ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 56 : ตอนพิเศษ : ดอกท้อของมังกร (二)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 250 ครั้ง
    4 เม.ย. 64

ดอกท้อของมังกร 

 

ตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักกันที่ป่าดอกท้อในอุทยานหลวง ลู่จิงก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางหนีปีศาจร้ายกาจคนเอาแต่ใจพ้น อีกฝ่ายทำให้เขาถูกท่านพ่อสั่งทำโทษเพราะเสียมารยาทต่อองค์ชายรัชทายาทอยู่บ่อยครั้ง แต่ในขณะเดียวกันลู่จิงก็ตาใสไม่ได้ฟ้องแค่เอ่ยลอยๆ ให้อีกฝ่ายถูกฮ่องเต้สั่งลงโทษคัดอักษรไม่รู้กี่ร้อยจบ

 

ข้าต้องปวดหัวเพร าะท่านกับแค่คัดอักษรท่านก็ทำไปเสียเถิด!

 

“เสี่ยวจิง”

“วันนี้ท่านจะรังแกใครอีกเล่า...ข้ายังต้องอ่านตำรากองนี้ให้เสร็จก่อนเที่ยงเสียด้วย” ลู่จิงหันไปตอบองค์ราชรัชทายาทร่างสูงที่รู้จักกันมาได้ปีกว่าแล้วอย่างเหนื่อยใจปนอ่อนใจ

“เหอะ ไม่จำเป็นต้องใช้สมองของเจ้าข้าก็จัดการพวกกระจอกเหล่านั้นได้อยู่แล้ว” เย่เทียนหลงไหวไหล่ เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกับลู่จิง แค่เห็นตำรากองตอที่กองซ้ำๆ กันจนแทบจะสูงกว่าคนอ่านแล้วก็กลอกตาหน่ายๆ 

 

ตั้งแต่เสด็จพ่ออนุญาตให้ลู่จิงเข้าออกหอตำราหลวงได้ ลู่จิงก็ขยันไปหยิบยืมตำราที่นั่นออกมาอ่าน 

อ่านมันจนจะทุกเล่มอยู่แล้ว!

 

ลู่จิงหรี่ตามองร่างสูงที่ยังคงหยิบจับตำราทั้งหลายโยนไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่ผ่านมาท่านก็บังคับให้สมองของข้าเข้าร่วมวางแผนรังแกบรรดาองค์ชายที่น่าสงสารนั่นมิใช่หรืออย่างไรกัน

“ตกลงท่านมีอันใด?”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว “ข้าไม่มีอันใดก็มาหาเจ้าไม่ได้?”

ดูวาจาเข้าเถิด...เอาแต่ใจถึงเพียงนี้

แต่ลู่จิงก็ไม่เคยขัดใจอีกฝ่าย เป็นความเคยชินที่กลายเป็นความตามใจโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้

 

“ฮองเฮาทรงพูดจาอันใดกับท่านอีกล่ะสิ ถึงได้วิ่งมานี่” ไม่ต้องให้เดาลู่จิงก็รู้ได้ทันที...ฮองเฮาเป็นสตรีสกุลจ้าว ตอนที่ฮ่องเต้เป็นองค์ชายรัชทายาทนางก็เป็นชายาเอก ทรงรักใคร่ฮองเฮาทว่าอำนาจในราชสำนักเกี่ยวพันกับหลายฝ่าย ทำให้ต้องแต่งสนมนางในเข้ามาไม่น้อย และนั่นทำให้ฮองเฮาต้องสู้รบปรบมือกับสตรีในวังหลังอยู่เสมอ

 

ทำให้บางคราพระนางก็เข้มงวดกับคนตรงหน้าเขายิ่งกว่าอันใด

 

“เสด็จแม่อยากให้ข้าเลือกสตรีที่เป็นคู่หมายไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ” เย่เทียนหลงเปิดอ่านตำราของลู่จิงผ่านๆ อ่านไปเขาก็โยนไปไว้อีกทางอย่างไม่ค่อยใส่ใจ ตำราเหล่านี้เขาดูเขาอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ใคร่หลงใหลตำราพวกนี้เช่นลู่จิงหรอก

“อ้อ...เพียงแต่ท่านวันๆ เอาแต่รังแกผู้อื่นจะไปมีเวลาไปต้องตาผู้ใดกันเล่า...ข้าเจ็บนะ!” ลู่จิงประท้วงเมื่อถูกปลายนิ้มนั้นดีดเอา

 

คอยดูเถิดวันนี้ท่านต้องคัดพระธรรมสูตรร้อยจบ!

 

“เสด็จแม่อยากให้ข้าเลือกสตรีสกุลเจ้าเป็นชายา พระนางอยากช่วยสกุลเดิม...เดี๋ยวนี้เสด็จแม่ทรงหมกมุ่นกับสกุลจ้าว จนข้ากลัวเสด็จแม่จะเปลี่ยนไป” เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ เสด็จแม่ของตนแม้จะกล่าวได้ไม่เต็มปากว่าพระมารดาที่ดี ทว่านางก็ไม่เคยทอดทิ้งเขา...นางเพียงแค่เข้าข้างสกุลจ้าวมากกว่าผู้ใดเท่านั้น

ลู่จิงถอนหายใจเบาๆ เขาเอาพู่กันด้ามงามในมือที่ยังไม่จุ่มหมึกเขียนบนหลังมือของเย่เทียนหลงเบาๆ เป็นอักษรไม่กี่คำ ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาขององค์ชายรัชทายาทยกยิ้มมุมปาก

 

บัวแดงหิมะ

ขนมที่สืบทอดกันมาในสกุลลู่...

 

ลู่จิงจะเข้าครัวทำให้ตนทั้งที...มิรู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้ทำให้อารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดี พลันเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาทันตา “แม้ข้าจะไม่ค่อยชอบของหวานเท่าใดนัก แต่ในเมื่อเจ้าอยากทำข้าก็ไม่ขัด”

 

ข้าน่ะหรืออยากทำ ท่านกล่าววาจาเข้าข้างตัวเองให้น้อยลงหน่อยเถิด

 

ลู่จิงได้แต่กลอกตาอย่างไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนเอาแต่ใจ เพราะรู้ดีว่าต่อปากต่อคำไม่เคยชนะอีกฝ่าย องค์ชายเย่เทียนหลงเป็นคนเดียวที่ทำให้ลู่จิงจนด้วยถ้อยคำไม่อาจกล่าวเถียงด้วยได้ 

“รอท่านไปฝึกยุทธ์กับพี่สุ่งชิงเสร็จเรียบร้อยแล้วข้าจะให้คนเอาไปให้ที่ลานฝึก” ลู่จิงม้วนกระดาษตำราที่ใช้จดบันทึกย่อของตำราต่างๆ ที่เขาอ่านวันนี้ ตั้งใจว่าจะแบ่งให้คนเกเรขี้เกียจอ่านตำราเขาอ่านด้วย

แม้จะดูไม่ค่อยสนใจ แต่องค์ชายรัชทายาทผู้นี้เป็นคนเดียวที่ลู่จิงยอมรับในความสามารถว่าทัดเทียม...หรือไม่ก็เหนือกว่าตน

“ไปฝึกด้วยกัน ให้ข้าดูว่าวิชายุทธ์ของเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว” เย่เทียนหลงเอ่ย ดึงม้วนตำราในมือลู่จิงโยนไปให้เกาจิ้นที่รออยู่ข้างๆ จากนั้นก็คว้าหมับที่มือของลู่จิงแล้วลากเดินไปด้วยกัน

 

อีกแล้ว...

ลากกันอีกแล้ว

 

เอาตามที่ท่านพอใจเลยเถิด!

 

ตั้งแต่รู้จักกันมามีครั้งไหนบ้างที่ลู่จิงไม่ถูกอีกฝ่ายลากไปโน่นไปนี่ ขัดก็ไม่ได้เพราะถ้าขืนกล้าขัดก็ได้แต่รอรับความวุ่นวายอื่นที่จะตามมาได้เลย

“ข้าเดินเองดีๆ ได้นะ เย่เทียนหลงถ้าท่านใช้วิชาตัวเบาจันทราเร้นเงาข้าจะไม่ทำอะไรให้ท่านแล้วจะกลับจวนทันที”

เย่เทียนหลงชะงัก ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แต่ก็ไม่ปล่อยมือลู่จิงแล้วลากไปอยู่ดี เพียงแต่ก้าวยาวขึ้น เร็วขึ้นจนคนขาสั้นกว่าอย่างลู่จิงนั้นก้าวตามแทบไม่ทัน เย่เทียนหลงได้แต่ขมวดคิ้ว ปรายตามองแล้วก็เอ่ยเพียงสองคำที่ทำให้องค์ชายรัชทายาทถูกดวงตาดอกท้อถลึงใส่

“ขาสั้น”

 

วันนี้ท่านเตรียมตัวคัดพระธรรมห้าร้อยจบได้เลย!

 

...........

 

“เหิงเจีย เสี่ยวจิงของเจ้าช่างอัจฉริยะจริงๆ ทำอย่างไรถึงทำให้เทียนหลงนิสัยน่ารักสมวัยขึ้นได้นะ” ฮ่องเต้เย่เสวียนตบโต๊ะทรงอักษรอย่างยินดี พลางกล่าวชมสหายของตนที่ส่ายหน้าระอาไปมา

“มิใช่ว่าป่วนกันมากกว่าเดิมหรือพ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมเองก็ต้องขอบพระทัยองค์ชายรัชทายาทที่ทำให้อาจิงมิดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว เดี๋ยวนี้เห็นบุตรชายทำตัวได้สนุกสนานสมวัยขึ้นมาแล้วกระหม่อมรู้สึกยินดีจริงๆ”

 

แม้การทำตัวสมวัยที่ว่าจะมีหลายคนเดือดร้อนอยู่ไม่สุขก็เถิด

 

“เฮ้อ! ทั้งๆ ที่ข้าอยากให้พวกเขาได้ซึมซับความสุขในตอนนี้ให้อีกนานแท้ๆ ถ้าหากเทียนหลงสวมกวานเมื่อใด...ข้ากลัวว่าเขาจะสูญเสียวัยเยาว์ที่สนุกสนานเช่นนี้ไป” ฮ่องเต้ถอนหายใจ “ฮองเฮาอยากให้เขารีบมีคู่หมั้นคู่หมาย และต้องเป็นสตรีจากสกุลจ้าวเท่านั้น ข้ากลัวเสวี่ยเหมยหรือจืออิงจะถูกดึงมาพัวพันกับอำนาจในราชสำนัก”

จ้าวเสวี่ยเหมย...บุตรีอดีตภรรยาเอกของเจ้าโจว นางอยู่ในจวนสกุลจ้าวก็มิได้รับความเป็นธรรมอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นถ้าสกุลจ้าวถูกดึงเข้ามา สกุลหยางและสกุลฉินมีหรือจะนิ่งเฉย...ต่อให้สกุลหยางไม่อยากยุ่งเกี่ยวก็จะถูกคำว่าสมดุลในราชสำนักบีบอยู่ดี...ต้องโทษที่ข้าเป็นฮ่องเต้อ่อนแอ”

“ฝ่าบาทหาได้อ่อนแอพ่ะย่ะค่ะ ทรงอย่าได้กล่าวโทษตนเองเช่นนี้” ลู่เหิงเจียถอนหายใจ เอ่ยปลอบโยนนายเหนือหัว...ฝ่าบาทมิได้อ่อนแอ ถ้าทรงเป็นฮ่องเต้ที่อ่อนแอมีหรือเหล่าไพร่ฟ้าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีถึงเพียงนี้

เพียงแต่...พระองค์ทรงรักและรู้สึกผิดกับฮองเฮามากเกินไป ยอมให้พระนางทำตามใจและยื่นมือมายุ่งเกี่ยวกับอำนาจในราชสำนัก ทั้งๆ ที่มีกฎมณเฑียรบาลชัดเจนว่าสตรีวังหลังห้ามยุ่งเกี่ยวกับงานราชการบ้านเมือง 

 

เพื่อชดเชยที่ไม่อาจรักนางคนเดียวดั่งที่เคยให้คำมั่น ชดเชยที่ทำให้นางต้องเจ็บช้ำน้ำใจที่ต้องรับสนมนางในมากมายเข้ามาในวัง ชดเชย...ที่เลือกหน้าที่ของฮ่องเต้มากกว่าหน้าที่ของพระสวามีผู้หนึ่ง

 

“ตั้งแต่เฟิงเหยียจากไปก็ไม่มีผู้ใดเตือนสติหลันเอ๋อร์ได้อีกแล้ว” เย่เสวียนทอดถอนหายใจ เขาหมายถึงภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเพียงคนเดียวของลู่เหิงเจีย มารดาของลู่จิง...นางจากไปด้วยอาการป่วยที่ยากจะรักษา แม้จะทุ่มเทสมุนไพรลำค่าเพียงใด

 

แต่นางจากไปด้วยรอยยิ้ม...ในอ้อมแขนของบุรุษที่เป็นสามีของนาง

และมั่นใจว่าลู่เหิงเจียจะสามารดูแลบุตรชายของนางได้ดี

 

ลู่เหิงเจียดวงตาอ่อนโยนลงยามนึกถึงภรรยา ท่าทีเช่นนี้ของสหายทำให้ฮ่องเต้รู้สึกอิจฉายิ่งนัก...เพราะเขาเองก็ลืมไปแล้วเช่นกันว่าตนเคยทำสายตาเช่นนี้เป็น

 

จ้าวมู่หลันมิได้ผิดเลย...เขาถึงทำได้เพียงแค่ชดเชยให้นางเท่าที่จะสามารถทำได้

 

“ฝ่าบาท”

“ไม่เป็นไร...ข้าทำได้เพียงวาดหวังว่าบุตรชายของข้าจะไม่ต้องพานพบชะตากรรมเช่นเดียวกันตนเอง ให้เขา...สามารถรักและทำดีกับคนที่รักได้อย่างใจจริง อย่าให้อำนาจต้องทำลายความสุขของเขาเลย”

“ต้องทำได้แน่พ่ะย่ะค่ะ” ลู่เหิงเจียยิ้มบาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น มิทันที่ฮ่องเต้จะได้กล่าวอันใดขันทีหน้าตำหนักก็รายงานว่าองค์ชายรัชทายาทพาคุณชายลู่ คุณชายหยางและคุณหนูหยางมาคาราวะ ฮ่องเต้เย่เสวียนหัวเราะหนึ่งเสียงก่อนจะโบกมือให้ทั้งหมดเข้ามา

“ถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เย่เทียนลงถวายคำนับอย่างสง่างาม คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เมื่อถวายคำนับกันครบทุกคน ฮ่องเต้ก็เอ่ยตรัสให้ทำตัวตามสบาย

“ไปฝึกยุทธ์มาหรือเทียนหลง” เย่เสวียนเอ่ยถามอย่างเอ็นดู เขารักใคร่และเอ็นดูบุตรชายผู้นี้ที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะเป็นบุตรที่หลันเอ๋อร์ให้กำเนิดออกมา แต่เด็กคนนี้น่าเอ็นดูซ้ำยังฉลาดเฉลียวมาเสมอ 

 

คล้ายกับตนในแบบที่มีความสุขกว่า

 

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เสี่ยวจิงด้วยหรือ?” เย่เสวียนเลิกคิ้ว มองลู่จิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ บุตรชายตน...ถ้าหากจำไม่ผิดเสี่ยวจิงเพิ่งมาขออนุญาตไปนั่งที่หอตำราหลวงมิใช่หรือ ดูจากนิสัยชมชอบอยู่กับตำรานานๆ นั่นแล้วคงไม่ยอมไปลานฝึกยุทธ์หรอก

 

ถูกบุตรชายตนลากไปน่ะสิ

 

“เสี่ยวจิงของเสด็จพ่อหมกมุ่นอยู่กับตำรานานๆ จะทำให้ร่างกายแข็งทื่อไปเสียก่อน กระหม่อมหวังดีกับเสี่ยวจิงพ่ะย่ะค่ะ” เย่เทียนหลงตอบพระบิดาได้อย่างงดงามยิ่ง ฟังดูช่างเป็นสหายที่ดีโดยแท้

 

วาจาท่านช่างกลับดำเป็นขาวดีแท้ กลายมาเป็นข้าต่างหากที่ไม่ใส่ใจตนเอง

 

ลู่จิงแอบถลึงตาใส่แผ่นหลังของคนที่อยู่หน้าเขาก้าวหนึ่ง ส่วนสองพี่น้องสกุลหยางก็ก้มหน้าก้มตาหัวเราะจนไหล่สั่นกึกๆ 

 

รัชทายาท...วันนี้พระองค์ได้คัดอักษรจนมือชาเป็นแน่

 

“องค์ชายเป็นห่วงกระหม่อมถึงเพียงนี้ช่างน่าซาบซึ้งใจเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท...องค์ชายรัชทายาททรงห่วงใยกระหม่อมถึงขั้นโยนตำราหายากหลายเล่มลงพื้นเพื่อหวังให้กระหม่อมได้ฝึกฝนร่างกาย” ลู่จิงประสานมือกล่าวกับฮ่องเต้เย่เสวียนด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ แต่ทำให้เย่เทียนหลงคิ้วกระตุก

 

แสบเหลือเกินนะลู่จิง...เจ้ากล่าวเช่นนี้เสด็จพ่อก็ต้องลงโทษให้ข้าคัดอักษรหรือไม่ก็พระธรรมสูตรนับร้อยจบเป็นแน่!

คอยดูเถิด...เรื่องนี้ข้าจะเอาคืนเจ้า!

 

เย่เทียนหลงแอบหมายมาดในใจจนลู่จิงเองก็ยังรู้สึกได้...แต่ถ้าอีกฝ่ายหาเรื่องเอาคืน เขาก็จะทำให้องค์ชายรัชทายาทได้รับกรรม!

 

รับมือท่านมานานเป็นปีมีหรือข้าจะไม่มีวิธีให้จัดการ!

 

“เอาล่ะๆ” เย่เสวียนหรี่ตามองเย่เทียนหลง ก่อนจะกวักมือเรียกลู่จิงให้เดินมาหาตน “วันนี้ศึกษาที่หอตำราเป็นอย่างไรบ้างเล่าเสี่ยวจิง”

“ดียิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสรุปเป็นบันทึกย่อไว้ด้วย ฝ่าบาทลองทอดพระเนตรดูก่อนได้”

“ได้ เอามาให้ข้าดู แต่ฝีมือของเจ้าข้าเชื่อว่าสามารถส่งต่อให้เหล่าบัณฑิตในราชสำนักทั้งหลายมาอ่านเพื่อเป็นความรู้ได้ เฮ้อ...เสี่ยวจิงเมื่อไหร่เจ้าจะรีบเติบโตแล้วมาช่วยงานพวกข้านะ” 

เด็กคนนี้เป็นอัจฉริยะที่แม้ยังไม่สวมกวานก็มีสติปัญญามากพอหรือมากกว่าเหล่าบัณฑิตทั้งหลายเสียอีก...อีกทั้งถ้าหากมีเสี่ยวจิง ถ้าหากใครในราชสำนักขัดหูขัดตาเทียนหลงเสี่ยวจิงก็สามารถปรามได้

 

มิรู้ว่าอย่างไรแต่บุตรชายพระองค์ฟังเสี่ยวจิงมากกว่าที่ฟังพระองค์เสียอีก

นี่ถ้าหากทำได้พระองค์ล่ะอยากให้เสี่ยวจิงเข้าวังมาทุกวันเสียเลย

 

“เช่นนั้นก็ให้เสี่ยวจิงของเสด็จพ่อเข้าวังมาทุกวันสิพ่ะย่ะค่ะ ให้มาเรียนรู้งานกับกระหม่อมก่อนก็ได้ อย่างไรเสียเขาก็ต้องช่วยงานกระหม่อมอยู่แล้ว” เย่เทียนหลงรีบเอ่ยทันที ทำเอาคนอื่นๆ ได้แต่ถอนหายใจระอา

 

ท่านเพียงแค่หาประโยชน์ใส่ตัวกระมัง

 

“กระหม่อมเข้าวังสามวันครั้งเหมือนทุกคราก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” เรื่องอันใดข้าต้องเข้าวังมาให้ท่านกลั่นแกล้งรังแกด้วยเล่า สามวันครั้งก็พอแล้ว!

 

ท่านเองก็คงคัดอักษรวันละหลายร้อยรอบไม่ไหวกระมัง

 

“หืม...เช่นนั้นข้าออกไปจวนสกุลลู่เองก็ได้ จะได้แวะเวียนไปเรียนรู้วรยุทธ์ที่สกุลหยางด้วย” เย่เทียนหลงเอ่ยอย่างไม่สนใจ ยักคิ้วให้ลู่จิงด้วย...

 

อย่างไรเจ้าก็หนีข้าไม่พ้นหรอกเสี่ยวจิง

 

“เทียนหลงเจ้าอย่าฟังเสด็จแม่ของเจ้านักเลย เจ้าไม่ต้องรีบเร่งหาคู่หมั้นคู่หมายหรอก ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถิด...”

“เสด็จพ่ออย่าได้ทรงกงวลพ่ะย่ะค่ะ คนที่กระหม่อมรัก กระหม่อมจะเลือกด้วยตนเอง...ต่อให้เป็นเสด็จแม่ก็มิอาจบังคับกระหม่อมได้”

เสด็จแม่มีเสด็จพ่อทรงตามพระทัยอยู่แล้ว ดังนั้นเขาขัดใจก็ไม่เป็นไรหรอก

คนที่เขารัก ได้ครอบครองหัวใจของเขา...เขาจะต้องเลือกด้วยตนเอง พานพบด้วยตนเอง...

 

และ...

ดวงตาคมหรี่มองลู่จิงเล็กน้อย จากนั้นก็คลี่รอยยิ้มมุมปากที่ยากคาดเดาอารมณ์...

 

ยามเมื่อเจอแล้วข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เขาต้องหลุดมือ!

 

........

 

“ถูกคัดอักษรเพิ่มจนได้” เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ ยามก้าวออกมาจากตำหนักจิ้งหยางของเสด็จพ่อ หรี่ดวงตาคมมองตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาถูกลงโทษอยู่เสมอ

แต่ประเดี๋ยวพระอาจารย์ก็กลับไปให้เสี่ยวจิงคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพงสำนึกตนเอง...สนทนากับกำแพงก็ไม่ได้ทำให้เจ้าตัวร้ายหน้าซื่อนี่เลิกเอาคืนเขาหรอก

“เสี่ยวจิง...”

“พระองค์ทรงทำตัวเองพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เกี่ยวด้วยเลย” 

“เจ้าทูลฟ้องเสด็จพ่อ” เย่เทียนหลงจิ้มหน้าผากนูนจึกๆ จนลู่จิงต้องเอามือลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ ถลึงตาใส่คนตัวสูงกว่าแวบหนึ่ง

“รัชทายาท...ทรงรังแกเสี่ยวจิงบ่อยๆ เช่นนี้ระวังจะต้องทรงคัดอักษรพันจบนะเพคะ” หยางจืออิงเอ่ยกระเซ้ายิ้มๆ นางติดตามพี่ชายมาลานฝึกยุทธ์ในวังหลวงบ่อยๆ รู้จักสนิทสนมกับองค์ชายรัชทายาทและลู่จิงดีจนนับได้ว่าเป็นสหายสนิท ที่จริงแล้วก็ยังมีพี่สาวสกุลจ้าว...จ้าวเสวี่ยเหมยอีกคนที่นับเป็นสหายสนิทกัน 

“เสี่ยวจิงของพวกเจ้าร้ายกาจถึงเพียงนี้มิคิดว่าข้าน่าสงสารบ้างหรือ?”

“ไม่เลย!” แต่ละคนปฏิเสธพร้อมกันจนเย่เทียนหลงหัวเราะหึๆ ในลำคอ...เอาเถิด แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เป็นตัวร้ายอยู่แล้ว สู้ลู่จิงไม่ได้หรอก

ลู่จิงหัวเราเมื่อองค์ชายรัชทายาทไม่มีผู้ใดเข้าข้าง เขายิ้มให้หยางจืออิงก่อนจะเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล “ได้ยินว่าเจ้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว เป็นผู้ใดหรือจืออิง”

“หลัวจื่อโจว...เขาเป็นบุตรชายของแม่ทัพของท่านพ่อ อายุมากกว่าพวกเราสองปี” หยางสุ่ยชิงตอบ รู้สึกไม่ค่อยยินดีอยากยกน้องสาวของตนให้ผู้ใดเลยจริงๆ แต่ทำอย่างไรได้เล่าเห็นชัดว่าจืออิงชมชอบเจ้าหน้าเหม็นนั่น อีกทั้งเจ้าหลัวจื่อโจวนั่นก็เป็นคนดี ท่านพ่อเองก็ชมชอบเขาตั้งแต่แรกเห็น

“บุรุษหนุ่มมากความสามารถ” เย่เทียนหลงได้ยินชื่อนี้มาบ้างพยักหน้าเบาๆ “วันที่เจ้าออกเรือนข้าจะมอบสินเดิมเพิ่มเติมให้มากมายทีเดียว”

 

สหายของเขาเย่เทียนหลงผู้ใดก็อย่าคิดได้อาจหาญรังแก!

 

“นั่นย่อมต้องแน่นอนอยู่แล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นสหายของพระองค์ถ้ามีผู้ใดกล้ารังแก หม่อมฉันจะมาฟ้องให้พระองค์ช่วยจัดการ” หยางจืออิงหัวเราะเสียงใส ท่าทางห้าวหาญตรงไปตรงมายิ่งนัก “เจ้าด้วยเสี่ยวจิง ต้องมอบสินเดิมเพิ่มเติมให้ข้ามากๆ ด้วยเล่า”

ลู่จิงหัวเราะ “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น” 

“เฮ้อ...ข้าน่ะสามารถเลือกคู่ครองเองได้ แต่พี่หญิงเสวี่ยเหมยนี่สิ คนในจวนสกุลจ้าวไม่มีใครปรารถนาดีกับนางเลยสักคน ใต้เท้าจ้าวโจวนั่นก็มิทันไว้ทุกข์ให้มารดาของพี่หญิงครบสามวันกลับรับฮูหยินคนใหม่เข้าจวนเสียแล้ว ฮูหยินที่ว่าก็รังแกพี่หญิงอยู่บ่อยครั้ง น่าโมโหยิ่งนัก!” ยิ่งพูดหยางจืออิงก็ยิ่งหงุดหงิด

“เสวี่ยเหมยเองก็เข้มแข็งไม่แพ้ผู้ใดหรอกเจ้าไม่ต้องห่วง สกุลเจ้ายังทำอันใดไม่ได้เพราะเกรงกลัวอำนาจของรัชทายาทกับสกุลลู่...เจ้าก็อย่าได้ห่วงเกินไปนักเลยจืออิง” หยางสุ่ยชิงเอื้อมมือไปลูบหัวของน้องสาวเบาๆ ลู่จิงเองก็พยักหน้ายืนยันเพียงแต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววกังวลแวบหนึ่งที่ยากจะสังเกต

 

เพียงแต่เย่เทียนหลงมองเห็นได้ชัด...

 

“เช่นนั้นวันพรุ่งข้าจะไปเยี่ยมพี่หญิงที่จวนดีกว่าเจ้าค่ะท่านพี่”

“อืมๆ วันนี้พวกเรากลับจวนกันได้แล้ว ท่านพ่อท่านแม่คงเนห่วงแล้วกระมัง รัชทายาทพวกกระหม่อมขอทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ เสี่ยวจิงไว้เจอกัน...” หยางสุ่ยชิงเลิกคิ้ว “วันพรุ่งแล้วกัน”

 

เพราะต่อให้เจ้าเข้าวังมาสามวันครั้ง แต่ข้าเชื่อว่ามีคนลากเจ้าเข้าวังทุกวันเป็นแน่

 

เมื่อส่งทั้งสองคนกลับไปเรียบร้อย ลู่จิงก็มาส่งอีกคนที่ตำหนักเพราะอีกฝ่ายเอาตำราค่ายกลมาหลอกล่อตน แต่ยังมิทันได้ก้าวถึงตำหนักก็ถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งดึงไว้เสียก่อน 

“องค์ชาย...นี่บนสะพานนะพ่ะย่ะค่ะ” ถ้าท่านเกิดอยากรังแกข้าขึ้นมามิใช่จะโยนข้าลงสระหรอกนะ 

“ก็บนสะพานนั่นล่ะ เจ้าจะได้ไม่เปลี่ยนเรื่อง...เสี่ยวจิง ถ้าไม่ตอบคำถามดีๆ ข้าโยนเจ้าลงน้ำเป็นแน่...ไม่ต้องห่วงข้าจะกระโดดตามลงไปด้วย” เย่เทียนหลงหัวเราะยียวนจนลู่จิงคิ้วกระตุก

 

ร่ำๆ อยากฟาดมือใส่ร่างสูงกว่านี้สักที! เขาอยากฟาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว!

 

“ทรงอยากถามเรื่องอันใดพ่ะย่ะค่ะ?”

“อย่างแรก..เก็บคำราชาศัพท์ของเจ้าไปก่อน”

“แต่...”

“ข้าสั่ง”

ท่านมันจอมเอาแต่ใจ!

“ท่านมีอันใดจะถามข้า”

“เมื่อครู่แววตาของเจ้ากังวลเพราะเหตุใด...อย่าได้เฉไฉไม่ตอบข้าเล่า” เย่เทียนหลงพาดขายาวๆ ของตนไว้กับราวสะพานอีกฝั่ง กันไม่ให้ลู่จิงหนีไปได้ และต่อห้คิดหนีวิชาตัวเบาของเขาก็ตามทันอยู่ดี 

“พี่สุ่ยชิงบอกว่าอย่าได้กังวลเรื่องของเสวี่ยเหมย ข้าและท่านเองก็รู้ดีว่าสกุลจ้าวยังเกรงใจและหวั่นเกรงในอำนาจของพระองค์กับสกุลลู่เลยมิได้ยื่นมือเข้ามากะเกณฑ์หรือทำอะไรกับเสวี่ยเหมยมากนัก แต่...ข้ากลัวทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเพราะสกุลฉินไม่มีทางยินยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆ เป็นแน่ ราชครูฉิน...วาดหวังให้บุตรสาวสกุลฉินมีอำนาจในวังหลัง ทุกครั้งที่มีการคัดเลือกสาวงามต้องมีสตรีสกุลฉิน อีกทั้งข้ายังได้ยินมาว่าพวกเขาเพิ่งรับบุตรสาวที่พลัดพรากจากกันไปกลับมาเมืองหลวง...ร่ำลือกันว่านางงดงามราวเทพธิดาจำแลง”

“เจ้ากลัวว่าสกุลจ้าวเองก็จะไม่ยอมแพ้สินะ” เย่เทียนหลงหรี่ตามองลู่จิงเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปยีหัวลู่จิงจนยุ่งเหยิง 

“เย่เทียนหลง!”

“เจ้าคร่ำเคร่งเสียยิ่งกว่าพวกตาแก่ในราชสำนักเสียอีก เสี่ยวจิง...อย่าได้คิดมากเลย เจ้ายังมีข้าอยู่” เสียงทุ้มนุ่มนั้นทำให้ลู่จิงที่กำลังหงุดหงิดเพราะผมยุ่งเหยิงชะงัก ยามทอดสายตาออกไปเขาเห็นร่างสูงยืนพิงขอบสะพาน ขาทั้งสองข้างก็พาดยาวไปอีกฝั่ง ดูสบายๆ คล้ายนักเลงหรืออันธพาล แต่ก็ทรงอำนาจและสง่าราศี

 

ดวงตาคู่นั้นแค่มองก็ชวนให้รู้สึกมั่นคง รอยยิ้มมุมปากนั่นก็พัดพาความกังวลที่มีไปเสียจนหมดสิ้น

นี่เป็นบารมีขององค์ชายรัชทายาทที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นนายเหนือหัวแห่งแว่นแคว้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า...

 

เย่เทียนหลง แม้ท่านจะชมชอบกวนประสาทข้าอยู่ร่ำไป แต่ข้าเองก็เชื่ออย่างหมดใจตั้งแต่เจอเจ้าครั้งแรกแล้ว...

ว่าท่านจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้

 

“ทรงคัดอักษรร้อยจบให้เสร็จท่านในวันพรุ่งก่อนเถิดข้าถึงจะเชื่อท่าน” น้ำเสียงของลู่จิงนั้นเจือความหยอกล้อเล็กน้อย “ยังมีการบ้านที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ท่านอีก ถ้าหากไม่ทำส่งเกรงว่าท่านจะได้คัดอักษรเพิ่มเป็นแน่”

“นั่นก็เพราะเจ้าแล้ว” เย่เทียนหลงถอนหายใจ จิ้มหน้าผากลู่จิงอีกหนึ่งที ก่อนจะเลิกคิ้วเมื่องเห็นอกีกฝ่ายแบมือออกมาข้างหน้า “อันใด?”

“เห็นแก่ที่ท่านมีงานยุ่ง ข้าจะช่วยท่านคัดอักษรครึ่งหนึ่ง ข้าเลียนแบบลายมือของท่านได้...ไหนๆ ที่ท่านถูกทำโทษเช่นนี้ก็เพราะข้าด้วยส่วนหนึ่ง”

เย่เทียนหลงหัวเราะหึๆ ดวงตาคมพลันอ่อนโยนลงอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ “ส่วนหนึ่งที่ใดกัน ทั้งหมดก็เพราะเจ้าต่างหาก”

“เพราะท่านกลั่นแกล้งข้าก่อนต่างหากเล่า”

“ผู้ใดให้เจ้าน่ารังแก เห็นเจ้าใจเย็นแล้วข้าหมั่นไส้เหลือเกิน”

“ท่านมันปีศาจร้าย”

“เจ้ามันก็จิ้งจอกน้อย แต่อย่าได้ห่วงไปเลยเสี่ยวจิง ใต้หล้านี้มีเพียงข้าที่รังแกเจ้าได้คนเดียว ผู้อื่นล้วนไม่มีสิทธิ์นี้”

“ข้าไม่ดีใจเลย...ถ้าคราวนี้ท่านทำผมข้ายุ่งอีก ข้าจะตีท่านแล้ว!”

“โอ้ ตบะแตกแล้วรึ ตีสิ ตีสิ เสี่ยวจิง”

“ฮึ่ม!”

ร่างทั้งสองเดินถกเถียงกันไปจนถึงตำหนักของเย่เทียนหลง แสงตะวันยามสนธยาสาดส่อง เงาร่างทั้งสองบนพื้นทอดยาวแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง

 

………….

 

ก็ร้ายๆ กันทั้งคู่นั่นล่ะค่ะ ตอนเด็กๆ ของรุ่นคุณพ่อผ่านสองสามตอนไปแล้วจะขมขึ้นเล็กน้อยนะคะ อย่างที่เราเคยบอกไว้ว่าเมื่อก่อนไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เป็นคำตอบในภาคหลักเรื่องที่หลายคนถาม เราจะค่อยๆ เฉลยไปนะคะ ที่จริงเขียนตอนพิเศษแล้วก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะแน่นอนว่าหลายอย่างอาจไม่ถูกใจหลายคน เอาเป็นว่าตอนพิเศษดอกท้อของมังกรจะมีประมาณเกือบสิบตอน จะพยายามอัพคู่อื่นสลับกันด้วยนะคะ เอาไว้ถึงตอนจะขมก่อน 555 

ช่วงนี้อากาศร้อนมาก แต่วันนี้โชคดีที่หลายพื้นที่ฝนตก ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ระวังอย่าให้ป่วยกันน้าาา ส่วนเราช่วงนี้งานยุ่งมากๆๆ และธีสิสก็ยุ่งสุดๆ แต่จะพยายามมาทุกวันพุธกับวันอาทิตย์ ถ้าวันไหนมาไม่ได้จะแจ้งไว้ในทวิตเตอร์นะคะ ^_^

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 250 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,279 ความคิดเห็น

  1. #4168 R one J (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 22:50
    เอาล่ะ!! หลังจากผ่านดราม่าของลูกๆไปแล้ว กลับมาเจอดราม่ารุ่นพ่อแม่ แค่นี้สบ๊ายยย รับได้อยู่แล้ว จริงๆนะ🥺🥺
    #4,168
    0
  2. #4145 HYUNPARK (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 18:59
    เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยไม่ได้ครองคู่กับคนที่ตัวเองรักสินะ เพราะเสด็จแม่เลือกเพื่อส่วนรวมแน่ๆ เลยยอมสละความสุขของตัวเองไป แต่อนาคตก็ไม่ได้ทำให้เสด็จแม่ผิดหวังเลย เสด็จแม่ได้รับความสุขและยังทำให้ลูกหลานมีความสุขไปด้วย
    #4,145
    0
  3. #4119 kristkatt (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 22:46
    จื่ออิงไม่ได้เเต่งกับคนที่ชอบหรอ

    เศร้าเลย
    #4,119
    0
  4. #4114 ZVKIKI (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 15:38
    โอ้ยยย ก็คือพอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอดีตตอนรุ่นคุณพ่อ แต่แบบมันต้องหน่วงมากๆแน่เลยแงT_T กว่าที่ทุกคนจะข้ามผ่านมาได้
    #4,114
    0
  5. #4113 PP2545 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 13:35
    รอออออออออ
    #4,113
    0
  6. #4111 faasscc (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 12:51

    ทำไมเริ่มจะสงสารจืออิงแล้วล่ะเนี่ย

    #4,111
    0
  7. #4109 Lalaland332221 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 06:51
    รออออออออ
    #4,109
    0
  8. #4107 pagerP (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 00:04
    ก็ว่าตอนตระกูลฮองเฮาถูกกำจัด พระนางจึงไม่ใยดีเลยแม้แต่น้อย ฮึ! สม
    #4,107
    0
  9. #4106 pcard (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 23:56
    ขอเก็บตุนความสุขช่วงนี้ก่อนก็แล้วกันเนอะ ฮึบๆ ในอนาคตอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแหละ 🙂🙂
    #4,106
    0
  10. #4105 Pui-Pui (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 23:47
    ว่านกุ้ยเฟยเคยมีคู่หมั้นที่สำคัญนางชื่นชอบคู่หมั้นตัวเองด้วย โอ้ววว..มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นใช่มั้ยถึงได้เข้ามาเป็นกุ้ยเฟย สงสารนางจังที่ไม่ได้ครองคู่กับคู่หมั้นผู้นั้น แต่ถ้านางไม่ได้เข้าวังก็ไม่มีองค์ชายสาม คนอ่านความคิดปั่นป่วนมากค่ะตอนนี้
    #4,105
    0
  11. #4104 คุณวาฬผู้น่ารัก🐳 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 23:37
    โอ๊ะ ว่านกุ้ยเฟย (เราจำถูกคนใช้ไหม?) เคยมีคู่หมั้นมาก่อนที่จะแต่งกับท่านพ่อรึ แสดงว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นถึงได้มาเป็นพระสนมของท่านพ่อแทนนะสิ เราเข้าใจถูกไหม ว่านกุ้ยเฟยใช้ไหมอะ
    #4,104
    0