่จิงก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

“เย่เทียนหลง..ขอบใจท่าน”

 

แค่เพียงมีท่านอยู่ตรงนี้ก็ราวกับช่วยปัดเป่าความกังวลในใจข้าไปจนหมด...ดังนั้นข้าขอบใจท่านมาก

 

ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย ความอ่อนโยนเกลื่อนไปทั้งดวงตา มุมปากยกยิ้มกึ่งอ่อนโยนกึ่งยียวน “ถ้าอยากขอบใจข้าจริงๆ ลองเรียก ‘หลงเกอ’ ด้วยน้ำเสียงน่าฟังหน่อยเป็นไร?”

แก้มของลู่จิงแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างขึ้น ริมฝีปากอ้าออกเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียแค่นจมูก ถลึงตาใส่องค์ชายรัชทายาทผู้สูงศักดิ์ “ข้าหาเคยเรียก! ผู้ใด...ผู้ใดเป็นหลง..ฮึ่ม!”

“จำได้ว่าเจ้าเคยเรียก พรุ่งนี้เจ้าไปหาจืออิงกับเสวี่ยเหมย นางทั้งสองล้วนเป็นพยานได้” เย่เทียนหลงยักไหล่ยียวน ด้วยใบหน้านิ่งๆ ราวมิได้กวนประสาทผู้อื่น ทว่ารอยยิ้มมุมปากนั้นทำให้ลู่จิงห้ามมือไม่ไหวปาเม็ดหมากในมือใส่อีกคนที่เอียงหลบได้ง่ายๆ

“เย่เทียนหลง!”

“หึๆ ไม่เดินหมากแล้วรึอย่างไร?” เย่เทียนหลงอารมณ์ดีขึ้นมากโข ความขุ่นเคืองก่อนหน้านี้หายวับไปสิ้น...

 

แหย่เสี่ยวจิงให้หลุดอาการได้นี่นับเป็นยาคลายความหงุดหงิดชั้นเลิศจริงๆ ยามเห็นสีหน้าที่สุขุมเกินวัยอยู่เสมอนั้นเปลี่ยนไปมาเพราะตนคนเดียวแล้วเย่เทียนหลงก็รู้สึกให้บันเทิงใจนัก

 

เกาจิ้นที่ถือของว่างเข้ามาหยุดอยู่ห่างๆ อย่างรู้งาน...เวลาเช่นนี้ไม่ควรเข้าไปขัด ก่อนท่านขันทีใหญ่จะถอนหายใจยิ้มๆ

 

คนเดียวที่รับหน้ายามองค์ชายรัชทายาทพระอารมณ์เสียได้ก็มีเพียงท่านลู่จิง

ในขณะเดียวกันคนที่แหย่ให้ท่านลู่จิงหลุดอาการสุขุมได้ก็มีเพียงองค์ชายรัชทายาท...

 

มันก็พอๆ กันทั้งคู่นั่นล่ะนะ!

 

..........

 

 

แม้ลู่จิงตั้งใจจะไปเยี่ยมเยียนสหายของตัวเองที่สกุลหยาง ทว่ากลับมีงานด่วนจากราชสำนักเข้ามาเสียก่อน ทำให้สามสี่วันมานี้เขายุ่งมาก ทำได้เพียงให้คนส่งของขวัญไปมอบให้สหายและไถ่ถามผ่านจดหมายเท่านั้น ยามจัดการภาระยุ่งเหยิงเหล่านั้นเรียบร้อยแล้วลู่จิงก็ได้แต่ถอนหายใจเตรียมเก็บของกลับจวนเพราะได้เวลาเลิกงานแล้ว

ทว่าไม่ทันได้ก้าวออกจากวังหลวง ก็เห็นร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้ามาหาตนเสียก่อน เห็นท่าทางที่ค่อนข้างรีบเร่งและดวงคมเคร่งขรึมคู่นั้นแล้วลู่จิงก็ขมวดคิ้ว

“ถวายพระพรองค์ชาย...”

“ไปสกุลหยางกันเถอะ” เย่เทียนหลงเอ่ยตัด ก่อนจะเดินนำลู่จิงออกนอกวัง สองข้างทางข้าราชบริพารทั้งหลายทำความเคารพกันแทบไม่ทัน ยามใกล้ถึงประตูวังหลวง เย่เทียนหลงก็ตวัดมือดึงลู่จิงเข้ามาใกล้ แขนแกร่งรวบเอวอีกฝ่ายไว้ใช้วิชาตัวเบาจันทราเร้นเงากระโดดออกไปอย่างรวดเร็ว

“เกิด...อันใดขึ้น” ลู่จิงตกใจเล็กน้อย กำชายเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่นเพราะความรวดเร็วจนลมตีหน้า การอีกคนเคร่งเครียดและรีบเร่งถึงเพียงนี้...

 

กลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น!

 

“สุ่ยชิงกลับจากแคว้นเย่า...” เย่เทียนหลงเอ่ยช้าๆ กระโดดไปตามกำแพงเมืองอย่างนุ่มนวลและรวดเร็ว แม้ในอ้อมแขนจะอุ้มอีกคนอยู่ก็ไร้ปัญหา วิชาตัวเบาที่ลำเลิศเช่นนี้ทำให้บรรดาองครักษ์ทั้งหลายตามแทบจะไม่ทัน 

“เกิดเรื่องขึ้นหรือ...อย่าบอกนะว่า!” ลู่จิงเบิกตากว้างยามนึกถึงความจริงบางอย่างได้ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นสั่นไหว

เย่เทียนหลงก้มมองเล็กน้อยเอ่ยต่อด้วยเสียงเย็นจัด “อืม...หลัวจิ่วโจวตายแล้ว”

ใช้เวลาไม่ถึงเค่อทั้งคู่ก็มาถึงจวนสกุลหยาง ทหารนอกจวนเปิดทางให้ทั้งสองคนเข้ามาง่ายดาย ยามที่เท้าแตะพื้นเย่เทียนหลงปล่อยลู่จิงลง ร่างนั้นก็วิ่งเข้าไปด้านในแล้ว...

 

เบื้องหน้านั้น...

 

ร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งมีผ้าขาวปิดไว้ทั้งตัว และข้างๆ กัน...คือสตรีผู้หนึ่งที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง อาภรณ์เปื้อนคราบดิน นางร่ำไห้ สะอื้นแทบขาดใจอยู่ข้างๆ ศพ เสียงร้องไห้และเสียงสะอื้นของนางทำให้บรรยากาศรอบๆ หม่นหมองตามไปด้วย

“จือ...อิง...” ลู่จิงเรียกเสียงแผ่ว ดวงตาสั่นไหว ยามเห็นภาพของสหายสนิท...จืออิงเป็นสตรีที่แข็งแกร่งห้าวหาญราวบุรุษ นางแกร่งกล้าทระนง ไม่เคยหลั่งน้ำตา

 

แต่บัดนี้...นางร่ำไห้ราวคนคลุ้มคลั่ง

จากการสูญเสีย...บุรุษผู้เป็นคู่หมั้นหมาย ที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานด้วยกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

“เกิดขึ้นได้เช่นไรกันพี่สุ่ย...ท่าน...” ลู่จิงหันไปมองร่างสูงใหญ่ที่เดินมาหยุดข้างตน ก่อนจะเบิกตาขึ้นยามเห็นอาการบาดเจ็บของร่างสูงนั้น

หยางสุ่ยชิงมองน้องสาวของตนด้วยความสงสารปนหนักใจ จืออิงแทบจะล้มทั้งยืนยามเขานำศพของหลัวจิ่วโจวกลับมา นางเหม่อลอยและร่ำไห้อย่างทรมานจนท่านพ่อท่านแม่ปวดใจไม่กล้ามองต่อ

“ขบวนทัพถูกลอบทำร้าย พวกมันมีฝีมือและปล้นชิงเสบียงกองทัพ สถานการณ์คล้ายจิ่วโจวถูกลูกหลง แต่ข้าที่รับมือกับพวกมันรู้ดี...” ดวงตาของหยางสุ่ยชิงมองสบกับลู่จิง ก่อนจะมองไปที่เย่เทียนหลง  “เรื่องนี้ข้าไม่ได้บอกจืออิง ผู้ที่ลงมือกับจิ่วโจว...แม้จะพยายามเก็บซ่อนฝีมือ แต่วิชาตัวเบาที่เขาใช้...ข้าก็มองออกว่ามันคือ...” หยางสุ่ยชิงหยุดชะงักไปครู่ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นจัด

“นางแอ่นล่องเมฆา”

 

………..

 

แฮ่ม…จะเริ่มขมเล็กๆ แล้วล่ะค่ะ ตอนพิเศษดอกท้อของมังกรคาดว่าน่าจะเลยสิบตอนแน่ๆ ค่ะ งือออ แต่จะพยายามไม่ให้เกิน 12 ตอนนะคะ เราพยายามไม่ให้แต่ละตอนยาวเกินไป เพราะตอนใหม่จะสคริปไปอีกเป็นปีๆ แต่จะมีบางตอนที่ยาว เอาไว้ช่วงขมจะเอาตอนน่ารักๆ มาอัพสลับกันนะคะ ทุกคนจะได้ไม่เครียดกันเกินไป ^_^

สกิลการจีบคนของหลงเกอนั้นก็เรียกว่าไม่แพ้บรรดาลูกๆ เขาหรอกค่ะ แต่รายนี้ชอบแกล้งมากกว่านิดนึง 555 ท่านลู่จิงคือปวดหัวตั้งแต่เด็กยันโต ถูกขายตั้งแต่เด็กยันโต ตอนเด็กถูกฮ่องเต้กับพ่อขายให้มารับหน้าคนร้ายกาจ ตอนโตก็ถูกลูกชายกับลูกศิษย์ขาย 555 สงสารรรร

ช่วงนี้อากาศแปรปรวนมาก สถานการณ์โควิดก็น่าเป็นห่วงอีกแล้ว ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองดีๆ กันด้วยน้าาา อย่าลืมรักษาสุขภาพและพักผ่อนให้เพียงพอกันนะคะ 

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 208 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,299 ความคิดเห็น

  1. #4159 Lalaland332221 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 19:02
    รออออออออ
    #4,159
    0
  2. #4150 Ppp (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 22:28

    ถ้าไม่กระหายอำนาจจนเกินไป ทุกคนคงจะมีความสุขขข

    กอดๆฮ่องเต้กับท่านลู่จิงน้าา กอดๆทุกคนเลยย

    #4,150
    0
  3. #4146 HYUNPARK (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 19:24
    ตาเฒ่าฉินเมิ่งนั่นชั่วร้ายมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยสินะ ถึงว่าในอนาคตถึงได้มั่นใจในแผนการของตัวเองนัก จนลืมมองไปว่ากาลเวลามันเปลี่ยนไปแล้ว
    #4,146
    0
  4. #4132 mothergod (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 11:44
    ตัดไปขึ้นเล่มใหม่เป็นของท่านพ่อได้เลยนะคะเนี่ย555555
    #4,132
    0
  5. #4131 VKK42 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 09:16
    เตรียม ยาอม ยาลม ยาเม ยาหม่อง ผ้าเช็ดหน้า พร้อม!!!!
    #4,131
    0
  6. #4130 Pui-Pui (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 08:27
    ตาแก่ฉินเมิ่งนี่มันชั่วมานมนานชั่วเสมอต้นเสมอปลายชั่วไม่มีคำบรรยายจริงๆ กลัวตระกูลอื่นเขารวมกันเลยสั่งฆ่า เหตุผลเพราะอยากได้อำนาจเหยียบย่ำคนเท่าไหร่ไม่สนใจ เห็นแบบนี้แล้วตอนตายตาแก่นี่ตายง่ายตายสบายเกินไป
    #4,130
    0
  7. #4129 Deschlism1 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 03:19
    อะแฮ่ม ขอเสริมนิดๆให้กับทุกคน จ้วงหยวนคือตำแหน่งของคนที่สอบจอหงวน(ข้าราชการในจีน)ได้ที่หนึ่งนะคับ จัด3ปีครั้ง มีคนเดียวที่ได้ -ต้าวลู่จิงเก่งมาก!
    #4,129
    1
    • #4129-1 Deschlism1(จากตอนที่ 57)
      8 เมษายน 2564 / 03:22
      เสริมอีก จอหงวนคือจ้วงหยวนนั่นแหละ คนละสำเนียงเช๋ยๆ
      #4129-1
  8. #4128 pcard (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 23:08
    รุ่นพ่อแม่นี่หนักหนามากจริงๆ 😭😭
    #4,128
    0
  9. #4127 PP2545 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 22:56
    รอออออออออิ
    #4,127
    0
  10. #4126 คุณวาฬผู้น่ารัก🐳 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 22:52
    โอ้ยยยยยยย สงสารกุ้ยเฟยอ่าาาา คนรักของกุ้ยเฟยโดนคนสกุลฉินลอบฆ่าจนได้ อย่างนี้คนรักของฮองเฮาจะโดนคนสกุลฉินลอบฆ่าด้วยไหมนี่หรือถ้ามองอีกแบบคนร้ายที่สั่งให้ลอบฆ่าคนรักของฮองเฮงอาจจะเป็นแม่ของฮ่องเต้เองก็ได้อันนี้แค่เดาเฉยๆนะ อาจจะผิดก็ได้
    #4,126
    0
  11. #4125 Jessie2544 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 22:36
    สงสารกุ้ยเฟยอ่าแงงงงง้
    #4,125
    0