ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 54 : 四十六 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ่นสุด : 十九 กอบกุมสองมือไม่มีวันแยกจาก (END)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,500
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 751 ครั้ง
    29 มี.ค. 64

十九 

กอบกุมสองมือไม่มีวันแยกจาก

 

เหตุการณ์วุ่นวายในเมืองหลวง รวมถึงความไม่สงบในราชสำนักต้าเซี่ยผ่านพ้นไปได้โดยที่ประชาชนไม่มีผู้ใดเดือดร้อน มีเพียงเหล่าขุนนางในราชสำนักที่คดโกงและให้ความร่วมมือกับสกุลฉินเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

รวมถึงสกุลเดิมของฮองเฮา...มารดาแห่งแผ่นดิน

สกุลจ้าว

 

ตำแหน่งหน้าที่ของสกุลจ้าวทั้งหมดล้วนถูกถอดถอนและปลดออกจากสภาขุนนาง รีบคืนบรรดาศักดิ์กั๋วกงคืนจากจ้าวโจวบิดาของฮองเฮาจ้าวเสี่ยวเหมย สืบค้นไปยังปัญหาทุจริตและติดสินบนที่จ้าวโจวกระทำไว้ จนสกุลจ้าวแทบจะต้องส่งคืนทรัพย์สินเกินครึ่งกลับคืนสู่แผ่นดิน แม้ฮูหยินเอกสกุลจ้าวเองก็ถูกริบคืนบรรดาศักดิ์ฮูหยินขั้นหนึ่ง คนในสกุลจ้าวทั้งหมดต่างคุกเข่าร่ำไห้เสียใจ ร้องเรียกฮองเฮาให้ช่วยเหลือสกุลเดิม หรือแม้กระทั่งพูดถึงองค์ชายรัชทายาทเย่เฟิงที่เปรียบเสมือนหลานชาย

ทว่าสองผู้มีอำนาจต่างล้วนไม่สนใจคนสกุลจ้าวทั้งสิ้น ฮองเฮาเก็บตัวอยู่ในตำหนักคุนหนิง รับสั่งเรียกให้หยางฉิงเข้าเฝ้าอยู่ทุกวันจนแทบจะไม่ปล่อยตัวนางกลับจวนแม่ทัพอยู่แล้ว หรือไม่ก็แวะเวียนไปนั่งเล่นที่ตำหนักเหมยฮวาของว่านกุ้ยเฟยอยู่เสมอๆ 

จนมาถึงยามนี้เหล่าสนมนางในทั้งหลายถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมานั้นฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยต่างเล่นละครว่าไม่ถูกกัน ทั้งๆ ที่พวกนางล้วนรักใคร่กลมเกลียวกันดิบดี!

แต่รู้ไปยามนี้ก็สายเสียแล้ว...วังหลัวอยู่ในกำมือของสตรีทั้งสอง ทำให้ผู้อื่นล้วนไร้ปากเสียงไม่อาจทำอันใดได้ แม้หลายคนจะพยายามติดต่อทางบ้านเพื่อให้ลงโทษฮองเฮาที่สกุลจ้าวทำผิดใหญ่หลวง ทว่าฎีกานั้นก็ถูกฝ่าบาทปัดตกไปหมด

ส่วนพระนางทั้งสองบัดนี้ก็วุ่นวายยิ่งกับการเตรียมงานมงคลสมรสให้บรรดาลูกชาย ไหนจะพิธีสวมกวานครั้งที่สองของลูกชายแต่ละคนอีก

 

พวกนางไม่ว่างหรอกมาใส่ใจเรื่องความริษยาใดๆ นี่หรอก!

 

“เห็นเสด็จแม่ทั้งสองพระองค์ ทรงลำบากเพราะเรื่องของพวกเราเช่นนี้แล้วข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ” เย่ซืออวิ๋นที่มานั่งเล่นตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาเพราะเป็นห่วงกลัวพระนางจะคิดมาก กลับเห็นเสด็จแม่ฮองเฮาวุ่นวายกับการจัดการสินสอดของเย่เฟิงอยู่

“เจ้าตัวน้อยจะละอายใจอันใด สำหรับคนเป็นมารดาแล้วได้เห็นลูกของตนมีความสุขล้วนเป็นเรื่องที่สมควรทำทั้งสิ้น จะให้วุ่นวายกว่านี้ข้าก็ยินดี น้องหญิง...ปิ่นไขมุกราตรีนี้เจ้าว่ามันน้อยไปหรือไม่ ฉิงเอ๋อร์ซุกซนไม่น้อย ถ้าหากนางไปทำหายที่ไหนจะได้มีสำรองเอาไว้เยอะๆ ลูกเฟิงนี่เตรียมไว้ให้นางไม่กี่อันเลยจริงๆ” ฮองเฮาพูดไปก็หยิบปิ่นหยกราตรีล้ำค่าที่รับสั่งให้ช่างหลวงทำเพิ่มใส่ลงไปในหีบเครื่องประดับอีกหลายอัน

 

นับๆ ดูแล้วนั่นก็เกือบสามสิบอันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่...น้องฉิงจะทำปิ่นหล่นหายวันละอันเลยหรืออย่างไรกันนะ

 

เย่ซืออวิ๋นได้แต่นั่งมองเงียบๆ ไม่เอ่ยวาจาใดๆ นอกจากพยักหน้าเห็นด้วย...เรื่องขัดใจเสด็จแม่ทั้งสองพระองค์เขาจะไม่ทำเด็ดขาด

 

“นั่นสิเพคะ พี่หญิงเพคะ ถุงหอมผ้าแพรดอกกุ้ยฮวาสองด้านนี่พี่หญิงว่าน้องควรสั่งกองอาภรณ์ให้ปักเพิ่มดีไหมเพคะ ฮวาซิงนางเป็นหมอหญิงย่อมต้องพกสมุนไพรติดตัว ผ้าแพรดอกกุ้ยฮวานี่ช่วยรักษาสภาพสมุนไพรได้นานอยู่” ว่านกุ้ยเฟยเองก็วุ่นกับการเตรียมสินสอดให้ว่าที่ลูกสะใภ้ของนางเช่นกัน เห็นทื่อๆ ราวนักเลงโตเช่นนั้นหลังงานแต่งงานของเย่เฟิง เย่เซียวก็เตรียมของราชโองการสมรสพระราชทาน และเตรียมสินสอดไว้ล่วงหน้าแล้ว

 

ส่วนลูกสี่...เหอะ ให้เขาทำให้ว่าที่พ่อตายอมรับตนเองให้ได้ก่อนเถิด!

 

บรรดาลูกๆ หลานๆ ล้วนเติบโตและกำลังจะมีครอบครัวกันหมดแล้ว...

ส่วนคนรุ่นก่อนอย่างพวกนางก็เฝ้ามองพวกเขามีความสุขด้วยความสุขเช่นเดียวกัน

 

“เจ้าตัวน้อย...พิธีสวมกวานครั้งที่สองของเจ้าเล่า?”

เย่ซืออวิ๋นรินน้ำชาส่งให้เสด็จแม่ทั้งสองแล้วยิ้มหวาน “ถิงอวี่บอกลูกว่าไม่ต้องกังวลพ่ะย่ะค่ะ แต่งเข้าสกุลลู่แล้วพิธีสวมกวานครั้งที่สองก็ให้เป็นหน้าที่ของสามีไป ห้ามกังวลและทำให้ตนเองเหนื่อยเป็นอันขาดพ่ะย่ะค่ะ” 

 

พิธีสวมกวานครั้งที่สอง...ที่ชาติก่อนมิได้เกิดขึ้น

และจะได้สัมผัสเป็นครั้งแรก

พิธีสวมกวานตอนอายุยี่สิบ...เพื่อบ่งบอกว่าตนเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว

 

“อย่างไรเสียฝ่าบาทก็จะเป็นคนสวมกวานให้เจ้าด้วยพระองค์เองเป็นแน่ ต่อให้เป็นลู่ถิงอวี่ก็แย่งชิงเรื่องนี้กับฝ่าบาทไม่ได้หรอก” ว่านกุ้ยเฟยส่ายหน้าขำๆ ส่วนฮองเฮาก็พยักหน้า

 

บิดาหวงลูกอย่างไรก็ยังคงหวงลูกอยู่เสมอ

 

แต่ไม่ใช่แค่เจ้าตัวน้อยหรอก...ไม่ว่าจะเป็นเย่เฟิง เย่เซียว เย่หาน พิธีสวมกวานครั้งที่สองของลูกๆ ทุกคน ฝ่าบาทก็ทรงเป็นผู้สวมให้พระองค์เอง...

มิใช่เพียงหน้าที่ในฐานะของบิดาเพียงอย่างเดียว

แต่พระองค์ทรงภูมิใจที่ได้เห็นเด็กๆ ทุกคนในวันวานเติบโตได้อย่างงดงาม...

 

“พวกเจ้าล้วนเติบโตกันหมดแล้วจริงๆ นึกถึงหลายปีก่อนที่เจ้าตัวน้อยมักวิ่งมาขอของกินที่ตำหนักข้าได้อยู่เลย” ฮองเฮาลูบหัวเย่ซืออวิ๋นเบาๆ มองใบหน้างดงามที่เปล่งประกายของเย่ซืออวิ๋นอย่างยินดี

 

ดวงตาเช่นนี้...ใบหน้าเช่นนี้

คือคนที่รับรู้ถึงความสุข รู้ว่าตนเองถูกรักและรักคนอื่นเป็น...

ดีเหลือเกิน

 

“นั่นสิเพคะพี่หญิง เจ้าตัวน้อยที่ท้องร้องโครกครากขอของกินของหม่อมฉันหลายปีก่อนโน้น แต่งงงานออกเรือนเสียแล้ว” 

เย่ซืออวิ๋นกระแอมเบาๆ เมื่อเสด็จแม่ทั้งสองนำเรื่องน่าอับอายของตนสมัยยังเยาว์มาพูด แต่เห็นทั้งสองยิ้มแล้วเขาก็ได้แต่ยิ้มตาม

“ซ้ำสามีเจ้ายังขี้หวงอย่างที่สุดอีกด้วย เฮ้อ...”

“หม่อมฉันว่าเด็กๆ ก็นิสัยมิต่างอันใดกับฝ่าบาทหรอกเพคะ ล้วนขี้หวงใจแคบเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่น่ารักกันจริงๆ ได้แต่ลำบากเจ้าตัวน้อย ฉิงเอ๋อร์ ฮวาซิงและเจิ้งปินแล้ว”

“จริงๆ นั่นล่ะ แก้อย่างไรก็แก้ไม่หาย ในเรื่องนี้แล้วเจ้าพวกตัวแสบนี้ล้วนเข้าขากันอย่างดีจริงๆ วิธิชอบอันใดล้วนถนัดกันนัก”

“หม่อมฉันล่ะได้แต่ภาวนาให้หลานๆ ที่ยังไม่เกิดมาไม่ติดนิสัยส่วนนี้มา มิเช่นนั้นล่ะก็สงสารลูกหลานบ้านอื่นขึ้นมาเลยจริงๆ เพคะ”

“เฮ้อ! แค่คิดข้าก็กังวลแล้วล่ะ”

เย่ซืออวิ๋นได้แต่กะพริบตาปริบๆ ไม่ทักท้วงอันใด แต่เขาก็อดหัวเราะไม่ได้...เด็กๆ ในอนาคตต่อจากนี้หรือ คงเป็นเหล่าเด็กๆ ที่เติบโตมาอย่างดีเป็นแน่

“อย่างน้องก็ยังมีเสี่ยวหลัวของเจ้าตัวน้อยที่เข้าที่เข้าทางอยู่นะเพคะ เราสามารถฝากฝังเสี่ยวหลันได้” ว่านกุ้ยเฟยเอียงหน้านึกถึงลูกชายบุญธรรมของเย่ซืออวิ๋นอย่างลู่หลัน แต่ฮองเฮากลับส่ายหน้ารัวทันที

“เสี่ยวหลันนิสัยมิต่างอันใดกับลู่ถิงอวี่เลย ตอนเด็กๆ ลู่ถิงอวี่น่ะร้ายกาจยิ่งนัก ขนาดเขาร่างกายอ่อนแอใครที่เขาขัดตาล้วนอนาถทุกราย นี่เสี่ยวหลันแข็งแรงดี...เฮ้อ!”

ว่านกุ้ยเฟยที่รับรู้ฤทธิ์เดชของลู่ถิงอวี่มากับตัวเพราะเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยเลี้ยงอีกฝ่ายมามีหรือจะไม่รู้ ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ “น้องก็ลืมไปเลยเจ้าค่ะ”

“เสด็จแม่ทั้งสองสามารถฝากฝังเสี่ยวเหอได้พ่ะย่ะค่ะ แม้เขาจะเหมือนแมวขี้เซาไปสักเล็กน้อย แต่เขาปรามเสี่ยวหลันได้” เย่ซืออวิ๋นนึกถึงลูกศิษย์ของไต้ซือเกาเสียงอย่างอี๋เหอ เด็กน้อยที่เสี่ยวหลันของเขาไปโมเมว่าเป็นของตัวเอง เกาะติดไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายกลับวัดเกาเสียง จนลู่ถิงอวี่จัดการแก้ปัญหาโยนลูกชายไปวัดเกาเสียงเสียเลย

 

สามีอ้างว่าต้องการให้ลูกชายได้ทำจิตใจให้สงบจะได้ฝึกควบคุมอารมณ์

แต่เย่ซืออวิ๋นรู้ดีว่านั่นเป็นข้ออ้างเพราะเสี่ยวหลันชอบอ้อนเขาอยู่เสมอต่างหาก...

 

“ดูสิเนี่ย ขนาดยังไม่เติบโตเต็มที่ยังทำให้เด็กบ้านอื่นลำบากเลย” ว่านกุ้ยเฟยถอนหายใจอย่างจำยอม นางรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยอี๋เหอขึ้นมาครามครัน

“บุรุษเหล่านี้นี่นะ นิสัยเช่นนี้ถ่ายทอดกันได้อย่างรวดเร็วนัก”

องค์ชายใหญ่หัวเราะไม่กล่าวอันใดเพิ่ม ได้แต่ตั้งใจว่ากลับจวนไปจะวาดภาพปลอบประโลมเสด็จพ่อ น้องชายสามีและลูกชายสักหน่อย ส่วนเสด็จแม่ทั้งสองเขาจะวาดให้เยอะๆ เลย

 

พระนางทั้งสองล้วนลำบากยิ่งนักจริงๆ!

 

เดี๋ยวนี้เสด็จพ่อทรงเริ่มปล่อยวางอำนาจในราชสำนักแทบจะทั้งหมด เริ่มให้น้องรองว่าราชการแทน ถิงอวี่ น้องสาม น้องสี่ พี่ไห่ฟงที่คิดจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชการก็ยังมีงานให้ทำอยู่ดี ขนาดเย่ซืออวิ๋นเองก็ต้องขึ้นเป็นเจ้ากรมพิธีการโดยที่ขุนนางทุกคนเห็นชอบด้วย

น้องฉิงและพี่ฮวาซิงต่างก็เริ่มเรียนรู้การจัดการเรื่องราวในวังหลังต่อจากเสด็จแม่ฮองเฮาและเสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟย ทั้งสองเองก็ขยันขันแข็งยิ่งนัก

พวกเขาก็ตั้งใจแน่วแน่ที่อยากให้บรรดาบิดามารดา ท่านลุง ท่านป้า ท่านน้าท่านอา ได้พักผ่อนกันบ้างหลังจากแบกรับหลากหลายสิ่งหลากหลายอย่างมามากมาย

 

ภาระบนบ่านั้น...พวกเขาจะช่วยแบ่งบาเอง

สืบทอดเจตจำนงค์และปนิธานนั้นสืบต่อไป...

 

เสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟย...ถ้าหากพระองค์ทรงทอดพระเนตรอยู่จากบนผืนฟ้านั่น...ลูกมีความสุขดีพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ เสด็จแม่ทั้งสอง ที่พระองค์ทรงฝากให้ช่วยดูแลลูกแทนล้วนทำหน้าที่ของบิดามารดาได้อย่างมิขาดตกบกพร่องเลย

 

“ดูสิเจ้าตัวน้อย เจ้ามาตำหนักคุนหนิงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม สามีเจ้าก็มาตามแล้ว” ว่านกุ้ยเฟยเอ่ยกระเซ้ายิ้มๆ เมื่อเห็นร่างในอาภรณ์ขาวเดินเข้ามา ขันทีหน้าตำหนักไม่ทันได้รายงาน ฮองเฮาก็รับสั่งให้ลู่ถิงอวี่เดินเข้ามาข้างในเสียก่อน คราวนี้คุณชายหยกขาวยังพาเด็กน้อยหน้าตาหล่อเหลาน่ารักตั้งแต่เด็กมาด้วย ทั้งสองคนทำความเคารพพระนางแห่งวังหลังทั้งสองโดยเฉพาะลู่หลันที่น่าเอ็นดูจนทำให้ทั้งสองคนหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ส่วนลู่ถิงอวี่ก็เดินไปกุมมือภรรยาไว้ทันที

“อวิ๋น...หิวหรือยัง?”

“ประเดี๋ยวเถิดลู่ถิงอวี่ เจ้าคิดว่าพวกข้าจะปล่อยให้เจ้าตัวน้อยหิวได้หรืออย่างไรกัน” ฮองเฮาขมวดคิ้วมองลู่ถิงอวี่อย่างหมั่นไส้ มิแปลกใจเลยที่ฝ่าบาทยังคงหมั่นไส้ลูกเขยคนนี้อยู่ทุกวี่วัน

ลู่ถิงอวี่ยิ้มให้ทั้งสองพระองค์ กอบกุมมือขาวของเย่ซืออวิ๋นไว้ไม่ปล่อย “ข้ากินจนอิ่มท้องแล้ว ถิงอวี่เล่าเจ้าทำงานเหนื่อยๆ ได้กินอะไรหรือยัง ข้าให้อันกงกงเอาของอร่อยไปให้เจ้าด้วยได้กินแล้วหรือไม่”

“ย่อมได้กินแล้ว ภรรยาใส่ใจถึงเพียงนี้มีหรือข้าจะทิ้งขว้างได้ ปล่อยให้พวกเย่เฟิงอิจฉาข้าไปเช่นนี้ล่ะ” ลู่ถิงอวี่อ้อนภรรยายิ้มๆ เขาไม่สนใจเหล่าคนที่กลอกตามองฟ้าและถอนหายใจใส่ตน นี่ภรรยาคนงามของตน เขาจับมือภรรยาตัวเอง มีตรงไหนที่ต้องอายกัน คนมองน่ะสิที่ควรต้องอาย “ภรรยาข้าแสนดีที่สุดในใต้หล้าแล้ว”

เย่ซืออวิ๋นแก้มร้อนวาบ ซุกหน้าลงกับไหล่สามี แต่นึกได้ว่านี่อยู่ต่อหน้าเสด็จแม่ทั้งสองเย่ซืออวิ๋นก็เลยเงยหน้าที่แดงก่ำขึ้นมามองทุกคน ส่วนลู่ถิงอวี่ก็มองรอยแดงที่แก้มขาวนั้นด้วยความยินดี

 

ทำให้อวิ๋นเขินทุกเมื่อเชื่อวันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขา พอๆ กับที่ได้รังแกภรรยาคนงามทุกราตรีนั่นล่ะ

 

“แฮ่ม! เสี่ยวหลัน มานี่มาเสด็จย่ามีของอร่อยให้เจ้ากิน” ว่านกุ้ยเฟยกวักมือเรียกลู่หลันให้มาหาตน

“ขอบพระทัยเสด็จย่าทั้งสองพ่ะย่ะค่ะ” ลู่หลันเองก็ถอนหายใจใส่บิดามารดาบุญธรรมของตัวเอง มารดาบุญธรรมที่เขาเรียกว่าท่านพ่อนั้นใจดีและน่ารักยิ่ง ใส่ใจเขาไม่ต่างอันใดกับบิดาแท้ๆ ส่วนบิดาอีกคนอย่างลูกพี่ลูกน้องนั้น...เฮ้อ ร้ายกาจนัก ร้ายกาจเกินไปจริงๆ ไม่สนใจว่าเขาเป็นเด็กล้วนจัดการเขาอย่างไร้ปราณี 

เสี่ยวหลันน้อยนั่งกินของอร่อยอยู่ตำหนักคุนหนิงด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู จนฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยแทบจะลืมความแสบสันต์ที่ซุกซ่อนอยู่ของอีกฝ่ายไปเลย หยิกแก้มยุ้ยๆ แล้วป้อนขนมให้ปากแดงๆ นั่นเคี้ยวหนุบหนับ ส่วนลู่ถิงอวี่ก็เต็มใจยิ่งที่จะทิ้งเจ้าตัวร้ายไว้ที่นี่ค่อยกลับมารับ เขาจูงมือเย่ซืออวิ๋นบอกลาพระนางทั้งสองออกจากตำหนักคุนหนิงไป

“ข้าจะไปรอถิงอวี่ทำงาน แล้วก็ค่อยกลับมารับเสี่ยวหลันดีหรือไม่? วันนี้พวกเราแวะไปขอของอร่อยกินที่ตำหนักจิ้งหยางกันดีกว่า” เขาอยู่ข้างๆ จะได้คอยดูแลสามีตนด้วย นั่งวาดภาพสามีตนทำงานไปเก็บไว้ในจวนก็ดีไม่น้อยเลย จากนั้นก็ไปอ้อนเสด็จพ่อของของอร่อยๆ กินแล้วค่อยกลับจวน หรือไม่ก็นอนค้างที่วังหลวงนี่ล่ะ

 

วังหลวงแห่งนี้ที่ใครๆ ต่างก็ลือกันไปว่าน่ากลัวมิต่างกับถ้ำพยัคฆ์บึงมังกร วังหลวงที่ชาติก่อนเย็นชายิ่ง

แต่ตอนนี้เปรียบเสมือนบ้านที่อบอุ่น ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็กลับมาได้เสมอ

 

มีบิดา มีมารดา มีน้องชาย...

บ้านที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสมบัติใด

 

“เจ้าว่าดีก็ล้วนดีทั้งสิ้น” มีหรือที่ลู่ถิงอวี่จะไม่เชื่อฟังภรรยา ภรรยาบอกซ้ายเขาจะไม่มีทางไปขวา ต่อให้นั่นเป็นทางขวาก็ตาม

 

คตินี้ล้วนใช้ได้ผลเสมอและลู่ถิงอวี่ก็ถ่ายทอดให้สหายทุกคนได้เรียนรู้ในฐานะผู้มีประสบการณ์

 

“อื้ม! ดีมากเลย” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าชื่นชมสามีตนเอง ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนจะยิ้มหวานและหัวเราะออกมาพร้อมกันๆ

 

สิบนิ้วสอดประสานกอบกุมกันแนบแน่น เงาบนผืนดินทอดยาวรวมเป็นหนึ่งเดียว

เคียงคู่กัน เดินไปด้วยกัน 

นับจากวัยเยาว์จนถึงวันนี้...ตราบจนสิ้นสุดลมหายใจ

 

แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว...ดุจยวนยางเคียงคู่เพียงหนึ่ง

ชั่วนิรันดร์...

 

..........

 

 

10 ปีต่อมา

 

กาลเวลาผันผ่านไปไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ ดวงตะวันแลจันทรายังคงทำหน้าที่ของตนเองอยู่สม่ำเสมอ สายลมยังคงโพยพัด

เช่นเดียวกับการเติบโตที่ไม่เคยหยุดหยิ่ง...เติบโตขึ้น อายุมากขึ้น

และหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ทว่า...

 

ภาระมากมายเหล่าบนบ่าเหล่านั้นก็มิได้เป็นปัญหาแต่อย่างไร...อาจเพราะรู้ว่าต่อให้เหนื่อยหรือยากลำบากเพียงใด

ก็ไม่เคยเดินอยู่คนเดียวกระมัง...

 

ละอองหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าในเหมันต์ฤดูเฉกเช่นทุกๆ ปี ย้อมทุกอย่างให้ดูเป็นสีขาวโพลน...สัญลักษณ์ของฤดูหนาวที่กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

และแม้จะเป็นปลายฤดูหนาวที่อากาศยังคงหนาวเย็น ทว่าในเมืองหลวงฝูหยางของต้าเซี่ยนั้นล้วนเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ บรรดาร้านรวง โรงเตี๊ยม เหลาอาหารล้วนคึกคัก ถูกจับจองกันเต็มตั้งแต่หลายเดือนก่อนหน้า ผู้คนเนืองแน่นทั้งจากแว่นแคว้นต่างๆ จากในยุทธภพต่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

บนท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนและเสียงจอแจของการสนทนา แต่ก็มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงออกเดินตรวจตราอยู่สม่ำเสมอ องครักษ์จากวังหลวงเองก็ถูกโยกย้ายมาเพื่อดูแลความปลอดภัยไม่น้อย 

 

เพราะต้าเซี่ยกำลังจะมีงานใหญ่ที่สำคัญจนทำให้ผู้คนต้องแห่แหนมาดูให้เห็นด้วยตาสักครั้ง

 

พิธีเสวยราชสมบัติกษัตรา

การแต่งตั้งฮ่องเต้และฮองเฮาพระองค์ใหม่แห่งต้าเซี่ย!

 

ในเมืองหลวงฝูหยางนั้นคึกคักด้วยผู้คน ตำหนักบูรพาและวังหลวงเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน...ตั้งแต่ก่อนวันประกอบพิธีเสียอีก  เหล่าข้ารับใช้ต่างวิ่งวิ่งวุ่นกันจนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักเพื่อให้งานพิธีครองราชย์ครานี้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดและไม่มีสิ่งใดผิดพลาด

 

รัชศกเก่ากำลังจะสิ้นสุดลง...รัชศกใหม่กำลังจะมาเยือน

 

ส่วนคนที่เป็นตัวเอกของงานอย่างเย่เฟิงนั้นเขาเองก็ยุ่งกับขั้นตอนธรรมเนียมและพิธีการต่างๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง เริ่มตั้งแต่ต้องส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปสักการบูชาพลับพลาฟ้า พลับพลาดินที่ประตูเมืองทั้งสี่ทิศเพื่อรายงานต่อฟ้าดิน ต้องไปตำหนักหอบรรพชนและทำพิธีอยู่ในนั้นอีกหนึ่งวันเต็มๆ และกลับมายังตำหนักลู่จื่อที่อยู่ในวังตั้งแต่สมัยยังเยาว์วัย

นอกตำหนักลู่จื่อนั้นร่างงดงามที่สวมอาภรณ์สีแดงอ่อนเรียบง่าย ทว่าไม่อาจลดความงามและสง่าราศีของร่างนั้นได้เลยกำลังออกคำสั่งกับบรรดาข้ารับใช้ทั้งหลายให้เตรียมพร้อมทุกอย่าง ในมือคือม้วนกระดาษที่เตรียมไว้เทียบกับความเรียบร้อยมิให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย

 

รอยข่วนเล็กน้อยก็ไม่ได้!

 

“องค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ เครื่องหอมที่จะใช้ในท้องพระโรงไม่หยวน...”

“ใช้กลิ่นอำพันทะเลผสานไปกับกลิ่นดอกโบตั๋น จุดรอไว้ล่วงหน้าสักหนึ่งชั่วยาม ตรวจสอบทุกอย่างทุกๆ สองเค่อห้ามมิให้ผู้ใดเล่นตุกติกเป็นอันขาด ผู้ใดที่ก่อความวุ่นวายแม้จะเล็กน้อยจะต้องโทษหนัก!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

“เสี่ยวหลัน...ที่ท้องพระโรงเรียบร้อยแล้วหรือไม่”

“เรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านพ่อ...ท่านไม่พักมาหนึ่งวันเต็มๆ แล้วนะขอรับ ไปพักผ่อนก่อนเถิดที่เหลือข้าจะจัดการเอง” น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะของเด็กหนุ่มรูปงามที่เพิ่งผ่านพิธีสวมกวานครั้งแรกมาไม่นานเอ่ยขึ้น มือใหญ่ทว่าขาวดุจหยกนั้นเอื้อมไปดึงกระดาษในมือท่านพ่อ อีกมือก็จูงอีกฝ่ายไปนั่งพักบนเก้าอี้หยก โบกมือให้ข้ารับใช้นำขนมและน้ำชามาให้ กงกงใหญ่ที่รอท่าอยู่แล้วก็วางของกินลงทันทีราวรู้ใจ

เย่ซืออวิ๋นได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ ยื่นมือไปเคาะจมูกลูกชายอย่างหมั่นไส้กึ่งเอ็นดู...ซ้ำยังมองอันกงกงคนสนิทของตนเองอย่างขำๆ ด้วยอีกคน

“นั่งอยู่ตรงนี้ห้ามดื้อห้ามซนนะขอรับ”

“เดี๋ยวเถิด ดูพูดเข้า ข้าอายุมากกว่าเจ้าตั้งเยอะนะเสี่ยวหลัน ผู้ใดจะดื้อจะซนกัน” เย่ซืออวิ๋นย่นจมูก แทบจะยื่นมือไปขยำใบหน้าเจ้าลูกชายตัวดีที่ถอดนิสัยสามีมาแทบจะทุกอย่าง

“พี่ใหญ่ก็เชื่อเสี่ยวหลันเถิด” เสียงทุ้มจากร่างสูงในชุดสีดำเรียบๆ มีเกราะอ่อนสีเงินอยู่บนบ่าบ้างประปรายเพราะเพิ่งถอดเกราะออกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยครั้งสุดท้ายของบรรดาทหารและองครักษ์ในวังหลวง “ท่านพักบ้าง ประเดี๋ยวถิงอวี่จะมาเอาความพวกข้าได้ที่ทำภรรยาของเขาเหนื่อยถึงเพียงนี้ หรือไม่พี่รองก็คงไม่อยากเข้าพิธีครองราชย์นี้แล้ว” 

“อ้ะ...น้องสาม” เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นกระโดดกอดน้องชายที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเกือบสามวัน เพราะต่างวุ่นกับการเตรียมงานพิธีครองราชย์ 

“ดีๆ หน่อย ประเดี๋ยวหัวท่านก็ไปชนเกราะหรอก” เย่เซียวบ่น แต่ก็อกดเอวพี่ชายไว้ พลางยื่นมือไปดีดหน้าผากนูนนั้นเบาๆ

 

ดูเอาเถิดไม่ดื้อไม่ซนเสียที่ไหน

ผ่านมากี่ปีแล้วก็นิสัยเหมือนสมัยยังเยาว์ไม่ผิด

 

“เจ้าเถียงข้าหรือ?”

“หึๆ แล้วท่านจะทำไม?” นักเลงโตเลิกคิ้วยียวน ไม่ทิ้งลวดลายนักเลงโต แม้บัดนี้จะเป็นแม่ทัพใหญ่ของแผ่นดิน แต่งงานมีพระชายาเป็นของตัวเอง มีบุตรชายบุตรสาวแล้วก็ตาม

“ฮึ! เจ้านักเลงโตนี่...ข้าจะให้พี่ฮวาซิงจัดการเจ้า!” พี่ใหญ่เชิดหน้าขึ้น แล้วถูกมือใหญ่ของน้องสามหยิกจมูกเอาเบาๆ “น้องสาม!”

“ท่านขี้ฟ้องนี่นา” เย่เซียวหัวเราะ คลายอ้อมแขนออกจากเอวบางของพี่ชาย “ถ้าเบื่อท่านก็ไปช่วยฮวาซิงดูแลเจ้าพวกตัวแสบที่ตำหนักคุนหนิงของเสด็จแม่ฮองเฮาได้ ข้าฝากมู่ชิวและเฉินอิงไว้ที่นั่น”

 

เย่มู่ชิวและเย่เฉินอิง

บุตรชายและบุตรีขององค์ชายสามเย่เซียว

 

“น้องรองกับน้องฉิงก็ฝากเสี่ยวชุนและหยาหยา ไว้ที่ตำหนักคุนหนิงเช่นเดียวกัน...พวกเด็กๆ คงป่วนกันน่าดู” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ายิ้มๆ...เพราะน้องรองของตนเองก็แต่งงานกับน้องฉิงและมีบุตรชายบุตรสาวแล้วเช่นเดียวกัน ซ้ำยังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์หยางฉิงที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่นานนี้อีก

“ท่านอาเจิ้งก็อยู่ที่ตำหนักคุนหนิงของเสด็จย่าช่วยดูแลพวกตัวแสบอยู่ขอรับ” ลู่หลันส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาดอกท้อที่เหมือนลู่จิงและลู่ถิงอวี่นั้นจับจ้องข้อความบนม้วนกระดาษอย่างจริงจัง พลางออกคำสั่งกับบรรดาข้ารับใช้ไปด้วย

 

เด็กหนุ่มที่ใต้หล้าขนานนามให้เขาว่า...กล้วยไม้หยก

สง่างามมากความสามารถ เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและฐานะ

 

“เช่นนั้นเจ้าก็ไปช่วยข้าดูแลเด็กๆ แล้วให้ภรรยาข้ามาช่วยงานข้าได้แล้ว”เสียงทุ้มของเย่หานดังขึ้นด้านหลัง อุ้มร่างพี่ชายตัวเองขึ้นด้วยมือข้างเดียว ปล่อยให้พี่ชายทุบไหล่เขาไม่หยุด

“น้องสี่! ถ้าข้าตกนะข้าจะให้เจิ้งปินตีเจ้า!” เย่ซืออวิ๋นฟาดร่างกำยำของเจ้าน้องสี่ไม่หยุด กำปั้นนั้นฟาดเบาๆ ไม่เจ็บใดๆ ทั้งสิ้น ล้วนฟาดด้วยความหมั่นไส้ มีอย่างที่ไหนกันเขาอยากให้เจิ้งปินมาช่วยงานแท้ๆ เจ้าน้องสี่อันธพาลน้อยนี่ก็รังแกเจิ้งปินจนไม่มีแรง...ทำอย่างกับกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าเจ้าตัวมีภรรยาไปได้

“หึๆ ขี้ฟ้องไม่เปลี่ยนจริงๆ” เย่หานวางพี่ชายลงบนเก้าอี้หยก รับแก้วน้ำชาที่เย่เซียวยื่นให้ พอดื่มน้ำชาเสร็จก็ถูกกำปั้นพี่ชายฟาดเอาอีกรอบ

“เจ้าไม่ต้องมองพวกข้าเช่นนั้นก็ได้นะเสี่ยวหลัน ไม่รังแกท่านพ่อของเจ้ามากไปกว่านี้แล้ว” เย่หานยักไหล่ เพราะดวงตาของลู่หลันมองมาหลายคราแล้ว

 

เจ้าเด็กนี่หวงแทนคนน่าหมั่นไส้ที่ป่านนี้กำลังวุ่นวายอยู่ที่ท้องพระโรงไท่หยวนอยู่

นิสัยเหมือนกันจนน่าปวดหัวจริงๆ!

 

“เช่นนั้นข้าว่าข้าไปหาของอร่อยที่ตำหนักจิ้งหยางแล้วค่อยกลับมาดูน้องรองดีกว่า” เย่ซืออวิ๋นตัดสินใจในที่สุด ถ้าหากเขาไปตำหนักคุนหนิงตอนนี้เจ้าพวกตัวแสบได้พุ่งเข้าใส่ชวนไปทำเรื่องป่วนๆ อีกเป็นแน่ เขาที่ตามใจพวกเด็กๆ มีหรือจะไม่ไปด้วยน่ะ

“ข้าไปกับท่านด้วยแล้วค่อยกลับมาหาพี่รอง”

“ข้าไปด้วยคน”

“พวกเจ้ากับพี่ใหญ่จะไปกันสามคนแล้วปล่อยให้ข้านั่งเบื่อกับขั้นตอนพิธีการหรืออย่างไรกัน” เสียงทุ้มนุ่มจากในตำหนักลู่จือดังขึ้น ร่างสูงสง่างามของเย่เฟิงเดินออกมา ดวงตาคมมองพี่ชายและน้องชายยิ้มๆ “จะไปกินของอร่อยที่ตำหนักจิ้งหยางกันโดยไม่ชวนข้าได้อย่างไรกัน” เย่เฟิงหัวเราะ ยื่นมือไปลูบแก้มพี่ชายของตนเบาๆ 

“น้องสามกับน้องสี่แกล้งข้า” พี่ใหญ่ฟ้องอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย อายุจะมากอย่างไรเขาก็ฟ้องน้องรองของตนมาตลอด

“ข้าจะตีพวกเขาให้พี่ใหญ่เอง” เย่เฟิงพยักหน้ารับปากอย่างแข็งขัน 

เย่ซืออวิ๋นยิ้มแป้นอย่างพอใจ จูงมือเย่เฟิงแล้วยืนขึ้น ก่อนจะชวนเย่เซียวและเย่หานตาใส “พวกเราไปขอข้าวกินที่ตำหนักของเสด็จพ่อกันดีกว่า ยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วยามให้น้องรองกลับมาเตรียมตัวเข้าพิธีการครองราชย์ เสี่ยวหลันทางนี้ฝากเจ้าด้วยนะ”

“ก็ดี...น้องฉิงกำลังเตรียมตัวอยู่ที่ตำหนักของเสด็จแม่ ฮวาซิงก็อยู่เป็นเพื่อนนาง” เย่เฟิงจับจูงมือพี่ชายเดินออกไป ส่วนทางนี้ปล่อยให้ลู่หลันเป็นคนคอยดูแลความเรียบร้อยขั้นสุดท้าย มือขาวเรียวขององค์ชายใหญ่ข้างหนึ่งถูกน้องรองจูงไป อีกข้างเย่เซียวที่แย่งชิงกับเย่หานมาได้ก็จูงมือพี่ใหญ่ ส่วนองค์ชายสี่ก็เดินตามอยู่ด้านหลัง สี่พี่น้องพูดคุยกันเบาๆ ชี้ชวนกันดูโน่นนี่ตลอดทาง

 

ภาพที่เสมือนวัยเยาว์...ตอนที่พวกเขาเดินไปด้วยกันขอของกินที่ตำหนักจิ้งหยาง

บัดนี้พวกเขาล้วนเติบใหญ่กันหมดแล้ว...

 

ดวงตาดอกท้อของลู่หลันมองตามแผ่นหลังของผู้ใหญ่เหล่านั้นด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากบางบนใบหน้าที่ส่อเค้าความหล่อเหลาสง่างามตั้งแต่ยังหนุ่มน้อยคลี่กว้าง

 

ภาพเช่นนี้มองเห็นได้บ่อยครั้ง

แต่ก็รู้สึกว่ามันงดงามทุกครั้งที่ได้เห็น...

...........

 

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายใหญ่ องค์ชายรัชทายาท องค์ชายสามและองค์ชายสี่เสด็จมาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้นรายงานเบาๆ ไม่ทันได้รับคำอนุญาตประตูตำหนักจิ้งหยางก็เปิดออกให้องค์ชายทั้งสี่เดินเข้าไปแล้ว

วรกายสูงใหญ่ของฮ่องเต้ที่กำลังจะสละราชบัลลังก์ยามนี้นั่งเอกขเนกอยู่บนผืนพรมสีขนหมาป่าหิมะนุ่มๆ ในมือคือหนังสือสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อต่างๆ ด้านข้างเป็นลู่จิงที่กำลังใช้พู่กันด้ามงามวงคัดเลือกชื่อสถานที่ออกมา เจ้าตัวหันมาส่งยิ้มหวานให้องค์ชายทั้งสี่

หลังเย่เฟิงขึ้นครองราชย์...เย่เทียนหลงเอ่ยบอกแล้วว่าจะพาลู่จิงออกท่องเที่ยวไปสักพัก

บัดนี้ทั้งสองกำลังเลือกสถานที่ที่กำลังจะไปท่องเที่ยวด้วยกัน

 

ปล่อยวางภาระบนบ่าที่แบกรับมานาน ส่งต่อให้ลูกหลานในรุ่นถัดไปรับหน้าที่สืบทอดปณิธานเพื่อแผ่นดินนี้ต่อไป

 

“เสด็จพ่อ....ท่านพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นทอดเสียงอ้อนยาว แม้จะโตจนอายุเกือบสามสิบแล้วก็ยังเป็นเจ้าตัวน้อยของพระบิดาอยู่เหมือนเดิม 

เย่เทียนหลงยิ้มบาง กวักมือเรียกเย่ซืออวิ่นเบาๆ “เจ้าตัวน้อย เสี่ยวจิงทำขนมบัวแดงหิมะไว้ เจ้ามากินสิ”

“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มยินดี “ท่านพ่อเก่งจริงๆ”

“ได้ยินคำชมจากชื่ออวิ๋นน้อยข้าก็ชื่นใจแล้ว อาถิงกับเสี่ยวหลันน่ะมิสู้ข้าหรอก” ลู่จิงหัวเราะ เพราะสองคนที่ว่าชอบแย่งทำขนมบัวแดงหิมะเพื่อไว้อ้อนซืออวิ๋นน้อยอยู่ตลอดๆ แต่อย่างไรก็ไม่สู้เขาหรอก

“เย่เฟิง เจ้ามิต้องเคร่งกับพิธีครองราชย์มากนักก็ได้ ขั้นตอนน่ารำคาญเหล่านั้นเป็นภาระเสียเปล่าๆ” เย่เทียนหลงเอ่ย สมัยตนขึ้นครองราชย์เขาก็ไปจริงจังแค่ที่ท้องพระโรงไท่หยวนเท่านั้นเอง

“ลูกทราบพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ...ทรงอย่ากังวลเลยลูกจะไม่ทำให้ตนเองลำบากพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม”

“เจ้าก็ด้วยเย่เซียว เย่หาน”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่เซียวกับเย่หานรับคำพร้อมกัน ส่วนเย่ซืออวิ๋นนั้นก็หักขนมบัวแดงหิมะใส่ปากตัวเอง ซ้ำยังป้อนให้ลู่จิง พระบิดาและน้องชายทั้งสี่ก็กะพริบตาปริบๆ เขายังให้เกาจิ้นเอาขนมบัวแดงหิมะไปให้สามีของตนที่ท้องพระโรงไท่หยวนอีกด้วย

“ตำหนักของเสด็จพ่อมีของอร่อยให้ลูกกินเสมอเลยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงหัวเราะลั่น ยื่นมือไปดึงแก้มเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ดูเอาเถิด...กี่ปีก็ไม่เปลี่ยนจริงๆ “ต่อจากนี้ข้าว่าเย่เฟิงก็ทำให้ตำหนักจิ้งหยางมีแต่ของที่เจ้าชอบได้ ไม่ใช่แค่ตำหนักจิ้งหยางหรอก ตำหนักหย่งอวี้กับตำหนักเจี้ยนคังของเจ้าสามกับเจ้าสี่ด้วย”

 

เจ้าตัวแสบพวกนี้ก็ยังมีนิสัยติดพี่ไม่เปลี่ยน

ขนาดหลานๆ ตัวร้ายก็ยังหวงท่านลุงใหญ่อย่างกับอะไรดี...เพราะเจ้าตัวน้อยใจดีและชอบตามใจน่ะสิ

 

“ข้ารับปาก ตำหนักข้าย่อมมีของกินให้ตัวตะกละเช่นท่านอยู่แล้ว” เย่เซียวยักคิ้วจึกๆ ใส่พี่ชาย ฮวาซิงของเขาน่ะก็เป็นสาวกผู้ภักดีของพี่ใหญ่ตนด้วย 

“หึๆ ข้าเห็นด้วยกับพี่สาม” เย่หานหัวเราะ แล้วก็ถูกมือเรียวของเย่ซืออวิ๋นฟาดเอาหนึ่งที ก่อนจะหัวเราะตาม...คล้ายกับทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ พวกเขาพี่น้องมาตำหนักจิ้งหยาง กินของอร่อย พูดคุยสนทนากัน บางคราก็มาขอคำปรึกษา

 

หลายปีผันผ่านก็ยังเป็นเช่นเดิม

 

ตำหนักของฮ่องเต้แห่งแผ่นดินที่หลายคนกล่าวว่าอาจเงียบเหงา แท้จริงแล้วอบอุ่นยิ่งนัก...ตำหนักที่มิต่างอันใดกับตัวตนของฮ่องเต้

 

ยิ่งใหญ่ประดุจขุนเขา หนักแน่นยิ่งกว่าทองคำพันชั่ง...

แต่...อบอุ่นยิ่งกว่าสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

 

พวกเขายังคงพูดคุยสนทนากันที่ตำหนักจิ้งหยางกันเกือบครึ่งชั่วยาม ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนต่อ เหล่าลูกชายออกไปจากตำหนักแล้ว เย่เทียนหลงมองตามแผ่นหลังที่หายลับจากประตูไปด้วยความภาคภูมิใจ

 

แผ่นหลังเล็กๆ ในวันวาน...มือเล็กๆ ที่พระองค์เคยจับจูง 

แผ่นหลังนั้นกว้างขึ้น...แข็งแกร่งขึ้น

ใบหน้า ดวงตาสะท้อนความสุขในการใช้ชีวิตออกมา

 

ในฐานะบิดาแล้ว...เย่เทียนหลงถือว่าตนเองทำหน้าที่ได้ไม่แพ้ผู้ใดเลย

 

“ท่านเป็นบิดาที่ยอดเยี่ยมที่สุดผู้หนึ่งหลงเกอ” ลู่จิงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ มือเอื้อมไปแตะข้างแก้มบนใบหน้าหล่อเหลาที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีและยังคงน่าเกรงขามไม่แพ้ผู้ใด

 

พญามังกรอย่างไรก็เป็นพญามังกร

 

เย่เทียนหลงกระตุกยิ้ม ดึงเบาๆ ให้ร่างที่นั่งใกล้ๆ หล่นมาอยู่บนตัก จากนั้นก็ใช้แขนแกร่งกักร่างของลู่จิงไว้ในอ้อมแขนไม่ให้อีกฝ่ายดิ้นหนี “เจ้าเองก็เช่นกันเสี่ยวจิง...ทั้งเสวี่ยเหมยและจืออิงก็ด้วย พวกเรา...ล้วนทำได้”

 

สร้างอนาคตให้เด็กๆ ในรุ่นต่อๆ ไป

สร้างแผ่นดินให้พวกเขาสามารถยิ้ม หัวเราะ วิ่งเล่นได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องผูกมัดด้วยอำนาจหรือหน้าที่ ให้พวกเขาได้มีทางเลือกที่จะก้าวเดิน

 

“ดีเหลือเกิน” เย่เทียนหลงซุกหน้าลงกับไหล่ของลู่จิงที่กระชับอ้อมแขนกอดแน่นกลับมาเช่นเดียวกัน บนใบหน้าของเขาก็แต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

 

การเติบโตและอนาคต...ช่างมหัศจรรย์และงดงามเหลือเกิน

 

.........

 

ใกล้ได้เวลาประกอบพิธีครองราชย์เข้ามาทุกขณะ ขั้นตอนทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมเรียบร้อยแล้ว บัญชีรายชื่อผู้ที่เข้าร่วม ตัวแทนคณะทูตจากแว่นแคว้นต่างๆ เองก็ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดยิบ ตำแหน่งการยืนของบรรดาขุนนางในราชสำนัก พรมแดงที่ทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูวังไปยังหน้าท้องพระโรงไท่หยวน

 

วันนี้เป็นวันเดียวที่ท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์เปิดเผยสู่สายตาคนทั่วทั้งวังหลวง...

เพื่อพิธีครองราชย์ของฮ่องเต้พระองค์ใหม่และพิธีแต่งตั้งมารดาแห่งแผ่นดิน!

 

เหล่าองครักษ์ทุกหน่วยต่างรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด องครักษ์ลับเมฆดำสวมใส่หน้ากากครึ่งซีกกระจายกำลังรายล้อมท้องพระโรงไท่หยวนอย่างแน่นหนา แผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามออกมาจนสัมผัสได้จากระยะไกล ทิวธงร่มฉัตรสีทองอร่ามโบกสะบัดอย่างงดงาม วงมโหรีและวงคีตะที่ได้รับคัดเลือกและฝึกซ้อมมาสวมอาภรณ์งดงาม รอสัญญาณเตรียมพร้อมที่จะบรรเลงประโคมดนตรี

เหล่าบัณฑิตที่เพิ่งสอบผ่านหน้าพระพักตร์มาไม่นานต่างเข้าประจำที่เขียนคำอวยพรถวายอย่างงดงาม และที่เด่นสะดุดตาที่สุดคือคำอวยพรลงทองคำบนแผ่นไม้จันทร์ทอง...ตัวอักษรที่ดุจเทพเซียนเป็นผู้เขียนขึ้นมานั้นเกิดจากฝีมือขององค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ยที่ตั้งใจเขียนเพื่ออวยพรให้แด่องค์ฮ่องเต้พระองค์ใหม่

คนที่กำลังจะเข้าพิธีครองราชย์อย่างเย่เฟิงนั้นยังคงยืนกรานที่จะอยู่ในตำหนักลู่จื่อไม่ย้ายไปตำหนักจิ้งหยางที่เป็นที่ประทับของฮ่องเต้ก่อน ในตำหนักลู่จื่อยามนี้รายล้อมด้วยคนมากมาย

“พี่เฟิง...ยกแขนขึ้นเจ้าค่ะ น้องจะช่วยผูกสายรัดเอวให้” น้ำเสียงหวานของสตรีผู้มีใบหน้างดงามและดวงตาที่สดใสเปล่งประกายไม่แพ้ผู้ใดดังขึ้นมา

 

หยางฉิง

อดีตคุณหนูจากจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ท่านหญิงขั้นหนึ่งสกุลหยาง ชายาเพียงหนึ่งเดียวขององค์ชายรัชทายาทเย่เฟิง

ที่บัดนี้...นางกำลังจะเป็นว่าที่ฮองเฮาของแผ่นดิน!

 

“เหนื่อยเหลือเกิน...ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นพิธีสำคัญและพี่ใหญ่ทุ่มเทจัดเตรียมพิธีนี้ด้วยตนเอง ข้าคงขี้เกียจไปแล้ว” องค์ชายรัชทายาทผู้ที่กำลังจะเป็นเหนือหัวแห่งแว่นแคว้นบ่นออกมาอย่างหน้าไม่อาย ซ้ำยังกอดเอวพระชายาของตนไว้แล้วเอาหน้าซุกกับไหล่บอบบางออดอ้อนออกมาทันที 

 

อ้อนภรรยาตนเองนั้นล้วนเป็นสิ่งที่สามีทุกคนควรทำให้เป็น ความจริงข้อนี้เขาพิสูจน์มาแล้ว

 

“น้องรองย่อมสามารถขี้เกียจได้” เย่ซืออวิ๋นที่เปลี่ยนไปสวมใส่ชุดประจำตำแหน่งองค์ยศเอ่ยขึ้นมา ช่วยจัดอาภรณ์ให้สามีตนเองที่อีกเดี๋ยวจะไปอัญเชิญตราลัญจกรจากตำหนักจิ้งหยางมาที่ท้องพระโรงไท่หยวน เพื่อประกอบพิธีครองราชย์ ส่วนเสด็จพ่อจะเป็นผู้อัญเชิญดาบของปฐมกษัตริย์ออกมาจากตำหนักหอบรรพชน “ขอแค่เจ้าถนอมตัวเองอย่างอื่นล้วนทำได้ทั้งสิ้น”

เย่เฟิงหัวเราะ “ข้ารู้” เขารู้ดีว่าทุกคนเป็นห่วง วันนี้ถึงได้มาอยู่ด้วยกันที่ตำหนักลู่จื่อ พี่น้อง มิตรสหายที่ไม่เคยปล่อยให้เย่เฟิงต้องเดียวดาย

“งานพิธีครองราชย์ของเจ้ายิ่งใหญ่จริงๆ เย่เฟิง ข้าว่างานแต่งของพวกเจ้าทั้งหลายยิ่งใหญ่แล้ว งานครองราชย์ครานี้ยังยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก” เนี่ยรุ่ยเอินที่แม้จะอายุมากขึ้นแต่ก็ยังชมชอบสวมอาภรณ์สีแดงดั่งเปลวงเพลิงเหมือนสมัยยังเยาว์อยู่ดี ข้างๆ เป็นร่างสูงของฉินไห่งฟงที่ยังคงหน้ายิ่งไม่เปลี่ยน บุรุษผู้มีความสามารถที่ถูกองค์ชายรัชทายาทรวมถึงอัครเสนาบดีคู่ใจไม่ยอมปล่อยให้ไปไหน ดึงตัวให้ช่วยงานบ้านการเมืองอยู่ร่ำไป จนภรรยาของฉินไห่ฟงอย่างเนี่ยรุ่ยเอินนั้นต้องมาต่อยตีพาตัวสามีกลับอยู่บ่อยๆ

“ข้ากับพี่รองไปเที่ยวเล่นมาแล้วรอบหนึ่ง” เนี่ยไป๋เยว่ที่มากับสามี...ซึ่งปัจจุบันเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยอย่างเว่ยฉือเอ่ยยิ้มๆ เขาพาพี่รองของตนกับพี่เขยไปด้วย แน่นอนว่ากินดื่มทั่วเมืองหลวงโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเองแม้แต่น้อย

 

มีคนร่ำรวยอย่างสามีตนเองและพี่เขยที่ร่ำรวยพวกเขาไม่จำเป็นต้องพกเงินก็ได้

 

“ดีที่ตัวแสบสองคนนี้ไม่ไปก่อเรื่อง ไม่เช่นนั้นข้าว่าพี่ไห่ฟงกับเว่ยฉือได้จ่ายให้พี่รองมากเป็นแน่” เย่หานบ่นพึมพำ ปล่อยให้ภรรยาตนเองอย่างเจิ้งปินช่วยจัดอาภรณ์ให้ไปด้วย เห็นอีกฝ่ายในชุดองครักษ์เต็มยศที่ไม่ค่อยได้เห็นมานานดวงตาก็เจ้าเล่ห์ขึ้น

 

รังแกอีกฝ่ายให้สลบคาชุดนี้ก็น่าตื่นเต้นไม่เลวเลยทีเดียว

 

เจิ้งปินเห็นสายตาวาวๆ ของสามีตนมีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังวางแผนร้ายอยู่แน่ๆ เลยขึงตาใส่ไปหนึ่งรอบ อันธพาลตัวโตก็หัวเราะหึๆ ใช้มือใหญ่ไล้ตามขอบเอวแน่นๆ ของเจิ้งปิน แทบจะสอดปลายนิ้วไปสัมผัสผิวเรียบตึงที่น่าสัมผัสนั่นถ้าหากไม่ถูกเจิ้งปินตีเสียก่อน

“นั่นสิ...ฮวาซิง เจ้าหมุนข้ามาสามรอบแล้วนะ เจ้าช่วยข้าแต่งตัวมาหลายรอบแล้วนะ หืม?” เย่เซียวมองพระชายาที่ยิ่งผ่านไปก็ยิ่งมีรูปโฉมงดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแผ่นดิน นอกจากประชาชนจะชื่นชมในความสามารถด้านการแพทย์แล้วก็ยังชื่นชมว่านางเป็นโฉมสะคราญที่มากความสามารถ

 

แต่นางมีเจ้าของแล้วและเป็นพระชายาเพียงคนเดียวของเขาเย่เซียว

 

“ก็ท่านอยู่ไม่นิ่งนี่เจ้าคะ” ฉินฮวาซิงแขวนหยกสีดำให้สามีของที่เอว เงยหน้าขึ้นค้อนคนตัวโตที่ก้มลงมายักคิ้วยียวนให้นาง ไม่พอยามที่นางเงยหน้าขึ้นไปร่างสูงนั้นก็ก้มลงมาหอมแก้มนางหนึ่งที ทำเอาแก้มขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงวาบทันที

 

ยามโฉมสะคราญเขินอายล้วนทำให้รอบกายสดใสตามไปด้วย

 

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากทุกคน เย่เซียวถูกฟาดเอาหนึ่งที เย่ซืออวิ๋นที่หมั่นไส้น้องสามก็ฟาดไปด้วยอีกหนึ่งที ซ้ำยังเลยไปฟาดน้องสี่เย่หานด้วย พอเห็นพี่ชายอย่างฉินไห่ฟงกัดคอเนี่ยรุ่ยเอินเขาก็ชูมือขึ้นเหมือนจะฟาดอีกคนด้วย ทำเอาพี่ชายที่ไม่กล้ามีปัญหากับน้องชายยอมรามือจากคอหอมๆ ของภรรยาตัวเอง

 

มือเล็กๆ ขององค์ชายใหญ่สยบได้ทุกคนจริงๆ

ไม่มีผู้ใดกล้าหือ

ตั้งแต่ว่าที่ฮ่องเต้ ว่าที่ฮองเฮา อัครเสนาบดี แม่ทัพ หัวหน้าองครักษ์ลับ

 

“พี่สะใภ้อยากมาด้วยแต่ก็ท้องแก่เกินไปแล้ว นางส่งของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ทุกคนด้วย” เว่ยฉือเอ่ยยิ้มๆ เขาหมายถึงฉินฟางหนี่ว์ที่แต่งออกไปกับพี่ชายของตนอย่างเว่ยเฉา...นางได้รับยศศักดิ์เป็นจวิ้นจู่แต่งออกไปเป็นพระชายาเอกขององค์ชายใหญ่แห่งแคว้นเว่ย เมื่อไม่มีพระมารดาและคนอื่นๆ ค่อยชักจูงพี่ใหญ่ของตนก็มิได้หาเรื่องทะเลาะหรือแย่งชิงกับเขา ซ้ำยังสามารถปล่อยวางอำนาจได้ง่ายดาย ใช้เวลาอยู่กับพี่สะใภ้สองคน ส่วนเหล่าคนงามในตำหนักก็มิได้ไล่ออกไป ผู้ใดสมัครใจจะออกไปก็ปล่อย บางคนที่อยู่อยากแย่งชิงพี่สะใภ้ก็มีวิธีจัดการเล่นสนุกกับพวกเขา สร้างสีสันให้ชีวิตของทั้งคู่

พี่ชายที่เมื่อปลดวางการแย่งชิงอำนาจกันพวกเขาก็เป็นพี่น้องปกติ ที่ต่อให้ไม่สนิทสนมกันเหมือนพี่น้องสกุลเย่ แต่ก็มิได้ทะเลาะเบาะแว้งใดๆ กัน

ในวันที่เว่ยฉือขึ้นครองบัลลังก์ สหายของเขาทุกคนล้วนไปร่วมพิธีและเว่ยฉือก็ได้ให้คำสัญญาเอาไว้ ว่าบุตรชายของเว่ยเฉาและฉินฟางหนี่ว์จะเป็นรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ต่อจากเขา

เขาแย่งชิงและอยากสืบทอดบัลลังก์ต่อเพราะเจตจำนงของตนเองและพระมารดาที่จากไป แต่มิได้ยึดติดในอำนาจนั้น คนรักของเขาเป็นบุรุษด้วยกัน เมื่อหลานของเขาถึงวัย...

 

เว่ยฉือเตรียมที่จะสละบัลลังก์อย่างไม่เสียดาย

เขาให้เสี่ยวเยว่เลี้ยงได้

 

“ดีแล้วที่เสี่ยวฟางฟางไม่ดื้อมา ไม่เช่นนั้นนางจะเหนื่อย” หยางฉิงสวมใช้สายตาตรวจความเรียบร้อยให้สวามีเป็นครั้งสุดท้าย นางบีบมือใหญ่ให้กำลังใจสามีแน่น

 

นางเองก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกัน

มารดาของแผ่นดิน...ตำแหน่งที่ทรงเกียรติแต่มาพร้อมภาระที่ยิ่งใหญ่

 

“แล้วก็ดีที่พาเจ้าพวกตัวแสบไปฝากไว้ที่ตำหนักคุนหนิง ไม่เช่นนั้นคงป่วนพิธีเป็นแน่” เย่เฟิงหัวเราะ ลูกชาย ลูกสาวและบรรดาหลานๆ นั้นร้ายกาจไม่ต่างอันใดกับพวกเขาตอนเด็กๆ เท่าไหร่หรอก ป่วนจนทำให้ข้ารับใช้ทั้งหลายแทบจะลาออกกันแทบทั้งหมด 

มีเสด็จแม่ทั้งสองพระองค์ รวมถึงท่านอาจารย์ลู่ช่วยจัดการย่อมเอาอยู่ ซ้ำอี๋เหอที่เจ้าพวกตัวแสบทั้งหลายเชื่อฟังยิ่งก็มายังมาช่วยดูแลรับรองว่าไม่มีทางไปป่วนที่ไหนเป็นแน่

“ใกล้ได้เวลาแล้ว ข้าจะไปอัญเชิญตราลัญจกรที่ตำหนักจิ้งหยางก่อน” ลู่ถิงอวี่ชะโงกหน้าไปหอมแก้มภรรยาเบาๆ ทำให้คนอื่นๆ กลอกตาด้วยความหมั่นไส้

จะกี่ปีเจ้าคนน่าหมั่นไส้นี่ก็ยังคงที่คงวา แต่ที่น่าหนักใจก็คือบรรดาสามีของแต่ละคนก็ล้วนจะติดนิสัยน่าหมั่นไส้ของลู่ถิงอวี่มากันทั้งหมด

ยามว่างบุรุษเหล่านี้ก็มานั่งพูดคุยแต่เรื่องชวนปวดหัว อย่างเช่น จะกำจัดเหล่าแมลงที่มายุ่งกับภรรยาของตนอย่างไร จะรังแกลูกหลานตัวแสบอย่างไรดี หรือหาเรื่องโดดงานอย่างไร

 

ผู้ใดที่เป็นศัตรูกับบุรุษเหล่านี้ล้วนพบจุดจบที่ไม่งดงามเลยสักคน!

 

“ถิงอวี่...เจ้ารอเดี๋ยว ทุกคนด้วย...” เย่เฟิงเอ่ยเรียกทุกคนไว้ ส่วนหยางฉิงก็เดินไปหยิบไหสุราสีดำสนิทที่สลักลายมังกรห้าเล็บออกมา ไหสุราที่ทำให้แต่ละคนเลิกคิ้วขึ้นมาทันที ลู่ถิงอวี่เดินไปกอดเอวภรรยาตนไว้หลวมๆ ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย

 

ไหสุราสีดำนั่นเป็นสุราล้ำค่าที่จะนำออกมาใช้ในพิธีครองราชย์เท่านั้น

จักรพรรดิมังกรแย้มสรวล...ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นสุราพันปีสืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อตั้งแว่นแคว้น

 

เย่เฟิงรินสุราใส่จอกหยก โดยมีหยางฉิงคอยช่วย เขาถือแก้วสุรายกมันขึ้นตรงหน้า ยืดตัวตรง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ข้าขอใช้สุราจอกนี้คาราวะพวกเจ้าทุกคน ทั้งพี่น้องของข้า มิตรสหายของข้า ขอบคุณ...ที่ไม่เคยปล่อยให้ข้าเคยเดียวดายสักครั้ง” ว่าที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยิ้มให้ทุกคน ใช้ดวงตาคมกริบมองสำรวจทุกคนช้าๆ ราวจะเก็บไว้ในความทรงจำ “ข้าไม่รู้ว่าอนาคตต่อจากนี้เป็นเช่นไร...ไม่มั่นใจว่าตนเองจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แต่ข้ารู้ว่าถ้าหากมีทุกคนอยู่ข้าจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้เป็นแน่ และ...” เสียงทุ้มเปี่ยมอำนาจนั้นหยุดลงก่อนจะกุมมือหยางฉิงเอาไว้แน่น  ยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดแล้วเอ่ยประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอำนาจ

“ถ้าไม่อยากให้ข้าเป็นฮ่องเต้ทรราชย์...ก็วาดหวังให้ทุกคนดูแลตนเองให้ดี ถ้าหากมิใช่พวกเจ้าจากไปเพราะวัฎสังขาร หากมีผู้ใดที่ทำร้ายพวกเจ้าจนต้องจากไปต่อให้ข้าต้องใช้โลหิตล้างแผ่นดินเพื่อเซ๋นสังเวยแด่วิญญาณพวกเจ้า...ข้าก็จะทำ!”

 

เพื่อเหล่าคนสำคัญที่เคียงข้างเขามาเสมอ

ถ้าหากปกป้องคนเหล่านี้มิได้...จะปกป้องเหล่าอาณาประชาราษฎร์ได้อย่างไรกัน!

 

ประโยคนี้เสด็จพ่อเคยเอ่ยไว้ยามที่เสด็จขึ้นครองราชย์ เย่เฟิงคิดไว้ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้วว่าเขาจะทำเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนถนอมตัวเองกันให้ดี...

เย่ซืออวิ๋นเป็นคนแรกที่เดินไปกอดน้องรองของตนเองไว้แน่นทันที พยักหน้าหงึกหงักกับไหล่กว้างของน้องชาย “ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี ดูแลทุกคนให้ดี เจ้าไม่ต้องห่วงนะ” 

เย่เฟิงลูบหลังพี่ชายที่ตนรักเบาๆ ไม่สนใจว่าอาภรณ์มังกรห้าเล็บนั้นจะเปื้อนหรือไม่ กระชับอ้อมแขนไว้แน่น เย่เซียวและเย่หานก็เดินมากอดพี่รองและพี่ใหญ่ของตนไว้เช่นกัน

 

พวกเขาสี่คนพี่น้องกอดกันไว้แน่น

เหมือนทุกครั้งที่ส่งหนึ่งในพวกเขาไปทำเรื่องสำคัญ...ไม่ว่าจะเป็นพิธีสวมกวานทั้งสองครั้งของแต่ละคน พิธีแต่งงาน หรือกระทั่งตอนนี้...

 

พิธีครองราชย์...

เพื่ออวยพรและบอกทุกคนไว้ว่า...ไม่ต้องกลัว ไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมองไปที่ไหน...

ก็มีพวกเขาอยู่เคียงข้างเสมอ

 

พี่น้องล้วนเป็นเช่นนี้

 

“ข้าจะดูแลตนเองให้ดี ดูแลภรรยาและลูกๆ ให้ดี จะดูแลพี่ใหญ่ให้ดีด้วย พี่รองมิต้องกังวล” เย่เซียวตบไหล่พี่ชายคนรองเบาๆ “ข้าภูมิใจในตัวท่านนะพี่รอง...ท่านเป็นพี่ชายที่แม่ทัพใหญ่เช่นข้ายินยอมที่จะคุกเข่าให้และช่วยเหลือท่านโดยไร้เงื่อนไข”

เย่เฟิงยิ้ม  ดวงตาคมทอดมองน้องชายที่เติบใหญ่ได้อย่างสง่างาม เป็นแม่ทัพใหญ่ค้ำจุนบัลลังก์ให้ตน “ข้าเองก็ภูมิใจในตัวเจ้าเช่นเดียวกันเย่เซียว”

“ข้าภูมิใจในตัวพี่รองเช่นเดียวกัน ท่านสง่างามและองอาจไม่ต่างกับเสด็จพ่อเลยจริงๆ ข้าเย่หานจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ลับให้ท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น” เย่หานตบไหล่พี่ชายร่วมพระมารดาเบาๆ เย่เฟิงก็ตบไหล่น้องชายเช่นเดียวกัน

“ข้าเองก็ภูมิใจในตัวเจ้าไม่แพ้ผู้ใดเช่นเดียวกันเย่หาน”

เย่ซืออวิ๋นมองบรรดาน้องชายของตนด้วยดวงตาฉ่ำวาว ในฐานะพี่ชายแล้วเขาภูมิใจในตัวน้องชายทั้งสามของตนมากๆ 

 

น้องชายของตนเก่งกาจและสง่างามที่สุด!

 

ชาติก่อนเขาไม่มีโอกาสได้เห็นน้องชายขึ้นครองราชย์ ไม่มีโอกาสได้เห็นทุกคนมีครอบครัว แต่ชาตินี้เขาล้วนได้เห็นสิ่งที่อยากเห็นทุกอย่าง

 

ดีใจเหลือเกินที่มีวันนี้

สามารถส่งน้องรองที่ภาคภูมิใจสู่บัลลังก์มังกรเหนือผู้ใดในแว่นแคว้นได้...

 

“ข้าภูมิใจในตัวน้องรองที่สุด ข้าเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่าเจ้าจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีไม่แพ้เสด็จพ่อได้แน่นอน ข้าจะเป็นพี่ใหญ่ของเจ้าคอยช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าเสมอ รับรองว่าข้าจะไม่ขี้เกียจ”

เย่เฟิงกอดเอวพี่ชายไว้แน่น เขาอ้อนเหมือนสมัยตนเองยังเป็นเด็กๆ ไม่สนใจตาขวางๆ ของลู่ถิงอวี่ “ข้ารักและภูมิใจในตัวท่านที่สุดเช่นเดียวกันพี่ใหญ่ ต่อให้ท่านขี้เกียจข้าที่เป็นฮ่องเต้ก็เลี้ยงท่านได้”

“ภรรยาข้าเหตุใดต้องให้เจ้ามาเลี้ยงด้วยนะ” ลู่ถิงอวี่พึมพำเบาๆ แต่เย่เฟิงก็เลิกคิ้วให้สหาย ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็หัวเราะดวงตาคู่สวยที่คลอไปด้วยน้ำตานั้นเปล่งประกาย

 

เพราะเป็นน้ำตาแห่งความยินดี...

 

พวกเขาสามพี่น้องถอยออกมาหนึ่งก้าวต่อมาเป็นเว่ยฉือที่จูงมือเนี่ยไปเยว่เข้าไปก่อน เขาตบไหล่เย่เฟิงเบาๆ “แคว้นเว่ยจะเป็นพันธมิตรกับต้าเซี่ย แต่ข้าเองก็จะเป็นสหายของเจ้าไม่เปลี่ยนเช่นกันเย่เฟิง”

“ขอบใจเจ้าเว่ยฉือ” เย่เฟิงตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ ยิ้มให้เนี่ยไปเยว่ที่ยักคิ้วอย่างซุกซนมาให้ตนด้วย 

“เจ้าเป็นคนไม่กี่คนเลยนะที่ข้ายอมให้ใช้งานเจ้าหน้านิ่งโดยไม่ต้องง่ายค่าแรงน่ะเย่เฟิง” เนี่ยรุ่ยเอินใช้กำปั้นชกไหล่เย่เฟิงเบาๆ ยักคิ้วแล้วหัวเราะ “เพราะเจ้าคู่ควรกับสิ่งนั้น...ข้าที่รู้จักเจ้ามาหลายปีเชื่อว่าเจ้าจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีไม่แพ้ผู้ใดเลย”

เย่เฟิงยิ้มน้อยๆ ยกมือขึ้นยีหัวเนี่ยรุ่ยเอิน “ข้าว่าตนเองก็จ่ายค่าจ้างให้สามีเจ้าอยู่โขอยู่นะ...ขอบใจเจ้าที่ช่วยเหลือข้ามาเสมอรุ่ยเอิน เจ้าเป็นสหายที่ดีที่สดคนหนึ่งของข้าเย่เฟิงเช่นเดียวกัน”

“แน่นอน” เนี่ยรุ่ยเอินยักคิ้ว ดวงตาฉายแววภูมิใจและชื่นชมในตัวสหายของตนคนนี้ เขาปล่อยให้เจ้าหน้านิ่งเดินเข้าไปหาเย่เฟิงต่อ 

“เจ้าเป็นสหายที่ข้าฉินไห่ฟงภูมิใจ เชื่อมั่นและศรัทธา...และเป็นคนเพียงไม่กี่คนในใต้หล้านี้ที่ข้ายินยอมรับใช้เจ้าโดยปราศจากข้อแม้ใดๆ”

 

เพราะเย่เฟิงคู่ควรกับเกียรตินี้

 

“เจ้าก็เป็นสหายที่ข้าภูมิใจและชื่นชมมากที่สุดผู้หนึ่งเช่นเดียวกันไห่ฟง...ข้านับถือในหัวใจและปณิธานของเจ้ามาเสมอ” เย่เฟิงตบไหล่ฉินไห่ฟงเบาๆ 

ฉินฮวาซิงเดินมายอบกายลงอย่างงดงามต่อหน้าเย่เฟิงก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “ทรงเป็นพี่ชายที่สามีของหม่อมฉันภาคภูมิใจและชื่นชม ทรงเป็นสวามีของน้องสาวที่น่ารักของหม่อมฉัน...หม่อมฉันเชื่อว่าพระองค์จะเป็นมหาราชผู้เปี่ยมด้วยทศพิศราชธรรมได้ไม่แพ้ผู้ใดเพคะ”

“ฮวาซิงเป็นน้องสะใภ้ของข้า...ระหว่างครอบครัวใยต้องมากพิธีกันเล่า ขอบคุณที่ช่วยดูแลน้องสามมาอย่างดีเสมอ ขอบคุณที่เป็นแพทย์หญิงคอยรักษาชาวประชาโดยไม่แบ่งแยกข้าชื่นชมเจ้ามาเสมอ”

“ขอบพระทัยเพคะ”

เจิ้งปินคุกเข่าถวายคำนับเต็มยศในฐานะองครักษ์ต่อหน้านายเหนือหัว “ทรงเป็นรัชทายาทผู้ปรีชาสามารถและจะเป็นมหาราชผู้ทรงธรรมได้เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ สวามีของกระหม่อมเชื่อมั่นศรัทธาในตัวพระองค์ กระหม่อมเองก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

“ลุกขึ้นเถิดเจิ้งปิน เจ้าเองก็เป็นน้องสะใภ้ของข้าใยต้องมากพิธีด้วยเล่า...ขอบใจเจ้าที่ดูแลน้องสี่มาอย่างดีเสมอ แม้เขาจะเอาแต่ใจกับเจ้าก็ตาม เจ้าเป็นองครักษ์ที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดผู้หนึ่งที่ข้ารู้จัก”

ทุกคนล้วนเข้ามาพูดให้กำลังใจกับเย่เฟิงกันหมดแล้ว เหลือเพียงลู่ถิงอวี่คนเดียวที่ยังยืนกอดเอวภรรยาอยู่หลวมๆ เลิกคิ้วเอียงหน้ามองเย่เฟิงอย่างควรทุบสักที ก่อนเขาจะเดินปยืนหยุดอยู่หน้าเย่เฟิงเพราะถูกภรรยาตีเอาเบาๆ 

ร่างสูงสง่าในชุดประจำตำแหน่งอัครเสนาบดีขุนนางขั้นหนึ่งประจำราชสำนักนั้นเดินมาหยุดหน้าสหายที่สนิทที่สุดของตน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น “ในเมื่อเจ้าให้คำสาบานไว้เช่นนั้นข้าเองก็เช่นกัน” ร่างสูงของลู่ถิงอวี่คุกเข่าลงเบื้องหน้าเย่เฟิง เขาถวายคำนับอย่างเต็มพิธีการในฐานะขุนนางผู้หนึ่งที่พึงกระทำต่อฮ่องเต้

“ข้า...ลู่ถิงอวี่จะเป็นเพียงอัครเสนาบดีของฮ่องเต้เช่นเจ้าเท่านั้นเย่เฟิง จะจงรักภักดีกับฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว” เพราะถ้าหากโอรสของเย่เฟิงขึ้นครองราชย์เขาก็จะสละตำแหน่งนี้ทันที “ใต้หล้าเรียกขานว่าอัจฉริยะ และเจ้าก็เป็นนายเหนือหัวเพียงคนเดียวที่อัจฉริยะหยกขาวผู้นี้ยอมรับภักดีทั้งกายและใจ”

เย่เฟิงประคองลู่ถิงอวี่ขึ้นก่อนจะกอดสหายที่สนิทสนมที่สุดของตนไว้แน่น ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ “ขอบใจเจ้ามาเสมอถิงอวี่ ดีใจที่ได้รู้จักเจ้า...เจ้าเป็นอีกหนึ่งของขวัญล้ำค่าที่สวรรค์ประทานมาให้ข้า”

 

สหายที่ไม่ต่างอันใดกับคนในครอบครัว

 

“ไปเถิด...สู่บัลลังก์นั้นที่เป็นของเจ้าอย่างชอบธรรม” ลู่ถิงอวี่ตบไหล่สหายของตนเบาๆ ก่อนจะถอยไปหนึ่งก้าวเมื่อขันทีด้านนอกแจ้งว่าได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว

“พวกข้าจะเดินไปส่งเจ้าเองน้องรอง” เย่ซืออวิ๋นให้กำลังใจน้องชายของตนอีกรอบ “เหมือนปีนั้นที่เดินไปเป็นเพื่อนเจ้าที่หน้าบัลลังก์มังกร”

 

จะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าเดินอยู่คนเดียว

 

เย่เฟิงกระชับมือหยางฉิงที่ไม่ปล่อยมือของเขาไว้แน่น ก่อนจะพยักหน้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้มมองอาภรณ์มังกรสูงค่าของตนเองให้เรียบร้อย พระมารดาทั้งสองเสด็จมาอวยพรและให้กำลังใจเขาแล้ว บัดนี้คงกำลังรอเข้าร่วมพิธีอยู่ที่ท้องพระโรงไท่หยวน

“ไปกันเถิด” เขาเอ่ยอย่างหนักแน่น มองทุกคนที่มองสบสายตากับตนด้วยแววตาเชื่อมั่น เขายิ้มน้อยๆ เชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในตัวทุกคน “น้องฉิง”

“น้องจะเดินเคียงข้างพี่เฟิงไปตลอดเจ้าค่ะ” หยางฉิงยิ้มหวานให้สอดมือกระชับมือของสามีแน่น ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไป อาภรณ์หงส์สีแดงของหยางฉิงลากยาวเช่นเดียวกับอาภรณ์มังกรห้าเล็บของเย่เฟิง ฮ่องเต้และฮองเฮาพระองค์ใหม่เดินออกจากตำหนักลู่จื่อไปตามพรมแดงที่ทอดยาวไปยังท้องพระโรงไท่หยวน เพียงย่างก้าวแรกเสียงประโคมมโหรีก็ดังขึ้น เหล่าขุนนางชุดแดงเต็มยศที่ยืนเรียงกันอยู่สองข้างทางต่างคุกเข่าคำนับ ด้านหลังของเย่เฟิงนั้นเป็นองค์ชายใหญ่ องค์ชายสามและองค์ชายสี่เดินเคียงข้างไป ส่วนลู่ถิงอวี่นั้นแยกตัวไปตำหนักจิ้งหยางเพื่ออัญเชิญตราลัญจกร

พิธีการครองราชย์เริ่มขึ้นในยามเหม่าสามเค่อซึ่งเป็นฤกษ์งามยามดีที่สำนักโหรหลวงทุ่มเทคำนวณออกมา...ช่วงเวลาที่ดวงตะวันจะสาดส่องทั่วผืนฟ้า...

 

สัญลักษณ์ของรัชศกใหม่ที่กำลังมาถึง

 

และน่าแปลกเหลือเกินที่แม้จะเป็นฤดูเหมันต์ทว่าวันนี้กลับเป็นวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งยิ่งนัก สายลมบางเบาพัดพาอากาศสดชื่นมามอบแด่ทุกคน 

เสียงมโหรีดังไม่หนักไม่เบาให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมอำนาจบารมี ยามที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ย่างก้าวเหล่าขุนนางทั้งหลายต่างคุกเข่าถวายพระพร 

 

แผ่นหลังนั้นตั้งตรงเดินมองไปข้างหน้าอย่างสง่างาม ข้างกายคือฮองเฮาคู่บัลลังก์ที่สง่างามไม่แพ้กัน

มังกรหงส์เคียงคู่กัน เหล่าอาณาประชาราษฎร์ ขุนนางผู้ทรงเกียรติต่างแซ่ซ้อง

 

ระยะทางเดินนั้นทอดยาวชวนให้คิดอะไรต่างๆ มากมาย แต่เย่เฟิงเลือกที่จะคิดถึงความทรงจำในวัยเยาว์...พวกเขาวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ก่อเรื่องป่วนๆ กันไม่น้อย ซุกซนกันตามประสาเด็กๆ เติบโตขึ้นแต่งงานมีครอบครัวมีลูกตัวน้อยๆ ที่มาวิ่งเล่นในวังป่วนวังหลวงจนหลายคนปวดหัว

 

วังหลวงสำหรับเขาแล้ว...ก็ไม่ต่างอันใดกับบ้านที่แสนสำคัญเลย

สถานที่ที่เขาเติบโตมาเป็นเขาได้จนถึงทุกวันนี้...

 

ยามเดินมาถึงท้องพระโรงไท่หยวน เย่เฟิงเห็นเสด็จแม่ทั้งสองทอดสายตามองมาที่ตนอย่างอ่อนโยน เจ้าลูกชายลูกชาวส่งรอยยิ้มมาให้ เสียงมโหรีอันศักดิ์สิทธิ์ประโคมขึ้นอีกรอบ เสียงดังก้องราวประกาศไปทั่วผืนฟ้าและผืนดิน ทั้งคู่จับจูงมือกันเดินไปด้านในท้องพระโรงไท่หยวน

 

ย่างก้าวแต่ละก้าวยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ...

แต่ด้านหลังของเย่เฟิงมีคนที่เดินตามมาที่พร้อมจะประคองไว้เสมอ

พี่ใหญ่ น้องสาม น้องสี่

 

และเบื้องหน้านั้น...

 

ท่ามกลางเหล่าขุนนางนับร้อยที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงไท่หยวน เบื้องหน้าบันไดเก้าขั้นที่ไปสู่บัลลังก์มังกรนั้น...พระบิดาของตนยืนอยู่ตรงนั้น

เหล่าขุนนางทั้งหลายคุกเข่าถวายคำนับ เย่เฟิงจูงมือหยางฉิงไปเบื้องหน้าเย่เทียนหลง ในมือของฮ่องเต้ถือดาบประจำราชวงศ์เอาไว้ ทั้งคู่คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ เสียงขับร้องคล้ายเสียงสวดมนต์ที่ฟังดูศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นอย่างนุ่มนวล เสียงที่ราวคำอวยพร คำสรรเสริญและคำสดุดี

 

แด่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่

 

ด้ามดามเล่มงามจรดลงที่หน้าผากของเย่เฟิงเบาๆ เย่เทียนหลงกล่าวอีกเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกับลูกชายเบาๆ “เย่เฟิง...ข้าภูมิใจในตัวเจ้า”

“ขอบพระทัย...พ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าว เขาใช้สองมือรับดาบจากพระบิดา เทิดมันไว้เหนือศีรษะกล่าวคำปฏิญาณตนในฐานะฮ่องเต้ ก่อนจะกุมดาบเล่มสำคัญไว้และรับตราลัญจกรมากุมไว้แน่น

“ไปเถิด...สู่บัลลังก์นั้น ยามนี้ข้ามั่นใจว่ามันเหมาะสมกับเจ้า และเจ้าคู่ควรแล้วที่จะนั่งมัน...ตอนอายุสิบสองเจ้าไม่ได้ขึ้นไปบันไดขั้นที่เก้า ไม่นั่งบนนั้นเพราะบอกข้าว่าตนเองยังด้อยประสบการณ์ แต่ตอนนี้เจ้าพร้อมแล้วเย่เฟิง...เจ้าคือความภาคภูมิใจของพวกข้า”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่เฟิงรับคำอย่างหนักแน่น หยางฉิงที่ยืนขึ้นเดินแยกไปอีกทาง เขาหันไปมองพี่ชาย น้องชายที่ส่งยิ้มให้ตน 

 

ย่าวก้างแรกบนบันไดเก้าขั้นนั้น...ย่างก้าวที่สอง ที่สาม ที่สี่ ย่างก้าวที่ห้า ที่หก ที่เจ็ด...ที่แปด

และ...ย่างก้าวที่เก้าที่ไม่เคยเหยียบย่างขึ้นมาก่อน

 

บนบัลลังก์มังกรสีทองที่เหนือผู้คนใต้หล้านั้น...

 

ยามที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เสด็จประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร เสียงสวดมนต์อันศักดิ์สิทธิ์กึกก้องนั้นก็ดังก้องกว่าเดิม บรรยากาศเจือกลิ่นอายอันน่าเกรงขามและศักดิ์ยิ่งนัก

“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!!” เสียงแซ่ซ้องถวายพระพรดังกึกก้อง เหล่าขุนนางทั้งหมดคุกเข่าถวายพระพร ไพร่ฟ้าที่อยู่นอกวังหลวงเองก็เช่นเดียวกัน

ดวงตาคมของฮ่องเต้องค์ใหม่ทอดมองยังเบื้องล่าง ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ...ทว่าหนักแน่นและเปี่ยมด้วยอำนาจบารมี “ฮ่องเต้ถือกำเนิดจากปวงประชา...นี่เป็นคำสอนที่สืบทอดมาในสกุลเย่ทุกรุ่น เราจะสืบสานปณิธานดั้งเดิมของพระบิดา เพื่อผืนแผ่นดินนี้...เพื่ออนาคตต่อจากนี้ไป”

 

อย่างที่เสด็จพ่อ สเด็จแม่ ท่านอาจารย์ทำเพื่อพวกเขา

พวกเขาเองก็จะเป็นรากฐานให้เหล่าเด็กๆ รุ่นถัดไปเช่นเดียวกัน

 

เพื่ออนาคต...

 

“ทรงพระปรีชา!!” ขุนนางทั้งหลายพากันแซ่ซ้อง ราชดำรัสแรกนี้ถ่ายทอดไปยังประชาชนด้านนอก ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ได้รับการสรรเสริญอย่างไม่หยุดหย่อน 

เสร็จสิ้นพิธีการครองราชย์ไปก็เป็นพิธีการแต่งตั้งฮองเฮาของหยางฉิง ราชโองการแต่งตั้งฮองเฮานั้นแทบจะไม่ต่างอันใดกับจดหมายสารภาพรักที่ทำให้หยางฉิงแก้มร้อนวาบไม่หยุด นึกบ่นลู่ถิงอวี่ที่ทำให้สามีของตนเองติดนิสัยน่าไม่อายเช่นนี้มา

และที่ทำให้ขุนนางทั้งหมดเบิกตากว้างเพราะฮ่องเต้เสด็จมารับฮองเฮาด้วยพระองค์เอง จับจูงมือพระนางไปประทบนั่งด้วยกันบนบัลลังก์มังกร!!

 

นี่ต้องรักใคร่และเชื่อมั่นถึงเพียงใดกัน!

ฮ่องเต้และฮองเฮาประทับเคียงคู่ ดุจมังกรหงส์...นำพาอาณาประชาราษฏร์และแว่นแคว้นสู่ความผาสุก

 

“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!!”

พิธีแต่งตั้งฮองเฮาแล้วเสร็จไปแล้ว...ต่อไปเป็นการประกาศราชโองการที่สองของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ราชโองการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้แก่อดีตฮ่องเต้ ฮองเฮา ว่านกุ้ยเฟย องค์ชายใหญ่ องค์ชายสาม องค์ชายสี่ ฉินไห่ฟง และสหายของเขาทุกๆ คน

เย่ซืออวิ๋นมองภาพนั้นด้วยดวงตาคลอน้ำตา เขาสะอื้นจนจมูกแดงก่ำ แต่มิได้ร้องไห้เพราะความเสียใจ...ในใจตื้นตันและยินดีเหลือเกิน

ชาติก่อนจากไปเพราะการแย่งชิงบัลลังก์ที่ไม่ปรารถนานี้เป็นสาเหตุ ชาตินี้สามารถได้เห็นน้องชายที่ตนภูมิใจขึ้นนั่งบนบัลลังก์นั้นอย่างสง่างาม...

 

เหมันตฤดูในชาติก่อนนำมาซึ่งความสูญเสียแด่ทุกคน

แต่เหมันตฤดูในปีนี้นำมาซึ่งภาพอันแสนงดงามและเปี่ยมสุข...

 

เขาดีใจยิ่งนัก

 

“คนดี...ดีใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ” ลู่ถิงอวี่เดินมาหาภรรยาตนเอง เช็ดน้ำตาให้เบาๆ “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าร้องไห้นะ หืม”

“ฮึก...ถิงอวี่ก็ทำให้ข้า ร้องไห้...อยู่บ่อยๆ” เย่ซืออวิ๋นโอนอ่อนเข้าสู่อ้อมแขนสามีแต่โดยดี แต่ก็ยังสะอื้นด้วยความภาคภูมิใจและตื้นตันใจอยู่ดี

มันอยู่ในใจนับหมื่นล้านคำ รู้สึกตื้นตันและรู้สึกว่ามันช่างดีเหลือเกิน ดีจนกลั้นน้ำตาและความปลาบปลื้มนี้ไว้ไม่ไหว

“นั่นร้องไห้เพราะความสุขและเจ้าชอบให้ข้ารังแกไม่ใช่หรือ?” ลู่ถิงอวี่กระเซ้ายิ้มๆ โดนภรรยากัดไหล่เอาเบาๆ สองสามีหน้าไม่อายคู่นี้สามารถหวานกันได้แม้จะเป็นเวลาสำคัญ 

“เจ้าตัวน้อยร้องไห้หรือ?” ไท่ซั่งหวง อดีตฮ่องเต้เย่เทียนหลงขมวดคิ้วเมื่อเห็นลูกชายตาแดงๆ เย่ซืออวิ๋นผละจากอ้อมแขนสามีไปกอดเอวเสด็จพ่อไว้แน่น

“ลูก...ลูกแค่ดีใจพ่ะย่ะค่ะ มัน...ฮึก ตื้นตันใจไปหมดเลย”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้วก่อนจะกอดปลอบเบาๆ คราวนี้ทั้งเย่เซียวและเย่หานก็เดินมาด้วย “พี่ใหญ่...ร้องไห้ทำไมกันเล่า”

“ไม่ร้องๆ” น้องชายทั้งสองพยายามปลอบ แต่พี่ใหญ่ก็ส่ายหน้ายิ้มกว้างทั้งน้ำตา

“ฮึก...ก็ข้า ก็ข้าดีใจนี่นา...” เย่ซืออวิ๋นกล่าวด้วยเสียงเจือสะอื้น

แล้วเหล่าขุนนางทั้งท้องพระโรงก็เบิกตากว้างยามฮ่องเต้พระองค์ใหม่เสด็จลงมาจากบัลลังก์มังกรมาช่วยปลอบองค์ชายใหญ่ที่กำลังสะอื้นด้วยความตื้นตันใจ กลายเป็นพี่น้องกอดกันกลม 

เหล่าขุนนางทั้งหลายได้ทราบแน่ชัดก็วันนี้เองว่าแม้จะเปลี่ยนฮ่องเต้พระองค์ใหม่แล้ว ทว่าองค์ชายใหญ่ก็ยังเปรียบเสมือนไข่มุกบนฝ่ามือของฮ่องเต้อยู่ดี...

ขนาดร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มฮ่องเต้ยังเสด็จลงมาจากบัลลังก์ปลอบด้วยพระองค์เอง ไหนจะท่านอัครเสนาบดีแสนขี้หวงที่ขึงตาใส่นายเหนือหัวกอดองค์ชายใหญ่ไว้แน่นไม่ปล่อยให้ผู้ใดนั่นอีก...

 

แตะต้องใครก็ได้แต่ห้ามแตะต้ององค์ชายใหญ่เป็นอันขาด!!

 

.........

 

เสร็จสิ้นพิธีครองราชย์ก็เป็นการเลี้ยงฉลองไปทั่วแว่นแคว้นถึงสามวันสามคืน ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยังไม่เสด็จประทับที่ตำหนักจิ้งหยาง แต่อยู่ตำหนักลู่จื่อที่เคยอยู่สมัยเป็นองค์ชาย หน้าตำหนักถูกเนรมิตกลายเป็นลานสำหรับกินหม้อไฟ

 

อาหารที่องค์ชายใหญ่โปรดปรานที่สุด

 

“อาเหอ เจ้าสวดมนต์สรรเสริญอยู่ตั้งนานดื่มชาสักหน่อยเถิด” ลู่หลันส่งแก้วชาให้บุรุษหนุ่มในชุดขาวสะอาดที่นั่งอยู่ข้างๆ ตน เสียงสวดอันแสนไพเราะและศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากอี๋เหอที่เป็นตัวแทนเจ้าอาวาสเกาเสียงมาร่วมในพิธี

 

เด็กหนุ่มที่สงบนิ่งเกินวัย..

 

“ขอบใจ”

“พี่เหอ ข้าจะดื่มด้วย”

“ข้าด้วย!”

“ข้าเองก็จะเอาชาเช่นกัน”

“แบ่งให้ข้าด้วยนะ”

แต่รินชาไปได้แก้วเดียวลู่หลันก็ต้องถอนหายใจเพราะเจ้าตัวแสบทั้งหลายเสนอหน้ามาขอส่วนแบ่งด้วย เจ้าตัวแสบที่เป็นองค์ชายและองค์หญิง แต่น่าตีกันทั้งนั้น!

เย่ฉางชุน และ เย่ซิ่วหยา บุตรชายและบุตรสาวของเย่เฟิงกับหยางฉิงที่นิสัยร้ายกาจเกินวัย คนพี่ฉลาดเฉลียวไม่ต่างอันใดกับบิดา ในขณะที่น้องสาวซุกซนเจ้าเล่ห์เช่นหยางฉิง

เย่มู่ชิว และ เย่เฉินอิง บุตรชายและบุตรสาวของเย่เซียวกับฉินฮวาซิง ตัวแสบ ตัวก่อกวน นักเลงโตเหมือนเย่เซียวสมัยยังเยาว์ ในขณะที่เย่เฉินอิงนั้นงามสะพรั่งแม้จะยังเป็นเด็กน้อย

“รู้สึกขอบคุณที่ท่านอาไม่พาเสี่ยวเซินมาด้วย” ลู่หลันถอนหายใจเบาๆ เว่ยเซินเป็นลูกชายคนโตขององค์ชายเว่ยเฉาและท่านน้าฟางหนี่ว์ เจ้าตัวแสบที่ซุกซนไม่แพ้เจ้าสี่คนนี้หรอก เขาหวังว่าน้องในครรภ์ของท่านอาฉิงจะมิเกิดมาร้ายกาจเช่นนี้...แต่เห็นทีคงเป็นไปได้ยาก

 

มีผู้ใหญ่เหล่านี้เป็นคนเลี้ยงดู...จะไม่ร้ายกาจได้อย่างไรกัน

 

“พี่หลันทำหน้าเช่นนี้กำลังนินทาพวกข้าในใจใช่หรือไม่? ท่านลุงถิงขอรับ พี่หลันรังแกข้า!” เย่ฉางชุนฟ้องทันที แต่คนถูกฟ้องเพียงหรี่ตาลงอย่างไม่สนใจ อ้าปากรับของที่เย่ซืออวิ๋นป้อนให้แล้วทำเมินราวเสียงเรียกนั้นเป็นเสียงนกการะคายหู ทำเอาเย่ฉางชุนหน้ายุ่งแก้มยุ้ยๆ พองเข้าออก ส่วนลู่หลันก็หัวเราะหึๆ จิ้มหน้าผากเจ้าตัวร้ายเบาๆ

“ขี้ฟ้องเหลือเกินนะเจ้า”

“พี่อาเหอ ข้าเจ็บเหลือเกินนนนน” เจ้าตัวร้ายลากเสียงยาวลงทุนปีนขึ้นไปนั่งบนตักอี๋เหอที่นั่งนิ่งไปราวจะหลับเสียแล้ว พอคนหนึ่งปีนเย่มู่ชิวก็ปีนตาม 

“พี่อาเหอหลับแล้วหรือขอรับ” เด็กน้อยมู่ชิวยกยือเล็กๆ แปะแก้มของพี่อาเหอที่แสนใจดี นอกจากท่านลุง ท่านแม่ ท่านป้าแล้ว เสด็จย่าทั้งสองพระองค์แล้วคนอื่นล้วนชมชอบรังแกพวกเขากันทั้งสิ้น!

“อืม...ยัง” อี๋เหอปรือตาขึ้นมาประคองร่างของเจ้าตัวแสบทั้งสองไม่ให้หล่นจากตัก พอเห็นพี่ชายทั้งสองสนุกสนาน เย่เฉินอิงและเย่ซิ่วหยาก็เลียนแบบบ้าง แต่บนตักอี๋เหอนั้นไม่มีที่ให้พวกเขาแล้ว เลยต้องปีนไปนั่งบนตักของลู่หลันแทน ทำเอาคุณชายกล้วยไม้หยกได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา

ส่วนบรรดาผู้ใหญ่น่ะหรือพากันหัวเราะด้วยความขบขัน พลางล้อมวงกันกินหม้อไฟอย่างสนุกสนาน 

“เสียดายที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ทั้งสองพระองค์ รวมถึงท่านพ่อลู่จิงไม่มากินกับพวกเราด้วย” เย่ซืออวิ๋นบ่นเบาๆ เสด็จแม่ทั้งสองพระองค์บอกว่าอายุมากแล้วอยากพักผ่อน จะกินหม้อไฟด้วยกันเมื่อไหร่ก็ได้เพราะพวกนางก็ยังคงอยู่ในวังหลวงมิได้ไปไหน

เย่ซืออวิ๋นเคยถามว่าทั้งสองพระองค์เคยเสียใจหรือไม่ที่ตัดสินใจทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างมาอยู่ในวังหลวงที่กว้างใหญ่นี่ และเมื่อเสด็จพ่อสละราชบัลลังก์แล้วเคยอยากออกไปข้างนอกหรือไม่ แต่ทั้งสองกลับส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนและคำตอบที่เหมือนกัน

 

ไม่เคยเสียใจ

และจะไม่ไปไหน

 

เวลาเยาว์วัยที่เฉิดฉายงดงามนั้นผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้ผ่านมาครึ่งชีวิต ได้เห็นลูกหลานเต็มบ้าน ได้เห็นทุกคนมีความสุขทั้งสองก็มีความสุขไปด้วย

 

เวลาที่เหลือก็ขอเป็นผู้เฒ่าผู้แก่มองดูความสุขของลูกหลานต่อไป

 

ส่วนเสด็จพ่อกับท่านพ่อลู่จิง ผ่านมาหลายปีกว่าทั้งคู่จะได้ครองคู่กันเช่นทุกวันนี้ เลยใช้โอกาสเร้นกายออกไปท่องเที่ยวนานๆ ทีถึงจะกลับมาหาพวกเขา...ทั้งสองเชื่อมั่นและมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่มีทางหลงไปเดินทางผิด

 

ตราบใดที่ยังอยู่ด้วยกันเช่นนี้...

 

“วันหลังพวกเราไปกินที่ตำหนักของเสด็จแม่กันดีหรือไม่เจ้าคะพี่ใหญ่” หยางฉิงชวนด้วยรอยยิ้ม แม้จะเป็นฮองเฮาของแผ่นดินคำเรียกขานในวันวานก็ไม่เปลี่ยนแปลง

“ดียิ่ง” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก ก่อนจะหันไปหาฉินไห่ฟง “ได้ยินมาว่าเด็กน้อยที่พี่ฟางหนี่ว์จะเกิดมาจะเป็นลูกบุญธรรมของพี่ไห่ฟงกับรุ่ยเอินหรือ” องค์ชายใหญ่คีบอาหารใส่จานทุกคนอย่างเอาใจใส่ไปด้วย

“อืม...นางบอกว่าจะได้เป็นผู้สืบทอดสกุลฉินและเชื่อว่าพวกข้าจะดูแลลูกของนางได้ดี เด็กที่เกิดมาจะไม่ต้องถูกดึงไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจด้วย แต่ข้าล่ะอยากให้เด็กน้อยคนนั้นเป็นสตรีนัก...สกุลฉินที่มีผู้นำสกุลเป็นสตรีคงจะน่าดูชมเป็นแน่” เนี่ยรุ่ยเอินยักคิ้วอย่างนึกสนุก ปล่อยให้สามีลูต้นคอของตนไป เงยหน้ามองเจ้าหน้านิ่ง “เจ้าว่าอย่างไร”

“ล้วนดีทั้งสิ้น” มีหรือที่ฉินไห่ฟงจะไม่เห็นด้วย เขากระตุกยิ้มจาง “นางจะเป็นสตรีที่กล้าแกร่งทระนงไม่แพ้ผู้ใดทีเดียว”

“เช่นนั้นอนาคตต่อจากนี้คงน่าดูชมมิใช่น้อยเลย” ลู่ถิงอวี่คีบอาหารป้อนภรรยากลับไปบ้างเช่นเดียวกัน พวกเขาผลัดกันป้อนเจ้าคำข้าคำ จนน้ำซุบในหม้อนั้นหวานเชื่อมไปหมดแล้ว 

“อนาคตล้วนน่าคาดหวังและน่าเฝ้ารอ”เย่เฟิงเอ่ยต่อยิ้มๆ “เจ้าพวกตัวป่วนเหล่านี้น่ะ” พอมองไปที่เด็กๆ แล้วแต่ละคนก็ส่ายหน้าก่อนจะพากันหัวเราะเบาๆ ออกมา

 

เสมือนเห็นตนเองยาวเยาว์

สามารถหัวเราะ วิ่งเล่น เป็นตัวตนของตนเองได้อย่างแท้จริง

 

ดีเหลือเกินที่ได้เฝ้ามองภาพเหล่านี้

 

“หืม? เหมือนจะอยู่กันไม่ครบนะ” เย่เซียวกวาดมอง เลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นเจ้าตัวแสบแต่ละคนไม่ครบ แต่ก่อนจะได้ลุกขึ้นไปถาม ก็เห็นเย่ซิวหย่าและเย่เฉิงอิงจูงมือเย่เทียนหลง ลู่จิงไว้คนละข้าง อีกคนก็จูงมือฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยมาด้วย แต่ละคนลุกขึ้นทำความเคารพกันแทบไม่ทัน

 

แม้แต่ละคนจะเติบโตไปอย่างไรพวกเขาก็ยังไม่เคยลืมที่จะเคารพบิดามารดาและอาจารย์

ตัวตนที่น่าเคารพและศรัทธา

 

“หลานสาวตัวน้อยบอกว่าอยากกินหม้อฟกับเสด็จย่า ข้ากับน้องหญิงจะไม่มาได้อย่างไรกันเล่า” ไทเฮาจ้าวเสวี่ยเหมยหัวเราะด้วยความขบขันที่หลานสาวทั้งสองไปหานางกับจืออิงที่ตำหนัก ออดอ้อนอย่างน่ารักน่าชังว่าอยากให้เสด็จย่ามาด้วย

“มาเร็วเทพธิดาน้อยให้ย่านั่งตรงไหนกันหืม?”

“เสด็จย่ามานั่งตรงนี้เพคะ นั่งข้างอิงอิง อิงอิงจะป้อนให้เสด็จย่าทั้งสองพระองค์เอง”

“ส่วนเสด็จปู่ต้องนั่งข้างหยาหยานะเจ้าคะ ท่านย่าด้วย หยาหยาจะป้อนทั้งสองคนเอง”

“หยาหยาน้อย ห้ามเรียกข้าว่าท่านย่า” ลู่จิงอุ้มซิวหยาวขึ้นมาด้วยความเอ็นดู ส่วนเย่เทียนหลงก็ยกนิ้วให้หลานสาวที่เอ่ยตามที่สอนได้อย่างน่ารักยิ่ง

เมื่อผู้ใหญ่มาเข้าร่วมด้วย หม้อไฟมื้อใหญ่รื่นเริงมากยิ่งขึ้น หลังพิธีครองราชย์ที่แต่เดิมควรเป็นการกินอาหารเลิศหรูนั้นเป็นเพียงหม้อไฟง่ายๆ ที่ได้กินพร้อมกันทั้งครอบครัว บรรดาลูกหลานพร้อมหน้าพร้อมตา...

สายในในราชวงศ์กลับอบอุ่นถึงเพียงนี้...

 

..........

 

งานพิธีและงานเลี้ยงผ่านพ้นไปแล้ว ราตรีกาลย่างกรายมาเยือน ทว่าชาวเมืองยังคงฉลองกันอย่างคึกคัก ผืนฟ้าสว่างไสวด้วยโคไฟและพลุหลากสี

 

ในขณะที่วังหลวงก็สามารถมองเห็นดวงดาราเกลื่อนฟ้าได้ชัดตา...เหมือนสมัยก่อนที่พวกเขามักมาดูดาวบนหลังคาตำหนักจิ้งหยางด้วยกัน

 

ดวงตาคู่งามทอดมองไปยังผืนฟ้ายามราตรีนั้น ริมฝีปากคลี่รอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะรู้สึกว่าร่างของตนถูกโอบกอดและรัดแน่นจากด้านหลัง กลิ่นอายอันแสนคุ้ยเคยทำให้รู้สึกสงบในอ้อมแขนอบอุ่นนั้น

“ถิงอวี่...”

“ดวงดารางดงามเกลื่อนผืนนภา ยังมิสู้ดวงตาของภรรยาข้าลู่ถิงอวี่” บุรุษปากหวานที่ไม่คลายความหวานลง ต่อให้กี่ปีผันผ่านก็ยังสรรหาเรื่องมาชมให้เย่ซืออวิ๋นเขินอายได้เสมอ

“เจ้านี่ล่ะก็” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้าขึ้นงับคางของสามีตนเบาๆ แต่ลู่ถิงอวี่กลับหัวเราะอย่างเอ็นดู “ข้าดีใจเหลือเกินถิงอวี่ ดีใจที่มีชีวิตอยู่...มีเจ้า มีทุกคนอยู่ด้วย...ข้า...มีความสุขมาก”

 

เขามีความสุขจริงๆ ความสุขที่ชาติก่อนมิได้สัมผัส...ได้ทำหลากหลายอย่างที่ไม่เคยได้ทำ

ได้มองเห็นอนาคตของเหล่าเด็กๆ ได้เฝ้ามองพวกเขาเติบโต

ดีเหลือเกินที่ได้กลับมา ดีเหลือเกินที่ตนเลือกเส้นทางนี้

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ข้าเองก็เช่นกัน...มีความสุขยิ่งนัก มีอวิ๋นอยู่ด้วยเช่นนี้...” เขากระชับอ้อมแขนกอดภรรยาไว้แน่น สองมือสอดประสานอิงแอบอยู่ภายในอ้อมแขนของกันและกัน เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองสามีก่อนจะถูกอีกฝ่ายก้มลงมากดจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากแดงอิ่ม แลกเปลี่ยมสัมผัสและลมหายใจระหว่างกัน ก่อนผู้เป็นสามีจะผละออกไปก่อน แล้วกระซิบข้างหูขาวเบาๆ “อยากกลับจวนไปรังแกเจ้าจะแย่อยู่แล้ว”

เย่ซืออวิ๋นขึงตาใส่สามี ก่อนจะเลิกคิ้วแล้วเอียงหน้ายิ้มหวาน “ข้าก็อยากให้ถิงอวี่รังแกแรงๆ นะ”

ดวงตาดอกท้อเข้มข้นแทบจะอุ้มภรรยาตนเองกลับจวนเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าไม่ทันทำได้ดั่งใจคิดเสียงกระแอมหลายเสียงก็ดังขึ้นเสียก่อน

“แฮ่ม!”

“แฮ่ม!”

“เจ้าตัวน้อยมานี่มาเร็ว”

“พี่ใหญ่ข้าได้ของอร่อยมาให้ท่านลองชิม”

บรรดาบิดาหวงลูกและน้องชายหวงพี่ล้วนตีหน้าซื่อเข้ามาขัดขวางให้ลู่ถิงอวี่คิ้วกระตุก ก่อนะขาจะถอนหายใจระอาเมื่อเจ้าพวกก้อนกลมก้อนเล็กๆ กรูกันมากอดขาอวิ๋นแน่น

 

ดูเอาเถิดคนเหล่านี้!

ไม่ว่าจะกี่รุ่นๆ กี่รุ่นก็ชมชอบขัดขวางเขากับอวิ๋นเสียจริงๆ!!

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ หอมแก้มสามีของตนหนึ่งทีไม่ให้อารมณ์เสีย ก่อนจะถูกบรรดาหลานๆ จูงมือเข้าไปด้านใน ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข แล้วก็หัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อสามีขี้หวงของตนหิ้วคอหลานๆ ออกแล้วเดินมากุมมือเขาไว้แน่นให้เจ้าพวกตัวน้อยตะกุยมือและเท้าใส่อย่างหมั่นไส้แต่ก็ทำอันใดไม่ได้

สองสามีภรรยาสบตากันด้วยรอยยิ้มก่อนจะหัวเราะลั่นออกมาพร้อมกัน

 

ความสุขเป็นเช่นไร...

ความสุขก็คงเป็นเช่นนี้...

 

มีครอบครัวรายล้อม มีมิตรสหายเคียงข้างกัน ประคับประคองเดินไปด้วยกัน ไม่ปล่อยให้ใครต้องเดียวดาย

มีคู่ชีวิต...ที่เดินเคียงคู่กันไปจนวันสุดท้ายของลมหายใจ

 

ยวนยางมั่นคงไม่พรากจากเช่นไร...

พวกเราเองก็เป็นเช่นนั้น

 

และ...

 

“ท่านลุงใหญ่ มาเร็วๆ เจ้าค่ะ พ่อครัวเพิ่งคิดค้นขนมใหม่ได้ หลานนำมาให้ท่านลุงโดยเฉพาะเลยนะเจ้าคะ!”

“น้องหญิงเจ้าขี้โกงนั่นข้าเป็นคนถือมานะ!”

“ไม่รู้ไม่ชี้เจ้าค่ะ”

“หน็อยเจ้าตัวร้ายนี่!”

“พี่อาเหอ ช่วยข้าด้วย พี่หลันขึงตาใส่ข้า!”

“เดี๋ยวเถิดเจ้าขี้ฟ้องนี่!”

 

เฝ้ามองอนาคตที่งดงาม

ต่อจากนี้ไป

 

กอบกุมสองมือ สิบนิ้วสอดประสานแนบแน่น...

ผ่านกาลเวลาอันยาวนานไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต...ตราบจนสิ้นสุดวาระสุดท้ายของลมหายใจนั้น...

 

ไปด้วยกัน...

 

~~END~~

 

………….

 

เป็นคำว่าจบที่มาตอนเกือบตี่สี่…เป็นตอนที่เราเครียดมากๆ อีกตอนหนึ่งเลยค่ะ มาช้าขนาดนี้เพราะแก้และลบอยู่หลายรอบ ความยาวของตองด้วยส่วนหนึ่งเป็นตอนที่อยากบอกเล่าอะไรมากมาย

ชาติก่อนน้องอวิ๋นจากไปเพราะการแย่งชิงบัลลังก์มังกร ชาตินี้น้องได้เห็นคนที่เหมาะสมนั่งบนบัลลังก์นั้นแล้ว เหมือนที่น้องบอกไว้ว่าฤดูหนาวในชาติก่อนนั้นทิ้งไว้แต่เรื่องน่าเศร้า แต่ฤดูหนาวในปีนี้ของน้องมีแต่เรื่องน่ายินดี น้องได้เห็นน้องชายทุกคนมีความสุข เสด็จพ่อ เสด็จแม่ที่ดูแลน้องมา อันกงกง อาจารย์ เพื่อน พี่ชาย สามี ได้เห็นทุกคนสัมผัสกับความสุขที่ชาติก่อนไม่ได้สัมผัส น้องมีความสุขมากๆ จริงๆ ค่ะ

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ใครจะเป็นฮ่องเต้น้องอวิ๋นก็ยังเป็นไข่มุกบนฝ่ามือของฮ่องเต้ทุกคนอยู่ดี ^_^

เรายังมีตอนพิเศษให้ทุกคนนะคะ…ส่วนตอนพิเศษแต่งงานของแต่ละคู่จะลงในเล่มนะคะ แต่ตอนพิเศษที่ลงเว็นก็สนุกไม่แพ้กันน้าาาา

 

ขอบคุณทุกคนที่อยู่ด้วยกันมานานเกือบหนึ่งปีกับนิยายเรื่องใครฆ่าองค์ชายใหญ่ เรายังอยากพูดคุยกับทุกคนอีกแต่จำนวนตัวอักษรไม่พอแล้ว เดี๋ยวตอนหน้าเราจะมาขอบคุณน้าาา 

รักษาสุขภาพและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 751 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #4256 มากิริจัง (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2564 / 13:07
    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเรื่องราวดีๆ แบบนี้ จะรอติดตามอ่านเรื่องต่อไป นะคะ
    👍👍👍❤️❤️❤️❤️👍👍👍
    #4,256
    0
  2. #4226 ILOVEEXOBTSGOT7 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 28 เมษายน 2564 / 19:16
    เป็นตอนจบที่สุขจนล้นหัวใจจริงๆ ขอบคุณนะคะ
    #4,226
    0
  3. #4221 everyforget (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 27 เมษายน 2564 / 21:57

    สนุกกกกกกกมากกก ขอบคุณจริงๆเลยค่ะ
    #4,221
    0
  4. #4220 MaewPongpraphat (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 27 เมษายน 2564 / 15:15
    อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นมีความสุขมากๆ แต่งเก่งมากๆค่ะจะติดตามผลงานต่อไปค่ะขอบคุณนิยายดีๆนะคะ
    #4,220
    0
  5. #4219 dlky (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 27 เมษายน 2564 / 13:13
    ขอบคุณไรท์มากที่ทำให้เรารู้ว่าทุดคนรักเจ้าตัวน้อยมาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว อย่างน้อยน้องก็ไม่ได้ไม่มีคนรัก เห็นน้องมีความสุขเราก็ดีใจ ขอบคุณไรท์ที่แต่งนิยายสนุกๆ ให้เราได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ตาม นิยายไรท์สนุกมากๆ ขอให้ไรท์ผลิตผลงานดีๆ แบบนี้อีกเยอะๆ นะ
    #4,219
    0
  6. #4165 Pannmak (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 18:12

    สนุกมากๆๆนิยายดีๆๆ

    #4,165
    0
  7. #4163 TENNET (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 12 เมษายน 2564 / 21:06
    ติดตามเรื่องนี้มานานมาก พอจบแล้วรู้สึกตื้นตันมากค่ะ ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนสุดท้าย สนุกมากๆเลยค่ะ ตัละครแต่ละคนก็น่ารักมาก ได้เห็นการเจริญเติบโตของแต่ละตัวละคร อยากอ่านรุ่นลูกเลยค่ะ😂 ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ🥰
    #4,163
    0
  8. #4158 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 16:06
    เย้ จบแล้ววววว อบอุ่นละมุนละไมมากจริงๆเป็นครอบครัวที่ผูกพันกันทุกคนเลย ทุกคนน่ารักไปหมดหนุบหนิบหัวใจ เป็นเรื่องราวที่สอดแทรกหลายสิ่งหลายอย่างจริงๆ ต้องคิดถึงทุกคนมากแน่ๆเลย ขอบคุณที่เขียนนิยายสนุกๆแบบนี้ให้ได้อ่านกันนะคะ เป็นกำลังใจให้ในเรื่องต่อๆไปจ้าาาาา
    #4,158
    0
  9. #4137 mook_BTS_GOT7 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 23:31
    เป็นเรื่องที่อยากกลับมาอ่านหลายๆรอบ ได้เห็นการเจริญเติบโตของตัวละคร เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายทั้งมีความสุข รอยยิ้ม น้ำตา เป็นเรื่องที่ครบรสมาก ขอบคุณที่สร้างสรรค์นิยายดีๆแบบนี้ออกมานะคะ😘💗
    #4,137
    0
  10. #4120 HYUNPARK (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 05:48
    ใจหายเลย ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆแบบนี้นะคะ เป็นนิยายที่เฝ้ารอการอัพอย่างใจจดใจจ่อ เข้าแอพมาเช็คทุกวันเพื่อดูว่านิยายเรื่องนี้จะอัพมั้ย ภาษาสวยมากทำให้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละตัวลครผ่านตัวหนังสือได้เลย เสียน้ำตาไปเท่าไหร่กับการเฝ้ามองทุกตัวละครดำเนินมาถึงตอนจบในตอนนี้ นิยายทำให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในเรื่องด้วย ดำเนินชีวิตตามเนื้อเรื่องไปพร้อมกับตัวละคร ตั้งแต่ตอนแรกที่อ่านก็แอบอยากเป็นน้องเล็กของพี่ใหญ่เย่ซืออวิ๋น พี่รองเย่เฟิง พี่สามเย่เซียว พี่สี่เย่หาน และความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คืออยากเป็นลูกคนเล็กของเสด็จพ่อเย่เทียนหลง จนถึงตอนนี้ก็ยังอยากเป็นอยู่ อยากให้คุณไรต์มีนิยายดีๆแบบนี้มาเรื่อยนะคะ สู้ๆค่ะ และขอบคุณมากๆที่ทำให้ได้รู้จักกับตัวละครทุกคนในเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ
    #4,120
    0
  11. #4115 JaRad (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 17:48
    เป็นอีกเรื่องที่เรารักและผูกพันธ์มากเลยค่ะ แงงงงง ขอบคุณไรท์มากนะคะที่เขียนเรื่องนี้ออกมาให้เราได้อ่าน เราสัญญาค่ะ ว่าจะไม่มีวันลืมเด็กๆเป็นอันขาดเลย รักคุณไรท์นะคะ
    #4,115
    0
  12. #4112 PP2545 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 13:05
    ฮือออจบแล้วรักเรื่องนี้มากกก💓
    #4,112
    0
  13. #4102 bombom88 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 21:42
    ฮือออ ดีมากเป็นอะไรที่ดีมาก ขอบคุณไรท์มากนะคะ ที่เขียนนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจที่สุด
    #4,102
    0
  14. #4100 smile1432 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 20:40
    แงงงงง ใจหายยยย เป็นนิยายที่ดีมากๆเลยค้าบ มีครบทุกรสจริงๆ คือแบบมันดีจริงนะ สายใยสายสัมพันธ์ต่างๆ มันเหนียสแน่นมากๆ ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน ค่อยเป็นค่อยไป อ่ยดี
    ส่วนที่ชอบที่สุดของเรื่องนี้คือ คว่มสัมพันธ์ของครอบครัวสกุลเย่

    มันเหนียวแบบเหนียวไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำลายได้ เป็นสายสัมพันธ์ที่เราชอบมากจริงๆ
    เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เป็นเดอะเบสสำหรับเราอีกเรื่องเลยฮือออ
    ขอบคุณไรท์มากๆค่ะ
    #4,100
    0
  15. #4098 kikkpstpk (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 16:53
    ขอบคุณคุณไรท์มากๆเลยนะคะ♥︎ เป็นอีกตอนที่เราอ่านไปน้ำตาคลอไปด้วยซึ้งใจจริงๆค่ะ
    #4,098
    0
  16. #4096 Hemlock (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 13:03
    อยากบอกไรท์ว่าเราอ่านตั้งแต่ตอนแรกยันจบ ซาบซึ้งใจมากๆค่ะ แบบนิยายเรื่องนี้เหมือนเซฟโซนเราไปด้วยเลย เวลาเครียดหรือไรก็มาอ่านตลอดค่ะ ขอบคุณนะคะที่เขียนนิยายดีๆแบบนี้มาให้ ไรท์ใช้ภาษาได้สวยงามมากๆ เราขอบคุณจริงๆนะคะ ที่แต่งนิยายดีๆมาเป็นกำลังใจ เรารอติดตามเสมอนะคะ
    #4,096
    0
  17. #4092 Timain (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 3 เมษายน 2564 / 22:52
    มันดีต่อใจมากเลยคร้าาา
    #4,092
    0
  18. #4085 vodkanaja2 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 2 เมษายน 2564 / 23:57
    งื้อจบแล้ว มันดีมากจบได้สวยงาม ควรค่าแก่การสะสมมากนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณไรท์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ครบรสและประทับใจทุกช่วงชีวิตของตัวละครค่ะ รอเรื่องต่อไปอยู่นะคะ
    #4,085
    0
  19. #4082 redlotus (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 2 เมษายน 2564 / 12:32

    แง สวยงามมาก ทั้งหมดที่ฝ่าฟันกันมาจนถึงวันนี้ มีความสุขแล้วนะทุกคน /ถ้าเล่มออกเมื่อไหร่สัญญาเลยค่ะว่าจะอุดหนุน เป็นนิยายที่ไม่ว่ายังไงก็จะเก็บเล่มให้ได้ ขอบคุณไรท์มากนะคะที่ถ่ายทอดเรื่องราวในจินตนาการของไรท์ให้ได้อ่าน💕
    #4,082
    0
  20. #4081 pin412 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 2 เมษายน 2564 / 10:59
    เป็นเรื่องที่เรารู้สึกสุดยอดมากค่ะ สุดยอดในหลายๆอย่าง ทั้งความยาวที่อ่านจุใจมากๆ 555 ทั้งความรู้สึก หรือสิ่งที่พยายามแทรกให้คิด ความสัมพันธ์ตัวละคร ทุกอย่างลงตัว มันดีมากจริงๆ ตอนแรกเราอ่านเพราะคลายเครียด พอเจอฉากดราม่า เครียดมากๆค่ะ พอเจอฉากหวานก็หวานมดขึ้น หวานจนเรากินน้ำเปล่ายังหวาน 555 ตอนจบก็ดีมากอบอุ่นและรู้สึกตามไปด้วยเลยค่ะ

    ตื้นตันเหมือนเราอยู่ในนิยายด้วย

    แต่เราก็อยู่กับพวกเขามานานมากเหมือนกัน ใจหายมากที่เรื่องนี้จะจบ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมาให้อ่าน ไรท์สุดยอดมากเลยนะ ต้องเหนื่อยขนาดไหนถึงจะแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ไรท์เก่งมากกกกกก สู้ต่อไปนะคะ
    #4,081
    0
  21. วันที่ 1 เมษายน 2564 / 20:10
    ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้มาให้อ่านนะคะ
    #4,076
    0
  22. #4074 vviiwwyy (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 1 เมษายน 2564 / 16:15
    จบแล้ว สนุก อบอุ่น ดราม่ากะคือร้องให้ตาบวมเหมือนผัวตาย 5555 ขอบคุนมากค่าาา
    #4,074
    0
  23. #4072 ความกาวในตัวคุณ (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 1 เมษายน 2564 / 15:25
    ละมุนมากกกกกๆ
    #4,072
    0
  24. #4071 me1311 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 1 เมษายน 2564 / 14:38
    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ ชอบมากๆๆทุกคนน่ารักมากเลย☺
    #4,071
    0
  25. #4069 ถามออมดู. (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 1 เมษายน 2564 / 10:28
    ขอบคุณสำหรับนิยายน่ารักๆแบบนี้นะคะ จะเป็นอีกเรื่องที่เรารักมากเลยค่ะ 🥺
    #4,069
    0